Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 26 : Cuddle

Title: Cuddle [Flufftober 2019 day 26]

Pairings: AllTaiga [SixTONES]

Notes/Warnings: ไม่ได้เป็นเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แต่อย่างใดค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++

พวกเขาหกคนมะรุมมะตุ้มอยู่ในห้องรับแขกบ้านเคียวโมโตะ โซฟาถูกเลื่อนไปชิดผนังด้านหนึ่งพร้อมกับโต๊ะรับแขก พื้นที่ด้านหน้าโต๊ะวางโทรทัศน์ปูด้วยฟูกนอนหกผืน พร้อมหมอนและผ้าห่ม แต่ยังไม่มีใครคิดจะล้มตัวลงนอน ต่างก็นั่งเบียดเบียนกระแซะกัน จ้องหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ฉายอยู่บนหน้าจอขนาดยี่สิบกว่านิ้วอย่างใจจดใจจ่อ

ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาหกคนไปค้างที่ไหนสักที่แล้วต้องนอนห้องเดียวกันหมดทุกคน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นไปด้วยเรื่องงาน ยกเว้นครั้งแรกเมื่อเจ็ดปีก่อน หลังจากเลิกกองในเย็นวันหนึ่ง เป็นวันสุดท้ายที่พวกเขาจะได้ถ่ายละครแบบเข้าฉากครบกันทั้งหกคน ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองที่พวกเขาตั้งใจมานอนกองรวมอยู่ด้วยกันโดยไม่มีเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวข้อง และก็ยังเลือกใช้ห้องรับแขกในบ้านเขาเป็นที่นอนเหมือนครั้งแรกเช่นเดิม

ไทกะไม่มีปัญหาอะไรที่เพื่อนร่วมวงจะมาค้างด้วยเหมือนอย่างวันนี้ ถึงจะไม่พูด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็สนุกดี แม้จะแอบสงสัยว่าตัวเองจะนอนหลับได้จริงหรือเปล่า ในเมื่อมีคนนอนกรนอย่างมัตสึมุระ โฮคุโตะ และโมริโมโตะ ชินทาโร่ รวมอยู่ด้วยแบบนี้

เขากวาดสายตามองสภาพตัวเองและเพื่อนอีกห้าคน โคจิ ยูโกะ พี่ใหญ่กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงโซฟา โดยมีเจสซี่นอนหนุนตัก ขณะที่ท้องของเจ้าตัวเป็นหมอนหนุนให้กับโฮคุโตะ ทานากะ จูริ นั่งพิงยูโกะพลางกอดเอวเขาที่นั่งซ้อนอยู่ข้างหน้าไปด้วย ส่วนตักของเขาก็โดนชินทาโร่ยึดไปหนุนหัว โดยพาดขาไปบนต้นขาของโฮคุโตะ

จริง ๆ พวกเขาก็ไม่ได้นั่งเบียดเสียดอะไรกันขนาดนี้ตั้งแต่แรก แต่เพราะอยากกวนประสาทกันเอง ก็เลยหาเรื่องพาดขาดพาดหัวไปทั่ว พอเนื้อเรื่องบนจอเริ่มเข้มข้น ทุกคนก็ขยับตัวกันอีกแค่พอให้ดูหนังได้สบาย และสนใจแต่ฉากแอคชั่นเพียงอย่างเดียว จะมีส่งเสียงเฮฮากันบ้างก็ตามแต่ว่าตัวละครในจอคนไหนจะโดนโจมตี

ไทกะคิดว่าสภาพผู้ชายตัวโต ๆ หกคนถึงเนื้อถึงตัวกันถึงขนาดนี้มันคงดูแปลกพิลึกในสายตาคนทั่วไปอยู่ แต่ถ้าถามว่าเขารังเกียจไหม เขากลับคิดว่ามันก็ไม่ได้แย่ กลับกันเขาว่ามันก็อบอุ่นดี เหมือนตอนที่เขาอยู่กับพ่อกับแม่ อยู่กับคนในครอบครัวนั่นล่ะ

ไม่มีใครลุกไปทำอะไรใด ๆ แม้ว่าเอนด์เครดิตจะถูกฉายขึ้นบนจอแล้ว มีเพียงเสียงเพลงประกอบที่ดังไปทั่วบ้านที่วันนี้มีแค่พวกเขาหกคนอยู่ด้วยกัน

“ชินทาโร่ ลุกไปปิดทีสิ” เจสซี่ว่าพลางขยับตัวเล็กน้อย ทำให้หัวโฮคุโตะพลอยคลอนไปด้วย แต่หนุ่มแว่นก็ดูจะไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก เพราะเริ่มหลับตาลงไปแล้ว

“ทำไมต้องฉันอะ” น้องเล็กของพวกเขาบ่น ทำท่างอแงขี้เกียจลุก

“ก็นายขยับตัวได้ง่ายที่สุดไง ไปเลย” โฮคุโตะตอบคำถาม ยกขาขึ้นลงเพื่อให้ขาของชินทาโร่สั่นไปตามแรงสะเทือน

“เออ ก็ได้” อิดออดเล็กน้อยก่อนจะเดินไปตามคำสั่ง

พอชายหนุ่มปิดโทรทัศน์แล้ว ก็หันกลับมามองพวกเขาอีกห้าคนที่แทบจะไม่ขยับใด ๆ ก่อนจะเปิดปากพูด

“แล้วนี่พวกนายจะอยู่ในสภาพนี้กันไปอีกนานเท่าไหร่”

“อีกสักพักล่ะมั้ง ไม่อยากขยับเท่าไหร่เลย” ถึงปากจูริจะบอกว่าไม่อยากขยับ แต่แขนผอม ๆ ที่ดันมีแรงมากกว่าที่เห็นก็ดึงตัวเขาให้พิงไปกับตัวเองมากขึ้น ซึ่งเขาก็ไม่ว่าอะไร เพราะพอได้พิงไปแล้ว มันก็รู้สึกสบายดีเหมือนกัน

“มานี่มา ชินจัง” โฮคุโตะยกมือขึ้นกวัก เรียกน้องเข้าไปหา

คนโดนเรียกโถมตัวเข้าใส่อีกฝ่ายเต็มแรง ทำเอาคนโดนพุ่งเข้าหาจุกจนร้องออกมาเสียงดัง และไม่เพียงแต่โฮคุโตะ เจสซี่เองก็ได้ผลกระทบ จุกไปอีกหน่อด้วย คนเจ็บสองคนจึงโวยวายผสมโอดครวญกันลั่น ทำให้พวกเขาที่เหลืออดหัวเราะออกมาไม่ได้

“ตัวก็ไม่ใช่เล็ก ๆ กระโดดลงมาได้” ยูโกะว่า แต่หน้ายังยิ้มกว้าง หัวเราะเยาะสองคนที่นอนกลิ้งเกลือกแหกปากไปมา

“เวอร์เถอะ ฉันไม่ได้กระแทกพวกนายแรงขนาดนั้น” คนต้นเหตุประท้วงอาการเล่นใหญ่เกินเบอร์ของพี่สองคน พร้อมทั้งทำปากคว่ำ คว้าแขนของเจสซี่มาหนุนนอน ส่วนมือก็เอื้อมไปคว้าเอวโฮคุโตะมาก่ายแทนหมอนข้าง

พวกเขาเงียบกันไปอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไรอย่างผิดวิสัยมนุษย์พูดมาก แต่อย่างที่บอก ไทกะคิดว่ามันก็ไม่ได้แย่ เพราะพวกเขาก็ต้องการเวลาให้ความคิดบางอย่างมันตกผลึกเหมือนกัน

“จะเดบิวต์แล้วเนอะ” จูริเปิดประเด็นขึ้นมา ทำให้ไทกะย้อนนึกถึงวันที่ได้รับรู้เรื่องนี้เมื่อหลายเดือนก่อน จนถึงตอนนี้มันก็ยังดูเหมือนเป็นความฝันอยู่เลย

“รู้สึกแปลก ๆ นะ ไม่ค่อยชินยังไงไม่รู้” ยูโกะเอ่ยต่อ “เวลาใครแสดงความยินดีด้วย บางทีก็มีแบบ เอ๊ะ ฉันจะเดบิวต์เหรอ ด้วยอะ”

พวกเขาหัวเราะขำ ไม่ต้องมีใครพูด เขาก็มั่นใจว่าทุกคนคิดเหมือนพี่ใหญ่กันหมดนั่นแหละ

“จะทำได้ดีไหมนะ พวกเราน่ะ” เขานึกสงสัย การได้ออกซีดีเดบิวต์ มันคือก้าวแรกจริง ๆ ของพวกเขา และเป็นก้าวที่สำคัญมาก เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำมันได้ดีพอไหม แล้วถ้ามันออกมาไม่ดีจะทำยังไง โอกาสนี้มันมีค่าเกินไปจนเขานึกกลัวไปหมด

ไทกะเคยวาดฝันเอาไว้มาก่อน ว่าถ้าได้เดบิวต์แล้วเขาคงจะดีใจมาก ๆ ไม่ได้คิดว่าเอาเข้าจริงแล้ว มันดันทำให้เขากังวลมากกว่าจะตื่นเต้น

แต่สำหรับคนอื่นดูจะไม่ได้คิดแบบนั้น หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เครียดเท่าเขา เพราะชินทาโร่เอ่ยขึ้นมาว่า “ทำได้ดีสิ คิดมากไปได้”

ตามด้วยเจสซี่ที่ใช้แขนอีกข้างที่ว่าง ลูบผมดำนิ่มของคนที่หนุนท้องตัวเอง “พวกเราทำได้ยอดเยี่ยมมาตลอด จากนี้ไปมันก็ต้องทำได้ดีเหมือนเคยสิ ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น แค่ตั้งใจและทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ก็พอแล้ว”

“ฉันเห็นด้วยกับสองคนนั้นนะ คิดมากไปก็เท่านั้น ทำทุกอย่างให้เต็มที่ก็พอ” คนที่กอดเขาอยู่พูดพร้อมก้มหน้าลงมาส่งรอยยิ้มกว้างให้เขา

“ฉันเข้าใจเรื่องที่นายกังวลนะ ฉันเองก็คิดเหมือนกัน แต่โอกาสมันมาแล้วนี่ ยังไงก็ต้องยืดอก มั่นใจในตัวเองเข้าไว้ จะยังไงพวกเราก็ยังมีกันและกันอยู่นะ” คราวนี้เป็นคำพูดของพี่ใหญ่บ้าง และปิดท้ายด้วยคนที่อยู่ในสถานะกระอักกระอ่วนกับเขาอย่างโฮคุโตะ “นายทำได้อยู่แล้ว”

ไทกะยิ้ม เมื่อเพื่อนร่วมวงที่เหลือพยายามพูดให้เขาหายเครียด พลังงานบวกจากทั้งห้าคนคือสิ่งที่ช่วยเขาไว้เสมอ ทำให้เขาเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นใจ เหมือนอย่างครั้งนี้ และเขาคิดว่าในครั้งต่อ ๆ ไปด้วย

“ขอบใจนะ จากนี้ไปก็ฝากตัวด้วยล่ะ”

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 19 : Apple Picking

Title: Apple Picking [Flufftober 2019 Day 19]

Pairings: JesseHoku [SixTONES]

Words: 850

Note/Warnings: None

++++++++++++++++++++++

สำหรับคอนเทนต์ลงในยูทูบของสโตนส์คราวนี้คือการเก็บแอปเปิล

ฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงที่แอปเปิลเริ่มออกลูก พี่ใหญ่ของสโตนส์อย่างโคจิ ยูโกะ จึงเสนอไอเดียนี้ขึ้นมา โดยมีการจับคู่กันแข่งเก็บแอปเปิล ใครได้น้อยที่สุด ก็รับหน้าที่ไปจ่ายตลาด เตรียมบาร์บีคิวในเย็นวันนั้นไป

พอเป็นเรื่องการแข่งขันหรือของกิน แต่ละคนในวงก็มักจะไม่ยอมกันง่าย ๆ ดังนั้นในการถ่ายทำการจับฉลากเลือกคู่ก่อนขึ้นรถบัสที่โตเกียว พวกเขาจึงข่มกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร

ผลการจับฉลากคือเมนโวคอลคนสวย เคียวโมโตะ ไทกะ คู่กับแรปเปอร์ประจำวง ทานากะ จูริ ยูโกะคู่กับน้องเล็ก โมริโมโตะ ชินทาโร่ ส่วนตัวเจสซี่เองต้องคู่กับมัตสึมุระ โฮคุโตะ ชายหนุ่มที่วันนี้ใส่แว่นตามาด้วย

ตลอดทางบนรถบัส พวกเขาก็เล่นกันไปตามปกติ จนกระทั่งเดินทางไปถึงสวนแอปเปิล เข้าเรียนรู้วิธีการเก็บ และเริ่มจับเวลาห้านาที แข่งกันเก็บผลไม้สีแดงที่ขึ้นอยู่ไปทั่วสวน

เจสซี่ไม่ได้ใส่ใจการแข่งขันอะไรนัก เพราะสายตาเขามันดับจับจ้องอยู่แต่กับคู่ของเขาที่ตั้งอกตั้งใจริดผลแอปเปิลออกจากกิ่ง สลับกับตะโกนตอบโต้กับเสียงของเพื่อนร่วมวงที่ตะโกนถามมาทั้งรอยยิ้มกว้าง

เขาหลงรักรอยยิ้มของอีกคนมาก ชายหนุ่มที่ทุกคนบอกว่าหล่อ เท่ ดูดี แต่กลับมีรอยยิ้มที่น่ารักที่สุดสำหรับเจสซี่ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบของคนมองอย่างเขาสว่างไสวขึ้นมาได้ทันตา และทุกครั้งที่ได้เห็นมันใกล้ ๆ แบบนี้ เขาก็มักจะเผลอมองตามไปเสียทุกที

ที่ยิ่งไปกว่านั้น หนุ่มลูกครึ่งดีใจ ที่ได้เห็นอีกคนสนุกไปกับพวกเขาแบบตอนนี้ ยิ่งคิดถึงสิ่งที่อีกฝ่ายพูดในละครเวทีว่ารักพวกเขาแล้วนั้น เขายิ่งมีความสุข

“เอ้า ทำไมไม่รีบเก็บล่ะ เดี๋ยวก็แพ้คนอื่น ๆ หรอก” เสียงของคนที่เขามัวแต่มองทำให้เขารีบหันไปสนใจผลแอปเปิลแดง ๆ ตรงหน้าหน้าบ้าง

“แพ้จนได้สินะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ” เขาหัวเราะดังลั่น ตัดกับสีหน้าไม่สบอารมณ์ของโฮคุโตะที่บ่นกระปอดกระแปดอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ต้องถามเลยว่าใครแพ้ ก็พวกเขานั่นแหละ จริง ๆ ก็ผิดที่เจสซี่เองด้วยที่เอาแต่เหม่อมองอีกคนมากไปจนแทบไม่ได้สนใจจะเก็บผลไม้ แต่มองในแง่ดี มีโฮคุโตะเป็นคนทำอาหารให้กินเย็นนี้เลยนะ เหนื่อยหน่อยแต่ได้กินฝีมืออีกคน ดีจะตายไป

“น่า อย่าหงุดหงิดเลยนะ ฉันก็อยู่ช่วยอยู่นี่ไง”

“ก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้นหรอก แต่นายดูสิ เรายังต้องขนไอ้พวกนี้กลับไปขึ้นรถด้วยอะ” ตะกร้าใบใหญ่สามใบที่มีผลแอปเปิลใส่อยู่เต็มจนเกือบล้น น่าจะเป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าเขาบ่น แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ เพียงแต่ถอนหายใจเฮือกหนึ่งเท่านั้น

“แล้วนายเหม่ออะไรอยู่ เจสซี่ เมื่อกี้น่ะ มีอะไรรึเปล่า” นัยน์ตาสีดำใต้กรอบแว่นมองมาที่เขาอย่างเป็นห่วง จนเขาได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ กำลังคิดว่าจะบอกความจริงไปดีไหม “มีปัญหาอะไรบอกฉันได้เสมอนะ”

“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่คิดว่าดีจังนะ ที่เห็นนายมีความสุข” พอเขาพูดจบ ใบหน้าหล่อคมของอีกคนก็ดูจะขึ้นสีระเรื่อ นัยน์ตาเลิกลั่กมองซ้ายขวาจนนาเอ็นดู

“อะไรของนาย อยู่ ๆ ก็…” เจสซี่อดยิ้มกว้างออกมาไม่ได้ เมื่อโฮคุโตะดูจะเขินจนพูดไม่ออก นี่ก็เป็นอีกความน่ารักอย่างหนึ่งของคนตรงหน้าที่เขาค้นพบมานานแล้ว และได้แต่แปลกใจว่าทำไมถึงไม่มีใครเห็นแบบที่เขาเห็นกัน

“ขอบคุณที่นะ” เขาจำได้ดีว่าโฮคุโตะเลือกจะอยู่ตรงนี้ เลือกจะเป็นไอดอลต่อทั้งที่อาจจะไปได้ดีกว่ากับงานแสดงก็เพราะเขา ตอนที่ได้ยิน เขาน้ำตาร่วงอย่างอดไม่อยู่ และในเมื่อตอนนี้พวกเขาอยู่กันแค่สองคน เจสซี่เห็นว่าเขาควรจะถือโอกาสตรงนี้พูดสิ่งที่เขาคิดมาตลอดออกไปบ้าง

