Posted in Fanfiction

[AU Short Fic – SixTONES] Our story part 2

หายไปนานค่ะ ความจริงแล้วไม่ได้หยุดแต่งฟิคนะคะ แต่ช่วงนี้ชีวิตระหกระเหเร่ร่อนไปพอสมควร จากเชียงใหม่ไปอยู่สมุทรสาคร ตอนนี้เรามาหยุดอยู่เพชรบุรีแล้วค่ะ หวังว่าคราวนี้จะได้อยู่แบบยาว ๆ นะคะ ไหน ๆ ก็ได้งานประจำทำแล้ว แต่บางทีก็แอบคิดถึงชีวิตฟรีแลนซ์เหมือนกันนะคะ สบายใจในอีกรูปแบบหนึ่งค่ะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องต่อของ Our Story ค่ะ ตอนแรกตั้งใจให้มันเป็นตอนเดียวจบ แต่ไป ๆ มา ๆ เราดันอยากต่อก็เลยต่อมาอีกตอนค่ะ หลังจากเจสซี่กับโฮคุโตะป๊ะกันวันนั้นแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น แนะนำว่าควรอ่านตอนก่อนหน้าค่ะ เพื่ออรรถรสและความเข้าใจในเนื้อหา ฮา

เอาเป็นว่าเชิญพบกับ Our Story ตอนที่สองได้เลยค่า

[AU One Shot – SixTONES] Our Story part 2

Pairings: Jesse x Matsumura Hokuto

.

พวกเขาได้แต่ฝัน ว่าสุดท้ายแล้วเรี่องราวระหว่างพวกเขามันจะเป็นอย่างที่พวกเขาอยากให้เป็น

 

 

 

 

 

 

 .

มัตสึมุระ โฮคุโตไม่เคยคิดว่าการที่ลิวอิส เจสซี่กลับมามีบทบาทในชีวิตของเขาอีกครั้งจะทำให้เขามีความสุขได้ขนาดนี้

หลังจากวันที่เขาได้เจอกับรุ่นพี่สมัยมัธยมอย่างบังเอิญจากการจับฉลากผู้โชคดีมาพูดคุยทำความรู้จักกันหลังจบคอนเสิร์ต เขาก็ติดต่อพูดคุยกับอีกฝ่ายเหมือนอย่างแต่ก่อน

พวกเขาแลกเบอร์โทรศัพท์กับไลน์กันในวันนั้น (ซึ่งความจริงมันผิดกฎ แต่ชายหนุ่มก็ยอมโดนผู้จัดการเทศน์เป็นการตอบแทน) แล้วโฮคุโตะก็สารภาพความจริงเรื่องทวิตเตอร์ไปเช่นกัน ผลที่ได้คือเขาโดนเขกหัวไปทีหนึ่ง ด้วยเหตุผลว่าอีกคนหมั่นไส้ ทำให้เขาโวยวายกลับไปขณะที่คนอายุมากกว่าหัวเราะสนุกสนาน

แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีเรื่องที่ยังมาคาราคาซังอยู่ในใจ 

“ทำไม รุ่นพี่ถึง…” เขาถามไม่จบ เสียงขาดหายไปเสียก่อน จริง ๆ เขาก็ไม่น่าถามนะ การที่คนตรงหน้ามาอยู่ที่นี่ได้ก็ย่อมหมายความว่าอีกคนมาดูคอนเสิร์ต… คอนเสิร์ตของเขา

“ก็… มาดูคอนเสิร์ตน่ะ… พวกนายจัดคอนได้สนุกดีนะ”

ความเงียบโรยตัวลงรอบข้าง ความอึดอัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนระหว่างพวกเขาครอบงำบรรยากาศรอบห้อง เขาไม่กล้ามองหน้าอีกคนถนัดนัก ได้แต่แอบมองสำรวจอีกฝ่ายอยู่ในใจ

ผิวสีขาวนั่นดูเข้มขึ้น เช่นเดียวกับร่างกายที่สูงและกำยำมากขึ้น ผมที่เคยย้อมเป็นสีดำเพราะกฎของโรงเรียนตอนนี้ปล่อยให้เป็นสีน้ำตาลตามธรรมชาติแบบที่แต่ก่อนโฮคุโตะจะมีโอกาสได้เห็นเฉพาะตอนปิดเทอม ขอบตาเขาร้อน นานมากแล้วที่ไม่ได้เจอกัน นานเหลือเกิน

“ไม่คิดว่ารุ่นพี่จะฟังเพลงร็อกด้วยนะครับ” เขาพยายามข่มน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมา บังคับตัวเองไม่ให้หลุดพูดความรู้สึกที่เก็บมาตลอดหลายปีออกไป

อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ แบบเดียวกับที่มักจะทำแต่ก่อนเวลาเมื่อรู้สึกขวยเขิน

“ก็ฟังบ้างมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว… แต่มาฟังจริงจังก็เพราะพวกนายเนี่ยแหละ”

ถ้าน้ำตาของเขาไหลออกมาตรงนี้ เขาคงไม่แปลกใจตัวเองเลยสักนิด

จริงอยู่ว่าวันนั้นเขาไม่ได้ร้องไห้ แต่ความรู้สึกมันยังคั่งค้างอยู่ในใจ วันนั้นเขาบอกขอบคุณอีกฝ่ายไปหลายต่อหลายครั้ง ที่เป็นแรงผลักดันให้เขามาถึงตรงนี้ได้ ที่คอยติดตามสนับสนุนพวกเขา เหลือเพียงอย่างเดียวที่โฮคุโตะไม่ได้บอก คือ เขารักเจสซี่ และมันก็ทำให้ใจเขาหน่วงมาตลอดตั้งแต่วันนั้น

โฮคุโตะเคยคิดว่าตัวเองทำใจกับความรักครั้งนี้ได้แล้ว ไม่ใช่ว่าเลิกรัก แต่เลิกหวังไปแล้ว กระทั่งวันนั้นที่พวกเขาได้กลับมาเจอกันอีก มือคีย์บอร์ดหนุ่มจึงได้รู้ว่าที่คิดมาทั้งหมด เขาแค่คิดไปเองเท่านั้น พอโอกาสที่จะได้บอกความในใจกลับมาอยู่ตรงหน้า ทั้งหัวใจและสมองก็พากันปั่นป่วนไปหมดจนเขาควบคุมแทบไม่ได้

แต่ถึงจะไม่ดีต่อใจเขาอย่างไร การได้กลับมาพูดคุยกันเหมือนเดิมก็ยังทำให้เขามีความสุขมาก ๆ อยู่ดี

“อื้อหือ หวานซะ” เสียงทักจากข้างหลังทำเอาโฮคุโตะสะดุ้งสุดตัว พับสมุดโน้ตที่จดไอเดียเนื้อเพลงเก็บแทบไม่ทัน เมื่อเขาหันไปมองก็เห็นทานากะ จูริ มือกีตาร์ของวงส่งยิ้มล้อเลียนมาให้

“ฉันแค่เขียนเนื้อเพลงเฉย ๆ นายมีปัญหาอะไร จูริ”

“เปล๊า! แค่สงสัยว่านายหายอกหักแล้วหรือไง”

“จะบ้าเหรอไง ฉันไม่เคยมีแฟน” ถึงจะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ก็เป็นความจริงที่ว่านักดนตรีสุดคูลอย่างเขาไม่เคยมีแฟนมาก่อน คงเพราะมัวแต่มองตามใครบางคนมาตั้งแต่มัธยมนั่นล่ะ

“อ้าว ไอ้เราก็นึกว่าอกหักมาตลอด ดูแต่ละเพลงที่เขียนออกมาดิ จะมีเพลงไหนมั้ยวะที่มันสมหวังกับเขาบ้าง”

“เพลงแนวนั้นพวกนายก็เขียนกันมาตลอดอยู่แล้วนี่ มันก็ต้องมีเพลงเศร้าบ้าง ไม่งั้นมันก็ไม่สมดุลกันสิ”

“เหรอออออ”

“ก็ใช่น่ะสิ”

“แล้วไม่กลัวมันไม่สมดุลกันแล้วรึไง” สุ้มเสียงรู้ทันนั่นทำเอาโฮคุโตะเริ่มหงุดหงิด ถึงภายนอกจะดูเล่นไปเรื่อยเปื่อย แต่ความจริงแล้วจูริจับความรู้สึกของคนได้เร็วมาก ไม่แปลกที่อีกคนจะพอเข้าใจอะไร ๆ ที่เขาพยายามบ่ายเบี่ยง เขาก็ชอบที่จูริเป็นแบบนี้นะ แต่บางทีเขาก็ไม่ชอบเอาเสียเลยเหมือนอย่างตอนนี้

“ก็อยากลองบ้างไม่ได้เหรอไง แล้วนี่ไม่ไปซ้อมเหรอ เดี๋ยวชินทาโร่ก็บ่นเอาหรอก”

“เออ ๆ อยากลองก็อยากลอง ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย แค่นี้หงุดหงิดไปได้” ว่าจบก็ยกมือขึ้นตบไหล่เขาสองสามทีแล้วเดินเข้าห้องซ้อมไป ปล่อยให้เขานั่งหน้ามุ่ยอยู่บนโซฟาหน้าห้องซ้อมเพียงคนเดียว มือหนาเปิดสมุดขึ้นมาดูอีกครั้งหนึ่ง กวาดสายตามองตัวหนังสือคร่าว ๆ แล้วปิดมันลงอีกรอบ

เขาคงทำตัวเหมือนเด็กหนุ่มริหัดรักมากเกินไปจริง ๆ

 .

ช่วงนี้เจสซี่อารมณ์ดีแปลก ๆ

โดยปกติเขาก็เป็นคนอารมณ์ดี ไม่ค่อยจะหงุดหงิดไม่พอใจอะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว แต่พักนี้เรียกได้ว่าไม่มีอะไรมาทำให้เขาอารมณ์เสียได้เลย แม้ว่าจะมีคนทำกาแฟเขาหกไปเกือบครึ่งแก้ว ชายหนุ่มก็พูดแค่ว่าไม่เป็นไร แล้วส่งยิ้มที่โดนเพื่อนร่วมงานแซวว่าสว่างกว่าหลอดไฟนีออนบนเพดานเสียอีก

จะไม่ให้เขาอารมณ์ดีได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่เขาอยากทำมาตลอดอย่างการได้พูดคุยกับโฮคุโตะอีกครั้งมันเป็นความจริงขึ้นมา

ทุกวันนี้พวกเขาพูดคุยแหย่กันสนุกสนาน ทั้งในทวิตเตอร์และทางโทรศัพท์ อันที่จริง ตอนแรกเขาก็ตกใจมากที่ได้รู้ว่า ForeverTONE แท้จริงแล้วคือโฮคุโตะ ไม่ได้คิดว่าไอ้สิ่งที่เขาคิดเล่น ๆ วันนั้นดันถูก แต่พอมาทบทวนดูอีกที เหมือนกันซะขนาดนั้น เขาก็ไม่ควรแปลกใจเลย

และเพื่อแก้อาการเขินเล็ก ๆ บวกกับความหมั่นไส้ เขาเลยเขกหัวอีกฝ่ายไปทีหนึ่ง และหัวเราะใส่ขณะที่คนเจ็บตัวเอามือกุมหัว ร้องโอดโอยโวยวายเสียเกินจริงทั้งที่เขาเขกเบา ๆ จนเหมือนกับเอามือวางบนหัวอีกคนมากกว่า แต่ท่าทางของโฮคุโตะกลับทำเอาคนที่หัวเราะเผลอใจกระตุกไปวูบหนึ่ง

ทั้งโฮคุโตะ ทั้งบรรยากาศ บทสนทนาระหว่างพวกเขาแทบไม่มีอะไรที่ต่างไปจากตอนมัธยมเลยสักนิด ราวกับระยะเวลาหลายปีที่ไม่ได้เจอกันไม่เคยเกิดขึ้น

วิศวกรหนุ่มตัดสินใจปล่อยให้ความสัมพันธ์ของพวกเขากลับไปเป็นแบบเดิม ถึงจะรู้สึกหนัก ๆ ในใจอยู่บ้างกับความรู้สึกของเขาที่มีต่อชายหนุ่มรุ่นน้อง แต่เจสซี่คิดว่าตัวเองดูแววตาของโฮคุโตะไม่ผิด แววตาที่แสดงความดีใจสุด ๆ ที่ได้เจอกับเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มที่ไม่อยากให้แววตานั้นหายไปจึงกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเองให้มิด และทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่แสนดีของอีกฝ่ายดังเดิม

ถ้าโฮคุโตะยังส่งยิ้มกว้างเหมือนแต่ก่อนให้เขาอยู่ จะอยู่ในสถานะไหนเขาก็ยอม

ชายหนุ่มลูกครึ่งกำลังสไลด์หน้าจอสมาร์ทโฟน ส่องทวิตไปเรื่อยเปื่อยระหว่างพักกินข้าวกลางวัน เมื่อไลน์แจ้งเตือนข้อความใหม่ เขาเปิดออกดูและอมยิ้มเมื่อเห็นว่าโฮคุโตะส่งข้อความมาชวนเขาไปกินข้าวเย็นด้วยกัน พร้อมกับไปเดินซื้อของด้วย

เมื่อหันไปมองปฏิทินบนโต๊ะทำงานที่ระบุงานต่าง ๆ ที่ต้องทำของวันนี้แล้ว รอยยิ้มที่พักนี้หุบไม่ค่อยจะลงก็ดูเหมือนจะกว้างขึ้นมากไปอีก

ชวนไปกินข้าวซื้อของแบบนี้ เหมือนกับจะชวนเขาไปเดตอย่างไรอย่างนั้น

 .

โฮคุโตะกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ขณะรอคำตอบจากเจสซี่ และเมื่ออีกคนตอบกลับมา เขาก็ยิ้มกว้างจนถ้าปากฉีกถึงรูหูก็คงไม่น่าแปลกใจ

คนอายุมากกว่าตอบตกลงเรียบร้อยแล้ว เท่านี้เขาก็มีแรงใจอัดรายการจนจบหลังจากนั่งเครียดมาตั้งแต่เช้าได้สักที

ประเด็นคือเขาอยากชวนเจสซี่ไปเที่ยว แต่ก็ไม่กล้าพูด คิดไม่ตกมาตั้งแต่เช้าจนโดนชินทาโร่ด่าเพราะเหม่อเอาบ่อย ๆ ครั้นจะปรึกษาเพื่อนร่วมวงก็ไม่น่าจะมีใครช่วยแก้ปัญหาให้ได้ ไทกะค่อนข้างจะใสซื่อกับเรื่องพวกนี้ พอกันกับชินทาโร่ที่ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยรักใครแบบคนรัก ส่วนจูริที่ดูน่าจะพึ่งเรื่องพวกนี้ได้มากสุด เขาก็ดันไม่ค่อยจะอยากให้รู้

อันที่จริงเขาก็กลัวเพื่อนจะรังเกียจอยู่ไม่น้อย ความรักแบบชาย – ชาย ไม่ใช่อะไรที่จะรับกันได้ทุกคน โฮคุโตะเองยังไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าถ้าครอบครัวของเขารู้บ้านจะแตกหรือเปล่า ถ้าเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากบอก โดยเฉพาะเมื่อคนที่เขาแอบรักมาตลอดไม่ได้คิดแบบเดียวกันกับเขาด้วย

แต่ถึงจะเลี่ยงอย่างไร สุดท้ายก็เป็นจูริที่ดูจะรู้อะไร ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้อยู่ดี

“เป็นไรวะ นั่งเหม่อมาตั้งกะเช้าแล้วเนี่ย”

“เปล่า ไม่มีอะไร” มือกีตาร์เลิกคิ้ว ก่อนจะค่อย ๆ หรี่ตาลงเหมือนเดาอะไรสักอย่างได้ แต่นั่นก็เป็นสายตาที่ทำเอาโฮคุโตะรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ เพื่อนของเขาทำหน้าอย่างนี้ทีไร แสดงว่ามันคิดเรื่องอะไรบางอย่างได้ แล้วไอ้เรื่องที่ว่าก็มักจะถูกเสมอเสียด้วย

“หรือว่ามีปัญหาเรื่องชวนคนที่แอบปิ๊งไปเดต”

“ปะ เปล่าสักหน่อย แค่คิดว่าจะชวนเพื่อนไปเที่ยวยังไงดีเฉย ๆ” พูดจบก็ตะครุบปากทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ แต่ไม่ทันแล้ว จูริส่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้เป็นที่เรียบร้อย

“โอเค เพื่อนก็เพื่อน คนเดียวกับที่แกคุยทวิตด้วยบ่อย ๆ ใช่มะ”

“เปล่า ไม่ใช่” เขาโกหก เรื่องอะไรจะยอมตกหลุมพรางอีกรอบกัน

“งั้นเหรอ ไม่ใช่สินะ” อีกฝ่ายลากเสียงยาวที่พยางค์สุดท้าย คนหัวไวอย่างจูริคงคาดเดาเรื่องเองได้อยู่แล้ว และนั่นก็ทำให้เขารู้ว่าอีกคนไม่เชื่อคำโกหกของเขาเลยสักนิด

ทีเรื่องแบบนี้ล่ะฉลาดจังนะ

“ง่าย ๆ ก็ทวิตไม่ก็ไลน์ไปถามดิวะ เห็นคุยกันอยู่ทุกวัน ถาม ๆ ไปเหอะ ไม่ต้องกลัวเขาจะไม่ตอบตกลงหรอก ถ้าคนมันจะแห้ว ถามตอนนี้หรือชาติหน้า ยังไงมันก็แห้วอยู่ดี… หรือให้ฉันพิมพ์ให้มะ”

“ไม่ต้อง ฉันจัดการเรื่องของตัวเองได้น่ะ”

“คร้าบ จัดการเรื่องของตัวเองได้ แต่นั่งเหม่อเอาเหม่อเอาตั้งแต่เช้า ชินจังจะกระโดดกัดหัวแกอยู่นั่นแล้วน่ะ” ว่าจบก็เดินจากไปให้เขาส่ายหัว ก่อนจะเปลี่ยนกุมขมับ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าประโยคก่อนหน้าจูริพูดว่าอะไร

ให้ตายเถอะ เขาตกหลุมพรางเพื่อนอีกรอบจนได้

แต่ก็ต้องขอบคุณจูริ เพราะสุดท้ายโฮคุโตะก็ตัดใจไลน์ไปถามเจสซี่จนได้ พอผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ เขาก็เลยยิ้มกว้างแบบห้ามไม่อยู่ จนลำบากต้องพยายามบังคับริมฝีปากตัวเองให้เรียบนิ่งเหมือนเดิม พร้อมกับเดินไปเข้าฉากถ่ายรายการต่อ ใจจดใจจ่อให้เลิกงานเร็ว ๆ

แต่สุดท้ายการถ่ายรายการก็เลยเวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมง โฮคุโตะแทบวิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและโกยข้าวของใส่กระเป๋าด้วยความรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาสงสัยของชินทาโร่กับไทกะ และสายตาล้อเลียนแบบไม่ปิดบังของจูริ

“ฉันไปล่ะนะ เจอกันพรุ่งนี้ที่ห้องซ้อม”

“เออ ๆ ไปเหอะ สายแล้วนี่หว่า” จูริว่ากลั้วหัวเราะ แม้ว่ามือคีย์บอร์ดหนุ่มจะมองมาอย่างเคือง ๆ ก็ตาม

“พูดมาก จูริ ไปละ” ว่าจบก็ผลุนผลันออกจากห้องพักไป ทิ้งเพื่อนร่วมวงอีกสามคนที่เหลือทันที

“มันรีบไปไหนของมัน จูริ แกรู้ใช่มั้ย” ชินทาโร่หันไปไล่เบี้ยเอากับมือกีตาร์ประจำวงที่ดูท่าจะรู้อะไรมากกว่าพวกเขา แต่คนโดนไล่เบี้ยทำเพียงยักไหล่ ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วตอบว่า

“ไปเดต”

 .

