Posted in Fanfiction

[AU Short Fic – SixTONES] Our story part 2

หายไปนานค่ะ ความจริงแล้วไม่ได้หยุดแต่งฟิคนะคะ แต่ช่วงนี้ชีวิตระหกระเหเร่ร่อนไปพอสมควร จากเชียงใหม่ไปอยู่สมุทรสาคร ตอนนี้เรามาหยุดอยู่เพชรบุรีแล้วค่ะ หวังว่าคราวนี้จะได้อยู่แบบยาว ๆ นะคะ ไหน ๆ ก็ได้งานประจำทำแล้ว แต่บางทีก็แอบคิดถึงชีวิตฟรีแลนซ์เหมือนกันนะคะ สบายใจในอีกรูปแบบหนึ่งค่ะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องต่อของ Our Story ค่ะ ตอนแรกตั้งใจให้มันเป็นตอนเดียวจบ แต่ไป ๆ มา ๆ เราดันอยากต่อก็เลยต่อมาอีกตอนค่ะ หลังจากเจสซี่กับโฮคุโตะป๊ะกันวันนั้นแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น แนะนำว่าควรอ่านตอนก่อนหน้าค่ะ เพื่ออรรถรสและความเข้าใจในเนื้อหา ฮา

เอาเป็นว่าเชิญพบกับ Our Story ตอนที่สองได้เลยค่า

[AU One Shot – SixTONES] Our Story part 2

Pairings: Jesse x Matsumura Hokuto

.

พวกเขาได้แต่ฝัน ว่าสุดท้ายแล้วเรี่องราวระหว่างพวกเขามันจะเป็นอย่างที่พวกเขาอยากให้เป็น

 

 

 

 

 

 

 .

มัตสึมุระ โฮคุโตไม่เคยคิดว่าการที่ลิวอิส เจสซี่กลับมามีบทบาทในชีวิตของเขาอีกครั้งจะทำให้เขามีความสุขได้ขนาดนี้

หลังจากวันที่เขาได้เจอกับรุ่นพี่สมัยมัธยมอย่างบังเอิญจากการจับฉลากผู้โชคดีมาพูดคุยทำความรู้จักกันหลังจบคอนเสิร์ต เขาก็ติดต่อพูดคุยกับอีกฝ่ายเหมือนอย่างแต่ก่อน

พวกเขาแลกเบอร์โทรศัพท์กับไลน์กันในวันนั้น (ซึ่งความจริงมันผิดกฎ แต่ชายหนุ่มก็ยอมโดนผู้จัดการเทศน์เป็นการตอบแทน) แล้วโฮคุโตะก็สารภาพความจริงเรื่องทวิตเตอร์ไปเช่นกัน ผลที่ได้คือเขาโดนเขกหัวไปทีหนึ่ง ด้วยเหตุผลว่าอีกคนหมั่นไส้ ทำให้เขาโวยวายกลับไปขณะที่คนอายุมากกว่าหัวเราะสนุกสนาน

แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีเรื่องที่ยังมาคาราคาซังอยู่ในใจ 

“ทำไม รุ่นพี่ถึง…” เขาถามไม่จบ เสียงขาดหายไปเสียก่อน จริง ๆ เขาก็ไม่น่าถามนะ การที่คนตรงหน้ามาอยู่ที่นี่ได้ก็ย่อมหมายความว่าอีกคนมาดูคอนเสิร์ต… คอนเสิร์ตของเขา

“ก็… มาดูคอนเสิร์ตน่ะ… พวกนายจัดคอนได้สนุกดีนะ”

ความเงียบโรยตัวลงรอบข้าง ความอึดอัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนระหว่างพวกเขาครอบงำบรรยากาศรอบห้อง เขาไม่กล้ามองหน้าอีกคนถนัดนัก ได้แต่แอบมองสำรวจอีกฝ่ายอยู่ในใจ

ผิวสีขาวนั่นดูเข้มขึ้น เช่นเดียวกับร่างกายที่สูงและกำยำมากขึ้น ผมที่เคยย้อมเป็นสีดำเพราะกฎของโรงเรียนตอนนี้ปล่อยให้เป็นสีน้ำตาลตามธรรมชาติแบบที่แต่ก่อนโฮคุโตะจะมีโอกาสได้เห็นเฉพาะตอนปิดเทอม ขอบตาเขาร้อน นานมากแล้วที่ไม่ได้เจอกัน นานเหลือเกิน

“ไม่คิดว่ารุ่นพี่จะฟังเพลงร็อกด้วยนะครับ” เขาพยายามข่มน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมา บังคับตัวเองไม่ให้หลุดพูดความรู้สึกที่เก็บมาตลอดหลายปีออกไป

อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ แบบเดียวกับที่มักจะทำแต่ก่อนเวลาเมื่อรู้สึกขวยเขิน

“ก็ฟังบ้างมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว… แต่มาฟังจริงจังก็เพราะพวกนายเนี่ยแหละ”

ถ้าน้ำตาของเขาไหลออกมาตรงนี้ เขาคงไม่แปลกใจตัวเองเลยสักนิด

จริงอยู่ว่าวันนั้นเขาไม่ได้ร้องไห้ แต่ความรู้สึกมันยังคั่งค้างอยู่ในใจ วันนั้นเขาบอกขอบคุณอีกฝ่ายไปหลายต่อหลายครั้ง ที่เป็นแรงผลักดันให้เขามาถึงตรงนี้ได้ ที่คอยติดตามสนับสนุนพวกเขา เหลือเพียงอย่างเดียวที่โฮคุโตะไม่ได้บอก คือ เขารักเจสซี่ และมันก็ทำให้ใจเขาหน่วงมาตลอดตั้งแต่วันนั้น

โฮคุโตะเคยคิดว่าตัวเองทำใจกับความรักครั้งนี้ได้แล้ว ไม่ใช่ว่าเลิกรัก แต่เลิกหวังไปแล้ว กระทั่งวันนั้นที่พวกเขาได้กลับมาเจอกันอีก มือคีย์บอร์ดหนุ่มจึงได้รู้ว่าที่คิดมาทั้งหมด เขาแค่คิดไปเองเท่านั้น พอโอกาสที่จะได้บอกความในใจกลับมาอยู่ตรงหน้า ทั้งหัวใจและสมองก็พากันปั่นป่วนไปหมดจนเขาควบคุมแทบไม่ได้

แต่ถึงจะไม่ดีต่อใจเขาอย่างไร การได้กลับมาพูดคุยกันเหมือนเดิมก็ยังทำให้เขามีความสุขมาก ๆ อยู่ดี

“อื้อหือ หวานซะ” เสียงทักจากข้างหลังทำเอาโฮคุโตะสะดุ้งสุดตัว พับสมุดโน้ตที่จดไอเดียเนื้อเพลงเก็บแทบไม่ทัน เมื่อเขาหันไปมองก็เห็นทานากะ จูริ มือกีตาร์ของวงส่งยิ้มล้อเลียนมาให้

“ฉันแค่เขียนเนื้อเพลงเฉย ๆ นายมีปัญหาอะไร จูริ”

“เปล๊า! แค่สงสัยว่านายหายอกหักแล้วหรือไง”

“จะบ้าเหรอไง ฉันไม่เคยมีแฟน” ถึงจะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ก็เป็นความจริงที่ว่านักดนตรีสุดคูลอย่างเขาไม่เคยมีแฟนมาก่อน คงเพราะมัวแต่มองตามใครบางคนมาตั้งแต่มัธยมนั่นล่ะ

“อ้าว ไอ้เราก็นึกว่าอกหักมาตลอด ดูแต่ละเพลงที่เขียนออกมาดิ จะมีเพลงไหนมั้ยวะที่มันสมหวังกับเขาบ้าง”

“เพลงแนวนั้นพวกนายก็เขียนกันมาตลอดอยู่แล้วนี่ มันก็ต้องมีเพลงเศร้าบ้าง ไม่งั้นมันก็ไม่สมดุลกันสิ”

“เหรอออออ”

“ก็ใช่น่ะสิ”

“แล้วไม่กลัวมันไม่สมดุลกันแล้วรึไง” สุ้มเสียงรู้ทันนั่นทำเอาโฮคุโตะเริ่มหงุดหงิด ถึงภายนอกจะดูเล่นไปเรื่อยเปื่อย แต่ความจริงแล้วจูริจับความรู้สึกของคนได้เร็วมาก ไม่แปลกที่อีกคนจะพอเข้าใจอะไร ๆ ที่เขาพยายามบ่ายเบี่ยง เขาก็ชอบที่จูริเป็นแบบนี้นะ แต่บางทีเขาก็ไม่ชอบเอาเสียเลยเหมือนอย่างตอนนี้

“ก็อยากลองบ้างไม่ได้เหรอไง แล้วนี่ไม่ไปซ้อมเหรอ เดี๋ยวชินทาโร่ก็บ่นเอาหรอก”

“เออ ๆ อยากลองก็อยากลอง ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย แค่นี้หงุดหงิดไปได้” ว่าจบก็ยกมือขึ้นตบไหล่เขาสองสามทีแล้วเดินเข้าห้องซ้อมไป ปล่อยให้เขานั่งหน้ามุ่ยอยู่บนโซฟาหน้าห้องซ้อมเพียงคนเดียว มือหนาเปิดสมุดขึ้นมาดูอีกครั้งหนึ่ง กวาดสายตามองตัวหนังสือคร่าว ๆ แล้วปิดมันลงอีกรอบ

เขาคงทำตัวเหมือนเด็กหนุ่มริหัดรักมากเกินไปจริง ๆ

 .

ช่วงนี้เจสซี่อารมณ์ดีแปลก ๆ

โดยปกติเขาก็เป็นคนอารมณ์ดี ไม่ค่อยจะหงุดหงิดไม่พอใจอะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว แต่พักนี้เรียกได้ว่าไม่มีอะไรมาทำให้เขาอารมณ์เสียได้เลย แม้ว่าจะมีคนทำกาแฟเขาหกไปเกือบครึ่งแก้ว ชายหนุ่มก็พูดแค่ว่าไม่เป็นไร แล้วส่งยิ้มที่โดนเพื่อนร่วมงานแซวว่าสว่างกว่าหลอดไฟนีออนบนเพดานเสียอีก

จะไม่ให้เขาอารมณ์ดีได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่เขาอยากทำมาตลอดอย่างการได้พูดคุยกับโฮคุโตะอีกครั้งมันเป็นความจริงขึ้นมา

ทุกวันนี้พวกเขาพูดคุยแหย่กันสนุกสนาน ทั้งในทวิตเตอร์และทางโทรศัพท์ อันที่จริง ตอนแรกเขาก็ตกใจมากที่ได้รู้ว่า ForeverTONE แท้จริงแล้วคือโฮคุโตะ ไม่ได้คิดว่าไอ้สิ่งที่เขาคิดเล่น ๆ วันนั้นดันถูก แต่พอมาทบทวนดูอีกที เหมือนกันซะขนาดนั้น เขาก็ไม่ควรแปลกใจเลย

และเพื่อแก้อาการเขินเล็ก ๆ บวกกับความหมั่นไส้ เขาเลยเขกหัวอีกฝ่ายไปทีหนึ่ง และหัวเราะใส่ขณะที่คนเจ็บตัวเอามือกุมหัว ร้องโอดโอยโวยวายเสียเกินจริงทั้งที่เขาเขกเบา ๆ จนเหมือนกับเอามือวางบนหัวอีกคนมากกว่า แต่ท่าทางของโฮคุโตะกลับทำเอาคนที่หัวเราะเผลอใจกระตุกไปวูบหนึ่ง

ทั้งโฮคุโตะ ทั้งบรรยากาศ บทสนทนาระหว่างพวกเขาแทบไม่มีอะไรที่ต่างไปจากตอนมัธยมเลยสักนิด ราวกับระยะเวลาหลายปีที่ไม่ได้เจอกันไม่เคยเกิดขึ้น

วิศวกรหนุ่มตัดสินใจปล่อยให้ความสัมพันธ์ของพวกเขากลับไปเป็นแบบเดิม ถึงจะรู้สึกหนัก ๆ ในใจอยู่บ้างกับความรู้สึกของเขาที่มีต่อชายหนุ่มรุ่นน้อง แต่เจสซี่คิดว่าตัวเองดูแววตาของโฮคุโตะไม่ผิด แววตาที่แสดงความดีใจสุด ๆ ที่ได้เจอกับเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มที่ไม่อยากให้แววตานั้นหายไปจึงกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเองให้มิด และทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่แสนดีของอีกฝ่ายดังเดิม

ถ้าโฮคุโตะยังส่งยิ้มกว้างเหมือนแต่ก่อนให้เขาอยู่ จะอยู่ในสถานะไหนเขาก็ยอม

ชายหนุ่มลูกครึ่งกำลังสไลด์หน้าจอสมาร์ทโฟน ส่องทวิตไปเรื่อยเปื่อยระหว่างพักกินข้าวกลางวัน เมื่อไลน์แจ้งเตือนข้อความใหม่ เขาเปิดออกดูและอมยิ้มเมื่อเห็นว่าโฮคุโตะส่งข้อความมาชวนเขาไปกินข้าวเย็นด้วยกัน พร้อมกับไปเดินซื้อของด้วย

เมื่อหันไปมองปฏิทินบนโต๊ะทำงานที่ระบุงานต่าง ๆ ที่ต้องทำของวันนี้แล้ว รอยยิ้มที่พักนี้หุบไม่ค่อยจะลงก็ดูเหมือนจะกว้างขึ้นมากไปอีก

ชวนไปกินข้าวซื้อของแบบนี้ เหมือนกับจะชวนเขาไปเดตอย่างไรอย่างนั้น

 .

โฮคุโตะกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ขณะรอคำตอบจากเจสซี่ และเมื่ออีกคนตอบกลับมา เขาก็ยิ้มกว้างจนถ้าปากฉีกถึงรูหูก็คงไม่น่าแปลกใจ

คนอายุมากกว่าตอบตกลงเรียบร้อยแล้ว เท่านี้เขาก็มีแรงใจอัดรายการจนจบหลังจากนั่งเครียดมาตั้งแต่เช้าได้สักที

ประเด็นคือเขาอยากชวนเจสซี่ไปเที่ยว แต่ก็ไม่กล้าพูด คิดไม่ตกมาตั้งแต่เช้าจนโดนชินทาโร่ด่าเพราะเหม่อเอาบ่อย ๆ ครั้นจะปรึกษาเพื่อนร่วมวงก็ไม่น่าจะมีใครช่วยแก้ปัญหาให้ได้ ไทกะค่อนข้างจะใสซื่อกับเรื่องพวกนี้ พอกันกับชินทาโร่ที่ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยรักใครแบบคนรัก ส่วนจูริที่ดูน่าจะพึ่งเรื่องพวกนี้ได้มากสุด เขาก็ดันไม่ค่อยจะอยากให้รู้

อันที่จริงเขาก็กลัวเพื่อนจะรังเกียจอยู่ไม่น้อย ความรักแบบชาย – ชาย ไม่ใช่อะไรที่จะรับกันได้ทุกคน โฮคุโตะเองยังไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าถ้าครอบครัวของเขารู้บ้านจะแตกหรือเปล่า ถ้าเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากบอก โดยเฉพาะเมื่อคนที่เขาแอบรักมาตลอดไม่ได้คิดแบบเดียวกันกับเขาด้วย

แต่ถึงจะเลี่ยงอย่างไร สุดท้ายก็เป็นจูริที่ดูจะรู้อะไร ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้อยู่ดี

“เป็นไรวะ นั่งเหม่อมาตั้งกะเช้าแล้วเนี่ย”

“เปล่า ไม่มีอะไร” มือกีตาร์เลิกคิ้ว ก่อนจะค่อย ๆ หรี่ตาลงเหมือนเดาอะไรสักอย่างได้ แต่นั่นก็เป็นสายตาที่ทำเอาโฮคุโตะรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ เพื่อนของเขาทำหน้าอย่างนี้ทีไร แสดงว่ามันคิดเรื่องอะไรบางอย่างได้ แล้วไอ้เรื่องที่ว่าก็มักจะถูกเสมอเสียด้วย

“หรือว่ามีปัญหาเรื่องชวนคนที่แอบปิ๊งไปเดต”

“ปะ เปล่าสักหน่อย แค่คิดว่าจะชวนเพื่อนไปเที่ยวยังไงดีเฉย ๆ” พูดจบก็ตะครุบปากทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ แต่ไม่ทันแล้ว จูริส่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้เป็นที่เรียบร้อย

“โอเค เพื่อนก็เพื่อน คนเดียวกับที่แกคุยทวิตด้วยบ่อย ๆ ใช่มะ”

“เปล่า ไม่ใช่” เขาโกหก เรื่องอะไรจะยอมตกหลุมพรางอีกรอบกัน

“งั้นเหรอ ไม่ใช่สินะ” อีกฝ่ายลากเสียงยาวที่พยางค์สุดท้าย คนหัวไวอย่างจูริคงคาดเดาเรื่องเองได้อยู่แล้ว และนั่นก็ทำให้เขารู้ว่าอีกคนไม่เชื่อคำโกหกของเขาเลยสักนิด

ทีเรื่องแบบนี้ล่ะฉลาดจังนะ

“ง่าย ๆ ก็ทวิตไม่ก็ไลน์ไปถามดิวะ เห็นคุยกันอยู่ทุกวัน ถาม ๆ ไปเหอะ ไม่ต้องกลัวเขาจะไม่ตอบตกลงหรอก ถ้าคนมันจะแห้ว ถามตอนนี้หรือชาติหน้า ยังไงมันก็แห้วอยู่ดี… หรือให้ฉันพิมพ์ให้มะ”

“ไม่ต้อง ฉันจัดการเรื่องของตัวเองได้น่ะ”

“คร้าบ จัดการเรื่องของตัวเองได้ แต่นั่งเหม่อเอาเหม่อเอาตั้งแต่เช้า ชินจังจะกระโดดกัดหัวแกอยู่นั่นแล้วน่ะ” ว่าจบก็เดินจากไปให้เขาส่ายหัว ก่อนจะเปลี่ยนกุมขมับ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าประโยคก่อนหน้าจูริพูดว่าอะไร

ให้ตายเถอะ เขาตกหลุมพรางเพื่อนอีกรอบจนได้

แต่ก็ต้องขอบคุณจูริ เพราะสุดท้ายโฮคุโตะก็ตัดใจไลน์ไปถามเจสซี่จนได้ พอผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ เขาก็เลยยิ้มกว้างแบบห้ามไม่อยู่ จนลำบากต้องพยายามบังคับริมฝีปากตัวเองให้เรียบนิ่งเหมือนเดิม พร้อมกับเดินไปเข้าฉากถ่ายรายการต่อ ใจจดใจจ่อให้เลิกงานเร็ว ๆ

แต่สุดท้ายการถ่ายรายการก็เลยเวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมง โฮคุโตะแทบวิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและโกยข้าวของใส่กระเป๋าด้วยความรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาสงสัยของชินทาโร่กับไทกะ และสายตาล้อเลียนแบบไม่ปิดบังของจูริ

“ฉันไปล่ะนะ เจอกันพรุ่งนี้ที่ห้องซ้อม”

“เออ ๆ ไปเหอะ สายแล้วนี่หว่า” จูริว่ากลั้วหัวเราะ แม้ว่ามือคีย์บอร์ดหนุ่มจะมองมาอย่างเคือง ๆ ก็ตาม

“พูดมาก จูริ ไปละ” ว่าจบก็ผลุนผลันออกจากห้องพักไป ทิ้งเพื่อนร่วมวงอีกสามคนที่เหลือทันที

“มันรีบไปไหนของมัน จูริ แกรู้ใช่มั้ย” ชินทาโร่หันไปไล่เบี้ยเอากับมือกีตาร์ประจำวงที่ดูท่าจะรู้อะไรมากกว่าพวกเขา แต่คนโดนไล่เบี้ยทำเพียงยักไหล่ ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วตอบว่า

“ไปเดต”

 .

กว่าจะมาถึงที่นัดหมายก็เลยเวลานัดไปเกือบชั่วโมงแล้ว ชายหนุ่มใจเสียพอสมควร ทั้งที่เป็นฝ่ายเอ่ยปาก แล้วยังมาสายอีก ส่งไลน์หรือทวีตไปอีกคนก็ไม่มีการตอบรับกลับมา ไม่รู้ว่าจะยังรออยู่หรือโกรธเขาจนกลับไปแล้วก็ไม่รู้

เมื่อรถไฟจอดเทียบท่า เขาก็พุ่งตัวออกมาวิ่งขึ้นบันไดไปหน้าสถานีซึ่งเป็นสถานที่นัด ช่วงเวลาเย็นหลังเลิกงานแบบนี้สถานีรถไฟใต้ดินมีคนเยอะเป็นพิเศษ ยิ่งทำให้เขารีบวิ่งได้ยากขึ้นไปอีก พอหลุดพ้นกลุ่มคนมาถึงหน้าสถานีได้ เขาก็ได้แต่หอบเหนื่อย กวาดสายตาหาคนที่นัดกันไว้

โฮคุโตะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ หลังมองซ้ายมองขวาแล้วก็ยังหาร่างสูง ๆ ของหนุ่มลูกครึ่งไม่เจอ เขาสบถด่าตัวเองในใจเป็นชุด ถึงจะรู้ว่าไม่ใช่ความผิดของตัวเอง แต่เจสซี่ไม่ได้รู้เหมือนเขานี่ จะโดนโกรธก็ไม่แปลก

ขณะที่เขากำลังคิดว่าจะโทรไปหาอีกฝ่ายอีกรอบดีหรือไม่ อยู่ ๆ ก็มีอะไรเย็น ๆ มาแปะเข้าที่แก้มกลม ๆ ของเขาให้เผลอสะดุ้งสุดตัว โฮคุโตะหันขวับกลับไปมอง แล้วก็เห็นใบหน้าคมคายที่ส่งยิ้มสว่างไสวมาให้

“เหนื่อยไหม เอ้า น้ำ ซื้อมาให้ ดูสภาพสิ อย่างกับหมาหอบแดดแหนะ”

เขาบอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ คือริมฝีปากของเขาเผยยิ้มกว้างตามออกมาแม้ว่าจะยังเหนื่อยอยู่ อยากจะโผเข้าไปกอดคนอายุมากกว่า แต่ก็พยายามควบคุมตัวเองไว้ก่อน

“ขอโทษนะครับที่มาช้า รายการมันอัดนานกว่าที่คิดเอาไว้”

“เห็นทวีตแล้วล่ะ แต่พอจะพิมพ์ตอบแบตดันหมดซะก่อน ทำให้เหนื่อยเลยสิ โทษทีนะ”

เขาส่ายหน้า คนผิดเป็นเขาเองต่างหากที่มาช้า ไม่ใช่เรื่องที่เจสซี่ต้องมาขอโทษเสียหน่อย “ไม่หรอกครับ… เราไปกินข้าวกันก่อนมั้ย รุ่นพี่มีอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษรึเปล่า”

“ตามใจนายเลย ฉันกินได้หมดแหละ”

“งั้นเราไปกินข้าวหน้าปลาไหลกัน ผมมีร้านเด็ดอยู่ร้านนึงแหละ”

.

เจสซี่มองคนที่หันไปสั่งข้าวพร้อมกับพูดคุยกับเจ้าของร้านอย่างสนิทสนมพร้อมรอยยิ้ม เขาเห็นโฮคุโตะตั้งแต่ตอนที่วิ่งขึ้นมาจากบันไดสถานีรถไฟแล้ว จากสภาพคงจะเหนื่อยพอสมควร เขาเลยเดินไปกดน้ำที่ตู้มาให้ จริง ๆ ก็กะจะแกล้งอีกสักหน่อย แต่พอเห็นคนอายุน้อยกว่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ที่หาเขาไม่เจอ เขาก็เลยใจอ่อนเดินเข้าไปทัก แล้วรอยยิ้มหวานแสดงความดีใจแบบสุด ๆ ที่ได้กลับมาก็ทำให้เขารู้สึกคุ้มค่าเป็นที่สุดที่ยอมนั่งรออีกคนเป็นชั่วโมง

ตลอดทางมาถึงร้าน โฮคุโตะจับมือเขาพาเดินมาโดยตลอด ปากพูดเจื้อยแจ้วเล่านู่นเล่านี่ให้เขาฟังไม่หยุด เขาตอบรับบ้างเป็นบางที ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้ตัวว่ากำลังจับมือเขาอยู่ แต่เจสซี่ก็ปล่อยให้อีกคนเดินนำโดยไม่ทักอะไร

จากปากคำของคนนำทาง ร้านข้าวหน้าปลาไหลที่โฮคุโตะพาเขามาเป็นร้านประจำของพวก F Tone พร้อมกันนั้นคนผมดำยังโฆษณาว่าอาหารร้านนี้อร่อยอย่างนั้นอย่างนี้ชนิดที่เขาอดแซวไม่ได้ว่าได้ค่าโฆษณามาเท่าไหร่ ให้คนโดนแซวทำหน้ามุ่ย แล้วเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

หลังกินข้าวเสร็จ พวกเขาสองคนก็พากันไปซื้อของ โฮคุโตะบอกว่าอยากได้เสื้อผ้าใหม่สักชุดสองชุด พวกเขาจึงพากันไปซื้อเสื้อผ้า แล้วสุดท้ายก็ไปจบลงที่ร้านหนังสือ

“ไม่ซื้อสักเล่มเหรอ” เขาถาม แต่ก่อนเวลามาเที่ยวด้วยกันก็มักจะมาร้านหนังสือปิดท้ายเสมอ ๆ แล้วก็จะได้หนังสือกลับบ้านไปคนละเล่มสองเล่มเป็นอย่างต่ำตลอด แต่ครั้งนี้โฮคุโตะเอาแต่ดูแต่ไม่ได้เลือกเล่มใดเล่มหนึ่งเลย เขาก็อดที่จะสงสัยไม่ได้

“อยากได้หลายเล่มอยู่หรอกครับ แต่ที่บ้านมีที่ยังไม่ได้อ่านอีกตั้งหลายเล่ม บางเล่มซื้อมาจะครบปีแล้วเนี่ย”

ชายหนุ่มบ่นไปก็มองหนังสือบางเล่มไปด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์จนเขาอดขำไม่ได้ คงจะอยากได้ แต่ไม่อยากซื้อไปเก็บไว้เฉย ๆ สินะ

“งั้นก็เลือกมาสักเล่มแล้วกัน ฉันซื้อให้”

“เอ๋” คนอายุน้อยกว่าทำหน้างง ๆ ใส่เขา ให้เขาหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนเอ่ยย้ำ

“เร็ว ๆ เลือกมาเล่มนึงจะซื้อให้ หนังสือไม่ใช่ของกิน เก็บไว้เป็นปียังไงก็ไม่บูดหรอก ไว้ว่าง ๆ มีเวลาค่อยอ่านก็ได้”

“แต่ว่า…”

“ไม่มีแต่ วันนี้อารมณ์ดี ไปเลือกมาไป”

“อะ ครับ” รับคำเสร็จอีกคนก็ตรงไปหยิบมาอย่างรวดเร็ว มีเล็งไว้แล้วจริง ๆ สินะ

“ขอบคุณนะครับ รุ่นพี่” ว่าพลางส่งรอยยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวให้เขาอีกครั้ง เจสซี่ยิ้มตอบ ภาพตรงหน้าซ้อนทับกับภาพในความทรงจำเวลาเห็นอีกคนเจอหนังสือที่ถูกใจในห้องสมุดของโรงเรียนแล้วเอามาอวดให้เขาดู

น่ารักชะมัด

 .        

“ขอบคุณมากนะครับที่มาซื้อของเป็นเพื่อนวันนี้แล้วยังซื้อหนังสือให้อีก” โฮคุโตะพูดระหว่างที่พวกเขากำลังเดินไปยังบ้านของโฮคุโตะ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับบริเวณที่พวกเขาเพิ่งไปเดินซื้อของกันมา

อันที่จริงโฮคุโตะยืนยันกับเขาอย่างหนักแน่นว่าตัวเองกลับบ้านเองได้ ไม่ใช่เด็กม.ปลายที่เขาต้องคอยดูแลเหมือนแต่ก่อน เขาก็รู้ แต่เขาอยากไปส่ง อยากเห็นกับตาว่าอีกคนกลับถึงบ้านแล้วจริง ๆ

“ไม่เป็นไรหรอก นาน ๆ จะได้เจอกันสักทีนี่นา”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ แล้วลำบากรุ่นพี่มาส่งอีก” เจสซี่หัวเราะเบา ๆ เด็กตรงหน้ายังคงเป็นคนขี้เกรงใจไม่เปลี่ยน จนเขาอดยกมือขึ้นขยี้ผมอีกฝ่ายไม่ได้

“บอกแล้วว่าไม่เป็นไร ถ้าลำบากฉันไม่มาส่งหรอก นายเองเถอะ กลับบ้านคนเดียว ไม่กลัวสตอล์กเกอร์รึไง”

โฮคุโตะพยายามเอียงหัวหลบมือของเขาอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เจสซี่จะยอมรามือออกจากเส้นผมสีดำ พอเขาหยุดมือแล้ว โฮคุโตะก็เริ่มบ่นอุบอิบ

“ไม่เกี่ยวสักหน่อย ใครมันจะมาสตอล์กผมล่ะ ไม่ใช่สาวน้อยวัยมัธยมนะ”

“ฮะ ๆ ๆ นั่นสินะ โตตั้งขนาดนี้แล้วนี่นา สูงกว่าแต่ก่อนตั้งเยอะ”

“แต่ก็ยังเตี้ยกว่ารุ่นพี่อยู่ดี ทั้งที่พยายามแล้วแท้ ๆ เชียว” คนอายุมากกว่าอดขำกับท่าทางไม่พอใจของคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้ ก่อนจะพูดปลอบ

“นายเองก็สูงเกินระดับมาตรฐานไปโขแล้วนี่นา สูงเกินไปอย่างฉันบางทีก็ลำบากนะ เวลาเจอโต๊ะที่เตี้ยหน่อยก็ต้องก้มมากกว่าคนอื่น ปวดหลังจะตาย”

“ไม่ต้องมาพูดเลยครับ คนตัวสูงก็พูดได้หมดอะแหละ”

เจสซี่ยิ้มบาง พูดขึ้นลอย ๆ “ว้า โดนงอนซะแล้วสิ ต้องง้อยังไงดีเนี่ย ครั้นจะไปตัดขาทิ้งให้เตี้ยกว่าก็ทำไม่ได้ซะด้วยสิ”

ชายหนุ่มลูกครึ่งเดินนำไปก่อนจะหันหลังกลับมาหาอีกคน แล้วยกนิ้วก้อยขึ้น ยิ้มบาง

“ไม่งอนพี่นะ”

แน่ล่ะว่าคนไม่พอใจ (เจ้าตัวไม่ค่อยอยากยอมรับสักเท่าไหร่ว่าตัวเองกำลังงอน) ยิ่งโวยวายหนัก

“บอกแล้วไงว่าผมไม่ใช่สาวน้อยวัยมัธยม มางอนเงินอะไรกันล่ะครับ”

“อ้าวเหรอ เห็นขี้งอนเลยนึกว่าเด็กผู้หญิงซะอีก” เจสซี่ว่าก่อนจะหัวเราะออกมาเต็มเสียง เมื่อเห็นโฮคุโตะโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง จริง ๆ นี่ก็นับว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งของเขามาตั้งแต่ก่อนแล้ว เรื่องแกล้งโฮคุโตะน่ะขอให้บอก เขามีความสุขจะตายที่ได้เห็นอีกคนโกรธออะไรแบบนี้

เพราะมันไม่ใช่ท่าทางที่เจ้าตัวจะแสดงออกให้คนภายนอกเห็น อย่างน้อย มันก็เป็นตัวบ่งบอกว่าคนอายุน้อยกว่ายังนับว่าเขาเป็นคนใกล้ชิดอีกคนหนึ่ง

“โอ๊ย ผมไม่คุยกับพี่แล้ว อย่างนี้ทุกทีเลย ชอบแกล้งผมเนี่ย”

“อ่า ขอโทษที มันเคยชินน่ะ นายมันน่าแกล้งจะตาย”

“จูริก็เป็นเหมือนรุ่นพี่เลย ชอบแกล้งผมแบบเนี้ย สนุกกันนักเหรอฮะ แกล้งคนอื่นเนี่ย”

เจสซี่คิดว่าตัวเองเข้าใจมือกีตาร์หนุ่ม เพื่อนร่วมวงของคนตรงหน้าดี ในเมื่อโฮคุโตะน่าแกล้งซะขนาดนี้ คนขี้แกล้งอย่างพวกเขาย่อมสนุกกับการแหย่ให้อีกคนโมโหอยู่แล้ว

แต่เอาเข้าจริง เขาก็เริ่มจะหึงอีกคนขึ้นมาหน่อย ๆ แล้ว หึงทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์นั่นล่ะ

“นายเนี่ย สนิทกับจูริจังเลยนะ”

“เอาจริง ๆ พวกผมก็สนิทกันทุกคนล่ะครับ ในวงน่ะ ชินทาโร่น่ะเป็นน้องเล็ก แต่ละคนก็เลยชอบแกล้ง ยิ่งจูรินะ ชินทาโร่นี่โดนหนักเลย เป้าหมายอันดับสองก็ผมนี่แหละ ส่วนไทกะ รายนั้นก็ขี้แกล้งใช่ย่อย บางทีก็รวมหัวกับจูริแกล้งคนไปทั่ว”

เจสซี่มองเสี้ยวหน้าหนึ่งของคนเล่าที่ดูมีความสุขซึ่งมันทำให้เขามีความสุขไปด้วย ดีแล้วจริง ๆ ที่คนตรงหน้าได้ก้าวมายืนอยู่ตรงจุดนี้ ไม่สิ ดีแล้วที่พยายามก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้

“มีความสุขดีก็ดีแล้วล่ะนะ” เขาเผลอพึมพำขึ้นมาเบา ๆ แต่ก็ไม่พ้นหูของคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พวกเขาทั้งคู่ชะงักนิ่งไปกับคำพูดของเจสซี่

ถ้าเจสซี่ไม่ได้คิดไปเอง เขาคิดว่าใบหน้าของนักดนตรีหนุ่มแดงขึ้นมาหน่อย

“…นั่นสินะครับ แล้วรุ่นพี่ล่ะครับ”

“หือ”

“รุ่นพี่… ตลอดเวลาที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ มีความสุขดีรึเปล่าครับ”

คำถามย้อนกลับเรียกรอยยิ้มจากคนฟังได้เป็นอย่างดี ก่อนที่ชายหนุ่มลูกครึ่งจะตอบคำถามของรุ่นน้อง

“มีสิ ยิ่งตอนนี้ ฉันมีความสุขมากเลยล่ะ”

 .

นอนไม่หลับ

โฮคุโตะไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว โดยปกติเขามักจะนอนหลับอย่างง่ายดายเพราะเหนื่อยเพลียจากงานมาตลอด แต่วันนี้ไม่ว่าจะข่มตาลงเท่าไหร่ มันก็หลับไม่ลงสักที

ภาพของอีกคนที่ส่งยิ้มสว่างไสวมาให้พร้อมคำตอบที่เจ้าตัวคงไม่ได้คิดอะไรแต่ทำให้คนถามคิดไกลไปถึงนอกโลกยังติดอยู่ในหัว

ตอนนี้ที่เจสซี่ว่าหมายถึงช่วงนี้ หรือหมายถึงตอนที่อยู่กับเขาเมื่อครู่กันแน่

โฮคุโตะมักจะพยายามไม่คิดอะไรที่เป็นการเข้าข้างตัวเองมาตลอด ทั้งเรื่องงานและเรื่องอื่น ๆ มีบ้างแต่ก็เป็นการแซวกันขำ ๆ มากกว่าจะคิดจริงจัง แต่กับครั้งนี้ เขาอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ แม้จะรู้ว่าอีกคนอาจจะหมายถึงเรื่องอื่น ๆ ก็ตามที

สุดท้ายโฮคุโตะก็เลิกคิดที่จะนอน แล้วลุกขึ้นมาหาหนังสืออ่านแทน แต่เพราะมีเรื่องที่ยังรบกวนจิตใจอยู่ การอ่านหนังสือของเขาก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ จนเมื่อผ่านไปได้สักพัก เขาเลยตัดใจและปิดหนังสือลงไปวางที่เดิมแทน พอดีกับที่โทรศัพท์แจ้งเตือนว่ามีไลน์เข้ามา

จูริส่งข้อความมาถามเขาว่าไปเที่ยวเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบไปว่าก็ดี ทางนั้นจึงพิมพ์ต่อมาเสียยืดยาวว่าแค่ก็ดีได้อย่างไร ในเมื่ออุตส่าห์ออกปากชวนคนคนนั้นไปเดตทั้งที

เขาพิมพ์ด่ากลับไปนิดหน่อยที่อีกฝ่ายหาว่าเขากับเจสซี่ไปเดตกัน พวกเขาแค่ไปเที่ยวด้วยกันเฉย ๆ ส่วนเรื่องมีความสุขนั่น ถึงจะมีความสุขขนาดไหนเขาก็ยังค้างคาใจกับคำตอบที่ดูจะกำกวมเกินไปนั่นอยู่ดี เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่อยากนับว่ามีความสุขมากหรอก

จูริไม่ตอบอะไร เขาก็ตัดสินใจวางโทรศัพท์ลง เตรียมตัวกลับไปข่มตาหลับตามเดิมเมื่อคนที่เพิ่งไลน์คุยกันโทรกลับมาแทน

“มีอะไรจูริ ดึกดื่น คนจะหลับจะนอน”

//ไม่ จนกว่าฉันจะได้รู้ความจริงก่อน//

“ความจริงอะไร”

//สารภาพรักไปรึยัง//

“หา?” โฮคุโตะถึงกับร้องออกมา สารภาพรักบ้าอะไรกันล่ะ หมอนี่ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนกัน

“สารภาพรักอะไร ไม่มีหรอก”

//ไรว้า ไอ้เราก็นึกว่าไปเที่ยวด้วยกันแล้วจะมีเรื่องให้กุ๊งกิ๊งมุ้งมิ้งกันสักหน่อย อย่างน้อย ๆ ก็ต้องสารภาพรักเซ่ นี่รักก็ไม่บอก น่าเบื่อ//

“เรื่องของฉันน่า… ทำอย่างกับว่ามันพูดได้ง่าย ๆ ที่ไหนกัน” ประโยคสุดท้ายมือคีย์บอร์ดหนุ่มได้แต่พึมพำเบา ๆ ตลอดเวลาที่ไปเดินเที่ยวด้วยกัน เขาเกือบจะหลุดพูดมันออกมาหลายครั้งแล้ว แต่เมื่อนึกถึงว่าอีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่ที่ยังคงใจดีกับเขาเหมือนเดิมทั้งที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี ได้เท่านี้ก็ดีมากเท่าไหร่แล้ว ถ้าเขาบอกไปดีไม่ดีแค่หน้าจะมองกันติดหรือเปล่าก็ไม่รู้

//คำว่ารักมันพูดไม่ยากหรอก แต่นี่คงเอาแต่คิดมากอะดิ ไม่ได้เรื่องเล้ย//

“เออ ๆ ใครมันจะไปช่ำชองเรื่องรักใคร่มากเท่าทานากะ จูริ ชายหนุ่มสุดฮอตกันล่ะ”

//ไม่ต้องประชด รู้ ๆ กันอยู่ว่าฉันรักจริงหวังแต่งกับแฟนฉันเท่านั้นเว้ย” นานะ แฟนสาวจูริเป็นหญิงสาวหน้าตาน่ารัก ไม่ได้สวยโดดเด่นอะไรแต่มองได้เพลินตา จริงใจ และร่าเริง ทั้งคู่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมที่เรียนห้องเดียวกัน แอบชอบกันมานาน พอจูริได้เดบิวต์จึงได้ตกลงปลงใจเป็นแฟนกัน และจูริก็ไม่คิดจะปิดบังจากสาธารณชนเลยสักนิด กลับเป็นนานะเสียอีกที่เป็นห่วงแฟนคลับของจูริอย่างเห็นได้ชัด จนเหล่าแฟนเพลงของวงต่างก็นับถือนานะเป็นพี่สาวกันไปหมดแล้ว

“รู้แล้ว ลองไปมีคนอื่นสิ พ่อนานะเอาตาย” ซากามัตสึเป็นคนที่หวงลูกสาวมาก ยิ่งกับภาพลักษณ์ของจูริที่เป็นนักดนตรีหนุ่มดูเจ้าสำราญปนเจ้าชู้ก็ยิ่งหวง กว่าจูริจะได้รับอนุญาตให้คบกับนานะได้ก็ต้องฝ่าด่านพ่อตา พิสูจน์ตัวเองแทบกระอักเลือด รวมไปถึงเรื่องเดบิวต์ด้วย แต่เจ้าตัวก็บอกว่ายินดีทำ ถ้าจะทำให้ตนเองได้คบกับนานะได้

โฮคุโตะนับถือจูริในเรื่องนี้มาโดยตลอดแม้จะไม่เคยพูดออกมาก็ตาม เขานับถือความมุ่งมั่นที่จะสร้างพื้นที่ที่จะได้อยู่ร่วมกันกับคนที่รักได้อย่างสบายใจ นับถือความตรงไปตรงมาต่อความรู้สึกของตัวเอง ต่างกับโฮคุโตะที่ทำแบบนั้นไม่ได้เลยสักอย่างเดียว

//รู้ก็ดี แต่ถึงซากามัตสึซังไม่เอาฉันตาย ฉันก็ไม่ไปไหนหรอก รักไปแล้วนี่… ฉันอยากให้นายสารภาพรักไปจริง ๆ นะ ตั้งแต่รู้จักกันมา เพิ่งจะเห็นนายมีความสุขสุด ๆ ก็ช่วงนี้แหละ แม้แต่พวกไทกะยังบอกเลย แล้วไม่ต้องเครียดเรื่องที่ชอบผู้ชายด้วยกันเลยนะ พวกฉันไม่รังเกียจหรอกถ้านายมีความสุขน่ะ//

ชายหนุ่มยิ้มบางกับคำพูดของเพื่อน นึกโชคดีที่ตัวเองมีเพื่อนสนิทที่ควบตำแหน่งเพื่อนร่วมวงที่เป็นห่วงและพร้อมที่จะยอมรับตัวตนของเขาทุกอย่าง

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ได้แค่นี้ก็ดีมากแล้วล่ะ”

//เหย มักน้อย//

“ก็จริงนี่นา นี่มันมากกว่าที่เคยคิดเอาไว้ตั้งเยอะแล้ว” เทียบกับก่อนหน้านี้ที่ห่างหายกันไปเป็นปี ๆ บรรยากาศแบบนี้เรียกได้ว่ายิ่งกว่าฝันเสียอีก

//เอาเหอะ ฉันคงไปบังคับอะไรนายไม่ได้หรอก แต่บางทีเขาอาจจะชอบนายเหมือนกันก็ได้นะเว้ย ไม่มีอะไรพอจะบอกได้บ้างเลยเหรอ//

เพราะจูริทักขึ้นมา โฮคุโตะจึงกลับไปนึกถึงคำพูดของเจสซี่อีกครั้งหนึ่ง ใบหน้าร้อนแดงอย่างห้ามไม่อยู่ แล้วก็เผลอเงียบไป

//เฮ้ย ยังอยู่มั้ยเนี่ย เงียบไปแบบนี้แสดงว่ามีใช่มะ//

“ฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้” เขาพูดช้า ๆ อย่างระมัดระวัง พยายามข่มใจไม่เข้าข้างตัวเองมากเกินไป

//เล่ามา ๆ//

โฮคุโตะตัดสินใจเล่าบทสนทนาเมื่อตอนหัวค่ำให้อีกคนฟัง จูริที่พอได้ฟังก็ส่งเสียงหัวเราะดังลั่นผ่านหูโทรศัพท์จนร่างสูงอดคิดไม่ได้ว่าตนเองคิดถูกหรือผิดที่เล่าให้เพื่อนฟัง

//แบบนี้มีโอกาสอยู่นะเว้ย สารภาพรักไปเลยยยยยยย//

“เดี๋ยวสิ เขาก็คงห่วงเพราะเห็นฉันเป็นน้องนั่นล่ะ”

//ไม่ลองไม่รู้เว้ย ถ้าไม่ใช่ ถึงจะไม่แห้วตอนนี้ ต่อไปก็ต้องแห้วอยู่ดี แต่ถ้าใช่ขึ้นมา ก็ลงล็อคเป๊ะ ไม่ต้องคิดมากต่อไง//

ชายหนุ่มถอนหายใจใส่โทรศัพท์ก่อนจะแย้งเพื่อน “ก็บอกแล้วไง ว่ามันพูดได้ง่าย ๆ ที่ไหนกันล่ะ”

โฮคุโตะได้ยินปลายสายถอนหายใจคืนกลับมา ก่อนที่คนมีแฟนจะพูดขึ้น

//รู้มั้ย ตอนที่ฉันไปสารภาพรักกับนานะ ฉันกังวลแทบบ้าเลยล่ะ ภาพลักษณ์เถื่อน ๆ แถมยังเป็นแค่เด็กฝึกในค่ายไอดอลอีก ฉันมีดีอะไรพอจะไปบอกชอบเขาได้วะ ถึงจะเป็นเพื่อนกันมานาน แต่การเป็นคนรักมันต่างกับการเป็นเพื่อน ใคร ๆ ก็อยากมีแฟนที่สามารถเอาไปอวดใครเขาได้ใช่มั้ยล่ะ แล้วน้ำหน้าอย่างฉันเนี่ยจะเอาไปอวดใครได้//

โฮคุโตะนิ่งเงียบแม้ว่าในใจจะนึกอยากเถียงก็ตาม จูริมีอะไรดี ๆ ในตัวมากมาย ถึงแม้ว่าดูเผิน ๆ แล้วอาจจะเป็นคนลอยชายไปเรื่อยเปื่อย แต่กลับเป็นคนมีความสามารถมากมาย ละเอียดอ่อน จริงจังกับงาน และขยันสร้างรอยยิ้มให้กับคนรอบตัว คนที่ดูเหมือนจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นคนนี้กลับคิดมากกว่าที่เขาเคยคิด

//แต่สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจสารภาพรักไป ตอนที่กำลังจะพูดนะ โคตรฟุ้งซ่านเลย คิดบ้าบอคอแตกอยู่ในหัวจนเกือบพูดไม่ออก แต่พอได้พูดออกไปแล้ว ได้เห็นปฏิกิริยาตอบรับของยัยนั่น มันโคตรโล่ง โคตรสบายใจ แล้วก็มีความสุขสุด ๆ เลย เชื่อมั้ยว่าตอนนั้นฉันร้องไห้ด้วยซ้ำ//

นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่มือคีย์บอร์ดหนุ่มไม่รู้มาก่อน แต่ถึงจะตกใจอย่างไร เขาก็ยังคงเงียบและตั้งใจฟังสิ่งที่เพื่อนกำลังจะพูดต่ออยู่ดี

//เชื่อฉันเหอะ บอกเขาไปซะ ฉันไม่ได้รู้เรื่องระหว่างนายกับเขาหรอกว่าเคยมีอะไรกันมาก่อน แต่ถ้าถามฉัน ฉันอยากให้นายพูดไปนะ มันโล่งมากจริง ๆ ถึงมันจะผิดหวังแต่ฉันว่าอย่างน้อยเขาก็ได้รับรู้ แล้วนายก็จะได้รู้ความรู้สึกจริง ๆ ของเขาด้วย ถ้าเขาเห็นนายเป็นน้องจริง ๆ แม้จะไม่ได้ชอบ เขาก็จะไม่รังเกียจ ไม่ตีตัวออกห่างจากนาย ฉันเชื่ออย่างนั้นนะ//

จูริวางสายไปนานแล้ว แต่โฮคุโตะยังคงนอนไม่หลับเช่นเดิม เพียงแต่คราวนี้สิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของเขาไม่ใช่คำพูดของเจสซี่แล้ว แต่เป็นคำพูดของเพื่อนร่วมวงที่เล่าประสบการณ์ความรักให้ฟังแทน

โฮคุโตะไม่รู้แล้วว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรต่อ เขารู้สึกว่าตัวเองมีเรื่องที่ต้องกังวลมากมาย อีกฝ่ายจะคิดอย่างไรกับเขา ถ้าหากไม่ได้ชอบเขาจะรังเกียจเขาไหม หรือคนภายนอกจะมองอย่างไร ถึงจูริจะบอกเขาแบบนั้น แต่เขาก็ยังคงคิดไม่ตกอยู่ดี

.         