“ขอบคุณที่ทำตามใจฉัน ขอบคุณที่เลือกจะอยู่ตรงนี้ อยู่กับพวกเรา” เขาสูดลมหายใจเข้าลึก “ขอบคุณที่รักพวกเรานะ”

ในเวลานั้น เจสซี่เพิ่งได้รู้ว่ารอยยิ้มที่สวยที่สุดของโฮคุโตะเป็นยังไง

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 12 : Secret

Title: Secret [Flufftober 2019 Day 12]

Pairings: JesseHoku [SixTONES]

Words: 728

Note/Warnings: เพราะการทำให้โฮคุโตะร้องไห้คืองานของเราค่ะ //โดนตบ

+++++++++++++++++++++++++++++++

มัตสึมุระ โฮคุโตะ กำลังคิดว่าคนรักมีความลับกับเขา

ไม่ใช่ว่าเขาคิดมากไปเองหรืออะไร แต่ท่าทางเลิ่กลั่กของเจสซี่ที่ชวนไปไหนก็ไม่ไป แถมยังหันไปมองทานากะ จูริ เพื่อนร่วมวงของเขาเหมือนกับจะปรึกษาอะไรสักอย่างทางสายตาทำให้เขารู้สึกตะหงิด ๆ

เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้หมดรักกันหรืออยากจะเลิกกันหรอก เพราะสายตาของเจสซี่เวลามองเขามันก็ยังเหมือนเดิม แต่ที่โฮคุโตะกังวลที่สุดคืออีกคนกำลังมีเรื่องทุกข์ใจที่ไม่ได้บอกเขาหรือเปล่า และอันนี้แหละที่ทำให้เขารู้สึกแย่ของจริง

เพราะใกล้จะเดบิวต์แล้ว งานพวกเขาก็พากันยุ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงจะเป็นงานวงก็เถอะ แต่ในเมื่อเจสซี่เอาแต่หนีเขาไปมา เขาเลยไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองที่จะคุยกันจริงจังสักที

และนั่นก็ทำให้เขาเครียด พาลไปโทษตัวเองว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่น่าไว้ใจมากพอที่คนรักจะปรึกษาปัญหาด้วยได้ และพอคิดได้แบบนั้น อารมณ์ก็ยิ่งดิ่งกว่าเดิม

ดีที่เขาเป็นนักแสดงที่ผ่านละครมาหลายเรื่องอยู่ พอจะสร้างหน้ากากขึ้นมาปิดบังความรู้สึกตัวเองได้ และยังแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้อยู่ คนนอกจึงยังไม่มีใครรู้ว่าอารมณ์เขาผิดปกติยังไง ยกเว้นก็แต่เพื่อนร่วมวงที่น่าจะพอเห็น แต่ไม่ได้พูด ซึ่งก็ดีแล้ว เขายังไม่อยากคุยเรื่องนี้กับใครทั้งนั้น

เป็นอาทิตย์แล้วที่เจสซี่แทบไม่คุยอะไรกับเขาหลังกล้องเลยนอกจากเรื่องงาน ไม่ตอบแชทเขา อันที่จริงก็ไม่อ่านด้วยซ้ำ และนั่นก็ทำให้เขาใกล้เป็นบ้าเข้าไปทุกที คิดไปเรื่อยถึงขั้นว่าสุดท้ายพวกเขาอาจจะจบที่เลิกกัน

โฮคุโตะไม่ได้คิดว่าอยู่ดี ๆ เขาจะถูกเพื่อนร่วมวงช่วยกันจับปิดตาหลังซ้อมเสร็จ จูงจนแทบจะเป็นลากไปตามทาง ก่อนจะถูกยัดเข้าไปนั่งในรถ เขาขัดขืนแทบตาย ตะโกนด่าชนิดน่าจะดังไปทั่วตึกโดยไม่สนใจว่าเพื่อนอีกสี่คนจะพยายามกล่อมยังไงก็ตาม ก่อนจะสงบลงเมื่อมืออุ่น ๆ ที่เขาคุ้นเคยดีจับเข้าที่มือเขา พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มที่เขาคิดถึงแทบตายกระซิบอยู่ข้างหู ไม่ให้เขาแก้ผ้าปิดตาออก และนาทีนี้ ต่อให้เจสซี่พาเขาไปตาย เขาก็ยอม

แต่สถานที่ที่เจสซี่พาเขาไปไม่ใช่นรก แต่เป็นห้องนอนของเขาเองที่ตกแต่งน่ารัก กลางห้องเป็นเค้กช็อกโกแลตก้อนกลม ๆ ที่เขียนหน้าด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษสวยงาม ตรงกับสิ่งที่อีกคนพูดขณะที่มือยื่นมาโอบเอวเขาจากด้านหลัง

“Happy 5th Anniversaries. I love you.” เป็นอันกระจ่างแจ้งแล้วว่าความลับที่อีกคนเก็บมาเป็นอาทิตย์คืออะไร โฮคุโตะหันกลับไปกอดคนตัวสูงกว่าแน่น โล่งใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ปล่อยให้มันหยดลงบนบ่าของคนที่ถือวิสาสะลูบหัวเขา

“ทำให้กังวลมากใช่ไหม ขอโทษนะ”

“คราวหน้าไม่เอาแบบนี้แล้วนะ”

“ครับผม ไม่เอาแล้วเหมือนกัน” ชายหนุ่มลูกครึ่งคลายอ้อมกอด เช็ดน้ำตาให้เขาเบา ๆ พูดทั้งรอยยิ้ม “ไม่อยากเห็นนายเครียดแบบนั้นแล้ว ขอโทษจริง ๆ นะ” ว่าจบ อีกฝ่ายก็กดจูบลงบนหน้าผากของเขา

“จากนี้ไป อย่าปิดบังอะไรกันอีกได้ไหม ไม่ต้องมีเซอร์ไพรส์อะไรก็ได้ แต่ไม่เอาอย่างงี้แล้วนะ”

“ฉันสัญญา”

เขาเขย่งขึ้นไปจูบลงบนริมฝีปากของอีกคนที่จูบตอบ ความเครียดที่สะสมไว้เป็นอาทิตย์มลายหายไปในพริบตา และเมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสที่เขาไม่ได้รับมันมาหลายวัน เขาก็เผลอยิ้มตามอย่างอดไม่ได้

“รักนายนะ ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาตลอด จากนี้ไปก็รบกวนด้วยนะ”

“เหมือนกัน ฝากตัวด้วยนะ”

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 6 : First

Title: First [Flufftober 2019 Day 6]

Pairings: JesseHoku/HokuJesse [SixTONES]

Words: 727

Note/Warnings: อ่านแล้วอาจจะขัด ๆ นิดหน่อยนะคะ สารภาพเลยว่าพล็อตนี้นี่ไม่ถนัดมาก ๆ แต่อยากลองเขียน คอมเมนต์ได้เต็มที่เลยนะคะ

++++++++++++++++++++++++++

พวกเขาคบกันมาสองเดือนแล้วแต่ยังไม่เคยจูบกันเลยสักครั้ง

ถ้าถามว่าเจสซี่ว่าอยากจูบโฮคุโตะไหม คำตอบคืออยากมาก ถ้าเอาแบบหยาบ ๆ เลยก็อยากชิบหาย ริมฝีปากโฮคุโตะเหมือนมีพลังบางอย่างที่ดึงดูดเขาให้มองตามได้ตลอดเวลา แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่กล้าจูบคนอายุมากกว่าสักที

ไม่ใช่ว่าโฮคุโตะไม่ยินยอมหรอก เขาเองใช่ว่าจะมองไม่เห็นว่าอีกคนแอบมองริมฝีปากเขาเป็นพัก ๆ เหมือนกัน มันก็แค่พวกเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ตรงไหนเท่านั้น จะให้เดินดุ่ม ๆ เข้าไปจูบอีกคนเลยมันก็ไม่ใช่ แล้วพวกเขาก็ไม่ได้มีเวลาไปเที่ยวเล่น ออกเดตกันแบบคนทั่วไปเสียด้วย

ชายหนุ่มลูกครึ่งก้มมองนาฬิกาขณะรอลิฟต์ขึ้นไปห้องแต่งตัว เพื่อเตรียมตัวอัดรายการวิทยุทางยูทูปของวง เขามาถึงก่อนเวลาตั้งเกือบชั่วโมง เดาได้ว่าเพื่อนคนอื่นน่าจะยังมาไม่ถึง เขาจึงไม่ได้คิดว่าพอเปิดประตูเข้าไป จะเจอชายหนุ่มอีกคนที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาดีนั่งทำผมอยู่หน้ากระจกก่อนแล้ว

“วันนี้มาเร็วจัง” เขาว่า ส่งยิ้มทักทาย แล้วเดินไปยืนพิงเคาน์เตอร์ข้าง ๆ แฟนตัวเอง

“วันนี้อาจารย์ยกคลาสน่ะ ฉันเลยมารอที่นี่เลย” นักศึกษามหาวิทยาลัยตอบ โดยยังคงยุ่งวุ่นวายอยู่กับการเซ็ตผมตัวเอง

ชายหนุ่มลูกครึ่งยิ้ม มองคนที่พยายามใช้โรลม้วนผมไฟฟ้าดัดลอนผมหน้าตัวเองให้เป็นทรง ก่อนจะแย่งเจ้าเครื่องนั่นมาถือไว้เอง “เดี๋ยวทำให้ นั่งนิ่ง ๆ นะ”

ไม่นาน ผมสีดำสนิทของโฮคุโตะก็เข้าร่องเข้ารอยดี เจสซี่อมยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะชะงักไปหน่อย เมื่ออีกคนเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มหวานให้แบบที่ทำให้ใจเขากระตุกไปวูบหนึ่ง

“ขอบคุณนะ เจสซี่”

บางทีมันถึงเวลาที่เขาควรจะเลิกปอดแหกได้แล้ว ชายหนุ่มลูกครึ่งอเมริกาตัดสินใจในเสี้ยววินาที ค่อย ๆ ก้มหน้าลง แอบสังเกตปฏิกิริยาจากอีกคนไปด้วย ถ้าคนที่นั่งอยู่ทำท่าไม่โอเคเมื่อไหร่ เขาจะล้มเลิกความตั้งใจทันที

แต่ในเมื่อโฮคุโตะไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจ แต่กลับหลับตาลงแทน เจสซี่จึงมีความกล้ามากขึ้นที่จะทาบริมฝีปากลงไปบนกลีบปากอีกคู่ที่เผยอรับ

ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเขาคือปากอีกคนนุ่มมาก ความรู้สึกที่สองคือความอุ่นร้อนที่ส่งผ่านมาถึงปากเขา และสิ่งที่สามที่เขาสัมผัสได้คือหัวใจตัวเองที่เต้นแรงเหมือนรัวกลอง

เขารู้สึกหวิว ๆ ในท้องอย่างบอกไม่ถูก มันไม่เหมือนกับที่เขาเคยจูบกับนักแสดงหญิงคนอื่นตอนเล่นละครด้วยกัน จูบในตอนนี้มันดีกว่ามาก ดีจนเขาเชื่อว่าเขาคงสามารถจูบอีกฝ่ายแบบนี้ไปได้เรื่อย ๆ ทั้งที่เป็นริมฝีปากสองคู่แนบชิดกัน ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรด้วยซ้ำ

แต่ในที่สุด เจสซี่ก็ต้องผละออกมา ใบหน้าคมคายของคนตรงหน้าตอนนี้ขึ้นสีแดงจัดอย่างหาได้ยากจนเขาอยากฟัดแก้มสีเรื่อ ๆ นั่นสักทีสองที และถึงเขาจะหน้าแดงมากเหมือนกัน แต่ท่าทางเลิ่กลั่ก มองไปทั่วห้องยกเว้นหน้าเขา มันก็ชวนให้รู้สึกเอ็นดูจนนึกอยากแกล้งขึ้นมาครามครัน

“เขินเหรอ”

“เปล่าสักหน่อย” โฮคุโตะว่า ตีหน้าดุกลบเกลื่อนทั้งที่ปิดไม่มิด สุดท้ายชายหนุ่มลูกครึ่งก็อดใจไม่ไหว ก้มลงหอมแก้มอีกคนแรง ๆ ทั้งซ้ายขวาจนได้

“เอาความจริง”

“ไม่เขิน” คำตอบของคนอายุมากกว่า ทำให้เขาหัวเราะเสียงลั่น ก้มตัวลงอีกครั้ง และโอบร่างของคนปากแข็งเข้ามาในอ้อมกอด ทาบริมฝีปากลงบนขมับของอีกคน แล้วกระซิบเบา ๆ “รักนะ”

“อือ รักเหมือนกัน”

พอผ่านครั้งแรกไปได้แล้ว ครั้งที่สองที่ตามมาในเวลาไม่ถึงห้านาทีก็ง่ายดายขึ้นมากในความคิดของเจสซี่

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 5 : Habit

Title: Habit [Flufftober 2019 Day 5]

Pairings: JesseHoku/HokuJesse [SixTONES]

Words: 905

Note/Warnings: None

++++++++++++++++++++++++++++++++++

โฮคุโตะจะนิสัยเสียขึ้นมาทันทีเวลาเป็นเรื่องของหนังสือ เขาชอบอ่านหนังสือ และพอเขาเริ่มจมอยู่กับตัวอักษรในหน้ากระดาษ เขาจะสนใจแต่กับมันจนลืมโลกภายนอก ประสาทการรับรู้อื่น ๆ นอกจากตาที่กวาดไปมาจะปิดลงโดยอัตโนมัติ และแน่นอนว่าเขาก็โดนคนรอบตัวบ่นเพราะเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง

หลังถ่ายแบบเสร็จในตอนเช้า และกินข้าวเที่ยงเรียบร้อย โฮคุโตะเลือกที่จะมานั่งแช่อยู่ที่ร้านคาเฟ่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และส่งข้อความบอกคนรักที่นัดกันมาดูหนังในตอนบ่ายว่าจะรอที่นี่ แล้วก็หยิบหนังสือที่หิ้วติดตัวมาด้วยออกมานั่งอ่านเคล้าไปกับกลิ่นชาหอมกรุ่นบนโต๊ะข้างหน้า

ชายหนุ่มเริ่มตัดการรับรู้อื่น ๆ และเข้าสู่โลกของหน้ากระดาษและน้ำหมึกอย่างรวดเร็ว ลืมแม้แต่จะเหลือบดูเวลาสักนิด กระทั่งเอื้อมมือไปยกแก้วชาขึ้นมาจะจิบ สายตาก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มอีกคนนั่งส่งยิ้มกว้างอยู่ตรงหน้าแล้ว

“มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ เจสซี่” เขาถามแก้เก้อ รู้สึกผิดเล็กน้อยที่เอาแต่อ่านหนังสือจนไม่ได้รู้ตัวเลยว่าอีกฝ่ายมานั่งมองเขาตั้งแต่ตอนไหน

“สักพักแล้วล่ะ กำลังรอดูอยู่ว่านายจะเงยหน้ามาเห็นฉันตอนกี่โมง” เสียงพูดกลั้วหัวเราะนั่น ทำให้โฮคุโตะอดส่งสายตาเคือง ๆ ไปให้ไม่ได้ แม้ว่าเขาจะเป็นคนผิดก็เถอะ

“ก็แล้วทำไมไม่เรียกล่ะ”

“ไม่อยากเรียกอะ เห็นนายกำลังสนุก ฉันก็ไม่อยากไปขัดจังหวะ ไหน ๆ อ่านอะไรอยู่ หนามากเลยนะเนี่ย” ว่าจบ มือหนาก็จับมือเขายกขึ้นให้เห็นหน้าปกชัด ๆ

“โห แค่ชื่อก็ดูอ่านยากแล้วอะ”

“ต่อให้ดูอ่านง่ายกว่านี้นายก็ไม่อ่านอยู่ดีน่ะแหละ” คนโดนว่ายักไหล่ ให้เขายิ้มขำ

นี่เป็นข้อแตกต่างใหญ่หลวงระหว่างพวกเขาสองคน โฮคุโตะชอบที่จะอ่านหนังสือเงียบ ๆ อยู่แต่ในบ้าน ขณะที่เจสซี่เป็นพวก extrovert ที่พลังงานล้นเหลือ และไม่ถูกโรคกับหนังสืออย่างแรง ทำให้ตอนที่เขาบอกคนอื่นว่าคบกัน แต่ละคนถึงได้แปลกใจ เพื่อนในบริษัทหลายคนถึงกับบอกว่าพวกเขาต้องเลิกกันในเวลาไม่นานแน่ ถ้าไม่โฮคุโตะรำคาญเจสซี่ ก็ต้องเป็นหนุ่มลูกครึ่งที่ทนความสันโดษของเขาไม่ไหว แต่ถึงจะโดนเจิมไว้หนักอย่างไร แต่พวกเขาก็คบกันอย่างราบรื่นมาได้ 5 ปีแล้ว