กว่าจะมาถึงที่นัดหมายก็เลยเวลานัดไปเกือบชั่วโมงแล้ว ชายหนุ่มใจเสียพอสมควร ทั้งที่เป็นฝ่ายเอ่ยปาก แล้วยังมาสายอีก ส่งไลน์หรือทวีตไปอีกคนก็ไม่มีการตอบรับกลับมา ไม่รู้ว่าจะยังรออยู่หรือโกรธเขาจนกลับไปแล้วก็ไม่รู้

เมื่อรถไฟจอดเทียบท่า เขาก็พุ่งตัวออกมาวิ่งขึ้นบันไดไปหน้าสถานีซึ่งเป็นสถานที่นัด ช่วงเวลาเย็นหลังเลิกงานแบบนี้สถานีรถไฟใต้ดินมีคนเยอะเป็นพิเศษ ยิ่งทำให้เขารีบวิ่งได้ยากขึ้นไปอีก พอหลุดพ้นกลุ่มคนมาถึงหน้าสถานีได้ เขาก็ได้แต่หอบเหนื่อย กวาดสายตาหาคนที่นัดกันไว้

โฮคุโตะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ หลังมองซ้ายมองขวาแล้วก็ยังหาร่างสูง ๆ ของหนุ่มลูกครึ่งไม่เจอ เขาสบถด่าตัวเองในใจเป็นชุด ถึงจะรู้ว่าไม่ใช่ความผิดของตัวเอง แต่เจสซี่ไม่ได้รู้เหมือนเขานี่ จะโดนโกรธก็ไม่แปลก

ขณะที่เขากำลังคิดว่าจะโทรไปหาอีกฝ่ายอีกรอบดีหรือไม่ อยู่ ๆ ก็มีอะไรเย็น ๆ มาแปะเข้าที่แก้มกลม ๆ ของเขาให้เผลอสะดุ้งสุดตัว โฮคุโตะหันขวับกลับไปมอง แล้วก็เห็นใบหน้าคมคายที่ส่งยิ้มสว่างไสวมาให้

“เหนื่อยไหม เอ้า น้ำ ซื้อมาให้ ดูสภาพสิ อย่างกับหมาหอบแดดแหนะ”

เขาบอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ คือริมฝีปากของเขาเผยยิ้มกว้างตามออกมาแม้ว่าจะยังเหนื่อยอยู่ อยากจะโผเข้าไปกอดคนอายุมากกว่า แต่ก็พยายามควบคุมตัวเองไว้ก่อน

“ขอโทษนะครับที่มาช้า รายการมันอัดนานกว่าที่คิดเอาไว้”

“เห็นทวีตแล้วล่ะ แต่พอจะพิมพ์ตอบแบตดันหมดซะก่อน ทำให้เหนื่อยเลยสิ โทษทีนะ”

เขาส่ายหน้า คนผิดเป็นเขาเองต่างหากที่มาช้า ไม่ใช่เรื่องที่เจสซี่ต้องมาขอโทษเสียหน่อย “ไม่หรอกครับ… เราไปกินข้าวกันก่อนมั้ย รุ่นพี่มีอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษรึเปล่า”

“ตามใจนายเลย ฉันกินได้หมดแหละ”

“งั้นเราไปกินข้าวหน้าปลาไหลกัน ผมมีร้านเด็ดอยู่ร้านนึงแหละ”

.

เจสซี่มองคนที่หันไปสั่งข้าวพร้อมกับพูดคุยกับเจ้าของร้านอย่างสนิทสนมพร้อมรอยยิ้ม เขาเห็นโฮคุโตะตั้งแต่ตอนที่วิ่งขึ้นมาจากบันไดสถานีรถไฟแล้ว จากสภาพคงจะเหนื่อยพอสมควร เขาเลยเดินไปกดน้ำที่ตู้มาให้ จริง ๆ ก็กะจะแกล้งอีกสักหน่อย แต่พอเห็นคนอายุน้อยกว่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ที่หาเขาไม่เจอ เขาก็เลยใจอ่อนเดินเข้าไปทัก แล้วรอยยิ้มหวานแสดงความดีใจแบบสุด ๆ ที่ได้กลับมาก็ทำให้เขารู้สึกคุ้มค่าเป็นที่สุดที่ยอมนั่งรออีกคนเป็นชั่วโมง

ตลอดทางมาถึงร้าน โฮคุโตะจับมือเขาพาเดินมาโดยตลอด ปากพูดเจื้อยแจ้วเล่านู่นเล่านี่ให้เขาฟังไม่หยุด เขาตอบรับบ้างเป็นบางที ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้ตัวว่ากำลังจับมือเขาอยู่ แต่เจสซี่ก็ปล่อยให้อีกคนเดินนำโดยไม่ทักอะไร

จากปากคำของคนนำทาง ร้านข้าวหน้าปลาไหลที่โฮคุโตะพาเขามาเป็นร้านประจำของพวก F Tone พร้อมกันนั้นคนผมดำยังโฆษณาว่าอาหารร้านนี้อร่อยอย่างนั้นอย่างนี้ชนิดที่เขาอดแซวไม่ได้ว่าได้ค่าโฆษณามาเท่าไหร่ ให้คนโดนแซวทำหน้ามุ่ย แล้วเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

หลังกินข้าวเสร็จ พวกเขาสองคนก็พากันไปซื้อของ โฮคุโตะบอกว่าอยากได้เสื้อผ้าใหม่สักชุดสองชุด พวกเขาจึงพากันไปซื้อเสื้อผ้า แล้วสุดท้ายก็ไปจบลงที่ร้านหนังสือ

“ไม่ซื้อสักเล่มเหรอ” เขาถาม แต่ก่อนเวลามาเที่ยวด้วยกันก็มักจะมาร้านหนังสือปิดท้ายเสมอ ๆ แล้วก็จะได้หนังสือกลับบ้านไปคนละเล่มสองเล่มเป็นอย่างต่ำตลอด แต่ครั้งนี้โฮคุโตะเอาแต่ดูแต่ไม่ได้เลือกเล่มใดเล่มหนึ่งเลย เขาก็อดที่จะสงสัยไม่ได้

“อยากได้หลายเล่มอยู่หรอกครับ แต่ที่บ้านมีที่ยังไม่ได้อ่านอีกตั้งหลายเล่ม บางเล่มซื้อมาจะครบปีแล้วเนี่ย”

ชายหนุ่มบ่นไปก็มองหนังสือบางเล่มไปด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์จนเขาอดขำไม่ได้ คงจะอยากได้ แต่ไม่อยากซื้อไปเก็บไว้เฉย ๆ สินะ

“งั้นก็เลือกมาสักเล่มแล้วกัน ฉันซื้อให้”

“เอ๋” คนอายุน้อยกว่าทำหน้างง ๆ ใส่เขา ให้เขาหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนเอ่ยย้ำ

“เร็ว ๆ เลือกมาเล่มนึงจะซื้อให้ หนังสือไม่ใช่ของกิน เก็บไว้เป็นปียังไงก็ไม่บูดหรอก ไว้ว่าง ๆ มีเวลาค่อยอ่านก็ได้”

“แต่ว่า…”

“ไม่มีแต่ วันนี้อารมณ์ดี ไปเลือกมาไป”

“อะ ครับ” รับคำเสร็จอีกคนก็ตรงไปหยิบมาอย่างรวดเร็ว มีเล็งไว้แล้วจริง ๆ สินะ

“ขอบคุณนะครับ รุ่นพี่” ว่าพลางส่งรอยยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวให้เขาอีกครั้ง เจสซี่ยิ้มตอบ ภาพตรงหน้าซ้อนทับกับภาพในความทรงจำเวลาเห็นอีกคนเจอหนังสือที่ถูกใจในห้องสมุดของโรงเรียนแล้วเอามาอวดให้เขาดู

น่ารักชะมัด

 .        

“ขอบคุณมากนะครับที่มาซื้อของเป็นเพื่อนวันนี้แล้วยังซื้อหนังสือให้อีก” โฮคุโตะพูดระหว่างที่พวกเขากำลังเดินไปยังบ้านของโฮคุโตะ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับบริเวณที่พวกเขาเพิ่งไปเดินซื้อของกันมา

อันที่จริงโฮคุโตะยืนยันกับเขาอย่างหนักแน่นว่าตัวเองกลับบ้านเองได้ ไม่ใช่เด็กม.ปลายที่เขาต้องคอยดูแลเหมือนแต่ก่อน เขาก็รู้ แต่เขาอยากไปส่ง อยากเห็นกับตาว่าอีกคนกลับถึงบ้านแล้วจริง ๆ

“ไม่เป็นไรหรอก นาน ๆ จะได้เจอกันสักทีนี่นา”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ แล้วลำบากรุ่นพี่มาส่งอีก” เจสซี่หัวเราะเบา ๆ เด็กตรงหน้ายังคงเป็นคนขี้เกรงใจไม่เปลี่ยน จนเขาอดยกมือขึ้นขยี้ผมอีกฝ่ายไม่ได้

“บอกแล้วว่าไม่เป็นไร ถ้าลำบากฉันไม่มาส่งหรอก นายเองเถอะ กลับบ้านคนเดียว ไม่กลัวสตอล์กเกอร์รึไง”

โฮคุโตะพยายามเอียงหัวหลบมือของเขาอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เจสซี่จะยอมรามือออกจากเส้นผมสีดำ พอเขาหยุดมือแล้ว โฮคุโตะก็เริ่มบ่นอุบอิบ

“ไม่เกี่ยวสักหน่อย ใครมันจะมาสตอล์กผมล่ะ ไม่ใช่สาวน้อยวัยมัธยมนะ”

“ฮะ ๆ ๆ นั่นสินะ โตตั้งขนาดนี้แล้วนี่นา สูงกว่าแต่ก่อนตั้งเยอะ”

“แต่ก็ยังเตี้ยกว่ารุ่นพี่อยู่ดี ทั้งที่พยายามแล้วแท้ ๆ เชียว” คนอายุมากกว่าอดขำกับท่าทางไม่พอใจของคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้ ก่อนจะพูดปลอบ

“นายเองก็สูงเกินระดับมาตรฐานไปโขแล้วนี่นา สูงเกินไปอย่างฉันบางทีก็ลำบากนะ เวลาเจอโต๊ะที่เตี้ยหน่อยก็ต้องก้มมากกว่าคนอื่น ปวดหลังจะตาย”

“ไม่ต้องมาพูดเลยครับ คนตัวสูงก็พูดได้หมดอะแหละ”

เจสซี่ยิ้มบาง พูดขึ้นลอย ๆ “ว้า โดนงอนซะแล้วสิ ต้องง้อยังไงดีเนี่ย ครั้นจะไปตัดขาทิ้งให้เตี้ยกว่าก็ทำไม่ได้ซะด้วยสิ”

ชายหนุ่มลูกครึ่งเดินนำไปก่อนจะหันหลังกลับมาหาอีกคน แล้วยกนิ้วก้อยขึ้น ยิ้มบาง

“ไม่งอนพี่นะ”

แน่ล่ะว่าคนไม่พอใจ (เจ้าตัวไม่ค่อยอยากยอมรับสักเท่าไหร่ว่าตัวเองกำลังงอน) ยิ่งโวยวายหนัก

“บอกแล้วไงว่าผมไม่ใช่สาวน้อยวัยมัธยม มางอนเงินอะไรกันล่ะครับ”

“อ้าวเหรอ เห็นขี้งอนเลยนึกว่าเด็กผู้หญิงซะอีก” เจสซี่ว่าก่อนจะหัวเราะออกมาเต็มเสียง เมื่อเห็นโฮคุโตะโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง จริง ๆ นี่ก็นับว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งของเขามาตั้งแต่ก่อนแล้ว เรื่องแกล้งโฮคุโตะน่ะขอให้บอก เขามีความสุขจะตายที่ได้เห็นอีกคนโกรธออะไรแบบนี้

เพราะมันไม่ใช่ท่าทางที่เจ้าตัวจะแสดงออกให้คนภายนอกเห็น อย่างน้อย มันก็เป็นตัวบ่งบอกว่าคนอายุน้อยกว่ายังนับว่าเขาเป็นคนใกล้ชิดอีกคนหนึ่ง

“โอ๊ย ผมไม่คุยกับพี่แล้ว อย่างนี้ทุกทีเลย ชอบแกล้งผมเนี่ย”

“อ่า ขอโทษที มันเคยชินน่ะ นายมันน่าแกล้งจะตาย”

“จูริก็เป็นเหมือนรุ่นพี่เลย ชอบแกล้งผมแบบเนี้ย สนุกกันนักเหรอฮะ แกล้งคนอื่นเนี่ย”

เจสซี่คิดว่าตัวเองเข้าใจมือกีตาร์หนุ่ม เพื่อนร่วมวงของคนตรงหน้าดี ในเมื่อโฮคุโตะน่าแกล้งซะขนาดนี้ คนขี้แกล้งอย่างพวกเขาย่อมสนุกกับการแหย่ให้อีกคนโมโหอยู่แล้ว

แต่เอาเข้าจริง เขาก็เริ่มจะหึงอีกคนขึ้นมาหน่อย ๆ แล้ว หึงทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์นั่นล่ะ

“นายเนี่ย สนิทกับจูริจังเลยนะ”

“เอาจริง ๆ พวกผมก็สนิทกันทุกคนล่ะครับ ในวงน่ะ ชินทาโร่น่ะเป็นน้องเล็ก แต่ละคนก็เลยชอบแกล้ง ยิ่งจูรินะ ชินทาโร่นี่โดนหนักเลย เป้าหมายอันดับสองก็ผมนี่แหละ ส่วนไทกะ รายนั้นก็ขี้แกล้งใช่ย่อย บางทีก็รวมหัวกับจูริแกล้งคนไปทั่ว”

เจสซี่มองเสี้ยวหน้าหนึ่งของคนเล่าที่ดูมีความสุขซึ่งมันทำให้เขามีความสุขไปด้วย ดีแล้วจริง ๆ ที่คนตรงหน้าได้ก้าวมายืนอยู่ตรงจุดนี้ ไม่สิ ดีแล้วที่พยายามก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้

“มีความสุขดีก็ดีแล้วล่ะนะ” เขาเผลอพึมพำขึ้นมาเบา ๆ แต่ก็ไม่พ้นหูของคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พวกเขาทั้งคู่ชะงักนิ่งไปกับคำพูดของเจสซี่

ถ้าเจสซี่ไม่ได้คิดไปเอง เขาคิดว่าใบหน้าของนักดนตรีหนุ่มแดงขึ้นมาหน่อย

“…นั่นสินะครับ แล้วรุ่นพี่ล่ะครับ”

“หือ”

“รุ่นพี่… ตลอดเวลาที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ มีความสุขดีรึเปล่าครับ”

คำถามย้อนกลับเรียกรอยยิ้มจากคนฟังได้เป็นอย่างดี ก่อนที่ชายหนุ่มลูกครึ่งจะตอบคำถามของรุ่นน้อง

“มีสิ ยิ่งตอนนี้ ฉันมีความสุขมากเลยล่ะ”

 .

นอนไม่หลับ

โฮคุโตะไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว โดยปกติเขามักจะนอนหลับอย่างง่ายดายเพราะเหนื่อยเพลียจากงานมาตลอด แต่วันนี้ไม่ว่าจะข่มตาลงเท่าไหร่ มันก็หลับไม่ลงสักที

ภาพของอีกคนที่ส่งยิ้มสว่างไสวมาให้พร้อมคำตอบที่เจ้าตัวคงไม่ได้คิดอะไรแต่ทำให้คนถามคิดไกลไปถึงนอกโลกยังติดอยู่ในหัว

ตอนนี้ที่เจสซี่ว่าหมายถึงช่วงนี้ หรือหมายถึงตอนที่อยู่กับเขาเมื่อครู่กันแน่

โฮคุโตะมักจะพยายามไม่คิดอะไรที่เป็นการเข้าข้างตัวเองมาตลอด ทั้งเรื่องงานและเรื่องอื่น ๆ มีบ้างแต่ก็เป็นการแซวกันขำ ๆ มากกว่าจะคิดจริงจัง แต่กับครั้งนี้ เขาอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ แม้จะรู้ว่าอีกคนอาจจะหมายถึงเรื่องอื่น ๆ ก็ตามที

สุดท้ายโฮคุโตะก็เลิกคิดที่จะนอน แล้วลุกขึ้นมาหาหนังสืออ่านแทน แต่เพราะมีเรื่องที่ยังรบกวนจิตใจอยู่ การอ่านหนังสือของเขาก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ จนเมื่อผ่านไปได้สักพัก เขาเลยตัดใจและปิดหนังสือลงไปวางที่เดิมแทน พอดีกับที่โทรศัพท์แจ้งเตือนว่ามีไลน์เข้ามา

จูริส่งข้อความมาถามเขาว่าไปเที่ยวเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบไปว่าก็ดี ทางนั้นจึงพิมพ์ต่อมาเสียยืดยาวว่าแค่ก็ดีได้อย่างไร ในเมื่ออุตส่าห์ออกปากชวนคนคนนั้นไปเดตทั้งที

เขาพิมพ์ด่ากลับไปนิดหน่อยที่อีกฝ่ายหาว่าเขากับเจสซี่ไปเดตกัน พวกเขาแค่ไปเที่ยวด้วยกันเฉย ๆ ส่วนเรื่องมีความสุขนั่น ถึงจะมีความสุขขนาดไหนเขาก็ยังค้างคาใจกับคำตอบที่ดูจะกำกวมเกินไปนั่นอยู่ดี เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่อยากนับว่ามีความสุขมากหรอก

จูริไม่ตอบอะไร เขาก็ตัดสินใจวางโทรศัพท์ลง เตรียมตัวกลับไปข่มตาหลับตามเดิมเมื่อคนที่เพิ่งไลน์คุยกันโทรกลับมาแทน

“มีอะไรจูริ ดึกดื่น คนจะหลับจะนอน”

//ไม่ จนกว่าฉันจะได้รู้ความจริงก่อน//

“ความจริงอะไร”

//สารภาพรักไปรึยัง//

“หา?” โฮคุโตะถึงกับร้องออกมา สารภาพรักบ้าอะไรกันล่ะ หมอนี่ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนกัน

“สารภาพรักอะไร ไม่มีหรอก”

//ไรว้า ไอ้เราก็นึกว่าไปเที่ยวด้วยกันแล้วจะมีเรื่องให้กุ๊งกิ๊งมุ้งมิ้งกันสักหน่อย อย่างน้อย ๆ ก็ต้องสารภาพรักเซ่ นี่รักก็ไม่บอก น่าเบื่อ//

“เรื่องของฉันน่า… ทำอย่างกับว่ามันพูดได้ง่าย ๆ ที่ไหนกัน” ประโยคสุดท้ายมือคีย์บอร์ดหนุ่มได้แต่พึมพำเบา ๆ ตลอดเวลาที่ไปเดินเที่ยวด้วยกัน เขาเกือบจะหลุดพูดมันออกมาหลายครั้งแล้ว แต่เมื่อนึกถึงว่าอีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่ที่ยังคงใจดีกับเขาเหมือนเดิมทั้งที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี ได้เท่านี้ก็ดีมากเท่าไหร่แล้ว ถ้าเขาบอกไปดีไม่ดีแค่หน้าจะมองกันติดหรือเปล่าก็ไม่รู้

//คำว่ารักมันพูดไม่ยากหรอก แต่นี่คงเอาแต่คิดมากอะดิ ไม่ได้เรื่องเล้ย//

“เออ ๆ ใครมันจะไปช่ำชองเรื่องรักใคร่มากเท่าทานากะ จูริ ชายหนุ่มสุดฮอตกันล่ะ”

//ไม่ต้องประชด รู้ ๆ กันอยู่ว่าฉันรักจริงหวังแต่งกับแฟนฉันเท่านั้นเว้ย” นานะ แฟนสาวจูริเป็นหญิงสาวหน้าตาน่ารัก ไม่ได้สวยโดดเด่นอะไรแต่มองได้เพลินตา จริงใจ และร่าเริง ทั้งคู่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมที่เรียนห้องเดียวกัน แอบชอบกันมานาน พอจูริได้เดบิวต์จึงได้ตกลงปลงใจเป็นแฟนกัน และจูริก็ไม่คิดจะปิดบังจากสาธารณชนเลยสักนิด กลับเป็นนานะเสียอีกที่เป็นห่วงแฟนคลับของจูริอย่างเห็นได้ชัด จนเหล่าแฟนเพลงของวงต่างก็นับถือนานะเป็นพี่สาวกันไปหมดแล้ว

“รู้แล้ว ลองไปมีคนอื่นสิ พ่อนานะเอาตาย” ซากามัตสึเป็นคนที่หวงลูกสาวมาก ยิ่งกับภาพลักษณ์ของจูริที่เป็นนักดนตรีหนุ่มดูเจ้าสำราญปนเจ้าชู้ก็ยิ่งหวง กว่าจูริจะได้รับอนุญาตให้คบกับนานะได้ก็ต้องฝ่าด่านพ่อตา พิสูจน์ตัวเองแทบกระอักเลือด รวมไปถึงเรื่องเดบิวต์ด้วย แต่เจ้าตัวก็บอกว่ายินดีทำ ถ้าจะทำให้ตนเองได้คบกับนานะได้