เช้าวันรุ่งขึ้น โฮคุโตะเดินทางมาถึงห้องซ้อมด้วยสภาพอิดโรยเพราะอดนอน ชายหนุ่มอ้าปากหาวนับครั้งไม่ถ้วนพร้อมซุ่มซ่ามเดินเตะโน่นชนนี่ กดคีย์พลาดตลอดทั้งวันด้วยความเบลอ

“ง่วงก็ไปนอนไป๊ มาทำหน้ามึนอะไรแถวนี้” ชินทาโร่ว่าพลางเอาไม้กลองเคาะหัวคนอายุมากกว่าไปทีหนึ่ง โดยคนโดนก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร เพียงแต่เอ่ยขอโทษอย่างขอไปที แล้วหันไปล้มตัวลงนอนบนโซฟาเพื่องีบหลับระหว่างพัก

จูริที่เห็นสภาพโทรมจนหมดเค้าความเป็นหนุ่มหล่อของเพื่อนแล้วได้แต่ส่ายหน้า ท่าทางว่าที่เขาอุตส่าห์พูดไปเมื่อวานคงจะไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้นเลยสักนิด ชายหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ ๆ ร่างที่ขดอยู่บนโซฟาแล้วเอ่ยปากถาม

“โอเคไหมเนี่ย โฮคุโตะ”

“โอเค แค่ง่วง”

“คิดมากเรื่องเมื่อคืน?”

“อือ คิด”

คำตอบสั้น ๆ จากคนที่ซุกหน้าเข้ากับโซฟาเรียกรอยยิ้มขำขันจากคนเป็นเพื่อนได้เป็นอย่างดี ต่อให้พยายามปลอบขนาดไหน คนคิดมากก็ยังคงเป็นคนคิดมากอยู่ดีสินะ

“เอาเถอะ ๆ นอนไป เดี๋ยวเริ่มซ้อมต่อแล้วจะเรียก”

“ขอบคุณ”

ชายหนุ่มเดินกลับไปคุยเล่นกับเพื่อนอีกสองคน พลางคิดในใจว่าจะหาทางช่วยหัวหน้าวงจอมคิดมากให้ได้มีความสุขกับเขาจริง ๆ อย่างไรดี

 .

เจสซี่ตกใจมากที่จู่ ๆ ทวิตเตอร์ออฟฟิเชียลของจูริก็ส่งข้อความมาหาเขา ต่อให้โฮคุโตะบอกเรื่องของเขากับเพื่อนร่วมวง มือกีตาร์หนุ่มก็ไม่น่าจะมีเรื่องที่ต้องคุยกับเขาต่อหน้าเป็นการส่วนตัวเหมือนที่ระบุมาในข้อความ

หรือเขาจะโดนแกล้งอยู่

แต่เมื่อเขาคิดไปคิดมา อีกฝ่ายก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องแกล้งเขาอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นอีกความเป็นไปได้คือโฮคุโตะกำลังมีปัญหา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจตอบตกลงไปพบกับอีกฝ่ายในอีกสามวันให้หลังซึ่งเป็นวันนี้

สถานที่ที่จูริเลือกไว้คือร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่มีลูกค้าไม่มากแต่ให้บรรยากาศสงบเงียบ เหมาะกับการพูดคุยเป็นการส่วนตัว เมื่อดูจากการตกแต่งของร้านแล้วคาดว่าตอนกลางคืนที่นี่คงแปรสภาพเป็นบาร์สำหรับนักดื่มที่มีการบรรเลงดนตรีสดซึ่งคนเสนอแนะนำไว้ว่าขนมเค้กที่นี่อร่อยมาก ส่วนบาร์เทนเดอร์ตอนกลางคืนก็ชงเหล้าประเภทต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

ชายหนุ่มลูกครึ่งมาถึงก่อนเวลานัดประมาณสิบห้านาทีและเลือกนั่งคอยบริเวณริมหน้าต่างซึ่งสามารถมองเห็นโลกภายนอกได้ชัดเจน เขาสั่งลาเต้ร้อนมานั่งจิบรอ พลางตอบทวิตของโฮคุโตะ

เขาแปลกใจเล็กน้อยเพราะคนอายุน้อยกว่ายังพูดคุยกับเขาเหมือนปกติ เมื่อมีเวลาว่างตรงกันอีกฝ่ายก็โทรหาเขา ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่ากำลังมีปัญหาเลยสักนิด แต่บางทีอาจจะปิดบังเขาเอาไว้ก็ได้

รอไม่นานจูริก็มาถึง หลังจากสั่งกาแฟและทักทายกันเล็กน้อย เจสซี่กับจูริก็เริ่มคุยกัน โดยปกติแล้วต่างก็เป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายอยู่แล้ว ทั้งสองคนจึงสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว

“รู้จักกับโฮคุโตะมานานแล้วเหรอครับ”

“ใช่ ตั้งแต่สมัยมัธยมแล้วน่ะ”

“เห นานมากเลยอะ เห็นตั้งแต่หลังมีตติ้งมานี่ หมอนั่นชอบพูดถึงพี่บ่อย ๆ ผมก็เลยอยากรู้จักบ้าง คงไม่เป็นไรใช่ไหมครับ”

“ไม่หรอก แต่ว่า.. โฮคุโตะไม่ได้มีปัญหาอะไรใช่ไหม”

“ครับ?”

“คือ ฉันแค่คิดว่าปกติแล้วพวกนายไม่น่าจะอยากรู้จักฉันขนาดนั้น ก็เลยแอบคิดอยู่นิดหน่อยน่ะ ว่าโฮคุโตะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เด็กคนนั้นยิ่งเป็นคนชอบคิดมากแล้วยังเอาแต่เก็บปัญหาไว้กับตัวด้วย” เจสซี่พูด ถึงจะนั่งคุยกันมาสักพักแล้ว เขาก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นักว่าจูริแค่อยากรู้จักเขาจริง ๆ ดังนั้นการถามไปตรง ๆ อาจจะทำให้อีกคนเข้าประเด็นได้เร็วกว่านี้ก็ได้

ดวงตาของจูริพราวระยับขึ้นทันทีที่เขาพูดจบ อีกฝ่ายรีบพูดขึ้นมาทันที

“มีครับพี่ หมอนั่นน่ะมีเรื่องที่ทำให้คิดมากอยู่แต่ไม่ยอมบอก เนี่ย พวกผมน่ะง้างปากมันแทบตาย มันก็ไม่พูด จนตอนนี้พวกผมจนปัญญาแล้วล่ะครับ อันที่จริงเรื่องที่ผมอยากคุยกับพี่ก็เรื่องนี้แหละ”

นั่นปะไร นิสัยของโฮคุโตะคาดเดาไม่ยากเลยสักนิด

“แล้วพอจะจับทางได้ไหมว่าเป็นเรื่องอะไร” เจสซี่ถาม แล้วคำตอบที่ได้รับก็ทำเอาเขาเกือบสำลักกาแฟที่เพิ่งจิบไป

“เหมือนจะเป็นเรื่องหัวใจน่ะครับ”

“ห๊า”

“จริง ๆ นะพี่ เหมือนหมอนั่นไปแอบชอบใครสักคนอยู่ พักนี้นะ โฮคุโตะชอบเอาแต่นั่งเศร้ามองโทรศัพท์แล้วก็ถอนหายใจ บางทีก็เหม่อเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยิน บางวันนี่มาซ้อมด้วยสภาพเหมือนไม่ได้นอนด้วยแถมยังทำท่าเหมือนจะร้องไห้ได้ทุกเมื่ออีกต่างหาก” เอาจริงแล้ว ที่จูริพูดมาทั้งหมดนั่นควรจะต้องหักลบไปสักสิบส่วนได้ เพราะความจริงแล้ว ถึงโฮคุโตะจะมีสภาพแบบไม่ได้นอนมาซ้อมจริง ก็ไม่ได้มีท่าทางเหมือนน้ำตาจะไหลได้ทุกเมื่ออย่างที่นักดนตรีหนุ่มอ้าง แต่เพื่อให้เจสซี่เชื่ออย่างสนิทใจ จูริก็เลือกที่จะพูดให้มันดูน่าเป็นห่วงสุด ๆ ไว้ก่อน

“แล้ว… รู้กันได้ยังไงน่ะว่าเป็นเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ บางทีอาจจะเป็นเรื่องอื่นก็ได้นะ”

“โห พี่ไม่ได้เห็นตอนมีคนโทรมาหาหมอนั่น ตอนเพื่อนหรือพ่อแม่โทรมาก็ดูปกตินะ แต่มันจะมีอยู่คนที่พอหมอนั่นรับโทรศัพท์แล้วโคตรจะร่าเริงเลย ยิ้มอารมณ์ดีอย่างกับคนบ้า วันไหนไม่ได้คุยกับคนคนนั้นนะ ซึมกะทืออย่างกะท่อนไม้ แถมเสียงริงโทนยังตั้งแยกเป็นพิเศษอีกต่างหาก ขนาดพ่อแม่มันยังไม่ทำขนาดนี้เลย”

ชายหนุ่มร่างสูงฟังที่เพื่อนร่วมวงของโฮคุโตะพูดเงียบ ๆ ท่าทางว่ามือคีย์บอร์ดหนุ่มคงจะกำลังแอบชอบใครสักคนอยู่จริง ๆ เพียงแต่ว่า คนคนนั้นเป็นใครกัน

“เห็นมั้ยล่ะพี่ ว่าหมอนี่มันไปมีความรักกับใครที่ไหนแน่นอน แต่ประเด็นคือพวกผมก็ไม่รู้เนี่ยแหละว่าใคร ไม่งั้นจะได้ช่วยสนับสนุนมันได้ ผมเลยอยากขอให้พี่ช่วย”

เจสซี่ฝืนกลืนน้ำลายลงคอไปทีหนึ่ง พยายามปิดบังความรู้สึกเจ็บในใจแล้วยกยิ้ม เอ่ยถามคนรุ่นน้อง

“แล้วจะให้ฉันช่วยยังไงล่ะ ไปถามเหรอว่าโฮคุโตะแอบชอบใครอยู่”

“ใช่เลยครับ ผมรบกวนหน่อยนะพี่ เห็นมันออกอาการแบบนั้นแล้วก็เป็นห่วงอะ”

“ได้สิ เดี๋ยวจะลองถาม ๆ ให้ดูนะ… เอ่อ เดี๋ยวฉันมีงานต่อน่ะ คงต้องไปแล้ว ขอโทษด้วยนะที่ไม่ได้อยู่คุยต่อ” เจสซี่ปด ความจริงแล้ววันนี้เป็นวันหยุดของเขา แต่เขาไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเก็บอารมณ์ต่อไปได้เลยเลี่ยงออกมาก่อน

จูริยิ้มกว้าง บอกกับเขาว่าไม่เป็นไร แล้วย้ำกับเขาอีกครั้งว่าอย่าลืมเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามโฮคุโตะให้ด้วย หลังจากจ่ายเงิน เจสซี่ก็ตรงดิ่งออกจากร้านทันที แล้วเขาก็โบกรถแท็กซี่กลับบ้าน

ตอนนี้ในหัวของวิศวกรหนุ่มปั่นป่วนไปหมดด้วยคำถามที่ว่าคนคนนั้นเป็นใคร เจอกันได้อย่างไร แล้วโฮคุโตะเริ่มตกหลุมรักตั้งแต่เมื่อไหร่

จริง ๆ เจสซี่ควรทำใจเรื่องนี้ได้ตั้งนานแล้ว เขากับโฮคุโตะไม่ได้เจอกันมานานหลายปี ถึงจะยังพูดคุยกันได้เหมือนเดิม ก็ไม่ได้หมายความว่าช่องว่างจะถูกถมจนเต็มรวดเดียว เขาไม่รู้และคนอายุน้อยกว่าก็ไม่เคยบอกว่าตลอดเวลาที่ห่างหายกันไป เกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าโฮคุโตะจะแอบชอบใครสักคนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เขาต่างหากที่แปลกที่เผลอคิดไปว่าคนที่ยังเป็นเด็กจะยังเด็กเหมือนในความทรงจำ

ชายหนุ่มพยายามข่มน้ำตาที่ทำท่าจะไหลออกมาได้ทุกเมื่อให้ย้อนกลับเข้าไป ย้ำกับตัวเองว่าห่างกันไปตั้งนาน อีกคนยังเห็นเขาเป็นพี่ชายเหมือนแต่ก่อนก็ดีเท่าไหร่แล้ว เขาไม่ควรเจ็บอีกในเมื่อเรื่องราวระหว่างพวกเขาไม่มีอะไรมากไปกว่าความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง

ในเมื่อเรื่องราวระหว่างพวกเขาไม่เคยมีอะไรมากเกินไปกว่านั้น

หลายวันต่อมาเจสซี่ก็ยังหาโอกาสถามถึงคนที่โฮคุโตะแอบชอบไม่ได้อยู่ดี จริง ๆ คำว่าหาโอกาสไม่ได้อาจจะเป็นแค่ข้อแก้ตัวของเขาเท่านั้น เพราะถึงอย่างไร เจสซี่ก็ยังอดรู้สึกแย่ไม่ได้อยู่ดี

“เป็นอะไรไปน่ะ ดูเงียบ ๆ ไปนะ” เสียงทักทำให้เขาเงยหน้าจากชามราเมงที่แทบไม่พร่องลงไปเท่าไหร่ของตัวเองขึ้นมามองหน้าเพื่อนสนิทสองคนที่ส่งสายตาเป็นห่วงมาให้

“โอเครึเปล่าวะ เจสซี่ มีอะไรก็บอกพวกฉันได้นะเว้ย” คิชิ ยูตะ ชายหนุ่มที่เพิ่งฟื้นจากอาการอกหักว่า ตามด้วยโคจิ ยูโกะที่พยักหน้ารับเป็นเชิงเห็นด้วย

“นั่นดิ ทุกข์ใจอะไรก็บอก หรืออกหักอีกคน” คำแซวของยูโกะเรียกเสียงโวยวายจากคนที่โดนแฟนทิ้งไปไม่นาน และเรียกรอยยิ้มเซียว ๆ จากเจสซี่ได้บ้าง ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากยอมรับกับเพื่อน

“อือ อกหัก”

“หา” คนฟังเผลอร้องเสียงดังลั่นร้านจนเจ้าของร้านหันมามองด้วยสายตาดุ ๆ ให้คนเสียงดังต้องก้มหัวขอโทษกันปลก ๆ แล้วเริ่มคาดคั้นชายหนุ่มลูกครึ่งทันที

“หมายความว่ายังไง อกหักได้ยังไง ใครทำแกอกหัก”

คงเพราะข้างในมันรู้สึกแย่เต็มทน เจสซี่จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟัง ทำเอาคนที่เพิ่งได้รู้ความจริงทั้งสองคนได้แต่นั่งมองหน้ากันอ้ำอึ้งอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี

เจสซี่คิดว่าตัวเองเข้าใจเพื่อนทั้งสองคนอยู่ ยูโกะกับยูตะรู้ดีเรื่องที่เขาชอบ F Tone โดยเฉพาะมือคีย์บอร์ดของวง แต่ทั้งคู่เข้าใจมาตลอดว่าเป็นเพียงความชอบธรรมดา ไม่ได้คิดว่าเขาจะรักอีกฝ่ายมาตั้งแต่ก่อนจะเข้าวงการบันเทิงเสียอีก พอได้รู้ความจริงเลยตกตะลึงกันพอสมควร

“จริงเหรอเนี่ย ให้ตายสิ ฉันก็นึกว่านายแค่ชอบแบบชื่นชมทั่วไป” ยูตะพูดเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่อยากเชื่อ

“นั่นสิ ฟังแล้วฉันโคตรนับถือนายเลยที่รักมั่นคงมาได้นานขนาดนี้ เป็นฉันนะ ป่านนี้มีเปลี่ยนแฟนไปไม่รู้กี่คนแล้ว”

เจสซี่หัวเราะเบา ๆ เขาเองก็ไม่อยากเชื่อเช่นกัน แต่เขารักโฮคุโตะมานานมากแล้วจริง ๆ ยิ่งได้กลับมาเจอกันอีกยิ่งรักมากขึ้นจนอดคิดไม่ได้ว่าชาตินี้ เขาคงจะรักคนอื่นไม่ได้อีกแล้ว

“แล้วนาย… จะทำยังไงต่อล่ะ”

“ก็คงช่วยจูริคุงล่ะมั้ง ฉันอยากเห็นเด็กคนนั้นมีความสุขนี่นา จะทำอะไรได้มากกว่านี้กันล่ะ”

“แล้วไม่คิดจะลองสารภาพรักไปดูบ้างเหรอ” คำถามของยูโกะทำให้มือหนาที่กำลังจะยกน้ำขึ้นดื่มชะงักไป ชายหนุ่มขยับยิ้มบางก่อนเอ่ยตอบ

“ก็เคยคิดนะ แต่พอมองหลาย ๆ มุมแล้วก็คิดว่าไม่พูดไปน่าจะดีกว่า โฮคุโตะเองก็จะได้ไม่ลำบากใจด้วย”

“ทำไมนายถึงคิดว่าโฮคุโตะคุงจะลำบากใจล่ะ ไม่คิดว่าโฮคุโตะคุงจะชอบนายบ้างเหมือนกันเหรอ” ยูตะว่า

คนอื่นอาจจะคิดแบบนั้น แต่สำหรับเจสซี่ที่อยู่ด้วยกันกับอีกฝ่ายมานาน เขาค่อนข้างมั่นใจว่าโฮคุโตะไม่ได้ชอบผู้ชาย แถมยังไม่เคยแสดงท่าทีอะไรสักนิดว่าอาจจะมีใจให้ เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะรักเขาเหมือนกันน่ะเป็นไปไม่ได้

“ไม่มีทางหรอก เด็กคนนั้นก็แค่เห็นฉันเป็นพี่ชายเท่านั้นแหละ”

บางทีลิวอิส เจสซี่อาจจะเกิดมาเพื่อรักมัตสึมุระ โฮคุโตะโดยไม่มีความหวังใด ๆ เลยก็ได้

 .

“เมื่อวานฉันเพิ่งไปคุยกับพี่เจสซี่มา ฉันว่าเขารักนายนะ”

คำบอกเล่าของจูริทำเอาโฮคุโตะนึกอยากลุกขึ้นมาพ่นไฟ กระทืบเท้า พังตึกเหมือนก็อตซิลล่า โดยมีเหยื่อรายแรกเป็นเพื่อนตัวผอมโทษฐานที่หาเรื่องมาให้เขาคิดมากหนักกว่าเดิม

เพื่อนร่วมวงของชายหนุ่มแอบเอามือถือของเขาไปส่องหาทวิตเตอร์ของเจสซี่ตอนที่เขาเพลียหลับไปวันนั้น แล้วนัดร่างสูงออกไปพูดคุยกัน จูริบอกเขาว่าสายตาของเจสซี่ตอนที่รู้เขากำลังป่วยเป็นไข้ใจมันชี้ชัดว่าวิศวกรลูกครึ่งกำลังรักเขาอยู่ มือกีตาร์หนุ่มบอกว่าตัวเองอ่านสายตาคนคนนั้นไม่ผิด นั่นเป็นสายตาของคนที่รักแต่ไม่มีความหวัง หรืออาจจะเลิกหวังไปแล้ว พร้อมทั้งตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่าบางทีเจสซี่อาจจะรักเขามาตั้งแต่สมัยมัธยมแล้วก็ได้

รัก เป็นคำที่จูริเลือกใช้ แต่แค่ ชอบ โฮคุโตะยังว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย แล้วเจสซี่จะ รัก เขาได้อย่างไร

เขาเลือกที่จะไม่เชื่อสิ่งที่จูริพูด แล้วพยายามบอกปัดเสียงที่คอยตะแง้ว ๆ ให้เขาไปสารภาพรักสักทีออกไป แต่ถึงอย่างนั้น ลึก ๆ แล้ว นักดนตรีหนุ่มก็รู้ดีว่าจูริเป็นคนละเอียดอ่อนมาก อย่างน้อยก็มากพอที่จะจับสังเกตความรู้สึกต่าง ๆ จากดวงตาของคู่สนทนาได้ดี

ใช่ว่าจูริจะยอมให้เขายอมแพ้ง่าย ๆ เจ้าตัวเล่าเรื่องทุกอย่างให้ไทกะกับชินทาโร่ฟัง แล้วดึงสองคนนั้นไปเป็นพวกช่วยกันเกลี้ยกล่อมแกมบังคับให้เขาบอกรักคนอายุมากกว่าให้ได้ซึ่งเขาก็พยายามทำเมินทุกครั้งที่ใครคนใดคนหนึ่งเริ่มพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่นับตัวต้นเหตุที่เชื่อที่จูริพูดจนถึงกับมาถามไถ่เอาจากเขา ยังดีที่รุ่นพี่สมัยมัธยมคนนั้นยอมเลิกราเมื่อเห็นว่าเขาไม่อยากพูดถึงว่ากำลังแอบชอบใครอยู่ เพราะเขาคงไม่มีวันกล้าพูดออกไปแน่ ๆ ว่าคนที่เขาชอบคือเจสซี่นั่นแหละ

“ฉันสงสัยจริง ๆ ว่านายกลัวอะไรอยู่ จูริมันก็อุตส่าห์ไปพิสูจน์มาให้แล้ว” ไทกะถามขึ้นหลังจากทนเกลี้ยกล่อมโฮคุโตะอยู่นานแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

“ก็หลายอย่างอยู่นะ”

“โอ๊ย ฟังฉันนะเว้ย โฮคุโตะ ฉันจะพูดเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้านายเอาแต่ปอดแหกอยู่แบบนี้ เกิดลิวอิสซังเขาเปลี่ยนใจไปชอบคนอื่นขึ้นมา คราวนี้นายอกหักจริง ๆ แน่ ไป-สารภาพ-รัก-ซะ เข้าใจไหม!!”

มือคีย์บอร์ดควบนักแสดงหนุ่มรู้ตัวดีว่าตัวเองเอาแต่ทำตัวงี่เง่า กลัวนั่นกลัวนี่ ไม่ยอมพูดออกไปสักทีจนเพื่อนเบื่อ แต่ของแบบนี้มันต้องให้เวลาเขาอีกหน่อย ให้เวลาเขาทำใจอีกสักนิด เผื่อคนในความฝันของเขาไม่ได้ชอบเขาจริง ๆ เขาจะได้ไม่ล้ม อย่างน้อย ๆ ก็ต้องไม่ล้มต่อหน้าคนคนนั้น

เขารั้งรอประวิงเวลาไปเรื่อยจนกระทั่งเจสซี่ส่งไลน์มาชวนเขาไปกินข้าวที่อพาร์ทเมนต์ของอีกฝ่าย

คนอายุมากกว่าบอกว่าอยากทำหม้อไฟกินเองจึงหาเพื่อนไปนั่งกินด้วยกัน นอกจากโฮคุโตะแล้วก็มีเพื่อนของเจ้าตัวอีกสองคน

โฮคุโตะค่อนข้างคิดหนักกับคำชวนนี้ ส่วนหนึ่งเพราะมีเพื่อนของเจสซี่ที่เขามักได้ยินชื่อบ่อย ๆ แต่ไม่รู้จักมาก่อน เขาเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ยากมาก ไม่รู้ว่าจะไปทำให้บรรยากาศมันกร่อยหรือเปล่า และอีกส่วนซึ่งเป็นส่วนสำคัญ คือ การสารภาพรักที่เขายังโดนเพื่อนร่วมวงกดดันอยู่เนือง ๆ

แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ตอบตกลงไป ทำให้ตอนนี้เขาได้มายืนรอหน้าประตูห้องพักของชายหนุ่มลูกครึ่งด้วยสภาพที่ใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ พิกล

“มาแล้วเหรอ เข้ามา ๆ” เจสซี่เปิดประตูออกมาทักเขาพร้อมรอยยิ้มกว้างที่พร้อมจะทำให้โฮคุโตะตาบอดเพราะความสว่างไสวเหมือนปกติ ร่างสูงก้าวตามเจ้าของบ้านเข้าไปด้านใน

“เจ้าพวกนั้นยังไม่มากันเลยเนี่ย หิวรึยัง อยากกินอะไรรองท้องก่อนไหม”

“ไม่เป็นไรครับ รอคนอื่น ๆ ก่อนก็ได้”

“งั้นเดี๋ยวเอาน้ำไปดื่มก่อนแล้วกัน ไปนั่งรอที่โซฟาก่อนไป”

โฮคุโตะเดินไปนั่งที่โซฟาสีดำตามที่ชายหนุ่มอีกคนบอก สายตามองสำรวจไปรอบห้องอย่างสนอกสนใจ ห้องของเจสซี่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก แต่ก็แบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน มีห้องนอนกับห้องน้ำอย่างละหนึ่งห้อง ส่วนครัวเชื่อมต่อกับส่วนรับแขก ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นสีค่อนข้างอ่อน แต่ก็มีสีดำตัดบ้างเป็นบางส่วน ตรงหน้าโซฟาที่เขานั่งอยู่เป็นโต๊ะรับแขกซึ่งวางหม้อไฟฟ้าสำหรับกินหม้อไฟ พร้อมของสดบางอย่าง

“เอ้า น้ำชา โทรทัศน์เปิดได้นะ อยากดูอะไรก็เปิดเอา นี่รีโมต” เจสซี่พูดพลางหยิบโน่นส่งนี่ให้โฮคุโตะ แล้วตัวเองก็หายไปหลังครัวต่อ ให้คนอายุน้อยกว่าชะเง้อมองแล้วเอ่ยทัก

“ให้ผมช่วยอะไรไหมครับ”

“ไม่เป็นไรหรอก นั่งเล่นไปก่อนเถอะ” ร่างสูงว่าพลางส่งยิ้มให้ แต่โฮคุโตะกลับลุกขึ้นยืนแทน

“ให้ผมช่วยเถอะครับ หรือว่าพี่ไม่เชื่อใจฝีมือทำอาหารของผม”

“ไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อสักหน่อย… ถ้างั้นมาช่วยหั่นผักหน่อยแล้วกัน เดี๋ยวจะได้ล้างแล้วเอาไปวางไว้บนโต๊ะ”

ทันทีที่ได้ยินคำอนุญาต โฮคุโตะก็จัดแจงทำตามคำสั่งทันที เขาแอบอมยิ้มกับความสุขเล็ก ๆ ที่ได้ช่วยคนที่แอบชอบเตรียมของทำหม้อไฟ ถึงมันจะไม่มีอะไรเลย แต่สำหรับคนที่แอบรักมาตลอดหลายปี นี่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจได้ดี

ต่อให้อีกคนจะไม่ได้รักเขาตอบ แต่แค่ได้มีโอกาสอยู่ข้าง ๆ ก็ดีเท่าไหร่แล้ว

พวกเขาสองคนเตรียมของใกล้จะเสร็จแล้ว เมื่อโทรศัพท์ของเจสซี่แผดเสียงร้องขึ้น โฮคุโตะสะดุ้งเล็กน้อยกับท่อนฮุคที่คุ้นหู พอเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของโทรศัพท์ก็พบว่าใบหน้าคมขึ้นสีแดงระเรื่อนิด ๆ เอ่ยตอบราวกับรู้ว่าโฮคุโตะจะพูดว่าอะไร

“ฉันชอบเพลงนี้น่ะ เพราะดี”

คราวนี้คนหน้าร้อนเป็นเขาเสียเอง ดูเหมือนว่าเจสซี่จะไม่ได้สังเกตเห็นว่าทำให้เขาเขินมากขนาดไหนกับการชมเพลงที่เขาแต่งเองว่าเพราะแบบนี้ คนทิ้งระเบิดหันกลับไปคุยโทรศัพท์อีกทาง เปิดโอกาสให้โฮคุโตะมีเวลาจัดการกับอาการใจเต้นแรงอย่างกับกลองชุดให้เข้าที่เข้าทาง

“ดูเหมือนว่าหม้อไฟวันนี้จะเหลือแค่เราสองคนแล้วล่ะ”

เพราะกำลังยุ่งอยู่กับความคิดของตัวเอง โฮคุโตะจึงเผลอส่งเสียงร้องออกมาอย่างตกใจ เหลือแค่พวกเขา พวกเขาสองคนเท่านั้นหรือ

“พอดีเจ้าพวกนั้นโทรมาบอกว่าติดงานน่ะ คนนึงต้องแก้งานกะทันหัน ส่วนอีกคนก็โดนลูกค้าโทรนัดด่วน… ถ้าไม่โอเคจะเปลี่ยนไปเป็นวันหลังก็ได้นะ”

เขารีบส่ายหน้าทันทีที่เจสซี่พูดประโยคสุดท้าย “ไม่เป็นไรครับ เรากินกันสองคนก็ได้ ถ้ารุ่นพี่ไม่คิดว่าการกินหม้อไฟสองคนมันดูเหงาเกินไป”

“ไม่หรอกน่า ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวจัดจานตรงนี้เสร็จเราก็กินกันเลยเถอะ”

“ครับ”

บรรยากาศของหม้อไฟยังสนุกสนานแม้จะมีกันอยู่แค่สองคน โฮคุโตะแอบคิดในใจว่าอาจจะดีแล้วก็ได้ที่เพื่อนของเจสซี่ไม่ได้มา เพราะเขาคงไม่ได้มีความสุขมากเท่านี้แน่ ๆ

พวกเขากินหม้อไฟกันไปและเปิดโทรทัศน์ดูรายการวาไรตี้ต่าง ๆ ไปด้วย เปิดเบียร์กระป๋องกินพร้อมกับหัวเราะไปกับดาราตลกอย่างสนุกสนาน

“เลอะแก้มแล้วแหนะ อย่างกับเด็ก ๆ เลยนะนาย” มือหนาเอื้อมมาปาดคราบที่มุมปากของเขาแผ่วเบา จนโฮคุโตะมั่นใจเต็มร้อยเลยว่าหน้าตัวเองคงแดงเถือกไปถึงไหนต่อไหน เขาอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองอาจจะเริ่มเมาเบียร์แล้วก็ได้เมื่อเห็นว่ารอยยิ้มบนริมฝีปากของชายหนุ่มลูกครึ่งดูอ่อนโยนน่ามองกว่าทุกที แต่เขาก็คิดต่อเหมือนกันว่าเบียร์ที่เพิ่งกินไปได้แค่ครึ่งกระป๋องจะทำให้เมาได้ขนาดนี้เลยหรือ

แต่ถึงจะไม่ได้ทำให้เขาขาดสติ แต่แอลกอฮอล์ในเลือดก็ทำให้โฮคุโตะนึกกล้ามากขึ้นกว่าที่เคย

“รุ่นพี่ครับ”

“ว่าไง” ใบหน้าคมเงยขึ้นมามองหน้าเขา ทำให้คำพูดที่กำลังจะออกจากปากเป็นคำต่อไปของเขาหยุดชะงักลง ส่วนลึกในใจตบตีกันสนั่นหวั่นไหว ข้างหนึ่งบอกให้เขาพูดความในใจที่เก็บมาหลายปีออกไป อีกข้างกลับบอกให้เขาหยุดคิดถึงผลที่จะตามมาถ้าหากอีกคนเกิดรังเกียจขึ้นมาจริง ๆ

“อ้าว เรียกแล้วก็ไม่พูดซะงั้น มีปัญหาอะไรอยากปรึกษาเหรอ”

“คือว่า.. ผม…”

หัวใจเต้นแรงจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เสียงในหัวยิ่งตีกันดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาแทบไม่ได้ยินเสียงโทรทัศน์ นัยน์ตากวาดมองไปทั่วยกเว้นใบหน้าคมที่เขามั่นใจว่าถ้ามอง ความกล้าที่อุตส่าห์เกิดขึ้นมาคงละลายหายไปเร็วกว่าที่กำลังเป็น

“ผม.. ผมรักพี่ครับ”

สุดท้ายนักดนตรีหนุ่มก็ได้แต่หลับตาปี๋ กลั้นหายใจพูดออกไปรวดเดียว ความเงียบทิ้งตัวลงระหว่างพวกเขา มีเพียงเสียงดาราตลกที่ยังดังพอให้รู้ว่าเวลายังคงเดินอยู่

โฮคุโตะไม่กล้าลืมตามองผลลัพธ์ ไม่กล้าขยับตัวใด ๆ ก้อนเนื้อในอกไม่ได้เต้นแรงน้อยลงเลยสักนิด มันยังเต้นถี่จนน่ากลัวเหมือนกับว่าเขาเพิ่งออกกำลังกายอย่างหนักมาหยก ๆ

เขาบอกไปแล้ว พูดออกไปจนได้ ถ้าผลมันออกมาเลวร้าย ถ้ารุ่นพี่โกรธหรือเกลียดเขา เขาจะทำอย่างไรดี หรือควรจะบอกว่าล้อเล่น แต่มันก็ทิ้งช่วงนานเกินไป คนฉลาดอย่างนั้นเดาได้อยู่แล้ว แต่ถ้าจะไม่ได้เจอกัน ไม่ได้พูดคุยกันอีกเหมือนตอนนั้น ตัวเขาในตอนนี้รับมันไม่ไหวแน่ ๆ

เขากลั้นใจเปิดตามองทั้งที่ยังกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะกะพริบตาอย่างงุนงงกับภาพที่เห็น

ร่างที่สูงกว่าเขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม มือขวายังคงถือตะเกียบค้างไว้ ขณะที่หลังมือซ้ายกลับถูกยกขึ้นมาปิดปาก พร้อมใบหน้าคมคายที่ขึ้นสีแดงอย่างเห็นได้ชัด สายตาคมที่มองเสไปทางอื่นตวัดกลับมามองโฮคุโตะเมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังโดนจ้องอยู่ให้คนจ้องเผลอสะดุ้งหลับตาไปอีกหน

สัมผัสของมือหน้าที่แก้มของเขาทำให้โฮคุโตะค่อย ๆ ลืมตามอง รอยยิ้มอ่อนโยนแบบที่เขาได้มาตลอดทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาก ไม่นับนิ้วเรียวที่ไล้แก้มเขาเบา ๆ ราวกับจะปลอบโยนนั่น

“สารภาพรักแล้วหลับตาแบบนั้น จะไม่เอาคำตอบเหรอ”

“…” เขาพูดอะไรต่อไม่ถูก ในเมื่อเรื่องมันมาถึงตอนนี้แล้ว เขาจะตีความคำพูดและการกระทำของคนตรงหน้าแบบเข้าข้างตัวเองได้แล้วใช่ไหม

“ฉันก็รักนายนะ รักมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว”

สุดท้ายโฮคุโตะก็ได้เข้าใจความรู้สึกของจูริ ว่าหลังสารภาพรักไปแล้วอีกคนรักเราตอบ มันโล่งใจ ดีใจจนชวนให้น้ำตาไหลออกมาได้มากขนาดไหน

“เอ้า ร้องไห้ซะอย่างนั้น แบบนี้ก็เหมือนฉันแกล้งนายน่ะสิ”

เขาโวยวายกลับทั้งที่ยังร้องไห้ท่ามกลางเสียงหัวเราะของวิศวกรหนุ่ม จนแทบไม่ได้สังเกตว่าอีกคนกำลังน้ำตาซึมไม่ต่างกัน ร่างสูงลุกขึ้น เดินอ้อมโต๊ะมาทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ แล้วดึงร่างเขาไปกอด

เขาหันไปฝังตัวเองลงกับอ้อมแขนอุ่น ๆ ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ให้เต็มที่ ปล่อยความรู้สึกทุกอย่างที่เก็บกักไว้มานานหลายปี ปล่อยให้ตัวเองทำในสิ่งที่อยากทำมากที่สุดตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กวัยรุ่นธรรมดา ๆ ที่ชอบฝังตัวเองอยู่ในห้องสมุด คอยมองตามรุ่นพี่ผู้ช่วยบรรณารักษ์ที่แสนจะใจดีคนนั้นตลอดมา

เรื่องราวระหว่างพวกเขาที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้น สุดท้ายก็เป็นไปตามที่พวกเขาเฝ้าฝันเสียที

Advertisements
Posted in Fanfiction

[AU One Shot – SixTONES] Christmas Cake

กลับมาหลังจากหายไปสักพักค่ะ กลับมาทีก็แปะฟิคที ไม่มีอะไรเลยค่ะชีวิต

เป็นฟิคชั่ววูบที่รู้สึกอยากเขียนเกี่ยวกับวันคริสต์มาส และนั่นล่ะค่ะ มันก็หนีคู่เดิมไม่พ้น ทั้ง ๆ ที่อยากเขียนเฮตาเลียแท้ ๆ แต่พอเริ่มแต่ง มือมันก็เผลอลั่นเป็นคู่เด็ก ๆ นี่แหละค่ะ บ้าจริง //หัวเราะทั้งน้ำตา (นอกเรื่องค่ะ มังงะภาคล่าสุดเราเพิ่งจะได้อ่านไป เลยอยากสครีมปรัสเซียเท่านั้นเองค่ะ ไม่มีอะไร อะ แต่คู่สงครามเย็นก็น่าเขียนมากเลย โอ๊ย ทำไมถึงมีความอยากได้ขนาดนี้นะ ฮา)

ชีวิตช่วงนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านอีกแล้วค่ะ กล่าวคือ เรากำลังจะตกงานนั่นเองค่ะ แบบว่าจ๊อบที่ทำอยู่มันหมดสัญญากลางเดือนหน้า เลยกำลังมองหางานใหม่ค่ะ มีวี่แววว่าจะไปอยู่เชียงใหม่สักสี่เดือน หวังว่าเมืองเล็ก ๆ กับอากาศดี ๆ จะช่วยให้เราแต่งฟิคได้มากขึ้นนะ (หรือช่วยให้เรื่องเดิมแต่งได้จบสักที…)

เอาเป็นว่าแปะเลยละกันนะคะ ถ้าเห็นคำผิด อยากติชมอะไรก็คอมเม้นท์ได้เต็มที่เลยนะคะ เราอยากรู้ความคิดเห็นของทุกคนจะได้เอาไปพัฒนาฝีมือตัวเองต่อ รบกวนด้วยนะคะ

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือใด ๆ ก็ตามแต่รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ

[AU One Shot – SixTONES] Christmas Cake

Pairings : Jesse x Matsumura Hokuto

ลิวอิส เจสซี่ หลงรักขนมปัง

เขาชอบกลิ่นหอมของขนมปังที่เพิ่งออกจากเตาอบ ชอบสัมผัสนุ่มลิ้นเวลาเอาเข้าปาก ชอบสีน้ำตาลนวลที่ดูสบายตาชอบมากจนทุกคนรอบตัวชอบแซวว่าเขาหลงรักขนมปัง

นอกจากขนมปังแล้ว เขายังหลงใหลขนมอบอื่น ๆ อย่างคุกกี้ หรือขนมเค้กเป็นอย่างมาก อาจเป็นเพราะคลุกคลีกับขนมปังในร้านของที่บ้านมาตั้งแต่เด็ก แต่มันก็ทำให้เขาเลือกเรียนทางด้านนี้แล้วหันมาสืบทอดกิจการที่บ้านต่อจากพ่อและแม่ที่เกษียณตัวเองและย้ายกลับไปอยู่อเมริกาเป็นการถาวร ทิ้งร้านนี้ให้เขาดูแลเพียงคนเดียว

วันเวลาของเขาส่วนใหญ่มักจะหมดไปกับร้านขนมปัง จึงทำให้ช่วงเวลาใกล้คริสต์มาสอย่างนี้เขายังหาคนมาเคียงข้างไม่ได้เหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ขยันลงรูปคู่กับแฟนในโซเชียล อย่างทานากะ จูริกับแฟนหนุ่มหน้าสวยอย่างเคียวโมโตะ ไทกะที่มีรูปคู่ตระเวนตามสถานที่ที่จัดงานวันคริสต์มาสสวย ๆ มาทั้งอาทิตย์

แต่เจสซี่ก็ไม่ได้นึกเดือดเนื้อร้อนใจเท่าใดนักกับการอยู่คนเดียว หนุ่มลูกครึ่งมีความสุขกับร้านดีมาตลอด และคาดว่าเทศกาลคริสต์มาสนี้เขาก็คงจะฉลองด้วยการเปิดร้านขนมปังตามเคย

เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งหน้าร้านเรียกความสนใจจากเจ้าของที่เพิ่งวางครัวซองส์ที่อบเสร็จลงในถาด เจสซี่เงยหน้าขึ้นมาพร้อมส่งยิ้มกว้างให้ลูกค้าที่เดินตรงมา

คนตรงหน้าเขาเป็นชายหนุ่มผมสีดำสนิทดูหล่อเหลา คะเนจากสายตาแล้วค่อนข้างสูง แม้จะไม่สูงเท่าเขาก็ตาม แต่ก็สูงกว่าคนญี่ปุ่นแท้ ๆ หลายคน ชายหนุ่มคนนั้นยิ้มบางตอบกลับมา

“รับอะไรดีครับ”

“ผมอยากจะสั่งเค้กหน่อยน่ะครับ” เจสซี่พยักหน้ารับ หันไปหยิบสมุดโน้ตขึ้นมาเตรียมจดรายละเอียด ช่วงใกล้คริสต์มาส (และเทศกาลอื่น ๆ) อย่างนี้มักจะมีคนมาสั่งเค้กเพื่อนำไปใช้ในวันฉลองอยู่บ่อย ๆ

“ไม่ทราบว่าจะรับเค้กแบบไหนดีครับ ช็อกโกแลต วานิลา…”

ชายหนุ่มผมดำนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบรรยายลักษณะเค้กให้เจสซี่ฟัง

มันไม่ได้แตกต่างจากเค้กฉลองคริสต์มาสทั่วไปนัก เค้กช็อกโกแลตกับสตรอเบอร์รี่ขนาด 1 ปอนด์ประดับด้วยผลสตรอเบอร์รี่สดและแผ่นช็อกโกแลตพิมพ์ลายว่า Merry Christmas แต่ท่าทางกระตือรือร้นนั่นกลับทำให้เขาอดนึกขำไม่ได้จึงเอ่ยปากถามว่า