จริง ๆ มันก็ไม่ได้ยากอะไร โฮคุโตะไม่ได้ติดบ้านขนาดชวนไปไหนก็ไม่ไป และถึงเจสซี่จะไฮเปอร์ขนาดไหนก็มีช่วงที่ต้องการความเงียบสงบเหมือนกัน แค่พบกันคนละครึ่งทาง ไม่กดดันตัวเองและอีกฝ่าย ปรับจูนเข้าหากัน แค่นั้นก็โอเคแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเจสซี่ดูจะเข้าใจโฮคุโตะมากกว่าตัวเขาเองเสียอีก และสำหรับเขาแล้ว หนุ่มลูกครึ่งก็เป็นข้อยกเว้นในเรื่องเกือบทุกเรื่องของเขาด้วย

“จะว่าไป โฮคุโตะ ช่วยระวังตัวเองเวลาอ่านหนังสือหน่อยเถอะ ถ้าเกิดเป็นใครก็ไม่รู้คิดจะล้วงกระเป๋าหรือทำร้ายนายล่ะก็ ทำได้ง่าย ๆ เลยนะ” ตั้งแต่เป็นเพื่อนร่วมงานยันเป็นแฟนกัน รวมระยะเวลากว่าเจ็ดปีที่ผ่านมา โฮคุโตะโดนคนตัวสูงกว่าบ่นเรื่องนี้มาเป็นร้อยรอบแล้ว เขาก็พยายามจะแก้ไขอยู่ แต่สุดท้ายมันก็เผลออยู่ดี จึงเถียงอะไรไม่ออก ได้แต่ยอมรับคำเทศนาไปโดยปริยาย

“ขอโทษ คราวหลังจะพยายามระวังกว่านี้… แล้วเราจะไปกันเลยไหม” ถึงจะน่าเสียดายที่นิยายในมือเขากำลังถึงจุดไคลแมกซ์ แต่เจสซี่มานั่งรอเขาได้สักพักแล้ว เขาก็ควรเก็บหนังสือกลับไปอ่านต่อที่บ้าน และเดินทางไปโรงหนังสักที เขายังจำได้ดีว่าคนอายุน้อยกว่าตื่นเต้นดีใจที่มีเวลาว่างมากพอจะไปดูหนังเรื่องนี้มากขนาดไหน

“ฉันว่าเดี๋ยวเราค่อยไปกันดีกว่า” ดูเหมือนหน้างง ๆ ของโฮคุโตะจะไปจี้ถูกเส้นอะไรสักเส้นของเจสซี่เข้า อีกคนถึงได้หัวเราะออกมา “ฉันอยากกินกาแฟอะ นายนั่งอ่านหนังสือรอก่อนได้ไหม”

เขาพยักหน้า ชายหนุ่มลูกครึ่งจึงส่งยิ้มสว่างไสวเหมือนปกติมาให้ แล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์ เสียงสั่งออเดอร์ของอีกฝ่ายลอยมาเข้าหูเขา กาแฟดำหนึ่งแก้ว แพนเค้กช็อกโกแลตอีกหนึ่งจาน ทำให้เขาอดยิ้มไม่ได้ รู้สึกอุ่น ๆ ฟู ๆ อยู่ในใจ

แพนเค้กน่ะมันของโปรดเขา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเจสซี่สั่งมาให้ใคร แล้วปกติอีกฝ่ายไม่ดื่มกาแฟตอนบ่าย ที่อ้างว่าจะดื่มนี่ ก็คงเพื่อให้เวลาโฮคุโตะอ่านหนังสือต่อแบบไม่บอกตรง ๆ

เล่นตามใจกันตลอดแบบนี้ แล้วเขาจะแก้นิสัยเสีย ๆ ได้ยังไงล่ะ

Posted in Fanfiction

[One Shot – SixTONES] Besides Them

หายไปสองปี เพิ่งจะเข็นฟิคในหัวออกมาได้ รู้สึกได้เลยค่ะว่าสกิลตัวเองย่ำแย่ลงมาก แบบมาก ๆ เพราะไม่ได้แตะอะไรพวกนี้นานมาก ๆ เลย และทำให้เริ่มเข้าใจที่เห็นหลายคนพูดว่าพอเริ่มทำงานแล้ว จินตนาการจะหดหายไปอย่างรวดเร็ว ทางนี้รู้สึกหมดไฟมาก ๆ จนเครียดเลยค่ะ ทั้งที่มีเรื่องที่อยากเขียนมากมาย แต่เขียนไม่ได้ เป็นความรู้สึกที่แย่มาก ๆ เลย เลยหายไปตั้งสองปีจนได้ค่ะ ฮา

ยังอยู่กับเด็ก ๆ สโตนส์นะคะ มาแนวดราม่าอีกแล้ว แต่อ่านไปก็ขัด ๆ ใจตัวเองอยู่ค่ะ ในหัวคืออยากให้มันสุดกว่านี้ แต่ก็เอาเถอะค่ะ แค่ยังเขียนได้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว ค่อย ๆ เขียนต่อไปเนอะ (พยายามให้กำลังใจตัวเองสุดค่ะตอนนี้ ฮา) มีก็แต่ต้องขอโทษคนอ่านนั่นล่ะค่ะ ที่ต้องมาอ่านฟิคที่ไม่ค่อยได้เรื่องยิ่งกว่าปกติเรื่องนี้ จะปรับปรุงต่อไปค่ะ สัญญา

ไม่ทอล์คเยอะแล้วเนอะคะ ไปเริ่มอ่านกันเลยดีกว่า สามารถคอมเมนต์ติชมได้เต็มที่เลยนะคะ เราจะเก็บไว้ปรับปรุงงานเขียนตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ แล้วก็ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ รัก //ปาหัวใจใส่

Title: Besides Them

Pairings: Hokuto, Juri, Shintaro, Kochi ft. Jesse x Taiga

Rate: PG13

โลกของโฮคุโตะเป็นโลกใบเล็ก ๆ

ในโลกใบนั้นมีคนสำคัญอยู่เพียงไม่กี่คน พ่อ แม่ ย่า พี่ชาย เพื่อนสนิท และสมาชิกวงอีกห้าคน จะดูเยอะก็ตอนที่เขานับแฟนคลับทั้งหมดลงไปในโลกใบจิ๋วนั้นด้วย

ในบรรดาคนสำคัญทั้งหมดนั้น คนที่เขายอมโอนอ่อนให้ด้วยมากที่สุด คือเจสซี่ เพื่อนร่วมวงตัวสูงใหญ่ ชายหนุ่มลูกครึ่งอเมริกาเสียงดีที่เป็นเซนเตอร์ของวงสโตนส์ อันที่จริง ถ้าไม่มีเจสซี่ โฮคุโตะก็คงมาอยู่ในจุด ๆ นี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งสาเหตุที่เขายอมเจสซี่ไปหมดทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ซับซ้อนมากมายนัก

แค่เห็นอีกคนมีความสุข แค่อีกคนอยากทำ ไม่ว่าจะเป็นอะไร จะทำอะไร อยากได้อะไร โฮคุโตะคิดว่าเขาพร้อมทำให้ได้ทุกอย่าง โดยไม่ต้องมีอะไรมาตอบแทนเลย

เพราะคำว่า รัก คำเดียวสั้น ๆ ง่าย ๆ

แต่บางเวลา โฮคุโตะก็คิดว่าตัวเองอาจจะไม่ได้พร้อมให้ทุกอย่างกับอีกฝ่ายจริง ๆ อย่างที่เคยคิด

“พวกฉันไปก่อนนะ” ชายหนุ่มลูกครึ่งว่า พลางโอบไหล่ เคียวโมโตะ ไทกะ หนุ่มหน้าสวย เมนโวคอลของวงออกไปจากห้องแต่งตัว เพื่อไปเดทฉลองครบรอบสองปีที่เป็นแฟนกัน โดยมีเสียงโห่ฮาจากเพื่อนร่วมวงดังไล่หลัง

โฮคุโตะแอบก้มกัดริมฝีปากเบา ๆ ข่มความรู้สึก พยายามตีสีหน้าเรียบนิ่งอย่างที่เคยทำมาทุกครั้ง ทำเป็นก้มหน้าก้มตาเก็บของใส่กระเป๋า ดูแล้วดูอีกเหมือนกลัวตัวเองลืมของทั้งที่รู้แก่ใจดีว่าของพวกนั้นไปนอนอยู่ในกระเป๋าเขาตั้งนานแล้ว รอจนทุกคนในวงกลับบ้านไปจนหมด เขาจึงปล่อยให้ตัวเองนั่งนิ่ง ๆ ใช้เวลาเงียบ ๆ คนเดียว เหมือนทุกครั้งที่คู่รักคู่นั้นพากันไปเดทหลังเลิกงาน ย้ำบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร แค่คนสำคัญของเขาทั้งสองคนมีความสุขก็พอ

ย้ำให้ขึ้นใจว่าเขาต้องพร้อมให้ทุกอย่างกับคนสำคัญของเขาจริง ๆ

 

ทานากะ จูริ แรปเปอร์ของวงสโตนส์ กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แล้วส่งยิ้มกว้างให้เพื่อนตัวเล็กที่มองหน้าเขาอย่างขอกำลังใจ วันนี้เป็นวันครบรอบสองปีที่คบกัน ไทกะที่อยากเตรียมเซอร์ไพรส์เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เจสซี่ รีบมาถามไถ่ขอคำปรึกษากับจูริเป็นคนแรกล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ ซึ่งเขาก็พยายามให้คำปรึกษาหนุ่มหน้าสวยไปเท่าที่คนไม่เคยมีแฟนคนหนึ่งจะทำได้

ไม่ใช่ว่าจูริไม่มีโอกาสมีแฟนหรอก เขาเคยมีคนคุยอยู่บ้าง แต่ไม่เคยมีใครที่ไปต่อถึงขั้นคบกันได้เลยสักคน ไม่ใช่แค่เรื่องสถานะไอดอลเพียงอย่างเดียว แต่ยังไม่มีใครสักคนมาแทนที่เมนโวคอลคนสวยในใจของเขาได้เลย

อันที่จริง จูริก็พึงพอใจกับสถานภาพในปัจจุบันของตัวเองพอสมควร ไม่ได้เป็นแฟน ไม่ได้เป็นคนที่ไทกะรักแบบนั้น แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นเพื่อนคนสำคัญของไทกะ เป็นที่ปรึกษาที่อีกฝ่ายจะหันมาหาเป็นคนแรกยามมีปัญหา จริง ๆ ก็เป็นทุกอย่างแล้ว ยกเว้นเป็นคนรัก แต่สำหรับจูริ ไม่ว่าคนงามจะให้เขาเป็นอะไร เขาเป็นให้ได้ ทำให้ได้ทั้งนั้นแหละ

เขาแอบภาคภูมิใจนิดหน่อยที่ตัวเองเป็นคนแรกที่ไทกะยอมเปิดปากบอกว่าชอบเจสซี่ เห็นไหม รู้ก่อนไอ้หนุ่มลูกครึ่งอเมริกานั่นอีก จูริกล้าพูดได้เลยว่าสองคนนั่นไม่มีทางได้คบกันแน่ ๆ ถ้าจูริไม่เป็นจอมวางแผน คอยช่วยอยู่ข้างหลังแบบเงียบ ๆ ทั้งยุให้ไทกะบอกความรู้สึก แกล้งปั่นให้เจสซี่ได้รู้ใจตัวเองเร็ว ๆ เป็นศิราณีชั้นเลิศที่หาได้ยากยิ่ง

ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มนั้น ข้างในมันร้าวรานมากเพียงใด

 

ชินทาโร่แอบสังเกตมาหลายครั้งแล้ว ว่าทุกครั้งที่เจสซี่อยู่ในโลกส่วนตัวกันสองคนกับไทกะ จะมีคนสามคนที่ทำตัวแปลกไปจากปกติ หนึ่งคือทานากะ จูริ ที่มักจะมองตาม กลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง แล้วส่งเสียงเฮฮาไปตามวิสัย พยายามกลบเกลื่อนอะไรบางอย่างที่มันส่งผลให้ดวงตาคู่สวยไหวสั่นจนเขาเป็นห่วง

คนที่สองคือมัตสึมุระ โฮคุโตะ ที่จะก้มหน้าก้มตา ทำเหมือนตัวเองกำลังเช็คของในกระเป๋าสะพายที่เขามั่นใจว่าเจ้าตัวเองก็รู้ว่าของอยู่ในกระเป๋าครบหมดแล้ว แต่แค่หาเรื่องทำจนกว่าจะเหลือตัวคนเดียวในห้องแต่งตัว ชินทาโร่เคยพยายามจะรอแล้ว แต่ก็โดนไล่กลับไปก่อนเสียทุกที

ส่วนคนที่สาม ก็ไม่ใช่ใคร ตัวชินทาโร่เองนั่นแหละ ที่เผลอทำตัวแตกต่างไปจากปกติ ได้แค่มองซ้ายมองขวาดูโฮคุโตะที จูริที เขาไม่ได้ติดใจอะไร เพียงแค่อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น พอเอาไปปรึกษาโคจิ ยูโกะ พี่ใหญ่ที่ก็ทำเพียงส่ายหน้า และบอกว่าให้เขาช่วยทำตัวรื่นเริง อย่าให้สองคนนั้นจมหนักลงไปในห้วงอารมณ์มากก็พอ

นานวันเข้า ชินทาโร่เองถึงได้เข้าใจความนัยที่แฝงอยู่ในอากัปกิริยาแปลก ๆ เหล่านั้น และเขาก็ทำอะไรไม่ได้มากจริง ๆ อย่างที่โคจิเคยบอกเขาไว้ สิ่งที่เขาทำได้คือพยายามช่วยดึงเพื่อนไว้ ไม่ให้เศร้ามากขึ้น ถึงจะได้ผลน้อยครั้งกว่าล้มเหลว แต่ชินทาโร่ก็จะพยายาม จะดึงเพื่อนไว้ไม่ยอมปล่อยมือแน่ ๆ

จนสุดท้าย มันก็กลายเป็นคำสัญญาที่เขาให้เอาไว้กับตัวเอง ว่าถ้าหากใครคนใดคนหนึ่งทำท่าจะล้มลง ชินทาโร่จะเข้าไปช่วย จะประคับประคองใจช้ำ ๆ ของเพื่อนให้ผ่านไปให้ได้

เขาจะไม่ปล่อยให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกล่มลงไปแน่ ๆ

 

ความลำบากใจของคนที่พอคาดเดาทุกอย่างมาได้ตั้งแต่เรื่องกำลังจะเริ่มต้นครอบงำความคิดในหัวของโคจิทุกครั้งที่มองไปเห็นคู่รักสายร้องในวงสร้างโลกส่วนตัวกันอยู่สองคน

เขาความรู้สึกไวกว่าชินทาโร่ที่เพิ่งจะมารู้ตัวก็ตอนที่เจสซี่กับไทกะคบกันมาได้ตั้งปีแล้ว อย่างที่หลาย ๆ คนบอก เขาเป็นคนที่รับรู้ความคิดของคนอื่นได้เร็ว จับอารมณ์คนอื่นได้ดี อาจจะเพราะเขาเรียนครุศาสตร์ที่จำเป็นต้องรู้จิตวิทยาด้วย ทำให้เขารู้ว่าการเป็นแฟนกันของสองคนนั้นมันส่งผลกระทบกับคนอีกสองคนอย่างไร

เขาพอดูออกมาตั้งแต่ต้นว่าจูริชอบไทกะ ชอบมาก ๆ ชอบจนกลายเป็นรัก และใกล้จะเป็นหลงอยู่เต็มทีแต่เจ้าตัวมองตัวเองเป็นเหมือนหมาวัด ไม่ริอาจเอื้อมเด็ดดอกฟ้า ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะไทกะดันใช้ให้จูริเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่แรก ๆ ที่รู้ตัวว่าชอบเจสซี่เข้าแล้ว ไม่ต้องให้ใครมาตะโกนใส่หน้า ทั้งจูริทั้งโคจิก็รู้ว่ายังไงก็ไม่มีหวัง

กับอีกคนที่ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน คือโฮคุโตะ เขารู้ดีว่าโฮคุโตะมีเพื่อนน้อยมาก มีคนสำคัญในชีวิตอยู่เพียงไม่กี่คน ซึ่งเจ้าตัวก็ให้ใจไปกับคนเหล่านั้นทั้งหมด ยังไงก็คงไม่เข้าไปขัดขวางความรักของคนสำคัญแน่นอน แต่การจัดการกับอารมณ์ตัวเองก็ย่ำแย่มากพอดู ไม่ต่างจากจูริสักเท่าไหร่

ส่วนคนรักกันสองคนนั่น เป็นพวกที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องความรักกันทั้งคู่ กว่าจะลงเอยกันได้ก็ยากเย็นเพราะความไม่สันทัดนั่น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่มีคนมาแอบชอบตัวเองเลย ยังไม่รู้ทั้งคู่นั่นล่ะ และนั่นก็ยิ่งทำให้จูริกับโฮคุโตะน่าสงสารขึ้นไปอีก เพราะทำได้แค่อยู่ในเฟรนด์โซนที่ถูกขีดเส้นแบ่งโดยที่ความรู้สึกของตัวเองไม่มีวันส่งไปถึง

โคจิได้แต่ทอดถอนใจทุกครั้งที่นึกถึงความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงนี่ เขากลัว กลัวว่าสักวันหนึ่งความสัมพันธ์ของทุกคนในวงจะพังทลายลง กลัวว่ามิตรภาพที่สั่งสมมาตลอดหลายปีจะพังทลาย

ไม่มีใครถูกหรือผิดในผังความรู้สึกนี้ มีเพียงความเปราะบางเหมือนแก้วกระเบื้องบาง ๆ ที่ชวนให้หวั่นใจว่ามันจะตกแตกเข้าสักวัน และถ้าถึงวันนั้น พวกเขาหกคนก็จะต่อกันไม่ติดอีกตลอดไป

เป็นความทุกข์ใจในฐานะพี่ใหญ่ที่ไม่รู้จะช่วยน้องยังไง และคงทำได้แค่เฝ้ามองไปวัน ๆ

Posted in Fanfiction

[AU Short Fic – SixTONES] Our story part 2

หายไปนานค่ะ ความจริงแล้วไม่ได้หยุดแต่งฟิคนะคะ แต่ช่วงนี้ชีวิตระหกระเหเร่ร่อนไปพอสมควร จากเชียงใหม่ไปอยู่สมุทรสาคร ตอนนี้เรามาหยุดอยู่เพชรบุรีแล้วค่ะ หวังว่าคราวนี้จะได้อยู่แบบยาว ๆ นะคะ ไหน ๆ ก็ได้งานประจำทำแล้ว แต่บางทีก็แอบคิดถึงชีวิตฟรีแลนซ์เหมือนกันนะคะ สบายใจในอีกรูปแบบหนึ่งค่ะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องต่อของ Our Story ค่ะ ตอนแรกตั้งใจให้มันเป็นตอนเดียวจบ แต่ไป ๆ มา ๆ เราดันอยากต่อก็เลยต่อมาอีกตอนค่ะ หลังจากเจสซี่กับโฮคุโตะป๊ะกันวันนั้นแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น แนะนำว่าควรอ่านตอนก่อนหน้าค่ะ เพื่ออรรถรสและความเข้าใจในเนื้อหา ฮา

เอาเป็นว่าเชิญพบกับ Our Story ตอนที่สองได้เลยค่า

[AU One Shot – SixTONES] Our Story part 2

Pairings: Jesse x Matsumura Hokuto

.