โฮคุโตะนับถือจูริในเรื่องนี้มาโดยตลอดแม้จะไม่เคยพูดออกมาก็ตาม เขานับถือความมุ่งมั่นที่จะสร้างพื้นที่ที่จะได้อยู่ร่วมกันกับคนที่รักได้อย่างสบายใจ นับถือความตรงไปตรงมาต่อความรู้สึกของตัวเอง ต่างกับโฮคุโตะที่ทำแบบนั้นไม่ได้เลยสักอย่างเดียว

//รู้ก็ดี แต่ถึงซากามัตสึซังไม่เอาฉันตาย ฉันก็ไม่ไปไหนหรอก รักไปแล้วนี่… ฉันอยากให้นายสารภาพรักไปจริง ๆ นะ ตั้งแต่รู้จักกันมา เพิ่งจะเห็นนายมีความสุขสุด ๆ ก็ช่วงนี้แหละ แม้แต่พวกไทกะยังบอกเลย แล้วไม่ต้องเครียดเรื่องที่ชอบผู้ชายด้วยกันเลยนะ พวกฉันไม่รังเกียจหรอกถ้านายมีความสุขน่ะ//

ชายหนุ่มยิ้มบางกับคำพูดของเพื่อน นึกโชคดีที่ตัวเองมีเพื่อนสนิทที่ควบตำแหน่งเพื่อนร่วมวงที่เป็นห่วงและพร้อมที่จะยอมรับตัวตนของเขาทุกอย่าง

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ได้แค่นี้ก็ดีมากแล้วล่ะ”

//เหย มักน้อย//

“ก็จริงนี่นา นี่มันมากกว่าที่เคยคิดเอาไว้ตั้งเยอะแล้ว” เทียบกับก่อนหน้านี้ที่ห่างหายกันไปเป็นปี ๆ บรรยากาศแบบนี้เรียกได้ว่ายิ่งกว่าฝันเสียอีก

//เอาเหอะ ฉันคงไปบังคับอะไรนายไม่ได้หรอก แต่บางทีเขาอาจจะชอบนายเหมือนกันก็ได้นะเว้ย ไม่มีอะไรพอจะบอกได้บ้างเลยเหรอ//

เพราะจูริทักขึ้นมา โฮคุโตะจึงกลับไปนึกถึงคำพูดของเจสซี่อีกครั้งหนึ่ง ใบหน้าร้อนแดงอย่างห้ามไม่อยู่ แล้วก็เผลอเงียบไป

//เฮ้ย ยังอยู่มั้ยเนี่ย เงียบไปแบบนี้แสดงว่ามีใช่มะ//

“ฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้” เขาพูดช้า ๆ อย่างระมัดระวัง พยายามข่มใจไม่เข้าข้างตัวเองมากเกินไป

//เล่ามา ๆ//

โฮคุโตะตัดสินใจเล่าบทสนทนาเมื่อตอนหัวค่ำให้อีกคนฟัง จูริที่พอได้ฟังก็ส่งเสียงหัวเราะดังลั่นผ่านหูโทรศัพท์จนร่างสูงอดคิดไม่ได้ว่าตนเองคิดถูกหรือผิดที่เล่าให้เพื่อนฟัง

//แบบนี้มีโอกาสอยู่นะเว้ย สารภาพรักไปเลยยยยยยย//

“เดี๋ยวสิ เขาก็คงห่วงเพราะเห็นฉันเป็นน้องนั่นล่ะ”

//ไม่ลองไม่รู้เว้ย ถ้าไม่ใช่ ถึงจะไม่แห้วตอนนี้ ต่อไปก็ต้องแห้วอยู่ดี แต่ถ้าใช่ขึ้นมา ก็ลงล็อคเป๊ะ ไม่ต้องคิดมากต่อไง//

ชายหนุ่มถอนหายใจใส่โทรศัพท์ก่อนจะแย้งเพื่อน “ก็บอกแล้วไง ว่ามันพูดได้ง่าย ๆ ที่ไหนกันล่ะ”

โฮคุโตะได้ยินปลายสายถอนหายใจคืนกลับมา ก่อนที่คนมีแฟนจะพูดขึ้น

//รู้มั้ย ตอนที่ฉันไปสารภาพรักกับนานะ ฉันกังวลแทบบ้าเลยล่ะ ภาพลักษณ์เถื่อน ๆ แถมยังเป็นแค่เด็กฝึกในค่ายไอดอลอีก ฉันมีดีอะไรพอจะไปบอกชอบเขาได้วะ ถึงจะเป็นเพื่อนกันมานาน แต่การเป็นคนรักมันต่างกับการเป็นเพื่อน ใคร ๆ ก็อยากมีแฟนที่สามารถเอาไปอวดใครเขาได้ใช่มั้ยล่ะ แล้วน้ำหน้าอย่างฉันเนี่ยจะเอาไปอวดใครได้//

โฮคุโตะนิ่งเงียบแม้ว่าในใจจะนึกอยากเถียงก็ตาม จูริมีอะไรดี ๆ ในตัวมากมาย ถึงแม้ว่าดูเผิน ๆ แล้วอาจจะเป็นคนลอยชายไปเรื่อยเปื่อย แต่กลับเป็นคนมีความสามารถมากมาย ละเอียดอ่อน จริงจังกับงาน และขยันสร้างรอยยิ้มให้กับคนรอบตัว คนที่ดูเหมือนจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นคนนี้กลับคิดมากกว่าที่เขาเคยคิด

//แต่สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจสารภาพรักไป ตอนที่กำลังจะพูดนะ โคตรฟุ้งซ่านเลย คิดบ้าบอคอแตกอยู่ในหัวจนเกือบพูดไม่ออก แต่พอได้พูดออกไปแล้ว ได้เห็นปฏิกิริยาตอบรับของยัยนั่น มันโคตรโล่ง โคตรสบายใจ แล้วก็มีความสุขสุด ๆ เลย เชื่อมั้ยว่าตอนนั้นฉันร้องไห้ด้วยซ้ำ//

นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่มือคีย์บอร์ดหนุ่มไม่รู้มาก่อน แต่ถึงจะตกใจอย่างไร เขาก็ยังคงเงียบและตั้งใจฟังสิ่งที่เพื่อนกำลังจะพูดต่ออยู่ดี

//เชื่อฉันเหอะ บอกเขาไปซะ ฉันไม่ได้รู้เรื่องระหว่างนายกับเขาหรอกว่าเคยมีอะไรกันมาก่อน แต่ถ้าถามฉัน ฉันอยากให้นายพูดไปนะ มันโล่งมากจริง ๆ ถึงมันจะผิดหวังแต่ฉันว่าอย่างน้อยเขาก็ได้รับรู้ แล้วนายก็จะได้รู้ความรู้สึกจริง ๆ ของเขาด้วย ถ้าเขาเห็นนายเป็นน้องจริง ๆ แม้จะไม่ได้ชอบ เขาก็จะไม่รังเกียจ ไม่ตีตัวออกห่างจากนาย ฉันเชื่ออย่างนั้นนะ//

จูริวางสายไปนานแล้ว แต่โฮคุโตะยังคงนอนไม่หลับเช่นเดิม เพียงแต่คราวนี้สิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของเขาไม่ใช่คำพูดของเจสซี่แล้ว แต่เป็นคำพูดของเพื่อนร่วมวงที่เล่าประสบการณ์ความรักให้ฟังแทน

โฮคุโตะไม่รู้แล้วว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรต่อ เขารู้สึกว่าตัวเองมีเรื่องที่ต้องกังวลมากมาย อีกฝ่ายจะคิดอย่างไรกับเขา ถ้าหากไม่ได้ชอบเขาจะรังเกียจเขาไหม หรือคนภายนอกจะมองอย่างไร ถึงจูริจะบอกเขาแบบนั้น แต่เขาก็ยังคงคิดไม่ตกอยู่ดี

.         

เช้าวันรุ่งขึ้น โฮคุโตะเดินทางมาถึงห้องซ้อมด้วยสภาพอิดโรยเพราะอดนอน ชายหนุ่มอ้าปากหาวนับครั้งไม่ถ้วนพร้อมซุ่มซ่ามเดินเตะโน่นชนนี่ กดคีย์พลาดตลอดทั้งวันด้วยความเบลอ

“ง่วงก็ไปนอนไป๊ มาทำหน้ามึนอะไรแถวนี้” ชินทาโร่ว่าพลางเอาไม้กลองเคาะหัวคนอายุมากกว่าไปทีหนึ่ง โดยคนโดนก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร เพียงแต่เอ่ยขอโทษอย่างขอไปที แล้วหันไปล้มตัวลงนอนบนโซฟาเพื่องีบหลับระหว่างพัก

จูริที่เห็นสภาพโทรมจนหมดเค้าความเป็นหนุ่มหล่อของเพื่อนแล้วได้แต่ส่ายหน้า ท่าทางว่าที่เขาอุตส่าห์พูดไปเมื่อวานคงจะไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้นเลยสักนิด ชายหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ ๆ ร่างที่ขดอยู่บนโซฟาแล้วเอ่ยปากถาม

“โอเคไหมเนี่ย โฮคุโตะ”

“โอเค แค่ง่วง”

“คิดมากเรื่องเมื่อคืน?”

“อือ คิด”

คำตอบสั้น ๆ จากคนที่ซุกหน้าเข้ากับโซฟาเรียกรอยยิ้มขำขันจากคนเป็นเพื่อนได้เป็นอย่างดี ต่อให้พยายามปลอบขนาดไหน คนคิดมากก็ยังคงเป็นคนคิดมากอยู่ดีสินะ

“เอาเถอะ ๆ นอนไป เดี๋ยวเริ่มซ้อมต่อแล้วจะเรียก”

“ขอบคุณ”

ชายหนุ่มเดินกลับไปคุยเล่นกับเพื่อนอีกสองคน พลางคิดในใจว่าจะหาทางช่วยหัวหน้าวงจอมคิดมากให้ได้มีความสุขกับเขาจริง ๆ อย่างไรดี

 .

เจสซี่ตกใจมากที่จู่ ๆ ทวิตเตอร์ออฟฟิเชียลของจูริก็ส่งข้อความมาหาเขา ต่อให้โฮคุโตะบอกเรื่องของเขากับเพื่อนร่วมวง มือกีตาร์หนุ่มก็ไม่น่าจะมีเรื่องที่ต้องคุยกับเขาต่อหน้าเป็นการส่วนตัวเหมือนที่ระบุมาในข้อความ

หรือเขาจะโดนแกล้งอยู่

แต่เมื่อเขาคิดไปคิดมา อีกฝ่ายก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องแกล้งเขาอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นอีกความเป็นไปได้คือโฮคุโตะกำลังมีปัญหา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจตอบตกลงไปพบกับอีกฝ่ายในอีกสามวันให้หลังซึ่งเป็นวันนี้

สถานที่ที่จูริเลือกไว้คือร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่มีลูกค้าไม่มากแต่ให้บรรยากาศสงบเงียบ เหมาะกับการพูดคุยเป็นการส่วนตัว เมื่อดูจากการตกแต่งของร้านแล้วคาดว่าตอนกลางคืนที่นี่คงแปรสภาพเป็นบาร์สำหรับนักดื่มที่มีการบรรเลงดนตรีสดซึ่งคนเสนอแนะนำไว้ว่าขนมเค้กที่นี่อร่อยมาก ส่วนบาร์เทนเดอร์ตอนกลางคืนก็ชงเหล้าประเภทต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

ชายหนุ่มลูกครึ่งมาถึงก่อนเวลานัดประมาณสิบห้านาทีและเลือกนั่งคอยบริเวณริมหน้าต่างซึ่งสามารถมองเห็นโลกภายนอกได้ชัดเจน เขาสั่งลาเต้ร้อนมานั่งจิบรอ พลางตอบทวิตของโฮคุโตะ

เขาแปลกใจเล็กน้อยเพราะคนอายุน้อยกว่ายังพูดคุยกับเขาเหมือนปกติ เมื่อมีเวลาว่างตรงกันอีกฝ่ายก็โทรหาเขา ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่ากำลังมีปัญหาเลยสักนิด แต่บางทีอาจจะปิดบังเขาเอาไว้ก็ได้

รอไม่นานจูริก็มาถึง หลังจากสั่งกาแฟและทักทายกันเล็กน้อย เจสซี่กับจูริก็เริ่มคุยกัน โดยปกติแล้วต่างก็เป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายอยู่แล้ว ทั้งสองคนจึงสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว

“รู้จักกับโฮคุโตะมานานแล้วเหรอครับ”

“ใช่ ตั้งแต่สมัยมัธยมแล้วน่ะ”

“เห นานมากเลยอะ เห็นตั้งแต่หลังมีตติ้งมานี่ หมอนั่นชอบพูดถึงพี่บ่อย ๆ ผมก็เลยอยากรู้จักบ้าง คงไม่เป็นไรใช่ไหมครับ”

“ไม่หรอก แต่ว่า.. โฮคุโตะไม่ได้มีปัญหาอะไรใช่ไหม”

“ครับ?”

“คือ ฉันแค่คิดว่าปกติแล้วพวกนายไม่น่าจะอยากรู้จักฉันขนาดนั้น ก็เลยแอบคิดอยู่นิดหน่อยน่ะ ว่าโฮคุโตะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เด็กคนนั้นยิ่งเป็นคนชอบคิดมากแล้วยังเอาแต่เก็บปัญหาไว้กับตัวด้วย” เจสซี่พูด ถึงจะนั่งคุยกันมาสักพักแล้ว เขาก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นักว่าจูริแค่อยากรู้จักเขาจริง ๆ ดังนั้นการถามไปตรง ๆ อาจจะทำให้อีกคนเข้าประเด็นได้เร็วกว่านี้ก็ได้

ดวงตาของจูริพราวระยับขึ้นทันทีที่เขาพูดจบ อีกฝ่ายรีบพูดขึ้นมาทันที

“มีครับพี่ หมอนั่นน่ะมีเรื่องที่ทำให้คิดมากอยู่แต่ไม่ยอมบอก เนี่ย พวกผมน่ะง้างปากมันแทบตาย มันก็ไม่พูด จนตอนนี้พวกผมจนปัญญาแล้วล่ะครับ อันที่จริงเรื่องที่ผมอยากคุยกับพี่ก็เรื่องนี้แหละ”

นั่นปะไร นิสัยของโฮคุโตะคาดเดาไม่ยากเลยสักนิด

“แล้วพอจะจับทางได้ไหมว่าเป็นเรื่องอะไร” เจสซี่ถาม แล้วคำตอบที่ได้รับก็ทำเอาเขาเกือบสำลักกาแฟที่เพิ่งจิบไป

“เหมือนจะเป็นเรื่องหัวใจน่ะครับ”

“ห๊า”

“จริง ๆ นะพี่ เหมือนหมอนั่นไปแอบชอบใครสักคนอยู่ พักนี้นะ โฮคุโตะชอบเอาแต่นั่งเศร้ามองโทรศัพท์แล้วก็ถอนหายใจ บางทีก็เหม่อเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยิน บางวันนี่มาซ้อมด้วยสภาพเหมือนไม่ได้นอนด้วยแถมยังทำท่าเหมือนจะร้องไห้ได้ทุกเมื่ออีกต่างหาก” เอาจริงแล้ว ที่จูริพูดมาทั้งหมดนั่นควรจะต้องหักลบไปสักสิบส่วนได้ เพราะความจริงแล้ว ถึงโฮคุโตะจะมีสภาพแบบไม่ได้นอนมาซ้อมจริง ก็ไม่ได้มีท่าทางเหมือนน้ำตาจะไหลได้ทุกเมื่ออย่างที่นักดนตรีหนุ่มอ้าง แต่เพื่อให้เจสซี่เชื่ออย่างสนิทใจ จูริก็เลือกที่จะพูดให้มันดูน่าเป็นห่วงสุด ๆ ไว้ก่อน

“แล้ว… รู้กันได้ยังไงน่ะว่าเป็นเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ บางทีอาจจะเป็นเรื่องอื่นก็ได้นะ”

“โห พี่ไม่ได้เห็นตอนมีคนโทรมาหาหมอนั่น ตอนเพื่อนหรือพ่อแม่โทรมาก็ดูปกตินะ แต่มันจะมีอยู่คนที่พอหมอนั่นรับโทรศัพท์แล้วโคตรจะร่าเริงเลย ยิ้มอารมณ์ดีอย่างกับคนบ้า วันไหนไม่ได้คุยกับคนคนนั้นนะ ซึมกะทืออย่างกะท่อนไม้ แถมเสียงริงโทนยังตั้งแยกเป็นพิเศษอีกต่างหาก ขนาดพ่อแม่มันยังไม่ทำขนาดนี้เลย”

ชายหนุ่มร่างสูงฟังที่เพื่อนร่วมวงของโฮคุโตะพูดเงียบ ๆ ท่าทางว่ามือคีย์บอร์ดหนุ่มคงจะกำลังแอบชอบใครสักคนอยู่จริง ๆ เพียงแต่ว่า คนคนนั้นเป็นใครกัน

“เห็นมั้ยล่ะพี่ ว่าหมอนี่มันไปมีความรักกับใครที่ไหนแน่นอน แต่ประเด็นคือพวกผมก็ไม่รู้เนี่ยแหละว่าใคร ไม่งั้นจะได้ช่วยสนับสนุนมันได้ ผมเลยอยากขอให้พี่ช่วย”

เจสซี่ฝืนกลืนน้ำลายลงคอไปทีหนึ่ง พยายามปิดบังความรู้สึกเจ็บในใจแล้วยกยิ้ม เอ่ยถามคนรุ่นน้อง

“แล้วจะให้ฉันช่วยยังไงล่ะ ไปถามเหรอว่าโฮคุโตะแอบชอบใครอยู่”

“ใช่เลยครับ ผมรบกวนหน่อยนะพี่ เห็นมันออกอาการแบบนั้นแล้วก็เป็นห่วงอะ”

“ได้สิ เดี๋ยวจะลองถาม ๆ ให้ดูนะ… เอ่อ เดี๋ยวฉันมีงานต่อน่ะ คงต้องไปแล้ว ขอโทษด้วยนะที่ไม่ได้อยู่คุยต่อ” เจสซี่ปด ความจริงแล้ววันนี้เป็นวันหยุดของเขา แต่เขาไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเก็บอารมณ์ต่อไปได้เลยเลี่ยงออกมาก่อน

จูริยิ้มกว้าง บอกกับเขาว่าไม่เป็นไร แล้วย้ำกับเขาอีกครั้งว่าอย่าลืมเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามโฮคุโตะให้ด้วย หลังจากจ่ายเงิน เจสซี่ก็ตรงดิ่งออกจากร้านทันที แล้วเขาก็โบกรถแท็กซี่กลับบ้าน

ตอนนี้ในหัวของวิศวกรหนุ่มปั่นป่วนไปหมดด้วยคำถามที่ว่าคนคนนั้นเป็นใคร เจอกันได้อย่างไร แล้วโฮคุโตะเริ่มตกหลุมรักตั้งแต่เมื่อไหร่

จริง ๆ เจสซี่ควรทำใจเรื่องนี้ได้ตั้งนานแล้ว เขากับโฮคุโตะไม่ได้เจอกันมานานหลายปี ถึงจะยังพูดคุยกันได้เหมือนเดิม ก็ไม่ได้หมายความว่าช่องว่างจะถูกถมจนเต็มรวดเดียว เขาไม่รู้และคนอายุน้อยกว่าก็ไม่เคยบอกว่าตลอดเวลาที่ห่างหายกันไป เกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าโฮคุโตะจะแอบชอบใครสักคนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เขาต่างหากที่แปลกที่เผลอคิดไปว่าคนที่ยังเป็นเด็กจะยังเด็กเหมือนในความทรงจำ

ชายหนุ่มพยายามข่มน้ำตาที่ทำท่าจะไหลออกมาได้ทุกเมื่อให้ย้อนกลับเข้าไป ย้ำกับตัวเองว่าห่างกันไปตั้งนาน อีกคนยังเห็นเขาเป็นพี่ชายเหมือนแต่ก่อนก็ดีเท่าไหร่แล้ว เขาไม่ควรเจ็บอีกในเมื่อเรื่องราวระหว่างพวกเขาไม่มีอะไรมากไปกว่าความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง

ในเมื่อเรื่องราวระหว่างพวกเขาไม่เคยมีอะไรมากเกินไปกว่านั้น

หลายวันต่อมาเจสซี่ก็ยังหาโอกาสถามถึงคนที่โฮคุโตะแอบชอบไม่ได้อยู่ดี จริง ๆ คำว่าหาโอกาสไม่ได้อาจจะเป็นแค่ข้อแก้ตัวของเขาเท่านั้น เพราะถึงอย่างไร เจสซี่ก็ยังอดรู้สึกแย่ไม่ได้อยู่ดี

“เป็นอะไรไปน่ะ ดูเงียบ ๆ ไปนะ” เสียงทักทำให้เขาเงยหน้าจากชามราเมงที่แทบไม่พร่องลงไปเท่าไหร่ของตัวเองขึ้นมามองหน้าเพื่อนสนิทสองคนที่ส่งสายตาเป็นห่วงมาให้

“โอเครึเปล่าวะ เจสซี่ มีอะไรก็บอกพวกฉันได้นะเว้ย” คิชิ ยูตะ ชายหนุ่มที่เพิ่งฟื้นจากอาการอกหักว่า ตามด้วยโคจิ ยูโกะที่พยักหน้ารับเป็นเชิงเห็นด้วย

“นั่นดิ ทุกข์ใจอะไรก็บอก หรืออกหักอีกคน” คำแซวของยูโกะเรียกเสียงโวยวายจากคนที่โดนแฟนทิ้งไปไม่นาน และเรียกรอยยิ้มเซียว ๆ จากเจสซี่ได้บ้าง ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากยอมรับกับเพื่อน

“อือ อกหัก”

“หา” คนฟังเผลอร้องเสียงดังลั่นร้านจนเจ้าของร้านหันมามองด้วยสายตาดุ ๆ ให้คนเสียงดังต้องก้มหัวขอโทษกันปลก ๆ แล้วเริ่มคาดคั้นชายหนุ่มลูกครึ่งทันที

“หมายความว่ายังไง อกหักได้ยังไง ใครทำแกอกหัก”

คงเพราะข้างในมันรู้สึกแย่เต็มทน เจสซี่จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟัง ทำเอาคนที่เพิ่งได้รู้ความจริงทั้งสองคนได้แต่นั่งมองหน้ากันอ้ำอึ้งอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี

เจสซี่คิดว่าตัวเองเข้าใจเพื่อนทั้งสองคนอยู่ ยูโกะกับยูตะรู้ดีเรื่องที่เขาชอบ F Tone โดยเฉพาะมือคีย์บอร์ดของวง แต่ทั้งคู่เข้าใจมาตลอดว่าเป็นเพียงความชอบธรรมดา ไม่ได้คิดว่าเขาจะรักอีกฝ่ายมาตั้งแต่ก่อนจะเข้าวงการบันเทิงเสียอีก พอได้รู้ความจริงเลยตกตะลึงกันพอสมควร

“จริงเหรอเนี่ย ให้ตายสิ ฉันก็นึกว่านายแค่ชอบแบบชื่นชมทั่วไป” ยูตะพูดเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่อยากเชื่อ

“นั่นสิ ฟังแล้วฉันโคตรนับถือนายเลยที่รักมั่นคงมาได้นานขนาดนี้ เป็นฉันนะ ป่านนี้มีเปลี่ยนแฟนไปไม่รู้กี่คนแล้ว”

เจสซี่หัวเราะเบา ๆ เขาเองก็ไม่อยากเชื่อเช่นกัน แต่เขารักโฮคุโตะมานานมากแล้วจริง ๆ ยิ่งได้กลับมาเจอกันอีกยิ่งรักมากขึ้นจนอดคิดไม่ได้ว่าชาตินี้ เขาคงจะรักคนอื่นไม่ได้อีกแล้ว

“แล้วนาย… จะทำยังไงต่อล่ะ”

“ก็คงช่วยจูริคุงล่ะมั้ง ฉันอยากเห็นเด็กคนนั้นมีความสุขนี่นา จะทำอะไรได้มากกว่านี้กันล่ะ”

“แล้วไม่คิดจะลองสารภาพรักไปดูบ้างเหรอ” คำถามของยูโกะทำให้มือหนาที่กำลังจะยกน้ำขึ้นดื่มชะงักไป ชายหนุ่มขยับยิ้มบางก่อนเอ่ยตอบ

“ก็เคยคิดนะ แต่พอมองหลาย ๆ มุมแล้วก็คิดว่าไม่พูดไปน่าจะดีกว่า โฮคุโตะเองก็จะได้ไม่ลำบากใจด้วย”

“ทำไมนายถึงคิดว่าโฮคุโตะคุงจะลำบากใจล่ะ ไม่คิดว่าโฮคุโตะคุงจะชอบนายบ้างเหมือนกันเหรอ” ยูตะว่า

คนอื่นอาจจะคิดแบบนั้น แต่สำหรับเจสซี่ที่อยู่ด้วยกันกับอีกฝ่ายมานาน เขาค่อนข้างมั่นใจว่าโฮคุโตะไม่ได้ชอบผู้ชาย แถมยังไม่เคยแสดงท่าทีอะไรสักนิดว่าอาจจะมีใจให้ เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะรักเขาเหมือนกันน่ะเป็นไปไม่ได้

“ไม่มีทางหรอก เด็กคนนั้นก็แค่เห็นฉันเป็นพี่ชายเท่านั้นแหละ”

บางทีลิวอิส เจสซี่อาจจะเกิดมาเพื่อรักมัตสึมุระ โฮคุโตะโดยไม่มีความหวังใด ๆ เลยก็ได้

 .

“เมื่อวานฉันเพิ่งไปคุยกับพี่เจสซี่มา ฉันว่าเขารักนายนะ”

คำบอกเล่าของจูริทำเอาโฮคุโตะนึกอยากลุกขึ้นมาพ่นไฟ กระทืบเท้า พังตึกเหมือนก็อตซิลล่า โดยมีเหยื่อรายแรกเป็นเพื่อนตัวผอมโทษฐานที่หาเรื่องมาให้เขาคิดมากหนักกว่าเดิม

เพื่อนร่วมวงของชายหนุ่มแอบเอามือถือของเขาไปส่องหาทวิตเตอร์ของเจสซี่ตอนที่เขาเพลียหลับไปวันนั้น แล้วนัดร่างสูงออกไปพูดคุยกัน จูริบอกเขาว่าสายตาของเจสซี่ตอนที่รู้เขากำลังป่วยเป็นไข้ใจมันชี้ชัดว่าวิศวกรลูกครึ่งกำลังรักเขาอยู่ มือกีตาร์หนุ่มบอกว่าตัวเองอ่านสายตาคนคนนั้นไม่ผิด นั่นเป็นสายตาของคนที่รักแต่ไม่มีความหวัง หรืออาจจะเลิกหวังไปแล้ว พร้อมทั้งตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่าบางทีเจสซี่อาจจะรักเขามาตั้งแต่สมัยมัธยมแล้วก็ได้

รัก เป็นคำที่จูริเลือกใช้ แต่แค่ ชอบ โฮคุโตะยังว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย แล้วเจสซี่จะ รัก เขาได้อย่างไร

เขาเลือกที่จะไม่เชื่อสิ่งที่จูริพูด แล้วพยายามบอกปัดเสียงที่คอยตะแง้ว ๆ ให้เขาไปสารภาพรักสักทีออกไป แต่ถึงอย่างนั้น ลึก ๆ แล้ว นักดนตรีหนุ่มก็รู้ดีว่าจูริเป็นคนละเอียดอ่อนมาก อย่างน้อยก็มากพอที่จะจับสังเกตความรู้สึกต่าง ๆ จากดวงตาของคู่สนทนาได้ดี

ใช่ว่าจูริจะยอมให้เขายอมแพ้ง่าย ๆ เจ้าตัวเล่าเรื่องทุกอย่างให้ไทกะกับชินทาโร่ฟัง แล้วดึงสองคนนั้นไปเป็นพวกช่วยกันเกลี้ยกล่อมแกมบังคับให้เขาบอกรักคนอายุมากกว่าให้ได้ซึ่งเขาก็พยายามทำเมินทุกครั้งที่ใครคนใดคนหนึ่งเริ่มพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่นับตัวต้นเหตุที่เชื่อที่จูริพูดจนถึงกับมาถามไถ่เอาจากเขา ยังดีที่รุ่นพี่สมัยมัธยมคนนั้นยอมเลิกราเมื่อเห็นว่าเขาไม่อยากพูดถึงว่ากำลังแอบชอบใครอยู่ เพราะเขาคงไม่มีวันกล้าพูดออกไปแน่ ๆ ว่าคนที่เขาชอบคือเจสซี่นั่นแหละ

“ฉันสงสัยจริง ๆ ว่านายกลัวอะไรอยู่ จูริมันก็อุตส่าห์ไปพิสูจน์มาให้แล้ว” ไทกะถามขึ้นหลังจากทนเกลี้ยกล่อมโฮคุโตะอยู่นานแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

“ก็หลายอย่างอยู่นะ”

“โอ๊ย ฟังฉันนะเว้ย โฮคุโตะ ฉันจะพูดเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้านายเอาแต่ปอดแหกอยู่แบบนี้ เกิดลิวอิสซังเขาเปลี่ยนใจไปชอบคนอื่นขึ้นมา คราวนี้นายอกหักจริง ๆ แน่ ไป-สารภาพ-รัก-ซะ เข้าใจไหม!!”

มือคีย์บอร์ดควบนักแสดงหนุ่มรู้ตัวดีว่าตัวเองเอาแต่ทำตัวงี่เง่า กลัวนั่นกลัวนี่ ไม่ยอมพูดออกไปสักทีจนเพื่อนเบื่อ แต่ของแบบนี้มันต้องให้เวลาเขาอีกหน่อย ให้เวลาเขาทำใจอีกสักนิด เผื่อคนในความฝันของเขาไม่ได้ชอบเขาจริง ๆ เขาจะได้ไม่ล้ม อย่างน้อย ๆ ก็ต้องไม่ล้มต่อหน้าคนคนนั้น

เขารั้งรอประวิงเวลาไปเรื่อยจนกระทั่งเจสซี่ส่งไลน์มาชวนเขาไปกินข้าวที่อพาร์ทเมนต์ของอีกฝ่าย

คนอายุมากกว่าบอกว่าอยากทำหม้อไฟกินเองจึงหาเพื่อนไปนั่งกินด้วยกัน นอกจากโฮคุโตะแล้วก็มีเพื่อนของเจ้าตัวอีกสองคน

โฮคุโตะค่อนข้างคิดหนักกับคำชวนนี้ ส่วนหนึ่งเพราะมีเพื่อนของเจสซี่ที่เขามักได้ยินชื่อบ่อย ๆ แต่ไม่รู้จักมาก่อน เขาเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ยากมาก ไม่รู้ว่าจะไปทำให้บรรยากาศมันกร่อยหรือเปล่า และอีกส่วนซึ่งเป็นส่วนสำคัญ คือ การสารภาพรักที่เขายังโดนเพื่อนร่วมวงกดดันอยู่เนือง ๆ

แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ตอบตกลงไป ทำให้ตอนนี้เขาได้มายืนรอหน้าประตูห้องพักของชายหนุ่มลูกครึ่งด้วยสภาพที่ใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ พิกล

“มาแล้วเหรอ เข้ามา ๆ” เจสซี่เปิดประตูออกมาทักเขาพร้อมรอยยิ้มกว้างที่พร้อมจะทำให้โฮคุโตะตาบอดเพราะความสว่างไสวเหมือนปกติ ร่างสูงก้าวตามเจ้าของบ้านเข้าไปด้านใน

“เจ้าพวกนั้นยังไม่มากันเลยเนี่ย หิวรึยัง อยากกินอะไรรองท้องก่อนไหม”

“ไม่เป็นไรครับ รอคนอื่น ๆ ก่อนก็ได้”

“งั้นเดี๋ยวเอาน้ำไปดื่มก่อนแล้วกัน ไปนั่งรอที่โซฟาก่อนไป”

โฮคุโตะเดินไปนั่งที่โซฟาสีดำตามที่ชายหนุ่มอีกคนบอก สายตามองสำรวจไปรอบห้องอย่างสนอกสนใจ ห้องของเจสซี่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก แต่ก็แบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน มีห้องนอนกับห้องน้ำอย่างละหนึ่งห้อง ส่วนครัวเชื่อมต่อกับส่วนรับแขก ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นสีค่อนข้างอ่อน แต่ก็มีสีดำตัดบ้างเป็นบางส่วน ตรงหน้าโซฟาที่เขานั่งอยู่เป็นโต๊ะรับแขกซึ่งวางหม้อไฟฟ้าสำหรับกินหม้อไฟ พร้อมของสดบางอย่าง

“เอ้า น้ำชา โทรทัศน์เปิดได้นะ อยากดูอะไรก็เปิดเอา นี่รีโมต” เจสซี่พูดพลางหยิบโน่นส่งนี่ให้โฮคุโตะ แล้วตัวเองก็หายไปหลังครัวต่อ ให้คนอายุน้อยกว่าชะเง้อมองแล้วเอ่ยทัก

“ให้ผมช่วยอะไรไหมครับ”

“ไม่เป็นไรหรอก นั่งเล่นไปก่อนเถอะ” ร่างสูงว่าพลางส่งยิ้มให้ แต่โฮคุโตะกลับลุกขึ้นยืนแทน

“ให้ผมช่วยเถอะครับ หรือว่าพี่ไม่เชื่อใจฝีมือทำอาหารของผม”

“ไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อสักหน่อย… ถ้างั้นมาช่วยหั่นผักหน่อยแล้วกัน เดี๋ยวจะได้ล้างแล้วเอาไปวางไว้บนโต๊ะ”

ทันทีที่ได้ยินคำอนุญาต โฮคุโตะก็จัดแจงทำตามคำสั่งทันที เขาแอบอมยิ้มกับความสุขเล็ก ๆ ที่ได้ช่วยคนที่แอบชอบเตรียมของทำหม้อไฟ ถึงมันจะไม่มีอะไรเลย แต่สำหรับคนที่แอบรักมาตลอดหลายปี นี่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจได้ดี

ต่อให้อีกคนจะไม่ได้รักเขาตอบ แต่แค่ได้มีโอกาสอยู่ข้าง ๆ ก็ดีเท่าไหร่แล้ว

พวกเขาสองคนเตรียมของใกล้จะเสร็จแล้ว เมื่อโทรศัพท์ของเจสซี่แผดเสียงร้องขึ้น โฮคุโตะสะดุ้งเล็กน้อยกับท่อนฮุคที่คุ้นหู พอเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของโทรศัพท์ก็พบว่าใบหน้าคมขึ้นสีแดงระเรื่อนิด ๆ เอ่ยตอบราวกับรู้ว่าโฮคุโตะจะพูดว่าอะไร

“ฉันชอบเพลงนี้น่ะ เพราะดี”

คราวนี้คนหน้าร้อนเป็นเขาเสียเอง ดูเหมือนว่าเจสซี่จะไม่ได้สังเกตเห็นว่าทำให้เขาเขินมากขนาดไหนกับการชมเพลงที่เขาแต่งเองว่าเพราะแบบนี้ คนทิ้งระเบิดหันกลับไปคุยโทรศัพท์อีกทาง เปิดโอกาสให้โฮคุโตะมีเวลาจัดการกับอาการใจเต้นแรงอย่างกับกลองชุดให้เข้าที่เข้าทาง

“ดูเหมือนว่าหม้อไฟวันนี้จะเหลือแค่เราสองคนแล้วล่ะ”

เพราะกำลังยุ่งอยู่กับความคิดของตัวเอง โฮคุโตะจึงเผลอส่งเสียงร้องออกมาอย่างตกใจ เหลือแค่พวกเขา พวกเขาสองคนเท่านั้นหรือ

“พอดีเจ้าพวกนั้นโทรมาบอกว่าติดงานน่ะ คนนึงต้องแก้งานกะทันหัน ส่วนอีกคนก็โดนลูกค้าโทรนัดด่วน… ถ้าไม่โอเคจะเปลี่ยนไปเป็นวันหลังก็ได้นะ”

เขารีบส่ายหน้าทันทีที่เจสซี่พูดประโยคสุดท้าย “ไม่เป็นไรครับ เรากินกันสองคนก็ได้ ถ้ารุ่นพี่ไม่คิดว่าการกินหม้อไฟสองคนมันดูเหงาเกินไป”

“ไม่หรอกน่า ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวจัดจานตรงนี้เสร็จเราก็กินกันเลยเถอะ”

“ครับ”

บรรยากาศของหม้อไฟยังสนุกสนานแม้จะมีกันอยู่แค่สองคน โฮคุโตะแอบคิดในใจว่าอาจจะดีแล้วก็ได้ที่เพื่อนของเจสซี่ไม่ได้มา เพราะเขาคงไม่ได้มีความสุขมากเท่านี้แน่ ๆ

พวกเขากินหม้อไฟกันไปและเปิดโทรทัศน์ดูรายการวาไรตี้ต่าง ๆ ไปด้วย เปิดเบียร์กระป๋องกินพร้อมกับหัวเราะไปกับดาราตลกอย่างสนุกสนาน

“เลอะแก้มแล้วแหนะ อย่างกับเด็ก ๆ เลยนะนาย” มือหนาเอื้อมมาปาดคราบที่มุมปากของเขาแผ่วเบา จนโฮคุโตะมั่นใจเต็มร้อยเลยว่าหน้าตัวเองคงแดงเถือกไปถึงไหนต่อไหน เขาอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองอาจจะเริ่มเมาเบียร์แล้วก็ได้เมื่อเห็นว่ารอยยิ้มบนริมฝีปากของชายหนุ่มลูกครึ่งดูอ่อนโยนน่ามองกว่าทุกที แต่เขาก็คิดต่อเหมือนกันว่าเบียร์ที่เพิ่งกินไปได้แค่ครึ่งกระป๋องจะทำให้เมาได้ขนาดนี้เลยหรือ

แต่ถึงจะไม่ได้ทำให้เขาขาดสติ แต่แอลกอฮอล์ในเลือดก็ทำให้โฮคุโตะนึกกล้ามากขึ้นกว่าที่เคย

“รุ่นพี่ครับ”

“ว่าไง” ใบหน้าคมเงยขึ้นมามองหน้าเขา ทำให้คำพูดที่กำลังจะออกจากปากเป็นคำต่อไปของเขาหยุดชะงักลง ส่วนลึกในใจตบตีกันสนั่นหวั่นไหว ข้างหนึ่งบอกให้เขาพูดความในใจที่เก็บมาหลายปีออกไป อีกข้างกลับบอกให้เขาหยุดคิดถึงผลที่จะตามมาถ้าหากอีกคนเกิดรังเกียจขึ้นมาจริง ๆ

“อ้าว เรียกแล้วก็ไม่พูดซะงั้น มีปัญหาอะไรอยากปรึกษาเหรอ”

“คือว่า.. ผม…”

หัวใจเต้นแรงจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เสียงในหัวยิ่งตีกันดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาแทบไม่ได้ยินเสียงโทรทัศน์ นัยน์ตากวาดมองไปทั่วยกเว้นใบหน้าคมที่เขามั่นใจว่าถ้ามอง ความกล้าที่อุตส่าห์เกิดขึ้นมาคงละลายหายไปเร็วกว่าที่กำลังเป็น

“ผม.. ผมรักพี่ครับ”

สุดท้ายนักดนตรีหนุ่มก็ได้แต่หลับตาปี๋ กลั้นหายใจพูดออกไปรวดเดียว ความเงียบทิ้งตัวลงระหว่างพวกเขา มีเพียงเสียงดาราตลกที่ยังดังพอให้รู้ว่าเวลายังคงเดินอยู่

โฮคุโตะไม่กล้าลืมตามองผลลัพธ์ ไม่กล้าขยับตัวใด ๆ ก้อนเนื้อในอกไม่ได้เต้นแรงน้อยลงเลยสักนิด มันยังเต้นถี่จนน่ากลัวเหมือนกับว่าเขาเพิ่งออกกำลังกายอย่างหนักมาหยก ๆ

เขาบอกไปแล้ว พูดออกไปจนได้ ถ้าผลมันออกมาเลวร้าย ถ้ารุ่นพี่โกรธหรือเกลียดเขา เขาจะทำอย่างไรดี หรือควรจะบอกว่าล้อเล่น แต่มันก็ทิ้งช่วงนานเกินไป คนฉลาดอย่างนั้นเดาได้อยู่แล้ว แต่ถ้าจะไม่ได้เจอกัน ไม่ได้พูดคุยกันอีกเหมือนตอนนั้น ตัวเขาในตอนนี้รับมันไม่ไหวแน่ ๆ