“ของขวัญวันคริสต์มาสเหรอครับ”

คนถูกทักพยักหน้ารับใบหน้าคมขึ้นสีชมพูจาง ๆ อย่างที่คนถามเดาได้ว่าผู้รับคงเป็นคนรักของอีกฝ่ายเป็นแน่แท้

“ให้แฟนน่ะครับเธอชอบช็อกโกแลตกับสตรอเบอร์รี่มากเอ่อเดี๋ยวผมจะมาเอาวันที่ 25 นะครับ”

“มารับเค้กวันมะรืนนะครับเดี๋ยวผมจะจัดการให้ แล้วก็ขอทราบชื่อด้วยครับ”

“มัตสึมุระ โฮคุโตะครับ”

เมื่อได้รับคำยืนยันว่าเรียบร้อยแล้ว คนเป็นลูกค้าก็เผยรอยยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวออกมา เอ่ยปากขอบคุณแล้วเดินออกจากร้านไปโดยไม่ทันหันมามองว่าเจ้าของร้านขนมปังได้แต่ยืนนิ่งตากะพริบสองสามครั้งใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีจางพร้อมกับหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งเพราะโดนดาเมจอย่างไม่ทันตั้งตัว

เจสซี่ไม่นึกแปลกใจเลยสักนิดที่อีกฝ่ายมีแฟนแล้ว

ผ่านไปสองวันเจสซี่ก็ยังสลัดภาพรอยยิ้มของลูกค้าคนนั้นไม่หลุด เขาอดนึกอิจฉาผู้หญิงคนรักของมัตสึมุระซังไม่ได้ที่โชคดีมีแฟนที่ยิ้มได้น่ารักขนาดนี้

แต่ถึงอย่างนั้นเจสซี่ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก มีแฟนแล้วก็คือมีแฟนแล้วเขาก็แค่ทำงานต่ออย่างมีความสุขก็เท่านั้น อย่างน้อย ๆ ถ้าเค้กของเขาจะทำให้มัตสึมุระซังกับแฟนมีความสุขในวันคริสต์มาสก็ย่อมถือเป็นเรื่องที่ดี

เช้าวันคริสต์มาสอย่างนี้นอกจากจะมีคนมาซื้อขนมปังแล้วยังมีลูกค้าหลายรายที่มารับเค้กที่สั่งไว้เอาไปฉลองกับครอบครัวบ้าง กับเพื่อนบ้าง หรือไม่ก็เอาไปฉลองกับคนรักเหมือนอย่างเค้กช็อกโกแลตและสตรอเบอร์รี่ก้อนนั้น

ชายหนุ่มลูกครึ่งมักจะนึกอวยพรอยู่ในใจเสมอให้คนที่มาเอาเค้กเหล่านี้ไปมีความสุข อย่างน้อยก็ขอให้มีความสุขตอนที่กินเค้กของเขา เพราะฉะนั้น เขาก็เลยนึกอวยพรล่วงหน้า และรอที่จะได้เจอเจ้าของรอยยิ้มนั่นอีกครั้งอย่างใจจดใจจ่อ แต่เวลาล่วงเข้าตอนบ่ายแก่แล้วก็ไม่มีวี่แววว่าเค้กปอนด์เดียวนั่นจะได้เจอกับเจ้าของที่แท้จริงสักนิด

เขาอดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เลยได้แต่มองนาฬิกาแทบทุกห้านาทีสลับกับประตูร้านคาดหวังว่าให้คนที่เดินเข้ามาเป็นชายหนุ่มผมสีดำที่เขารออยู่

กระทั่งจะหนึ่งทุ่มแล้วแต่คนคนนั้นก็ยังไม่มา เค้กก้อนอื่น ๆ ที่ทำตามสั่งไว้ก็มีคนมาเอาไปหมดแล้วเหลือแต่เจ้าเค้กช็อกโกแลตสตรอเบอร์รี่นี่เท่านั้นที่ยังตั้งอยู่เดียวดายจนเจสซี่อดคิดไม่ได้ว่ามันจะเหงาหรือเปล่าที่ต้องนั่งรอมัตสึมุระซังด้วยกันอยู่กับเขาแบบนี้

“เจ้าของแกเขายังไม่มาเลยเนาะ ทำงานเพลินรึไงน้า หรือว่าจะเป็นอะไรรึเปล่าก็ไม่รู้ แกว่าไง”

แน่ล่ะว่าไม่มีคำตอบจากเค้กที่เขาคุยด้วย อันที่จริงถ้ามันตอบได้เขาก็คงแหกปากลั่นร้าน สติแตกไปแล้วเป็นแน่แท้

ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังดราม่ากับเค้ก ประตูหน้าร้านก็ถูกเปิดออกช้าๆ เจสซี่ยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าคนที่ค่อย ๆ เดินเข้ามาเป็นคนที่เขารอมาตั้งแต่เช้า แต่พอกำลังจะอ้าปากทัก เขาก็เหลือบไปเห็นนัยน์ตาของมัตสึมุระซังที่ดูจะแดงช้ำจนน่ากลัวเสียก่อน

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ เกิดอะไรขึ้น”

“เปล่าครับ ไม่มีอะไร ขอโทษที่มาเอาเค้กช้านะครับ ปล่อยให้รอตั้งนาน”

ชายหนุ่มผมดำโค้งศีรษะเป็นการขอโทษทำให้เจสซี่ต้องรีบปฏิเสธว่าไม่ได้ลำบากอะไรเสียยกใหญ่แล้วเขาก็เอ่ยปากแซวหวังจะให้ลูกค้าตรงหน้าเผยยิ้มออกมา

“แล้วคุณแฟนไม่มาด้วยเหรอครับ” แต่ทันทีที่เขาพูดจบใบหน้าของคนตัวเตี้ยกว่าก็หมองลงทันทีทำให้คนพูดแทบตบปากตัวเอง

“เลิกกันแล้วล่ะครับ… เมื่อเช้านี้เอง…”

เจสซี่เดินอ้อมเคาน์เตอร์ออกมาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายก้มหน้าลงต่ำพูดด้วยเสียงสั่นเครือ เขานึกอยากทึ้งหัวตัวเองที่ดันปากมากไม่เข้าเรื่อง มือหนายกขึ้นโอบรอบคนตัวเตี้ยกว่าเข้ามาในอ้อมกอด

คนตัวสูงกว่าไม่รู้ว่าอีกคนจะคิดอย่างไรกับการถูกคนแปลกหน้ากอดอย่างนี้ แต่นี่เป็นวิธีการเดียวที่เจสซี่ถนัดที่สุด เขาชอบกอดคนอื่นแทนการปลอบโยนด้วยคำพูดแล้วมันก็มักจะใช้ได้ผลเสมอ

คนในอ้อมกอดของเขาเริ่มร้องไห้ ทำให้หนุ่มลูกครึ่งกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นแล้วปล่อยให้อีกคนร้องไห้จนพอใจ

ต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าคนที่เพิ่งเลิกกับแฟนจะเริ่มควบคุมตัวเองได้และถอนตัวออกจากอ้อมกอดของเขาพลางเช็ดน้ำตาอยู่ป้อย ๆ ถึงจะรู้ว่าไม่ดีแต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าคนตรงหน้าน่ารักเหลือเกิน

“ขอโทษด้วยนะครับผมนี่แย่จริง ๆ ดันมาร้องไห้เอาแบบนี้  แต่ก็ขอบคุณมากนะครับผมไม่เป็นไรแล้ว”

“ไม่เป็นไรหรอกครับถ้าคุณรู้สึกโอเคขึ้นก็ดีแล้ว…”เจ้าของร้านขนมปังหันไปมองเค้กคริสต์มาสที่วางอยู่ในตู้ นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาถามเจ้าของเค้กด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไม่ค่อยจะแน่ใจเท่าไหร่ว่าสิ่งที่กำลังพูดอยู่มันดีจริงรึเปล่า

“ไหน ๆ คุณก็ไม่ได้มีนัดแล้ว… เอ่อ เรามาทานเค้กฉลองคริสต์มาสกันดีมั้ยครับ”

ใบหน้าและแววตาที่มองมาอย่างแปลก ๆ ทำให้เจสซี่รู้สึกลนลานทำตัวไม่ถูก อยู่ดีไม่ว่าดีไปชวนเขากินเค้กฉลองคริสต์มาสด้วยกัน เป็นใครก็ต้องรู้สึกไม่ค่อยดีทั้งนั้นแหละที่มีคนที่เคยเห็นหน้ากันแค่ครั้งสองครั้งมาถามอะไรแบบนี้

“คือว่าตอนที่เราเศร้าหรืออารมณ์ไม่ดีการกินของหวานช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้นะครับ แต่ถ้ามัตสึมุระซังอยากไปฉลองกับคนอื่นก็ไม่เป็นไรครับ ผมแค่ลองถามดูเท่านั้น…”

แม้ว่าดวงตาจะยังบวมแดงอยู่แต่คนตรงหน้าก็ยังเผยยิ้มเล็ก ๆ ออกมา มันดูใกล้เคียงกับรอยยิ้มที่ตรึงสายตาของเขาถึงจะไม่ทำให้ใจเขาเต้นผิดจังหวะเหมือนเมื่อวันนั้น แต่เมื่อมันมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเบา ๆ เจสซี่ใจชื้นมากขึ้นเป็นกองจนอดยิ้มตามออกมาไม่ได้

“ถ้าไม่เป็นการรบกวนอะไร ก็ขอความกรุณาด้วยครับ”

ท่ามกลางอากาศเย็น ๆ ของวันคริสต์มาสในปีนี้ ลิวอิส เจสซี่ ได้พบคนที่ทำให้เขาหลงรักนอกเหนือไปจากขนมปัง และทำให้เขารู้สึกว่าอยากจะมีใครบางคนคอยฉลองงานเทศกาลในฤดูหนาว นั่งกินเค้กด้วนกันแบบนี้ไปอีกนาน ๆ

Posted in Fanfiction

[AU One Shot – SixTONES] Tweet to You?

กลับมาหลังหายหัวไปนานค่ะ แฮ่ ช่วงนี้กำลังวุ่น ๆ กับการทำงานครั้งแรกในชีวิต สนุกดีค่ะ แต่ก็เต็มไปด้วยความปวดหัว ฮา

จริง ๆ ดองฟิคไว้เยอะมากเลยล่ะค่ะ มีหลายอันเลยที่ยังไม่ได้เอาลง ดองไว้นานเกิ๊น จะทยอยเอามาลงนะคะ

ยังคงวนเวียนอยู่กับคู่เดิม หนีไปไหนไม่รอดจริง ๆ ล่ะค่ะ ส่วนพล็อตก็ได้จากเพื่อนคนเดิม คนที่คิดพล็อตเด็กแว้นให้เรานั่นล่ะค่ะ ลองเขียนตามที่มีคนคิดให้ก็สนุกไปอีกแบบนะคะ ได้ลองอะไรหลาย ๆ อย่างที่ตามปกติเราไม่นึกเขียน (หรือที่ถูกควรพูดว่านึกไม่ถึงมากกว่า…) แต่ยังไงก็ได้เป็นฟิคเรื่องนี้มาล่ะค่ะ เอาเป็นว่าเข้าเรื่องดีกว่านะคะ

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือใด ๆ ก็ตามแต่รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ

 

[One Shot – SixTONES] Tweet to You?

Pairing : Jesse x Matsumura Hokuto ; Tanaka Juri x Kyomoto Taiga

 

Juttan in love~ @Juttan_sama . 2 ชั่วโมงที่แล้ว

แค่รอยยิ้มของคนคนเดียว ชีวิตก็มีความสุขแล้ว #ไทกะน่ารัก #รู้สึกเหมือนโลกสว่างไสว #ใจสั่นหนักมาก #เขินมากกกกก (///////)

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @Juttan_sama เต๊าะอีกละ ( –   – )

อย่ายุ่งกับไทจังนะ!! @MyuMyu_Kawaii @Juttan_sama เดี๋ยวเถอะไอ้คุณจุ๊ตัน อย่ามายุ่งกับเพื่อนฉันนะเว้ย!!! (#/=[]=)/

Juttan in love~ @Juttan_sama @MyuMyu_Kawaii เอาเวลาหวงก้างไปหาที่รักของตัวเองดีกว่ามั้ย 😛

HAPPY LIFE with YUGO @COACH-KOCHI @Juttan_sama @KyomoTai เค้าว่างั้นแหนะ เคียวโมะจัง

SixTONES_Hime – samA @KyomoTai @Juttan_sama @COACH-KOCHI ช่างมันเถอะโคจิ ก็ดีแต่เพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อยนั่นแหละ

Juttan in love~ @Juttan_sama @KyomoTai ไทกะใจร้าย~ (TT  TT)

 

เจสซี่ได้แต่นั่งอมยิ้มกับบทสนทนาของเพื่อนผ่านทางโซเชียลแอพลิเคชันชื่อดังที่มีรูปนกเป็นสัญลักษณ์ ถ้าไม่ติดว่าเขาอยู่บนรถไฟที่มีผู้โดยสารอยู่มากพอสมควร เขาคงหัวเราะก๊ากออกมาแล้ว

เจ้าของทวิตเตอร์ที่ใช้ชื่อว่า Juttan in love~ คือ ทานากะ จูริ มือกีต้าร์ของวง SixTONES วงดนตรีที่เจสซี่เป็นนักร้องนำอยู่ จูริมักจะชอบเต๊าะ ชอบจีบ เคียวโมโตะ ไทกะ นักร้องนำอีกคนของวงออกสื่ออยู่บ่อย ๆ จนดูเหมือนหมาหยอกไก่ ขณะที่ไทกะก็ชอบทำตัวเย็นชาหรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่า ซึน ใส่จูริประจำ แต่การจิกกัดจากไทกะและการกีดกันจากโมริตะ มิวโตะ เพื่อนสนิทของไทกะก็ไม่ได้ทำให้จูริเต๊าะนักร้องนำคนสวยน้อยลงเลยสักนิด และนั่นก็เป็นสิ่งที่เจสซี่อิจฉาในตัวอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก

โดยปกติแล้วเขาค่อนข้างเป็นคนเฟรนด์ลี่ที่เข้ากับคนอื่น ๆ ได้ง่าย มีเพื่อนเยอะแยะและเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ถ้าพูดไปแล้วเกิดผลดีมากกว่าเสียก็ไม่เคยจะปิด ยกเว้นก็แต่เรื่องของหัวใจของตัวเองที่เจสซี่ไม่กล้าพูดได้แต่เก็บเอาไว้ให้มิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้

เขาสไลด์หน้าจอโทรศัพท์ดูสิ่งที่เพื่อน ๆ ทวีตกันมายาวเหยียดก่อนจะสะดุดกับทวีตหนึ่งของนักศึกษาคณะบัญชี มือคีย์บอร์ดวงเดียวกันกับเขา

หมาป่าเดียวดาย @HokuHokuHokuto . 5 ชั่วโมงที่แล้ว

การรักใครสักคนเนี่ยยากเนอะ

ไม่มีใครตอบทวีตแต่มีคนกดไลค์และกดรีทวีตอยู่หลายคน เจสซี่กดไลค์ทวีตนั้น ไม่มีอะไรจะบรรยายความรู้สึกของเขาต่อสถานการณ์ความรักของตัวเองได้ตรงมากเท่านี้อีกแล้ว

แม้จะรู้ว่ามัตสึมุระ โฮคุโตะเป็นคนที่ชอบเพ้อไปเรื่อย บางครั้งก็มักทวีตอะไรเรื่อยเปื่อย แต่เขาก็อดนึกทบทวนดูไม่ได้ว่าโฮคุโตะกำลังพูดถึงใครอยู่ เขาค่อนข้างกระวนกระวายมากพอควรที่เจ้าของทวีตดูเหมือนจะกำลังมีความรักโดยที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด

ชายหนุ่มรู้ตัวมาเป็นปีแล้วว่าตัวเองหลงรักเพื่อนร่วมวงคนนี้ ช่วงแรกที่รู้ตัว เขาต้องใช้เวลาทำใจอยู่นาน ถึงจะไม่ได้ต่อต้านคนที่มีความรักกับเพศเดียวกัน แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีสักวันที่ตนเองจะหันมารักผู้ชายอย่างจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่ผู้ชายหุ่นบางหน้าหวานจนสวยกว่าผู้หญิงอย่างไทกะ แต่เป็นผู้ชายตัวหนา ๆ ที่เป็นแมนแท้ ๆ เตี้ยกว่าเขาไปบ้างแต่ก็สูงเกินมาตรฐานชายญี่ปุ่นไปโข ซ้ำยังมีหน้าหล่อ ๆ ที่เรียกให้สาว ๆ มาหลงได้หลงดีอีกต่างหาก เขามั่นใจมากว่าถ้าพูดความรู้สึกไปตรง ๆ อีกคนคงรังเกียจเขาจนมองหน้ากันไม่ติดแน่

และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เจสซี่เลือกจะเก็บความในใจเอาไว้เสมอมา

เขานั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพิมพ์ข้อความลงทวิตเตอร์ของตัวเอง ก่อนจะเก็บมันลงกระเป๋ากางเกง เมื่อรถไฟแล่นเข้ามาจอดที่สถานีปลายทาง

Kinki FOREVER!! @Masaya_JC . เมื่อสักครู่

 การรักใครสักคนไม่ใช่เรื่องยาก เพราะการแอบรักข้างเดียวมันยากยิ่งกว่า

 

หมาป่าเดียวดาย @HokuHokuHokuto . 5 นาทีที่แล้ว

ยิ่งฉันใกล้เธอเท่าไหร่ ยิ่งอยากจะเผยใจ เมื่อสบสายตาก็ยิ่งหวั่นไหว มันยากเหลือเกินจะเก็บซ่อนความรักเอาไว้

เจสซี่มองเนื้อเพลงที่โฮคุโตะทวีตด้วยสายตาอ่านยาก นับวันอีกคนจะทวีตเพ้อถึงคน ๆ นั้นบ่อยมากขึ้นทุกที ตั้งแต่ทวีตแรกเมื่อสองอาทิตย์ก่อนจนวันนี้นับเป็นสิบทวีตได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น

ใกล้เพียงเอื้อม แต่ไกลเกินคว้า หรือ ทำอะไรไม่ได้นอกจากได้แต่คิดถึง แม้แต่ อยากเป็นคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แต่ก็รู้ว่านั่นไม่ใช่ที่ของเรา และอื่น ๆ อีกมาก

และที่ทำให้เจสซี่เคืองมากที่สุด คือ ทวีตเนื้อเพลงที่เขาแต่งและนำมาให้วงเล่น คนอื่น ๆ ก็แซวเจ้าของทวีตกันว่าโปรโมตเพลงวงตัวเองอะไรกันไป แต่เจสซี่รู้ดีว่าเนื้อเพลงนั่นสื่อถึงคนในใจของอีกฝ่ายซึ่งมันทำให้เจสซี่อยากเดินเข้าไปกระชากตัวมือคีย์บอร์ดของวงแล้วตะโกนใส่หน้าว่าคนในฝันของเขาก็คือโฮคุโตะนั่นแหละ

“เฮ้ย ทำไรอยู่วะ เจสซี่”

เสียงเรียกพร้อมมือที่ฟาดลงเต็มแรงที่หลังของเขาทำให้คนโดนฟาดหันไปมองคนมาใหม่อย่างขุ่นเคือง

“เจ็บนะ จูริ ฟาดมาได้”

จูริส่งยิ้มกว้างให้เพื่อนก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ บนม้านั่งตัวประจำของพวกเขา ชะเง้อหน้ามองโทรศัพท์ในมือคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วเอ่ยขึ้น

“เล่นทวิตอยู่เหรอ อะ โฮคุโตะมันเพ้ออีกแล้วนี่หว่า พักนี้เพ้อบ่อยนะเนี่ย” เจสซี่ยักไหล่ทีหนึ่ง กดปิดล็อกหน้าจอโทรศัพท์แล้วเก็บลงกระเป๋ากางเกง และเปลี่ยนเรื่องคุย โดยไม่ทันสังเกตว่าเพื่อนร่างผอมเลิกคิ้วขึ้นกับการกระทำของเขา

“แล้วชินทาโร่ล่ะ ไม่มาด้วยกันเหรอไง”

“อาจารย์เรียกคุยเรื่องโปรเจ็กต์อะ เลยจะตามมาทีหลัง แล้วไทกะล่ะ ไม่ได้อยู่ด้วยกันเหรอ”

“เห็นว่าจะไปซื้อของกับมิวโตะก่อนเดี๋ยวค่อยมาน่ะ”

จูริกับโมริโมโตะ ชินทาโร่ มือกลองของวง เรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ด้วยกัน ขณะที่เขากับไทกะเรียนอยู่คณะดุริยางคศาสตร์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นจูริกับชินทาโร่ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ และเห็นเขากับไทกะมาซ้อมดนตรีหลังเลิกคลาสพร้อมกัน

“โฮคุโตะกับโคจิก็ยังไม่มา”

“คงมาพร้อมกันเหมือนเดิมแหละ”

“นั่นสินะ” ตึกคณะบัญชีที่โฮคุโตะเรียนอยู่กับตึกคณะครุศาสตร์ที่โคจิ ยูโกะ มือเบสของวง เรียนอยู่ติดกัน ทั้งสองคนจึงมักจะรอมาด้วยกันเสมอ

“อ้าว พูดถึงก็มาเลย… ที่รัก~ หายไปไหนกับมิวโตะมาอะ เค้าคิดถึง~” มือกีต้าร์ร่างผอมพูดอ้อนพลางส่งสายตาปิ๊ง ๆ ให้กับไทกะที่เดินตรงมาหาพวกเขาพร้อมกับโฮคุโตะและยูโกะซึ่งเจสซี่สันนิษฐานว่าคงไปเจอกันระหว่างทาง

ไทกะทำหน้าย่นใส่จูริ แล้วเดินไปนั่งตรงกันข้ามกับเจสซี่โดยไม่พูดอะไรกับจูริสักคำ ทำให้จูริทำหน้างอนและเริ่มแกล้งโวยวาย ให้เพื่อนคนอื่น ๆ หัวเราะเยาะ

“อะไรกันอะ ที่รักเมินเค้าอย่างนี้ได้ยังไง ใจร้าย”

“อย่าว่าแต่เคียวโมโตะเลย เป็นฉัน ฉันก็หนี” โฮคุโตะว่ากลั้วหัวเราะและนั่งลงข้าง ๆ ไทกะ ขณะที่ยูโกะทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ เจสซี่ทั้งที่ยังหัวเราะไม่หยุด

“นั่นสิ”

“พวกนายอะ ใจร้ายเหมือนกันหมดเลย ฉันอยู่กับเจสซี่ก็ได้ เจสซี่~ พวกนี้แกล้งฉัน~”

คนโดนเรียกเบี่ยงตัวหนีคนที่กำลังจะโผเข้ามาเกาะ ยิ่งทำให้จูริงอนเข้าไปใหญ่ ชายหนุ่มพองแก้มออกราวกับน่ารักนักหนา แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับดูกวนประสาทจนคนมองผลัดกันตบหัวคนงอนไปคนละทีสองทีด้วยความรักและเอ็นดู

“ไม่ต้องมาทำแก้มป่องเลย คิดว่าตัวเองเป็นเด็ก ๆ รึไงที่จะได้ทำแบบนี้แล้วน่ารัก โทษที หาความน่ารักไม่เจอเลยสักนิด” ไทกะว่า ปรายตามองคนที่ยังคงทำแก้มป่องไม่เลิกทั้งที่เพิ่งโดนรุบตบหัวไป อันที่จริงออกจะป่องมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

“ปากร้ายมาก แต่น่ารัก เพราะงั้นให้อภัย”

คนโดนชมกัดริมฝีปากล่างเหมือนพยายามกลั้นยิ้ม สะบัดหน้าที่ออกสีชมพูจาง ๆ ไปอีกทาง ขณะที่คนฟังอีกสามคนพร้อมใจกันโห่ใส่คนพูดและพากันหัวเราะมันทั้งโต๊ะ กระทั่งชินทาโร่ที่เพิ่งเดินมาถึงได้แต่ขมวดคิ้ว ถามด้วยความสงสัย

“โห่อะไรกันน่ะ พวกนาย มีอะไรกันเหรอ”

“ไม่มีอะไรหรอกชินจัง ทุกคนก็แค่ทึ่งในความรักของฉันเท่านั้นเอง” ชินทาโร่ทำหน้าเอือมใส่เพื่อนร่วมคณะ แล้วนั่งลงข้าง ๆ โฮคุโตะที่ชวนอีกฝ่ายคุยทันที

เจสซี่มองภาพของโฮคุโตะกับชินทาโร่ตรงหน้า ปกติโฮคุโตะก็มักตัวติดอยู่กับชินทาโร่มาตั้งแต่สมัยมัธยมที่เรียนมาด้วยกันแล้ว แม้ว่าพอเข้ามหาลัยจะต้องแยกกันบ้างเพราะเรียนกันคนละคณะ แต่เมื่อไหร่ที่มีโอกาสอยู่ด้วยกัน นักศึกษาบัญชีก็ชอบเข้าไปกระแซะติดกับหนุ่มวิศวะเหมือนแต่ก่อน และนั่นก็ทำให้เจสซี่อดคิดไม่ได้ว่าคนที่โฮคุโตะพูดถึงคือชินทาโร่หรือเปล่า

ใช่ว่าเขาไม่เคยลองถามเพื่อนคนอื่น ๆ ดูว่าโฮคุโตะแอบชอบใครอยู่รึเปล่า แต่ทุกคนก็พูดเหมือนกันว่าคงเป็นแค่อาการเพ้อเรื่อยเปื่อยของเจ้าตัวเหมือนอย่างที่เป็นมา มีเพียงเจสซี่คนเดียวที่คิดต่างออกไป และมันก็ทำให้เขาเผลอจับสังเกตอีกคนอยู่ตลอด

“เจสซี่ เป็นอะไรไปน่ะ” ยูโกะสะกิดถาม เมื่อเห็นว่าเขามัวแต่มองคู่ซี้ตัวติดกันคู่นั้นบ่อย ๆ ยูโกะเป็นคนที่จับสังเกตอะไรต่อมิอะไรได้ไวเสมอ ยิ่งโดยเฉพาะกับเจสซี่ที่เห็นหน้ากันมาตั้งแต่อนุบาลจนสนิทกันมากที่สุดในกลุ่ม ความรู้สึกของยูโกะยิ่งไวเป็นพิเศษ

“เปล่าหรอก… นี่ไปซ้อมกันได้รึยัง ไปได้แล้ว ซ้อม ๆ ๆ ๆ”

 

Kinki FOREVER!! @Masaya_JC . 20 นาทีที่แล้ว

 ช่วยทำให้ฉันมั่นใจมากพอจะสารภาพรักออกไปทีสิ

“แน่ใจนะว่าไม่ได้มีอะไรน่ะเจสซี่”

“ก็บอกแล้วไงว่าเปล่า”

“แน่เหรอ ฉันว่าช่วงนี้นายดูไม่ค่อยปกตินะ”

“นั่นสิ นี่ยังไม่นับทวิตเตอร์ของนายด้วย”

เจสซี่กลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ สมแล้วที่เป็นยูโกะกับจูริ สังเกตเห็นทุกอย่างจริง ๆ

ตอนนี้พวกเขากำลังกลับบ้าน หลังจากไปกินข้าวด้วยกันหกคนหลังซ้อมเหมือนทุกที เจสซี่ จูริกับยูโกะที่บ้านใกล้กันจึงเดินกลับบ้านด้วยกันเหมือนทุกที

“บอกความจริงมาดีกว่าเจสซี่ นายชอบใครอยู่ใช่มั้ย”

มันอาจจะเป็นความผิดพลาดของชายหนุ่มลูกครึ่งเองที่ดันบ้าไปทวีตที่สื่อถึงความในใจของตัวเองเหมือนอย่างที่โฮคุโตะทำ ทั้งที่รู้ดีว่าบางทีโฮคุโตะก็แค่ทวีตไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น และยิ่งอีกคนมากดไลค์ทวีตของเขาแล้ว มันก็ทำให้เขาหงุดหงิดในใจมากขึ้นไปด้วย ความรู้สึกของพวกเขาแทบไม่ต่างกันเลยจริง ๆ ผิดก็แต่เขาชอบโฮคุโตะ แต่โฮคุโตะชอบใครก็ไม่รู้

“ก็… แอบชอบคน ๆ นึงอยู่น่ะนะ ความจริงก็ชอบเขามานานแล้วแหละ…”

“ชื่ออะไร เรียนอยู่ที่ไหน คณะเดียวกับนายปะ”

“แล้วสวยมั้ย น่ารักมั้ย ทำไมไม่เคยเห็นบอกกันมั่งเลยวะ” จูริกับยูโกะพร้อมใจกันระดมคำถามใส่ร่างสูงที่ต้องรีบยกมือขึ้นเบรกเพื่อน

“พอเลย รัวแบบนั้นใครจะไปตอบทัน”

“งั้นเอาคำถามแรก ชื่ออะไร”

เจสซี่นิ่งไป ท่าทางดูอึกอักเล็กน้อย เพราะไม่รู้จะบอกไปยังไงดี ถึงเขาจะมั่นใจว่าสองคนตรงหน้าเก็บความลับให้เขาได้ แต่การบอกว่าแอบชอบเพื่อนอีกคนที่เป็นผู้ชายเหมือนกันมันก็ทำใจได้ยากอยู่ แต่แน่ล่ะว่าท่าทางของเจสซี่ย่อมไม่พ้นสายตาของเพื่อนสองคนที่มองตากันเป็นเชิงบอกว่า ว่าแล้ว

“โฮคุโตะสินะ” ยูโกะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ตามด้วยจูริที่พูดขึ้นขำ ๆ เมื่อเห็นใบหน้าขาวซีดเป็นกระดาษของเจสซี่ที่แสดงความตกใจชัดเจน

“เดายากที่ไหนล่ะ นายน่ะเคยปิดบังอะไรพวกฉันได้ด้วยเหรอไง”

“คือ… พวกนายไม่… เอ่อ…” เจสซี่พูดอะไรไม่ออก สมองรันวุ่นวายไปหมดจนเหมือนจะระเบิดออกได้

“พวกฉันไม่อะไร ถ้าถามว่ารังเกียจมั้ย ก็ไม่หรอก ก็แค่แบบ เอ๋ ชอบหมอนั่นงั้นเหรอเนี่ย แต่อย่างที่บอกพวกฉันอะเดาได้แล้ว เพราะงั้นก็เลยเฉย ๆ อะ” จูริว่าพลางยกแขนขึ้นกอดคอเพื่อนที่ดูเหมือนจะช็อกค้างไปแล้ว

“นั่นสิ ถึงจะคิดว่าโฮคุโตะเนี่ยนะ แต่ก็ไม่ได้อะไรยังไงเท่าไหร่หรอก โฮคุโตะเองก็มีข้อดีเหมือนกันละนะ ถึงจะชอบทำตัวบ้า ๆ บอ ๆ เพ้อเจ้อไปบ้างก็เหอะ” ยูโกะกอดคอเจสซี่อีกข้างหนึ่งแล้วพูดต่อจากเพื่อน

เจสซี่มองหน้าทั้งสองคนสลับกันไปมา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบาด้วยความไม่แน่ใจ

“พวกนายโอเคจริง ๆ น่ะเหรอ”

“ก็โอเคน่ะสิ แต่ถ้าถามนะ ไปสารภาพรักได้ละ เก็บไว้ทำไมไม่ทราบ”

“พวกนายก็เห็นทวิตเตอร์ของหมอนั่นนี่นา โฮคุโตะคงจะแอบชอบใครสักคนอยู่นั่นแหละ ยังไงก็แห้วอยู่ดี”

จูริกับยูโกะหันมองหน้ากันอีกครั้ง ก่อนที่จูริจะปล่อยมือออกจากคอเพื่อนแล้วพูดขึ้น “อย่างฉันเนี่ย ก็แห้วเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

คนที่กำลังเครียดเพราะแอบรักเพื่อนตัวเองมองหน้าเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กด้วยความสงสัย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงเรื่องไหน

“แต่ไทกะเองก็ยังไม่ได้ชอบใครนี่นา นายก็ยังมีโอกาสนี่”

“ใช่มั้ยล่ะ ฉันถึงได้พยายามบอกรักไทกะมันทุกวันเลยไง แสดงออกให้เขารู้ซะว่าเรารักเขา อย่างน้อย ๆ คนอื่น ๆ ที่คิดจะเข้ามาจีบจะได้ไม่กล้าไง”

ยูโกะที่ตัดสินใจฟังเงียบ ๆ อดกลั้นขำกับความคิดของหนุ่มวิศวะไม่ได้ ไอ้การบอกรัก คอยเต๊าะ คอยตื๊อทุกครั้งที่มีโอกาสของจูริเนี่ย เขาไม่ได้เรียกว่าพยายามทำให้รู้ว่ารักแล้ว อย่างนี้น่ะ เขาเรียกว่ากันท่าเป็นหมาหวงก้างชัด ๆ แทบไม่ต่างจากที่จูริด่ามิวโตะเพื่อนของไทกะที่พยายามเข้ามาขัดขวางจูริไม่ให้สร้างความรำคาญให้ไทกะมากไปกว่านี้สักนิดเลย

“แต่นายก็ยังมีโอกาสเพราะไทกะยังไม่ได้ชอบใครนี่ แต่โฮคุโตะน่ะแสดงออกชัดเลยนะว่ามีใครในใจอยู่แล้ว” คำแย้งของชายหนุ่มทำให้เพื่อนสองคนมองหน้ากันเป็นเชิงปลง ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเหมือนกับที่พวกเขาเห็นเลยสักนิด

“ให้ตายสิ  ฉันไม่คิดว่านายจะทึ่มกับเรื่องพวกนี้เลยนะ เจสซี่” จูริบ่นพลางยกมือขึ้นกุมขมับและส่ายหน้าอย่างระอา

“ช่วยไม่ได้นี่นา ถ้าเทียบกับพวกเราแล้ว หมอนี่น่ะแทบไม่มีประสบการณ์ในเรื่องพวกนี้ จะเดาไม่ออก ไม่รู้เรื่องก็ช่วยไม่ได้หรอกน่า ปกติ” ยูโกะออกรับหน้าแทน ในบรรดาพวกเขาหกคนต่างก็เคยมีแฟนกันมาหมดแล้วทั้งนั้น ยกเว้นเจสซี่ที่ไม่เคยมีความรักอย่างจริงจังอยู่คนเดียว แฟนที่คบกับหมอนี่ก็คบกันไปงั้น ๆ ก่อนจะเลิกกันไปหลังคบกันได้แค่เดือนเดียว

“รู้ แต่ก็ไม่นึกว่าจะขนาดนี้นี่หว่า…” จูริพูดก่อนจะหันไปบ่นพึมพำอะไรสักอย่าง ทิ้งให้เจสซี่มองอย่างงง ๆ แล้วหันกลับมาหายูโกะต่อ

“ตกลงว่าพวกนายหมายความว่ายังไงกันน่ะ ฉันไม่เข้าใจ” ยูโกะเพียงแต่ยิ้มให้กับคำถามของเจสซี่แล้วเอ่ยตอบชนิดที่ไม่ได้ทำให้อะไร ๆ มันกระจ่างขึ้นเลยแม้สักนิดเดียว

“เอาเป็นว่านายไม่ต้องคิดอะไรมากให้ปวดหัวหรอก แค่เดินเข้าไปสารภาพรักซะก็จบ”

“หา?”

“ทำอย่างที่โคจิบอกอะแหละ ดีแล้ว อะ ถึงบ้านฉันแล้ว ฉันไปก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้ที่ห้องซ้อม” ว่าจบจูริก็วิ่งตรงไปยังบ้านของตัวเองทันที ก่อนจะหันกลับมาโบกมือลาให้เพื่อนอีกสองคนอย่างร่าเริงแล้วเข้าบ้านไป

“มันจะดีแน่เหรอ โคจิ หมอนั่นเป็นผู้ชายนะ แถมยังเป็นเพื่อนร่วมวงด้วย ถ้ามองหน้ากันไม่ติดจะยุ่งเอานะ”

“ดีสิ เชื่อฉันเถอะน่า ถ้าโฮคุโตะมันรังเกียจพวกชอบเพศเดียวกัน มันคงไม่เล่นบ้าบอคอแตกเป็นเพื่อนจูริจนถึงตอนนี้หรอก แล้วอีกอย่างนายเองก็รู้ หมอนั่นน่ะใจดี ถึงจะไม่ได้ชอบนายแบบนั้น แต่หมอนั่นก็ต้องยอมเป็นเพื่อนกับนายเหมือนเดิมอยู่แล้ว เอาล่ะ ฉันเข้าบ้านก่อนนะ ราตรีสวัสดิ์”

ว่าจบ คนตัวเตี้ยกว่าก็ยกมือขึ้นขยี้หัวเพื่อน แล้วเดินเข้าบ้านไปอีกคน ทิ้งให้หนุ่มลูกครึ่งยืนถอนหายใจอยู่ที่เดิม ถึงแม้ว่าจะเห็นด้วยกับยูโกะเรื่องจูริและเรื่องที่โฮคุโตะเป็นคนใจดี แต่ไอ้เรื่องที่จะเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมได้มั้ยน่ะ เขาไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดเดียว

 

หมาป่าเดียวดาย @HokuHokuHokuto . 3 ชั่วโมงที่แล้ว

ความกลัวมีอิทธิพลกับฉันมากเกินไปจนทำให้ฉันไม่กล้าเดินหน้าต่อ

โฮคุโตะมองหน้าจอแท็บเล็ตของตัวเองอย่างหงุดหงิด เจสซี่พูดถึงคนคนนั้นอีกแล้ว นี่มันหมายความว่ายังไงเนี่ย ไอ้ทวีตที่ว่า จะพูดอย่างไรให้เธอเข้าใจความรู้สึกของฉัน ก็พูดว่าฉันรักเธอไปง่าย ๆ พูดไม่เป็นรึไงวะ เอาแต่พร่ำเพ้อลงทวิตเตอร์อยู่ได้

แต่ถึงจะนึกด่าเพื่อนอยู่ในใจแบบนี้แต่โฮคุโตะเองก็รู้ว่าไอ้คำด่าทั้งหลายนั่นก็เข้าตัวเขาเองทั้งหมดเช่นกัน

เขาคิดเกินเลยกับเจสซี่มากกว่าเพื่อน

โฮคุโตะค้นพบความจริงนี้มาได้สักพักใหญ่ ๆ แล้ว ราวสองสามเดือนได้ เมื่อพวกเขาเล่นเกม Truth or Dare กัน แล้วไทกะถามเจสซี่ที่เลือก Truth ว่ามีจูบแรกเมื่อไหร่ โอเค พวกเขาหกคนเป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่สมัยเรียนม.ต้นด้วยกัน ใครมีแฟนกี่คน ชื่ออะไรบ้าง หน้าตาเป็นยังไงพวกเขาก็รู้กันหมดแหละ เรื่องจูบแรกนี่ก็ใช่ว่าไม่เคยคุยกัน แต่เจสซี่มักจะชอบบ่ายเบี่ยงอยู่เสมอเพราะนิสัยขี้อายของเจ้าตัวซึ่งพวกเขาก็ไม่อยากแกล้งอีกฝ่ายจนงอนหนักเลยยอมเปลี่ยนประเด็นไปซะ กระทั่งวันนั้นที่ไทกะถามขึ้นมา พวกเขาถึงได้รู้

มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก็แค่เจสซี่ถูกแฟนคนแรก (หรือจะเรียกว่าเป็นแฟนคนเดียวนชีวิตของมันดี) ที่อายุมากกว่าถึง 3 ปี ดึงตัวเข้าไปจูบ และทั้งคู่ก็เลิกรากันไปตั้งแต่พวกเขายังอยู่ม.4 จนตอนนี้อยู่ปีสองแล้ว แถมเจสซี่เองก็ไม่ได้นึกรักผู้หญิงคนนั้นด้วย ยิ่งทำให้จูบที่ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักนิด แต่โฮคุโตะกลับรู้สึกไม่พอใจเอาซะได้ ไม่พอใจที่ผู้หญิงคนนั้นเป็นจูบแรกของเจสซี่ ไม่พอใจที่เจสซี่หัวเราะให้กับจูบนั่น ไม่พอใจน้ำเสียงที่บ่งชัดว่านึกถึงความหลัง ไม่พอใจเอามาก ๆ

โฮคุโตะไม่ได้หลงรักใครเป็นครั้งแรก เขาเคยหลงรัก แอบรัก สมหวัง และอกหักมาก่อนแล้ว เขารู้ว่าความรู้สึกจริง ๆ ของตัวเองที่มีต่อเจสซี่ที่เขาค้นพบมันคืออะไรโดยไม่ต้องใช้เวลาไตร่ตรองเลยสักนิด ประเด็นมันอยู่ที่อีกคนเป็นเพื่อนสนิทที่จะมองหน้ากันติดมั้ยถ้าเขาพูดออกไป ไม่นับเรื่องที่ว่าเจสซี่เองก็เป็นผู้ชาย ถึงเจ้าตัวจะสนิทกับจูริที่แสดงออกชัดเจนว่าชอบไทกะที่เป็นผู้ชายเหมือนกันได้อย่างสนิทใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าเป็นตัวเองแล้วอีกฝ่ายจะยอมรับมันได้ง่ายดายนัก

และเมื่อคิดเรื่องนี้ไม่ตก เขาจึงกดทวีตว่า การรักใครสักคนเนี่ยยากเนอะ ออกไปแบบลอย ๆ ไม่ได้คิดอะไรมากนัก แต่เรื่องมันดันพลิกกลับตาลปัตรเมื่อเจสซี่ดันทวีตว่า การรักใครสักคนไม่ใช่เรื่องยาก เพราะการแอบรักข้างเดียวมันยากยิ่งกว่า

ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันมีที่มาจากทวีตของเขาซึ่งเขารู้ดีว่าเจ้าตัวคงไม่รู้ว่าเขาพูดถึงอีกฝ่ายอยู่ และนั่นก็ทำให้เขาเผลอทวีตถึงอีกฝ่ายหนักขึ้น และผลที่ได้รับกลับมาคือการที่เจสซี่ทวีตถึงคนคนนั้นบ่อยมากขึ้นตามไปด้วย

ชายหนุ่มวางแท็บเล็ตในมือลงเมื่อมีคนเดินเข้ามาในห้องซ้อมดนตรีประจำของพวกเขา ไทกะส่งยิ้มให้กับเขาเช่นเดียวกับเขาที่ส่งยิ้มให้ 1 ใน 2 นักร้องนำเสียงดีของวง

“มาเร็วนะ” ไทกะทักขณะวางกระเป๋าเป้ลงบนมุมหนึ่งของห้องที่มีกระเป๋าของโฮคุโตะวางอยู่ก่อนแล้ว

“อาจารย์ยกคลาสกะทันหันน่ะ นายเองก็มาเร็วนะ วันนี้ไม่มีเรียนนี่”

“ก็เพราะไม่มีเรียนนั่นแหละถึงได้มาก่อนเวลาได้ แล้วนี่ทำอะไรอยู่น่ะ เล่นทวิตเหรอ” ชายหนุ่มร่างบางชะโงกหน้ามองแท็บเล็ตที่เพื่อนวางบนม้านั่งข้างตัวก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งบ้าง

“อือ”

“จะว่าไปพักนี้นายทวีตถึงใครเนี่ย บ่อยมากเลยนะ” ไทกะว่าขำ ๆ แต่แน่ล่ะว่าคนฟังไม่ได้ขำไปด้วยสักนิด

“ใช่คนที่ฉันคิดอยู่รึเปล่า”

โฮคุโตะหันกลับไปมองคนพูดทันที ตาคมหรี่ลงเล็กน้อย พลางย้อนถาม

“แล้วนายคิดว่าเป็นใครล่ะ” ไทกะยิ้มมุมปาก มองโฮคุโตะที่หรี่ตามองแล้วเอ่ยตอบ

“เจสซี่”

โฮคุโตะยักไหล่ ไม่แปลกที่ไทกะจะเดาได้ อันที่จริงเขาก็คิดไว้แหละว่าเพื่อนร่วมวงคนอื่น ๆ คงพอจะเดากันได้ จากทวิตเตอร์ของเขาที่เหมือนจะทวีตมากเกินไปหลังจากทวีตของอีกฝ่ายเมื่อวันนั้น แต่เขาอดไม่ได้ พอเห็นทวีตของเจสซี่เกี่ยวกับคนคนนั้นของเจ้าตัวทีไร เขาก็เผลอทวีตอะไรตอบไปทุกที

“อยากรู้มั้ยว่าทำไมฉันถึงรู้ ไม่สิ ทำไมพวกเราถึงรู้”

“ไม่แปลกใจหรอกที่รู้กันน่ะ” ไทกะหัวเราะเบา ๆ กับคำพูดของเพื่อน

“ไม่คิดจะปิดกันตั้งแต่แรกแล้วสินะ”

“ก็แค่คิดว่าพวกนายคงพอเดากันได้เท่านั้นแหละ แต่ถ้าให้ฉันเดานะ ไม่นับเจสซี่ อีกคนที่ไม่รู้เรื่องก็คงเป็นชินทาโร่ล่ะมั้ง” โฮคุโตะพูดกลั้วหัวเราะ สองคนนี้หัวช้ากับเรื่องพวกนี้จะตาย ถ้าเป็นเรื่องอื่น ๆ ล่ะก็รู้ดีตลอดแหละ