พวกเขาได้แต่ฝัน ว่าสุดท้ายแล้วเรี่องราวระหว่างพวกเขามันจะเป็นอย่างที่พวกเขาอยากให้เป็น

 

 

 

 

 

 

 .

มัตสึมุระ โฮคุโตไม่เคยคิดว่าการที่ลิวอิส เจสซี่กลับมามีบทบาทในชีวิตของเขาอีกครั้งจะทำให้เขามีความสุขได้ขนาดนี้

หลังจากวันที่เขาได้เจอกับรุ่นพี่สมัยมัธยมอย่างบังเอิญจากการจับฉลากผู้โชคดีมาพูดคุยทำความรู้จักกันหลังจบคอนเสิร์ต เขาก็ติดต่อพูดคุยกับอีกฝ่ายเหมือนอย่างแต่ก่อน

พวกเขาแลกเบอร์โทรศัพท์กับไลน์กันในวันนั้น (ซึ่งความจริงมันผิดกฎ แต่ชายหนุ่มก็ยอมโดนผู้จัดการเทศน์เป็นการตอบแทน) แล้วโฮคุโตะก็สารภาพความจริงเรื่องทวิตเตอร์ไปเช่นกัน ผลที่ได้คือเขาโดนเขกหัวไปทีหนึ่ง ด้วยเหตุผลว่าอีกคนหมั่นไส้ ทำให้เขาโวยวายกลับไปขณะที่คนอายุมากกว่าหัวเราะสนุกสนาน

แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีเรื่องที่ยังมาคาราคาซังอยู่ในใจ 

“ทำไม รุ่นพี่ถึง…” เขาถามไม่จบ เสียงขาดหายไปเสียก่อน จริง ๆ เขาก็ไม่น่าถามนะ การที่คนตรงหน้ามาอยู่ที่นี่ได้ก็ย่อมหมายความว่าอีกคนมาดูคอนเสิร์ต… คอนเสิร์ตของเขา

“ก็… มาดูคอนเสิร์ตน่ะ… พวกนายจัดคอนได้สนุกดีนะ”

ความเงียบโรยตัวลงรอบข้าง ความอึดอัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนระหว่างพวกเขาครอบงำบรรยากาศรอบห้อง เขาไม่กล้ามองหน้าอีกคนถนัดนัก ได้แต่แอบมองสำรวจอีกฝ่ายอยู่ในใจ

ผิวสีขาวนั่นดูเข้มขึ้น เช่นเดียวกับร่างกายที่สูงและกำยำมากขึ้น ผมที่เคยย้อมเป็นสีดำเพราะกฎของโรงเรียนตอนนี้ปล่อยให้เป็นสีน้ำตาลตามธรรมชาติแบบที่แต่ก่อนโฮคุโตะจะมีโอกาสได้เห็นเฉพาะตอนปิดเทอม ขอบตาเขาร้อน นานมากแล้วที่ไม่ได้เจอกัน นานเหลือเกิน

“ไม่คิดว่ารุ่นพี่จะฟังเพลงร็อกด้วยนะครับ” เขาพยายามข่มน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมา บังคับตัวเองไม่ให้หลุดพูดความรู้สึกที่เก็บมาตลอดหลายปีออกไป

อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ แบบเดียวกับที่มักจะทำแต่ก่อนเวลาเมื่อรู้สึกขวยเขิน

“ก็ฟังบ้างมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว… แต่มาฟังจริงจังก็เพราะพวกนายเนี่ยแหละ”

ถ้าน้ำตาของเขาไหลออกมาตรงนี้ เขาคงไม่แปลกใจตัวเองเลยสักนิด

จริงอยู่ว่าวันนั้นเขาไม่ได้ร้องไห้ แต่ความรู้สึกมันยังคั่งค้างอยู่ในใจ วันนั้นเขาบอกขอบคุณอีกฝ่ายไปหลายต่อหลายครั้ง ที่เป็นแรงผลักดันให้เขามาถึงตรงนี้ได้ ที่คอยติดตามสนับสนุนพวกเขา เหลือเพียงอย่างเดียวที่โฮคุโตะไม่ได้บอก คือ เขารักเจสซี่ และมันก็ทำให้ใจเขาหน่วงมาตลอดตั้งแต่วันนั้น

โฮคุโตะเคยคิดว่าตัวเองทำใจกับความรักครั้งนี้ได้แล้ว ไม่ใช่ว่าเลิกรัก แต่เลิกหวังไปแล้ว กระทั่งวันนั้นที่พวกเขาได้กลับมาเจอกันอีก มือคีย์บอร์ดหนุ่มจึงได้รู้ว่าที่คิดมาทั้งหมด เขาแค่คิดไปเองเท่านั้น พอโอกาสที่จะได้บอกความในใจกลับมาอยู่ตรงหน้า ทั้งหัวใจและสมองก็พากันปั่นป่วนไปหมดจนเขาควบคุมแทบไม่ได้

แต่ถึงจะไม่ดีต่อใจเขาอย่างไร การได้กลับมาพูดคุยกันเหมือนเดิมก็ยังทำให้เขามีความสุขมาก ๆ อยู่ดี

“อื้อหือ หวานซะ” เสียงทักจากข้างหลังทำเอาโฮคุโตะสะดุ้งสุดตัว พับสมุดโน้ตที่จดไอเดียเนื้อเพลงเก็บแทบไม่ทัน เมื่อเขาหันไปมองก็เห็นทานากะ จูริ มือกีตาร์ของวงส่งยิ้มล้อเลียนมาให้

“ฉันแค่เขียนเนื้อเพลงเฉย ๆ นายมีปัญหาอะไร จูริ”

“เปล๊า! แค่สงสัยว่านายหายอกหักแล้วหรือไง”

“จะบ้าเหรอไง ฉันไม่เคยมีแฟน” ถึงจะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ก็เป็นความจริงที่ว่านักดนตรีสุดคูลอย่างเขาไม่เคยมีแฟนมาก่อน คงเพราะมัวแต่มองตามใครบางคนมาตั้งแต่มัธยมนั่นล่ะ

“อ้าว ไอ้เราก็นึกว่าอกหักมาตลอด ดูแต่ละเพลงที่เขียนออกมาดิ จะมีเพลงไหนมั้ยวะที่มันสมหวังกับเขาบ้าง”

“เพลงแนวนั้นพวกนายก็เขียนกันมาตลอดอยู่แล้วนี่ มันก็ต้องมีเพลงเศร้าบ้าง ไม่งั้นมันก็ไม่สมดุลกันสิ”

“เหรอออออ”

“ก็ใช่น่ะสิ”

“แล้วไม่กลัวมันไม่สมดุลกันแล้วรึไง” สุ้มเสียงรู้ทันนั่นทำเอาโฮคุโตะเริ่มหงุดหงิด ถึงภายนอกจะดูเล่นไปเรื่อยเปื่อย แต่ความจริงแล้วจูริจับความรู้สึกของคนได้เร็วมาก ไม่แปลกที่อีกคนจะพอเข้าใจอะไร ๆ ที่เขาพยายามบ่ายเบี่ยง เขาก็ชอบที่จูริเป็นแบบนี้นะ แต่บางทีเขาก็ไม่ชอบเอาเสียเลยเหมือนอย่างตอนนี้

“ก็อยากลองบ้างไม่ได้เหรอไง แล้วนี่ไม่ไปซ้อมเหรอ เดี๋ยวชินทาโร่ก็บ่นเอาหรอก”

“เออ ๆ อยากลองก็อยากลอง ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย แค่นี้หงุดหงิดไปได้” ว่าจบก็ยกมือขึ้นตบไหล่เขาสองสามทีแล้วเดินเข้าห้องซ้อมไป ปล่อยให้เขานั่งหน้ามุ่ยอยู่บนโซฟาหน้าห้องซ้อมเพียงคนเดียว มือหนาเปิดสมุดขึ้นมาดูอีกครั้งหนึ่ง กวาดสายตามองตัวหนังสือคร่าว ๆ แล้วปิดมันลงอีกรอบ

เขาคงทำตัวเหมือนเด็กหนุ่มริหัดรักมากเกินไปจริง ๆ

 .

ช่วงนี้เจสซี่อารมณ์ดีแปลก ๆ

โดยปกติเขาก็เป็นคนอารมณ์ดี ไม่ค่อยจะหงุดหงิดไม่พอใจอะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว แต่พักนี้เรียกได้ว่าไม่มีอะไรมาทำให้เขาอารมณ์เสียได้เลย แม้ว่าจะมีคนทำกาแฟเขาหกไปเกือบครึ่งแก้ว ชายหนุ่มก็พูดแค่ว่าไม่เป็นไร แล้วส่งยิ้มที่โดนเพื่อนร่วมงานแซวว่าสว่างกว่าหลอดไฟนีออนบนเพดานเสียอีก

จะไม่ให้เขาอารมณ์ดีได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่เขาอยากทำมาตลอดอย่างการได้พูดคุยกับโฮคุโตะอีกครั้งมันเป็นความจริงขึ้นมา

ทุกวันนี้พวกเขาพูดคุยแหย่กันสนุกสนาน ทั้งในทวิตเตอร์และทางโทรศัพท์ อันที่จริง ตอนแรกเขาก็ตกใจมากที่ได้รู้ว่า ForeverTONE แท้จริงแล้วคือโฮคุโตะ ไม่ได้คิดว่าไอ้สิ่งที่เขาคิดเล่น ๆ วันนั้นดันถูก แต่พอมาทบทวนดูอีกที เหมือนกันซะขนาดนั้น เขาก็ไม่ควรแปลกใจเลย

และเพื่อแก้อาการเขินเล็ก ๆ บวกกับความหมั่นไส้ เขาเลยเขกหัวอีกฝ่ายไปทีหนึ่ง และหัวเราะใส่ขณะที่คนเจ็บตัวเอามือกุมหัว ร้องโอดโอยโวยวายเสียเกินจริงทั้งที่เขาเขกเบา ๆ จนเหมือนกับเอามือวางบนหัวอีกคนมากกว่า แต่ท่าทางของโฮคุโตะกลับทำเอาคนที่หัวเราะเผลอใจกระตุกไปวูบหนึ่ง

ทั้งโฮคุโตะ ทั้งบรรยากาศ บทสนทนาระหว่างพวกเขาแทบไม่มีอะไรที่ต่างไปจากตอนมัธยมเลยสักนิด ราวกับระยะเวลาหลายปีที่ไม่ได้เจอกันไม่เคยเกิดขึ้น

วิศวกรหนุ่มตัดสินใจปล่อยให้ความสัมพันธ์ของพวกเขากลับไปเป็นแบบเดิม ถึงจะรู้สึกหนัก ๆ ในใจอยู่บ้างกับความรู้สึกของเขาที่มีต่อชายหนุ่มรุ่นน้อง แต่เจสซี่คิดว่าตัวเองดูแววตาของโฮคุโตะไม่ผิด แววตาที่แสดงความดีใจสุด ๆ ที่ได้เจอกับเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มที่ไม่อยากให้แววตานั้นหายไปจึงกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเองให้มิด และทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่แสนดีของอีกฝ่ายดังเดิม

ถ้าโฮคุโตะยังส่งยิ้มกว้างเหมือนแต่ก่อนให้เขาอยู่ จะอยู่ในสถานะไหนเขาก็ยอม

ชายหนุ่มลูกครึ่งกำลังสไลด์หน้าจอสมาร์ทโฟน ส่องทวิตไปเรื่อยเปื่อยระหว่างพักกินข้าวกลางวัน เมื่อไลน์แจ้งเตือนข้อความใหม่ เขาเปิดออกดูและอมยิ้มเมื่อเห็นว่าโฮคุโตะส่งข้อความมาชวนเขาไปกินข้าวเย็นด้วยกัน พร้อมกับไปเดินซื้อของด้วย

เมื่อหันไปมองปฏิทินบนโต๊ะทำงานที่ระบุงานต่าง ๆ ที่ต้องทำของวันนี้แล้ว รอยยิ้มที่พักนี้หุบไม่ค่อยจะลงก็ดูเหมือนจะกว้างขึ้นมากไปอีก

ชวนไปกินข้าวซื้อของแบบนี้ เหมือนกับจะชวนเขาไปเดตอย่างไรอย่างนั้น

 .

โฮคุโตะกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ขณะรอคำตอบจากเจสซี่ และเมื่ออีกคนตอบกลับมา เขาก็ยิ้มกว้างจนถ้าปากฉีกถึงรูหูก็คงไม่น่าแปลกใจ

คนอายุมากกว่าตอบตกลงเรียบร้อยแล้ว เท่านี้เขาก็มีแรงใจอัดรายการจนจบหลังจากนั่งเครียดมาตั้งแต่เช้าได้สักที

ประเด็นคือเขาอยากชวนเจสซี่ไปเที่ยว แต่ก็ไม่กล้าพูด คิดไม่ตกมาตั้งแต่เช้าจนโดนชินทาโร่ด่าเพราะเหม่อเอาบ่อย ๆ ครั้นจะปรึกษาเพื่อนร่วมวงก็ไม่น่าจะมีใครช่วยแก้ปัญหาให้ได้ ไทกะค่อนข้างจะใสซื่อกับเรื่องพวกนี้ พอกันกับชินทาโร่ที่ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยรักใครแบบคนรัก ส่วนจูริที่ดูน่าจะพึ่งเรื่องพวกนี้ได้มากสุด เขาก็ดันไม่ค่อยจะอยากให้รู้

อันที่จริงเขาก็กลัวเพื่อนจะรังเกียจอยู่ไม่น้อย ความรักแบบชาย – ชาย ไม่ใช่อะไรที่จะรับกันได้ทุกคน โฮคุโตะเองยังไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าถ้าครอบครัวของเขารู้บ้านจะแตกหรือเปล่า ถ้าเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากบอก โดยเฉพาะเมื่อคนที่เขาแอบรักมาตลอดไม่ได้คิดแบบเดียวกันกับเขาด้วย

แต่ถึงจะเลี่ยงอย่างไร สุดท้ายก็เป็นจูริที่ดูจะรู้อะไร ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้อยู่ดี

“เป็นไรวะ นั่งเหม่อมาตั้งกะเช้าแล้วเนี่ย”

“เปล่า ไม่มีอะไร” มือกีตาร์เลิกคิ้ว ก่อนจะค่อย ๆ หรี่ตาลงเหมือนเดาอะไรสักอย่างได้ แต่นั่นก็เป็นสายตาที่ทำเอาโฮคุโตะรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ เพื่อนของเขาทำหน้าอย่างนี้ทีไร แสดงว่ามันคิดเรื่องอะไรบางอย่างได้ แล้วไอ้เรื่องที่ว่าก็มักจะถูกเสมอเสียด้วย

“หรือว่ามีปัญหาเรื่องชวนคนที่แอบปิ๊งไปเดต”

“ปะ เปล่าสักหน่อย แค่คิดว่าจะชวนเพื่อนไปเที่ยวยังไงดีเฉย ๆ” พูดจบก็ตะครุบปากทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ แต่ไม่ทันแล้ว จูริส่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้เป็นที่เรียบร้อย