เขากลั้นใจเปิดตามองทั้งที่ยังกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะกะพริบตาอย่างงุนงงกับภาพที่เห็น

ร่างที่สูงกว่าเขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม มือขวายังคงถือตะเกียบค้างไว้ ขณะที่หลังมือซ้ายกลับถูกยกขึ้นมาปิดปาก พร้อมใบหน้าคมคายที่ขึ้นสีแดงอย่างเห็นได้ชัด สายตาคมที่มองเสไปทางอื่นตวัดกลับมามองโฮคุโตะเมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังโดนจ้องอยู่ให้คนจ้องเผลอสะดุ้งหลับตาไปอีกหน

สัมผัสของมือหน้าที่แก้มของเขาทำให้โฮคุโตะค่อย ๆ ลืมตามอง รอยยิ้มอ่อนโยนแบบที่เขาได้มาตลอดทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาก ไม่นับนิ้วเรียวที่ไล้แก้มเขาเบา ๆ ราวกับจะปลอบโยนนั่น

“สารภาพรักแล้วหลับตาแบบนั้น จะไม่เอาคำตอบเหรอ”

“…” เขาพูดอะไรต่อไม่ถูก ในเมื่อเรื่องมันมาถึงตอนนี้แล้ว เขาจะตีความคำพูดและการกระทำของคนตรงหน้าแบบเข้าข้างตัวเองได้แล้วใช่ไหม

“ฉันก็รักนายนะ รักมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว”

สุดท้ายโฮคุโตะก็ได้เข้าใจความรู้สึกของจูริ ว่าหลังสารภาพรักไปแล้วอีกคนรักเราตอบ มันโล่งใจ ดีใจจนชวนให้น้ำตาไหลออกมาได้มากขนาดไหน

“เอ้า ร้องไห้ซะอย่างนั้น แบบนี้ก็เหมือนฉันแกล้งนายน่ะสิ”

เขาโวยวายกลับทั้งที่ยังร้องไห้ท่ามกลางเสียงหัวเราะของวิศวกรหนุ่ม จนแทบไม่ได้สังเกตว่าอีกคนกำลังน้ำตาซึมไม่ต่างกัน ร่างสูงลุกขึ้น เดินอ้อมโต๊ะมาทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ แล้วดึงร่างเขาไปกอด

เขาหันไปฝังตัวเองลงกับอ้อมแขนอุ่น ๆ ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ให้เต็มที่ ปล่อยความรู้สึกทุกอย่างที่เก็บกักไว้มานานหลายปี ปล่อยให้ตัวเองทำในสิ่งที่อยากทำมากที่สุดตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กวัยรุ่นธรรมดา ๆ ที่ชอบฝังตัวเองอยู่ในห้องสมุด คอยมองตามรุ่นพี่ผู้ช่วยบรรณารักษ์ที่แสนจะใจดีคนนั้นตลอดมา

เรื่องราวระหว่างพวกเขาที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้น สุดท้ายก็เป็นไปตามที่พวกเขาเฝ้าฝันเสียที

Posted in Fanfiction

[AU One Shot – SixTONES] Our Story

กลับมาแล้วค่ะหลังจากหายหัวไปนานเหลือเกิน ฮา แน่นอนว่ากลับมาเที่ยวนี้ก็เพื่อลงฟิคเด็ก ๆ SixTONES อีกตามเคย และเป็นคู่ชิปร้าง ๆ ของเราอีกตามเคยเช่นกันค่ะ (จะไม่มีคนชิปคู่นี้กันจริง ๆ เหรอคะ ใครชิป แสดงตัวทีค่ะ เหงามากจริงจัง…)

ฟิคเรื่องนี้ดองไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วแล้วค่ะ น่าจะก่อนเค้กคริสต์มาสอีก แต่เพิ่งมาเสร็จเอาเมื่อวาน หลังจากดองทิ้งไว้จนเค็มปี๋ค่ะ ด้วยความยาวกว่าหมื่นคำ ความเลวร้ายคือเราไม่รู้จะตัดเป็นสองพาร์ทยังไงดี มันเลยยัดรวมกันอยู่อย่างงี้ จริง ๆ อยากเขียนต่อด้วยนะคะ แต่ควรตัดได้แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้ามีไฟหรือคิดอะไรต่อได้จะเขียนพาร์ทสองต่อค่ะ (//ภาวนาให้ตัวเองมีไฟและมีเวลาพอ…) แต่ก็ไม่รู้จะได้ต่อมั้ย ตอนนี้มันก็เลยยังเป็นวันช็อตอยู่ค่ะ

เรามาอยู่ฝางได้สามเดือนแล้วค่ะ ตอนแรกก็ว่าอาจจะทำให้สมองแล่นขึ้นบ้าง แต่ผลปรากฏว่าไฟมอดได้เร็วกว่าปกติเยอะเลยค่ะ ยิ่งต้องทำงานทุกวันด้วยแล้ว อะไร ๆ ในหัวเลยไม่ค่อยแล่นสักเท่าไหร่ ทุกสิ่งอันเลยโดนดองไว้หมดเลย เป็นนิสัยที่ไม่ดีเลยจริง ๆ ค่ะ

คำเตือน

***นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือใด ๆ ก็ตามแต่รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ***

[AU One Shot – SixTONES] Our Story

Pairings : Jesse x Matsumura Hokuto

Note : เป็นวันช็อตที่ยาวมากค่ะ หมื่นกว่าคำได้ แต่เราตัดแบ่งไม่ถูกจริง ๆ ขอโทษด้วยค่า แล้วก็เพลงที่ปรากฏในเรื่อง คือ เพลง Migikata ของ Maeda Atsuko และเป็นเพลง ending song ของ Shiritsu Bakaleya Koukou ที่เด็ก ๆ SixTONES เล่นด้วยกันด้วยค่ะ เปิดฟังประกอบเพื่อความสุนทรีย์ได้เลยค่ะ

 

เรื่องราวของพวกเขามันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ที่แน่นอนคือมันเริ่มต้นที่นั่น

 

ภาพที่คนนับพันส่งเสียงเชียร์คนเพียงสี่คนที่ยืนอยู่บนเวทีเด่นหราอยู่บนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์สายบันเทิงในเช้าวันนี้ เมื่อวานอัลบั้มที่สองของวงดนตรีร็อกชื่อดังอย่าง F Tone ได้วางแผงและมียอดจำหน่ายอย่างล้นหลามไม่แพ้ยอดจองก่อนวางแผง

F Tone เป็นวงดนตรีที่เกิดจากการรวมตัวกันของเด็กฝึก 4 คนในค่ายไอดอล ที่หันมาเอาดีทางสายวงดนตรีแทน แต่ด้วยความที่เติบโตมาในต้นสังกัดที่มีแต่ไอดอล จึงทำให้ทั้งสี่คนรับงานอื่นนอกเหนือจาการเล่นดนตรีบ้าง และเมื่อรวมกับพรสวรรค์ด้านดนตรีก็ทำให้ F Tone มีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็วทั้งที่เพิ่งฟอร์มวงและวางขายซิงเกิลแรกไปได้ไม่ถึงสามปี จนสามารถลบคำสบประมาทของกูรูในวงการเพลงหลายคนที่ออกมาฟันธงว่าวงนี้คงไปได้ไม่กี่น้ำ

มัตสึมุระ โฮคุโตะเอื้อมมือออกไปหยิบสมาร์ทโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาเปิดดูเมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากไลน์

ชายหนุ่มส่งยิ้มให้กับภาพของหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันนี้ที่มีรูปจากคอนเสิร์ตของพวกเขาเมื่อปีก่อนเด่นหราอยู่กลางหน้ากระดาษ เหมือนว่าเช้าวันนี้ ทานากะ จูริจะออกไปซื้อหนังสือพิมพ์มาเช็คข่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เขาเลื่อนลงมาอีกหน่อยก็พบกับสติ๊กเกอร์รูปน้องหมาน่ารักที่ทำท่าดีใจที่ถูกส่งมาจากนักร้องนำของ F Tone อย่างเคียวโมโตะ ไทกะ และสติ๊กเกอร์รูปตัวการ์ตูนยื่นนิ้วโป้งแทนคำว่ายอดเยี่ยมจากโมริโมโตะ ชินทาโร่ มือกลองที่ควบตำแหน่งน้องเล็กของวง

มือเรียวพิมพ์อะไรเล็กน้อยตอบกลับไปในไลน์กลุ่ม แล้ววางโทรศัพท์ลงไว้ที่เดิม ก่อนจะยกผ้าเช็ดตัวขึ้นขยี้ผมที่ยังเปียกชื้นจากการสระผมให้แห้ง พอดีกับที่มีเสียงเคาะประตูหน้าห้องที่เรียกให้เขารีบเดินไปเปิด

โฮคุโตะยิ้มรับคำแม่ที่กำชับให้เขาดูแลบ้านให้เรียบร้อยและตั้งใจทำงานทำการให้ดี แล้วบ่นว่าไม่มีเวลาไปอุดหนุนอัลบั้มใหม่ของลูกชายคนเล็กเลย ชายหนุ่มรีบเข้าไปโอบกอดมารดาและหอมแก้มแม่ไปฟอดใหญ่ บอกว่าไม่เป็นไร เขาเข้าใจว่าทั้งพ่อและแม่ต้องเตรียมตัวไปทำงานที่ต่างจังหวัดเกือบสองอาทิตย์ คงไม่มีเวลาไปไหนต่อไหน แม้ว่าจะเป็นการแวะไปซื้ออัลบั้มเพลงของเขาที่ร้านก็ตาม

เขาโดนแม่ตีแขนไปทีหนึ่ง ก่อนที่คุณนายบ้านมัตสึมุระจะลงไปชั้นล่างและออกรถไปกับสามี เหลือเขาอยู่ในบ้านเพียงคนเดียว

วันนี้เขาได้หยุดเป็นพิเศษซึ่งโฮคุโตะก็ตั้งใจจะนั่งอ่านหนังสืออยู่กับบ้านหลังจากที่ไม่มีโอกาสได้ทำมานาน เพราะงานละครที่ถ่ายมาเป็นเดือน ๆ ควบคู่ไปกับการทำอัลบั้มของวงอีก ทำให้เขาแทบไม่ได้มีเวลาทำตัวตามสบายเลยแต่ในเมื่อตอนนี้อัลบั้มก็วางแผงแล้ว งานละครก็ปิดกล้องไปเรียบร้อย เขาก็มีเวลาว่างอยู่บ้าง

ชายหนุ่มลงไปจัดการกินข้าวเช้าที่คนเป็นแม่ทำไว้ให้ก่อนจะออกไป แล้วเก็บจานชามล้างเข้าที่ให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินขึ้นห้องไปหยิบหนังสือเล่มบางที่เขาซื้อไว้ตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อนแต่ยังอ่านไม่จบลงมานั่งเอนหลังพิงเก้าอี้อ่านที่ชานบ้าน รับลมเย็น ๆ ที่พัดเข้ามาในสวนอย่างสบายใจ

ชั่ววูบหนึ่งที่เขาเผลอคิดไปถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วง ที่ลมพัดเย็นแบบนี้เมื่อห้าปีก่อน

“วันนี้ก็มาอีกแล้วเหรอ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่ทำให้เขาส่งยิ้มตอบกลับไป “ก็มาเป็นปกติอยู่แล้วนี่ครับ”

“นั่นสินะ… อ่านเล่มนี้รึยัง สนุกมากเลยนะ” คนตรงหน้ายื่นหนังสืออีกเล่มมาให้เขา มันไม่ใช่หนังสือของห้องสมุด และถ้าให้เขาเดาก็คงไม่พ้นเป็นของส่วนตัวของคนตรงหน้าแน่ ดูจากสภาพของมันแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่าเจ้าของดูแลมันเป็นอย่างดีก็คงเป็นของใหม่ที่เพิ่งซื้อมา และโฮคุโตะที่อ่านหนังสือของรุ่นพี่ตรงหน้ามาแล้วหลายเล่มก็เดาต่อไปว่าคงเป็นหนังสือเล่มใหม่ของเจ้าตัวนั่นล่ะ

“หนังสือเล่มใหม่เหรอครับ”

“ใช่ ซื้อมาวันก่อน เพิ่งอ่านจบเมื่อเช้าเอง คิดว่านายน่าจะชอบ”

“น่าสนุกดีนะครับ”

ชายหนุ่มสะบัดศีรษะเล็กน้อย ไล่ความคิดและความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมากะทันหัน ตัดใจก้มลงไปอ่านหนังสือในมือต่อ พอดีกับที่มีเสียงเตือนจากโทรศัพท์อีกครั้ง

จูริส่งข้อความมาชวนทุกคนไปกินข้าวเที่ยงฉลองที่อัลบั้มของพวกเขาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทั้ง ที่เมื่อวานก็เพิ่งไปฉลองกับพวกสตาฟที่บริษัทไป เขาเห็นชินทาโร่ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว ส่วนไทกะขอตัวเพราะยังเหนื่อยจากละครเวทีเมื่อวันก่อน

มือกีตาร์หนุ่มจึงหันมาไล่เบี้ยกับโฮคุโตะต่อด้วยการใช้คำพูดอ้อนวอนแกมบังคับให้เขาไป เขาตอบตกลงอย่างช่วยไม่ได้ ความตั้งใจที่จะนั่งอ่านหนังสือให้จบเป็นอันต้องถูกเก็บพับไปก่อน

โฮคุโตะกดปิดไลน์ทิ้งแล้วหันไปเปิดทวิตเตอร์แทน เขามีทวิตเตอร์อยู่หลายแอคเคาต์ อันหนึ่งเป็นทวิตออฟฟิเชียล อีกอันเป็นทวิตเตอร์ที่ล็อกไว้เพื่อใช้คุยกับเพื่อนร่วมวง เพื่อนคนอื่น ๆ และคนรู้จัก อันสุดท้ายเป็นทวิตเตอร์ที่เขาใช้ปลอมตัวเป็นแฟนคลับของตัวเองเข้าไปเนียนคุยกับเหล่าแฟนคลับ เพื่อจะได้รู้ความคิดเห็น ข้อเสนอต่าง ๆ ที่เหล่าแฟนคลับมี

เขาเลือกเข้าไปนั่งไล่ดูทวิตที่ใช้คุยกับเพื่อนก่อน ชินทาโร่กับจูริแข่งกันทวีตรูปฮา ๆ โดยมีไทกะคอยตัดสินว่าอันไหนฮาอันไหนไม่ตลก โดยมีโมโรโฮชิ โชกิ เพื่อนสนิทของชินทาโร่ที่เป็นนักแสดงตลกช่วยดูให้อีกคนและไป ๆ มา ๆ ก็เข้าไปแข่งด้วยเสียอย่างนั้น

โฮคุโตะส่ายหน้า จัดแจงล็อกเอาท์แล้วเข้าไปเช็คทวิตอีกอันที่เขาปลอมเป็นแฟนคลับ ไม่มีอะไรมากมาย ต่างก็พากันพูดถึงอัลบั้มที่วางขายเมื่อวาน เมื่อเขาเห็นว่าผลตอบรับเป็นบวก เขาก็สบายใจและกดปิดอย่างไม่ได้ใส่ใจมากนัก แล้วขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าออกจากบ้าน

เขาใส่หน้ากากอนามัยก่อนจะออกจากบ้านและเดินไปรอรถเมล์ที่ป้าย เขาชอบนั่งรถเมล์กับรถไฟมากกว่าจะขับรถไปไหนมาไหนเอง โฮคุโตะชอบที่จะได้มองทิวทัศน์รอบข้างที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ กับผู้คนที่เดินขวักไขว่กันไปมา มันทำให้เขาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงรอบตัวที่ไม่สามารถสังเกตได้มากนักถ้าต้องไปประจำอยู่ตรงที่นั่งของคนขับรถ

แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว เขาก็อาจจะแค่ซึมซับความคิดของใครบางคนมามากกว่าที่คาดไว้ก็ได้

ไม่นานนักเขาก็ได้เข้ามาในร้านข้าวหน้าปลาไหลที่นัดกันไว้ เจ้าของร้านพยักหน้าแทนการทักทายให้ชายหนุ่มอย่างคุ้นเคย ร้านนี้เป็นร้านประจำของพวกไอดอลและเด็กฝึกในค่าย เขาเองก็มากินพร้อมคนอื่น ๆ มานาน จึงไม่แปลกที่จะสนิทสนมกับเจ้าของร้านไปด้วย

“อยู่ข้างในกันโน่นแหนะ เข้าไปได้เลย ๆ”

“ขอบคุณครับ” เจ้าของร้านที่เป็นชายวัยกลางคนเรียกให้โฮคุโตะเข้าไปข้างในพร้อมรอยยิ้ม ชายหนุ่มที่อายุอ่อนกว่าจึงยิ้มตอบแล้วเดินเข้าไปในห้องแยกที่ทางร้านจัดไว้ให้เป็นห้องส่วนตัวสำหรับแขกที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

เมื่อโฮคุโตะเปิดม่านเข้าไปก็เห็นเพื่อนร่วมวงอยู่กันพร้อมหน้า ไม่เว้นแม้แต่คนที่บอกว่าจะไม่มา เขาเลิกคิ้วนิดหนึ่งแล้วเอ่ยทัก

“ไหนว่าจะไม่มานี่ ไทกะ”

“ก็จูริมันโทรไปตื๊อ รำคาญเลยมา” คำตอบของไทกะทำให้เขากับชินทาโร่หัวเราะออกมา และยิ่งหัวเราะหนักเมื่อคนน่ารำคาญโวยวายประท้วง

“ก็เมื่อวานไปฉลองกันกับคนอื่น ๆ มาแล้วใช่มั้ยล่ะ วันนี้ก็ต้องมาฉลองด้วยกันเองถึงจะถูกต้อง” สายตาบ่งบอกว่าเอือมระอาของไทกะบอกความรู้สึกของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี

“เอาน่า ถือว่านาน ๆ ทีมากินข้าวด้วยกันแค่สี่คนไง” มือกลองน้องเล็กพยายามไกล่เกลี่ย แต่เหมือนว่าไทกะจะไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร

“เมื่อวานซืนก็เพิ่งไปกินราเมงกันสี่คน”

“ช่างเถอะ กินข้าวกันดีกว่า ฉันเริ่มหิวแล้ว” โฮคุโตะว่าพลางนั่งลงข้าง ๆ ไทกะที่หันไปสไลด์หน้าจอสมาร์ทโฟนต่อ

“เออ พรุ่งนี้ละครนายจะออนแอร์แล้วนี่ โฮคุโตะ” จูริทักก่อนจะกล่าวขอบคุณลุงเจ้าของร้านที่เอาข้าวหน้าปลาไหลเข้ามาเสิร์ฟ โฮคุโตะยกมือรับชามข้าวแล้วส่งไปให้เพื่อนข้างตัว

“ใช่ ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง ไม่ได้เล่นละครมานานแล้วด้วย อะ ไทกะรับนี่ไปที”

“ก็คงไม่เป็นยังไงหรอก นอกจากสาว ๆ จะกรี๊ดกับชายหนุ่มสุดคูลเหมือนเดิม” ชินทาโร่แซะ แล้วเริ่มตักข้าวเข้าปาก เขามารอคนอื่น ๆ ตั้งนาน หิวก็หิว แถมแต่ละคนยังมากันช้าอีกต่างหากเพราะฉะนั้นวันนี้เขาจะแซะทุกคนทุกครั้งที่มีโอกาส โทษฐานปล่อยให้เขานั่งหิวข้าวอยู่คนเดียว

“ก็คงไม่กรี๊ดมากเท่าตอนที่นายถอดเสื้อตีกลองหรอก” โฮคุโตะกระเซ้าขำ ๆ ให้คนโดนแหย่กลับโวยวาย แล้วเริ่มกินข้าวของตัวเองบ้าง

พวกเขาสี่คนนั่งพูดคุยกันไป กินข้าวไปอย่างสบาย ๆ บรรยากาศระหว่างพวกเขาเป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เริ่มรู้จักคุ้นเคยกันตอนที่โฮคุโตะเข้ามาเป็นเด็กฝึก ต่อมาพวกเขาก็ฝึกเล่นดนตรี และเมื่อเข้าวงด้วยกันได้ดี ทางค่ายก็อนุมัติให้พวกเขาเดบิวต์ในฐานะวงดนตรีได้ แม้ว่าจะต้องรับงานนอก  เช่น การถ่ายแบบลงนิตยสารหรือเล่นละคร เหมือนกับไอดอลคนอื่นในค่ายก็ตาม