“จริง รู้กันหมด ยกเว้นสองคนนั้นนั่นแหละ… แล้วนายคิดจะบอกเจสซี่มั้ย”

คนกำลังมีความรักส่ายหน้า “ฉันไม่คิดจะบอกหรอก ให้หมอนั่นไปสารภาพรักสาวคนนั้นก่อน ถ้าสมหวังก็แล้วไป ถ้าไม่เดี๋ยวฉันค่อยเสียบแทน” พูดไปก็หัวเราะไป โฮคุโตะจึงไม่ทันเห็นไทกะที่ขมวดคิ้วเหมือนจับสัมผัสได้ว่าเพื่อนกำลังล้อเล่นกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง

“งั้นเหรอ กลัวสินะ นายน่ะ”

รอยยิ้มของโฮคุโตะเปลี่ยนไปจากขำขันเป็นรอยยิ้มบาง ๆ คนสูงกว่าเอนหลังพิงผนังเก็บเสียงด้านหลัง มองไมโครโฟนบนขาตั้งบริเวณหน้าห้องก่อนจะพูดขึ้น

“แล้วนายไม่คิดว่ามันน่ากลัวหรือไง คนที่ชอบเป็นผู้ชายเหมือนกัน แล้วยังเป็นเพื่อนสนิทที่อยู่ด้วยกันมานานอีก ฉันน่ะนับถือจูริมากเลยนะที่กล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมาได้”

ชื่อของจูริดูเหมือนจะทำให้ไทกะตัวเกร็งขึ้นมาหน่อยซึ่งโฮคุโตะก็ไม่แปลกใจกับปฏิกิริยานั้น ก็คนที่จูริแสดงความรักด้วยมาตลอดก็คือไทกะนี่นะ

“ถ้าไม่ได้ชอบก็บอกไปตรง ๆ สิ ปล่อยให้หมอนั่นตื๊อมาตลอดแบบนี้น่ะ ไม่รำคาญเหรอ”

คำพูดของโฮคุโตะทำให้ไทกะนั่งก้มหน้าเงียบ ๆ ไม่พูดตอบอะไร มือคีย์บอร์ดที่เห็นแบบนั้นจึงเอ่ยต่อ

“ยกเว้นแต่ว่า นายเองก็ชอบหมอนั่นเหมือนกัน”

“หมอนั่นก็เต๊าะไปเรื่อยเปื่อยนั่นแหละ วันก่อนก็ไปกอดอิวาฮาชิ แล้วยังไปแซวเรย์อะอยู่เลย”

ชื่อของรุ่นน้องร่วมมหาลัยที่ค่อนข้างจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีทำให้โฮคุโตะเลิกคิ้วขึ้น เอียงคอเล็กน้อยก่อนจะปล่อยระเบิดที่ทำให้ไทกะหันกลับมาโวยวาย

“หรือว่าหึง”

“ไม่ใช่สักหน่อย! ใครจะไปหึงเจ้านั่นกันล่ะ นายเองก็เถอะ เอาแต่กลัวนั่นกลัวนี่อยู่แบบนี้ ระวังเจสซี่มันจะไปหลงรักคนอื่นเข้าจริง ๆ ก็แล้วกัน” ว่าเสร็จ ไทกะก็เดินไปนั่งที่ม้านั่งอีกตัวพร้อมกับหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบฟังเพลงตัดขาดจากโลกภายนอก ทิ้งให้โฮคุโตะนั่งทบทวนเรื่องของตัวเองอยู่เงียบ ๆ คนเดียว

“อ้าว มากันแล้วเหรอ”

เสียงเปิดประตูทำให้ทั้งโฮคุโตะและไทกะหันไปมองพร้อมกัน เพื่อนร่วมวงอีกสี่คนทยอยกันเดินเข้ามาพลางส่งเสียงทักทาย โหวกเหวกกันเหมือนที่เป็นประจำ

“นี่ โฮคุโตะ” เสียงเรียกจากคนที่เป็นประเด็นเมื่อครู่ทำให้โฮคุโตะที่ยังคงนั่งอยู่ที่ม้านั่งเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายพลางนึกสงสัยกับท่าทางลุกลี้ลุกลนแปลก ๆ ของเจสซี่

“ว่าไง ดูท่าทางแปลก ๆ นะนาย”

“เอ่อ ก็ ไม่ได้มีอะไรมากหรอก… คือ.. เย็นนี้ว่างมั้ย ไปซื้อของเป็นเพื่อนหน่อยสิ” คำชวนที่โฮคุโตะได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น ปกติถ้าจะไปซื้อของหรืออะไรที่ไปกันแค่สองคน คนที่เจสซี่จะชวนไปด้วยคนแรกคือยูโกะที่นับได้ว่าสนิทกันมากที่สุด ทำไมจู่ ๆ ถึงมาชวนเขาได้กัน

“แล้วโคจิล่ะ”

“ไม่ว่างอะ เห็นว่าต้องกลับไปทำรายงานต่อ อีกอย่างนายมีเซ้นส์การแต่งตัวนี่นา ได้นายช่วยเลือกเสื้อผ้าให้ก็สบายใจได้เลย” โฮคุโตะยิ่งคลางใจกับคำตอบของเจสซี่มากขึ้นไปอีก จริงอยู่ที่หลาย ๆ คนบอกว่าเขาแต่งตัวดี แต่เจสซี่ก็มักจะบ่นอยู่เสมอว่าเขาแต่งตัวดีเกินไป แล้วนึกอะไรขึ้นมาถึงได้จะให้เขาไปช่วยเลือกเสื้อผ้าให้ทั้งที่สไตล์การแต่งตัวของพวกเขานี่ไปกันคนละทางเลย

หรือว่าจะให้เขาช่วยเลือกเสื้อผ้าใส่ไปเดท

“ได้สิ” เจสซี่เผยรอยยิ้มกว้างออกมาทันทีที่โฮคุโตะตอบตกลง รอยยิ้มเจิดจ้าที่ทำให้โฮคุโตะนึกอยากกลับคำมันเสียเดี๋ยวนั้น ยิ้มกว้างขนาดนี้ หาเสื้อผ้าไปเดทกับคนคนนั้นชัวร์

 

Kinki FOREVER!! @Masaya_JC . 25 นาทีที่แล้ว

แค่ได้มีโอกาสอยู่ข้าง ๆ ก็ดีเท่าไหร่แล้ว

“โฮคุโตะ เสร็จยัง” เจสซี่ส่งเสียงเรียกโฮคุโตะอย่างร่าเริง แม้จะพอเห็นสายตาล้อเลียนของจูริ และรอยยิ้มกว้างแทนคำแซวจากยูโกะก็ไม่ได้ทำให้อารมณ์ดี ๆ ของชายหนุ่มร่างสูงกร่อยลงได้สักนิด ไม่เอาน่า นี่เขากำลังจะได้ไปเดทกับคนที่แอบชอบมานานเลยนะ ถึงจะอ้างว่าให้ไปช่วยเลือกเสื้อผ้าให้ก็เถอะ แต่กว่าจะทำใจชวนอีกคนตามที่ยูโกะกับจูริแนะนำได้เขาก็หมดกำลังใจไปโข เพราะฉะนั้นเมื่อโฮคุโตะตอบตกลงแล้ว จะไม่ให้เขาอารมณ์ดีได้ยังไง

“อือ ๆ แป๊บนึง จะเสร็จแล้ว… โอเค เรียบร้อย”

“งั้นก็ไปกัน พวกฉันกลับกันก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้” เจสซี่คว้าข้อมือของอีกคน หันมาโบกมือลาให้เพื่อนที่เหลือแล้วจูงโฮคุโตะออกจากห้องซ้อมไป พยายามทำตัวสบาย ๆ แบบไม่ได้คิดอะไรทั้งที่ใจเต้นโครมครามไม่เป็นส่ำกับข้อมือที่ตัวเองจับอยู่ ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมโฮคุโตะถึงไม่ดึงมือออก แต่เจสซี่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เพราะแค่ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจก็แทบไม่มีสมองไว้คิดอย่างอื่นแล้ว

ทว่าเมื่อมาถึงห้างสรรพสินค้าแล้ว คนที่เป็นฝ่ายจูงอีกคนเข้าร้านโน้นออกร้านนี้กลับเป็นโฮคุโตะเสียเองซึ่งแน่ล่ะว่าเจสซี่ไม่ปฏิเสธใด ๆ ทั้งสิ้นและปล่อยให้คนที่ตัวเตี้ยกว่าจัดการเอาชุดโน้นชุดนี้มาทาบกับตัวเขา และเดินไปลองชุดต่าง ๆ ตามคำสั่งแต่โดยดี

เจสซี่มองภาพสะท้อนของตัวเขาเองในกระจก ถึงจะเคยบ่นว่าอีกฝ่ายแต่งตัวดีเกินไปยังไง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเซ้นส์ด้านแฟชั่นของโฮคุโตะดีมากจริง ๆ ชุดที่อีกคนเลือกให้นอกจากจะเหมาะกับเขาแล้วยังไม่หลุดจากสไตล์ที่เขาชอบด้วย เรียกได้ว่าถูกใจเขามากเลยทีเดียว

“เจสซี่ เสร็จรึยัง รีบ ๆ ออกมาได้แล้ว” เสียงเร่งที่ดังมาจากข้างนอกทำให้เจสซี่รีบเก็บของแล้วเปิดประตูห้องลองชุด ก้าวออกไปยืนข้างนอกให้คนเลือกชุดพินิจพิจารณา

“อืม ตัวนี้ใส่ขึ้นจริง ๆ ด้วยแฮะ” รอยยิ้มพึงพอใจของโฮคุโตะที่ส่งมาให้เรียกรอยยิ้มของเจสซี่ออกมาเช่นกัน คนตรงหน้าเขาดูสนุกกับการเลือกเสื้อผ้าให้เขามาก และเขาที่เห็นแบบนั้นก็พลอยสบายใจไปด้วย

“ต่อไปลองตัวนี้กับตัวนี้ดูนะ” คนแต่งตัวเก่งว่าพลางส่งเสื้อกับกางเกงให้เขาเอาเข้าไปลอง แล้วเจ้าตัวก็หันไปดูเสื้อผ้าต่อทิ้งให้เขาเดินกลับเข้าห้องลองเสื้อเปลี่ยนชุดใหม่พร้อมรอยยิ้มกว้าง มาเดินซื้อของด้วยกันสองคนเนี่ย มีความสุขจริง ๆ เลยนะ

“เดี๋ยวไปหาอะไรกินกันมั้ย” เจสซี่พูดหลังจ่ายเงินค่าเสื้อผ้าเสร็จแล้วกำลังเดินออกจากร้าน โฮคุโตะก้มลงดูนาฬิกาเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า

“เอาสิ แล้วนายอยากกินอะไรอะ”

“แล้วแต่นายเลย วันนี้นายมาช่วยฉันเลือกเสื้อผ้าแล้ว เพราะงั้นฉันจะตามใจนายเป็นการตอบแทนแล้วกัน”

โฮคุโตะหัวเราะเบา ๆ กับคำพูดของคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ ซึ่งเสียงหัวเราะนั้นก็ทำให้เจสซี่อดยิ้มออกมาไม่ได้

“เลี้ยงใช่มั้ย”

“ได้สิ แต่อย่าแพงมากนะ หมดตังค์ไปกับค่าเสื้อผ้าแล้ว” เขาตอบรับกลั้วหัวเราะ ไม่ได้พูดเกินจริงแต่อย่างใด เพราะเสื้อผ้าที่โฮคุโตะเลือกให้ราคาค่อนข้างสูงพอสมควร แต่ก็ใช่ว่าเขาจะบ่นอะไรได้ โฮคุโตะชิงพูดดักเขาไว้ก่อนแล้วว่า “เสื้อผ้าร้านนี้น่ะ ราคาสูงก็จริงแต่คุณภาพก็ดีตามไปด้วย ใช้ได้นานจนคุ้มแน่นอน ฉันใส่อยู่ รับประกันเลย”

“งั้นเอาเป็นราเมงที่ร้านข้างสถานีรถไฟที่ไปกินกันประจำแล้วกัน คงไม่กระเป๋าฉีกใช่มั้ย” โฮคุโตะแหย่ ทำให้เขาอดมองค้อนอีกคนไม่ได้ แต่คนโดนค้อนก็ไม่ได้นึกอยากง้อแต่อย่างใด เพราะเจ้าตัวเอาแต่หัวเราะ เขาจึงพลอยหัวเราะตามคนตัวเตี้ยกว่าไปด้วย

“ถ้าฉันบอกว่าไม่พอนายจะเลี้ยงฉันแทนมั้ยล่ะ”

“ก็ได้ เดี๋ยวนายไม่มีค่ารถไฟกลับบ้านจะแย่เอา” โฮคุโตะแหย่อีก คราวนี้เจสซี่เริ่มรู้สึกงอนจริง ๆ แล้ว

“แกล้งฉันเข้าไป สนุกนักสินาย”

หนุ่มลูกครึ่งไม่ได้สนใจคำตอบที่ได้รับสักนิด เมื่อคนตรงหน้าส่งรอยยิ้มหวานที่มาพร้อมกับนัยน์ตาเป็นประกายซึ่งตรึงสายตาของเจสซี่เอาไว้ได้อยู่หมัด “สนุกสิ วันหลังจะแกล้งอีกเยอะ ๆ เลย”

เขาพยายามเก็บอาการแม้จะหุบยิ้มไม่ลงก็ตาม “แล้วแต่นายแล้วกัน… เราไปกินข้าวกันเถอะ ฉันเริ่มหิวแล้ว”

“อือ”

 

“อิ่มจัง เดี๋ยวนายจะกลับบ้านเลยรึเปล่าน่ะ” โฮคุโตะเอ่ยปากถามเจสซี่ที่เอาแต่กดอะไรสักอย่างอยู่กับมือถือมาสักพักแล้ว ตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะออกจากร้านราเม็งและกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรต่อ

“เจสซี่… เจสซี่… นี่ เจสซี่!!”

“หือ อะไรเหรอ โฮคุโตะ ไม่เห็นต้องเสียงดังเลย” คนเรียกชักเริ่มโมโห นั่งอยู่ด้วยกันสองคน ยังเอาแต่เล่นโทรศัพท์อยู่ได้ เรียกตั้งนานไม่ได้ยินแล้วยังมาหาว่าเขาเสียงดังอีกต่างหาก

“นายนั่นแหละเรียกตั้งนานไม่ได้ยิน”

“อ่า โทษที ๆ แล้วมีอะไรเหรอ”

“ฉันถามว่านายจะกลับบ้านเลยรึเปล่า” ให้ตายสิ เขาเผลอใช้น้ำเสียงไม่ดีออกไปซะแล้ว

สีหน้าของเจสซี่ดูเจื่อนลงไปเล็กน้อย แต่ก็ยังตอบคำถามของโฮคุโตะแต่โดยดี “ก็คงจะกลับเลยน่ะ นี่ก็เย็นมากแล้วด้วย นายเองก็ควรรีบกลับเหมือนกันนะ”

โฮคุโตะพยักหน้ารับ อันที่จริงเขาไม่ค่อยอยากกลับบ้านสักเท่าไหร่เลย อันที่จริงต้องบอกว่าเขาไม่อยากจากอีกคนไปเลยต่างหากถึงจะถูก ถึงจะเป็นการช่วยเลือกเสื้อผ้าให้อีกคนไปเดท แต่เขาก็สนุกและมีความสุขมากกับการมาเที่ยวครั้งนี้

“แล้วนายจะไปเดทเมื่อไหร่เหรอ”

“เอ๊ะ” เจสซี่เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง แสดงชัดถึงความงุนงง จนเขาเองก็เริ่มงงไปด้วยแล้วเหมือนกัน

“อ้าว ก็นายให้ฉันช่วยเลือกชุดให้นายใส่ไปเดทกับคนที่นายชอบทวีตถึงบ่อย ๆ ไม่ใช่เหรอ” คราวนี้เจสซี่แทบอ้าปากค้าง

“เดี๋ยว เข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ได้กำลังหาเสื้อผ้าใส่ไปเดทที่ไหนสักหน่อย แค่อยากได้เสื้อผ้าใหม่เฉย ๆ เอง ไปเอาความคิดแบบนั้นมาจากไหนเนี่ย”

โฮคุโตะรู้สึกเหมือนหน้าร้อนขึ้นนิดหน่อยกับการกังวลจนคิดมากเกินของตัวเอง “ก็เห็นช่วงนี้นายพูดถึงคนคนนั้นบ่อยนี่นา แถมปกตินายก็ชอบว่าฉันว่าแต่งตัวดีเกินไป พอมาถามก็เลยนึกว่าอยากได้เสื้อผ้าไปใส่เดทกับคนคนนั้นนี่…”

โฮคุโตะเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หลังจากได้ยินเสียงหัวเราะขื่น ๆ สายตาของเจสซี่ที่มองมายังเขาดูหมองลงอย่างที่โฮคุโตะเองก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่ที่แน่ ๆ มันทำให้เขารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก

“ไม่รู้จริง ๆ ด้วยสินะ โฮคุโตะ”

โฮคุโตะไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขาพูดอะไรผิดตรงไหน ทำไมรอยยิ้มบางนั่น ดวงตาคู่นั้นถึงได้ชวนให้รู้สึกใจหาย เขาอยากถามแต่ลำคอกลับแห้งผาก

“งั้นก่อนกลับ ไปเดินเล่นกัน”

 

พวกเขาเดินไปตามทางเท้าริมถนนใหญ่มาได้สัก 5 นาทีแล้ว และพระอาทิตย์เองก็เริ่มตกดินแล้วเช่นกัน แต่โฮคุโตะก็ยังไม่รู้ว่าเจสซี่จะพาเขาไปหยุดที่ไหน เขาเดินตามหลังคนข้างหน้าไปเรื่อย สมองที่ปกติทำงานได้รวดเร็วมาตอนนี้กลับคิดอะไรไม่ออก มันตื้อตันไปหมด

เจสซี่มาหยุดอยู่ที่บริเวณริมแม่น้ำแล้วเดินนำลงไปนั่งที่ตลิ่ง โฮคุโตะจึงเดินตามลงไปนั่งข้าง ๆ พวกเขานั่งอยู่ตรงนั้นด้วยกันเงียบ ๆ ดูพระอาทิตย์ตกดินริมแม่น้ำ บรรยากาศรอบข้างดูสงบเงียบ แต่ไม่ใช่กับในหัวของโฮคุโตะที่เริ่มกลับมาทำงาน และเหมือนจะทำงานดีเกินไปจนกลายเป็นว่าเขาเริ่มคิดมาก กระวนกระวายอยู่ภายใน

“ฉันขอพูดอะไรหน่อยได้มั้ย คือ ฉันรู้นะว่านี่มันบ้ามาก ๆ นายฟังแล้วอาจจะโกรธฉันก็ได้ แต่ฉันก็คิดว่าฉันควรพูดมันจริง ๆ นั่นแหละ” พอเห็นว่าเขากำลังฟังอยู่เงียบ ๆ เจสซี่ก็พูดต่อ

“ฉันคิดเรื่องนี้มานานแล้วล่ะ เป็นปี ๆ แล้ว ไม่รู้ด้วยว่าไอ้ความรู้สึกพวกนี้มันเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ ตอนแรกฉันคิดว่าอาจจะเพราะอยู่ด้วยกันมานาน สนิทกันมานานก็เลยผูกพัน โอเค พวกเราอยู่ด้วยกันมานานก็จริง แต่ก็ไม่ใช่แค่พวกเราสองคนซักหน่อย และถ้าให้นับจริง ๆ ฉันอยู่กับโคจิมานานกว่านายตั้งเยอะ แถมยังสนิทกับคนอื่น ๆ มากกว่านายอีกต่างหาก ไม่รู้ทำไมฉัน…” คนพูดเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง หายใจเข้าลึก ก่อนจะหันกลับมาสบตากับโฮคุโตะแล้วพูดต่อ

“ฉันถึงชอบนาย”

เหมือนโลกหยุดหมุนไปโดยปริยาย โฮคุโตะกะพริบตาปริบ มองหน้าอีกคนอย่างไม่อยากเชื่อ เขากำลังฝันอยู่เหรอ ฝันอยู่ใช่มั้ย

และเพื่อพิสูจน์ โฮคุโตะก็หยิกแขนตัวเองเต็มแรง

“โอ๊ย!! เจ็บ!”

“เดี๋ยวสิ! นายทำบ้าอะไรของนายเนี่ย เป็นรอยแดงหมดแล้ว” เจสซี่ร้อง คว้าแขนของเขาไปดู ถึงปากจะร้องโวยวาย แต่มือที่จับแขนเขาก็อ่อนโยนจนรู้สึกได้

“ยังดีนะที่เป็นแค่รอยแดง ไม่ถึงกับเลือดตกยางออก กลับบ้านไปทายาด้วยล่ะ จู่ ๆ ก็หาเรื่องให้ตัวเองเจ็บตัว..”

“ก็มันสงสัยนี่นา” เจสซี่เงยหน้าจากแขนของโฮคุโตะมามองสบตากับเจ้าตัว ขมวดคิ้วมุ่นอย่างงุนงงกับคำพูดของอีกฝ่าย

“สงสัยบ้าอะไรต้องหยิกแขนตัวเองเนี่ย ถ้าสงสัยว่าฉันพูดจริงพูดเล่นก็ต้องถามฉันสิ หยิกแขนตัวเองจะไปรู้ได้ยังไง ทำอย่างกับพิสูจน์ว่าฝันอยู่รึเปล่าไปได้ แล้วบอกเลยว่าฉันไม่ได้พูดเล่นนะ ฉันพูดจริง”

โฮคุโตะหัวเราะคิก “ก็ฉันสงสัยว่าตัวเองกำลังฝันอยู่รึเปล่า ถ้านี่เป็นความฝัน ก็ไม่อยากจะตื่นเท่าไหร่เลยแฮะ”

คนเพิ่งสารภาพรักหมาด ๆ เอียงคอนิดหนึ่งราวกับกำลังประมวลผล ก่อนที่นัยน์ตาจะพราวระยับขึ้นเหมือนเพิ่งเข้าใจอะไรบางอย่าง ใบหน้าคมเผยรอยยิ้มกว้างที่โฮคุโตะลงความเห็นว่ามันสว่างสดใสเหลือเกิน

“นี่หมายความว่านายตอบรับความรู้สึกฉันแล้วใช่มั้ย”

“อือ ชอบนายเหมือนกัน” เพียงเท่านั้นเจสซี่ก็ดึงแขนที่จับอยู่รั้งร่างของโฮคุโตะเข้ามาในอ้อมกอด เขายิ้ม ยกมือกอดอีกคนตอบ ซุกหน้าลงกับบ่ากว้าง และเริ่มหัวเราะเมื่อนึกถึงทวีตทั้งหลายแหล่ตลอดสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาของเขากับคนที่กำลังกอดเขาอยู่

เจสซี่ผละออกไปเล็กน้อย แม้ว่ามือทั้งสองข้างจะยังโอบเอวคนตรงหน้าอยู่ก็ตาม โฮคุโตะที่มัวแต่ขำไม่ได้สนใจการกระทำของอีกคนที่ดูจะงง ๆ กับเสียงหัวเราะของเขาสักเท่าไหร่ ก็นะ สรุปว่าคนคนนั้นของเจสซี่ในทวิตเตอร์ก็คือเขา แล้วที่ผ่านมาเขาก็หึงตัวเองมาตลอดเนี่ยนะ หึงจนบ้าไปทวีตเพ้อเจ้ออะไรก็ไม่รู้เป็นสิบทวีต ถ้าจูริกับชินทาโร่รู้เข้ามีหวังเขาคงโดนล้อไปเป็นชาติแน่

“อะไรของนายอีกล่ะ โฮคุโตะ ตะกี้ก็หยิกแขนตัวเอง คราวนี้ก็หัวเราะไม่หยุด ฉันควรจับนายไปเช็กสมองรืเปล่าเนี่ย”

เขายกมือขึ้นโบกแทนการปฏิเสธ พยายามควบคุมตัวเองให้เข้าสู่สภาวะปกติ “ฉันแค่ขำน่ะ คิดดู ฉันก็นั่งหึงคนที่นายทวีตถึงมาตลอด สุดท้ายก็กลายเป็นว่าคนที่ฉันหึงก็คือตัวฉันเอง แล้วฉันก็บ้าไปทวีตเพ้อเจ้อแข่งกับนายเนอะ”

คราวนี้เจสซี่ก็หัวเราะลั่นออกมาเหมือนกัน ก้มลงเอาจมูกชนกับจมูกของโฮคุโตะ ถูไปมาแล้วแนบหน้าผากเข้าด้วยกัน โฮคุโตะได้แต่ยิ้มกว้างทั้งขำทั้งอายกับการกระทำแบบไร้สติในช่วงที่ผ่านมา แต่อย่างน้อยเขาก็เบาใจไปอย่างหนึ่งว่าคงไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่เผลอทำอะไรแบบนั้นไป

“ฉันก็พอกันล่ะ แค่ทวีตนายทวีตเดียว ฉันก็คิดเป็นตุเป็นตะ โมโหนายด้วยซ้ำที่เอาเนื้อเพลงที่ฉันแต่งถึงนายไปทวีตให้ใครก็ไม่รู้ที่สุดท้ายแล้วก็เป็นฉันเอง ตลกดีชะมัด”

“นั่นสิ พวกเราสองคนเนี่ย บ้าเนอะ”

เจสซี่กดจูบหนัก ๆ ลงบนริมฝีปากเขาทีหนึ่งแล้วพูดว่า “เพราะงั้นถึงต้องอยู่ด้วยกันไง”

Kinki FOREVER!! @Masaya_JC . 2 ชั่วโมงที่แล้ว

รักช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ที่รักมากที่สุดคือคนที่อยู่ข้าง ๆ ตอนนี้แหละ

 

OMAKE~

Juttan in relationship~ @Juttan_sama . 1 ชั่วโมงที่แล้ว

@KyomoTai เปิดตัวแฟนอย่างเป็นทางการ แฟนใครเนี่ย น่ารักที่สุดเลย

HAPPY LIFE with YUGO @COACH-KOCHI @Juttan_sama @KyomoTai ตกลงว่าคบกันแล้วเหรอ ยินดีด้วยนะ~

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @Juttan_sama @KyomoTai ยินดีด้วยยยย

C00LEST SH0UKI @MoroToBeStar @Juttan_sama @KyomoTai แบบนี้มันต้องฉลองงงงงงงง

SixTONES_Hime – samA @KyomoTai @Juttan_sama ทำไมต้องประกาศลงทวิตด้วยเล่า

Juttan in relationship~ @Juttan_sama @KyomoTai ก็เค้าอยากให้ทุกคนรู้ว่าคนสวยมีเจ้าของแล้วไง จะได้ไม่มีพวกเหลือบไรมายุ่ง

ไทจางงงงง!! @MyuMyu_Kawaii @Juttan_sama @KyomoTai ไทกะจะคบกับไอ้หมอนี่จริง ๆ เหรอ คิดดีแล้วเหรอ (TT TT)

Just Falling in Love @Masaya_JC @Juttan_sama @KyomoTai ยินดีด้วย ทางนี้ก็อยากเปิดตัวบ้างเหมือนกันอะ

Juttan in relationship~ @Juttan_sama @Masaya_JC เห็นมะ บอกแล้วว่าบอก ๆ ไปเถอะ ไม่ต้องคิดอะไรให้มาก

HAPPY LIFE with YUGO @COACH-KOCHI @Masaya_JC ต้องแสดงความยินดีกับอีกคู่ด้วยสินะ

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @Masaya_JC @Juttan_sama @COACH-KOCHI หมายความว่าไงอะ เจสซี่จีบใคร สารภาพรักกับใคร ทำไมฉันไม่รู้

Juttan in relationship~ @Juttan_sama @Shin-0n-The-Beach เค้ารู้กันหมดทั้งวงแล้ว ยกเว้นนายคนเดียวนั่นแหละ ความรู้สึกช้ามาก

SixTONES_Hime – samA @KyomoTai @Masaya_JC @HokuHokuHokuto คุยกันแล้ว?

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @Juttan_sama ก็คนมันไม่รู้นี่นา พวกนายอะแหละ มีอะไรก็ไม่ยอมบอกฉันสักคำ

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @Juttan_sama @KyomoTai @HokuHokuHokuto @Masaya_JC @COACH-KOCHI แล้วเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของเจสซี่เกี่ยวอะไรกับโฮคุโตะอะ

หมาป่าเดียวดาย @HokuHokuHokuto @KyomoTai @Masaya_JC คุยกันเรียบร้อยแล้วล่ะ แล้วก็คบกันแล้วด้วย

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @Juttan_sama @KyomoTai @HokuHokuHokuto @Masaya_JC @COACH-KOCHI เดี๋ยวนะ เจสซี่กับโฮคุโตะงั้นเรอะ!? พวกนายไปสปาร์คกันตอนไหน ทำไมไม่บอกฉันสักคำอะ

Juttan in relationship~ @Juttan_sama @Shin-0n-The-Beach คู่นี้เขาดราม่าในทวิตเตอร์กันเป็นอาทิตย์แล้ว ไม่ได้ดูเลยเหรอไงนาย

HAPPY LIFE with YUGO @COACH-KOCHI @Juttan_sama @Shin-0n-The-Beach เอาน่า ไม่รู้ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ชินทาโร่ก็ความรู้สึกช้าแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @COACH-KOCHI ถ้าจะพูดขนาดนี้ล่ะก็นะ…

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @HokuHokuHokuto @Masaya_JC พวกนายต้องเล่าให้ฉันฟังด้วย ทำเหมือนฉันเป็นส่วนเกินของวงไปได้ พวกนายใจร้ายมาก!!!!

หมาป่าเดียวดาย @HokuHokuHokuto @Shin-0n-The-Beach อย่างอนน้า~ เดี๋ยวซื้อกล้วยให้กิน

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @HokuHokuHokuto ฉันไม่ใช่กอริล่านะเว้ย จะได้กินกล้วย

หมาป่าเดียวดาย @HokuHokuHokuto @Shin-0n-The-Beach LOL

Just Falling in Love @Masaya_JC @HokuHokuHokuto @Shin-0n-The-Beach อย่าแกล้งกอริล่าสิ โฮคุโตะ เดี๋ยวก็อาละวาดกรงพังหรอก

หมาป่าเดียวดาย @HokuHokuHokuto @Masaya_JC @Shin-0n-The-Beach จริงด้วย

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @HokuHokuHokuto @Masaya_JC ก็บอกแล้วไงว่าไม่ใช่กอริล่า! แล้วก็ไม่ได้โดนจับขังอยู่ในกรงด้วย!!!

Juttan in relationship~ @Juttan_sama @HokuHokuHokuto @Masaya_JC @Shin-0n-The-Beach แยกย้าย ๆ กอริล่าจะอาละวาดแล้ว

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @Juttan_sama จะต้องให้บอกอีกกี่ครั้งว่าฉันไม่ใช่กอริล่า!!!!!!!

 

Posted in Fanfiction

[One Shot – SixTONES] Bokura no Asa

ตอนนี้มีเวลาพักสั้น ๆ ประมาณสองสามวัน อะไรดองไว้ก็จะต้องรีบเอามาปล่อย ก่อนจะกลับเข้าสู่ช่วงปั่นทีสิสต่อ นี่เอาเล่มสมบูรณ์ส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจก่อนยื่นขอสอบแล้ว ไม่รู้ผลจะออกมาเป็นยังไงบ้าง แอบเหงื่อตกค่ะ ฮา

คราวนี้เป็นวันช็อตจากเพลงของหนุ่ม ๆ ค่ะ เป็นเพลงที่เจสซี่กับไทกะแต่งด้วยกัน โดยเจสซี่แต่งทำนอง ส่วนไทกะแต่งเนื้อร้อง และเอามาร้องด้วยกัน ชื่อว่า Bokura no Asa (ยามเช้าของพวกผม) ค่ะ เป็นเพลงที่เราชอบมาก ๆ เลย และอยากเอามาแต่งฟิคนานแล้ว พอเมื่อช่วงที่ผ่่านมาเราเครียดจัดต้องหาอะไรทำพักจากทีสิส เลยได้วันช็อตมาหลายเรื่องเลย นี่ก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ

แล้วก็ตามธรรมเนียม คำเตือน ค่ะ

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือใด ๆ ก็ตามแต่รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ 

[One Shot – SixTONES] Bokura no Asa

Pairings : Tanaka Juri x Kyomoto Taiga, Jesse x Matsumura Hokuto

Note : เพื่อความฟิน สามารถรับฟังเพลงต้นฉบับได้ที่นี่เลยค่ะ https://www.facebook.com/6tonesFC/videos/658816487579037/ เพจแฟนคลับของหนุ่ม ๆ ซึ่งเราต้องขอขอบพระคุณแอดมินเพจนี้มาก ๆ เลยนะคะที่กรุณาให้เราเอาคำแปลเนื้อเพลงมาใช้ได้ เป็นติ่งที่ไม่รู้ภาษาเนี่ย ลำบากจริง ๆ เลยค่ะ ฮา

 “ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่ฉันพาเพื่อนที่บริษัทมาค้างที่บ้านน่ะ” โฮคุโตะพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงเกินกว่าเหตุ พลางรื้อเอาฟุตงออกมาปูบนพื้นที่ว่าง ๆ ข้างเตียงสำหรับเป็นที่นอนให้กับจูริที่เดินเข้ามาช่วยปู พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงาน ในฐานะจอห์นนี่ส์ จูเนียร์ เด็กฝึกเตรียมเดบิวต์ของบริษัทจอห์นนี่ส์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และวันนี้ทานากะ จูริ ก็ตัดสินใจมานอนค้างที่บ้านของมัตสึมุระ โฮคุโตะ ขายหนุ่มรุ่นเดียวกันที่มีดีกรีเป็นนักศึกษาคณะบัญชี

“วันหลังก็ลองชวนคนอื่น ๆ มาดูสิ ชินทาโร่งี้ โคจิงี้ เจสซี่…” พอพูดชื่อสุดท้ายจบจูริก็แทบกัดลิ้นตัวเองเมื่อเห็นอาการชะงักกับนัยน์ตาที่ไหวไปวูบหนึ่งของเพื่อนที่ถึงจะกลบเกลื่อนในทันทีก็ตาม ให้ตายสิ เขาไม่น่าเผลอพูดขึ้นมาเลย

“วันหลังจะลองชวนดูละกันนะ”

ชายหนุ่มร่างผอมเอาหมอนหนุนวางบนฟุตงแล้วรับผ้าห่มจากเพื่อนมาวางไว้ด้วยกัน แล้วทรุดตัวนั่งลงตามด้วยโฮคุโตะที่นั่งลงข้าง ๆ

“เจ็บเนอะ” โฮคุโตะพูดขึ้นมาลอย ๆ แต่จูริเข้าใจสิ่งที่อีกคนพูดเป็นอย่างดี ใช่ เจ็บ เจ็บกับความจริงที่ว่าตัวเองพยายามไปก็เท่านั้น คนที่ไม่ใช่พยายามให้ตายมันก็ไม่ใช่

“เพลงนั้น… เพราะดีนะ” เขาพูดขึ้น เพลงที่เจสซี่กับไทกะแต่งด้วยกัน ตอนเช้าของพวกผม ซึ่งทั้งสองคนร้องด้วยกันในไลฟ์ต่าง ๆ

“อือ เพราะ” คนสูงกว่าตอบ แม้จะไม่หันไปมอง แต่จูริก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของอีกคนอยู่พอสมควร ตอนเช้าของพวกผม เพราะและหวาน เต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นให้หัวใจรู้สึกพองฟู แต่เพราะแบบนั้น ครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเจ้าของเพลงทั้งสองคนร้องเพลงนี้จึงรู้สึกใจกระตุกวูบ ยิ่งสายตาของคนสองคนที่มองกันบนเวที ยิ่งทำให้พวกเขาอดคิดไม่ได้ แม้ว่าจะพยายามปลอบตัวเองว่าคงเป็นเพียงแฟนเซอร์วิสแต่ความคิดกลับสวนทางกันไปอย่างห้ามไม่อยู่ และสุดท้ายทั้งเขาและโฮคุโตะต่างก็เผลอหลบหน้าสองคนนั้นไปโดยปริยาย

จูริชอบไทกะมานานแล้ว ตามตื๊อ ตามจีบ ถึงขั้นกล้าพูดลงนิตยสารต่าง ๆ เลยด้วยซ้ำ อีกฝ่ายก็ไม่มีท่าทีอะไรตอบกลับ จนบางครั้งเขาก็รู้สึกท้อ จนกลายเป็นอายที่เข้าหาแล้วได้รับแต่ความเมินเฉยกลับมา เขาจึงได้แต่วิ่งเข้าหาคนนั้นคนนี้แก้เก้อ กระทั่งเขาได้ฟังเพลง ๆ นั้น วินาทีที่ไทกะกับเจสซี่สบตากันประสานเสียงร้องเพลง มันทำให้เขารู้ว่าเขาหมดความหมาย ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่มีความหมายมาตั้งแต่ต้น ตัวจริงของไทกะมาแล้ว เขาจะทำอะไรได้อีกนอกจากยอมแพ้ ทำใจให้ได้และยินดีไปกับความสัมพันธ์ของ เพื่อน เจสซี่เป็นคนดี และใจเย็นพอที่จะรับนิสัยเอาแต่ใจของไทกะได้ อีกอย่างเขากับเจสซี่ก็เป็นเพื่อนสนิทกันมานาน เพื่อนกับคนที่เขาชอบกำลังจะมีความสุข เขาก็ควรจะมีความสุขไปด้วยไม่ใช่เหรอไง

ถึงจะเจ็บกับเรื่องของตัวเองพอสมควรแต่เขาก็ยังนึกเป็นห่วงเพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาในตอนนี้ โฮคุโตะเองก็เจ็บมากเหมือนกัน

เขาไม่เคยรู้ อันที่จริงต้องใช้คำว่าไม่มีใครรู้เลยจะดีกว่า ว่าความจริงแล้วโฮคุโตะแอบชอบเพื่อนที่เคยถูกจับให้ทำงานคู่กันอย่างเจสซี่ กระทั่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้นอกจากจูริเพียงคนเดียวที่มารู้เอาไม่นานมานี้ด้วยความบังเอิญ

วันนั้นเขาลืมของอยู่ที่ห้องแต่งตัวเลยต้องวิ่งกลับมาเอา แล้วก็เห็นคนที่ทุกคนเข้าใจว่ากลับไปเป็นคนแรกอย่างโฮคุโตะร้องไห้อยู่ในห้องคนเดียว ปรากฏว่าอีกฝ่ายไม่ได้หนีกลับไปก่อนอย่างที่เคยทำทุกที แต่แค่หลบไปสักพักจนมั่นใจว่าทุกคนกลับไปแล้วจึงย้อนกลับมาที่ห้องแต่งตัว ซึ่งสาเหตุที่ทำให้อีกฝายร้องไห้แทบไม่ต่างอะไรจากของจูริ แอบชอบเขา แต่เขาก็มีตัวจริงของเขาอยู่แล้ว และความเลวร้ายคือคนที่พวกเขาสองคนชอบดันไปรักกันเอง สุดท้ายพวกเขาทั้งคู่เลยได้แต่นั่งร้องไห้ด้วยกันเป็นชั่วโมงจนพอใจ

และดังคำที่เขาว่าคนที่มีปัญหาคล้ายกันมักจะสนิทกันได้เร็ว จูริกับโฮคุโตะก็เลยพลอยสนิทกันมากขึ้นจากเดิมที่ค่อนข้างจะสนิทมากอยู่แล้ว อย่างวันนี้ที่จูริมานอนค้างที่บ้านโฮคุโตะเป็นครั้งแรก

“รอยยิ้มนั้นของเธอเหมือนกับความอบอุ่นของแสงอาทิตย์…” โฮคุโตะเผลอร้องเพลงออกมาเบา ๆ ทำให้จูริยกยิ้ม ร้องคลอไปด้วย “ไม่ว่าจนถึงเมื่อไหร่ ผมอยากไปปกป้องเธออยู่ข้าง ๆ ผมคิดแบบนั้น…”

ทั้งที่เป็นเพลงรักของสองคนนั้น แต่มันกลับติดอยู่ในห้วงความทรงจำเป็นอย่างดีจนน่าโมโห ตอนเช้าของพวกเรา เป็นเพลงที่ดีแต่ขณะเดียวกันก็เป็นเหมือนลวดหนามที่รัดแน่นจนทั้งเจ็บและปวดที่หัวใจ

“แม้จะเป็นวันทีรีบเร่ง พวกผมก็จะรอคอยอยู่ตรงนั้นทันที…”

เมื่อจูริหันไปมองคนข้าง ๆ ก็พบว่าโฮคุโตะกำลังร้องไห้ซะแล้ว เขาหัวเราะเบา ๆ น้ำตาที่คิดว่าจะไม่ไหลกลับเริ่มทิ้งตัวลงไปตามใบหน้าเขาบ้าง

“แต่ขออีกแค่นิดเดียว ขอให้ได้อยู่แบบนี้ก็พอใจแล้ว” เสียงร้องเพลงขาดหายไป พร้อมกับโฮคุโตะที่ปล่อยโฮออกมา

“ไม่ร้องสิ ฉันร้องตามแล้วเนี่ย”

“กะ ก็มันห้ามไม่อยู่นี่” จูริหัวเราะดังขึ้น ดึงอีกคนเข้ามากอด ขยี้หัวคนอายุน้อยกว่าไม่กี่วันอย่างหมั่นเขี้ยว แล้วปล่อยให้โฮคุโตะกอดเขา เหมือนที่เขากำลังกอดอีกคนทั้งที่ร้องไห้เช่นกัน

.

ไทกะรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็นบ้า

เขากลับมาถึงบ้านได้เกือบสองชั่วโมงแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้อยู่ไม่น้อย มันอะไรกันน่ะ จูริที่ตามปกติต้องเข้ามาหาเขา วันนี้กลับเอาแต่อยู่กับโฮคุโตะแทบจะตลอดเวลาตอนแรกก็อ่านนิตยสารด้วยกัน พอเสร็จงานก็เอาแต่นั่งดูคลิปกันสองคน และวันนี้ก็ไม่ใช่วันแรกด้วยที่จูริไม่สนใจเขา อีกฝ่ายหนีหน้าเขา เลี่ยงที่จะเข้ามาพูดคุยกับเขานอกจากเรื่องงานมาเป็นอาทิตย์แล้ว อันที่จริงก็ไม่ใช่แค่จูริหรอก โฮคุโตะเองก็เหมือนจะพยายามเลี่ยงเจสซี่เหมือนกัน จนตอนนี้จากปากคำของเจ้าตัว หนุ่มลูกครึ่งก็เครียดจัดแล้วเหมือนกัน

แต่ยิ่งกว่าความหงุดหงิดมันคือความน้อยใจ น้อยใจที่เขาดูเหมือนไม่ได้สำคัญในสายตาของอีกฝ่ายอย่างที่เจ้าตัวเคยพูดไว้เลย ถ้าเขาสำคัญจริง เขาคงไม่โดนอีกฝ่ายเมินและหนีไปอยู่กับคนอื่นแบบนี้

เขากดเปิดแอพลิเคชั่นในโทรศัพท์ขึ้นดู ข้อความที่เขาส่งไปในไลน์เป็นสิบข้อความตลอดหลายวันที่ผ่านมาไม่มีการตอบกลับจากคนตาสวยที่เอาแต่หลบหน้าเขา ไม่ขึ้นแม้แต่คำว่าอ่านแล้วด้วยซ้ำ ไทกะจึงวางโทรศัพท์ลงบนเตียงตามเดิม พลางกลิ้งไปกอดหมอนข้าง เอาหน้าซุกลงไปและหลับตาลง

ตอนที่โมริตะ มิวโตะ เพื่อนสนิทในค่ายของเขารู้ว่าเขาอารมณ์ไม่ค่อยดีเพราะอะไร เขาก็โดนด่าว่างี่เง่าแล้วก็โดนไล่ให้ไปเคลียร์กับจูริซะ แน่ล่ะว่าไทกะไม่ยอมเป็นคนเข้าไปคุยด้วยก่อนแน่ ก็คนที่เริ่มเมินเขาก่อนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีอะไรเลยน่ะ คือจุ๊ตันของมิวโตะไม่ใช่หรือไง แล้วเรื่องอะไรเขาจะต้องไปง้อด้วย ในเมื่อเขาไม่ได้ทำผิดสักหน่อย

ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ลึก ๆ ในใจ หนุ่มหน้าสวยก็เป็นกังวลกับท่าทางของคนที่เคยเข้ามาจีบมาเฟลิร์ตเขาออกสื่ออยู่บ่อย ๆ เหมือนกัน จูริไม่เคยทำแบบนี้กับเขามาก่อน อีกฝ่ายเป็นคนใจดีที่ต่อให้ไทกะเอาแต่ใจหรืองี่เง่าใส่มากแค่ไหนก็ยิ้มรับ และยังคงอยู่ข้าง ๆ เขามาโดยตลอด และนั่นก็ทำให้เขาเผลอทำตัวแย่ ๆ ใส่บ่อย ๆ เพราะมั่นใจว่าต่อให้ตัวเองทำตัวแย่แค่ไหน คนคนนั้นก็ไม่มีทางโกรธจนทิ้งเขาไป แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิดหรือเปล่า บางทีอีกคนคงเบื่อจนไม่อยากจะยุ่งกับเขาแล้วก็ได้ แล้วโฮคุโตะน่ะใจดีจะตาย ใคร ๆ ก็อยากให้มีคนใจดีกับตัวเองทั้งนั้น แล้วเขาที่คอยแต่จะเอาแต่ใจตลอดเวลา จูริจะหมดความอดทน แล้วทิ้งเขาไปหาคนอื่นก็ไม่แปลก

จนถึงตอนนี้ไทกะเริ่มยอมรับได้แล้วว่าบางทีการที่จูริหนีจากเขาไปอาจเป็นเพราะตัวเขาเองก็ได้ แต่ถ้ามันเกินที่อีกคนจะรับได้แล้ว จูริก็ควรจะบอกเขาตรง ๆ สิ ไม่ใช่ไม่ยอมคุย ไม่ยอมมองหน้ากันแบบนี้ ใช่ว่าเขาจะเอาแต่ใจตัวเองตลอดเวลาสักหน่อย ถ้ามันมากเกินไป แค่เพียงอีกฝ่ายพูดมา เขาก็จะพยายามเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น

ไทกะเหลือบไปมองสมุดแต่งเพลงบนโต๊ะเขียนหนังสือข้างเตียง แล้วลุกขึ้นหยิบมันขึ้นมาพลิก ๆ ดู แล้วไปหยุดที่หน้ากระดาษหนึ่ง เนื้อเพลงที่เขาเขียนและส่งให้เจสซี่แต่งทำนองให้ตามที่ชายหนุ่มลูกครึ่งอเมริกันเรียกร้อง

เพลงนี้เขาตั้งใจเขียนเป็นอย่างดี แม้ว่าเขาจะไม่เคยทำ ไม่เคยพูดอย่างเนื้อร้องที่เขียนไว้ แต่เขาก็รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ อยากกอด อยากปกป้อง อยากอยู่ข้าง ๆ อยากให้จูริได้รู้ว่าเขารักอีกคนมาก

เขาชอบจูริ แต่เขาไม่เคยพูด

ไม่ใช่ว่าไม่อยากพูด แต่เพราะนอกจากเขาแล้ว แรพเปอร์ร่างผอมก็เที่ยวเข้าหาคนโน้นคนนี้ไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นชินทาโร่ โฮคุโตะ และคนอื่น ๆ อีก นั่นทำให้เขาสับสนว่าตกลงแล้วสิ่งที่จูริพูดกับเขาเป็นเรื่องจริงหรือแค่เล่นตลก

ทว่าในตอนนี้ ต่อให้จูริเล่นตลกกับเขา เขาก็อยากให้อีกคนกลับมายิ้มให้เขาเหมือนเดิม

.