“โอเค เพื่อนก็เพื่อน คนเดียวกับที่แกคุยทวิตด้วยบ่อย ๆ ใช่มะ”

“เปล่า ไม่ใช่” เขาโกหก เรื่องอะไรจะยอมตกหลุมพรางอีกรอบกัน

“งั้นเหรอ ไม่ใช่สินะ” อีกฝ่ายลากเสียงยาวที่พยางค์สุดท้าย คนหัวไวอย่างจูริคงคาดเดาเรื่องเองได้อยู่แล้ว และนั่นก็ทำให้เขารู้ว่าอีกคนไม่เชื่อคำโกหกของเขาเลยสักนิด

ทีเรื่องแบบนี้ล่ะฉลาดจังนะ

“ง่าย ๆ ก็ทวิตไม่ก็ไลน์ไปถามดิวะ เห็นคุยกันอยู่ทุกวัน ถาม ๆ ไปเหอะ ไม่ต้องกลัวเขาจะไม่ตอบตกลงหรอก ถ้าคนมันจะแห้ว ถามตอนนี้หรือชาติหน้า ยังไงมันก็แห้วอยู่ดี… หรือให้ฉันพิมพ์ให้มะ”

“ไม่ต้อง ฉันจัดการเรื่องของตัวเองได้น่ะ”

“คร้าบ จัดการเรื่องของตัวเองได้ แต่นั่งเหม่อเอาเหม่อเอาตั้งแต่เช้า ชินจังจะกระโดดกัดหัวแกอยู่นั่นแล้วน่ะ” ว่าจบก็เดินจากไปให้เขาส่ายหัว ก่อนจะเปลี่ยนกุมขมับ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าประโยคก่อนหน้าจูริพูดว่าอะไร

ให้ตายเถอะ เขาตกหลุมพรางเพื่อนอีกรอบจนได้

แต่ก็ต้องขอบคุณจูริ เพราะสุดท้ายโฮคุโตะก็ตัดใจไลน์ไปถามเจสซี่จนได้ พอผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ เขาก็เลยยิ้มกว้างแบบห้ามไม่อยู่ จนลำบากต้องพยายามบังคับริมฝีปากตัวเองให้เรียบนิ่งเหมือนเดิม พร้อมกับเดินไปเข้าฉากถ่ายรายการต่อ ใจจดใจจ่อให้เลิกงานเร็ว ๆ

แต่สุดท้ายการถ่ายรายการก็เลยเวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมง โฮคุโตะแทบวิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและโกยข้าวของใส่กระเป๋าด้วยความรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาสงสัยของชินทาโร่กับไทกะ และสายตาล้อเลียนแบบไม่ปิดบังของจูริ

“ฉันไปล่ะนะ เจอกันพรุ่งนี้ที่ห้องซ้อม”

“เออ ๆ ไปเหอะ สายแล้วนี่หว่า” จูริว่ากลั้วหัวเราะ แม้ว่ามือคีย์บอร์ดหนุ่มจะมองมาอย่างเคือง ๆ ก็ตาม

“พูดมาก จูริ ไปละ” ว่าจบก็ผลุนผลันออกจากห้องพักไป ทิ้งเพื่อนร่วมวงอีกสามคนที่เหลือทันที

“มันรีบไปไหนของมัน จูริ แกรู้ใช่มั้ย” ชินทาโร่หันไปไล่เบี้ยเอากับมือกีตาร์ประจำวงที่ดูท่าจะรู้อะไรมากกว่าพวกเขา แต่คนโดนไล่เบี้ยทำเพียงยักไหล่ ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วตอบว่า

“ไปเดต”

 .

กว่าจะมาถึงที่นัดหมายก็เลยเวลานัดไปเกือบชั่วโมงแล้ว ชายหนุ่มใจเสียพอสมควร ทั้งที่เป็นฝ่ายเอ่ยปาก แล้วยังมาสายอีก ส่งไลน์หรือทวีตไปอีกคนก็ไม่มีการตอบรับกลับมา ไม่รู้ว่าจะยังรออยู่หรือโกรธเขาจนกลับไปแล้วก็ไม่รู้

เมื่อรถไฟจอดเทียบท่า เขาก็พุ่งตัวออกมาวิ่งขึ้นบันไดไปหน้าสถานีซึ่งเป็นสถานที่นัด ช่วงเวลาเย็นหลังเลิกงานแบบนี้สถานีรถไฟใต้ดินมีคนเยอะเป็นพิเศษ ยิ่งทำให้เขารีบวิ่งได้ยากขึ้นไปอีก พอหลุดพ้นกลุ่มคนมาถึงหน้าสถานีได้ เขาก็ได้แต่หอบเหนื่อย กวาดสายตาหาคนที่นัดกันไว้

โฮคุโตะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ หลังมองซ้ายมองขวาแล้วก็ยังหาร่างสูง ๆ ของหนุ่มลูกครึ่งไม่เจอ เขาสบถด่าตัวเองในใจเป็นชุด ถึงจะรู้ว่าไม่ใช่ความผิดของตัวเอง แต่เจสซี่ไม่ได้รู้เหมือนเขานี่ จะโดนโกรธก็ไม่แปลก

ขณะที่เขากำลังคิดว่าจะโทรไปหาอีกฝ่ายอีกรอบดีหรือไม่ อยู่ ๆ ก็มีอะไรเย็น ๆ มาแปะเข้าที่แก้มกลม ๆ ของเขาให้เผลอสะดุ้งสุดตัว โฮคุโตะหันขวับกลับไปมอง แล้วก็เห็นใบหน้าคมคายที่ส่งยิ้มสว่างไสวมาให้

“เหนื่อยไหม เอ้า น้ำ ซื้อมาให้ ดูสภาพสิ อย่างกับหมาหอบแดดแหนะ”

เขาบอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ คือริมฝีปากของเขาเผยยิ้มกว้างตามออกมาแม้ว่าจะยังเหนื่อยอยู่ อยากจะโผเข้าไปกอดคนอายุมากกว่า แต่ก็พยายามควบคุมตัวเองไว้ก่อน

“ขอโทษนะครับที่มาช้า รายการมันอัดนานกว่าที่คิดเอาไว้”

“เห็นทวีตแล้วล่ะ แต่พอจะพิมพ์ตอบแบตดันหมดซะก่อน ทำให้เหนื่อยเลยสิ โทษทีนะ”

เขาส่ายหน้า คนผิดเป็นเขาเองต่างหากที่มาช้า ไม่ใช่เรื่องที่เจสซี่ต้องมาขอโทษเสียหน่อย “ไม่หรอกครับ… เราไปกินข้าวกันก่อนมั้ย รุ่นพี่มีอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษรึเปล่า”

“ตามใจนายเลย ฉันกินได้หมดแหละ”

“งั้นเราไปกินข้าวหน้าปลาไหลกัน ผมมีร้านเด็ดอยู่ร้านนึงแหละ”

.

เจสซี่มองคนที่หันไปสั่งข้าวพร้อมกับพูดคุยกับเจ้าของร้านอย่างสนิทสนมพร้อมรอยยิ้ม เขาเห็นโฮคุโตะตั้งแต่ตอนที่วิ่งขึ้นมาจากบันไดสถานีรถไฟแล้ว จากสภาพคงจะเหนื่อยพอสมควร เขาเลยเดินไปกดน้ำที่ตู้มาให้ จริง ๆ ก็กะจะแกล้งอีกสักหน่อย แต่พอเห็นคนอายุน้อยกว่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ที่หาเขาไม่เจอ เขาก็เลยใจอ่อนเดินเข้าไปทัก แล้วรอยยิ้มหวานแสดงความดีใจแบบสุด ๆ ที่ได้กลับมาก็ทำให้เขารู้สึกคุ้มค่าเป็นที่สุดที่ยอมนั่งรออีกคนเป็นชั่วโมง

ตลอดทางมาถึงร้าน โฮคุโตะจับมือเขาพาเดินมาโดยตลอด ปากพูดเจื้อยแจ้วเล่านู่นเล่านี่ให้เขาฟังไม่หยุด เขาตอบรับบ้างเป็นบางที ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้ตัวว่ากำลังจับมือเขาอยู่ แต่เจสซี่ก็ปล่อยให้อีกคนเดินนำโดยไม่ทักอะไร

จากปากคำของคนนำทาง ร้านข้าวหน้าปลาไหลที่โฮคุโตะพาเขามาเป็นร้านประจำของพวก F Tone พร้อมกันนั้นคนผมดำยังโฆษณาว่าอาหารร้านนี้อร่อยอย่างนั้นอย่างนี้ชนิดที่เขาอดแซวไม่ได้ว่าได้ค่าโฆษณามาเท่าไหร่ ให้คนโดนแซวทำหน้ามุ่ย แล้วเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

หลังกินข้าวเสร็จ พวกเขาสองคนก็พากันไปซื้อของ โฮคุโตะบอกว่าอยากได้เสื้อผ้าใหม่สักชุดสองชุด พวกเขาจึงพากันไปซื้อเสื้อผ้า แล้วสุดท้ายก็ไปจบลงที่ร้านหนังสือ

“ไม่ซื้อสักเล่มเหรอ” เขาถาม แต่ก่อนเวลามาเที่ยวด้วยกันก็มักจะมาร้านหนังสือปิดท้ายเสมอ ๆ แล้วก็จะได้หนังสือกลับบ้านไปคนละเล่มสองเล่มเป็นอย่างต่ำตลอด แต่ครั้งนี้โฮคุโตะเอาแต่ดูแต่ไม่ได้เลือกเล่มใดเล่มหนึ่งเลย เขาก็อดที่จะสงสัยไม่ได้

“อยากได้หลายเล่มอยู่หรอกครับ แต่ที่บ้านมีที่ยังไม่ได้อ่านอีกตั้งหลายเล่ม บางเล่มซื้อมาจะครบปีแล้วเนี่ย”

ชายหนุ่มบ่นไปก็มองหนังสือบางเล่มไปด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์จนเขาอดขำไม่ได้ คงจะอยากได้ แต่ไม่อยากซื้อไปเก็บไว้เฉย ๆ สินะ

“งั้นก็เลือกมาสักเล่มแล้วกัน ฉันซื้อให้”

“เอ๋” คนอายุน้อยกว่าทำหน้างง ๆ ใส่เขา ให้เขาหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนเอ่ยย้ำ

“เร็ว ๆ เลือกมาเล่มนึงจะซื้อให้ หนังสือไม่ใช่ของกิน เก็บไว้เป็นปียังไงก็ไม่บูดหรอก ไว้ว่าง ๆ มีเวลาค่อยอ่านก็ได้”

“แต่ว่า…”

“ไม่มีแต่ วันนี้อารมณ์ดี ไปเลือกมาไป”

“อะ ครับ” รับคำเสร็จอีกคนก็ตรงไปหยิบมาอย่างรวดเร็ว มีเล็งไว้แล้วจริง ๆ สินะ

“ขอบคุณนะครับ รุ่นพี่” ว่าพลางส่งรอยยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวให้เขาอีกครั้ง เจสซี่ยิ้มตอบ ภาพตรงหน้าซ้อนทับกับภาพในความทรงจำเวลาเห็นอีกคนเจอหนังสือที่ถูกใจในห้องสมุดของโรงเรียนแล้วเอามาอวดให้เขาดู

น่ารักชะมัด

 .        

“ขอบคุณมากนะครับที่มาซื้อของเป็นเพื่อนวันนี้แล้วยังซื้อหนังสือให้อีก” โฮคุโตะพูดระหว่างที่พวกเขากำลังเดินไปยังบ้านของโฮคุโตะ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับบริเวณที่พวกเขาเพิ่งไปเดินซื้อของกันมา

อันที่จริงโฮคุโตะยืนยันกับเขาอย่างหนักแน่นว่าตัวเองกลับบ้านเองได้ ไม่ใช่เด็กม.ปลายที่เขาต้องคอยดูแลเหมือนแต่ก่อน เขาก็รู้ แต่เขาอยากไปส่ง อยากเห็นกับตาว่าอีกคนกลับถึงบ้านแล้วจริง ๆ

“ไม่เป็นไรหรอก นาน ๆ จะได้เจอกันสักทีนี่นา”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ แล้วลำบากรุ่นพี่มาส่งอีก” เจสซี่หัวเราะเบา ๆ เด็กตรงหน้ายังคงเป็นคนขี้เกรงใจไม่เปลี่ยน จนเขาอดยกมือขึ้นขยี้ผมอีกฝ่ายไม่ได้

“บอกแล้วว่าไม่เป็นไร ถ้าลำบากฉันไม่มาส่งหรอก นายเองเถอะ กลับบ้านคนเดียว ไม่กลัวสตอล์กเกอร์รึไง”

โฮคุโตะพยายามเอียงหัวหลบมือของเขาอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เจสซี่จะยอมรามือออกจากเส้นผมสีดำ พอเขาหยุดมือแล้ว โฮคุโตะก็เริ่มบ่นอุบอิบ

“ไม่เกี่ยวสักหน่อย ใครมันจะมาสตอล์กผมล่ะ ไม่ใช่สาวน้อยวัยมัธยมนะ”

“ฮะ ๆ ๆ นั่นสินะ โตตั้งขนาดนี้แล้วนี่นา สูงกว่าแต่ก่อนตั้งเยอะ”

“แต่ก็ยังเตี้ยกว่ารุ่นพี่อยู่ดี ทั้งที่พยายามแล้วแท้ ๆ เชียว” คนอายุมากกว่าอดขำกับท่าทางไม่พอใจของคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้ ก่อนจะพูดปลอบ

“นายเองก็สูงเกินระดับมาตรฐานไปโขแล้วนี่นา สูงเกินไปอย่างฉันบางทีก็ลำบากนะ เวลาเจอโต๊ะที่เตี้ยหน่อยก็ต้องก้มมากกว่าคนอื่น ปวดหลังจะตาย”

“ไม่ต้องมาพูดเลยครับ คนตัวสูงก็พูดได้หมดอะแหละ”

เจสซี่ยิ้มบาง พูดขึ้นลอย ๆ “ว้า โดนงอนซะแล้วสิ ต้องง้อยังไงดีเนี่ย ครั้นจะไปตัดขาทิ้งให้เตี้ยกว่าก็ทำไม่ได้ซะด้วยสิ”

ชายหนุ่มลูกครึ่งเดินนำไปก่อนจะหันหลังกลับมาหาอีกคน แล้วยกนิ้วก้อยขึ้น ยิ้มบาง

“ไม่งอนพี่นะ”

แน่ล่ะว่าคนไม่พอใจ (เจ้าตัวไม่ค่อยอยากยอมรับสักเท่าไหร่ว่าตัวเองกำลังงอน) ยิ่งโวยวายหนัก

“บอกแล้วไงว่าผมไม่ใช่สาวน้อยวัยมัธยม มางอนเงินอะไรกันล่ะครับ”

“อ้าวเหรอ เห็นขี้งอนเลยนึกว่าเด็กผู้หญิงซะอีก” เจสซี่ว่าก่อนจะหัวเราะออกมาเต็มเสียง เมื่อเห็นโฮคุโตะโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง จริง ๆ นี่ก็นับว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งของเขามาตั้งแต่ก่อนแล้ว เรื่องแกล้งโฮคุโตะน่ะขอให้บอก เขามีความสุขจะตายที่ได้เห็นอีกคนโกรธออะไรแบบนี้

เพราะมันไม่ใช่ท่าทางที่เจ้าตัวจะแสดงออกให้คนภายนอกเห็น อย่างน้อย มันก็เป็นตัวบ่งบอกว่าคนอายุน้อยกว่ายังนับว่าเขาเป็นคนใกล้ชิดอีกคนหนึ่ง

“โอ๊ย ผมไม่คุยกับพี่แล้ว อย่างนี้ทุกทีเลย ชอบแกล้งผมเนี่ย”

“อ่า ขอโทษที มันเคยชินน่ะ นายมันน่าแกล้งจะตาย”

“จูริก็เป็นเหมือนรุ่นพี่เลย ชอบแกล้งผมแบบเนี้ย สนุกกันนักเหรอฮะ แกล้งคนอื่นเนี่ย”

เจสซี่คิดว่าตัวเองเข้าใจมือกีตาร์หนุ่ม เพื่อนร่วมวงของคนตรงหน้าดี ในเมื่อโฮคุโตะน่าแกล้งซะขนาดนี้ คนขี้แกล้งอย่างพวกเขาย่อมสนุกกับการแหย่ให้อีกคนโมโหอยู่แล้ว

แต่เอาเข้าจริง เขาก็เริ่มจะหึงอีกคนขึ้นมาหน่อย ๆ แล้ว หึงทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์นั่นล่ะ

“นายเนี่ย สนิทกับจูริจังเลยนะ”

“เอาจริง ๆ พวกผมก็สนิทกันทุกคนล่ะครับ ในวงน่ะ ชินทาโร่น่ะเป็นน้องเล็ก แต่ละคนก็เลยชอบแกล้ง ยิ่งจูรินะ ชินทาโร่นี่โดนหนักเลย เป้าหมายอันดับสองก็ผมนี่แหละ ส่วนไทกะ รายนั้นก็ขี้แกล้งใช่ย่อย บางทีก็รวมหัวกับจูริแกล้งคนไปทั่ว”

เจสซี่มองเสี้ยวหน้าหนึ่งของคนเล่าที่ดูมีความสุขซึ่งมันทำให้เขามีความสุขไปด้วย ดีแล้วจริง ๆ ที่คนตรงหน้าได้ก้าวมายืนอยู่ตรงจุดนี้ ไม่สิ ดีแล้วที่พยายามก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้

“มีความสุขดีก็ดีแล้วล่ะนะ” เขาเผลอพึมพำขึ้นมาเบา ๆ แต่ก็ไม่พ้นหูของคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พวกเขาทั้งคู่ชะงักนิ่งไปกับคำพูดของเจสซี่

ถ้าเจสซี่ไม่ได้คิดไปเอง เขาคิดว่าใบหน้าของนักดนตรีหนุ่มแดงขึ้นมาหน่อย

“…นั่นสินะครับ แล้วรุ่นพี่ล่ะครับ”

“หือ”

“รุ่นพี่… ตลอดเวลาที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ มีความสุขดีรึเปล่าครับ”

คำถามย้อนกลับเรียกรอยยิ้มจากคนฟังได้เป็นอย่างดี ก่อนที่ชายหนุ่มลูกครึ่งจะตอบคำถามของรุ่นน้อง

“มีสิ ยิ่งตอนนี้ ฉันมีความสุขมากเลยล่ะ”

 .