โฮคุโตะโดนจับไปเล่นละครเป็นพัก ๆ ขณะที่ไทกะมักไปเป็นนักแสดงละครเวทีอยู่บ่อย ๆ ชินทาโร่เองก็ขยันไปเล่นดนตรีร่วมกับสมาชิกจากวงอื่น ค่ายเดียวกันบ้าง ต่างค่ายบ้างเสมอ ส่วนจูริก็ชอบไปรับงานดีเจมาทำ เพราะอย่างนั้น วงของพวกเขาจึงค่อนข้างมีประสบการณ์หลากหลายที่ช่วยเสริมงานในวงได้เป็นอย่างดี ซึ่งโฮคุโตะเองก็คิดว่าดีเหมือนกัน อย่างน้อย ๆ ใครบางคนก็จะได้เห็นเขาผ่านทางทีวีนอกเหนือจากรายการเพลงบ้าง ถ้าคน ๆ นั้นจะสนใจน่ะนะ

เวลาล่วงเลยเข้าบ่ายสองแล้วเมื่อพวกเขาตกลงปลงใจแยกย้ายกันกลับบ้าน ไทกะลากจูริไปซื้อของเป็นเพื่อนต่อเพื่อชดเชยการที่อีกคนตามตื๊อให้เขาออกจากบ้านมา ชินทาโร่ตั้งใจจะไปทำผมใหม่ เหลือโฮคุโตะที่เดินทางกลับบ้านอยู่เพียงคนเดียว

ชายหนุ่มนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่บนรถเมล์ พลางหมกมุ่นอยู่กับเดโม่เพลงที่ไทกะส่งให้เขาไปแต่งเนื้อร้องระหว่างกินข้าวหน้าปลาไหล วงของพวกเขาเป็นแบบนี้เสมอ ไทกะเป็นคนเขียนทำนองเพลง ส่วนคนเขียนเนื้อร้องก็แล้วแต่ว่าไทกะอยากให้ใครแต่งให้ หรือจะให้แต่งด้วยกัน และครั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของโฮคุโตะที่จะทำให้เพลงนี้เสร็จสมบูรณ์

เขามัวแต่นั่งฟังเพลงมากเกินไปกว่าจะรู้ตัวก็เมื่อสองสาววัยรุ่นที่นั่งอยู่ด้านหน้าคุยกันแล้วเขาก็บังเอิญได้ยินชื่อวงของพวกเขาจากปากของสองสาวนั่น

“นี่เธอ ๆ เห็นทวีตนั้นปะ ฉันเห็นด้วยกับเค้านะที่ว่าโฮคุโตะไม่เหมาะกับวงนี้เลย คนอื่น ๆ ดูเก่งกว่าตั้งเยอะแหนะ”

“ชู่ว เบา ๆ หน่อยสิเธอ แฟนคลับวงนี้ยิ่งเยอะ ๆ อยู่ ล่าสุดคนทวีตก็โดนถล่มจนต้องปิดแอคเคานต์หนีเลยไม่ใช่เหรอนั่น”

“คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง จะมีใครเดินมาด่าเราตรง ๆ กันล่ะ ฉันน่ะเห็นด้วยจริง ๆ นะ ไม่เหมาะเลยอะ ร้องเพลงก็งั้น ๆ เล่นคีย์บอร์ดก็งั้น ๆ มีดีที่หน้าตาอย่างเดียวน่ะแหละ”

“ก็จะเอาอะไรมากกับวงดนตรีจากค่ายไอดอลล่ะ ค่ายพวกนี้เขาก็เน้นหน้าตาคนในค่ายก่อนฝีมืออยู่แล้ว…”

เด็กสาววัยมัธยมปลายสองคนเปลี่ยนเรื่องคุยไปแล้ว แต่คำพูดพวกนั้นยังวนเวียนอยู่ในหัว จนโฮคุโตะต้องรีบหยิบเอามือถือออกมาเปิดทวิตเตอร์เช็ค มันเป็นอย่างที่สองสาวนั่นพูดจริง ๆ มีคนในทวิตเตอร์วิพากษ์วิจารณ์ไว้ ว่าเขาฝีมือไม่ถึงจะเล่นดนตรีรวมในวงกับเพื่อนคนอื่น ๆ ได้

ไม่นานนักรถเมล์ก็ขับมาจอดบริเวณป้ายที่เขาต้องลงพอดี โฮคุโตะเดินลงจากลงด้วยความรู้สึกหนักอึ้งผิดกับตอนที่เขาเพิ่งขึ้นรถออกไป คำพูดของเด็กนักเรียนที่เขาได้ยินบนรถกับคำตำหนิในทวิตเตอร์ลอยวนเวียนอยู่ในหัวอย่างสลัดไม่หลุด

เขารู้ว่าตัวเองไม่ได้มีเซ้นส์ด้านดนตรีเหมือนไทกะ ไม่ได้มีพลังงานล้นเหลือแบบชินทาโร่ ทั้งยังไม่ได้มีความสามารถที่หลากหลายอย่างที่จูริมี สิ่งเดียวที่ทำให้เขามาอยู่ตรงนี้ได้คือความพยายามที่จะดันตัวเองขึ้นมาก็เท่านั้น

โฮคุโตะไม่กล้าพูดว่าตัวเองพยายามเต็มที่แล้ว เขาก็แค่ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้มาตลอด และเขาก็คิดว่ามันน่าจะมากพอที่เขาจะไม่ต้องเสียใจทีหลัง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิดไปมหันต์

เมื่อเขากลับมาถึงบ้านก็ไม่นึกอยากทำอะไรทั้งนั้น ล้มตัวลงนอนบนเตียง ภาพความสุขทั้งจากไลฟ์คอนเสิร์ตหรือแม้แต่การฉลองที่อัลบั้มขายได้ดีดูเลือนราง ราวกับว่าเขาเพิ่งนอนหลับฝันไป แล้วต้องตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริง

สมาร์ทโฟนในกระเป๋าของเขาดังขึ้นเขากดรับสายเมื่อเห็นชื่อว่าแม่ของตนโทรมาชายหนุ่มแสร้งพูดด้วยเสียงร่าเริงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเป็นห่วง ดูเหมือนคุณนายมัตสึมุระกับสามีจะถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้วและเมื่อคนเป็นแม่ถามถึงเรื่องในทวิตเตอร์ เขาก็ทำเหมือนไม่แคร์ บอกว่าก็แค่พยายามให้มากขึ้น ฝึกฝนให้มากขึ้นเท่านั้น

กว่าแม่ของเขาจะยอมวางสาย เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบชั่วโมง เพราะคุณนายมัตสึมุระจะต้องสอบถามจนเกือบจะเป็นคาดคั้นให้แน่ใจว่าลูกชายคนเล็กไม่เป็นอะไรจริง ๆ พอคุณนายวางใจได้แล้ว จึงเอ่ยปลอบต่ออีกพักใหญ่แล้วค่อยวางสาย ถึงแม้ว่าคำปลอบโยนของมารดาจะช่วยให้โฮคุโตะรู้สึกดีขึ้นมาก แต่ความหน่วงในจิตใจก็ไม่ได้หายไปทั้งหมด

โฮคุโตะแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมาซ้อมในวันรุ่งขึ้นได้อย่างไร เขาจำอะไรแทบไม่ได้เลยว่าหลังจากวางสายจากมารดาไปแล้วเขาไปทำอะไรยังไงมาบ้าง กระทั่งเมื่อเสียงทักของคนอื่น ๆ ที่เพิ่งมาถึงห้องซ้อมประจำดังขึ้น เขาจึงได้รู้สึกตัวว่าตัวเองอยู่ที่ไหนและต้องทำอะไรต่อ

ทุกคนรุมถามไถ่เขาอย่างเป็นห่วง เขาก็ยิ้มรับ หัวเราะเล่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและเข้าซ้อมดนตรีอย่างปกติ

ทุกคนบอกเขาว่าอย่าคิดมาก ก็แค่แอนตี้แฟนคะนองปาก ทุกคนบอกว่าตำแหน่งที่เขายืนอยู่ตรงนี้เขาคือคนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาคิดตกแต่อย่างใด

เขาไถทวิตเตอร์เล่นเรื่อยเปื่อยระหว่างพักซ้อม หลาย ๆ คนส่งข้อความให้กำลังใจเขา โฮคุโตะรู้สึกขอบคุณเหล่าแฟนคลับของตัวเขาเองและของวงมาโดยตลอด แต่ข้อความนับสิบเหล่านี้ก็เป็นเหมือนกับคำพูดของคนรอบตัวของเขา ที่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นสักเท่าไหร่

มือคีย์บอร์ดหนุ่มอ่านไปเรื่อย ๆ จนสะดุดกับทวีตหนึ่งของคนที่น่าจะเป็นแฟนบอยของวง วงของเขาเป็นวงดนตรีร็อกดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีแฟนบอยอยู่มาก แม้ว่าจะมีแฟนเกิร์ลในปริมาณที่มากกว่าก็ตาม ทวีตของแฟนบอยคนนั้นเป็นทวีตรูปภาพที่เขียนข้อความประมาณสองสามรูปที่เจ้าของทวีตเขียนกำกับถึงเขา

ไม่มีใครในโลกที่ไม่เคยโดนด่า ยิ่งอยู่ในแสงไฟสว่างมากเท่าไหร่ คำติเตียนที่เป็นเหมือนเงามืดย่อมมีมากขึ้นเท่านั้น มันอยู่ที่ว่าคน ๆ นั้นจะเอาคำพูดพวกนั้นกลับมาคิดมากแค่ไหน เอากลับมาบั่นทอนตัวเองหรือจะเอามันกลับไปฮึดแล้วสู้ต่อ ถ้าวันนี้ยอมแพ้ ก็เท่ากับว่ายอมรับว่าไม่มีดีพออย่างที่คนอื่นเขาว่าไว้ แต่ถ้ายังอยากจะไปต่อ ก็อยากให้รู้ไว้ว่ายังมีคนที่พร้อมจะเป็นกำลังใจให้และจะคอยสนับสนุนต่อไป

นัยน์ตาของโฮคุโตะสั่นไหว มือกำโทรศัพท์แน่นขณะที่ภาพเรื่องราวเก่า ๆ ที่ผ่านมานานแล้วได้หวนกลับคืนมา

เหมือนมาก เหมือนกับที่คนคนนั้นเคยพูดเอาไว้

“ความจริงแล้ว ผมอยากเป็นไอดอลล่ะ” ร่างสูงกว่าหันกลับมามองเขาด้วยท่าทางไม่เชื่อสายตา ทำให้เขาต้องย้ำคำพูดตัวเอง “ผมพูดจริง ๆ นะ ทำไมพี่มองหน้าผมแบบนั้นล่ะ”

คนอายุมากกว่าหัวเราะเบา ๆ แล้วเอ่ยตอบ “ก็ดูท่าทางนายไม่เหมือนคนที่อยากเป็นดาราเข้าวงการบันเทิงเลยนี่นา”

เขาทำหน้างอ อีกคนยิ่งหัวเราะหนักขึ้น และเมื่อเสียงหัวเราะหยุดลง ความเงียบก็เข้าครอบงำบรรยากาศโดยรอบ เขาขยับตัวกำลังจะอ้าปากพูด ชายหนุ่มอีกคนก็พูดขึ้นมาเสียก่อน

“แล้วไม่ไปลองดูล่ะ”

“เอ๊ะ”

“ลองไปสมัครออดิชันดูไง ถ้าอยากเป็นก็ต้องเริ่มจากการหาสังกัดไม่ใช่เหรอ”

“ใช่ครับ แต่ว่า… ผมลองไปสมัครมาตั้งหลายที่แล้วก็ไม่มีอะไรตอบกลับมาเลย สงสัยว่าจะไปไม่รอด…” เขาว่าเสียงอ่อย พอไม่ติดหลาย ๆ ที่เข้าก็เลยนึกท้อใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น จนตอนนี้เขาก็เริ่มคิดจะไปทำอย่างอื่นแทนแล้ว

“จะยอมแพ้แค่นี้ได้ยังไง ถ้าอยากจะเป็นไอดอลให้ได้ก็ต้องสู้สิ ไม่งั้นก็เหมือนกับยอมรับว่าตัวเองไม่มีทางเป็นไอดอลได้จริง ๆ อย่าลืมนะว่ายังมีใครอีกหลายคนที่พร้อมจะสนับสนุนนาย”

คำพูดนั้น ทำให้เขาตัดสินใจลองส่งใบสมัครดูอีกครั้ง แล้วครั้งนี้เขาก็ติด ผ่านออดิชัน และกลายมาเป็นเขาในวันนี้ได้

โฮคุโตะอ่านข้อความนั้นซ้ำไปมาสักพักแล้วจึงปิดมันลงวางโทรศัพท์ลงข้างตัว พอดีกับที่ชินทาโร่เดินมานั่งข้าง ๆ

“เป็นไงบ้าง โฮคุโตะ”

“ไม่เป็นไรหรอก ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะ”

“อย่าคิดมากนะ”

“รู้แล้วน่า พูดเป็นอยู่คำเดียวรึไงนาย”

ชายหนุ่มหัวเราะเมื่อชินทาโร่โวยวายว่าไม่น่าเสียเวลาเป็นห่วงเลย ความรู้สึกหนักอึ้งในใจเบาบางลง นั่นสินะ ถ้าคนอื่นคิดว่าเขาไม่ดีพอ เขาก็จะลบคำสบประมาทพวกนั้นให้ได้

หลังจากซ้อมเสร็จ โฮคุโตะชวนทุกคนไปกินราเมงอย่างที่ไม่ค่อยจะได้ทำ ก่อนจะลากทุกคนไปคาราโอเกะต่อ แม้คนอื่นจะดูสบายใจขึ้นบ้างเมื่อเห็นว่าเขาไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ก็อดงงกับการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ชนิดหน้ามือเป็นหลังมืออย่างรวดเร็วของเขาไม่ได้ จูริถึงกับเอ่ยปากถามว่าเขาป่วยหรือไข้ขึ้นอะไรรึเปล่า ส่วนไทกะก็แขวะขำ ๆ ว่าเขาทำตัวแปรปรวนเหมือนผู้หญิงเวลามีประจำเดือน มีเพียงชินทาโร่ที่ตบไหล่เขาทีหนึ่งแล้วไม่พูดอะไรต่อ

โฮคุโตะแอบเห็นด้วยกับไทกะเหมือนกัน พอได้เห็นทวีตนั้นเขาก็คิดตก และเมื่อคิดตกก็ไม่ทุกข์ไม่เครียดยิ่งตอนที่ละครที่เขาร่วมแสดงออกอากาศแล้วได้รับเสียงตอบรับในทางบวก เขายิ่งสบายใจและอยากทำอะไรเพื่อเป็นการไถ่โทษที่ทำให้เพื่อนร่วมวงต้องทนกับบรรยากาศอึมครึมเพราะเขามาทั้งวัน

เขากดติดตามเจ้าของทวีตนั้นไว้ด้วยแอคเคาต์ที่ปลอมเป็นแฟนคลับ ดูเหมือนอีกคนจะชื่นชอบผลงานของ F Tone และของเขาพอสมควรจากการตามอ่านทวีตย้อนหลังหลายเดือน แต่ยิ่งอ่าน โฮคุโตะยิ่งนึกถึงคนที่อยู่ในความทรงจำจนเกิดความรู้สึกอยากจะเข้าไปทักทายด้วย ทั้งที่ปกติเขาเป็นคนขี้อายที่ไม่กล้าเข้าไปคุยกับใครก่อน

แต่สุดท้ายเขาก็เข้าไปทำความรู้จักและกลายเป็นเพื่อนในทวิตเตอร์กับเจ้าของทวิตเตอร์นาม NorthStarInTheSky จนได้

ลิวอิส เจสซี่วางแผ่นซิงเกิลที่เพิ่งซื้อมาหมาด ๆ ลงบนโต๊ะรับแขกในห้องนั่งเล่น  ตามด้วยร่างสูงที่ทิ้งตัวลงบนโซฟานอนเหยียดยาวพลางคลายเนกไทที่คอให้หลวมขึ้นพร้อมปลดกระดุมเม็ดบนสุด ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปหยิบเอาแท็บเล็ตของตัวเองออกมาเช็คทวิตเตอร์

แต่ไหนแต่ไรมา เจสซี่ไม่คิดจะเล่นทวิตเตอร์เลยสักนิด กระทั่งเขาเห็นข่าววงดนตรีน้องใหม่ที่กำลังจะเดบิวต์จากค่ายไอดอลชื่อดัง ทำให้หนุ่มลูกครึ่งอเมริกาตัดสินใจเริ่มเล่นทวิตเตอร์เพื่อติดตามข่าวสาร และตอนนี้เขาก็เล่นทวิตเตอร์รวมถึงเป็นแฟนคลับของวง F Tone มาได้สามปีแล้ว

ถ้าถามเขาว่าทำไมเขาถึงชอบวงนี้ เขาสามารถตอบได้ไม่ยากเลยว่าเขาชอบแนวเพลงของวงนี้ ที่เน้นเพลงร็อกเป็นหลัก ทั้งยังชอบเมโลดี้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมไปถึงไม่ได้เป็นวงที่มีดีแค่เล่นดนตรี แต่ยังมีความสามารถอื่น ๆ อีก อย่างเคียวโมโตะ ไทกะที่เล่นละครเวที หรือมัตสึมุระ โฮคุโตะที่เล่นละครด้วยอย่างไรเล่า

โดยไม่ได้บอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาชื่นชอบมือคีย์บอร์ดของวงมาตั้งแต่ก่อนจะเดบิวต์แล้ว

เขาเห็นโฮคุโตะในทีวีเวลาที่ไปเต้นเป็นแบ็คแดนเซอร์ให้วงรุ่นพี่ในค่ายเวลาไปออกรายการเพลงต่าง ๆ เจสซี่ที่สะดุดตากับเด็กคนนี้ จึงได้ตามดูงานของอีกคนจากการให้สัมภาษณ์ในนิตยสารหรือรายการต่าง ๆ แล้วสุดท้ายเขาก็กลายเป็นแฟนคลับของคนอายุน้อยกว่าโดยปริยาย

เขาชอบความพยายามไม่ยอมแพ้นั่น เขาชอบความขี้อายอย่างคาดไม่ถึงที่ดูขัดกับภาพลักษณ์เท่ ๆ โดยเฉพาะเวลาที่ได้เห็นอีกฝ่ายไม่ว่าจะในนิตยสารหรือทีวี มันก็มักจะทำให้เขานึกถึงความทรงจำเก่า ๆ ตั้งแต่สมัยเขาอยู่มัธยมปลาย

เขาอดอมยิ้มไม่ได้ เมื่อสายตามองเห็นเด็กหนุ่มรุ่นน้องที่ห่างกันสองชั้นปีกำลังขะมักเขม้นเลือกหนังสืออยู่ในชั้นหนังสือที่รายเรียงกันในห้องสมุด

ตั้งแต่เขาโดนครูบรรณารักษ์ที่เป็นญาติกันขอให้มาเป็นบรรณารักษ์ผู้ช่วยในตอนเย็นหลังเลิกเรียน เขาก็เห็นเด็กคนนี้มาห้องสมุดตลอดแทบทุกวัน มาหาหนังสืออ่านบ้าง มานั่งทำงานบ้าง ตั้งแต่สมัยที่อีกฝ่ายยังเป็นเด็กม.ต้นด้วยซ้ำ

เขาพอจะได้ยินมาจากเพื่อนสนิทที่เป็นเจ้าพ่อกรมข่าวมาบ้างว่าเด็กคนนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ ทั้งในและนอกโรงเรียนด้วยท่าทางนิ่ง ๆ ที่ดูเข้าถึงยาก แต่ภาพที่เขาเห็นตรงหน้ากลับเป็นแค่เด็กหนุ่มที่เผลอยิ้มจนเห็นเขี้ยวเวลาที่เจอหนังสือที่ถูกใจเท่านั้นและก็ทำให้เจสซี่อดคิดขึ้นมาไม่ได้