สองอาทิตย์กับบรรยากาศอึมครึมในห้องแต่งตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกำลังทำให้ยูโกะหนักใจมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะวันนี้

มือเรียวสวยของไทกะวางไดร์เป่าผมลงบนโต๊ะด้วยแรงที่เบากว่าการกระแทกเพียงนิดเดียว ใบหน้าหล่อหวานมุ่ยลงอย่างไม่สบอารมณ์ เช่นเดียวกับนัยน์ตาที่คุกรุ่นไปด้วยความโมโหของเจ้าของ และนั่นยิ่งทำให้โคจิ ยูโกะ ชายหนุ่มที่อายุมากที่สุดในห้องเริ่มเครียดกว่าเดิม

“ใจเย็น ๆ ก่อนสิ เดี๋ยวข้าวของก็พังหมดหรอก

“ก็ดูสิ อะไรกันน่ะนั่น”

อะไร ที่ไทกะว่า คือสองหนุ่มที่นั่งพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่อีกฟากของห้องแต่งตัว โดยไม่ได้รับรู้ว่าใครบางคนกำลังจะระเบิดลงอยู่ตรงนี้

“เอาน่า จูริมันก็เฟลิร์ตคนอื่นไปทั่วอยู่แล้ว กับโฮคุโตะนี่ก็ทำออกบ่อย” เขาเอ่ยปลอบหลังจากมั่นใจแล้วว่าตัวเองจะไม่โดนท่านเคียวโมโตะเหวี่ยงกลับแทน

“ก็ใช่ แต่ถ้าจะแนบชิดกันขนาดนี้ นั่งตักกันไปเลยดีกว่าปะ”

ภาพของหนึ่งแรพเปอร์หนึ่งหนุ่มหล่อที่แทบจะสิงกันอยู่บนโซฟาขณะดูอะไรสักอย่างในสมาร์ทโฟนด้วยกันไม่ใช่แค่สร้างความไม่พอใจให้กับไทกะคนเดียว แต่มันไปบาดตาบาดใจหนุ่มลูกครึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยเช่นกัน

เจสซี่มุ่นหัวคิ้วให้กับภาพตรงหน้า แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาเดินตรงไปยังกระเป๋าของตัวเองแล้วเก็บข้าวของลงไปเงียบ ๆ แม้จะแอบเหลือบมองคนที่เข้าสู่โหมดโลกนี้มีเพียงสองเราอยู่บ่อย ๆ ก็ตาม

ยูโกะที่เห็นท่าทางของเพื่อนซี้เข้าก็ได้แต่นึกปลงอยู่ในใจ อยากเอาตัวเองออกไปให้พ้น ๆ จากตรงนี้ซะที

บรรยากาศทะมึนจากคนสองคนที่แผ่ออกมาถึงกับทำให้โมริโมโตะ ชินทาโร่ น้องเล็กในกลุ่มพวกเขาหกคนที่มักจะโหวกเหวกโวยวาย ช่วงนี้ได้แต่เงียบลงอย่างผิดปกติ พลางมองมายังยูโกะเหมือนขอความช่วยเหลือ ซึ่งแน่ล่ะว่ายูโกะช่วยอะไรไม่ได้หรอก ในเมื่อคนโดนหึงหวงไม่ได้รับรู้ถึงไอเย็น ๆ ที่ปกคลุมไปทั่วห้องเลยสักนิด แต่เพราะแววตาอ้อนวอนของชินทาโร่ที่ดูน่าสงสารมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความหนาวเหน็บราวกับอุณหภูมิกำลังลดต่ำลง ยูโกะจึงตัดสินใจว่าควรทำอะไรสักหน่อย ก่อนที่เขากับน้องเล็กจะแข็งตายไปซะก่อน

“พวกนายสองคนดูอะไรกันอยู่น่ะ” ยูโกะเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่งกับคนอารมณ์ไม่ดีสองคน แต่หันกลับไปหาคนอีกคู่ที่สร้างโลกส่วนตัวกันแทน

“ดูรายการตลกอยู่น่ะ สนุกดี เนอะ จูริ”

“ใช่ ๆ สนุกดีล่ะ ฉันชอบดาราตลกคนนี้มากเลย ไม่นึกว่านายก็ชอบเหมือนกัน”

“ฉันชอบเขามานานแล้วล่ะ ตั้งแต่ตอนรายการ xxx แล้ว เขาน่ะ…”

ยูโกะได้แต่ยืนมองจูริกับโฮคุโตะที่หันกลับไปคุยกันสองคนตาปริบ ๆ นี่ตกลงว่าเขาโดนเมินสนิทจริง ๆ เหรอ เมื่อหันไปมองอีกฟากก็เห็นว่าไทกะดูหงุดหงิดมากกว่าเดิม คราวนี้กระแทกขวดน้ำดื่มลงบนโต๊ะแล้ว ส่วนเจสซี่ก็จ้องเขม็งมายังคนสองคนที่เพิ่งจะเมินเขาไป

หลังจากยูโกะยืนหันซ้ายหันขวา ละล้าละลังไม่รู้จะทำยังไงต่ออยู่ได้สักพัก คนที่เพิ่งกระแทกขวดน้ำลงโต๊ะก็ลุกขึ้นยืนอย่างทนไม่ไหว เดินตรงเข้ามาคว้ามือของจูริ กระชากอีกคนให้ลุกขึ้นท่ามกลางความตกใจของคนที่เหลือ

นัยน์ตาคมปลาบของหนุ่มหน้าสวยตวัดมองไปยังโฮคุโตะที่กะพริบตาปริบ ๆ อย่างงุนงงกับท่าทางของเขา แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือของจูริที่เจ้าของถืออยู่โยนให้โฮคุโตะ พูดขึ้นว่า

“ขอโทษนะ ฉันมีเรื่องต้องคุยกับจูรินิดหน่อย” จบประโยคก็ลากอีกคนเดินออกไปทันทีท่ามกลางความตกตะลึงของคนที่เหลือและคนโดนลาก

.

“เคียวโมโตะคุง เป็นอะไรน่ะ จู่ ๆ ก็ลากกันออกมาแบบนี้” ไทกะหันมามองหน้าคนพูดหลังจากลากอีกคนเข้ามายังห้องซ้อมที่ว่างอยู่แล้วปล่อยมือที่เขาลากติดมาด้วยตั้งแต่ออกจากห้องแต่งตัว

คำพูดที่ฟังดูสบาย ๆ แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าคนตรงหน้าตกใจกับท่าทีของเขาพอสมควร ทำให้เขาเผลอหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก หงุดหงิดกับความไม่รู้อะไรเลยของคนตรงหน้า หงุดหงิดที่คนตรงหน้าเลือกที่จะเดินหนีเขาไปขลุกอยู่กับอีกคนหนึ่งแทน

“ถามตัวเองดีกว่ามั้ย ว่าเมื่อกี้ทำอะไรอยู่” ให้ตายสิ เขาไม่น่าพูดแบบนี้ ไม่น่าใช้น้ำเสียงแบบนี้เลยสักนิด แต่เขาคุมตัวเองไม่อยู่แล้วจริง ๆ

“ก็ดูคลิปรายการกับโฮคุโตะ ทำไมต้องโมโห โกรธอะไรรึเปล่าน่ะ” ชื่อของโฮคุโตะที่ออกจากปากจูริ เหมือนยิ่งทำให้ไทกะระเบิดลง

“แค่ดูคลิป ทำไมจะต้องนั่งติดแนบชิดกันขนาดนั้น ไม่นั่งตักกันไปเลยล่ะ” เมื่อถูกประชดประชันเข้า จูริเองก็เริ่มจะโมโหแล้วเหมือนกัน ทำไมเขาจะต้องมาทนฟังคนหน้าหวานถากถางทั้งที่ยังรู้สึกแย่จากการอกหักยังไม่หาย แล้วยังโดนคนที่หักอกตัวเองใส่อารมณ์แบบนี้อีก เป็นใครมันจะทนได้กัน

“แล้วนายมีปัญหาอะไร ฉันจะทำอะไรก็ไม่ใช่เรื่องของนายสักหน่อย” คำพูดเจืออารมณ์รุนแรงที่ไม่เคยมีใครได้ยินจากจูริเป็นเหมือนน้ำเย็น ๆ ที่สาดเข้าไปที่หน้าไทกะโดยตรง ไม่ใช่น้ำเสียงหรือท่าทางโมโหของคนตรงหน้าหรอกที่หยุดเขาไว้ แต่เป็นเนื้อหาของมันต่างหาก ที่ตอกย้ำให้ไทกะรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะไปหึงหวงคนตรงหน้า และทำให้อารมณ์ที่พุ่งสูงร่วงต่ำลงแทบจะในทันทีจนได้แต่เงียบ

พอไทกะเงียบ จูริก็พลอยเงียบไปด้วย ต่างคนต่างยืนนิ่งอยู่นานก่อนที่ไทกะจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน

“ขอโทษ” เมื่อได้ยินคำว่าขอโทษ จูริก็เย็นลงบ้าง ก่อนจะพูดตอบ

“ไม่เป็นไร แล้วตกลงว่าโกรธอะไร”

“ฉันต่างหากที่ต้องถามนายว่าโกรธอะไร นายไม่ยอมมองหน้าฉันมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ”

จูริได้แต่เงียบอีกครั้ง เขาพูดไม่ได้ ถ้าพูดออกไปรับประกันได้เลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเปลี่ยนไปแน่นอน ไหนจะเจสซี่อีก ถ้าเขาบอกเหตุผลไปมีหวังคงมองหน้ากันไม่ติดไปอีกนาน

ไทกะที่เห็นอีกคนยืนนิ่งจึงตัดสินใจเดินเข้าไปกอดอีกคนไว้ซบหน้าลงกับบ่าของอีกคน พลางเอ่ยปากพูดอู้อี้เพราะกำลังจะร้องไห้เต็มแก่

“ฉันไม่ชอบเลยเวลานายเมินฉัน แล้วเอาแต่ขลุกอยู่กับโฮคุโตะ ไม่ชอบเลยจริง ๆ”

เสียงที่สั่นเทา อ้อมกอดที่ไหวระริกและคำพูดของไทกะ ทำให้จูริเม้มริมฝีปากแน่น นึกสับสนอยู่ในใจ หมายความว่ายังไงกัน คำพูดพวกนั้นน่ะ ไอ้เรื่องที่เขาเมินอีกคนจะไม่ชอบก็ไม่แปลก แต่ทำไมต้องไม่ชอบที่เขาอยู่กับโฮคุโตะ ชายหนุ่มกำลังจะพูดถามก็ต้องชะงักกับประโยคถัดมาของไทกะ

“ฉันชอบนายนะ”

จูริขยับตัวผละออกจากไทกะด้วยความตกตะลึง ตาคู่สวยเบิกกว้าง มองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“นาย.. พูดว่าอะไรนะ”

“ฉันบอกว่าฉันชอบนายไงเล่า แล้วนี่มันอะไรกันน่ะ อยู่ ๆ ก็ทำตัวห่างเหิน ไม่ยอมมองหน้า ไม่พูด ไม่คุยด้วย แล้วยังเอาแต่ขลุกอยู่กับโฮคุโตะอีก ฉันกลัวแทบแย่”

จูริรู้สึกเหมือนสมองของเขากำลังประมวลผลไม่ทัน ไทกะบอกว่าชอบเขา ชอบเขาจริง ๆ เหรอ เขาไม่ได้ฟังผิดจากเกลียดเป็นชอบ หรือหูฝาดไปอะไรทำนองนี้ใช่มั้ย

“แต่.. ไม่ใช่ว่านายกับเจสซี่…”

“ฉันกับเจสซี่ทำไม…เดี๋ยวนะ นี่อย่าบอกนะว่านายเข้าใจว่าฉันกับเจสซี่รักกันน่ะ บ้าไปแล้ว ฉันจะไปรักกับหมอนั่นได้ยังไง หมอนั่นมีคนที่ชอบอยู่แล้วเถอะ”

“แล้วเพลงนั่น…”

“เพลง? นายหมายถึง ตอนเช้าของพวกผม น่ะเหรอ นั่นน่ะฉันแต่งให้นายต่างหาก ถึงเจสซี่จะเป็นคนเริ่มขอให้แต่งให้เพราะจะเอาไปร้องให้คนที่หมอนั่นชอบฟังก็เถอะ แต่ตอนแต่งน่ะ ฉันคิดถึงแต่นายแค่คนเดียวเท่านั้นล่ะ” ว่าจบไทกะก็เอาหน้าผากมาแนบกับหน้าผากของคนที่ยังช็อกอยู่ เขาเตี้ยกว่าจูริแค่เซนเดียว จึงไม่จำเป็นต้องก้มหรือเขย่งให้เมื่อย

“ฉันแต่งให้นาย แล้วฉันก็ร้องเพลงนี้ให้นาย… แต่ดูเหมือนจะส่งไปไม่ถึงสินะ”

เสียงหงอย ๆ ของหนุ่มหน้าสวยทำให้จูริรู้สึกแย่ เขานึกอยากปลอบ หรือแม้แต่แก้ตัว แต่เขาก็พูดไม่ออก ในเมื่อความเข้าใจผิดของเขาทำให้คนตรงหน้ารู้สึกแย่มากมาย

“ฉันขอโทษนะ ที่ไม่รู้เรื่องแล้วยังเข้าใจผิดจนเผลอหลบหน้านายแบบนี้”

ไทกะส่ายหน้าทำให้หน้าผากของพวกเขาถูกัน แต่ก็ไม่มีใครคิดจะผละออก พวกเขาแค่อยู่อย่างนั้น ก่อนที่จูริจะพูดขึ้น

“นายชอบฉันจริง ๆ น่ะเหรอ” ไทกะผลักจูริออกทันที ขึ้นเสียงด้วยเริ่มจะโมโหอีกรอบ

“ก็ชอบจริง ๆ น่ะสิ! จะต้องให้ฉันย้ำอีกกี่รอบ!! นายเองนั่นแหละปากก็บอกว่าชอบฉัน แต่เอาแต่ไปจีบคนโน้น  เฟลิร์ตคนนี้อยู่นั่น แล้วยังหลบหน้ากันอีก ถ้าจะแค่แกล้งกันล่ะก็…” ประโยคสุดท้ายขาดหายไป พร้อมกับใบหน้าหล่อหวานที่ก้มลงต่ำ ทำให้อีกคนเดินเข้าไปกอดอีกฝ่ายไว้

“ฉันไม่ได้แกล้งสักหน่อย ฉันชอบนายจริง ๆ นะ แต่นายอะ เอาแต่เย็นชาใส่ฉันแล้วใครมันจะหน้าด้านหน้าทนขนาดนั้น ฉันก็เลยต้องวิ่งเข้าหาคนอื่นแก้เก้อต่างหาก ทั้งที่ความจริงแล้วน่ะ ชอบเคียวโมโตะคุงที่สุดเลย”

“แล้วทำไมต้องเมินฉันด้วยล่ะ”

“ก็ตอนที่ร้องเพลงนั้นในกามุชาระน่ะ ทั้งนายทั้งเจสซี่สบตากันมีความหมายซะขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องเข้าใจว่าพวกนายชอบกันทั้งนั้นแหละ ฉันก็เลยคิดว่าควรออกห่างจากนายน่าจะดีกว่า”

“ก็นั่นมันแฟนเซอร์วิส นายเองก็รู้ไม่ใช่หรือไง”

“รู้ แต่มันอดคิดไม่ได้นี่นา นายสองคนดูเหมาะกันจะตาย ยิ่งนายเอาแต่นิ่งเวลาฉันเข้าหาด้วยแล้ว ก็เลย…”

ไทกะยกมือขึ้นกอดคนที่กอดตัวเองอยู่บ้างเมื่ออ้อมแขนที่โอบรอบตนอยู่กระชับแน่นขึ้น เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของคนอายุน้อยกว่า แล้วพูดขึ้นว่า

“ตกลงว่าตอนนี้รู้แล้วใช่มั้ยว่าฉันชอบนาย ไม่ใช่เจสซี่”

จูริพยักหน้าทั้งที่ยังซุกหน้าบนบ่าของอีกคน ไทกะที่เห็นการตอบรับก็ยิ้มกว้างออกมา ดันตัวอีกคนออกแล้วเอ่ยถาม

“แล้ว… ไม่คิดจะถามอะไรกันหน่อยเหรอ” จูริขมวดคิ้วนิดหน่อย ก่อนจะคลายออกเมื่อเข้าใจความหมายแฝงของอีกคนที่ส่งผ่านคำถาม ความเขินอายพุ่งขึ้นอย่างที่ไม่ค่อยจะเป็นสักเท่าไหร่ ส่งผลให้ชายหนุ่มยิ้มจางและหัวเราะเบา ๆ นัยน์ตาคู่สวยเสมองไปทางอื่น ไม่กล้ามองใบหน้าหวานที่อยู่ตรงหน้า

“ว่าไง~ รอตอบอยู่เนี่ย” ไทกะเร่งพร้อมรอยยิ้ม นึกสนุกเล็กน้อยที่ได้เห็นคนตรงหน้าเขินอย่างหาได้ยาก เวลาจูริเขินน่ารักจะตาย แล้วไม่ใช่ภาพที่จะได้เห็นบ่อย ๆ เสียด้วย และนั่นก็ยิ่งทำให้ไทกะอยากแกล้งอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก

“คือ มันเขินเหมือนกันนะ”

“เขินอะไร เร็ว ๆ สิ รออยู่ ความอดทนมีจำกัด ถ้าไม่รีบถามจะไม่ตอบอีกแล้วนะ”

“แล้วทำไมนายไม่พูดเองล่ะ”

“ไม่เอาอะ อยากฟังจูริถามมากกว่า ถามสิ ๆ”

ทั้งที่ปกติก็ไม่เคยนึกอายแบบนี้ แต่พอมาตอนนี้ที่มั่นใจว่าคนตรงหน้าจะตอบตกลงแน่ ๆ เท่านั้นแหละ ความกล้าที่เคยมีเป็นปกติก็หดหายไปหมด ใช้เวลาสักพักกว่าจูริจะข่มความอายลงได้ แล้วพูดขึ้นตามที่อีกคนอยากได้ยิน

“คบกับฉันมั้ย เคียวโมโตะคุง”

“ไทกะต่างหาก”

“เอ๊ะ” ไทกะส่งยิ้มหวานให้คนตรงหน้า พลางเอ่ยขยายความ

“จะคบกันแล้วก็ต้องเรียกชื่อสิ จะมาเรียกนามสกุลได้ไง ถามใหม่”

“นี่มันจงใจแกล้งฉันชัด ๆ เลยไม่ใช่เหรอ ใจร้ายเกินไปแล้วนะ” คนโดนแกล้งเอ่ยประท้วง แต่ไทกะเพียงแค่ยิ้ม ไม่แก้ตัวอะไรทั้งสิ้น  จูริจึงเอ่ยปากถามอีกครั้ง

“คบกับฉันนะ ไทกะ”

“อือ คบ”

.

อีกด้านหนึ่ง…

.

“เคียวโมโตะ… เป็นอะไรไปน่ะ” โฮคุโตะถามอย่างงุนงง ในมือถือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของจูริที่ไทกะเพิ่งโยนให้ กะพริบตาปริบ ๆ มองประตูที่คนสองคนเพิ่งผ่านออกไปก่อนจะหันมามองหน้าเพื่อนอีกสามคนที่เหลืออยู่ในห้อง และรีบก้มหลบสายตาของเจสซี่ที่ตัวเองเผลอมองเป็นคนสุดท้าย

คนอารมณ์ฉุนเฉียวออกไปแล้วก็จริง แต่คนปล่อยไอเย็นอีกคนยังอยู่ในห้อง และดูเหมือนว่าใกล้จะระเบิดแล้วเช่นกันเมื่อเห็นว่าโฮคุโตะหลบตาตัวเอง ทำให้ยูโกะกับชินทาโร่มองหน้ากันราวจะปรึกษาโดยไม่มีเสียงแล้วอีกไม่ถึงนาทีทั้งสองคนก็พร้อมใจกันพูดขึ้น

“ฉันกลับก่อนนะ ยังเหลือรายงานที่ต้องทำอีกเล่มน่ะ” ยูโกะว่า ตามด้วยน้องเล็กของกลุ่มที่คว้ากระเป๋าขึ้นมาหลังเก็บของเสร็จอย่างรวดเร็วแบบผิดปกติ

“ฉันก็ต้องกลับแล้วเหมือนกัน วันนี้มีนัดไปซื้อของกับแม่ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ” แล้วทั้งสองคนก็พร้อมใจกันจรลีออกจากห้องไป ทิ้งไว้แต่คนสองคนที่ยังเอาแต่เงียบอยู่ในห้อง

“งั้น ฉันกลับบ้างล่ะนะ” โฮคุโตะพูดเบา ๆ เดินไปหยิบกระเป๋าของตัวเองขึ้นมา หลังผ่านไปสักพัก ทำลายความเงียบและความอึดอัดจากสายตาที่มองตรงมาที่เขาไม่ขยับไปไหนโดยไม่มีเสียงพูดของเจ้าตัว

เมื่อเขากำลังหมุนลูกบิดประตูเปิดออก อีกคนก็ตรงมาผลักประตูปิดทันที แล้วมือหนาก็ดึงตัวเขาเข้าไปในอ้อมแขนแกร่งที่โอบรัดเขาจากด้านหลัง

“เจสซี่ ทำอะไรของนายเนี่ย”

“ยอมพูดกับฉันแล้วเหรอ” โฮคุโตะชะงักค้างกับคำพูดของคนตัวสูงกว่า เผลอเม้มริมฝีปากแน่นเมื่ออีกคนจับตัวเขาหันหลังมาเผชิญหน้ากัน

“ฉันจะเป็นบ้าอยู่แล้วนะ นายโกรธอะไรฉัน อยู่ ๆ ก็เมิน ไม่มองหน้า ไม่สบตา ไม่พูดด้วย ฉันทำอะไรให้นายไม่พอใจเหรอ” นัยน์ตาสีน้ำตาลที่เคยเป็นประกายอย่างที่โฮคุโตะชอบมาตลอดหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก

“เปล่าหรอก นายไม่ได้ทำอะไรให้ฉันโกรธหรอก”

“แล้วนายมีปัญหาอะไรล่ะ เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่รึไง” หัวใจบีบรัดจนปวด นั่นสิ เขาเป็นเพื่อนของเจสซี่ เพื่อนโดนเพื่อนเมิน ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกแย่ทั้งนั้นแหละ

“ขอโทษด้วยนะ มันเป็นปัญหาของฉันเองแหละ นายไม่ต้องห่วงหรอกน่า อีกสักพักเดี๋ยวฉันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว” เขายิ้มให้ไอดอลหนุ่มทั้งที่ในใจกำลังจะร้องไห้เต็มแก่ ฝืนพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงทั้งที่รู้ว่ามันคงออกมาฝืดเฝื่อนเต็มที

“โฮคุ…”

“ขอเวลาฉันสักพักนะ แล้วเดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลัง.. นี่ก็เย็นมากแล้ว กลับบ้านกันเถอะ” พูดจบเขาก็หันหลังกลับ เปิดประตูห้องแต่งตัว แต่ก็เหมือนเดิม เจสซี่ปิดประตูทันที

“เจสซี่ คือว่า…”

“ช่วยฟังหน่อยได้มั้ย” เจสซี่ว่าพลางดึงตัวอีกคนเข้ามากอดอีกครั้ง ใบหน้าคมคายซบลงกับบ่าของคนในอ้อมแขน ซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมา

“เอ๊ะ”

“รอยยิ้มนั้นของเธอเหมือนกับความอบอุ่นของแสงอาทิตย์…” ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ เสียงทุ้มนุ่มก็ร้องเพลงขึ้นมาเสียก่อน ตอนเช้าของพวกผม เพลงที่เจสซี่กับไทกะแต่งด้วยกัน ทำให้โฮคุโตะชะงักค้างไปชั่วครู่ ร้องเพลงนี้แบบนี้น่ะ หมายความว่าอีกคนอยากบอกให้เขารู้ว่าตัวเองกับไทกะกำลังคบกันอยู่ใช่มั้ย

เพลงหวาน ๆ กับเสียงนุ่มหูที่ชวนหลงใหล บัดนี้เป็นเหมือนคมมีดอาบน้ำผึ้งที่บาดลึกเข้าไปในใจคนฟังจนต้องพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมแขนแกร่งที่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งรัดแน่น

“ไม่เอา เจสซี่ ปล่อย”

“ไม่ว่าจนถึงเมื่อไหร่ ผมอยากไปปกป้องเธออยู่ข้าง ๆ ผมคิดแบบนั้น…

“เจสซี่ ปล่อยฉัน” แม้จะโวยวายเท่าไหร่ ทั้งทุบทั้งตี อีกคนก็ไม่ยอมปล่อยโฮคุโตะออกจากอ้อมกอด และไม่ยอมหยุดร้องเพลงด้วย ทำให้คนฟังได้แต่ร้องไห้อยู่ตรงนั้น เขาไม่อยากฟัง ไม่อยากรับรู้ว่าคนตรงหน้ากับใครอีกคนรักกันมากขนาดไหน แล้วทำไมต้องบังคับให้เขาฟัง แค่นี้เขายังเจ็บไม่พออีกหรือ

“ถึงแม้จะเป็นวันทีรีบเร่ง พวกผมก็จะรอคอยอยู่ตรงนั้นทันที…”

“พอเถอะ พอสักที ไม่เอาแล้ว…” โฮคุโตะร้องขอทั้งน้ำตา ไม่เอาแล้ว เจ็บ เจ็บที่สุด ทำไมเจสซี่ถึงทำกับเขาแบบนี้ เขารู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์ ไม่เห็นจะต้องมาตอกย้ำกันขนาดนี้เลย พอเถอะ หยุดทำร้ายเขาสักที

 “แต่ขออีกแค่นิดเดียว ขอให้ได้อยู่แบบนี้ก็พอใจแล้ว”

จบเพลงเจสซี่ก็ยอมคลายอ้อมกอดออก เมื่อไม่มีแขนแกร่งรั้งเอาไว้ โฮคุโตะก็ทรุดลงไปนั่งร้องไห้กับพื้น โดยที่คนร้องเพลงกลับนั่งลงก้มหน้าอยู่ข้าง ๆ ถ้าโฮคุโตะสังเกตจะเห็นว่าอีกคนกำลังน้ำตาคลอหน่วยเหมือนกัน

“ทำไมต้องร้องเพลงนี้ให้ฉันฟังด้วย นายจะรักกับใครก็รักไปสิ จะมาตอกย้ำกันทำไมอีกเล่า แค่นี้ฉันยังเจ็บไม่พอใช่มั้ย ต้องให้ฉันตายไปเลยใช่มั้ย!!” โฮคุโตะระเบิดอารมณ์ทั้งหมดออกมา เขาทนไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้วจริง ๆ

“เกลียดฉันขนาดนั้นเลยเหรอ แค่ฉันชอบนาย มันแย่มากขนาดนายต้องมาซ้ำเติมกันแบบนี้เลยรึไง”

นัยน์ตาของเจสซี่เบิกกว้าง คว้าแขนสองข้างของคนที่กำลังร้องไห้โวยวายแล้วดึงเข้าหาตัว จ้องหน้าอีกฝ่าย ร้องถามเสียงสูง

“เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ”

“ก็ถามว่าทำไมต้องมาซ้ำเติมกันแบบนี้น่ะสิ!! เกลียดกันมากนักรึไงเล่า!”

“ไม่ใช่ เมื่อกี้นายบอกว่าชอบฉัน นายพูดจริง ๆ ใช่มั้ย”

“เออ ชอบ ชอบมากด้วย พอใจรึยัง” ด้วยอารมณ์ที่ปะทุทำให้โฮคุโตะเผลอพูดทุกอย่างที่เก็บเอาไว้ทั้งหมด กว่าเขาจะรู้ตัว ก็เมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างของคนตรงหน้าผ่านม่านน้ำตาพร้อมกับที่เจ้าของรอยยิ้มนั้นพุ่งเข้ามากอดเขาไว้

“ฉันก็ชอบนาย ชอบมาตั้งนานแล้ว ให้ตายสิ ดีใจที่สุดเลย” โฮคุโตะหยุดร้องไห้ทันที ได้แต่นั่งงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นแทน หมายความว่ายังไงกัน ชอบเขาอย่างนั้นเหรอ

“เดี๋ยวนะ เจสซี่ เมื่อกี้นายบอกว่าชอบฉัน?”

“อือ ฉันชอบนาย”

“ไม่ใช่ว่านายคบกับไทกะอยู่เหรอ” คนตัวสูงกว่าผละออกมองอีกคนอย่างงุนงง ขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยปฏิเสธในทันที

“เปล่า ไทกะชอบจูริอยู่ต่างหาก ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนเนี่ย” พอได้ยินคำตอบชัด ๆ โฮคุโตะก็พูดอะไรไม่ออก ตกลงว่าที่พวกเขาดราม่ากันมาเป็นอาทิตย์คือคิดไปเอง เครียดไปเอง บ้ากันไปเองงั้นสิ

ตอนนี้โฮคุโตะชักอยากร้องไห้อีกสักรอบแล้ว

แต่ถึงจะนึกเครียดกับสภาพตัวเองที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ แต่โฮคุโตะก็นึกดีใจกับเพื่อนอีกคนด้วย  ถ้าไทกะชอบจูริ มันก็หมายความว่าทั้งสองคนใจตรงกัน เพราะแรพเปอร์ร่างผอมคนนั้นแอบชอบหนุ่มหน้าสวยมานานมากแล้ว ถ้าทั้งคู่คุยกันลงตัวแล้วได้คบกัน โฮคุโตะยินดีด้วย อย่างน้อยจูริก็ไม่ต้องอกหักแล้วล่ะนะ

“ตกลงว่าไปเอาความคิดนั้นมาจากไหน ที่เมื่อกี้ร้องไห้เพราะเข้าใจว่าเป็นเพลงที่ฉันกับไทกะแต่งให้กันเองใช่มั้ยเนี่ย”

แน่ล่ะว่าโฮคุโตะก็ยังคงเงียบเหมือนเดิม เจสซี่ที่เห็นแบบนั้นได้แต่ยิ้มบาง ๆ ท่าทางว่าเขาจะเดามาถูกทางแล้วล่ะ โฮคุโตะถึงได้ทำท่าเหมือนเถียงไม่ออกแบบนี้

“แล้วขอฉันเดาต่อนะ ที่นายเมินฉันมาเป็นอาทิตย์เพราะเรื่องนี้เหมือนกันล่ะสิ” เพราะตั้งแต่แสดงกามุชาระจบ อีกคนก็แทบจะปลีกตัวหนีออกจากชีวิตเขาไปโดยปริยาย พอ ๆ กับที่จูริหนีไปจากไทกะ แล้วทั้งสองคนก็เอาแต่อยู่ด้วยกันมาตลอด

มือหนายกขึ้นเช็ดคราบน้ำตาออกจากแก้มของอีกฝ่ายแผ่วเบา ขณะที่อีกคนได้แต่เบือนสายตาหนี โฮคุโตะไม่สามารถมองสบตาเจสซี่ได้จริง ๆ หลังจากที่อีกฝ่ายอธิบายการกระทำที่ผ่านมาของเขาทั้งหมดได้ราวตาเห็น เขายอมรับกันตรง ๆ เลยว่าอายมาก อายกับการคิดไปเองจนนั่งร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรมาเป็นอาทิตย์ ตีตัวออกห่างจากคนตรงหน้า ยิ่งได้เห็นสายตาที่มองมากับสัมผัสจากมืออุ่น ๆ ที่เช็ดน้ำตาบนหน้า เขายิ่งอาย

“เพลงนั้นน่ะ ฉันกับไทกะตั้งใจแต่งให้นายกับจูริ แต่จู่ ๆ พวกนายก็ตีตัวออกห่างจากพวกฉัน แล้วหันไปอยู่ด้วยกันมากขึ้น พวกฉันน่ะหึงแทบตาย รู้มั้ย ทั้งหึง ทั้งหวง ทั้งกังวล คิดวนไปวนมาเป็นร้อยรอบว่าฉันทำอะไรให้นายไม่พอใจรึเปล่า หรือนายจะรังเกียจฉันที่ดันไปชอบนายมากกว่าคำว่าเพื่อน”

เจสซี่เลื่อนมือเข้าไปโอบรั้งโฮคุโตะเข้ามาใกล้อีกครั้งก่อนจะพูดต่อ “แต่ฉันก็ยังแอบหวังอยู่นิด ๆ นะ ฉันก็เลยร้องเพลงนั้นเพราะอยากให้นายรู้ว่าฉันคิดยังไงกับนาย แต่ก็กลายเป็นว่านายทั้งโวยวาย ทั้งร้องไห้ ฉันก็เลยคิดว่าคงหมดหวังแล้วจริง ๆ ใครจะไปคิดล่ะ ว่าเรื่องจะพลิกกลับมาเป็นแบบนี้… นี่ มองหน้าฉันสิ โฮคุโตะ”

โฮคุโตะทำตามคำพูดของอีกฝ่าย เขาได้เห็นดวงตาคู่สวยที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน กับรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบในสายตาของเขาสว่างสดใสขึ้น ดวงตากับรอยยิ้มที่ทำให้โฮคุโตะหลงรักอีกฝ่ายมาตั้งแต่ต้น

“ฉันจะร้องให้ฟังอีกทีนะ คราวนี้ช่วยตั้งใจฟัง อย่าร้องไห้อีกล่ะ รู้มั้ย”

“ไม่ร้องแล้ว” เพราะโดนแหย่ โฮคุโตะจึงทำหน้ามุ่ยใส่เจสซี่ที่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะร้องเพลงที่เขาขอให้ไทกะเขียนเนื้อร้องให้ฟังอีกครั้ง

ในตอนเช้า เธอที่สะลึมสะลือนอนพิงไหล่ของผมอยู่

โดยไม่ได้คิดอะไร ผมกอดและมอบพลังให้เธอ

ความสุขนั้นไม่มีเสียง แถมยังเปลี่ยนสีได้ทันที

แต่ในวันหนึ่งๆ เราจะสามารถรับรู้ได้ในช่วงเวลาหนึ่งอย่างแน่นอน

รอยยิ้มนั้นของเธอเหมือนกับความอบอุ่นของแสงอาทิตย์

ไม่ว่าจนถึงเมื่อไหร่ ผมอยากไปปกป้องเธออยู่ข้าง ๆ ผมคิดแบบนั้น

ถึงแม้จะเป็นวันที่รีบเร่ง พวกผมก็จะรอคอยอยู่ตรงนั้นทันที

แต่ขออีกแค่นิดเดียว ขอให้ได้อยู่แบบนี้ก็พอใจแล้ว

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ความจริงเราอยากเขียนเจสซี่กับไทกะล่ะค่ะ คือตั้งใจจะให้มีเฉพาะช่วงดราม่าของจูริกับโฮคุโตะช่วงแรกสุดเลยแค่นั้น แต่เราฝืนคู่ที่เราชิปมากทั้งจูริไทกะ แล้วก็เจสโฮคุไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องใส่จนได้…//โดนชิปเปอร์เจสไทกะรุม

อย่างที่บอกไปแล้วว่าเราได้รับความอนุเคราะห์จากแอดมินเพจ 6tonesFC ให้เอาเนื้อเพลงมาใช้ได้ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ แล้วก็ขอบคุณที่คอยแปลแมก แปลเพลงต่าง ๆ ให้แฟนคลับที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นแต่ดันติ่งหนักมากอย่างเราได้เข้าใจหนุ่ม ๆ มากขึ้น

ที่สำคัญขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ

Posted in Fanfiction

[AU One Shot – SixTONES] เด็กแว้น

กลับมาพร้อมฟิคเด็ก ๆ คู่เดิมอีกแล้วค่ะ เยอะไปมั้ยเนี่ย ฮา จริง ๆ ยังมีอยู่อีกประมาณ 2 – 3 เรื่องในสต็อกด้วยนะคะ เดี๋ยวค่อย ๆ ทยอยปล่อย

อันนี้เป็นฟิคจากพล็อตที่เพื่อนเราเสนอค่ะ หลังจากที่เราโทรศัพท์คุยกับนางแล้วมีกลุ่มคนแว้นมอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านเราไปหลายสิบคันเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา นางก็บอกว่า ทำไมไม่แต่งฟิคเลยล่ะ ให้เจสซี่เป็นเด็กแว้น แล้วให้โฮคุโตะโมโหจนเปิดหน้าต่างด่า มันก็เลยออกมาเป็นฟิคนี้แหละค่ะ

เราไม่เคยแต่งแนวนี้เท่าไหร่เลยค่ะ แบบให้มันออกมาตลก ๆ เลยไม่รู้ว่าจะตลกพอมั้ย กลัวแป้กเหมือนกันค่ะ ฮา วันหลังจะลองฝึกเขียนแนวนี้อีก

เอาเป็นว่า เข้าเรื่องเลยดีกว่าเนอะคะ

คำเตือน

 

               นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือใด ๆ ก็ตามแต่รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ แล้วก็อาจมีคำที่ไม่สุภาพเล็กน้อย แต่ไม่หยาบมากแน่นอนค่ะ

 

[AU One Shot – SixTONES] เด็กแว้น

Pairing : Jesse x Matsumura Hokuto

“บรื้นนนนนน”

“โว้ยยยยย!! มันจะเร่งเครื่องทำบ้าอะไรกันนักกันหนาวะ” ชายหนุ่มกระแทกมือลงบนโต๊ะทำงานด้วยความหงุดหงิด นี่เป็นรอบที่ร้อยแล้วตั้งแต่เขาตื่นนอนที่เขาได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์เร่งเครื่องผ่านหน้าบ้านเขา วันนี้มันวันแว้นแห่งชาติรึไงวะ แล้วเขาจะเขียนบทความต่อได้ยังไง

โฮคุโตะเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเขียนและคอลัมนิสต์ โดยปกติแล้วคนรอบข้างมักจะมีภาพจำว่าเขาเป็นชายหนุ่มสุดเท่ที่ค่อนข้างมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย แต่ถ้าคนเหล่านั้นได้มาเห็นเขาในตอนนี้ ภาพลักษณ์ที่อุตส่าห์สร้างมาคงป่นปี้ไม่มีเหลือ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะความหงุดหงิดจากเสียงมอเตอร์ไซค์ที่ดังรบกวนอยู่ตลอดเวลาจนเขียนงานไม่ออกนั่นเอง

“บรื้นนนนนน” คิดยังไม่ทันจบดีก็มีมอเตอร์ไซค์แต่งเครื่องส่งเสียงดังมาแต่ไกล และนั่นก็ทำให้โฮคุโตะโมโหจนถึงกับเปิดหน้าต่างออกไปด่า

“จะเร่งเครื่องเสียงดังทำบ้าอะไรนักหนาวะ หนวกหู!!”

แต่สิ่งที่โฮคุโตะไม่คาดคิด คือ ไอ้เด็กแว้นที่เขาเพิ่งตะโกนด่าไปมันดันจอดรถ ถอดหมวกกันน็อกออก เงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วตะโกนตอบ

“หนวกหูก็อุดหูไปดิ ฟังทำไม ไม่ได้ให้ฟังสักหน่อย”

“ก็ไม่ได้อยากฟังเหมือนกันแหละโว้ย แต่เสียงมันลอยเข้าหูมาเนี่ย คำว่าเกรงใจอะ สะกดเป็นมั้ย  เ-ก-ร-ง-ใ-จ น่ะ ห๊ะ”

“นายนี่มันน่ารำคาญชะมัด ทำตัวอย่างกับคนแก่” พอโดนสวนกลับมา โฮคุโตะก็ปรี๊ดแตกกว่าเดิม ไอ้เด็กเปรตนี่มันกล้าว่าเขาอย่างนั้นเหรอ

เขาหันไปคว้าขวดน้ำใกล้ตัวแล้วสาดน้ำใส่คนที่อยู่ข้างล่าง แม้จะไม่โดนตรง ๆ จนเปียกโชก แต่ก็มีละอองน้ำให้รู้สึกอยู่บ้าง

“เฮ้ย เล่นงี้มันไม่แฟร์นี่หว่า”

“ก็ไม่ได้เล่นนี่ จำไว้วันหลังอย่ามาปีนเกลียวฉันอีก ไอ้เด็กแว้น” ว่าจบก็ปิดหน้าต่างดังปังจนคนที่ได้ยินสะดุ้งโหยง ได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเอง

“คนอะไรวะ ขี้หงุดหงิดได้อีก” แต่ไม่รู้ทำไม ริมฝีปากของคนโดนเรียกเป็นเด็กแว้นถึงเผลอยิ้มออกมา นึกในใจว่าทีหลังต้องขับผ่านมากวนอีกฝ่ายบ่อย ๆ บ้างแล้ว

 

“อะไรอีกวะเนี่ย!! บีบแตรอยู่ได้ พ่อเสียรึไง ถึงได้ต้องบีบแตรส่ง!” มาแล้ว ประโยคทักทายที่ไร้ซึ่งความเป็นมิตรโดยสิ้นเชิง แต่เจสซี่ก็เริ่มจะชินกับคำพูดร้าย ๆ นั่นซะแล้ว

หลังจากตะโกนเถียงกันในวันนั้น เจสซี่ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านหลังนี้อยู่บ่อย ๆ แกล้งเร่งเครื่องมั่ง  บีบแตรมั่ง กวนประสาทคนที่เคยโผล่หน้าออกมาด่าเขาให้ออกมาตวาดแว้ด ๆ ใส่เป็นประจำ ทั้งที่ความจริงแล้วหลังจากโดนตะโกนด่าแบบนั้น เขาก็ควรจะเลี่ยงไม่ให้โดนด่าอีก แต่กลายเป็นว่าเขายิ่งยั่วให้อีกคนโมโหหนักกว่าเดิมจนโดนเพื่อนด่าว่าโรคจิต เขาไม่ได้เป็นมาโซคิสม์อะไรอย่างที่มันด่าหรอก ก็แค่อยากหาเรื่องเจอหน้าเท่านั้นเองแหละ อย่างวันนี้ที่เขาแกล้งบีบแตรยาว ๆ หลาย ๆ ทีหน้าบ้านอีกฝ่าย และก็ไม่ผิดหวังเมื่อคนคนเดิมเปิดหน้าต่างบานเดิมออกมาด่าเหมือนเดิม

ก็ท่าทางตอนโมโหจัดของเจ้าของบ้านหลังนี้น่ะ น่ารักจะตาย

“พ่อฉันยังอยู่ดีกินดี ไม่ต้องให้นายมาแช่งหรอก”

“แล้วจะบีบแตรทำพระแสงอะไรมิทราบ สนุกนักรึไง”

“สนุกมาก~ นายนี่มันขี้โมโหชะมัดเลย ชิว ๆ หน่อย รู้จักปะ ชิว ๆ อะ”

“ไอ้เด็กเปรต นี่แกอยากตายใช่มั้ย!!”