นอนไม่หลับ

โฮคุโตะไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว โดยปกติเขามักจะนอนหลับอย่างง่ายดายเพราะเหนื่อยเพลียจากงานมาตลอด แต่วันนี้ไม่ว่าจะข่มตาลงเท่าไหร่ มันก็หลับไม่ลงสักที

ภาพของอีกคนที่ส่งยิ้มสว่างไสวมาให้พร้อมคำตอบที่เจ้าตัวคงไม่ได้คิดอะไรแต่ทำให้คนถามคิดไกลไปถึงนอกโลกยังติดอยู่ในหัว

ตอนนี้ที่เจสซี่ว่าหมายถึงช่วงนี้ หรือหมายถึงตอนที่อยู่กับเขาเมื่อครู่กันแน่

โฮคุโตะมักจะพยายามไม่คิดอะไรที่เป็นการเข้าข้างตัวเองมาตลอด ทั้งเรื่องงานและเรื่องอื่น ๆ มีบ้างแต่ก็เป็นการแซวกันขำ ๆ มากกว่าจะคิดจริงจัง แต่กับครั้งนี้ เขาอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ แม้จะรู้ว่าอีกคนอาจจะหมายถึงเรื่องอื่น ๆ ก็ตามที

สุดท้ายโฮคุโตะก็เลิกคิดที่จะนอน แล้วลุกขึ้นมาหาหนังสืออ่านแทน แต่เพราะมีเรื่องที่ยังรบกวนจิตใจอยู่ การอ่านหนังสือของเขาก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ จนเมื่อผ่านไปได้สักพัก เขาเลยตัดใจและปิดหนังสือลงไปวางที่เดิมแทน พอดีกับที่โทรศัพท์แจ้งเตือนว่ามีไลน์เข้ามา

จูริส่งข้อความมาถามเขาว่าไปเที่ยวเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบไปว่าก็ดี ทางนั้นจึงพิมพ์ต่อมาเสียยืดยาวว่าแค่ก็ดีได้อย่างไร ในเมื่ออุตส่าห์ออกปากชวนคนคนนั้นไปเดตทั้งที

เขาพิมพ์ด่ากลับไปนิดหน่อยที่อีกฝ่ายหาว่าเขากับเจสซี่ไปเดตกัน พวกเขาแค่ไปเที่ยวด้วยกันเฉย ๆ ส่วนเรื่องมีความสุขนั่น ถึงจะมีความสุขขนาดไหนเขาก็ยังค้างคาใจกับคำตอบที่ดูจะกำกวมเกินไปนั่นอยู่ดี เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่อยากนับว่ามีความสุขมากหรอก

จูริไม่ตอบอะไร เขาก็ตัดสินใจวางโทรศัพท์ลง เตรียมตัวกลับไปข่มตาหลับตามเดิมเมื่อคนที่เพิ่งไลน์คุยกันโทรกลับมาแทน

“มีอะไรจูริ ดึกดื่น คนจะหลับจะนอน”

//ไม่ จนกว่าฉันจะได้รู้ความจริงก่อน//

“ความจริงอะไร”

//สารภาพรักไปรึยัง//

“หา?” โฮคุโตะถึงกับร้องออกมา สารภาพรักบ้าอะไรกันล่ะ หมอนี่ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนกัน

“สารภาพรักอะไร ไม่มีหรอก”

//ไรว้า ไอ้เราก็นึกว่าไปเที่ยวด้วยกันแล้วจะมีเรื่องให้กุ๊งกิ๊งมุ้งมิ้งกันสักหน่อย อย่างน้อย ๆ ก็ต้องสารภาพรักเซ่ นี่รักก็ไม่บอก น่าเบื่อ//

“เรื่องของฉันน่า… ทำอย่างกับว่ามันพูดได้ง่าย ๆ ที่ไหนกัน” ประโยคสุดท้ายมือคีย์บอร์ดหนุ่มได้แต่พึมพำเบา ๆ ตลอดเวลาที่ไปเดินเที่ยวด้วยกัน เขาเกือบจะหลุดพูดมันออกมาหลายครั้งแล้ว แต่เมื่อนึกถึงว่าอีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่ที่ยังคงใจดีกับเขาเหมือนเดิมทั้งที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี ได้เท่านี้ก็ดีมากเท่าไหร่แล้ว ถ้าเขาบอกไปดีไม่ดีแค่หน้าจะมองกันติดหรือเปล่าก็ไม่รู้

//คำว่ารักมันพูดไม่ยากหรอก แต่นี่คงเอาแต่คิดมากอะดิ ไม่ได้เรื่องเล้ย//

“เออ ๆ ใครมันจะไปช่ำชองเรื่องรักใคร่มากเท่าทานากะ จูริ ชายหนุ่มสุดฮอตกันล่ะ”

//ไม่ต้องประชด รู้ ๆ กันอยู่ว่าฉันรักจริงหวังแต่งกับแฟนฉันเท่านั้นเว้ย” นานะ แฟนสาวจูริเป็นหญิงสาวหน้าตาน่ารัก ไม่ได้สวยโดดเด่นอะไรแต่มองได้เพลินตา จริงใจ และร่าเริง ทั้งคู่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมที่เรียนห้องเดียวกัน แอบชอบกันมานาน พอจูริได้เดบิวต์จึงได้ตกลงปลงใจเป็นแฟนกัน และจูริก็ไม่คิดจะปิดบังจากสาธารณชนเลยสักนิด กลับเป็นนานะเสียอีกที่เป็นห่วงแฟนคลับของจูริอย่างเห็นได้ชัด จนเหล่าแฟนเพลงของวงต่างก็นับถือนานะเป็นพี่สาวกันไปหมดแล้ว

“รู้แล้ว ลองไปมีคนอื่นสิ พ่อนานะเอาตาย” ซากามัตสึเป็นคนที่หวงลูกสาวมาก ยิ่งกับภาพลักษณ์ของจูริที่เป็นนักดนตรีหนุ่มดูเจ้าสำราญปนเจ้าชู้ก็ยิ่งหวง กว่าจูริจะได้รับอนุญาตให้คบกับนานะได้ก็ต้องฝ่าด่านพ่อตา พิสูจน์ตัวเองแทบกระอักเลือด รวมไปถึงเรื่องเดบิวต์ด้วย แต่เจ้าตัวก็บอกว่ายินดีทำ ถ้าจะทำให้ตนเองได้คบกับนานะได้

โฮคุโตะนับถือจูริในเรื่องนี้มาโดยตลอดแม้จะไม่เคยพูดออกมาก็ตาม เขานับถือความมุ่งมั่นที่จะสร้างพื้นที่ที่จะได้อยู่ร่วมกันกับคนที่รักได้อย่างสบายใจ นับถือความตรงไปตรงมาต่อความรู้สึกของตัวเอง ต่างกับโฮคุโตะที่ทำแบบนั้นไม่ได้เลยสักอย่างเดียว

//รู้ก็ดี แต่ถึงซากามัตสึซังไม่เอาฉันตาย ฉันก็ไม่ไปไหนหรอก รักไปแล้วนี่… ฉันอยากให้นายสารภาพรักไปจริง ๆ นะ ตั้งแต่รู้จักกันมา เพิ่งจะเห็นนายมีความสุขสุด ๆ ก็ช่วงนี้แหละ แม้แต่พวกไทกะยังบอกเลย แล้วไม่ต้องเครียดเรื่องที่ชอบผู้ชายด้วยกันเลยนะ พวกฉันไม่รังเกียจหรอกถ้านายมีความสุขน่ะ//

ชายหนุ่มยิ้มบางกับคำพูดของเพื่อน นึกโชคดีที่ตัวเองมีเพื่อนสนิทที่ควบตำแหน่งเพื่อนร่วมวงที่เป็นห่วงและพร้อมที่จะยอมรับตัวตนของเขาทุกอย่าง

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ได้แค่นี้ก็ดีมากแล้วล่ะ”

//เหย มักน้อย//

“ก็จริงนี่นา นี่มันมากกว่าที่เคยคิดเอาไว้ตั้งเยอะแล้ว” เทียบกับก่อนหน้านี้ที่ห่างหายกันไปเป็นปี ๆ บรรยากาศแบบนี้เรียกได้ว่ายิ่งกว่าฝันเสียอีก

//เอาเหอะ ฉันคงไปบังคับอะไรนายไม่ได้หรอก แต่บางทีเขาอาจจะชอบนายเหมือนกันก็ได้นะเว้ย ไม่มีอะไรพอจะบอกได้บ้างเลยเหรอ//

เพราะจูริทักขึ้นมา โฮคุโตะจึงกลับไปนึกถึงคำพูดของเจสซี่อีกครั้งหนึ่ง ใบหน้าร้อนแดงอย่างห้ามไม่อยู่ แล้วก็เผลอเงียบไป

//เฮ้ย ยังอยู่มั้ยเนี่ย เงียบไปแบบนี้แสดงว่ามีใช่มะ//

“ฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้” เขาพูดช้า ๆ อย่างระมัดระวัง พยายามข่มใจไม่เข้าข้างตัวเองมากเกินไป

//เล่ามา ๆ//

โฮคุโตะตัดสินใจเล่าบทสนทนาเมื่อตอนหัวค่ำให้อีกคนฟัง จูริที่พอได้ฟังก็ส่งเสียงหัวเราะดังลั่นผ่านหูโทรศัพท์จนร่างสูงอดคิดไม่ได้ว่าตนเองคิดถูกหรือผิดที่เล่าให้เพื่อนฟัง

//แบบนี้มีโอกาสอยู่นะเว้ย สารภาพรักไปเลยยยยยยย//

“เดี๋ยวสิ เขาก็คงห่วงเพราะเห็นฉันเป็นน้องนั่นล่ะ”

//ไม่ลองไม่รู้เว้ย ถ้าไม่ใช่ ถึงจะไม่แห้วตอนนี้ ต่อไปก็ต้องแห้วอยู่ดี แต่ถ้าใช่ขึ้นมา ก็ลงล็อคเป๊ะ ไม่ต้องคิดมากต่อไง//

ชายหนุ่มถอนหายใจใส่โทรศัพท์ก่อนจะแย้งเพื่อน “ก็บอกแล้วไง ว่ามันพูดได้ง่าย ๆ ที่ไหนกันล่ะ”

โฮคุโตะได้ยินปลายสายถอนหายใจคืนกลับมา ก่อนที่คนมีแฟนจะพูดขึ้น

//รู้มั้ย ตอนที่ฉันไปสารภาพรักกับนานะ ฉันกังวลแทบบ้าเลยล่ะ ภาพลักษณ์เถื่อน ๆ แถมยังเป็นแค่เด็กฝึกในค่ายไอดอลอีก ฉันมีดีอะไรพอจะไปบอกชอบเขาได้วะ ถึงจะเป็นเพื่อนกันมานาน แต่การเป็นคนรักมันต่างกับการเป็นเพื่อน ใคร ๆ ก็อยากมีแฟนที่สามารถเอาไปอวดใครเขาได้ใช่มั้ยล่ะ แล้วน้ำหน้าอย่างฉันเนี่ยจะเอาไปอวดใครได้//

โฮคุโตะนิ่งเงียบแม้ว่าในใจจะนึกอยากเถียงก็ตาม จูริมีอะไรดี ๆ ในตัวมากมาย ถึงแม้ว่าดูเผิน ๆ แล้วอาจจะเป็นคนลอยชายไปเรื่อยเปื่อย แต่กลับเป็นคนมีความสามารถมากมาย ละเอียดอ่อน จริงจังกับงาน และขยันสร้างรอยยิ้มให้กับคนรอบตัว คนที่ดูเหมือนจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นคนนี้กลับคิดมากกว่าที่เขาเคยคิด

//แต่สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจสารภาพรักไป ตอนที่กำลังจะพูดนะ โคตรฟุ้งซ่านเลย คิดบ้าบอคอแตกอยู่ในหัวจนเกือบพูดไม่ออก แต่พอได้พูดออกไปแล้ว ได้เห็นปฏิกิริยาตอบรับของยัยนั่น มันโคตรโล่ง โคตรสบายใจ แล้วก็มีความสุขสุด ๆ เลย เชื่อมั้ยว่าตอนนั้นฉันร้องไห้ด้วยซ้ำ//

นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่มือคีย์บอร์ดหนุ่มไม่รู้มาก่อน แต่ถึงจะตกใจอย่างไร เขาก็ยังคงเงียบและตั้งใจฟังสิ่งที่เพื่อนกำลังจะพูดต่ออยู่ดี

//เชื่อฉันเหอะ บอกเขาไปซะ ฉันไม่ได้รู้เรื่องระหว่างนายกับเขาหรอกว่าเคยมีอะไรกันมาก่อน แต่ถ้าถามฉัน ฉันอยากให้นายพูดไปนะ มันโล่งมากจริง ๆ ถึงมันจะผิดหวังแต่ฉันว่าอย่างน้อยเขาก็ได้รับรู้ แล้วนายก็จะได้รู้ความรู้สึกจริง ๆ ของเขาด้วย ถ้าเขาเห็นนายเป็นน้องจริง ๆ แม้จะไม่ได้ชอบ เขาก็จะไม่รังเกียจ ไม่ตีตัวออกห่างจากนาย ฉันเชื่ออย่างนั้นนะ//

จูริวางสายไปนานแล้ว แต่โฮคุโตะยังคงนอนไม่หลับเช่นเดิม เพียงแต่คราวนี้สิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของเขาไม่ใช่คำพูดของเจสซี่แล้ว แต่เป็นคำพูดของเพื่อนร่วมวงที่เล่าประสบการณ์ความรักให้ฟังแทน

โฮคุโตะไม่รู้แล้วว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรต่อ เขารู้สึกว่าตัวเองมีเรื่องที่ต้องกังวลมากมาย อีกฝ่ายจะคิดอย่างไรกับเขา ถ้าหากไม่ได้ชอบเขาจะรังเกียจเขาไหม หรือคนภายนอกจะมองอย่างไร ถึงจูริจะบอกเขาแบบนั้น แต่เขาก็ยังคงคิดไม่ตกอยู่ดี

.         

เช้าวันรุ่งขึ้น โฮคุโตะเดินทางมาถึงห้องซ้อมด้วยสภาพอิดโรยเพราะอดนอน ชายหนุ่มอ้าปากหาวนับครั้งไม่ถ้วนพร้อมซุ่มซ่ามเดินเตะโน่นชนนี่ กดคีย์พลาดตลอดทั้งวันด้วยความเบลอ

“ง่วงก็ไปนอนไป๊ มาทำหน้ามึนอะไรแถวนี้” ชินทาโร่ว่าพลางเอาไม้กลองเคาะหัวคนอายุมากกว่าไปทีหนึ่ง โดยคนโดนก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร เพียงแต่เอ่ยขอโทษอย่างขอไปที แล้วหันไปล้มตัวลงนอนบนโซฟาเพื่องีบหลับระหว่างพัก

จูริที่เห็นสภาพโทรมจนหมดเค้าความเป็นหนุ่มหล่อของเพื่อนแล้วได้แต่ส่ายหน้า ท่าทางว่าที่เขาอุตส่าห์พูดไปเมื่อวานคงจะไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้นเลยสักนิด ชายหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ ๆ ร่างที่ขดอยู่บนโซฟาแล้วเอ่ยปากถาม

“โอเคไหมเนี่ย โฮคุโตะ”

“โอเค แค่ง่วง”

“คิดมากเรื่องเมื่อคืน?”

“อือ คิด”

คำตอบสั้น ๆ จากคนที่ซุกหน้าเข้ากับโซฟาเรียกรอยยิ้มขำขันจากคนเป็นเพื่อนได้เป็นอย่างดี ต่อให้พยายามปลอบขนาดไหน คนคิดมากก็ยังคงเป็นคนคิดมากอยู่ดีสินะ

“เอาเถอะ ๆ นอนไป เดี๋ยวเริ่มซ้อมต่อแล้วจะเรียก”

“ขอบคุณ”

ชายหนุ่มเดินกลับไปคุยเล่นกับเพื่อนอีกสองคน พลางคิดในใจว่าจะหาทางช่วยหัวหน้าวงจอมคิดมากให้ได้มีความสุขกับเขาจริง ๆ อย่างไรดี

 .