“ตายไม่กลัว กลัวไม่ตายอะดี้~” ว่าจบเจสซี่ก็ขี่มอเตอร์ไซค์จากไปพร้อมเสียงหัวเราะ ทิ้งไว้แต่คนที่หงุดหงิดได้ที่ให้ตะโกนสาปส่งตามหลัง

“แก ไอ้ #@^&$*^$#^+”

หลังจากได้กวนประสาทใครบางคนพอหอมปากหอมคอให้หัวใจชุ่มชื้นไปแล้ว เจสซี่ก็ตรงไปยังมหาวิทยาลัย เมื่อหาที่จอดได้เป็นที่เรียบร้อย เขาก็เดินไปหาเพื่อนซี้ซึ่งเล่นดนตรีวงเดียวกันที่นั่งรอกันอยู่ที่โต๊ะไม้ที่พวกเขานั่งกันอยู่ประจำ

“ไง รอนานปะ”

“นาน ไปทำบ้าอะไรมาวะครับ ไอ้คุณเจสซี่” ยูโกะ มือกีต้าร์ของวงด่า แม่งนัดมาซ้อมกันตอนเก้าโมงสี่สิบห้า ไอ้ลูกครี่งสุดหล่อนี่ล่อไปสิบโมงสิบห้า หายหัวไปทำอะไรของมันมาวะเนี่ย

“มันไปตามตี๊อเขามา” จูริ มือเบสว่า พลางยกมือขึ้นรับกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ของเขาที่คนยืมโยนมาให้ อันที่จริงเจสซี่ยืมมอเตอร์ไซค์ของเขาไปใช้บ่อยถึงขั้นบ่อยมาก ซึ่งก็ไม่ได้เอาไปทำอะไรหรอก มันเอาไปตามจีบสาว เอ่อ ไม่ใช่ ต้องจีบหนุ่มสิ

“ใครวะ นี่ไปปิ๊งสาวที่ไหน ชื่ออะไร ลูกเต้าเหล่าใคร สวยปะ” ชินทาโร่ มือกลองของวง ถามขึ้นอย่างอยากรู้อยากเห็น แหม ใครมันจะไม่อยากรู้ล่ะ ก็ไอ้คนที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาเนี่ย เดือนคณะดุริยางค์นะครับ ลูกครึ่งอเมริกา หน้าหล่อ บ้านรวย แถมพ่วงตำแหน่งนักร้องนำวงดนตรีที่มีเสียงดีติดอันดับต้น ๆ ของคณะ รองจากรุ่นพี่อย่างเคียวโมโตะ ไทกะกับมาสึดะ เรียว แค่สองคนเท่านั้น เรียกได้ว่าโคตรจะเพอร์เฟกต์อะ แต่แม่งไม่เคยจะยอมคบกับใครสักที ด้วยเหตุผลว่ามันไม่ได้ชอบเขา ขนาดพี่ดาวคณะบัญชี สวยชนิดหยาดฟ้ามาดิน มาสารภาพรักกับมันยังแห้วกินกลับไปเลย คิดดู ลองเป็นชินทาโร่ หรือยูโกะสิ ไม่มีเหลือให้หมามันคาบไปกินหรอก สวยขนาดนั้น

“ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ว่าลูกใคร ไม่สวย แต่น่ารัก”

“นี่แกไปตามตื๊อเขา แต่ไม่รู้แม้แต่ชื่อเนี่ยนะ” ยูโกะพูดอย่างไม่อยากเชื่อ แล้วไปรู้จักกันได้ยังไงล่ะนั่น ไม่สิ แล้วมันไปตามตื๊อเขาได้ยังไงทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรของเขาสักอย่างเนี่ย

“แต่ฉันรู้นะเว้ยว่าบ้านเขาอยู่ไหน”

“แล้วไปรู้จักมักจี่กันได้ไงวะ ชื่อแซ่ก็ไม่รู้จัก แต่ดันไปรู้จักบ้านเขา” ชินทาโร่ถาม แต่คนกำลังอินเลิฟทำเพียงแค่คว้าแก้วน้ำปั่นของเพื่อนขึ้นมาดูดด้วยรอยยิ้มกว้างแทน ทำให้สายตาของคนถามหันไปมองอีกหนึ่งหนุ่มที่ทำท่าจะรู้เรื่องดี

“แกรู้อะไรใช่มั้ย จูริ พูด!!”

“ไม่มีอะไรหรอก ก็พวกแกจำวันนั้นได้ปะ วันที่รถไอ้เจสมันเสียเลยยืมลูกรักฉันไปซื้อของกินอะ” ยูโกะกับชินทาโร่พยักหน้าหงึก ๆ พวกเขาพอจำได้ว่าวันนั้นพวกเขาอยู่ซ้อมดนตรีกันที่คณะในวันหยุดซึ่งโรงอาหารมหาลัยมันปิด นักร้องนำของวงอย่างเจสซี่จึงอาสาขี่มอเตอร์ไซค์ที่แต่งอย่างเท่ (แต่ใกล้เคียงกับพวกเด็กแว้น) ของจูริไปซื้อของกินมาให้แทนรถเก๋งสุดหวงของมันที่บังเอิญสตาร์ทไม่ติดจนต้องไปนอนเล่นในอู่

“แล้วไงต่อวะ”

“คือ มอไซค์ฉันมันเสียงดังใช่มั้ยล่ะ ทีนี้เขาเลยเปิดหน้าต่างออกมาด่า มันก็บ้าไปยืนตะโกนเถียง ละดันไปหลงเสน่ห์อะไรเขาไม่รู้ถึงได้ตามตื๊อตามกวนเขาอยู่นั่น” เพื่อนร่วมวงดนตรีที่ได้ยินถึงกับหันมามองหน้าไอ้นักร้องนำที่ยอมลดตัวจากลูกคุณหนูไปเป็นเด็กแว้นข้างถนนเพียงเพราะอยากตามตื๊อสาว (ความจริงคือหนุ่ม) เป็นตาเดียว แม่งโคตรลงทุนเลยให้ตาย

“น่ารักขนาดนั้นเลยเหรอวะ แกถึงได้ยอมลงทุนขนาดนั้น”

“อย่าใช้คำว่าน่ารักเลยเหอะว่ะ แม่งโคตรตรงกันข้ามอะ” จูริแย้ง ไม่แคร์แม้จะมีสายตาพิฆาตจากคนที่ไปเที่ยวตื๊อชาวบ้านส่งมาให้

“แต่เขาก็น่ารักในสายตาฉันแหละวะ”

“ถ้านั่นเรียกน่ารัก ไทกะของฉันไม่นับเป็นนางฟ้านางสวรรค์เลยเหรอวะ” จูริว่า พลางพาดพิงถึงแฟนหนุ่มรุ่นพี่คณะเดียวกันที่ถึงจะเป็นผู้ชายแต่ก็สวยชนิดผู้หญิงยังอาย สมกับที่เป็นหนึ่งในสามหนุ่มสวยของคณะที่ชายแท้ ๆ ทั้งหลายยังหลง ถึงจะยังสงสัยว่าจูริมันไปทำยังไงถึงได้พี่เขามาเป็นแฟน (หรือพี่เขาเห็นอะไรดีในตัวไอ้เพื่อนเวรนี่) แต่เพื่อน ๆ ที่เห็นว่าทั้งคู่รักกันดีก็ตัดสินใจช่างมันไป และเปลี่ยนมาช่วยไม่ให้มือกีตาร์ของวงถูกคนอื่น ๆ ที่หมายปองหนุ่มหน้าสวยดักตีหัวแทน

อันที่จริงจูริก็ไม่ได้ตั้งใจว่าคนของเจสซี่หรอก แต่เขาแค่รับไม่ได้อย่างบอกไม่ถูกที่เพื่อนเขาไปเรียกคนคนนั้นว่าน่ารัก ตอนที่มันชี้ชวนให้ดูบ้านสุดที่รักของมันเขาก็นึกว่าคงเป็นหญิงสาวสักคน อาจจะไม่ได้หน้าตาดีมากแต่คงมีเสน่ห์พอตัวที่ทำให้ไอ้คนไม่เคยรักใครหลงได้หลงดี หรือไม่ก็คงเป็นผู้ชายหน้าตาจิ้มลิ้มสมกับที่มันเคยโฆษณาไว้ว่าน่าเอ็นดูสุด ๆ แต่พอวันต่อมาที่จูริบังเอิญผ่านหน้าบ้านหลังนั้นแล้วเห็นคนมาเปิดหน้าต่างเท่านั้นแหละ เขาก็ได้รู้ทันทีว่าไอ้คำว่า “โคตรน่ารัก” ของเจสซี่แม่งเชื่อถือไม่ได้

“ทำไมอะ หน้าตาไม่ค่อยดีรึไง” ยูโกะถามอย่างสงสัยกับท่าทางของเพื่อนสองคน อะไรของพวกมันวะ แค่บอกว่าผู้หญิงสักคนน่ารักจะตีกันทำไม

“เปล่า หน้าตาดี ดีมากด้วย แต่ประเด็นคือหล่อไง หล่อพอ ๆ กับมันเลยเนี่ย หล่อจนฉันยอมรับเลยอะ”

“เดี๋ยวนะ เขาเป็นผู้ชายเหรอวะ”

“อือ ดูแล้วน่าจะอายุมากกว่าพวกเราหน่อย”

เท่านั้นแหละ ทั้งชินทาโร่และยูโกะเขยิบออกห่างจากเจสซี่ทันที กรณีของจูริน่ะ แฟนมันสวยมากกกกก พวกเขาเลยไม่ค่อยตะขิดตะขวงใจอะไรเท่าไหร่ แต่เจสซี่เนี่ย อยู่ด้วยกันมาเป็นปีไม่เห็นมันเคยบอกสักนิดว่าชอบผู้ชาย ตอนพวกเขาไปส่องสาวมันยังไปส่องไปอะไรด้วยกันด้วยซ้ำ พวกเขาไม่ได้ต่อต้านคนรักเพศเดียวกันนะ แต่คือ เสียดายความหล่อมันแทนสาว ๆ ชิบหายเลยว่ะครับ

“อะไรของพวกแก เขยิบไปทำไมตั้งไกล” เจสซี่หันมาถามเมื่อเห็นเพื่อนที่เพิ่งรู้ความจริงขยับออกห่างไปเล็กน้อยอย่างสงสัย อะไรของพวกมันเนี่ย

“ทำไมไม่เห็นเคยบอกเลยวะ ว่าชอบผู้ชาย”

“จริง ๆ ก็ไม่ได้ชอบหรอก แต่คนนี้เป็นกรณีพิเศษ แม่ง น่ารัก” ว่าจบคนพูดก็ยิ้มกว้าง คนของเขาถึงจะไม่ได้สวยเหมือนอย่างพี่ไทกะของไอ้จุ๊ตัน ตรงกันข้ามกลับหล่อจนสาวหลงด้วยซ้ำ แต่ก็โคตรจะน่ารักน่าเอ็นดูสำหรับเขาเลย

“อย่ายิ้มแบบนี้ดิ สยองงงง”

“ห๊ะ”

“นี่แกไม่ได้รู้ตัวเลยใช่มั้ยว่ายิ้มกว้างจนปากจะฉีกไปถึงรูหูแล้วเนี่ย ไอ้บ้า” เจสซี่ยังคงยิ้มกว้างอย่างไม่สะทกสะท้าน อยากด่าอะไรก็ด่าไปเถอะ ก็คนมันมีความสุขนี่นา ทำไงได้

แต่จะว่าไปเขาก็อยากเจอคนขี้หงุดหงิดคนนั้นอีกแล้วสิ ทั้งที่เพิ่งไปหามาก่อนมามหาลัยแท้ ๆ คิดถึงจัง คนน่ารักของเขาน่ะ

 

โฮคุโตะรู้สึกเหมือนชีวิตกำลังขาดอะไรไปบางอย่าง

อาจเป็นเพราะสามวันมานี้เขาไม่ได้เปิดหน้าต่างออกไปด่าใครบางคนเหมือนที่เคยทำมาก็ได้ ไอ้เด็กแว้นที่ชอบขี่มอเตอร์ไซค์มากวนประสาทเขาหายหน้าไปสามวันแล้ว และนั่นก็ทำให้โฮคุโตะนึกสงสัยว่ามันหายไปไหน และกำลังทำอะไรอยู่

เดี๋ยวสิ มันไม่มาหาเรื่องเขาแล้ว เขาต้องดีใจสิ จะมานั่งสงสัยทำไมกันว่าทำไมมันไม่มา

แต่ใช่ว่าเขาจะห้ามความคิดตัวเองได้ เพราะสุดท้ายแล้วนักเขียนหนุ่มก็ได้แต่วางมือ ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วออกมายืดเส้นยืดสายรับลมที่ริมหน้าต่าง พยายามสลัดความหงุดหงิดรำคาญใจที่ผุดขึ้นมาเพราะไม่มีคนมาแว้นหน้าบ้านให้ลับฝีปากเหมือนอย่างทุกที

“โฮคุโตะ~” เสียงเรียกจากหน้าบ้านทำให้เขาก้มลงไปมอง และก็ได้เห็นเพื่อนหน้าหวานตัวเล็กที่ยืนเรียก เขาจึงรีบลงไปเปิดประตูบ้านให้

“มีอะไรรึเปล่า มาถึงบ้านเลย เข้ามาก่อนสิ”

เคนทาโร่เป็นชายหนุ่มร่างเล็กที่มีใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่ม.ปลายแล้ว แต่พอจบมัธยม โฮคุโตะก็เดินตามความฝันทำงานในด้านการเขียนและก็ไปได้ดี เช่นเดียวกับคนตัวเล็กที่เลือกเรียนต่อมหาลัยในด้านดนตรีอย่างที่ชอบ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองคนก็ยังคบหาเป็นเพื่อนสนิทกันมาโดยตลอด

“เข้าเรื่องเลยนะ ฉันมีเรื่องอยากให้โฮคุโตะช่วยหน่อยน่ะ” เมื่อพวกเขานั่งลงเบาะรองนั่งในห้องนอนของโฮคุโตะแล้ว เคนทาโร่ก็เข้าเรื่องทันที

“เรื่องอะไรเหรอ ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องพวกดนตรีสักเท่าไหร่หรอกนะ”

“ก็ไม่ได้ให้ไปช่วยเรื่องนั้นหรอก แต่โฮคุโตะน่ะเขียนหนังสือเก่ง ฉันเลยอยากขอให้ช่วยเขียนบทความรีวิวงานแสดงดนตรีของคณะที่จะจัดขึ้นในวันมะรืนนี้ให้หน่อยน่ะสิ ฉันจะเอาไปใส่ในวารสารคณะน่ะ”

“เอ๋ ไม่ใช่ว่าอันนี้พวกนายต้องทำกันเองเหรอ”

“ความจริงก็ใช่หรอก เพียงแต่พวกอาจารย์เขาอยากให้มีบทความแสดงความเห็นจากคนนอกด้วยน่ะสิ นี่พวกฉันก็ไปขอร้องพวกที่เป็นนักดนตรีมืออาชีพมาแล้ว…”

“เลยอยากให้ฉันเอาคำวิจารณ์พวกนั้นมาเรียบเรียงเขียนเป็นบทความให้สินะ”

“ใช่ ๆ นั่นแหละ ๆ สมกับเป็นโฮคุจัง เข้าใจอะไรง่ายดีมาก ๆ เลย” โฮคุโตะมองใบหน้าหวาน ๆ ของเพื่อนสนิทที่กำลังทำตาปริบ ๆ ให้เขาแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ อุตส่าห์มาขอร้องกันถึงบ้าน ยังไงก็คงต้องช่วยสินะ

“ก็ได้ ฉันจะช่วยละกัน”

“เย้ โฮคุจังใจดีที่สุดเลย” ว่าจบก็กระโดดเข้ากอดเพื่อนทันที ให้คนโดนกอดหลบแทบไม่ทัน นิสัยชอบโผเข้ากอดคนอื่นเวลาดีใจเนี่ย แก้ไม่หายจริง ๆ

“พอเลย ๆ แค่นี้ใช่ปะ”

“อื้อ ขอบใจมากเลยน้า”

โฮคุโตะกำลังจะเอ่ยปากพูดว่าไม่เป็นไร ก็มีเสียงเร่งเครื่องดังขึ้นแถว ๆ หน้าบ้านเสียก่อน เรียกความสนใจของคนในห้องทั้งสองคนได้เป็นอย่างดี

“เสียงดังจังเลยน้า” เคนทาโร่บ่น แต่โฮคุโตะน่ะเริ่มจะเดือดแล้ว อุตส่าห์หายหน้าไปไม่มากวนตั้งหลายวัน ดันโผล่มาตอนที่เคนจังอยู่ด้วย แล้วเขาจะไปยืนตะโกนด่ากับมันริมหน้าต่างได้ไงวะ

“ช่างมันเถอะ แค่เด็กแว้นที่ชอบมากวนประสาทน่ะ มาทุกวันจนชินแล้ว ไม่ต้องไปใส่ใจหรอก”

“เอ๋ แต่แบบนี้มันเข้าข่ายรบกวนสร้างความรำคาญไม่ใช่เหรอ โทรแจ้งตำรวจก็ได้นี่นา” พูดจบก็ลุกขึ้นเดินตรงไปยังริมหน้าต่าง และเห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งกำลังจะขับออกไป

เคนทาโร่ได้แต่ขมวดคิ้ว มอเตอร์ไซค์คันนั้นมันคุ้น ๆ ตาเขาอย่างไรชอบกล เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่เขาก็ปัดความสงสัยนั่นทิ้ง คงเป็นเด็กแถว ๆ นี้แหละจะเคยผ่านตาเขาบ้างก็ไม่แปลก

“ขี้เกียจยุ่งยากน่ะ อยากป่วนก็ปล่อยมันป่วนไป”

“งั้นเหรอ แปลกดีนะ ปกตินายน่าจะแจ้งความไปนานแล้วนี่นา” คำพูดของเคนทาโร่ทำให้โฮคุโตะชะงักไปเล็กน้อย นั่นสิ ปกติเขาคงไปแจ้งความแล้ว ไม่มานั่งหงุดหงิด ตะโกนเถียงกับไอ้เด็กเวรตะไลนั่นให้เสียสุขภาพจิตมานานขนาดนี้หรอก

“ก็บอกแล้วไงว่าขี้เกียจยุ่งยาก วันนี้อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันมั้ย ไหน ๆ ก็ไม่ได้เจอกันนาน เดี๋ยวฉันทำเลี้ยงเอง”

“จริงเหรอ อยู่ ๆ ไม่ได้กินอาหารฝีมือนายนานแล้วน้า ทำอร่อย ๆ ล่ะ”

“ฉันทำอร่อยอยู่แล้วล่ะน่า ไม่ต้องห่วง”

แม้จะเปลี่ยนเรื่องคุย แต่ลึก ๆ ในใจโฮคุโตะกลับรู้สึกแปลก ๆ เขายังคิดหาคำตอบจากคำกล่าวของเพื่อน พฤติกรรมที่ไม่เหมือนกับตัวเขาในตอนปกติเลยนี่มันอะไรกัน

 

“เป็นอะไรไปอีกวะ เหม่ออยู่นั่นแหละ มะรืนต้องขึ้นเวทีแล้วนะโว้ย แกยังไม่ตั้งใจซ้อมอีกเรอะ” จูริโวยวายเพื่อนเสียงลั่นด้วยความโมโห ก็ไอ้คุณหนูนักร้องนำสุดหล่อน่ะสิ หลังจากยืมมอไซค์เขาขับไปป่วนคนที่มันแอบปิ๊งหลังซ้อมหนักจนไม่ได้ไปมาสามวันแล้วก็กลับมานั่งหงอยเป็นหมาเหงา ดูใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแปลก ๆ

“เออ โทษทีละกัน”

“เอาจริง แกเป็นอะไรวะ จะว่าเพราะไม่ได้ไปหาเขาก็ไม่ใช่ ทำไม เขาไม่อยู่บ้านเหรอ” ยูโกะถามพลางนั่งลงข้าง ๆ นักร้องหนุ่ม ถึงแรกได้รู้เรื่องจะช็อกพอสมควร แต่พอผ่านมาสักพัก และได้เห็นว่าเพื่อนจริงจังกับรักครั้งนี้พวกเขาก็พลอยเชียร์ไปด้วย

“ไม่รู้สิ ไม่เจอเขาว่ะ แต่เจอคนอื่นออกมาแทน”

“เจอคนอื่นแทน หมายความว่าไงวะ” ชินทาโร่กับจูริรีบนั่งลงด้วยทันที สลัดความหงุดหงิดที่เจสซี่เอาแต่เหม่อระหว่างซ้อมออกทันที เพื่อนกำลังดราม่าเชียวนะเฮ้ย ใครมันจะไปใจร้ายเมินกันได้ลงคอล่ะ…  โอเค พวกเขายอมรับก็ได้ว่าอยากเสือกเท่านั้นแหละ ไม่ได้ห่วงอะไรมันมากมายหรอก เอาจริงนี่แอบสะใจด้วยซ้ำ หมั่นไส้มันมานาน เอะอะอะไรก็เอาแต่เขาคนนั้น อกหักซะบ้างก็ดี แต่ถีงอย่างนั้นพวกเขาก็นึกกังวลกับอาการมันอยู่เล็กน้อย อกหักครั้งแรก มันจะประชดชีวิตอะไรรึเปล่าก็ไม่รู้

“ฉันก็ไปเร่งเครื่องหน้าบ้านเขาเหมือนปกติแหละ แต่คนที่ชะโงกออกมานอกหน้าต่างไม่ใช่เขาแต่เป็นใครรู้ปะ… รุ่นพี่ยะซุย เคนทาโร่ เพื่อนสนิทของพี่ไทกะของไอ้จูรินั่นแหละ”

“เฮ้ย จริงดิ พี่เคนจังที่น่ารัก ๆ คนนั้นอะนะ”

“เหยยยย นั่นมันหนึ่งในสามคนงามของคณะเราเลยนะเว้ย ไปอยู่ที่บ้านคนของแกได้ไงวะ”

“จะไปรู้ได้ยังไงเล่า ฉันเลยเครียดอยู่นี่ไง พวกเขาคบกันเปล่าวะ” เจสซี่โวยวายใส่เพื่อน ตั้งแต่เกิดมาจนอายุได้ยี่สิบปี ไม่เคยรัก ไม่เคยชอบใครมาก่อน พอได้ปิ๊งใครสักคนก็ดันไปชอบคนที่ดูเหมือนจะมีแฟนแล้ว ชีวิตของเขามันช่างแสนเศร้าเสียจริง

“แต่ไทกะไม่เห็นเคยบอกเลยนี่หว่าว่าพี่เขามีแฟนแล้ว เดี๋ยวจะลองถาม ๆ ดูให้ละกัน” สิ้นประโยค คนที่กำลังเครียดเพราะมีวี่แววจะอกหักก็แทบจะกระโดดกอดเพื่อนทันที

“จูริ แกนี่มันเพื่อนแท้เพื่อนประเสริฐจริง ๆ เลยว่ะ ฉันสัญญาว่าจะตั้งใจซ้อมร้องเพลงเป็นอย่างดีเลย ขอบใจมากนะเว้ย เพื่อนรัก”

“ไม่เป็นไร ฉันมันคนดีอยู่แล้ว ไม่ต้องชมหรอก แต่สัญญาแล้วนะเว้ยว่าจะตั้งใจอะ งั้นก็ซ้อมได้แล้ว ซ้อม ๆ ๆ ๆ ๆ”

ถึงเจสซี่จะพยายามตั้งใจซ้อมเหมือนกับที่ลั่นวาจาไว้ แต่เขาก็อดคิดถึงคนน่ารักของเขาไม่ได้ ทำไมนะ ทำไม โชคชะตาถึงได้กลั่นแกล้งเขาแบบนี้ ถ้าคนคนนั้นคบกับรุ่นพี่ยะซุยจริง เขาก็มีแต่ต้องถอยออกมาเท่านั้นแหละ จะให้ไปแทรกกลาง หาเรื่องให้ทั้งสองคนเลิกกันก็ใช่ที่ ชายหนุ่มแสนดีอย่างเขาทำไม่ได้หรอก แถมรุ่นพี่ก็น่ารัก อ่อนโยน ยิ้มเก่งแบบนั้น เขาจะเอาอะไรไปสู้ คงได้แต่ขอให้พวกเขาโชคดี แล้วพยายามลืมรักแรกนี้เท่านั้นแหละ

 

ถึงวันงาน โฮคุโตะหอบหิ้วสมุดโน้ตกับกล้องคู่ใจมารอเพื่อนสนิทที่หน้าคณะดุริยางค์ในมหาวิทยาลัยที่เคนทาโร่เรียนอยู่ พลางกดโทรศัพท์เร่งอีกฝ่ายที่นัดกันไว้ตั้งแต่ยี่สิบนาทีก่อนแล้ว

“ถึงไหนแล้วน่ะ นี่ฉันมารอนานแล้วนะ… หา ให้เดินเข้าไปหาที่ห้องแต่งตัว แล้วฉันจะรู้มั้ยว่าต้องไปทางไหนน่ะ… เดี๋ยวสิ เฮ้ เคนจัง” ไม่รอคำตอบใด ๆ เคนทาโร่กดตัดสายทิ้งทันที ก็รู้หรอกว่ายุ่งน่ะ แต่เฮ้ย นี่อุตส่าห์ยอมมาช่วยเลยนะ อย่างน้อย ๆ ก็บอกที่อยู่ให้มันละเอียดกว่านี้หน่อยได้มั้ย

โฮคุโตะมองซ้ายมองขวา หาบันไดเดินขึ้นไปชั้นสองของตึกตามที่เพื่อนสนิทบอก พลางนึกด่าสถาปนิกคนออกแบบตึกที่ซ่อนบันไดทางขึ้นลงไว้อย่างแนบเนียนจนเขาหาแทบไม่เจอ ตามปกติแล้วมันต้องทำให้เห็นได้ง่ายเพื่อความสะดวกไม่ใช่เหรอวะ

เขาเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง และพบกับความวุ่นวายขั้นสุด เสียงคนโวยวายหาสิ่งของ ดังผสานไปกับเสียงคนซ้อมร้องเพลงและเสียงดนตรี คนหลายคนเร่งรีบเดินสวนกันไปมา บางคนหอบหิ้วเสื้อผ้า บางคนยกเครื่องดนตรี โฮคุโตะต้องพูดขอโทษไปมาพลางหลบหลีกคนที่ขอทางหลายรอบมาก พลางหาห้องที่ติดป้ายว่าห้องแต่งตัวปีสามชายที่เคนทาโร่บอก

กว่าจะมาถึงหน้าห้องได้ก็เล่นเอาโฮคุโตะปาดเหงื่อไปหลายรอบ ชายหนุ่มเคาะประตูห้อง และเปิดเข้าไปเมื่อได้ยินเสียงอนุญาต

ในห้องดูสงบลงไปมากถ้าเทียบกับภายนอก แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคน 6 คนที่วิ่งวุ่นหยิบนู่นจับนี่กันอยู่ หนึ่งในนั้นคือคนที่ขอให้เขามาช่วย

“โฮคุโตะ~ กำลังห่วงอยู่เลยว่าจะหลงทางรึเปล่า” เคนทาโร่ที่หันมาเห็นวิ่งเข้ามาหาเขาพร้อมรอยยิ้มสดใส ใบหน้าหวานแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางค่อนข้างจัดจ้านแปลกตา แต่ก็ต้องยอมรับว่าสวยจริงอะไรจริง ยิ่งเจ้าตัวอยู่ในชุดสำหรับขึ้นแสดงด้วยยิ่งทำให้ดูสวยขึ้นไปอีก

“เกือบจะหลงแล้วเหมือนกันแหละ วันหลังช่วยบอกทางให้มันละเอียดกว่านี้หน่อยสิ”

“ขอโทษที ๆ มันรีบอะ เดี๋ยวเลี้ยงข้าวตอบแทนแล้วกันนะ”

“คนนี้เหรอเพื่อนสนิทเคนจังที่บอกน่ะ” ชายหนุ่มหน้าหวานอีกคนทัก โฮคุโตะยอมรับเลยว่าสวยกว่าเพื่อนเขาอีก แต่จากสายตาของอีกหนึ่งหนุ่มที่นั่งอยู่ริมกระจกตรงมุมห้องที่มองมายังชายหนุ่มหน้าหวาน เขาบอกได้เลยว่าคนคนนี้มีแฟนแล้ว และดูเหมือนว่าแฟนจะขี้หวงมากด้วย แต่ก็ไม่แปลก มีแฟนสวยขนาดนี้ ถึงจะเป็นผู้ชายก็เหอะ คงมีคนเข้ามาขายขนมจีบอยู่บ่อย ๆ แหละ

“ใช่ ๆ โฮคุโตะ นี่ไทกะ เพื่อนสนิทฉันที่มหาลัยน่ะ แล้วก็คนนั้นมิวโตะ” เขามองตามมือของเคนทาโร่ไปยังชายหนุ่มร่างผอมสูงที่ส่งยิ้มเป็นมิตรมาให้

“ส่วนนั่นเคย์โกะ” ชายหนุ่มที่กำลังเช็ดไม้กลองที่ถูกเรียกถึงพยักหน้าลงน้อย ๆ เป็นการทักทาย

“แล้วนี่ก็ซานาดะ” เจ้าของชื่อโบกมือและยิ้มกว้างอย่างร่าเริงให้โฮคุโตะ ก่อนจะหันไปง่วนกับการติดเข็มกลัดที่มีตัวอักษร LT ลงบนปกเสื้อ

“และนั่น จูริ รุ่นน้องปีสองในคณะ เป็นแฟนของไทกะ คนนี้ก็ขึ้นเวทีเหมือนกันนะ เป็นมือเบสของอีกวงน่ะ” โฮคุโตะก้มศีรษะรับหลังจากหนุ่มรุ่นน้องค้อมศีรษะให้เขา ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อสังเกตเห็นว่าแววตาของจูริดูแปลก ๆ จะว่ายังไงดี ขำ สนุก เป็นอะไรสักอย่างที่โฮคุโตะก็อ่านไม่ออก

“เพื่อนรุ่นพี่ยะซุยเหรอครับ”  เด็กปีสองคนนั้นหันไปถามเคนทาโร่

“ใช่ ๆ สนิทกันมาตั้งแต่เรียนม.ปลายแล้ว วันนี้พี่ขอให้เขามาช่วยเขียนรีวิวงานลงวารสารคณะให้ โฮคุจังน่ะเป็นนักเขียนแล้วก็คอลัมนิสต์ที่เก่งมากคนนึงเลยนะ” เคนทาโร่อธิบายให้รุ่นน้องฟัง เขาบอกพวกไทกะไปก่อนแล้ว แต่จูริที่เพิ่งจะแต่งตัวเสร็จแล้วมาสิงที่นี่จึงยังไม่รู้

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” เมื่อเด็กตรงหน้ายิ้มกว้างทักทาย โฮคุโตะจึงยิ้มตอบรับ พลางตัดเรื่องที่กำลังสงสัยทิ้งไป เขาคงคิดมากไปเองแหละ

“เช่นกันครับ”

“ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ เดี๋ยวต้องไปเตรียมตัวกับเพื่อน… ไทกะ ไปแล้วนะ” ประโยคหลังชายหนุ่มหันไปบอกกับแฟน ไม่พอเจ้าตัวเดินเข้าไปหอมแก้มเนียน ๆ หนึ่งที ทำให้โฮคุโตะรู้สึกกระอักกระอ่วนแปลก ๆ คือมันก็ไม่ได้อะไรหรอก เขาเองก็ไม่มีปัญหากับการมีความรักระหว่างผู้ชายด้วยกันด้วย แต่มัน… จะว่าไงดี เขาที่เป็นคนแปลกหน้าก็ยังยืนอยู่ตรงนี้นะ

“เอาล่ะ เดี๋ยวไปหอประชุมพร้อมกันนะ โฮคุโตะไม่เคยมาที่นี่นี่นา”

“โอเค”

 

จูริยิ้มกริ่มเดินกลับไปหาเพื่อนที่ห้องแต่งตัวอีกห้อง ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป และเมื่อมองเห็นนักร้องนำของวง เขาก็เผลอยิ้มกว้างออกมาอย่างอดไม่ได้ อยากเห็นปฏิกิริยามันตอนรู้ว่าคนน่ารักของมันจะมาดูงานแสดงดนตรีนี่จริง ๆ

“เป็นไรของแกวะ ยิ้มอย่างกับคนบ้า” ยูโกะถามหลังเห็นเพื่อนยิ้มกว้างจนแทบจะเห็นฟันครบ 32 ซี่

“ไม่เห็นน่าถามเลย ได้กำลังใจดีไง ไปหาพี่ไทกะ นางคว้า~ สุดที่รักของจุ๊ตันมานี่หว่า” เจสซี่แซวแล้วก็หันไปหัวเราะกับชินทาโร่ ไม่เป็นไร อยากแซวแซวไป ตอนนี้จุ๊ตันถือไพ่เหนือกว่าว่ะ

“พูดมากแบบนี้แสดงว่าไม่อยากรู้เรื่องสุดที่รักของแกแล้ว?”

จบประโยคเจสซี่หยุดหัวเราะทันที อันที่จริงไม่ใช่แค่ไอ้ฝรั่งนี่หรอกที่หยุดทุกการกระทำ แต่เพื่อนร่วมวงอีกสองคนก็พลอยหยุดไปด้วยเช่นกัน ต่างรีบเข้ามารุมล้อมเจ้าพ่อกรมข่าวที่รู้ได้รู้ดี รู้ไปหมดทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศยันเรื่องผัวเมียของคนข้างบ้าน

“เฮ้ย จูริ ไปรู้ไรมาวะ อัพเดท ๆ” คนเร่งกลับไม่ใช่เจสซี่ แต่เป็นชินทาโร่ ที่อยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านจนออกนอกหน้า

“ฉันมีข่าวดี ข่าวดีมาก และข่าวดีที่สุด เลือกมา อยากฟังข่าวไหนก่อน” เจสซี่หรี่ตามองเพื่อน มีแต่ข่าวดีมาแบบนี้ เชื่อถือได้มั้ยวะ หรือแม่งจะหาเรื่องแกล้งเขา ไม่ใช่ว่าข่าวดีที่สุดที่มันว่าคือคนขี้หงุดหงิดของเขามีแฟนเป็นพี่เคนทาโร่คนสวยนะเว้ย

แต่ถึงจะนึกระแวงยังไง เจสซี่ก็ยังเลือกตามที่จูริบอกอยู่ดี “งั้นขอข่าวดีก่อน ตามด้วยข่าวดีมาก แล้วก็ข่าวดีที่สุด”

“โอเค ข่าวดี คือ ฉันรู้ชื่อของคนคนนั้นของแกแล้ว” จูริรู้สึกวินมากหลังจากเห็นสีหน้าอยากรู้ชนิดที่ถ้าไม่ได้รู้จะขาดใจตายของไอ้คนมีความรัก ยิ่งมีสีหน้าที่บอกว่าอยากเสือกเต็มที่ของเพื่อนอีกสองคนเป็นฉากหลังด้วย ยิ่งทำให้เขาฟีลกู้ดสุด ๆ

“ชื่ออะไรวะ”

“เขาชื่อโฮคุโตะ เป็นนักเขียนและคอลัมนิสต์ ฉันว่าที่เขาเปิดหน้าต่างออกมาด่าแกวันนั้นคงเพราะเสียงมันไปดังรบกวนเขาตอนทำงานน่ะแหละ”

“แหม ยิ้มกว้างเชียวนะครับ ไอ้คุณเจสซี่” ชินทาโร่แซว ดูมันสิ ยิ้มกว้างได้อีกกะอีแค่ได้รู้ชื่อคนที่ตัวเองแอบปิ๊งมาเป็นเดือน  เป็นคนอื่นน่ะเหรอ เขารู้ชื่อรู้แซ่กันไปเป็นชาติแล้ว ไม่ต้องให้เพื่อนไปสืบมาให้เป็นข่าวดีแบบนี้หรอก

“เออน่า ก็คนมันดีใจ อุตส่าห์ยืมมอไซค์เพื่อนไปตามตื๊อเขาเป็นเดือน ๆ เพิ่งจะได้รู้ชื่อเสียงเรียงนามก็งี้แหละ” ยูโกะแขวะ ซึ่งแน่ล่ะว่าเจสซี่ไม่สนใจสักนิด อยากว่าอะไรก็ว่าไปเลยครับ ตอนนี้คนหล่ออารมณ์ดี ไม่โกรธ~

“ส่วนข่าวดีมาก…” จูริเว้นระยะเล็กน้อยเพื่อดูปฏิกิริยา อื้อหือ น่าถ่ายวิดีโอจริง ๆ นะเนี่ย สายตาเว้าวอนอยากรู้ขั้นสุดของไอ้นักร้องนำเนี่ย ใช่ว่าจะหาดูกันได้ง่าย ๆ

“เขาเป็นเพื่อนสนิทพี่ยะซุย ไม่ได้เป็นแฟนกัน”

“เยส” เจสซี่ชกลมด้วยความดีใจ แทบกระโดดโลดเต้นไปทั่วห้อง แค่เพื่อนสนิท เท่ากับว่าเขายังมีหวัง โธ่เอ๊ย ไอ้เราก็หลงเครียด ทำตัวเป็นคนอกหักมาตั้งหลายวัน ถือว่าฟ้ายังปราณีหนุ่มหล่อแสนดีอย่างเขาอยู่

“แต่ฉันก็ไม่รู้นะเว้ยว่าเขามีแฟนยัง… อ้าว ๆ แล้วไม่อยากฟังข่าวดีที่สุดแล้วเรอะ บอกก่อนเลย อันนี้พีคคคคคค” จูริลากเสียงยาว ดึงความสนใจจากคนที่มัวแต่หลงดีใจจากข่าวดีมาก หึหึ บอกได้เลยว่าข่าวดีที่สุดของเขาอะ พีคจริง

“ข่าวดีที่สุด คือ…” มือเบสร่างผอมหยุดปาก หันไปหยิบขวดน้ำมาเปิดดื่มราวกับดับกระหาย แต่เปล่ามันลีลาไปงั้นแหละ และเพื่อนที่รู้แกวมันดีก็เริ่มหมั่นไส้มันขึ้นมาตงิด ๆ

“คือ…”

“ไอ้จูริ รีบบอกมาเร็ว ๆ อย่าเสือกเล่นตัวเอาตอนนี้ อยากรู้จะตายแล้วว้อย”

จูริยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นหนุ่มลูกครึ่งโวยวาย

“เขาจะมาเขียนรีวิวงานแสดงดนตรีครั้งนี้ว่ะ” หลังหยุดประมวลผลไปชั่วครู่ เจสซี่ก็เบิกตากว้าง ร้องออกมาเสียงดังว่า

“งี้ก็เท่ากับว่าเขาจะมาดูน่ะสิวะ!!”

“ใช่ และถ้าแกร้องเพลงได้ไม่ดี เละแน่ เจสซี่”

ในหัวนักร้องหนุ่มมีแต่คำว่าทำไงดี ทำไงดีลอยวนอยู่เต็มไปหมด โฮคุโตะจะมาดู คนน่ารัก คนน่าเอ็นดู คนขี้หงุดหงิดของเขาจะมาดู ถ้าเขาเล่นได้ไม่ดีจะทำยังไง ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกประหม่าสุด ๆ แล้ว แถมมือไม้ก็สั่นไม่หยุด แม้แต่สติก็กำลังจะหลุดลอยไปแล้วเช่นกัน

“เฮ้ย เจส ใจเย็นเพื่อน ใจเย็น อย่าเพิ่งสติหลุดเอาตอนนี้” ยูโกะปลอบ เมื่อเห็นเพื่อนทำท่าเหมือนจะช็อกไปแล้ว ขำก็ขำนะ แต่ถ้าแม่งเกิดสติหลุดจนวงล่มล่ะก็เป็นเรื่องแน่

“ยูโกะ เขาจะมาดู เขาจะมาดูอะ ทำไงดีวะ สั่นไม่หยุดเลย” เจสซี่คร่ำครวญ แย่แน่ แย่แน่ ๆ ถ้าเกิดเขาควบคุมความตื่นเต้นไม่อยู่จนเกิดไปล่มบนเวที นอกจากจะอับอายยันลูกบวชแล้ว โฮคุโตะต้องเยาะเย้ยเขาแน่นอน ไม่นะ ถ้าโฮคุโตะทำแบบนั้น เขาต้องรู้สึกเจ็บปวดจนกลายเป็นแผลใจไปชั่วชีวิตแน่ ๆ

“แกก็ใจเย็น ๆ สิ หายใจเข้า หายใจออก ช้า ๆ อย่างนั้นแหละ แกทำได้เว้ยเพื่อน แล้วโฮคุโตะจะต้องเคลิ้มไปกับเสียงหล่อ ๆ ของแก ดีไม่ดีเขาอาจจะเป็นคนเข้ามาหาแกก่อนก็ได้นะเว้ย”

ต้องใช้เวลาสักพักกว่าเจสซี่จะเริ่มหายประหม่าแล้วกลับมาเป็นปกติ และเมื่อเจสซี่เริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ก็มีน้องปีหนึ่งมาเรียกให้พวกเขาไปเตรียมตัวที่ข้างเวทีในหอประชุมได้แล้ว

 

โฮคุโตะที่ถูกเคนทาโร่พามาปล่อยทิ้งไว้ที่เก้าอี้ผู้ชมแถวหน้าสุดนั่งเปิดสูจิบัตรดูคร่าว ๆ พลางนึกวิเคราะห์วิจารณ์ในใจ ลงความเห็นว่างานแสดงดนตรีครั้งนี้ค่อนข้างน่าสนใจพอสมควร

ถึงเขาจะไม่ได้ทำงานทางสายดนตรีแต่ก็ฟังเพลงเป็นและฟังแทบทุกแนวตั้งแต่เพลงเมทัลยันเพลงลูกทุ่ง แล้วเขาก็พอจะรู้ทฤษฎีดนตรีมาพอสมควร จากการฟังเคนทาโร่เล่าโน่นบ่นนี่ให้ฟังบ่อย ๆ รวมถึงลากไปฟังเพลงตามงานต่าง ๆ ด้วยเวลาที่เพื่อนร่วมคณะของอีกฝ่ายไม่ว่าง

โฮคุโตะพลิกดูสูจิบัตรไปเรื่อย ๆ กระทั่งไปสะดุดกับภาพของวงดนตรีวงหนึ่งที่ขึ้นชื่อไว้ว่า SixTONES เขาเพ่งมองแล้วมองอีก เหมือนจะย้ำว่าไม่ได้มองผิดไปใช่มั้ย ถัดจากรูปรวมของวงเป็นรูปของสมาชิกในวงเดี่ยว ๆ ที่มีข้อความแนะนำตัวสั้น ๆ ซึ่งโฮคุโตะแทบอยากเขวี้ยงสมุดเล่มบางในมือทิ้ง เมื่อเพ่งจนแน่ใจแล้วว่านักร้องนำของวงที่ถูกระบุว่าชื่อเจสซี่ เป็นคนเดียวกับไอ้เด็กเปรตที่ชอบขับมอเตอร์ไซค์มาแว้นหน้าบ้านป่วนประสาทเขามันทุกวันนั่นเอง

เขายกเลิกสัญญากับเคนจังตอนนี้ทันมั้ย แค่เห็นหน้าความรู้สึกหงุดหงิดก็พุ่งปรี๊ดแล้ว ถ้าต้องนั่งฟังมันร้องเพลงอีก เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะฟังโดยตัดอคติตัวเองออกไปได้มั้ย

อีกใจหนึ่งเขาก็นึกสงสัย ตอนแรกเขาก็นึกว่ามันเป็นแค่เด็กเปรตว่างงานที่สักแต่หาเรื่องชาวบ้านไปวัน ๆ แต่พอมาเห็นแบบนี้ไอ้สิ่งที่เขาคิดก็ไม่น่าจะถูกแล้ว แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้ไอ้นักร้องนำวงดนตรีคนนี้เกิดเฮี้ยนไปป่วนเขาถึงบ้านบ่อย ๆ

เขาหาเหตุผลให้ตัวเองว่าเป็นเพราะรับปากจะช่วยเคนจังไปแล้ว เขาจึงจำใจต้องนั่งฟังให้จบเพื่อจะได้นำไปใช้เป็นข้อมูลเขียนบทความรีวิวร่วมกับคำวิจารณ์ของพวกนักดนตรีมืออาชีพที่ได้รับเชิญมา และหลอกตัวเองว่าที่อยากฟังอีกคนร้องเพลงก็เพราะจะได้หาเรื่องไปด่ามันตอนมันมาป่วนเขาที่หน้าบ้านครั้งต่อไป

เขานั่งรอเพียงไม่นาน งานแสดงดนตรีของนักศึกษาคณะดุริยางค์ก็เริ่มขึ้น ดนตรีหลากหลายแนวทำให้โฮคุโตะที่ชอบฟังเพลงเป็นทุนเดิมพลอยสนุกไปกับเพลงเหล่านั้น และไม่นานเขาก็ลืมไปสนิทว่าเด็กแว้นเวรตะไลที่เขาด่าอยู่ทุกวันต้องขึ้นเวทีด้วย กระทั่งพิธีกรประกาศชื่อวงที่จะขึ้นแสดงวงต่อไปว่าเป็นวง SixTONES หลังจากที่สตาฟเตรียมเครื่องดนตรีบนเวทีเป็นที่เรียบร้อย

ชายหนุ่มสี่คนเดินขึ้นมาบนเวทีและก้มศีรษะให้กับประธานและแขกพิเศษภายในงาน โดยไม่รู้ตัว สายตาของนักเขียนหนุ่มก็จับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มร่างสูงในเชิ้ตสีขาว กับยีนส์สีเข้มและบู้ตหนังกลับสีน้ำตาลเสียแล้ว คนถูกมองเดินมาประจำหน้าไมโครโฟน แล้วทันใดนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาพอดี

ลมหายใจของโฮคุโตะเผลอกระตุกไปวูบหนึ่ง เมื่อเจสซี่ยิ้มบาง ๆ ให้ และหลังจากชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ด้านหลังกลองเริ่มให้สัญญาณ ทั้งวงก็เริ่มบรรเลงเพลง

เสียงร้องจากคนที่เขาเรียกว่าเด็กแว้นตรึงโฮคุโตะไว้ได้อยู่หมัด เสียงทุ้มนุ่มที่ผสานไปกับเครื่องดนตรีอีกสามชิ้นทำให้เขายกริมฝีปากเป็นรอยยิ้ม ถึงจะน่าหงุดหงิด แต่โฮคุโตะก็ต้องยอมรับว่าเสียงของอีกคนดีมากจริง ๆ ถ้าหากบอกว่าเป็นนักร้องอาชีพ เขาก็คงเชื่ออย่างไม่มีข้อกังขา

นัยน์ตาจับจ้องไปยังคนบนเวทีที่ดูเหมือนจะหันมาทางเขาบ่อย ๆ และเมื่อเห็นเขายิ้ม อีกฝ่ายก็เผยรอยยิ้มสว่างสดใสออกมาเช่นกัน

บางทีเด็กนั่น อาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาคิดก็ได้

 

“เป็นไงบ้าง สนุกมั้ยวันนี้” เคนทาโร่วิ่งเข้ามากอดแขนโฮคุโตะ ทันทีที่เขาเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวของเจ้าตัว ซึ่งเพื่อนร่วมวงของชายหนุ่มตัวเล็กอยู่กันครบ ยกเว้นไทกะ ซึ่งเขาสันนิษฐานว่าคงไปใช้เวลาอยู่กับแฟนหนุ่มรุ่นน้อง เพื่อนร่วมวงของไอ้เด็กแว้นนั่นแหละ

“อือ สนุก เพลงดีมากเลย เหนื่อยกันหน่อยนะ เอ้อ งานจะเอาวันไหนน่ะ แล้วยังมีคำวิจารณ์จากพวกนักดนตรีด้วย”

“ภายในวันอาทิตย์หน้าละกัน ส่วนพวกคำวิจารณ์ ถ้าเขาให้มาแล้วฉันจะส่งไปให้ ขอบคุณมากเลยนะที่ยอมช่วยน่ะ โฮคุโตะ”

“ไม่เป็นไรหรอก แล้วนี่เดี๋ยวมีไปฉลองกันต่อล่ะสิ”

“ใช่ ไปด้วยกันมั้ยล่ะ”

“บ้าสิ ฉันไม่ได้เป็นคนทำงานด้วยสักหน่อย งั้นฉันกลับเลยนะ ฉลองเสร็จก็กลับบ้านดี ๆ ล่ะ”

“โฮคุโตะก็เหมือนกัน กลับบ้านดี ๆ นะ” โฮคุโตะพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปลาคนอื่น ๆ ในห้องที่กล่าวลาอย่างเป็นมิตรแล้ว เดินออกจากตึกคณะดุริยางค์ ตรงไปยังประตูหน้ามหาวิทยาลัย

บ้านเขาไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยของเคนทาโร่เท่าไหร่ เดินประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง โฮคุโตะจึงตัดสินใจเดินรับลมยามเย็นกลับแบบสบาย ๆ กระทั่งความสงบของเขาถูกทำลายด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่เขาคุ้นเคย

“จะกลับแล้วเหรอ” เจสซี่ถอดหมวกกันน็อกออกมาถาม เมื่อเห็นว่าเขาหยุดเดินแล้วรอให้เด็กมหาลัยขี่มอไซค์มาหยุดอยู่ข้าง ๆ

“ใช่ จะมาป่วนอะไรอีกล่ะ วันนี้ฉันอารมณ์ดี ไม่อยากทะเลาะกับนายให้เสียอารมณ์หรอกนะ”

“ก็ไม่ได้มาชวนทะเลาะสักหน่อย จะไปส่งต่างหาก” โฮคุโตะมองหน้าอีกคนอย่างไม่เชื่อหู ไอ้เด็กเปรตจอมกวนประสาทนั่นกำลังบอกว่าจะไปส่งเขาที่บ้านเนี่ยนะ เฮ้ย โลกจะถล่ม ดินจะทลายมั้ยวะเนี่ย

“อะไร ทำหน้าแบบนั้น มีอะไรแปลกรึไง”

“แปลกดิ จะบ้ารึเปล่า มีคนสติดีที่ไหนจะขี่รถไปส่งไอ้คนที่ตะโกนด่ากันอยู่แทบทุกวันน่ะ ห๊ะ”

“ก็ฉันไง นี่อุตส่าห์ยืมหมวกกันน็อกมาเผื่อนายด้วยอีกใบเลยนะ” ถึงเจสซี่จะว่ายังไง แต่ไอ้คนที่ยังงง ๆ ก็ยังคงยืนงงเหมือนเดิม ไม่แม้แต่จะรับหมวกกันน็อกที่มือหนาส่งมาให้ด้วยซ้ำ และนั่นก็ทำให้เจสซี่จิ๊ปาก จับมือคนตรงหน้าดึงเข้ามาใกล้แล้วจัดการสวมหมวกให้เสร็จสรรพ โดยที่คนที่ยืนอยู่ก็อยู่นิ่ง ๆ ให้ร่างสูงจัดการใส่หมวกให้โดยไม่โวยวาย หรือต่อต้านใด ๆ ทั้งสิ้น

“เอ้า เรียบร้อยแล้ว ละยืนทำอะไรอยู่นั่น ขึ้นมา เดี๋ยวฉันจะได้เอารถไปคืนจูริมัน”

ถึงจะสงสัยว่าอีกคนมันเกิดบ้าอะไรขึ้นมาหรือไปกินอะไรผิดสำแดงเข้า แต่โฮคุโตะก็ปีนขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายคนที่นั่งอยู่ก่อนแต่โดยดี

“แล้วนี่ จับไว้สิ เดี๋ยวก็ตกหรอก” เจสซี่ว่าเมื่อนักเขียนหนุ่มวางมือลงบนขาตัวเองนิ่ง ๆ โฮคุโตะเพียงแต่มองเอวคนตรงหน้า รู้สึกเขินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ตอนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เพื่อนคนอื่นเขาก็เกาะเอวเพื่อนแบบไม่คิดอะไร แต่ไม่รู้ทำไมพอคนขับเป็นเด็กแว้นจอมกวนนี่เขากลับรู้สึกไม่กล้าทำขึ้นมาซะอย่างนั้น

“อะไรของนายเนี่ย ไม่เคยซ้อนมอเตอร์ไซค์รึไง เอามือมา” โฮคุโตะค่อย ๆ ยื่นมือขวาส่งไปให้อีกคนที่ยื่นมารอรับ แต่เหมือนจะไม่ทันใจคนอายุน้อยกว่าเท่าไหร่ ร่างสูงจึงเป็นฝ่ายเอื้อมมาดึงมือเขาไปแทน ตามด้วยเอี้ยวตัวไปทางซ้าย คว้ามืออีกข้างของโฮคุโตะไปประสานกันอยู่ที่หน้าท้องของคนที่นั่งอยู่ด้านหน้า

“จับไว้นะ” เสียงที่เหมือนจะดุ แต่ก็เจือกระแสอ่อนโยนมาด้วยจนคนฟังยิ้มออกมา เมื่อมั่นใจแล้วว่าโฮคุโตะจะไม่ทำให้ตัวเองหล่นจากรถ เจสซี่ก็ออกรถไป

“ถามอะไรหน่อยได้มั้ย”โฮคุโตะตะโกนแข่งกับเสียงลมที่ผ่านมาปะทะหน้า มือที่กอดเอวหนาอยู่เผลอกระชับแน่นขึ้นเพราะสายลมแรงที่ปะทะร่าง

“อะไร”

“ทำไมถึงต้องไปหาเรื่องให้ฉันด่าที่หน้าบ้านทุกวันเลยน่ะ”

เจสซี่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจตอบคำถามของอีกคนตามตรง เอาเหอะ ถ้ามันจะแห้วยังไงก็ต้องแห้ว อีกอย่างเขาก็ขี้เกียจจะคิดหาข้อแก้ตัวอะไรด้วย “ฉันอยากเจอหน้านาย”

“ห๊ะ!?”

เพราะนั่งอยู่ด้านหลัง แล้วยังใส่หมวกกันน็อกอีก ทำให้โฮคุโตะไม่รู้ว่าใบหน้าของคนที่กำลังขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งเขาที่บ้านขึ้นสีแดงจัดขนาดไหน

“ฉันอยากเจอหน้านาย อยากเห็นท่าทางนายตอนโมโห อยากได้ยินเสียงนาย ต่อให้นายจะด่าฉันเป็นเด็กแว้นเด็กเปรตก็เถอะ” คำสารภาพยาวเหยียดที่แทบไม่ต่างจากการสารภาพรักทำให้คนซ้อนท้ายรู้สึกเขินมากจนหน้าร้อนผ่าว แต่ทั้งอย่างนั้นกลับหลุดยิ้มออกมา ซึ่งแน่ล่ะว่าเจสซี่มองไม่เห็น

“จริง ๆ วันนั้นฉันก็ไม่รู้นะว่านายด่าฉันทำไมทั้งที่ฉันเพิ่งขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านนายครั้งแรกด้วยซ้ำ แต่ท่าทางนายตอนโมโหมันน่ารักดี ฉันอยากเห็นอีก ก็เลยยืมมอเตอร์ไซค์เพื่อนขี่มาแกล้งนายบ่อย ๆ จนโดนเพื่อนมันด่าด้วยซ้ำว่าโรคจิต”

“ก็โรคจิตจริง ๆ นั่นแหละ หาเรื่องให้ตัวเองโดนด่า”

“ช่วยไม่ได้นี่ ฉันไม่รู้จะเข้าหานายยังไงดีนี่นา ก็เลยได้แต่ไปป่วนนายอยู่อย่างนั้น แต่พอวันนี้จูริมาบอกฉันว่านายมาช่วยงานพี่ยะซุย ฉันดีใจมากเลยนะ ยิ่งเห็นนายนั่งอยู่แถวหน้าเวทีด้วยแล้วยิ่งดีใจเลยล่ะ” เจสซี่ว่า เขาไม่คิดว่าอีกคนจะนั่งอยู่ใกล้ขนาดนั้น เพราะยังพอจะระลึกตัวได้ว่ามีคดีที่ไปป่วนให้คนอายุมากกว่าหงุดหงิดมาตลอด ถ้าคนน่ารักของเขาเห็นเขาในสูจิบัตร ก็คงเลือกนั่งไกล ๆ จะได้เห็นหน้าเขาไม่ชัดมากกว่า แต่พอได้เห็นว่าโฮคุโตะนั่งอยู่แทบจะตรงหน้าเขาเลยก็ทำให้เขาดีใจจนหลุดยิ้มอย่างอดไม่อยู่

ตั้งแต่เห็นว่าโฮคุโตะนั่งอยู่ตรงไหน เขาก็ชอบเผลอหันไปมองอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็ได้เห็นนัยน์ตาคู่นั้นมองตอบกลับมาเสมอ และนั่นก็ทำให้เขาใจชื้นขึ้นเมื่อในสายตาที่มองมาไม่ได้มีความหงุดหงิดเจืออยู่เหมือนอย่างที่เขาได้รับมาตลอด โดยเฉพาะรอยยิ้มที่อีกคนส่งให้ รอยยิ้มที่ทำให้เขามีความกล้ามากพอจะขี่มอเตอร์ไซค์ตามเจ้าของมันที่เดินออกจากมหาลัยมาก่อนแล้วทันทีที่ปลีกตัวจากกลุ่มเพื่อน รุ่นพี่และรุ่นน้องได้

“ที่พูดเนี่ย จะสารภาพรักรึไง” โฮคุโตะแซวอีกคนแก้เขิน แต่กลายเป็นว่าเขินหนักกว่าเดิม เมื่อคนตรงหน้าตอบโต้แทบจะในทันที

“แล้วจะรับมั้ยล่ะ”

ยังไม่ทันที่โฮคุโตะจะตอบอะไร มอเตอร์ไซค์ที่เขานั่งมาก็มาจอดที่หน้าบ้านเขาพอดี โฮคุโตะลงจากรถ ถอดหมวกกันน็อกออกแล้วส่งคืนให้อีกคนที่รับมาแขวนไว้หน้ารถ ถอดหมวกออกบ้าง แล้วเงยหน้าขึ้นจ้องหน้าเขา

“ตกลงว่าไง ถ้าฉันสารภาพรักแล้วนายจะรับรึเปล่า”

โฮคุโตะมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ถึงคำพูดจะฟังเหมือนอีกคนไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่นัยน์ตาที่มองตอบกลับมามันย้ำชัดถึงความจริงจังและจริงใจของคนพูด และนั่นก็ทำให้เขาตัดสินใจได้

“นายก็พูดก่อนสิ แล้วเดี๋ยวฉันจะบอก”

เจสซี่สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะสบตากับอีกคนแล้วเอ่ยว่า

“ฉันชอบนายนะ” หลังจากยืนลุ้นอยู่สักพัก (จริง ๆ คือไม่กี่วินาที) สิ่งที่เจสซี่ได้รับกลับมาคือรอยยิ้มเขิน ๆ ของคนอายุมากกว่า บนใบหน้าที่ขึ้นสีระเรื่อ พร้อมกับคำพูดที่ว่า

“ฉันก็ชอบนายเหมือนกัน ไอ้เด็กแว้น” ยังไม่ทันจบจะประโยคดี เดือนคณะดุริยางค์ก็คว้าข้อมือของคนที่เตี้ยกว่าเข้ามาใกล้ อีกมือจับท้ายทอยของอีกคนให้ก้มลงมาและประทับริมฝีปากสองคู่เข้าด้วยกัน

Posted in Fanfiction

[One Shot – SixTONES] Jealous

รู้สึกว่าช่วงนี้หาพล็อตฟิคมาเขียนได้รัว ๆ เลยค่ะ พอ ๆ กับช่วงตอนทำรายงานวิจัยเลย เวลาทำงานเครียด ๆ ทีไรเป็นอันได้ฟิคมาตอนนึงทุกทีเลย

ฟิคนี้ยังคงวนเวียนอยู่กับ SixTONES เหมือนเดิมค่ะ เราชักจะหลงเด็ก ๆ มากเกินไปแล้วจริง ๆ นี่เอาไปพูดไปบ่นให้เพื่อนฟังด้วยนะคะ สงสารเพื่อนตัวเองอยู่เหมือนกันที่ต้องทนฟังติ่งอย่างเราเพ้อ ฮา

ฟิคเรื่องนี้ต่อมาจากวันช็อตเรื่องก่อนหน้าค่ะ Christmas Night ซึ่งเป็นฟิคคริสต์มาสที่ลงไปก่อนเวลาเกือบสองอาทิตย์ได้  แต่ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านก่อนก็ได้นะคะ เพราะเราปูเรื่องในตอนนั้นไว้ในนี้ด้วย (แต่ไม่รู้นะคะว่าจะอ่านกันเข้าใจมั้ย //ร้องไห้)

เอาเป็นว่าไปอ่านกันเลยดีกว่าเนาะคะ

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือเกลียดก็รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ

 

[One shot – SixTONES] Jealous

Pairing : Lewis Jesse × Matsumura Hokuto

Rate : PG

Note : อย่าได้ถามหาความเป็นจริงใด ๆ ค่ะ เรามโนเองล้วน ๆ //ผิดสุด ๆ

 

“เย้ รอบนี้ฉันได้ถ่ายรูปคู่กับไทกะล่ะ” ทานากะ จูริ แทบจะแหกปากร้องและกระโดดโลดเต้นไปรอบห้องด้วยความดีใจ ขณะที่คนที่ถูกพูดถึงได้แต่ทำหน้าเอือมระอาใส่

“ไม่เห็นต้องเว่อร์เลย แค่ถ่ายรูปคู่เอง”

“ก็คนมันดีใจนี่นา” พูดจบก็กระโจนเข้าใส่หนุ่มหน้าสวยทันที เคียวโมโตะ ไทกะหลบอีกฝ่ายได้ทันและเดินไปหาโคจิ ยูโกะ ที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่อีกมุมห้อง ทำให้จูริที่ถูกหลบมองค้อนอีกฝ่าย ก่อนจะพูดว่า

“ไทกะใจร้าย~ ฉันไปหาโฮคุโตะกับชินทาโร่แทนก็ได้” แรปเปอร์ร่างผอมตรงไปหาชายหนุ่มสองคนที่นั่งอ่านแมกกาซีนด้วยกันอยู่บนโซฟา ซึ่งเป้าหมายทั้งสองได้แต่มองหน้ากันแล้วถอนหายใจ

“อะไรเนี่ย ถอนหายใจทำไมท่านจูริอุตส่าห์มาหาเชียวนะ” มัตสึมุระ โฮคุโตะ หันไปมองหน้าอีกฝ่ายเหมือนอยากบอกว่ายังมีหน้ามาถามอีกหรือ ขณะที่โมริโมโตะ ชินทาโร่ เมินจูริสนิท คว้าขนมเข้าปากสายตาจับจ้องที่แมกในมือ และเมื่อเขาพลิกหน้ากระดาษ โฮคุโตะก็ก้มลงอ่านด้วยเช่นกัน ทิ้งให้จูริยืนเป็นหมาหงอย

“ทำไมวันนี้มีแต่คนเมินฉันเนี่ย”

“ก็นั่งนิ่ง ๆ หาอะไรสักอย่างทำสิจูริ จะได้ไม่ต้องมานั่งสนใจว่ามีแต่คนเมิน” เจสซี่ หนุ่มลูกครึ่งอเมริกาที่เดินออกมาจากห้องน้ำได้ยินเข้าพอดีจึงพูดแนะนำขำ ๆ

“โธ่ งั้นนายก็มานั่งคุยเป็นเพื่อนฉันเลยเจสซี่”

“เอ๋ ไม่เอาล่ะ ฉันไปนั่งคุยกับยูโกะแล้วก็ไทกะดีกว่า” ว่าจบร่างสูงก็เดินตรงไปหาสองคนที่ว่าทันที ปล่อยจูริยืนโวยวายอยู่คนเดียว

“นี่ทุกคนเมินฉันอย่างนี้ได้ยังไงกัน ใจร้ายที่สุด~” แล้วเจ้าตัวก็หนีไปนั่งเล่นโทรศัพท์ด้วยท่าทางซึม ๆ เรียกรอยยิ้มขำบนใบหน้าของคนอื่น ๆ ที่พร้อมใจกันแกล้งชายหนุ่มโดยไม่ได้นัดหมาย

“นาน ๆ ทีหมอนี่จะโดนแกล้งบ้างนะเนี่ย” ยูโกะพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะหลังจากเจสซี่ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ ชายหนุ่มที่อายุมากที่สุดในวงเหลือบมองคนโดนแกล้งที่หงอยไปเป็นที่เรียบร้อยอย่างสะใจเล็กน้อย ตั้งแต่รู้จักกันมาเขาโดนเจ้าพวกนี้แกล้งมาตลอด แล้วหัวโจกคนหนึ่งก็คือจูรินี่แหละ พอได้เห็นอีกฝ่ายโดนแกล้งบ้าง เขาก็พลอยรู้สึกสนุกสนานไปด้วย

“จริง แต่แกล้งจูริเนี่ยสนุกดีนะ ก็ว่าทำไมไทกะชอบแกล้งหมอนี่บ่อย ๆ”

“ใช่มั้ยล่ะ สนุกจริง ว่าแต่พวกนายสองคนถ่ายคู่กับใครอะ หรือคู่กันเอง”

“ของฉันคู่กับชินทาโร่น่ะ นี่ตกลงกันแล้วด้วยว่าฉันจะขี่คอเจ้านั่นล่ะ” เพราะแนวคิดของงานถ่ายแบบครั้งนี้คือความร่าเริงสดใสในแบบฉบับของสโตนส์ ทีมงานเลยให้ทั้งหกคนออกไอเดียกันเต็มที่ พวกเขาเลยมีอิสระที่จะคุยกันว่าจะถ่ายท่าไหนมุมไหนดี

“งั้นนายก็คู่กับโฮคุโตะสินะ” ไทกะหันมาหาหนุ่มร่างสูง

“ใช่ แต่ยังไม่ได้ตกลงเรื่องท่าเลย แถมหมอนั่นก็มัวแต่ขลุกอยู่กับชินทาโร่ เลยไม่รู้ว่าจะเอายังไงกันแน่” เจสซี่บ่น ตั้งแต่เขามาถึงก็เห็นคนที่จะต้องถ่ายแบบคู่กันมัวแต่นั่งคุยนั่งเล่นอยู่กับน้องเล็กของวงชนิดที่แทบจะไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เขาก็นึกว่าพอโฮคุโตะไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากับเซ็ตผมเสร็จคงจะเดินมาคุยกันเรื่องถ่ายแบบสักนิด แต่ก็เปล่า อีกฝ่ายเดินกลับไปนั่งคุยกับชินทาโร่ต่อ พอเขาไปถามเรื่องถ่ายแบบก็ตอบกลับมาแค่ว่า

“ฉันยังคิดไม่ออกเลย ถ้านายคิดว่าท่าไหนดีก็เอาตามนั้นละกัน” เห็นมั้ยล่ะ แบบนี้มันน่าโมโหชะมัด

“ถามจริง ที่หงุดหงิดเนี่ย เพราะโฮคุโตะไม่ได้สนใจเรื่องงานหรือไม่ได้สนใจนายกันแน่” คนถูกทักแทบสำลักน้ำลายกับคำถามแบบตรงไปตรงมาของเพื่อน ยูโกะเป็นคนที่รู้จักเขาดีที่สุดรองจากครอบครัว แถมยังเป็นที่ปรึกษาของเขาที่พอมีปัญหาอะไรก็วิ่งไปหาอีกฝ่ายตลอด เรียกได้ว่ายูโกะรู้เรื่องของเจสซี่แทบทุกเรื่อง แน่ล่ะว่ารวมถึงเรื่องหัวใจด้วย

“ก็ต้องเรื่องงานสิ ฉันจะไปใส่ใจทำไมกันว่าหมอนั่นจะสนใจฉันหรือเปล่า”

“แน่เหรอ”

“แน่สิ”

ไทกะหัวเราะคิก หันไปสบสายตาวิบวับกับยูโกะทำเอาเจสซี่แทบกลืนน้ำลายไม่ลงคอ ไทกะเป็นอีกคนที่รู้เรื่องหัวใจของเขา เพราะอีกฝ่ายดันบังเอิญไปได้ยินตอนเขากับยูโกะคุยกัน แต่ถึงจะรู้ยังไง หนุ่มหน้าสวยก็ไม่เปิดปากเรื่องนี้กับคนอื่น ต่างจากกรณีของจูริ ที่ถ้ารู้เมื่อไหร่ล่ะก็เขาได้กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในบริษัทแน่นอน ทำให้เขาต้องพยายามเก็บความลับนี้ให้พ้นหูจูริมาตลอด

“น้อง ๆ สโตนส์ เชิญถ่ายแบบได้แล้วค่า” สตาฟสาวคนหนึ่งเคาะประตูแล้วเปิดเข้ามาเรียกพวกเขาด้วยรอยยิ้มกว้าง ทำให้เจสซี่รู้สึกโล่งอกเป็นอย่างมากที่ไม่ต้องถูกไทกะกับยูโกะแซวต่อ เขาลุกขึ้นโดยพยายามไม่ใส่ใจเสียงหัวเราะของอีกสองคนที่ยังไม่หยุดลงง่าย ๆ แล้วเดินตรงไปหาโฮคุโตะที่กำลังส่องกระจกเช็คความเรียบร้อยของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย

“หล่อแล้วนาย จะเช็คอะไรนักหนา” เจสซี่แซวด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ เรียกสายตาขุ่นจากคนที่ตัวเตี้ยกว่า

“ก็ต้องเช็คสิ ถ่ายรูปลงแมกนะ ต้องทำให้มันเรียบร้อยหน่อย ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าใส่ ๆ ไป” ว่าจบโฮคุโตะก็เหลือบมาเห็นปกเสื้ออีกฝ่ายที่ดูไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร คนอายุมากกว่าจึงอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือขึ้นไปจัดให้

“แล้วนายแต่งตัวให้มันดี ๆ หน่อยสิ ไม่ใช่เด็กแล้วนะ ดูปกเสื้อซิไม่เรียบร้อยเลย ให้ตาย” เจสซี่อมยิ้มและปล่อยให้อีกคนจัดการกับคอเสื้อของตนตามใจชอบ ลืมแม้แต่สายตาล้อเลียนของยูโกะกับไทกะที่กระซิบกระซาบหัวเราะคิกคักกันสองคน

“เอ้า ๆ เสร็จแล้วก็ไปกันได้แล้ว ชักช้าอยู่นั่น” จูริเดินมากอดคอเจสซี่กับโฮคุโตะแล้วลากทั้งคู่ออกไปพร้อมกัน ตามด้วยชินทาโร่ สุดท้ายจึงเป็นยูโกะกับไทกะ

“ดูสิ ท่าทางจะหลงไม่ลืมหูลืมตาเลยนะเนี่ย” ไทกะพูด ขณะที่ยูโกะหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบ

“อืม หลงจนโงหัวไม่ขึ้น”

.

“เอาล่ะ คู่สุดท้าย เจสซี่คุงกับมัตสึมุระคุง เข้าฉากได้เลยครับ ของตรงนี้ใช้ได้หมดเลยนะ”

คนโดนเรียกสองคนเดินเข้าไปในฉากที่มีของประกอบฉากให้เล่นหลายชิ้น ทั้งเก้าอี้ไม้สีอ่อน ลูกบอลหลากหลายขนาด ลูกโป่ง รวมไปถึงพวกตุ๊กตา และอื่น ๆ อีกมาก โฮคุโตะมองไปมารอบ ๆ พลางคิดว่าจะใช้อะไรมาประกอบการถ่ายรูปดี ก่อนจะไปสะดุดกับตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่มีคนอุ้มเอามาชนกับหน้าตัวเอง

“เล่นอะไรเนี่ยเจสซี่ ทำงานอยู่นะ”

“ขอโทษ ๆ ก็เห็นนายเลือกไม่ได้นี่นา เลยจะถามว่าเอานี่มั้ย”

“แล้วนายคิดซิ ว่ามันเข้ากับหน้าเราสองคนมั้ย”

“อ้าว ก็เห็นปกตินายชอบ”

“เจสซี่!” เมื่อโดนขึ้นเสียงใส่ อีกฝ่ายก็ยกนิ้วชี้ขึ้นจรดปากเป็นเชิงบอกให้เบาเสียง โฮคุโตะจึงนึกได้ว่าตนทำงานอยู่ได้แต่หันไปโค้งขอโทษให้ช่างกล้องและทีมงานอื่น ๆ ซึ่งยิ้มให้อย่างเอ็นดู

“งั้นเอานี่ละกัน” โฮคุโตะหันไปเอาลูกบอลยักษ์ลูกหนึ่งมานั่ง แล้วเรียกให้เจสซี่มานั่งด้วยกัน

เจสซี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่ต้องพยายามใด ๆ สักนิด แต่เขาไม่ได้เดินเข้าไปนั่ง เขากระโจนเข้าไปกอดอีกฝ่ายจนเกือบตกลงจากลูกบอล แล้วค่อยนั่งลงตามที่โฮคุโตะเรียกในตอนแรก

โฮคุโตะที่โดนกระโจนใส่นึกอยากเอาคืนจึงคว้าเอาตุ๊กตาหมีที่ถูกวางทิ้งไว้ขึ้นมากดหน้าหนุ่มลูกครึ่งที่พยายามปัดป้องจนพอใจ แล้วค่อยหันไปยิ้มให้กล้องพร้อมวางตุ๊กตาหมีลงบนตัก พร้อมกับเจสซี่ที่หันเข้าหากล้องด้วย

“เอาละนะครับ หนึ่ง สอง สาม… เปลี่ยนท่าครับ”

พวกเขาเปลี่ยนท่าโพสอีกประมาณสองสามท่า ก่อนที่ช่างภาพจะบอกว่าพอ พวกเขาจึงเดินกลับมาหาเพื่อนอีกสี่คนที่นั่งรออยู่ เพื่อให้สตาฟจัดฉากใหม่สำหรับถ่ายรูปหมู่

“พวกนายเล่นกันมากไปมั้ย นี่ดีนะที่พวกพี่ ๆ สตาฟใจดีไม่โกรธน่ะ” ยูโกะดุ ทำให้โฮคุโตะรีบเอ่ยปากโทษอีกคนไว้ก่อน

“ก็เจสซี่น่ะแหละ หาเรื่องฉันก่อน”

“นายเองก็เล่นเหมือนกันนั่นแหละ อย่ามาโทษแต่ฉันคนเดียวสิ” เจสซี่ประท้วง แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มเถียงกันจริง ๆ จัง ๆ ชินทาโร่ก็เบรกขึ้นมาก่อน

“เสร็จงานแล้วไปกินข้าวกันมั้ย”

“ฉันว่าก็ดีนะ” ยูโกะตอบ ตามด้วยจูริที่ไม่เคยพลาดเวลาสังสรรค์ “ฉันไป ๆ”

ไทกะกับเจสซี่พยักหน้าตกลง ก่อนที่หนุ่มหน้าสวยจะหันมาถามโฮคุโตะบ้าง “แล้วนายไปมั้ย”

แต่ยังไม่ทันที่โฮคุโตะจะตอบอะไร จูริที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ขยับเข้ามากอดคอเขาไว้ก่อน พลางพูดดักคอเขาว่า

“อย่าคิดหนีกลับก่อนเชียวนะ”

คนโดนกอดคอส่ายหน้า เอาแขนอีกฝ่ายลงจากไหล่ตัวเองแล้วเอ่ยปากพูด

“ไม่หนีกลับหรอกน่า ไปด้วยอยู่แล้ว… ว่าแต่พวกเราจะไปกินอะไรกันดี ฉันอยากกินราเมงอะ ตอนขามาเห็นอยู่ใกล้ ๆ ร้านนึง ท่าทางน่ากินมากเลยล่ะ”

พอมีคนเริ่มเสนอเมนูอาหาร คนที่เหลือก็แย่งกันบอกของที่อยากกินบ้าง และเมื่อความเห็นแตกต่างกัน ทั้งหกคนก็พยายามนำเสนอเมนูอาหารของตนเองเกิดเป็นเสียงดังพอสมควร และเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าของคนที่มองดูอยู่รอบ ๆ ได้เป็นอย่างดี กระทั่งสตาฟเดินมาเรียกเข้าไปถ่ายรูปรวมอีกครั้ง

.

“เห รูปนี้ใช้ได้เลยนี่”

“แต่รูปนี้ขำดีนะ หน้านายตลกมากชิน”

“อย่ามายุ่งกับหน้าฉันน่า รูปที่แล้วหน้านายก็ไม่ได้ดีไปกว่าหน้าฉันหรอก”

เมื่อถ่ายรูปกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ช่างภาพก็เรียกให้พวกเขามาดูรูปที่ถ่ายไป ทั้งที่เป็นรูปคู่และรูปกลุ่ม และเมื่อได้ดูแล้ว พวกเขาก็อดวิพากษ์วิจารณ์หน้าตาเพื่อนร่วมวงของตัวเองไม่ได้

โฮคุโตะหัวเราะไปกับคำพูดต่าง ๆ ของเพื่อน ก่อนจะสะดุดเมื่อหน้าจอถูกเปลี่ยนจากรูปคู่ของยูโกะและชินทาโร่มาเป็นรูปเขากับเจสซี่

“หน้านายรูปนี้เหวอดีเนอะ โฮคุโตะ ตลกดีอะ” ชินทาโร่ว่า ภาพที่เปิดอยู่เป็นภาพที่เจสซี่เอาตุ๊กตาหมีมาทิ่มหน้าเขาพอดี

“พี่เขาถ่ายตอนพวกเราเล่นกันด้วยเหรอเนี่ย ไม่ยักรู้แฮะ” เจสซี่พูด ก่อนจะกดเม้าส์ให้เปลี่ยนเป็นรูปถัดไป

รูปถัดไปเป็นรูปที่เจสซี่กระโจนเข้าใส่โฮคุโตะพอดี ต่อมาก็เป็นรูปที่คนอายุมากกว่าเอาคืนด้วยการเอาตุ๊กตายัดหน้าอีกฝ่าย เรียกได้ว่าช่างกล้องถ่ายภาพที่พวกเขาเล่นกันแทบทุกช็อต

“ฉันว่าน่ารักดีนะ” ไทกะว่าพร้อมรอยยิ้ม หันไปสบตากับยูโกะที่นั่งอมยิ้มอย่างมีความหมาย

“น่าจะเอารูปตรงนี้ไปใส่แมกมากกว่ารูปที่พวกนายโพสท่านิ่ง ๆ อีก” จูริเสนอ ทำให้คนอื่น ๆ พยักหน้าเป็นเชิงว่าเห็นด้วย ยกเว้นนายแบบในรูปสองคนที่มองหน้ากัน ราวกับจะถามอีกคนว่าคิดเหมือนกันหรือเปล่า

“ไม่รู้สิ แต่ถึงเราจะว่ากันยังไงก็ไม่รู้ว่าเขาจะใส่ลงไปรึเปล่าอยู่ดี คนเลือกรูปใส่แมกน่ะใช่พวกเราซะที่ไหนกัน” โฮคุโตะยักไหล่พูด แล้วหันไปสะกิดให้เจสซี่เปลี่ยนรูป คำพูดของไทกะกับจูริมันทำให้เขารู้สึกเขิน อย่างบอกไม่ถูก จนต้องรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อภาพบนจอเปลี่ยนไป

.

เมื่อพวกเขาดูรูปกันเสร็จต่างก็รีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บข้าวของแล้วไปต่อกันที่ร้านราเมงที่โฮคุโตะบอกว่าเห็นอยู่ใกล้ ๆ สตูดิโอ

“ชินทาโร่ กินให้มันดี ๆ หน่อยสิ เลอะเทอะหมดแล้ว” โฮคุโตะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ชินทาโร่บ่น แต่นึกว่าคนโดนบ่นจะแคร์หรือ ไม่หรอก โดนบ่นเรื่องนี้บ่อยจนชินแล้วละ

“อย่าขี้บ่นไปเลยน่า ทำตัวอย่างกับคนแก่ไปได้”

“เดี๋ยวเหอะนาย”

แต่ถึงจะบ่นอะไรยังไง สุดท้ายโฮคุโตะกับชินทาโร่ก็หันกลับไปคุยกันกระหนุงกระหนิงต่อสองคน ซึ่งแน่ล่ะว่ามันทำให้เจสซี่รู้สึกไม่พอใจอยู่ลึก ๆ

“สองคนนั้นก็ตัวติดกันตลอดทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วยกัน ยังไม่ชินอีกเหรอ” ไทกะที่นั่งอยู่ด้านข้างของเจสซี่เอ่ยถามหนุ่มลูกครึ่งอย่างขำ ๆ

“ก็จริงอยู่ แต่วันนี้โฮคุโตะดูติดชินทาโร่มากไปแล้วนี่ ขนาดมากินข้าวด้วยกันหกคน ยังเอาแต่คุยกับชินทาโร่แค่สองคนอยู่นั่นแหละ” หนุ่มหน้าสวยหัวเราะอยู่ในใจอย่างขำขัน ปกติแล้วอีกคนก็มักทำตัวเป็นผู้ใหญ่อยู่หรอก แต่บางครั้งก็ทำตัวได้เด็กสุด ๆ เลยเหมือนกัน อย่างตอนนี้ที่เอาแต่นั่งงอนเพราะคนที่ชอบไปสนใจคนอื่นมากกว่าตัวเอง นี่น่ะมันการกระทำของเด็กประถมชัด ๆ เลยไม่ใช่เหรอ

แต่แล้วไทกะก็หลุดหัวเราะออกมาจนได้เมื่อได้ยินเสียงพูดจากยูโกะที่นั่งอยู่อีกข้างของเจสซี่ ซึ่งได้ยินคำพูดของเจ้าตัว

“เด็กจริง ๆ เลยน้า”

อีกสองคนที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามทำหน้างงกับคำพูดลอย ๆ ของคนที่อายุมากสุด เช่นเดียวกับจูริที่เพิ่งเดินกลับมาจากห้องน้ำและกำลังจะหย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ ชินทาโร่

“อะไรของนายน่ะ ยูโกะ ว่าใครอยู่เนี่ย” ชินทาโร่ถามพลางมองหน้าพี่ใหญ่ด้วยใบหน้างุนงงเช่นเดียวกับโฮคุโตะที่จ้องคนพูดด้วยสายตาสงสัย ขณะที่จูริก็เอ่ยถามขึ้น

“ตอนไปเข้าห้องน้ำเมื่อกี้ฉันพลาดอะไรไปรึเปล่า”

“เปล่า ๆ ไม่เกี่ยวกับพวกนายหรอกน่า” ยูโกะตอบ แล้วคีบเส้นราเมงเข้าปากพลางนึกหัวเราะอย่างสะใจ ตอนเช้าเขาได้เห็นจูริถูกเพื่อนรุมแกล้ง มาตอนนี้ยังได้แอบด่าหัวโจกอีกคนที่แกล้งเขาออกทีวีอย่างเจสซี่ด้วย เขารู้สึกอารมณ์ดีแบบสุด ๆ ในรอบสัปดาห์เลยทีเดียว

ขณะที่ยูโกะอารมณ์ดีมาก คนโดนกระทบกระเทียบก็ได้แต่แอบทำหน้ามุ่ย จากเดิมที่งอนแค่โฮคุโตะ ตอนนี้เขาเริ่มจะงอนเพื่อนคู่หูที่ว่าเขาว่าเป็นเด็กด้วยอีกคนแล้ว แต่จะโวยวายให้คนอื่นรู้ว่ายูโกะด่าใครก็ใช่ที่ เลยได้แต่ระบายเอากับราเมงตรงหน้า กินเอา ๆ ไม่สนใจใครอีก

กว่าจะกินกันเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบหกโมงแล้ว ชินทาโร่ถูกทั้งห้าคนไล่ให้รีบกลับบ้าน และเมื่อน้องเล็กกลับไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คนอื่น ๆ จึงทยอยกันกลับ ยกเว้นแต่โฮคุโตะที่บอกว่าจะไปซื้อของต่ออีกหน่อย

“นายรีบกลับมั้ย เจสซี่” โฮคุโตะหันมาถามคนที่ตัวสูงกว่า หลังจากจูริเดินหายลับสายตาตามยูโกะกับไทกะที่ลากลับไปก่อนแล้ว คนถูกถามได้แต่มองหน้าอีกฝ่ายอย่างสงสัยแต่ก็ยอมตอบคำถามแต่โดยดี

“ก็ไม่รีบหรอก ทำไมเหรอ”

“ไปเดินเที่ยวกัน” ว่าจบก็ดึงมืออีกฝ่ายไปทันทีโดยไม่รอคำตอบ

เจสซี่มองตามร่างที่เตี้ยกว่าที่ดึงมือเขาไปด้วยอย่างแปลกใจ แต่ก็ยอมเดินตามอีกฝ่ายไปแต่โดยดี ใบหน้าคมคายอดยิ้มออกมาไม่ได้ แบบนี้จะเรียกว่าเดทได้รึเปล่านะ

.