เจสซี่ตกใจมากที่จู่ ๆ ทวิตเตอร์ออฟฟิเชียลของจูริก็ส่งข้อความมาหาเขา ต่อให้โฮคุโตะบอกเรื่องของเขากับเพื่อนร่วมวง มือกีตาร์หนุ่มก็ไม่น่าจะมีเรื่องที่ต้องคุยกับเขาต่อหน้าเป็นการส่วนตัวเหมือนที่ระบุมาในข้อความ

หรือเขาจะโดนแกล้งอยู่

แต่เมื่อเขาคิดไปคิดมา อีกฝ่ายก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องแกล้งเขาอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นอีกความเป็นไปได้คือโฮคุโตะกำลังมีปัญหา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจตอบตกลงไปพบกับอีกฝ่ายในอีกสามวันให้หลังซึ่งเป็นวันนี้

สถานที่ที่จูริเลือกไว้คือร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่มีลูกค้าไม่มากแต่ให้บรรยากาศสงบเงียบ เหมาะกับการพูดคุยเป็นการส่วนตัว เมื่อดูจากการตกแต่งของร้านแล้วคาดว่าตอนกลางคืนที่นี่คงแปรสภาพเป็นบาร์สำหรับนักดื่มที่มีการบรรเลงดนตรีสดซึ่งคนเสนอแนะนำไว้ว่าขนมเค้กที่นี่อร่อยมาก ส่วนบาร์เทนเดอร์ตอนกลางคืนก็ชงเหล้าประเภทต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

ชายหนุ่มลูกครึ่งมาถึงก่อนเวลานัดประมาณสิบห้านาทีและเลือกนั่งคอยบริเวณริมหน้าต่างซึ่งสามารถมองเห็นโลกภายนอกได้ชัดเจน เขาสั่งลาเต้ร้อนมานั่งจิบรอ พลางตอบทวิตของโฮคุโตะ

เขาแปลกใจเล็กน้อยเพราะคนอายุน้อยกว่ายังพูดคุยกับเขาเหมือนปกติ เมื่อมีเวลาว่างตรงกันอีกฝ่ายก็โทรหาเขา ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่ากำลังมีปัญหาเลยสักนิด แต่บางทีอาจจะปิดบังเขาเอาไว้ก็ได้

รอไม่นานจูริก็มาถึง หลังจากสั่งกาแฟและทักทายกันเล็กน้อย เจสซี่กับจูริก็เริ่มคุยกัน โดยปกติแล้วต่างก็เป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายอยู่แล้ว ทั้งสองคนจึงสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว

“รู้จักกับโฮคุโตะมานานแล้วเหรอครับ”

“ใช่ ตั้งแต่สมัยมัธยมแล้วน่ะ”

“เห นานมากเลยอะ เห็นตั้งแต่หลังมีตติ้งมานี่ หมอนั่นชอบพูดถึงพี่บ่อย ๆ ผมก็เลยอยากรู้จักบ้าง คงไม่เป็นไรใช่ไหมครับ”

“ไม่หรอก แต่ว่า.. โฮคุโตะไม่ได้มีปัญหาอะไรใช่ไหม”

“ครับ?”

“คือ ฉันแค่คิดว่าปกติแล้วพวกนายไม่น่าจะอยากรู้จักฉันขนาดนั้น ก็เลยแอบคิดอยู่นิดหน่อยน่ะ ว่าโฮคุโตะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เด็กคนนั้นยิ่งเป็นคนชอบคิดมากแล้วยังเอาแต่เก็บปัญหาไว้กับตัวด้วย” เจสซี่พูด ถึงจะนั่งคุยกันมาสักพักแล้ว เขาก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นักว่าจูริแค่อยากรู้จักเขาจริง ๆ ดังนั้นการถามไปตรง ๆ อาจจะทำให้อีกคนเข้าประเด็นได้เร็วกว่านี้ก็ได้

ดวงตาของจูริพราวระยับขึ้นทันทีที่เขาพูดจบ อีกฝ่ายรีบพูดขึ้นมาทันที

“มีครับพี่ หมอนั่นน่ะมีเรื่องที่ทำให้คิดมากอยู่แต่ไม่ยอมบอก เนี่ย พวกผมน่ะง้างปากมันแทบตาย มันก็ไม่พูด จนตอนนี้พวกผมจนปัญญาแล้วล่ะครับ อันที่จริงเรื่องที่ผมอยากคุยกับพี่ก็เรื่องนี้แหละ”

นั่นปะไร นิสัยของโฮคุโตะคาดเดาไม่ยากเลยสักนิด

“แล้วพอจะจับทางได้ไหมว่าเป็นเรื่องอะไร” เจสซี่ถาม แล้วคำตอบที่ได้รับก็ทำเอาเขาเกือบสำลักกาแฟที่เพิ่งจิบไป

“เหมือนจะเป็นเรื่องหัวใจน่ะครับ”

“ห๊า”

“จริง ๆ นะพี่ เหมือนหมอนั่นไปแอบชอบใครสักคนอยู่ พักนี้นะ โฮคุโตะชอบเอาแต่นั่งเศร้ามองโทรศัพท์แล้วก็ถอนหายใจ บางทีก็เหม่อเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยิน บางวันนี่มาซ้อมด้วยสภาพเหมือนไม่ได้นอนด้วยแถมยังทำท่าเหมือนจะร้องไห้ได้ทุกเมื่ออีกต่างหาก” เอาจริงแล้ว ที่จูริพูดมาทั้งหมดนั่นควรจะต้องหักลบไปสักสิบส่วนได้ เพราะความจริงแล้ว ถึงโฮคุโตะจะมีสภาพแบบไม่ได้นอนมาซ้อมจริง ก็ไม่ได้มีท่าทางเหมือนน้ำตาจะไหลได้ทุกเมื่ออย่างที่นักดนตรีหนุ่มอ้าง แต่เพื่อให้เจสซี่เชื่ออย่างสนิทใจ จูริก็เลือกที่จะพูดให้มันดูน่าเป็นห่วงสุด ๆ ไว้ก่อน

“แล้ว… รู้กันได้ยังไงน่ะว่าเป็นเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ บางทีอาจจะเป็นเรื่องอื่นก็ได้นะ”

“โห พี่ไม่ได้เห็นตอนมีคนโทรมาหาหมอนั่น ตอนเพื่อนหรือพ่อแม่โทรมาก็ดูปกตินะ แต่มันจะมีอยู่คนที่พอหมอนั่นรับโทรศัพท์แล้วโคตรจะร่าเริงเลย ยิ้มอารมณ์ดีอย่างกับคนบ้า วันไหนไม่ได้คุยกับคนคนนั้นนะ ซึมกะทืออย่างกะท่อนไม้ แถมเสียงริงโทนยังตั้งแยกเป็นพิเศษอีกต่างหาก ขนาดพ่อแม่มันยังไม่ทำขนาดนี้เลย”

ชายหนุ่มร่างสูงฟังที่เพื่อนร่วมวงของโฮคุโตะพูดเงียบ ๆ ท่าทางว่ามือคีย์บอร์ดหนุ่มคงจะกำลังแอบชอบใครสักคนอยู่จริง ๆ เพียงแต่ว่า คนคนนั้นเป็นใครกัน

“เห็นมั้ยล่ะพี่ ว่าหมอนี่มันไปมีความรักกับใครที่ไหนแน่นอน แต่ประเด็นคือพวกผมก็ไม่รู้เนี่ยแหละว่าใคร ไม่งั้นจะได้ช่วยสนับสนุนมันได้ ผมเลยอยากขอให้พี่ช่วย”

เจสซี่ฝืนกลืนน้ำลายลงคอไปทีหนึ่ง พยายามปิดบังความรู้สึกเจ็บในใจแล้วยกยิ้ม เอ่ยถามคนรุ่นน้อง

“แล้วจะให้ฉันช่วยยังไงล่ะ ไปถามเหรอว่าโฮคุโตะแอบชอบใครอยู่”

“ใช่เลยครับ ผมรบกวนหน่อยนะพี่ เห็นมันออกอาการแบบนั้นแล้วก็เป็นห่วงอะ”

“ได้สิ เดี๋ยวจะลองถาม ๆ ให้ดูนะ… เอ่อ เดี๋ยวฉันมีงานต่อน่ะ คงต้องไปแล้ว ขอโทษด้วยนะที่ไม่ได้อยู่คุยต่อ” เจสซี่ปด ความจริงแล้ววันนี้เป็นวันหยุดของเขา แต่เขาไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเก็บอารมณ์ต่อไปได้เลยเลี่ยงออกมาก่อน

จูริยิ้มกว้าง บอกกับเขาว่าไม่เป็นไร แล้วย้ำกับเขาอีกครั้งว่าอย่าลืมเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามโฮคุโตะให้ด้วย หลังจากจ่ายเงิน เจสซี่ก็ตรงดิ่งออกจากร้านทันที แล้วเขาก็โบกรถแท็กซี่กลับบ้าน

ตอนนี้ในหัวของวิศวกรหนุ่มปั่นป่วนไปหมดด้วยคำถามที่ว่าคนคนนั้นเป็นใคร เจอกันได้อย่างไร แล้วโฮคุโตะเริ่มตกหลุมรักตั้งแต่เมื่อไหร่

จริง ๆ เจสซี่ควรทำใจเรื่องนี้ได้ตั้งนานแล้ว เขากับโฮคุโตะไม่ได้เจอกันมานานหลายปี ถึงจะยังพูดคุยกันได้เหมือนเดิม ก็ไม่ได้หมายความว่าช่องว่างจะถูกถมจนเต็มรวดเดียว เขาไม่รู้และคนอายุน้อยกว่าก็ไม่เคยบอกว่าตลอดเวลาที่ห่างหายกันไป เกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าโฮคุโตะจะแอบชอบใครสักคนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เขาต่างหากที่แปลกที่เผลอคิดไปว่าคนที่ยังเป็นเด็กจะยังเด็กเหมือนในความทรงจำ

ชายหนุ่มพยายามข่มน้ำตาที่ทำท่าจะไหลออกมาได้ทุกเมื่อให้ย้อนกลับเข้าไป ย้ำกับตัวเองว่าห่างกันไปตั้งนาน อีกคนยังเห็นเขาเป็นพี่ชายเหมือนแต่ก่อนก็ดีเท่าไหร่แล้ว เขาไม่ควรเจ็บอีกในเมื่อเรื่องราวระหว่างพวกเขาไม่มีอะไรมากไปกว่าความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง

ในเมื่อเรื่องราวระหว่างพวกเขาไม่เคยมีอะไรมากเกินไปกว่านั้น

หลายวันต่อมาเจสซี่ก็ยังหาโอกาสถามถึงคนที่โฮคุโตะแอบชอบไม่ได้อยู่ดี จริง ๆ คำว่าหาโอกาสไม่ได้อาจจะเป็นแค่ข้อแก้ตัวของเขาเท่านั้น เพราะถึงอย่างไร เจสซี่ก็ยังอดรู้สึกแย่ไม่ได้อยู่ดี

“เป็นอะไรไปน่ะ ดูเงียบ ๆ ไปนะ” เสียงทักทำให้เขาเงยหน้าจากชามราเมงที่แทบไม่พร่องลงไปเท่าไหร่ของตัวเองขึ้นมามองหน้าเพื่อนสนิทสองคนที่ส่งสายตาเป็นห่วงมาให้

“โอเครึเปล่าวะ เจสซี่ มีอะไรก็บอกพวกฉันได้นะเว้ย” คิชิ ยูตะ ชายหนุ่มที่เพิ่งฟื้นจากอาการอกหักว่า ตามด้วยโคจิ ยูโกะที่พยักหน้ารับเป็นเชิงเห็นด้วย

“นั่นดิ ทุกข์ใจอะไรก็บอก หรืออกหักอีกคน” คำแซวของยูโกะเรียกเสียงโวยวายจากคนที่โดนแฟนทิ้งไปไม่นาน และเรียกรอยยิ้มเซียว ๆ จากเจสซี่ได้บ้าง ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากยอมรับกับเพื่อน

“อือ อกหัก”

“หา” คนฟังเผลอร้องเสียงดังลั่นร้านจนเจ้าของร้านหันมามองด้วยสายตาดุ ๆ ให้คนเสียงดังต้องก้มหัวขอโทษกันปลก ๆ แล้วเริ่มคาดคั้นชายหนุ่มลูกครึ่งทันที

“หมายความว่ายังไง อกหักได้ยังไง ใครทำแกอกหัก”

คงเพราะข้างในมันรู้สึกแย่เต็มทน เจสซี่จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟัง ทำเอาคนที่เพิ่งได้รู้ความจริงทั้งสองคนได้แต่นั่งมองหน้ากันอ้ำอึ้งอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี

เจสซี่คิดว่าตัวเองเข้าใจเพื่อนทั้งสองคนอยู่ ยูโกะกับยูตะรู้ดีเรื่องที่เขาชอบ F Tone โดยเฉพาะมือคีย์บอร์ดของวง แต่ทั้งคู่เข้าใจมาตลอดว่าเป็นเพียงความชอบธรรมดา ไม่ได้คิดว่าเขาจะรักอีกฝ่ายมาตั้งแต่ก่อนจะเข้าวงการบันเทิงเสียอีก พอได้รู้ความจริงเลยตกตะลึงกันพอสมควร

“จริงเหรอเนี่ย ให้ตายสิ ฉันก็นึกว่านายแค่ชอบแบบชื่นชมทั่วไป” ยูตะพูดเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่อยากเชื่อ

“นั่นสิ ฟังแล้วฉันโคตรนับถือนายเลยที่รักมั่นคงมาได้นานขนาดนี้ เป็นฉันนะ ป่านนี้มีเปลี่ยนแฟนไปไม่รู้กี่คนแล้ว”

เจสซี่หัวเราะเบา ๆ เขาเองก็ไม่อยากเชื่อเช่นกัน แต่เขารักโฮคุโตะมานานมากแล้วจริง ๆ ยิ่งได้กลับมาเจอกันอีกยิ่งรักมากขึ้นจนอดคิดไม่ได้ว่าชาตินี้ เขาคงจะรักคนอื่นไม่ได้อีกแล้ว

“แล้วนาย… จะทำยังไงต่อล่ะ”

“ก็คงช่วยจูริคุงล่ะมั้ง ฉันอยากเห็นเด็กคนนั้นมีความสุขนี่นา จะทำอะไรได้มากกว่านี้กันล่ะ”

“แล้วไม่คิดจะลองสารภาพรักไปดูบ้างเหรอ” คำถามของยูโกะทำให้มือหนาที่กำลังจะยกน้ำขึ้นดื่มชะงักไป ชายหนุ่มขยับยิ้มบางก่อนเอ่ยตอบ

“ก็เคยคิดนะ แต่พอมองหลาย ๆ มุมแล้วก็คิดว่าไม่พูดไปน่าจะดีกว่า โฮคุโตะเองก็จะได้ไม่ลำบากใจด้วย”

“ทำไมนายถึงคิดว่าโฮคุโตะคุงจะลำบากใจล่ะ ไม่คิดว่าโฮคุโตะคุงจะชอบนายบ้างเหมือนกันเหรอ” ยูตะว่า

คนอื่นอาจจะคิดแบบนั้น แต่สำหรับเจสซี่ที่อยู่ด้วยกันกับอีกฝ่ายมานาน เขาค่อนข้างมั่นใจว่าโฮคุโตะไม่ได้ชอบผู้ชาย แถมยังไม่เคยแสดงท่าทีอะไรสักนิดว่าอาจจะมีใจให้ เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะรักเขาเหมือนกันน่ะเป็นไปไม่ได้

“ไม่มีทางหรอก เด็กคนนั้นก็แค่เห็นฉันเป็นพี่ชายเท่านั้นแหละ”

บางทีลิวอิส เจสซี่อาจจะเกิดมาเพื่อรักมัตสึมุระ โฮคุโตะโดยไม่มีความหวังใด ๆ เลยก็ได้

 .