เจสซี่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันอยู่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาเดินซื้อของกับโฮคุโตะก็จริง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขามาด้วยกันสองคน

ซึ่งแน่ล่ะว่าเขานับว่ามันเป็นเดทไปแล้วเรียบร้อย

เริ่มจากแวะร้านขายเสื้อผ้า ตามด้วยร้านขายซีดี ก่อนจะมาจบที่การนั่งพักที่สวนสาธารณะใกล้สถานีรถไฟตอนทุ่มครึ่ง

“ขอบใจนะที่มาเป็นเพื่อน”

“จริง ๆ ต้องบอกว่านายลากฉันมาเองโดยไม่ได้ถามความสมัครใจมากกว่ามั้ง”

“ทำเป็นพูดไป นายเองก็ชอบลากยูโกะไปแบบนี้บ่อย ๆ ไม่ใช่เหรอ” โฮคุโตะว่า ก่อนจะยกแก้วน้ำในมือขึ้นดื่มแล้วพูดต่อ “แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณแหละ”

“ด้วยความยินดีครับผม” คนได้รับคำขอบคุณตอบกลับแบบขำ ๆ

ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่พักหนึ่ง เจสซี่หันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างกายที่กำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศเงียบสงบของสวนสาธารณะยามกลางคืนที่ไม่มีใครนอกจากพวกเขาสองคน ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นสร้อยคอที่โฮคุโตะใส่อยู่ เขาเผลอยิ้มให้กับแหวนสีทองเรียบไร้ลวดลายใด ๆ ที่ร้อยอยู่กับสายสร้อยเส้นนั้น

“ฉันเองก็ต้องขอบคุณเหมือนกัน” โฮคุโตะหันกลับมามองร่างสูงที่จู่ ๆ ก็พูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ขอบคุณอะไร”

เจสซี่สบตากับอีกคนก่อนจะขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นแล้วตอบ “ก็… ขอบคุณที่ไม่ถอดสร้อยออกไง”

โฮคุโตะที่ได้ยินคำถามทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เพื่อแกล้งหยอกอีกฝ่ายทั้งที่ดวงตาที่เสมองไปทางอื่นกับใบหน้าขึ้นสีระเรื่อบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังเขินอยู่ไม่น้อยทำให้การหยอกนั้นดูจะไม่ได้ผลในความรู้สึกของเจสซี่สักเท่าไหร่

“เหรอ ฉันก็แค่เห็นว่ามันสวยดีแถมคนให้ก็ยังอุตส่าห์ใส่ให้ตั้งแต่ฉันยังไม่ตื่นนอนก็เลยใส่ ๆ ไปงั้นแหละ”

เจสซี่ยิ้มให้กับคนปากแข็งเมื่อนึกถึงวันคริสต์มาสที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นเขานั่งคิดอยู่นานว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญกับคนตรงหน้าดี ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะให้ของขวัญที่เหมือนกันกับเพื่อนร่วมวงคนอื่น แต่แล้วเขาก็นึกอยากให้อะไรที่พิเศษกว่านั้นกับโฮคุโตะ พอดีกับที่เห็นคู่หนุ่มสาวคู่หนึ่งใส่แหวนคู่กันในระหว่างทางกลับบ้าน ทำให้เขาตัดสินใจสั่งทำแหวนมาเป็นของขวัญวันคริสต์มาสให้อีกฝ่าย แต่เพราะพวกเขาเป็นจอห์นนี่จูเนียร์ ถึงจะยังไม่ได้เดบิวต์แต่ก็มีแฟนคลับอยู่บ้างแล้ว ถ้าให้ใส่แหวนที่นิ้วเลยก็อาจจะเกิดข่าวต่าง ๆ ที่กระทบต่องานของคนตรงหน้าได้ เขาเลยสั่งทำสร้อยอีกเส้นหนึ่งไว้ร้อยแหวนสำหรับห้อยคอให้ด้วย

พอถึงวันคริสต์มาส พวกเขาคนนัดกันไปเที่ยวแต่โฮคุโตะที่อยู่บ้านคนเดียวมาไม่ได้เพราะติดอ่านหนังสือสอบในวันรุ่งขึ้น เขาเลยตัดสินใจหอบเค้กที่เป็นของขวัญวันคริสต์มาสจากพวกเขาห้าคนไปหาอีกฝ่ายที่บ้าน นอนค้างด้วย และฉวยโอกาสตอนที่เจ้าของบ้านหลับไปแล้วใส่สร้อยที่ร้อยแหวนให้ พอวันรุ่งขึ้นก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่พูดถึงสร้อยกับแหวนที่อยู่บนคอของโฮคุโตะเลยสักนิด เช่นเดียวกับคนรับที่ไม่ได้พูดหรือถามอะไรเขา แต่จากวันนั้นมาเขาก็เห็นเจ้าตัวใส่สร้อยเส้นนี้กับแหวนวงนี้ทุกครั้งที่เจอกัน เจสซี่รู้ว่าโฮคุโตะรู้ดีว่าแหวนวงนี้มีหมายความว่าอะไร

“ปากแข็ง… นายรู้อยู่แล้วนี่ว่านี่น่ะหมายถึงอะไร”

“อะไรล่ะ ก็แค่ของขวัญวันคริสต์มาสไม่ใช่รึไง” โฮคุโตะรวนทั้งใบหน้าเปื้อนยิ้ม ยิ่งทำให้เจสซี่มั่นใจว่าอีกฝ่ายยิ่งกว่ารู้ดีเสียอีก

“ก็ถ้านายไม่รู้ ไอ้นี่คงไม่มาอยู่ในกระเป๋าฉันหรอกมั้ง” หนุ่มลูกครึ่งอเมริกาหยิบสร้อยที่ตนเองใส่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อยืดสีเข้มออกมาให้เห็นเป็นการยืนยัน สร้อยคอที่ร้อยแหวนหน้าตาแบบเดียวกันกับที่โฮคุโตะใส่อยู่ เขาพบมันอยู่ในกระเป๋าขณะกำลังเก็บของเตรียมกลับบ้านหลังอัดรายการโชเน็นคลับเสร็จในวันที่ 26 ธันวาคม วันถัดจากวันคริสต์มาส เขารู้แบบที่โฮคุโตะรู้ว่าสร้อยกับแหวนนี่ใครเป็นคนให้มา

“ฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะว่ามันไปอยู่ในกระเป๋านายได้ยังไง จูริเป็นคนเอาไปใส่ไว้รึเปล่า ฉันว่านายเข้าใจผิดแล้วมั้ง”

เจสซี่ดึงอีกคนเข้ามากอด เกยคางบนบ่าของอีกฝ่าย ในสวนสาธารณะนี้มีแค่พวกเขาสองคน แถมจุดที่พวกเขานั่งอยู่ก็ยังเป็นมุมอับของกล้องวงจรปิด ทำให้เขาไม่นึกกลัวที่จะทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง

“อย่าโกหกกันดีกว่าโฮคุโตะ ฉันรู้ว่าเป็นนายตั้งแต่เห็นแหวนอยู่ในกระเป๋าแล้ว แหวนนี่น่ะสั่งทำมาใช่มั้ยล่ะ”

คนอายุมากกว่าหันกลับมายิ้มให้อย่างเจ้าเล่ห์ ขยับขึ้นมานั่งบนตักของคนที่กอดตัวเองอยู่แล้วหันหน้าเข้าหาอีกคน

“แล้วนายคิดว่าไงล่ะ”

“ฉันสวมแหวนวงนี้ได้พอดีกับนิ้ว และถ้าต้องการให้ใส่ได้พอดีแน่นอนก็ต้องสั่งทำล่วงหน้า ซึ่งในกรณีของร้านที่ฉันสั่งก็ต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ ฉันก็เลยคิดว่านายน่าจะนึกอยากให้ของขวัญวันคริสต์มาสที่พิเศษกว่าของขวัญที่ให้คนอื่น ๆ กับฉัน เลยไปสั่งทำแหวนมาให้ แต่บังเอิญว่าฉันก็คิดเหมือนกันและก็เป็นคนให้นายก่อน นายเลยหาจังหวะแอบเอามาใส่กระเป๋าฉันตอนไปอัดโชเน็นคลับ ซึ่งฉันขอสันนิษฐานว่านายน่าจะไปเอาแหวนนี่หลังสอบเสร็จ ก่อนจะตรงมาสตูดิโอ… ถูกมั้ย โฮคุโตะ”

คนโดนรู้ทันไม่พูดอะไรนอกจากหัวเราะออกมาเบา ๆ ยกสองแขนขึ้นคล้องคอเจ้าของตักที่เขานั่งทับอยู่ ขณะที่มือของเจสซี่ยังคงเกาะเกี่ยวอยู่ที่เอวของตน

“ก็คงถูกแหละมั้ง”

เมื่ออีกคนพูดจบ คนตัวสูงกว่าก็โน้มใบหน้าเข้าประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของคนในอ้อมแขนทันที

โฮคุโตะตอบรับสัมผัสของอีกฝ่ายอย่างไม่อิดออดใด ๆ และเปิดโอกาสให้อีกคนเพิ่มความร้อนแรงมากยิ่งขึ้นด้วย กระทั่งเวลาผ่านไปสักพักพวกเขาจึงละริมฝีปากออกจากกัน

“ถือว่าเราคบกันแล้วนะ” เจสซี่พูด กดจมูกลงกับแก้มโฮคุโตะต่ออีกครั้งอย่างอดใจไม่อยู่ สมแล้วที่คน ๆ นี้ได้รับการโหวตว่าเซ็กซี่ที่สุดในกลุ่มเด็กจูเนียร์ เพราะแค่จูบเพียงอย่างเดียวก็ทำเอาเขาเกือบอดใจไม่อยู่

“คบอะไร ไม่เห็นถามอะไรสักคำ” โฮคุโตะยังคงรวนไม่เลิก ก่อนจะหัวเราะอีกครั้งแล้วตัดสินใจเลิกแกล้งคนที่โอบตนอยู่ เมื่อเห็นคนตรงหน้าเลิกคิ้วขึ้น “โอเค คบก็คบ”

“เป็นแฟนกันแล้วนะ”

“อือ” แล้วทั้งคู่ก็จูบกันอีกครั้ง…

.

“วันนี้นายน่ะเอาแต่อยู่กับชินทาโร่สองคน ไม่ได้สนใจคนรอบข้างเลยสักนิด” เจสซี่ว่าด้วยน้ำเสียงติดจะงอนนิด ๆ ให้อีกคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ เหลือบมามองพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก ตอนนี้พวกเขาอยู่ในห้องนอนของโฮคุโตะ หลังจากออกจากสวนสาธารณะ เจสซี่มาส่งเขาที่บ้านทั้งที่บอกแล้วว่าไม่ต้อง พอมาถึงแม่ของเขาก็คะยั้นคะยอให้อีกฝ่ายนอนค้างที่นี่เลยเพราะเห็นว่าเริ่มดึกแล้ว ทำให้หนุ่มลูกครึ่งร่างสูงได้โอกาสนอนร่วมเตียงกับโฮคุโตะอีกครั้งหลังจากคืนคริสต์มาส

“หึงใช่มั้ยล่ะ”

“จงใจแกล้งกันสินะ” เจสซี่ทำหน้ามุ่ย ตกลงว่าเขาโดนแกล้งใช่มั้ยเนี่ย

“ก็อยากรู้ปฏิกิริยานายนี่นา น่ารักดีออก” ว่าจบก็หัวเราะคิกคักเบา ๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าหล่อคมที่มุ่ยแล้วมุ่ยอีกเมื่อเห็นเขาเอาแต่อยู่กับชินทาโร่ แต่เพราะกลัวอีกคนจะน้อยใจหนักเกินไปเสียก่อนจึงรีบเอ่ยแก้ตัว

“อันที่จริงช่วงนี้หมอนั่นเครียด ๆ เรื่องเรียนน่ะ ฉันก็เลยไปเล่นเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก”

“แต่ส่วนนึงก็อยากแกล้งฉันล่ะสิ”

“อันนี้ยอมรับ” เจสซี่คว้าอีกฝ่ายเข้ามากอดแล้วก้มลงฟัดแก้มคนในอ้อมแขนด้วยความหมั่นเขี้ยวให้อีกคนพยายามดิ้นออกจากอ้อมแขนแข็งแกร่ง แต่ชายหนุ่มก็ไม่คิดปล่อยคนขี้แกล้งไปง่าย ๆ เขาเดาออกเลยว่าพอโฮคุโตะเห็นว่าเขาไม่พอใจที่ตัวเองมัวแต่ขลุกอยู่กับชินทาโร่ก็เริ่มรู้สึกสนุก แล้วก็ยิ่งทำตัวติดกับน้องเล็กมากกว่าเดิมเพื่อแกล้งเขา

“แล้วทำไมวันนี้ถึงชวนฉันไปซื้อของด้วยล่ะ” หนุ่มลูกครึ่งถามหลังฟัดอีกฝ่ายจนหนำใจ และเปลี่ยนมาเป็นการโอบกอดหลวม ๆ แทน

“ก็เห็นว่านายงอนเลยพาไปด้วยกัน… แต่ดูเหมือนฉันจะคิดผิดล่ะนะ”

“ทำไมล่ะ นายได้แฟนสุดเพอร์เฟ็คอย่างฉันกลับมาตั้งคนเชียวนะ คิดผิดตรงไหน” โฮคุโตะเลิกคิ้วขึ้น เจสซี่ที่เห็นแบบนั้นจึงหัวเราะบ้างแล้วเอ่ยปากพูดอย่างรู้ทัน “แล้วอีกอย่างนะ ไม่ใช่ว่านายวางแผนไว้แต่แรกแล้วเหรอ”

คนโดนกล่าวหาทำหน้าเหรอหราเหมือนไม่รู้เรื่อง แต่ดวงตาสีเข้มที่พราวระยับขึ้นอย่างปิดไม่มิดบ่งบอกชัดว่าหนุ่มร่างสูงคิดถูก

“แกล้งให้ฉันหึงเพื่อดูปฏิกิริยาก่อน แล้วค่อยพามาปลอบใจที่สวนสาธารณะตอนหัวค่ำหลังไปเที่ยวซื้อของ ฉันพูดถูกใช่มั้ยล่ะ”

โฮคุโตะเอื้อมมือไปดึงคนข้าง ๆ เข้ามาใกล้มากขึ้น ใบหน้าคมส่งยิ้มให้อีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเจสซี่ก็จับทางเขาถูกตลอด ถึงจะน่าโมโหแต่ก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายรู้จักเขาดีมากจริง ๆ หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะเขากับเจสซี่เป็นคนขี้แกล้งเหมือนกัน พอเขาทำอะไรคนที่อายุน้อยกว่าก็เลยจับไต๋ได้ทันที

“อย่างนี้ก็แย่สิ ฉันทำอะไรนายก็รู้ทันไปซะหมดแบบนี้ จากนี้ไปฉันก็แกล้งนายไม่ได้แล้ว เหลือแต่ชินทาโร่ที่แกล้งได้อยู่คนเดียว หรือฉันควรเปลี่ยนไปคบกับชินแทนดีนะ”

เจสซี่กดจูบหนัก ๆ ลงบนริมฝีปากที่พูดว่าจะเปลี่ยนไปคบกับชินทาโร่แทนทันทีที่จบประโยค พอถอนออกก็ทำหน้าดุห้ามอีกคนทันที

“ไม่ได้ คบแล้วคบเลย เปลี่ยนไม่ได้ เรื่องอะไรฉันจะปล่อยให้นายเปลี่ยนใจไปคบกับคนอื่นกัน”

โฮคุโตะหัวเราะอีกครั้งกับคำพูดของหนุ่มลูกครึ่ง เจสซี่เลื่อนเอาหน้าผากแนบเข้ากับคนในอ้อมแขน ที่พูดตอบ

“เอาแต่ใจจังนะนาย ทำตัวอย่างกับเด็ก ๆ เหมือนที่ยูโกะบอกไปได้”

“ตกลงว่าตอนนั้นได้ยิน?”

“อ่าฮะ แต่คิดว่าชินไม่น่าจะได้ยินนะ เสียงพวกนายค่อนข้างจะเบาอยู่”

“งั้นเหรอ” เจสซี่พูดเบา ๆ ก่อนจะยิ้มให้กับคนเจ้าแผนการ “ฉันก็คงจะเด็กจริง ๆ อย่างที่ยูโกะว่าแหละนะ… แต่นายก็ชอบใช่มั้ยล่ะ เด็กแบบฉันน่ะ” โฮคุโตะยกยิ้มแล้วหอมแก้มอีกคน

“อือ ชอบ”

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จบแล้วค่ะ

ทำไมรู้สึกว่าโฮคุโตะในตอนนี้มันดูต่างจากโฮคุโตะในเรื่องที่แล้วมากขนาดนี้ คนแต่งแต่งเองก็งงเองค่ะ แต่พอแก้พล็อตใหม่มันกลับเลวร้ายยิ่งกว่านี้อีก เลยล้มเลิกความคิดไปดีกว่า…

เอาจริง ๆ ประเด็นที่ก่อให้เกิดวันช็อตเรื่องนี้มันอยู่ที่แหวน อันปรากฏในแถมท้ายวันช็อตตอนที่แล้วค่ะ คือ อยากเขียนให้ทั้งเจสซี่และโฮคุโตะรู้ดีว่าใครให้แหวนมา และแหวนนั้นมีความหมายยังไงแต่ไม่พูด ประมาณว่ารู้และใส่แหวนที่ได้มาแทนการตอบรับความรู้สึกของอีกคนเป็นคำพูด พอเป็นแบบนั้น เราก็เลยนึกอยากเขียนตอนที่ทั้งสองคนมานั่งคุยกันเรื่องนี้ ซึ่งก็คือฉากในสวนสาธารณะนั่นเองค่ะ

ส่วนทำไมต้องให้โฮคุโตะแกล้งให้เจสซี่หึง เพราะเราคิดว่าหมอนี่นอกจากจะเป็นมนุษย์เซ็กซี่และมนุษย์ขี้เหงาแล้ว ยังเป็นมนุษย์ขี้แกล้งด้วยไงคะ (ยังมีความเป็นมนุษย์ขี้แยอีกประการหนึ่งด้วย) แล้วช่วงนี้เราย้อนกลับไปนั่งดูกามุชาระตอนนางแกล้งยูโกะแล้วก็รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมา เลยให้หนุ่มลูกครึ่งคนนี้โดนแกล้งบ้าง แต่เหมือนจะไม่รอดสักเท่าไหร่แฮะ เพราะสุดท้ายนางก็จับทางโฮคุโตะได้หมดอยู่ดี ฮา

ยังไงก็ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ ถ้าคิดว่าควรปรับปรุงตรงไหน พิมพ์ผิด หรือไม่โอเคยังไงก็เม้นได้เลยนะคะ เราจะเอากลับไปแก้ไขค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ

 

 

Posted in Fanfiction

[One Shot – SixTONES] Christmas Night

หายหัวไปนานมาก ฮา ไม่ได้เขียนอะไรมาสักพักแล้วเพราะมัวแต่ปั่นงานอยู่ (จริง ๆ ก็มีงานที่ต้องปั่นอยู่อีกเยอะเลยนะ แต่ทิ้งไว้ก่อน//กินเอฟ) แต่พอครั้งนี้ งานไม่เดินมันก็เลยเกิดอาการขี้เกียจ อู้ซะหน่อยค่ะ

อีกเป็นอาทิตย์กว่าจะถึงคริสต์มาสก็จริง แต่เพราะอารมณ์มันได้ เลยอยากเขียนอะไรเกี่ยวกับคริสต์มาสล่วงหน้า เพราะไหน ๆ คริสต์มาสปีนี้ก็ไม่ได้อยู่บ้านแล้วด้วย เลยเอามาลงซะก่อนค่ะ

ฟิคเที่ยวนี้เป็นฟิคไอดอลฟิคแรกในชีวิตเลยค่ะ ฮา เป็นเด็กจูเนียร์ของค่ายจอห์นนี่ ถึงจะน้อง ๆ จะยังไม่ได้เดบิวต์ แต่นี่ก็เชียร์อยู่นะ หลงน้อง ๆ ตั้งแต่ตอนที่เล่นบากะเลยาแล้ว (ทั้งที่ความจริงตอนนั้นตั้งใจจะดูสาว ๆ แท้ ๆ ดันไปหลงหนุ่ม ๆ แทนซะได้ ไม่รู้จะโทษใครดี โทษน้อง ๆ ที่น่ารักเกินไป หรือโทษตัวเองที่เผลอไป)

เอาเป็นว่าเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าเนาะคะ บ่นอยู่นั่นแหละเนอะ

 

[One shot – SixTONES] Christmas Night

Pairing : Lewis Jesse × Matsumura Hokuto

Rate : PG

 

ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาจะรู้สึกอิจฉาเพื่อนมากขนาดนี้

เริ่มจากการที่เขามีสอบในวันที่ 26 ธันวาคม ทำให้เขาไปเที่ยวกับครอบครัวไม่ได้และต้องนั่งอ่านหนังสือสอบในคืนวันคริสต์มาส ตามด้วยชินทาโร่ที่โทรหาทุกคนในสโตนส์เพื่อชวนไปเที่ยวในคืนวันนี้ ซึ่งเขาก็เป็นคนเดียวที่ไปด้วยไม่ได้ ขนาดยูโกะที่เขาจำได้ว่ามีสอบในช่วงเวลานี้เหมือนกันยังตอบว่า

“ฉันสอบเสร็จตั้งแต่วันที่ 23 แล้ว”

สุดท้ายทั้งห้าคนจึงออกไปเที่ยวกัน เหลือเขาที่ต้องนั่งแกร่วอ่านหนังสืออยู่คนเดียว และนั่นก็ทำให้โฮคุโตะรู้สึกเหมือนถูกทิ้งอย่างไรอย่างนั้น

“อย่าไปคิดเรื่องอื่น คิดแต่เรื่องสอบก่อน” เขาพยายามบอกตัวเอง แต่ความคิดว่าตัวเองถูกทิ้งยังคงลอยวนอยู่ในหัวจนเขาอ่านหนังสือไม่ได้ และสุดท้ายเขาก็ต้องวางหนังสือลง ถอดแว่นตาออกพักเล็กน้อย

เขาตั้งใจจะลงไปหาอะไรกินสักนิดแล้วค่อยมาอ่านหนังสือต่อ นาฬิกาบนโต๊ะบอกเวลาสองทุ่มแล้ว เขาหันออกไปมองนอกหน้าต่างเล็กน้อย

ภาพโตเกียวที่เต็มไปด้วยแสงไฟที่ถูกประดับประดาอย่างสวยงามตรึงสายตาของโฮคุโตะไว้ได้พอสมควร เขาอดนึกไม่ได้ว่าเพื่อนร่วมวงอีกห้าคนกำลังทำอะไรอยู่ จะกำลังเดินดูแสงไฟในเมือง ช็อปปิ้ง นั่งพักในสวนสาธารณะ หรือนั่งกินขนมดื่มของอุ่น ๆ ในคาเฟ่ที่ไหนสักที่กัน

แต่ยิ่งคิดชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกเหงา เขาสะบัดหัวเล็กน้อยเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เดินลงไปในครัว จัดแจงต้มน้ำเตรียมชงชาอุ่น ๆ มากินให้ผ่อนคลาย

เพลง Jingle Bells จากที่ไหนไกล ๆ ลอยมาให้ได้ยินแผ่ว ๆ โฮคุโตะเผลอตัวฮัมเพลงตามทำนองที่คุ้นเคยมาแต่เด็ก ก่อนจะนึกไปถึงปาร์ตี้คริสต์มาสเมื่อปีก่อนที่เจสซี่กับจูริเป็นคนต้นคิดจัดขึ้นมา แล้วลากพวกเขาไปปาร์ตี้ด้วยกัน แล้วใครก็ไม่รู้ก็พูดขึ้นมาว่าให้ชวนทาคาคิมาด้วย แก๊งบาคาดะจะได้อยู่ด้วยกันครบ ทำให้ทาคาคิกลายเป็นเจ้ามือปาร์ตี้ ซื้อของกินเครื่องดื่มเข้ามาให้รุ่นน้องสนุกกัน วันนั้นชินทาโร่เกิดคึกขึ้นมา เปิดเพลงนี้วนไปมาเป็นสิบรอบ จนไทกะทนไม่ไหวเดินไปปิดวิทยุทิ้งจนเจ้าน้องเล็กทำหน้างอใส่ให้ทุกคนหัวเราะเล่น

แล้วทำไมคริสต์มาสปีนี้เขาต้องมานั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียวเนี่ย

พอโฮคุโตะกลับขึ้นมาที่ห้อง วางแก้วชาลงบนโต๊ะ หน้าจอสมาร์ทโฟนก็สว่างขึ้นพร้อมกับสั่นเตือนเพื่อบอกว่ามีเมลเข้า เขาเปิดดูก่อนจะทำหน้ามุ่ย เป็นอันว่าเขาได้คำตอบจากข้อสงสัยก่อนหน้าแล้วเรียบร้อย

จอโทรศัพท์ฉายรูปคนอื่น ๆ ในสโตนส์ ฉากหลังคนทั้งห้าเป็นคาเฟ่แห่งหนึ่ง บนโต๊ะมีขนมที่ตกแต่งตามเทศกาลคริสต์มาสวางอยู่หลายชิ้น มีตัวอักษรที่ถูกเขียนเพิ่มหลังถ่ายภาพที่อ่านได้ว่า “Merry X’mas” ซึ่งแน่ล่ะว่าโฮคุโตะไม่ได้มีความรู้สึกยินดีไปกับคำอวยพรวันคริสต์มาสและรูปที่เพื่อนร่วมวงส่งมาให้สักนิด

ใจร้ายกันเกินไปแล้ว โฮคุโตะได้แต่นึกโวยวายอยู่ในใจ เขาโยนโทรศัพท์ลงบนเตียงแล้วกระโจนตามลงไปนอนแผ่ แค่นี้เขาก็เหงามากพออยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องถ่ายรูปมาทำร้ายกันเพิ่มเลย

เมื่อกลิ้งไปมาบนเตียงได้สักพัก เขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นมานั่ง ตั้งสติ ปัดความคิดทุกอย่างออกแล้วเดินไปอ่านหนังสือเตรียมสอบ

.

โฮคุโตะลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย และตื่นเต็มตาเมื่อพอจะรวบรวมสติได้ เขาเผลอนั่งหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เหลือบมองนาฬิกาก็แสดงเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว เขาหลับไปเกือบสองชั่วโมงได้ และเพราะนอนฟุบบนโต๊ะตั้งนาน ทำให้เขาปวดเมื่อยที่กล้ามเนื้อคอแบบสุด ๆ แต่ระหว่างที่กำลังสะบัดหัวไล่ความง่วง เตรียมตัวอ่านหนังสือสอบต่อก็มีเสียงกดกริ่งที่หน้าบ้านดังขึ้นให้เขาขมวดคิ้วมุ่น จะห้าทุ่มแล้ว ใครที่ไหนมันจะบ้ามาเยี่ยมตอนเกือบห้าทุ่มกัน ยังไม่นับว่าครอบครัวของเขาไม่อยู่บ้านด้วยนะ

เขาลงความเห็นในใจว่าคงเป็นพวกมือบอน ไล่กดกริ่งบ้านคนอื่นไปทั่ว จึงกะจะลงมาว่าสักหน่อย แต่คนที่ไอดอลหนุ่มเจอกลับเป็นเพื่อนร่วมวงที่ยืนรออยู่หน้าบ้านพร้อมกับรอยยิ้มสว่างไสวที่เขาแสนจะคุ้นเคย

“เจสซี่” เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างงุนงง แต่ก็ขยับตัวไปข้าง ๆ เพื่อให้อีกคนเดินเข้าบ้านมาได้ ส่วนตัวเขาก็รอปิดประตูตามประสาเจ้าของบ้านที่ดี

“รบกวนหน่อยนะครับ” หนุ่มลูกครึ่งพูด ถอดรองเท้าออก และส่งถุงขนาดใหญ่ที่อยู่ในมือให้กับเจ้าของบ้านที่มองตนอย่างประหลาดใจ “ของฝาก”

“นายมาที่นี่ได้ยังไงเนี่ย ไปเที่ยวกับพวกยูโกะไม่ใช่เหรอ” โฮคุโตะรับถุงมาแบบงง ๆ ยังคงจ้องหน้าผู้มาเยือนยามวิกาลอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ก็เมื่อตอนสองทุ่มยังส่งรูปที่ไปเที่ยวกันมาเยาะเย้ยอยู่เลยไม่ใช่เหรอ

“ก็ไปมาน่ะสิ แต่เห็นว่านายอยู่บ้านคนเดียวคงเหงาแย่ ฉันเลยว่าจะมาค้างด้วย รบกวนด้วยนะ”

“หา!?”

เจสซี่ยิ้มกว้างให้อีกคนที่อ้าปากค้างด้วยความตกใจไปแล้ว ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าเหมือนจะปล่อยของในมือลงพื้นได้ตลอดเวลา “เฮ้ ระวังหน่อย นั่นน่ะเค้กของขวัญวันคริสต์มาสจากทุกคนเลยนะ เดี๋ยวก็เละหมด”

โฮคุโตะเริ่มรู้สึกตัว รีบเอากล่องเค้กไปวางบนโต๊ะอาหาร เอามันออกมาจากถุงพลาสติกแล้วเปิดฝาออกดู

มันเป็นเค้กช็อกโกแลตก้อนกลมก้อนหนึ่ง หน้าเค้กปาดเป็นลายขรุขระอย่างจงใจ ตรงกลางเป็นข้อความที่เขียนด้วยครีมสีขาว ประดับใบมิสเซิลโทปลอมที่ทำจากน้ำตาล เขียนว่า “Merry X’mas to Hokuto”

“ชอบมั้ย นี่พวกฉันคิดกันตั้งนานว่าจะเอาเค้กหน้าตาแบบไหนดี ละต้องรอเขาทำด้วย คนอื่น ๆ เลยกลับกันไปก่อนแล้วให้ฉันเอามาให้ เพราะไหน ๆ ก็จะมาค้างที่นี่อยู่แล้ว”

“ขอบคุณนะ” อาจจะเป็นเพราะเสียงขอบคุณที่สั่นน้อย ๆ หรือไม่ก็ท่าทางก้มหน้าก้มตาไม่ยอมเงยของคนได้ของขวัญ ทำให้เจสซี่ตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้แล้วกอดอีกฝ่ายจากด้านหลัง

“อยู่คนเดียวเหงาล่ะสิ” คนโดนกอดไม่ตอบ แต่หันหลังกลับแล้วยกมือขึ้นกอดอีกคนไว้แน่นแทน

เจสซี่อดยิ้มออกมาไม่ได้ คนในอ้อมแขนของเขาเป็นพวกขี้เหงา แตกต่างจากมาดสุดเท่ห์ที่เหล่าแฟนคลับคุ้นเคย เขาที่รู้มาว่าสัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์อีกฝ่ายต้องอยู่บ้านคนเดียว แถมยังออกมาเที่ยวงานวันคริสต์มาสกับพวกเขาไม่ได้อีก เลยตัดสินใจมานอนค้างด้วยซักคืน ก่อนที่คนขี้เหงาจะเกิดอาการเหงาจนเฉาตาย

“จะกินเค้กเลยมั้ย หรือว่าจะเก็บไว้กินพรุ่งนี้” เจสซี่ถามพลางปล่อยให้อีกคนถอยออกจากอ้อมแขนเขาตามใจ

โฮคุโตะส่ายหน้าตอบ “ไม่เอาล่ะ กินพรุ่งนี้ดีกว่า ขืนกินตอนนี้ล่ะอ้วนตายเลย” เขายกก้อนเค้กเข้าไปเก็บไว้ในตู้เย็น แล้วเดินนำเจสซี่ขึ้นไปที่ห้องนอน รื้อหาผ้าขนหนูกับเสื้อผ้าที่พอจะให้อีกฝ่ายใส่ได้หลังจากรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เอาอะไรมาเลยเพราะตัดสินใจมาค้างด้วยแบบกะทันหัน

“เอานี่ไปใช้ก่อนละกันนะ” เจสซี่พยักหน้าขอบคุณ และเมื่อกางเกงที่อีกฝ่ายให้มาเป็นกางเกงขาสั้น เขาก็อดหยอกเจ้าของกางเกงไม่ได้

“ที่ให้ขาสั้นมาใส่ทั้ง ๆ ที่อยู่ในหน้าหนาวแบบนี้เนี่ย เพราะไม่อยากเห็นฉันใส่กางเกงนายแบบขาสั้นเต่อใช่มะ”

“จะบ้าเรอะ ใครจะไปคิดอะไรแบบนั้นกันเล่า อีกอย่างฉันไม่ได้เตี้ยสักหน่อย นายมันสูงเกินไปเองต่างหากไอ้ลูกครึ่ง!! อุตส่าห์หาให้ใส่แล้วยังจะหาเรื่องกันอีก” ประโยคสุดท้ายแม้จะเบาแต่ก็ไม่พ้นหูของคนที่อยู่ด้วยกันในห้องเงียบ ๆ เจสซี่หัวเราะออกมายิ่งทำให้อีกคนหน้างอง้ำกว่าเดิม

“เงียบไปเลยไป ถ้าไม่อยากใส่ก็ไม่ต้องใส่ เอาคืนมา”

“ได้ไงล่ะ อยากเห็นฉันนอนเปลือยเหรอ งั้นก็บอกกันมาตรง ๆ ก็ได้นี่… อะ แต่ไม่ทำหรอกนะ หนาวตายเลย ยิ่งหน้าหนาวงี้ด้วย” พูดแล้วก็รีบออกจากห้องไป พอดีกับที่มีเสียงดังปังจากการที่มีอะไรสักอย่างมาชนกับประตูอย่างแรงพอดี

โฮคุโตะรู้สึกเจ็บใจไม่น้อยที่ไอ้เด็กจอมกวนหนีหมอนที่เขาปาออกไปจากห้องได้ทัน ใบหน้าเห่อแดงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อคิดตามคำพูดของคนที่เขาลงความเห็นแล้วว่ามันเป็นเด็กเปรต พยายามปลอบตัวเองให้หน้าหายร้อน มันก็ผู้ชาย เขาก็ผู้ชาย อะไรที่มันมีเขาก็มี แล้วจะรู้สึกอายทำไม

.

เมื่อหนุ่มลูกครึ่งออกจากห้องน้ำกลับเข้าห้องนอนของเพื่อนร่วมวงแล้ว เขาก็เห็นเพื่อนคนดังกล่าวกำลังง่วนอยู่กับการอ่านหนังสือเตรียมสอบ เขาแย้มยิ้มบางเบา ก่อนที่จะกลายเป็นยิ้มค้างเมื่อสายตาไปสะดุดกับฟูกที่ถูกปูไว้อย่างดีอยู่ข้างเตียงแถมด้วยหมอนและผ้าห่มพร้อม เขาแอบทำหน้ามุ่ยเล็ก ๆ แต่ก็ยอมลงไปนอนกลิ้งเล่นโทรศัพท์ที่ฟูกแต่โดยดี แล้วชะงักอีกครั้งกับเสียงทักของคนที่เขาคิดว่าอ่านหนังสืออยู่ โฮคุโตะหันกลับมามองเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“ไปนอนทำไมตรงนั้น ขึ้นไปนอนบนเตียงดี ๆ สิ ฟูกนี่ที่นอนฉัน”

เจสซี่ลุกขึ้นมามองหน้าคนไล่แบบงง ๆ แล้วเอ่ยค้าน “นายเป็นเจ้าของบ้านนะ นอนบนเตียงอะถูกแล้ว ฉันนอนฟูกได้ ไม่มีปัญหาหรอก”

“ก็นายเป็นแขก จะให้แขกนอนฟูกแล้วฉันนอนเตียงได้ไง เสียมารยาท”

จบคำพูดของโฮคุโตะ เจสซี่ก็นิ่งคิดไปพักหนึ่ง มองไปทางเตียงที่อยู่ข้าง ๆ ตัวเอง แล้วเสนอไอเดียขึ้นมาว่า “งั้น นอนเตียงเดียวกันคงได้แหละมั้ง เตียงนายก็น่าจะพอนอนอยู่ จะได้ไม่ต้องเถียงกัน” แต่ยังไม่ทันที่โฮคุโตะจะตอบอะไร คนเสนอก็หอบหมอนหอบผ้าห่มบนฟูกขึ้นไปวางบนเตียง แล้วพับฟูกนอนเสียเรียบร้อย ก่อนจะหันกลับมายิ้มกว้างให้เจ้าของห้อง

คนอายุมากกว่าส่ายหน้าหน่าย ๆ ให้เจ้าเด็กตัวโตเป็นเชิงว่าอยากจะทำอะไรก็ทำ หันไปอ่านหนังสือต่อโดยไม่ทันสังเกตว่ารอยยิ้มกว้างของคนมาอาศัยดูเป็นรอยยิ้มดีใจแบบแปลก ๆ

.

ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว เจสซี่กลิ้งไปมาบนเตียง เล่นโทรศัพท์บ้าง อ่านหนังสือการ์ตูนที่อยู่ในห้องบ้าง จนเบื่อและหันไปนั่งมองคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือได้สักพักแล้ว ถึงจะนั่งหันหลังให้ แต่เขาก็พอเดาหน้าตาอีกฝ่ายออกว่าคงเคร่งเครียดพอสมควร ก็อีกคนน่ะจริงจังกับเรื่องเรียนมากไม่แพ้เรื่องงานเลย แถมยังชอบทำอะไรต่อมิอะไรแบบไม่ระวังตัวเองอยู่เรื่อย อย่างตอนนี้ที่ดึกมากแล้วแต่ยังเอาแต่อ่านหนังสือไม่ยอมนอนสักที

“โฮคุโตะ ดึกแล้ว พักก่อนดีกว่ามั้ย” โฮคุโตะที่อ่านหนังสือเพลินเงยหน้ามองนาฬิกา แค่รู้ว่าเจสซี่อยู่ในบ้านเป็นเพื่อน ก็ทำให้เขาสบายใจและมีสมาธิอ่านหนังสือได้ แต่ดูเหมือนว่าจะมีสมาธิมากเกินไปจนลืมดูเวลาอย่างนี้

“ขอโทษ จะนอนแล้วใช่มั้ย เดี๋ยวฉันปิดไฟให้นะ” พูดพลางเอื้อมมือไปกดสวิตช์ให้โคมไฟบนโต๊ะสว่าง แล้วทำท่าจะลุกไปปิดไฟด้วย จนคนทักต้องรีบห้ามไว้ก่อน

“เปล่า ๆ แค่เห็นว่าดึกแล้วน่ะ นายน่าจะนอนพักหน่อยนะ พรุ่งนี้ค่อยอ่านต่อก็ยังทัน”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ใกล้จบแล้วอีกนิดเดียวเอง นายนอนก่อนได้เลย”

หนุ่มลูกครึ่งอเมริกาได้แต่ส่ายหน้าให้กับความดื้อรั้นของเพื่อนร่วมวง เขาลุกขึ้นไปยืนอยู่ตรงหน้าของอีกฝ่าย ในหัวเตรียมมาตรการไว้จัดการกับคนที่นั่งอยู่ พูดย้ำ

“นอนได้แล้ว ไม่ได้พักผ่อนเพียงพอ อ่านหนังสือไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกนะ”

“แต่…”เจสซี่ไม่ปล่อยให้โฮคุโตะเอ่ยค้านอะไรได้ เขาหยุดคำพูดคนดื้อด้วยการก้มลงไปประทับริมฝีปากของตนลงบนริมฝีปากของอีกฝ่าย

แค่ริมฝีปากสองคู่แตะกันโดยไม่ได้มีอะไรมากเกินไปกว่านั้น แค่แตะแล้วถอนออกแทบจะในทันที และนี่ก็ไม่ใช่จูบแรกของโฮคุโตะ กับจูริกับไทกะก็เคยมาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้มันกลับทำให้คนที่มีอายุมากกว่าสติหลุดจนได้แต่มองใบหน้าคมคายของคนที่ถอยห่างออกไปแล้วด้วยดวงตาเบิกกว้าง

ปฏิกิริยาที่ขัดกับภาพลักษณ์หนุ่มฮอตเซ็กซี่บนเวทีอย่างสิ้นเชิงนั้น ทำให้คนอายุน้อยกว่าเผลอยิ้มอย่างเอ็นดู บางทีโฮคุโตะก็ดูใสซื่อซะจนน่าแปลกใจ เขาเองก็ชอบที่จะได้เห็นด้านแบบนี้ของอีกฝ่ายไม่น้อย เห็นแล้วทำให้เขารู้สึกอยากจะแกล้งต่อ แต่เพราะเห็นว่าดึกแล้ว เขาจึงล้มเลิกความคิดนั้นแล้วเอ่ยปากไล่อีกฝ่ายไปพักอีกรอบ “ตกลงว่าไปนอนได้แล้วนะ”

คำพูดของเจสซี่ดึงสติโฮคุโตะกลับมาได้ ใบหน้าซับสีเลือดเป็นรอบที่สองของวัน ส่งเสียงในลำคอเป็นการตอบรับ เก็บหนังสือและเอกสารบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ ขณะที่เจสซี่ยืนรอให้อีกฝ่ายเก็บของจนเสร็จ แล้วเดินไปปิดไฟให้อีกคนเดินไปนอนบนเตียงก่อน

โฮคุโตะขยับตัวเข้าหากำแพงมากขึ้นเพื่อให้อีกคนมีพื้นที่นอนมากขึ้น นับว่าโชคดีพอสมควรที่เตียงของเขากว้างพอจะให้ผู้ชายตัวโต ๆ สองคนอย่างพวกเขานอนได้โดยไม่รู้สึกว่าอึดอัด หรือเบียดเสียดกันเกินไป เขามองคนที่ล้มตัวลงนอนข้าง ๆ ก่อนจะส่งเสียงเรียก

“นี่ เจสซี่”

“ว่าไง” คนถูกเรียกหันหน้ากลับไปมองคนที่จู่ ๆ ก็เรียก อีกฝ่ายตะแคงตัวมาทางเขา แต่กลับหลบหน้าหลบตาไม่ยอมสบตาด้วย

“ขอบคุณนะ ที่คืนนี้มาอยู่เป็นเพื่อนน่ะ” ถ้าเจสซี่ไม่มา คนขี้เหงาอย่างเขาคงสติแตกไปนานแล้ว ทั้งอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง แล้วยังฟุ้งซ่านไร้สาระอีก การมาของเจสซี่ทำให้ใจเขาสงบลงไปมาก ถึงจะนึกขอบคุณเพื่อนร่วมวงอีกสี่คนที่ซื้อเค้กให้เป็นของขวัญวันคริสต์มาส แต่เขากลับนึกขอบคุณคนที่หิ้วเค้กมาให้ถึงบ้านมากกว่า เพราะอีกฝ่ายยอมมาค้างที่บ้านด้วยทั้งที่ต้องทนเบื่อเพราะเขาต้องอ่านหนังสือสอบ แต่ก็ยังยอมมา ทำให้เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งในคืนวันคริสต์มาสแบบนี้อีก

“ขอบคุณสำหรับเค้กด้วยนะ แล้วก็… Merry Christmas” ว่าจบคนพูดก็พลิกตัวเข้าหากำแพงทันที ทิ้งให้คนที่ได้รับคำอวยพรในเวลา 5 นาทีสุดท้ายก่อนหมดคริสต์มาสยิ้มกว้าง ขยับตัวดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด จูบเบา ๆ ลงบนเรือนผมสีเข้ม ตอบกลับว่า “Merry Christmas”

 

End

 

แถม…

“สอบเป็นไงบ้าง” คำถามแทนคำทักทายดังขึ้นทันทีที่โฮคุโตะก้าวเท้าเข้ามาในห้องแต่งตัวของเหล่าจอห์นนี่ส์ จูเนียร์

“ก็ดี ทำได้อยู่ คิดว่าคงไม่ตก” โฮคุโตะตอบคำถามจูริด้วยรอยยิ้ม และเมื่อเห็นว่าไทกะ ยูโกะและชินทาโร่ก็นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยจึงพูดต่อว่า “ขอบคุณสำหรับเค้กนะ”

“ไม่เป็นไร ๆ ว่าแต่กินยัง อร่อยปะ” ไทกะถาม ขณะที่โฮคุโตะวางกระเป๋าลงข้าง ๆ ยูโกะที่ขยับหลบให้ แล้ววางถุงใบใหญ่ในมือลงบนโต๊ะ “ยังไม่ได้กินเลย เมื่อคืนเจสซี่มาดึกเกินไป”

“แล้วนี่คือ” ชินทาโร่ถามหลังจากมองกล่องในถุงพลาสติกใบใหญ่ได้สักพัก

“ก็เค้กนั่นแหละ ช่วงนี้ฉันอยู่บ้านคนเดียว กินไม่หมดหรอก เลยว่าเอามากินกับทุกคนดีกว่า” หลังจากตื่นนอน เจสซี่ก็อาสาทำอาหารให้ พอกินเสร็จต่างก็แยกย้ายกัน เจสซี่กลับบ้านขณะที่เขาก็ไปสอบที่มหาลัย แต่เมื่อสอบเสร็จเขาเห็นว่ายังพอมีเวลาเหลือเลยแวะกลับไปเอาเค้กที่บ้าน เดินหาซื้อของสักพัก แล้วเข้ามาเตรียมตัวอัดรายการ Shounen Club ในเย็นนี้

“โหย เค้กนี่ใครให้มาน่ะ โฮคุโตะคุง” คิชิ ชะโงกหน้าข้ามหัวจูริกับชินทาโร่มามองเค้กที่เขียนอวยพรวันคริสต์มาสถึงโฮคุโตะโดยตรง “ของพวกฉันให้โฮคุโตะเองแหละ”

“ฉันกินไม่หมดแน่ เลยเอามาแบ่งกันกินน่ะ” จบประโยคนอกจากสโตนส์สี่คนกับคิชิแล้ว จูเนียร์อีกหลายคนแถว ๆ นั้นก็เข้ามาร่วมวงกันด้วย จึงมีคนเสนอว่าให้แต่ละคนไปเอาช้อนมาตักกินกัน แต่ก็ช้ากว่าชินทาโร่ที่เดินไปหาช้อนมาตั้งแต่คิชิถามว่าเค้กใครแล้ว

หลังจากกินไปคำนึง โฮคุโตะก็ปล่อยให้เพื่อนจ้วงเค้กเข้าปากกันไป ส่วนเขาก็เลี่ยงมาถอดเสื้อฮู้ดตัวนอกออก ไทกะที่เหลือบมองมาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างและทักขึ้น

“นายใส่สร้อยด้วยเหรอ เมื่อวานซืนยังไม่เห็นเลยนี่นา” และข้อสังเกตของไทกะก็เรียกสายตาของคนอื่น ๆ ในห้องได้ทันที

“เหย แหวนด้วย ๆ นี่อย่าบอกนะว่าเมื่อวานนี้ไปแลกแหวนกับใครมา” ชินทาโร่แซว ตามด้วยจูริที่รับมุกทันที “สาวที่ไหน ทำไมไม่พามาให้เพื่อนฝูงรู้จัก แสดงว่าเมื่อวานที่ไม่ยอมมาด้วยกันไม่ใช่อ่านหนังสือสอบแต่แอบไปเดตมาใช่มั้ย” และอีกหลายเสียงที่แซวกันไปเรื่อยเปื่อย

คนโดนแซวไม่ตอบเพียงแต่ทำหน้าระอาใส่อย่างเหนื่อยใจ จะให้อธิบายยังไงล่ะว่าตื่นเช้ามาก็เจอไอ้นี่อยู่บนคอแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อคืนคงมีซานตาคลอสฉวยโอกาสตอนเขาหลับใส่ให้แน่ ๆ

เมื่อโดนทำหน้าระอาใส่แต่ไม่มีคำด่าตามมา พวกที่แซว ๆ กันอยู่ก็เลิกสนใจและเปลี่ยนเป้าหมายหันมาหาเค้กที่อยู่บนโต๊ะแทน

“แล้วเจสซี่ล่ะ ยังไม่มาอีกเหรอ” โฮคุโตะหันไปถามยูโกะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ซึ่งคนโดนถามก็หันมาตอบ

“มาแล้ว ๆ แต่เห็นว่าจะไปห้องน้ำน่ะ” คนตอบ ตอบเสร็จก็ไม่ได้สนใจเขาอีก โฮคุโตะเหลือบไปเห็นกระเป๋าของคนที่เขาถามถึงวางอยู่บนโต๊ะอีกตัว พอเห็นว่าทุกคนไม่ได้หันมาทางนี้ก็แอบเอาซองกระดาษซองหนึ่งไปใส่ในกระเป๋าใบนั้น เสร็จแล้วก็เดินเนียนกลับมานั่งกินเค้กกับคนอื่น ๆ อย่างอารมณ์ดี

หวังว่าซานตาคลอสจะชอบของขวัญแบบเดียวกับที่ให้เขามาเมื่อคืนนะ

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ค่ะ ถ้าได้คำติชมจะดีใจมากเลย ฮา ถึงยังไงก็ต้องขอบคุณมากจริง ๆ ค่ะ

ถึงจะเป็นที่รู้กันว่าโฮคุโตะมีเพื่อนน้อยมาก (ซึ่งเจ้าตัวบอกว่ามีตั้งสองคน จ้ะ…) แต่เรากลับคิดว่าโฮคุโตะน่าจะเป็นคนขี้เหงาน่าดู เลยเกิดเป็นฟิคนี้ขึ้นมาค่ะ บวกกับนั่งฟังเพลงแล้วรู้สึกอยากเขียนอะไรหวาน ๆ ละมุน ๆ แต่ไหงออกมาเป็นแบบนี้ได้ก็ไม่รู้ ส่วนตัวก็โอเคในระดับนึงล่ะนะคะ แค่คิดว่าน่าจะเขียนได้ดีกว่านี้ ครั้งหน้าจะพยายามพัฒนาให้ออกมาดีกว่านี้อีกค่ะ

ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ ขอบคุณค่ะ

ปล.มีวันช็อตต่อจากเรื่องนี้ด้วยนะคะ ชื่อว่า Jealous ค่ะ อย่าลืมไปอ่านกันต่อนะคะ