“เมื่อวานฉันเพิ่งไปคุยกับพี่เจสซี่มา ฉันว่าเขารักนายนะ”

คำบอกเล่าของจูริทำเอาโฮคุโตะนึกอยากลุกขึ้นมาพ่นไฟ กระทืบเท้า พังตึกเหมือนก็อตซิลล่า โดยมีเหยื่อรายแรกเป็นเพื่อนตัวผอมโทษฐานที่หาเรื่องมาให้เขาคิดมากหนักกว่าเดิม

เพื่อนร่วมวงของชายหนุ่มแอบเอามือถือของเขาไปส่องหาทวิตเตอร์ของเจสซี่ตอนที่เขาเพลียหลับไปวันนั้น แล้วนัดร่างสูงออกไปพูดคุยกัน จูริบอกเขาว่าสายตาของเจสซี่ตอนที่รู้เขากำลังป่วยเป็นไข้ใจมันชี้ชัดว่าวิศวกรลูกครึ่งกำลังรักเขาอยู่ มือกีตาร์หนุ่มบอกว่าตัวเองอ่านสายตาคนคนนั้นไม่ผิด นั่นเป็นสายตาของคนที่รักแต่ไม่มีความหวัง หรืออาจจะเลิกหวังไปแล้ว พร้อมทั้งตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่าบางทีเจสซี่อาจจะรักเขามาตั้งแต่สมัยมัธยมแล้วก็ได้

รัก เป็นคำที่จูริเลือกใช้ แต่แค่ ชอบ โฮคุโตะยังว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย แล้วเจสซี่จะ รัก เขาได้อย่างไร

เขาเลือกที่จะไม่เชื่อสิ่งที่จูริพูด แล้วพยายามบอกปัดเสียงที่คอยตะแง้ว ๆ ให้เขาไปสารภาพรักสักทีออกไป แต่ถึงอย่างนั้น ลึก ๆ แล้ว นักดนตรีหนุ่มก็รู้ดีว่าจูริเป็นคนละเอียดอ่อนมาก อย่างน้อยก็มากพอที่จะจับสังเกตความรู้สึกต่าง ๆ จากดวงตาของคู่สนทนาได้ดี

ใช่ว่าจูริจะยอมให้เขายอมแพ้ง่าย ๆ เจ้าตัวเล่าเรื่องทุกอย่างให้ไทกะกับชินทาโร่ฟัง แล้วดึงสองคนนั้นไปเป็นพวกช่วยกันเกลี้ยกล่อมแกมบังคับให้เขาบอกรักคนอายุมากกว่าให้ได้ซึ่งเขาก็พยายามทำเมินทุกครั้งที่ใครคนใดคนหนึ่งเริ่มพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่นับตัวต้นเหตุที่เชื่อที่จูริพูดจนถึงกับมาถามไถ่เอาจากเขา ยังดีที่รุ่นพี่สมัยมัธยมคนนั้นยอมเลิกราเมื่อเห็นว่าเขาไม่อยากพูดถึงว่ากำลังแอบชอบใครอยู่ เพราะเขาคงไม่มีวันกล้าพูดออกไปแน่ ๆ ว่าคนที่เขาชอบคือเจสซี่นั่นแหละ

“ฉันสงสัยจริง ๆ ว่านายกลัวอะไรอยู่ จูริมันก็อุตส่าห์ไปพิสูจน์มาให้แล้ว” ไทกะถามขึ้นหลังจากทนเกลี้ยกล่อมโฮคุโตะอยู่นานแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

“ก็หลายอย่างอยู่นะ”

“โอ๊ย ฟังฉันนะเว้ย โฮคุโตะ ฉันจะพูดเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้านายเอาแต่ปอดแหกอยู่แบบนี้ เกิดลิวอิสซังเขาเปลี่ยนใจไปชอบคนอื่นขึ้นมา คราวนี้นายอกหักจริง ๆ แน่ ไป-สารภาพ-รัก-ซะ เข้าใจไหม!!”

มือคีย์บอร์ดควบนักแสดงหนุ่มรู้ตัวดีว่าตัวเองเอาแต่ทำตัวงี่เง่า กลัวนั่นกลัวนี่ ไม่ยอมพูดออกไปสักทีจนเพื่อนเบื่อ แต่ของแบบนี้มันต้องให้เวลาเขาอีกหน่อย ให้เวลาเขาทำใจอีกสักนิด เผื่อคนในความฝันของเขาไม่ได้ชอบเขาจริง ๆ เขาจะได้ไม่ล้ม อย่างน้อย ๆ ก็ต้องไม่ล้มต่อหน้าคนคนนั้น

เขารั้งรอประวิงเวลาไปเรื่อยจนกระทั่งเจสซี่ส่งไลน์มาชวนเขาไปกินข้าวที่อพาร์ทเมนต์ของอีกฝ่าย

คนอายุมากกว่าบอกว่าอยากทำหม้อไฟกินเองจึงหาเพื่อนไปนั่งกินด้วยกัน นอกจากโฮคุโตะแล้วก็มีเพื่อนของเจ้าตัวอีกสองคน

โฮคุโตะค่อนข้างคิดหนักกับคำชวนนี้ ส่วนหนึ่งเพราะมีเพื่อนของเจสซี่ที่เขามักได้ยินชื่อบ่อย ๆ แต่ไม่รู้จักมาก่อน เขาเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ยากมาก ไม่รู้ว่าจะไปทำให้บรรยากาศมันกร่อยหรือเปล่า และอีกส่วนซึ่งเป็นส่วนสำคัญ คือ การสารภาพรักที่เขายังโดนเพื่อนร่วมวงกดดันอยู่เนือง ๆ

แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ตอบตกลงไป ทำให้ตอนนี้เขาได้มายืนรอหน้าประตูห้องพักของชายหนุ่มลูกครึ่งด้วยสภาพที่ใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ พิกล

“มาแล้วเหรอ เข้ามา ๆ” เจสซี่เปิดประตูออกมาทักเขาพร้อมรอยยิ้มกว้างที่พร้อมจะทำให้โฮคุโตะตาบอดเพราะความสว่างไสวเหมือนปกติ ร่างสูงก้าวตามเจ้าของบ้านเข้าไปด้านใน

“เจ้าพวกนั้นยังไม่มากันเลยเนี่ย หิวรึยัง อยากกินอะไรรองท้องก่อนไหม”

“ไม่เป็นไรครับ รอคนอื่น ๆ ก่อนก็ได้”

“งั้นเดี๋ยวเอาน้ำไปดื่มก่อนแล้วกัน ไปนั่งรอที่โซฟาก่อนไป”

โฮคุโตะเดินไปนั่งที่โซฟาสีดำตามที่ชายหนุ่มอีกคนบอก สายตามองสำรวจไปรอบห้องอย่างสนอกสนใจ ห้องของเจสซี่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก แต่ก็แบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน มีห้องนอนกับห้องน้ำอย่างละหนึ่งห้อง ส่วนครัวเชื่อมต่อกับส่วนรับแขก ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นสีค่อนข้างอ่อน แต่ก็มีสีดำตัดบ้างเป็นบางส่วน ตรงหน้าโซฟาที่เขานั่งอยู่เป็นโต๊ะรับแขกซึ่งวางหม้อไฟฟ้าสำหรับกินหม้อไฟ พร้อมของสดบางอย่าง

“เอ้า น้ำชา โทรทัศน์เปิดได้นะ อยากดูอะไรก็เปิดเอา นี่รีโมต” เจสซี่พูดพลางหยิบโน่นส่งนี่ให้โฮคุโตะ แล้วตัวเองก็หายไปหลังครัวต่อ ให้คนอายุน้อยกว่าชะเง้อมองแล้วเอ่ยทัก

“ให้ผมช่วยอะไรไหมครับ”

“ไม่เป็นไรหรอก นั่งเล่นไปก่อนเถอะ” ร่างสูงว่าพลางส่งยิ้มให้ แต่โฮคุโตะกลับลุกขึ้นยืนแทน

“ให้ผมช่วยเถอะครับ หรือว่าพี่ไม่เชื่อใจฝีมือทำอาหารของผม”

“ไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อสักหน่อย… ถ้างั้นมาช่วยหั่นผักหน่อยแล้วกัน เดี๋ยวจะได้ล้างแล้วเอาไปวางไว้บนโต๊ะ”

ทันทีที่ได้ยินคำอนุญาต โฮคุโตะก็จัดแจงทำตามคำสั่งทันที เขาแอบอมยิ้มกับความสุขเล็ก ๆ ที่ได้ช่วยคนที่แอบชอบเตรียมของทำหม้อไฟ ถึงมันจะไม่มีอะไรเลย แต่สำหรับคนที่แอบรักมาตลอดหลายปี นี่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจได้ดี

ต่อให้อีกคนจะไม่ได้รักเขาตอบ แต่แค่ได้มีโอกาสอยู่ข้าง ๆ ก็ดีเท่าไหร่แล้ว

พวกเขาสองคนเตรียมของใกล้จะเสร็จแล้ว เมื่อโทรศัพท์ของเจสซี่แผดเสียงร้องขึ้น โฮคุโตะสะดุ้งเล็กน้อยกับท่อนฮุคที่คุ้นหู พอเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของโทรศัพท์ก็พบว่าใบหน้าคมขึ้นสีแดงระเรื่อนิด ๆ เอ่ยตอบราวกับรู้ว่าโฮคุโตะจะพูดว่าอะไร

“ฉันชอบเพลงนี้น่ะ เพราะดี”

คราวนี้คนหน้าร้อนเป็นเขาเสียเอง ดูเหมือนว่าเจสซี่จะไม่ได้สังเกตเห็นว่าทำให้เขาเขินมากขนาดไหนกับการชมเพลงที่เขาแต่งเองว่าเพราะแบบนี้ คนทิ้งระเบิดหันกลับไปคุยโทรศัพท์อีกทาง เปิดโอกาสให้โฮคุโตะมีเวลาจัดการกับอาการใจเต้นแรงอย่างกับกลองชุดให้เข้าที่เข้าทาง

“ดูเหมือนว่าหม้อไฟวันนี้จะเหลือแค่เราสองคนแล้วล่ะ”

เพราะกำลังยุ่งอยู่กับความคิดของตัวเอง โฮคุโตะจึงเผลอส่งเสียงร้องออกมาอย่างตกใจ เหลือแค่พวกเขา พวกเขาสองคนเท่านั้นหรือ

“พอดีเจ้าพวกนั้นโทรมาบอกว่าติดงานน่ะ คนนึงต้องแก้งานกะทันหัน ส่วนอีกคนก็โดนลูกค้าโทรนัดด่วน… ถ้าไม่โอเคจะเปลี่ยนไปเป็นวันหลังก็ได้นะ”

เขารีบส่ายหน้าทันทีที่เจสซี่พูดประโยคสุดท้าย “ไม่เป็นไรครับ เรากินกันสองคนก็ได้ ถ้ารุ่นพี่ไม่คิดว่าการกินหม้อไฟสองคนมันดูเหงาเกินไป”

“ไม่หรอกน่า ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวจัดจานตรงนี้เสร็จเราก็กินกันเลยเถอะ”

“ครับ”

บรรยากาศของหม้อไฟยังสนุกสนานแม้จะมีกันอยู่แค่สองคน โฮคุโตะแอบคิดในใจว่าอาจจะดีแล้วก็ได้ที่เพื่อนของเจสซี่ไม่ได้มา เพราะเขาคงไม่ได้มีความสุขมากเท่านี้แน่ ๆ

พวกเขากินหม้อไฟกันไปและเปิดโทรทัศน์ดูรายการวาไรตี้ต่าง ๆ ไปด้วย เปิดเบียร์กระป๋องกินพร้อมกับหัวเราะไปกับดาราตลกอย่างสนุกสนาน

“เลอะแก้มแล้วแหนะ อย่างกับเด็ก ๆ เลยนะนาย” มือหนาเอื้อมมาปาดคราบที่มุมปากของเขาแผ่วเบา จนโฮคุโตะมั่นใจเต็มร้อยเลยว่าหน้าตัวเองคงแดงเถือกไปถึงไหนต่อไหน เขาอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองอาจจะเริ่มเมาเบียร์แล้วก็ได้เมื่อเห็นว่ารอยยิ้มบนริมฝีปากของชายหนุ่มลูกครึ่งดูอ่อนโยนน่ามองกว่าทุกที แต่เขาก็คิดต่อเหมือนกันว่าเบียร์ที่เพิ่งกินไปได้แค่ครึ่งกระป๋องจะทำให้เมาได้ขนาดนี้เลยหรือ

แต่ถึงจะไม่ได้ทำให้เขาขาดสติ แต่แอลกอฮอล์ในเลือดก็ทำให้โฮคุโตะนึกกล้ามากขึ้นกว่าที่เคย

“รุ่นพี่ครับ”

“ว่าไง” ใบหน้าคมเงยขึ้นมามองหน้าเขา ทำให้คำพูดที่กำลังจะออกจากปากเป็นคำต่อไปของเขาหยุดชะงักลง ส่วนลึกในใจตบตีกันสนั่นหวั่นไหว ข้างหนึ่งบอกให้เขาพูดความในใจที่เก็บมาหลายปีออกไป อีกข้างกลับบอกให้เขาหยุดคิดถึงผลที่จะตามมาถ้าหากอีกคนเกิดรังเกียจขึ้นมาจริง ๆ

“อ้าว เรียกแล้วก็ไม่พูดซะงั้น มีปัญหาอะไรอยากปรึกษาเหรอ”

“คือว่า.. ผม…”

หัวใจเต้นแรงจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เสียงในหัวยิ่งตีกันดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาแทบไม่ได้ยินเสียงโทรทัศน์ นัยน์ตากวาดมองไปทั่วยกเว้นใบหน้าคมที่เขามั่นใจว่าถ้ามอง ความกล้าที่อุตส่าห์เกิดขึ้นมาคงละลายหายไปเร็วกว่าที่กำลังเป็น

“ผม.. ผมรักพี่ครับ”

สุดท้ายนักดนตรีหนุ่มก็ได้แต่หลับตาปี๋ กลั้นหายใจพูดออกไปรวดเดียว ความเงียบทิ้งตัวลงระหว่างพวกเขา มีเพียงเสียงดาราตลกที่ยังดังพอให้รู้ว่าเวลายังคงเดินอยู่

โฮคุโตะไม่กล้าลืมตามองผลลัพธ์ ไม่กล้าขยับตัวใด ๆ ก้อนเนื้อในอกไม่ได้เต้นแรงน้อยลงเลยสักนิด มันยังเต้นถี่จนน่ากลัวเหมือนกับว่าเขาเพิ่งออกกำลังกายอย่างหนักมาหยก ๆ

เขาบอกไปแล้ว พูดออกไปจนได้ ถ้าผลมันออกมาเลวร้าย ถ้ารุ่นพี่โกรธหรือเกลียดเขา เขาจะทำอย่างไรดี หรือควรจะบอกว่าล้อเล่น แต่มันก็ทิ้งช่วงนานเกินไป คนฉลาดอย่างนั้นเดาได้อยู่แล้ว แต่ถ้าจะไม่ได้เจอกัน ไม่ได้พูดคุยกันอีกเหมือนตอนนั้น ตัวเขาในตอนนี้รับมันไม่ไหวแน่ ๆ

เขากลั้นใจเปิดตามองทั้งที่ยังกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะกะพริบตาอย่างงุนงงกับภาพที่เห็น

ร่างที่สูงกว่าเขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม มือขวายังคงถือตะเกียบค้างไว้ ขณะที่หลังมือซ้ายกลับถูกยกขึ้นมาปิดปาก พร้อมใบหน้าคมคายที่ขึ้นสีแดงอย่างเห็นได้ชัด สายตาคมที่มองเสไปทางอื่นตวัดกลับมามองโฮคุโตะเมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังโดนจ้องอยู่ให้คนจ้องเผลอสะดุ้งหลับตาไปอีกหน

สัมผัสของมือหน้าที่แก้มของเขาทำให้โฮคุโตะค่อย ๆ ลืมตามอง รอยยิ้มอ่อนโยนแบบที่เขาได้มาตลอดทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาก ไม่นับนิ้วเรียวที่ไล้แก้มเขาเบา ๆ ราวกับจะปลอบโยนนั่น

“สารภาพรักแล้วหลับตาแบบนั้น จะไม่เอาคำตอบเหรอ”

“…” เขาพูดอะไรต่อไม่ถูก ในเมื่อเรื่องมันมาถึงตอนนี้แล้ว เขาจะตีความคำพูดและการกระทำของคนตรงหน้าแบบเข้าข้างตัวเองได้แล้วใช่ไหม

“ฉันก็รักนายนะ รักมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว”

สุดท้ายโฮคุโตะก็ได้เข้าใจความรู้สึกของจูริ ว่าหลังสารภาพรักไปแล้วอีกคนรักเราตอบ มันโล่งใจ ดีใจจนชวนให้น้ำตาไหลออกมาได้มากขนาดไหน

“เอ้า ร้องไห้ซะอย่างนั้น แบบนี้ก็เหมือนฉันแกล้งนายน่ะสิ”

เขาโวยวายกลับทั้งที่ยังร้องไห้ท่ามกลางเสียงหัวเราะของวิศวกรหนุ่ม จนแทบไม่ได้สังเกตว่าอีกคนกำลังน้ำตาซึมไม่ต่างกัน ร่างสูงลุกขึ้น เดินอ้อมโต๊ะมาทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ แล้วดึงร่างเขาไปกอด

เขาหันไปฝังตัวเองลงกับอ้อมแขนอุ่น ๆ ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ให้เต็มที่ ปล่อยความรู้สึกทุกอย่างที่เก็บกักไว้มานานหลายปี ปล่อยให้ตัวเองทำในสิ่งที่อยากทำมากที่สุดตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กวัยรุ่นธรรมดา ๆ ที่ชอบฝังตัวเองอยู่ในห้องสมุด คอยมองตามรุ่นพี่ผู้ช่วยบรรณารักษ์ที่แสนจะใจดีคนนั้นตลอดมา

เรื่องราวระหว่างพวกเขาที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้น สุดท้ายก็เป็นไปตามที่พวกเขาเฝ้าฝันเสียที