น่ารักดีแฮะ

เจสซี่ยิ้มบางให้กับภาพในความทรงจำ แล้วหันกลับมาสนใจทวิตเตอร์ในหน้าจอแท็บเล็ตต่อ  ในไทม์ไลน์ไม่มีอะไรมาก จะมีก็แต่เพื่อนในโลกออนไลน์คนหนึ่งส่งข้อความมาถามเขาว่าซื้อแผ่นเพลงซิงเกิลใหม่ของ F Tone แล้วหรือยัง

เขาพิมพ์ตอบกลับไปว่าซื้อแล้ว แต่ยังไม่ได้ฟัง แล้วก็ส่งสติ๊กเกอร์เยาะเย้ยกลับไปเล็กน้อย เมื่อทางนั้นตอบกลับมาเชิงบ่นว่ายังหาเวลาไปซื้อไม่ได้

เจ้าของทวิตเตอร์ชื่อ ForeverTONE เป็นเพื่อนในโลกทวิตเตอร์เพียงคนเดียวของเจสซี่ เขาไม่ค่อยกล้าเข้าไปคุยกับแฟนคลับคนอื่นเท่าไหร่นัก มีเพียงคนนี้คนเดียวที่เข้ามาทักเขาหลังจากที่เขาทวีตรูปที่แคปมาจากที่เขาพิมพ์ลงในมือถือหลังจากคอนเสิร์ตเมื่อครึ่งปีก่อนที่มีคนออกมาวิจารณ์มือคีย์บอร์ดหนุ่มว่าไม่ดีพอจะเข้าไปอยู่ในวง

พอเห็นคำพูดพวกนั้นแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะเขียนอะไรสักอย่างให้คนที่เขากังวลว่าจะเสียกำลังใจจนท้อ

เจสซี่เผลอหัวเราะเสียงดัง เมื่อคนโดนเยาะเย้ยพิมพ์โวยวายยาวเหยียดตอบกลับมาหลายทวีต เขาส่งอีโมติคอนหน้าคนหัวเราะส่งไปให้ แล้วเปลี่ยนเรื่องไปถามว่าอีกฝ่ายได้ดูรายการเพลงเมื่อวานแล้วหรือยังแทนและระหว่างรอให้อีกคนตอบกลับมา เขาก็วางแท็บเล็ตลง ลุกขึ้นและเดินไปทำอาหารเย็นกิน

เขาเป็นวิศวกรในบริษัทแห่งหนึ่ง มีรายรับค่อนข้างมั่นคงเพราะเขาได้เปรียบด้านภาษาจากการที่มีพ่อเป็นครูสอนภาษาอังกฤษชาวอเมริกา และเพราะบริษัทที่สั่งย้ายเขาจากสาขาย่อยที่ชิสึโอกะมาที่สาขาใหญ่ในโตเกียว พลอยทำให้เขาต้องออกมาอยู่คนเดียวตั้งแต่สองปีก่อน ชีวิตหนุ่มโสดที่ไม่มีแฟนสาวมาคอยดูแลก็ต้องจัดการเองหมดทุกอย่างตั้งแต่ซักผ้ายันทำกับข้าว

ร่างสูงนั่งกินข้าวไป พลางกดเปิดเพลงใหม่ที่เพิ่งซื้อมาฟัง เขาเคยฟังเพลงนี้มาก่อนแล้วในรายการเพลงเมื่อวาน แต่ยังไม่เคยได้ฟังแบบที่ไม่มีเสียงรบกวนอื่น ๆ เขาลงความเห็นว่าเพลงนี้คนเขียนเนื้อร้องคงไม่พ้นโฮคุโตะแน่นอน เพราะเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงคนรักที่ไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกัน แต่ก็ยังคงเป็นแรงผลักดันให้ก้าวเดินต่อไปได้ เพลงที่เกี่ยวกับความรักที่ไม่สมหวังเป็นสไตล์ประจำตัวของนักดนตรีหนุ่ม แม้ว่าตัวคนเขียนจะเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเจ้าตัวหลงรักเรื่องราวแบบนี้มาจากนิยายที่ชอบมากที่สุดก็ตาม แต่เจสซี่มักจะแอบคิดทุกครั้งที่ได้ยินเพลงที่โฮคุโตะแต่งว่าเจ้าตัวคงเขียนให้คนรักที่คงไม่ได้อยู่ด้วยกันเพราะเหตุผลอะไรสักอย่างมากกว่า เพราะเนื้อหามันตรงกับความรู้สึกของคนที่แอบรักใครสักคนที่ไม่อาจอยู่ข้างๆด้วยได้อย่างเขาเหลือเกิน

หลังเก็บกวาดจานกินข้าว และอาบน้ำอาบท่าจนเรียบร้อยแล้ว เจสซี่ก็เดินกลับมายังแท็บเล็ตที่ถูกวางทิ้งไว้บนโซฟา หยิบติดมือเข้าไปในห้องนอนด้วย

เขาเปิดทวิตเตอร์ดูอีกครั้ง ForeverTONE ตอบกลับมาแล้ว อีกฝ่ายตอบว่าดูแล้ว และถามเขากลับว่าเขาดูแล้วหรือยัง คิดว่าอย่างไรบ้าง ซึ่งเจสซี่ก็พิมพ์ตอบไปตามที่คิด

พวกเขามักนั่งวิเคราะห์กันถึงงานต่าง ๆ ของวงในทวิตเตอร์เสมอ ไม่ว่าจะงานเพลง ละคร ละครเวที หรืองานอื่น ๆ ที่มีการเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน ทางโน้นมักเอ่ยถามความคิดเห็นของเขา ส่วนเขาเองก็เป็นพวกชอบคิดวิเคราะห์ พอมีเพื่อนที่น่าจะคุยกันได้ก็เผลอวิจารณ์ไปเสียยืดยาว อีกคนเองก็รับฟังและนั่งถกเถียงด้วยกันได้โดยไม่เอียงเข้าข้างวงที่ชอบมากเกินไปจนเกิดเป็นอคติบังตาขวางหู ทำให้เจสซี่ค่อนข้างชอบเพื่อนคนนี้มากขึ้นทุกที

ครั้งนี้เขาว่าเรื่องเครื่องเสียงของรายการที่ดูเหมือนจะมีปัญหาตอนช่วงที่ F Tone ขึ้นแสดงเป็นประเด็นหลัก เช่นเดียวกันเพื่อนในโลกออนไลน์ก็เห็นด้วยและถามเขาเกี่ยวกับเรื่องตัวเพลงต่อซึ่งเขาก็แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่

ชายหนุ่มลูกครึ่งค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองไม่สามารถไปตำหนิเรื่องเนื้อเพลงบางจุดที่น่าจะปรับให้สละสลวยกว่านี้ หรือบ่นเรื่องทำนองบางท่อนที่อาจไม่ตรงใจเขากับแฟนคลับคนอื่น ๆ ได้ ถ้าขืนพูดไปก็มั่นใจได้เลยว่าเขาโดนถล่มเละเทะเป็นแน่นับว่าเป็นโชคดีของเจสซี่ที่เพื่อนคนนี้มีนิสัยเดียวกันกับเขา ถึงเข้ากันได้ดีเหมือนกับที่เด็กคนนั้นเคยทำ

“พี่คิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นยังไงบ้างครับ” เด็กหนุ่มรุ่นน้องว่าพลางบุ้ยใบ้มาทางนิยายสืบสวนสอบสวนที่เขาอ่านอยู่

“อ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอน่ะ”

“ครับ แต่ผมอยากรู้ว่าพี่คิดยังไงบ้างนี่นา”

“ก็สนุกดีนะ แต่ติดที่อ่านยากไปหน่อย มีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่มากเกินไป ทำให้คนอ่านหลงประเด็นเอาง่าย ๆ”

“แต่พวกรายละเอียดพวกนั้นก็นำไปสู่บทสรุปไม่ใช่เหรอครับ”

“นั่นสินะ แล้วที่นายอ่านอยู่ล่ะ เป็นยังไงบ้าง” เขาว่าพลางมองนิยายรักโรแมนติกใส ๆ ที่ไม่เข้ากับคนอ่านที่เป็นผู้ชายอกสามศอกเลยสักนิด แต่เขาคงไม่พูดอะไรมากเกี่ยวกับความชอบของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หรอก ของแบบนี้มันก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคนนั่นล่ะ

“สนุกครับ นี่ผมลุ้นมากเลยว่าคู่พระนางจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันรึเปล่า ตอนนี้นิยายเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ผมชอบที่สุดไปแล้วล่ะ” คนอายุน้อยกว่าว่าพร้อมรอยยิ้มเห็นเขี้ยวอย่างที่เจสซี่ชอบมาตลอด

เขายิ้ม เผลอยื่นมือไปลูบหัวอีกคนเบา ๆ “สนุกก็ดีแล้วแหละเนอะ”

แจ้งเตือนในทวิตเตอร์เด้งขึ้นมาอีกครั้งให้เขากดเปิดดู แล้ววิศวกรหนุ่มก็ได้ส่ายหน้าให้กับหน้าจอมือถือที่ฉายรูปฮันนี่โทสต์ที่เจ้าของทวิตเตอร์ ForeverTONE ทวีตพร้อมเมนชั่นชื่อเขาและบอกว่า “ฮันนี่โทสต์อร่อยมาก~”

เจสซี่กดส่งรูปไดฟุคุสตรอเบอร์รี่ที่เพิ่งทำเองเมื่อวานซืนไปแทนคำตอบ และก็ได้ฟีดแบ็กกลับมาเป็นข้อความโอดครวญเพราะความอยากกินของคนที่น่าจะกำลังกินขนมปังอยู่ เขาจึงบอกไปว่ามีที่บ้านอีกตั้งเยอะ ผลไม้ก็สด ทั้งยังอร่อยมากด้วย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้เขาแอบสะใจอยู่ไม่น้อย เขาตั้งใจจะส่งอีโมติคอนกลับไปเป็นการปิดท้าย แต่กลับมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาเสียก่อน

“มีอะไรรึเปล่า โคจิ” โคจิ ยูโกะ เพื่อนซี้ของเขาโทรมา ทำให้เขากดรับอย่างไม่คิดอะไรมาก พวกเขาสนิทกันมาตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่ง แม้ว่าจะเรียนจบมาได้เกือบสามปีแล้วแต่พวกเขาก็ยังสนิทกันเหมือนเดิม

//พรุ่งนี้ว่างมั้ย จะชวนไปกินข้าวกัน//

“ก็ได้อยู่นะ แล้วคิชิล่ะ ไปด้วยกันมั้ย” เจสซี่ถามถึงเพื่อนร่วมก๊วนอีกหนึ่งคนที่เกาะกลุ่มอยู่ด้วยกันกับพวกเขาอย่างเหนียวแน่นมาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย

//ไป ๆ หมอนั่นเป็นคนต้นคิดล่ะ แต่มันฝากฉันโทรหานายด้วย เพราะแบตมือถือจะหมด ตกลงไปใช่ปะ//

“ไปสิ แล้วเจอกันที่ไหนล่ะ ที่เดิม?”

//อือ ที่เก่าเวลาเดิมนั่นแหละ แล้วเจอกัน//

“เจอกัน”

เจสซี่ยิ้มบาง พรุ่งนี้ที่กะว่าจะใช้เวลานั่งอ่านหนังสือคงไม่ได้ทำแล้ว แต่การได้ไปกินข้าวกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานก็เป็นสิ่งที่น่าดีใจสำหรับเขาที่หลังจากเรียนจบมาก็หาเวลาเจอเพื่อนได้น้อยเหลือเกิน

แต่เขาก็ลืมเรื่องสำคัญไปอย่างหนึ่งเหมือนกัน

“เมื่อไหร่นายจะมีแฟนน่ะ” คำถามยอดฮิตถูกส่งมาจากคิชิ ยูตะ เพื่อนร่วมแก๊งที่ตัวเตี้ยที่สุดในกลุ่มทำให้เจสซี่ตัดสินใจหันไปหายูโกะเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่สายตาอยากรู้เต็มที่ที่มองตอบกลับมาเล่นเอาร่างสูงรู้สึกเหมือนไร้ที่พึ่ง

“อ่า ก็ยังไม่อยากมีน่ะ” เขาตอบกลาง ๆ แล้วพยายามบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่อง ทั้งหันไปเรียกบริกรมาเติมน้ำ และถามเพื่อน ๆ ว่าอยากทานอะไรเพิ่มอีกหรือไม่ แต่ยูโกะที่วกเรื่องกลับมาที่เดิมก็ทำให้เจสซี่อยากจับหัวเพื่อนจุ่มลงไปในหม้อชาบูแทนเนื้อมันเสียเดี๋ยวนั้น ทำไมทุกครั้งที่เจอหน้ากันแต่ละคนถึงได้ชอบถามเขาเรื่องนี้กันจังนะ

“แล้วตกลงว่าไง เมื่อไหร่จะมีแฟน”

“ก็บอกแล้วไงว่ายังไม่อยากมี เลิกพูดถึงเรื่องนี้เถอะน่า”

“แต่ฉันเสียดายความหล่อนายอะ ถ้าฉันหน้าตาดีได้สักครึ่งของนายบ้างฉันจะหาแฟนสวย ๆ มาควงสักคน” ยูตะว่าพลางคีบชิ้นเนื้อจุ่มน้ำจิ้มแล้วเอาเข้าปากด้วยหน้าตาเซ็งเล็ก ๆ แต่เจสซี่ก็พอจะเห็นแววตาวูบไหวของเพื่อนอยู่ราง ๆ ก่อนที่มันจะจางไปอย่างรวดเร็ว และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มลูกครึ่งเริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาลาง ๆ

“มีปัญหากับยูกะเหรอ” เขาถามช้า ๆ ไม่แน่ใจว่าควรพูดถึงดีมั้ยยูกะเป็นแฟนของยูตะ ทั้งคู่คบกันมาได้เกือบปีแล้ว อันที่จริงทั้งเจสซี่และยูโกะก็เห็นคนทั้งคู่คบกันดีมีความสุขมาโดยตลอดกระทั่งช่วงหลัง ๆ ที่เริ่มมีปัญหาทะเลาะกันบ่อย ๆ

“เลิกแล้วล่ะ… เขาไปมีคนใหม่ว่ะ” ยูโกะโอบไหล่เพื่อนที่วางตะเกียบลงกับจาน ท่าทางซึม ๆ ที่พวกเขาไม่เคยชินจากเพื่อนสนิทที่ร่าเริงที่สุดในกลุ่ม ทำให้คนมองสองคนรู้สึกแย่ไปพอควร

“ไม่เป็นไรนะ อย่างนายน่ะหาใหม่ได้อยู่แล้ว”

เจสซี่มองภาพของยูโกะที่กำลังปลอบยูตะแล้วอดนึกสงสัย ระหว่างคบกันแล้วเลิกกันทีหลังอย่างยูตะ หรือไม่สามารถสารภาพรักได้เลยอย่างเขา อันไหนมันจะเจ็บกว่ากัน

สุดท้ายแล้วการมานั่งกินข้าวด้วยกันของพวกเขาก็กลายเป็นการนั่งปลอบใจเพื่อนไปเสียอย่างนั้น แต่เจสซี่ก็คิดว่าดีแล้วที่ยูตะเลือกที่จะมาหาพวกเขา ไม่ได้หมกตัวนั่งร้องไห้เศร้าอยู่คนเดียวแล้วไม่บอกใครเลยว่าเกิดอะไรขึ้น

ขากลับ ยูโกะตัดสินใจลากเอายูตะกลับไปด้วย โดยบอกว่าไม่อยากให้อีกคนอยู่คนเดียว เจสซี่จึงเสนอตัวไปค้างบ้านยูโกะด้วยอีกคน แต่ยูโกะก็ปฏิเสธว่าไม่เป็นไร เขาคนเดียวคงพอดูยูตะได้อยู่ คนอกหักที่พยายามทำตัวร่าเริงเลยโวยวายเล็กน้อยพอเป็นพิธี แล้วก็โดนยูโกะลากหายไป

ระหว่างนั่งรถกลับคอนโด ชายหนุ่มลูกครึ่งก็เผลอคิดถึงเรื่องราวของตัวเอง

หลายคนรอบตัวชอบถามเขาว่าเมื่อไหร่จะมีแฟน เขาตอบไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากมี เพียงแต่คนที่อยากให้มาอยู่เคียงข้างเป็นคนที่เขาไม่อาจดึงมาอยู่ข้างกันได้ก็เท่านั้น แล้วเขาก็ยังเลิกรักคน ๆ นั้นไม่ได้ เขาจึงยังไม่คิดจะมีแฟน แต่เจสซี่ไม่ได้นึกเดือดร้อนหรือเสียใจอะไร เพราะถึงจะยังรัก ทว่าเวลามันผ่านมานานจนความเจ็บมันจางไปมากแล้วเขาในตอนนี้แค่รักไปเรื่อย ๆ เท่านั้น

โทรศัพท์ในมือเขาสั่นเรียกให้เจสซี่กลับมาสู่โลกความจริง เมื่อเขาปลดล็อกโทรศัพท์ดู จึงได้เห็นว่าเป็นแจ้งเตือนว่าเพื่อนในโลกทวิตเตอร์ส่งรูปแผ่นเพลงใหม่ของวง F Tone มาให้ ท่าทางอีกฝ่ายจะหาเวลาไปซื้อมาได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วิศวกรหนุ่มส่งยิ้มให้กับแคปชั่นที่อีกคนเมนชั่นถึงเขาว่า “ได้มาแล้วล่ะ จะเปิดฟังละนะคร้าบบ~” เจ้าของทวิตเตอร์ ForeverTONE ช่างเป็นคนที่ร่าเริงได้ตลอดจริง ๆ

เขาไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าส่งอีโมติคอนหน้ายิ้มกลับไปรอคอยให้ทางนั้นตอบกลับมา แล้วพวกเขาก็เริ่มคุยกัน

นอกจากโฮคุโตะแล้ว บางทีคนที่เขากำลังสนทนาด้วยอาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาลืมรักครั้งนั้นไม่ลง

เจสซี่มักรู้สึกได้ถึงความคุ้นเคยบางอย่างที่ผ่านมาจากข้อความต่าง ๆ วิธีการใช้คำ วิธีการวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ รวมไปถึงสิ่งที่อีกฝ่ายชอบ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เพลง หรือหนังสือ มันชวนให้เขาคิดถึงคนในความทรงจำคนนั้นเหลือเกิน ทั้งสองคนเหมือนกันมากจนบางครั้งเขาก็เผลอคิดไปว่าเขากำลังคุยอยู่กับคนที่ตัวเองคิดถึง แม้เขาจะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นไปไม่ได้ก็ตาม

ชายหนุ่มหยุดพิมพ์ตอบโต้ไปมาเมื่อรถประจำทางใกล้จะมาถึงจุดหมาย เขาเก็บโทรศัพท์มือถือลง พลางสะบัดหัวไล่ความคิดแปลก ๆ ออกไปให้หมด ย้ำกับตัวเองอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ว่าเพื่อนทางทวิตเตอร์ของเขาไม่มีทางเป็นคนเดียวกันกับคนคนนั้นเด็ดขาด

โฮคุโตะฮัมเพลงในลำคอเบา ๆ ขณะส่งรูปถ่ายมินิโฟโต้บุ๊คของวงที่แถมไปกับซิงเกิลใหม่ที่เพิ่งวางแผงแล้วกดส่งไปทางทวิตเตอร์ โดยไม่ลืมที่จะเมนชั่นถึงเพื่อนที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ด้วย เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเจ้าของทวิตเตอร์ NorthStarInTheSky ไม่ได้มินิโฟโต้บุ๊คอันนี้เป็นแน่ เพราะอีกคนไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย

ตามคาดอีกฝ่ายโวยวายกลับมายกใหญ่ว่าตนอุตส่าห์ไปซื้อตั้งแต่วันแรกที่ซิงเกิลวางแผงแต่ไม่ได้ ขณะที่เขา (ซึ่งทางนั้นเข้าใจว่าไปซื้อทีหลัง) กลับได้มาครอบครอง และนั่นก็ทำให้โฮคุโตะแอบรู้สึกสะใจเล็กน้อย ถือเสียว่าเป็นการเอาคืนจากที่ชอบเยาะเย้ยเขาเรื่องแผ่นซิงเกิลอันก่อนที่เขาจงใจบอกว่าไปซื้อมาทีหลังก็แล้วกัน

ก็เขาไปซื้อมาเองทีหลังอีกฝ่ายจริง ๆ แต่แผ่นแรกพร้อมของแถม เขาที่เป็นสมาชิกของวงย่อมได้มาตั้งแต่ก่อนวางแผงแล้ว

โฮคุโตะไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิดว่าตัวเองกำลังยิ้มกว้างกระทั่งจูริว่าขึ้น

“ฉันว่าโฮคุโตะมันต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ เลยอะ นั่งดูมือถือแล้วหัวเราะก็เป็นด้วย”

ชินทาโร่กับไทกะไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่พยักหน้าแสดงความเห็นด้วยเท่านั้น  โฮคุโตะจึงหันกลับไปตอบโต้

“แล้วทำไมเล่า”

“เปล๊า! ก็แค่คิดเล่น ๆ ว่านายกำลังแอบคุยกับสาวที่ไหนไม่บอกกันรึเปล่า”

“จะบ้ารึไง!! ฉันคุยกับแฟนคลับเว้ย ผู้ชายด้วย ไม่มีสาวที่ไหนให้หมกทั้งนั้นแหละ” คราวนี้เป็นทีของไทกะบ้าง เจ้าของใบหน้าหวานเดินไปนั่งบนโซฟาข้าง ๆ มือคีย์บอร์ดที่เขยิบหนีไปอีกทางโดยไม่รู้ตัว แล้วเริ่มไล่ต้อนอีกฝ่าย

“แล้วทำไมต้องขึ้นเสียงสูงล่ะ หรือว่าแอบมีอยู่จริง ๆ”

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่มี ขึ้นเสียงสูงที่ไหนกันล่ะ” ชินทาโร่เดินมาคว้าเอามือถือของโฮคุโตะจากมือเจ้าของออกมาแล้วสไลด์ดูทันที โดยมีจำเลยนั่งมองด้วยสายตาบ่งชัดว่าระอาในความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนร่วมวงไม่น้อย

“ไรว้า ผู้ชายนี่นา” ว่าแล้วก็ส่งมือถือต่อให้จูริที่รับไปดูกับไทกะ ไม่ได้สนใจมือของโฮคุโตะที่ยื่นออกมาจะรับของคืนเลยสักนิด ให้ชายหนุ่มนั่งหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์ ลุกหนีไปหาหนังสือมาอ่านแก้เซ็ง เอาตามใจปล่อยให้เพื่อนรื้อโทรศัพท์ล้วงข้อมูลตามชอบ บอกแล้วว่าเขาคุยอยู่กับแฟนคลับผู้ชาย ไม่ได้แอบหมกแฟนหมกสาวอะไรทั้งนั้น ไม่เชื่อกันนักก็ไปไล่ดูเอาเองแล้วกัน เขาขี้เกียจแก้อะไรแล้ว

แต่ไม่ทันที่เขาจะได้เปิดหน้าหนังสือออกอ่านอย่างที่ตั้งใจ ไทกะก็พูดขึ้นมาเสียก่อน

“หรือนายจะคบกับเขาอยู่จริง ๆ” คนโดนเข้าใจว่าแอบไปมีแฟนเป็นผู้ชายด้วยกันแทบสำลักน้ำลายตัวเอง หันกลับไปว้ากอย่างลืมตัว

“นายจะบ้าเรอะ!! ฉันผู้ชาย เขาก็ผู้ชาย แล้วจะไปคบกันยังไง”

ไทกะยักไหล่ แล้วเอ่ยต่อ “แล้วไง ผู้ชายกับผู้ชายรักกันคบกันมีเยอะแยะ แล้วดูพวกนายดิคุยกันซะมุ้งมิ้งขนาดนี้ ไม่ให้คิดแบบนี้จะให้คิดแบบไหนล่ะ”

“ก็คิดว่าเป็นเพื่อนคุยกันไงเล่า… แล้วนายก็เลิกส่องได้แล้วจูริ เอามานี่” โฮคุโตะพูดอย่างหงุดหงิด เดินไปดึงมือถือตัวเองคืนจากมือเพื่อนที่ยังสไลด์อ่านไม่เลิก

“โห่ แซวนิดดูหน่อยไม่ได้เลยนะ”

เสียงบ่นหงุงหงิงจากเพื่อนทำให้โฮคุโตะถอนหายใจยาวทีหนึ่งแล้วตอบโต้บ้าง

“ก็ที่พวกนายพูดมันเรื่องจริงที่ไหนล่ะ มันไม่ได้เสียแค่ฉันคนเดียว แต่กับพี่คนนั้นก็ด้วย อีกอย่าง ถ้าเผลอมีใครมาได้ยินแล้วเข้าใจผิด เอาไปพูดจะแย่เอาได้นะ”

“คร้าบ ๆ รู้แล้วคร้าบบบ วันหลังจะระวังนะครับ ลีดเดอร์”คนถูกล้อเลียนเขกหัวเพื่อนร่วมวงกันไปคนละทีอย่างหมั่นไส้ เขาไม่ชอบให้ใครมาเรียกเขาว่าหัวหน้า อันที่จริงเขาไม่อยากรับตำแหน่งนี้ แต่เพื่อนร่วมวงคนอื่น ๆ กลับพร้อมใจกันโยนตำแหน่งนี้มาให้ เขาจึงเลือกที่จะไม่พูดถึงจนน้อยคนนักที่จะรู้ว่า F Tone มีหัวหน้าวงเหมือนกัน

โฮคุโตะมองบทสนทนาระหว่างเขากับเพื่อนในทวิตเตอร์ก่อนจะตัดสินใจว่าเขาควรเพลา ๆ การติดต่อกับเพื่อนคนนี้ลงบ้างเสียแล้ว

แต่ความคิดก็ยังคงเป็นแค่ความคิด

เพราะไม่กี่วันถัดมาโฮคุโตะก็เพิ่งระลึกตัวได้ว่าตัวเองยังคงกดมือถือ ทวีตคุยกับอีกฝ่ายอย่างสนุกสนานเช่นเดิม เขากดส่งสติ๊กเกอร์ให้อีกคน พร้อมกับรอคำตอบกลับอย่างใจจดใจจ่อ ลึก ๆ แล้วเขาพอจะรู้ตัวเองดีว่าทำไมถึงได้ติดเพื่อนใหม่คนนี้มากนัก

แต่ไหนแต่ไรมาโฮคุโตะไม่ค่อยมีเพื่อนที่สนิทกันมากสักเท่าไหร่ นอกจากสมาชิกวง F Tone แล้ว ก็มีเพื่อนที่สนิทกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมอยู่อีกแค่สามสี่คนเท่านั้น แต่ด้วยความที่เขาชอบเข้าไปหาหนังสืออ่านในห้องสมุดอยู่ตลอด ทำให้เขาได้เจอกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นคนผลักดันให้เขาได้มายืนอยู่ในจุดนี้

เขายอมรับว่าเขาแอบชอบรุ่นพี่ใจดีคนนั้น ชอบรอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งมาให้ แต่เขาไม่ได้บอกเรื่องนี้ออกไป มันต้องใช้เวลามากพอสมควรกว่าจะทำใจได้ว่าตัวเองชอบผู้ชายสักคน แล้วที่สำคัญ อีกคนจะคิดอย่างไร จะโอเคหรือจะรังเกียจก็ไม่รู้ โฮคุโตะจึงตัดสินใจเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับกระทั่งขาดการติดต่อกับรุ่นพี่ใจดีคนนั้น

แต่เหมือนเขื่อนที่เก็บกักความรู้สึกของเขามันค่อย ๆ กร่อนลงช้า ๆ ซึ่งสาเหตุก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนใช้ทวิตเตอร์ NorthStarInTheSky นั่นเอง

นักดนตรีหนุ่มรู้สึกมาโดยตลอดว่าคนที่เขาชอบเข้าไปพูดคุยด้วยเหมือนกับคนในความทรงจำมากกว่าที่เคยคิดไว้แต่แรก มากจนเขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นคนเดียวกันรึเปล่า แต่เขาก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไป คนที่รักความสันโดษแล้วยังชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจแบบนั้นคงไม่ได้สนใจฟังเพลงร็อกอย่างจริงจัง และประกาศตัวเป็นแฟนคลับใครสักคนผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างแน่นอน

เขาทวีตตอบโต้กันไปมาอยู่สักพักแล้วเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง มองออกไปนอกหน้าต่างรถยนต์ที่กำลังพาเขาไปยังสถานที่ถ่ายแบบลงนิตยสารอย่างเลื่อนลอย ภาพของทะเลสีครามกับท้องฟ้าสดใสที่ปรากฏแก่สายตาทำให้เขาเผลอคิดถึงวันที่เขาได้ไปเที่ยวทะเลกับรุ่นพี่คนสำคัญเพียงสองคนอย่างไม่ได้ตั้งใจ

วันนั้นเป็นวันที่ฟ้าเปิด แสดงอาทิตย์ส่องลงมากระทบกับผืนน้ำสวย บริเวณนี้เป็นชายหาดที่ให้บรรดานักท่องเที่ยวได้เข้ามาจับจองหาที่นั่งปักร่มอาบแดด คนค่อนข้างเยอะพอสมควรเพราะเป็นช่วงปิดเทอมหน้าร้อน

รุ่นพี่ที่เป็นคนชวนเขามาพาเขาไปอีกทาง หาดเล็กกว่า แต่คนน้อยกว่า มีเพียงคนไม่กี่กลุ่มที่นั่งกันอยู่ เขาช่วยคนอายุมากกว่าปูเสื่อแล้วนั่งมองดูคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นระลอก ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมือหนาเอากระป๋องน้ำอัดลมเย็น ๆ มาทาบเข้ากับแก้มเขา

เขาโวยวายแต่คนขี้แกล้งก็เอาแต่หัวเราะ และเมื่อเห็นว่าเขาโกรธ ผู้ช่วยบรรณารักษ์ก็เลยเปิดกระป๋องน้ำยื่นให้ แม้ปากจะบอกขอโทษกลั้วหัวเราะอยู่ก็ตาม

“ไปเล่นน้ำกัน”

“ครับ?”

“เล่นน้ำไง เล่นน้ำมาถึงนี่ทั้งทีไม่ได้เล่นน้ำก็น่าเสียดายแย่

โฮคุโตะถูกดึงกลับออกจากห้วงคิดเมื่อชินทาโร่ที่ถูกจูริกับไทกะรุมแกล้งส่งเสียงเอะอะโวยวายดังลั่นรถตู้ เขาขยับเอี้ยวตัวหันไปมอง ชินทาโร่โดนจูริจับแขนไว้ทั้งสองข้าง โดยมีไทกะจี้เอวอีกคนอย่างสนุกสนาน เขาส่ายหน้าน้อย ๆ แล้วส่งยิ้มบางที่เจือคำขอโทษไปให้กับผู้จัดการวงที่หันกลับมามองเช่นกัน

กว่าจะถึงสถานที่ถ่ายแบบ ชินทาโร่ก็ร้องตะโกนจนเสียงแหบแห้งไปแล้ว ไทกะกับจูริจึงรีบวิ่งไปเอาน้ำจากในกระเป๋ามารินใส่แก้วส่งให้อย่างพยายามไถ่โทษ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะได้ผลเพราะหน้างอ ๆ นั่นกลับมาสดใสเหมือนเดิม

มือคีย์บอร์ดหนุ่มหยิบเอาโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายรูปทะเลสวย ๆ แล้วอัพเดทลงทวิตเตอร์ออฟฟิเชียล ติดแคปชั่นเท่ ๆ ไปเล็กน้อย แล้วเดินไปแต่งหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมถ่ายแบบ

การถ่ายแบบครั้งนี้เน้นแสดงความเป็นกันเองและความสนิทสนมกันระหว่างสมาชิกในวง สตาฟจึงให้พวกเขาเล่นน้ำ หรือทำอะไรก็ได้ตามใจชอบแล้วช่างกล้องจะคอยถ่ายรูปเก็บเอาไว้เอง เมื่อได้ยินแบบนั้น จูริจึงหาโอกาสแอบมากระซิบกับโฮคุโตะให้ช่วยแกล้งคนอื่น ๆ ในวง เริ่มจากการจับไทกะที่เพิ่งทาครีมกันแดดเสร็จโยนลงน้ำ ตามด้วยป่วนชินทาโร่จนกินแตงโมไม่ได้ และสุดท้ายซึ่งอันที่จริง จูริไม่ได้วางแผนไว้ แต่โฮคุโตะตั้งใจสมนาคุณให้ด้วยการดำน้ำลงไปดึงขาจูริให้อีกคนล้มลงน้ำ และสำลักน้ำไปสบถสาบานไปเล่น

นับได้ว่าเป็นการถ่ายแบบที่ไม่เคร่งเครียดอะไรเลย เพราะพวกเขาเพียงแค่เล่นกันเหมือนเด็ก ๆ เท่านั้น ผู้จัดการที่ยืนมองอยู่ได้แต่ส่ายหน้าเมื่อเห็น F Tone แต่ละคนทำตัวเป็นเด็กโข่ง กระนั้นผู้จัดการคนสวยก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วปล่อยให้เล่นกันไปแบบนั้นแล้วหันไปหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายรูปเก็บไว้แทน โฮคุโตะแอบได้ยินเจ้าตัวพึมพำว่าจะเอาไปใส่ในเว็บไซต์ให้แฟน ๆ ได้เห็นว่าวงร็อกที่เห็นว่าเท่นั้น ความจริงแล้วก็เป็นแค่บรรดาเด็กโข่งไม่รู้จักโตเท่านั้นเอง

ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเห็นด้วยกับผู้จัดการสาว แม้ว่าเขาจะลงไปเล่นด้วยอย่างสนุกสนานก็ตาม เขาไม่ได้เล่นน้ำทะเลมานานมากแล้ว หลังจากที่เขาไปเที่ยวทะเลกับรุ่นพี่กันสองคนครั้งนั้น เขาก็ไม่มีโอกาสได้ทำมากกว่าเอาขาจุ่มน้ำทะเลอีก โฮคุโตะจึงฉวยโอกาสนี้เล่นเหมือนเด็ก ๆ ให้หายอยาก ยิ่งพวกเขากำหนดวันจัดคอนเสิร์ตแล้ว จากนี้ก็มั่นใจได้เลยว่าพวกเขาคงยุ่งจนไม่มีเวลาพักสบาย ๆ เป็นแน่

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา หลังจากที่ปล่อยให้ได้เล่นน้ำกันเป็นชั่วโมงจนชุ่มปอด พวกเขาก็ถูกเรียกให้ขึ้นไปล้างตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน

เขาหัวเราะกับคำบ่นของไทกะที่ว่ายังเล่นได้ไม่เต็มอิ่มจนโดนผู้จัดการวงตีแขนไปทีหนึ่ง และใบหน้าเซ็งสุด ๆ ของน้องเล็กที่หลงรักทะเลและการโต้คลื่นเป็นชีวิตจิตใจ เพราะคลื่นไม่ค่อยแรงน้องเล็กของวงจึงออกไปโต้คลื่นไม่ได้ ได้แต่เล่นน้ำทะเลอยู่กับพวกเขาเท่านั้น พอโดนเรียกให้กลับก่อนที่คลื่นจะเริ่มแรงขึ้น เจ้าตัวเลยออกอาการเล็กน้อย แต่ไม่ได้บ่นออกมาเท่านั้น

พวกเขานั่งรถตู้กลับเหมือนตอนมา โฮคุโตะเลือกนั่งริมหน้าต่างแถวหน้าสุดเหมือนเคย เขาสวมเฮดโฟนเปิดเพลงฟังไปเรื่อยเปื่อย ขณะที่ปล่อยให้อีกสามคนที่เหลือผล็อยหลับกันอยู่เบาะหลัง ๆ เพลงที่สุ่มเปิดขึ้นมาทำให้เขายกยิ้มบางกับความบังเอิญนั้น

ฉันยังจดจำได้จนถึงตอนนี้ ฤดูร้อนนั้นที่ฉันได้พบกับความรัก

บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยดอกสร้อยฟ้ากำลังเบ่งบานท่ามกลางแสงอาทิตย์

เพลงนั้นเป็นเพลงที่คนคนนั้นเปิดให้เขาฟังตอนนั่งอยู่บนรถไฟตอนกำลังกลับจากทะเลเมื่อวันนั้น และบอกว่าเป็นเพลงที่เจ้าตัวชอบมาก เขาเองพอได้ฟังก็ติด เลยไปซื้อมาแล้วเอาไปใส่ไว้ในโทรศัพท์มือถือบ้าง

ฉันค่อย ๆ เอียงคอซบลงบนไหล่ขวาของเธอ

เพียงเท่านั้นฉันก็สบายใจและมีความสุขแล้ว

ชายหนุ่มฮัมเพลงตามทำนองเบา ๆ เนื้อเพลงมันไม่ได้ผิดไปจากความทรงจำของเขาเท่าไรนัก เมื่อคนในฝันเป็นทั้งแรงผลักดันและที่พักใจของเขามาตลอด แม้แต่ในตอนนี้อีกฝ่ายก็ยังคงเป็นหลักให้เขายึดเพื่อก้าวเดินต่อไปอยู่เหมือนเดิม

โฮคุโตะก้มลงมองโทรศัพท์ในมือที่สั่นแจ้งเตือนจากทวิตเตอร์ เขาก้มลงเปิดดู เพื่อนในโลกทวิตของเขาส่งข้อความมาทักว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขายิ้มก่อนจะตอบกลับไป

เขาเคยคิด ว่าถ้าเจ้าของทวิตเตอร์ NorthStarInTheSky เป็นคนคนเดียวกันกับคนที่เขาฝันถึงจะเป็นอย่างไร โฮคุโตะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่หลายคำพูดที่อีกคนพิมพ์ตอบโต้มาช่างเหมือนกับใครคนนั้นเหลือเกิน

เหมือนจนชายหนุ่มไม่นึกแปลกใจที่เพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้าคนนี้กลายเป็นคนสำคัญอีกคนในชีวิตที่ซ้อนทับกับคน ๆ นั้นที่เป็นเจ้าของหัวใจของเขามาตลอดหลายปี

คอนเสิร์ตของ F Tone เปิดให้จองตั๋วแล้ว และใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งวันตั๋วคอนเสิร์ตก็หมดอย่างรวดเร็ว

เจสซี่เผลอถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อเห็นข่าว นึกโชคดีขึ้นมาที่ตัวเองกดจองตั๋วทัน ไม่อย่างนั้นคงต้องไปรอบัตรหลุดในอีกสามวันข้างหน้า และถ้ายังไม่ได้อีกเขาก็คงชวดคอนเสิร์ตครั้งนี้เสียแล้ว อีกอย่างที่นั่งของเขาแม้จะไม่ได้เรียกว่าดีนักเพราะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดชนิดติดตัวศิลปิน แต่ก็ไม่ถึงกับอยู่สูงจนมองไม่เห็นอะไร

ปกติบัตรก็ขายได้หมดเร็วอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ดันมีแคมเปญของวงที่จะสุ่มผู้โชคดีจำนวนสี่คนจากทั้งหมดเป็นหมื่นในโตเกียวโดมเพื่อไปร่วมพูดคุยสนทนากับสมาชิกวงแต่ละคนเป็นการส่วนตัวเพิ่มขึ้นมาอีก ทำให้อัตราการแข่งขันแย่งชิงตั๋วที่นั่งยิ่งมากขึ้นไปอีก ถึงจะไม่ได้หวังเป็นผู้โชคดีคนนั้น แต่เขาก็หวังจะได้เข้าไปนั่งฟังเพลงที่เล่นกันสด ๆ ในโตเกียวโดม

เจ้าของแอคเคานต์ ForeverTONE ถามเขาว่าได้บัตรไหม และนั่งอยู่ตรงไหน เขาจึงตอบไปพร้อมกับเอ่ยชวนอีกฝ่ายมาเจอกันก่อนเริ่มคอนเสิร์ต แต่อีกคนตอบปฏิเสธพร้อมโอดครวญว่าติดงานเลยไปไม่ได้ลงทวิตเตอร์รัว ๆ ให้เขาปลอบอยู่พักใหญ่ แต่เจสซี่ก็ไม่ได้นึกเบื่ออะไร กลับคิดด้วยซ้ำว่าดูน่ารักดี

เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเริ่มตกหลุมรักอีกครั้ง เป็นการตกหลุมรักทั้ง ๆ ที่เขายังรักใครอีกคนอยู่ แต่ชายหนุ่มลูกครึ่งก็เข้าใจดีว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

คนสองคนที่เจสซี่ค่อนข้างมั่นใจว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกัน แต่กลับเหมือนกันมาก ทั้งวิธีการพูด ทั้งความคิด คนที่เขากำลังคุยด้วยอาจดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็กคนนั้น หากมีเค้าเดียวกันแทบไม่ผิดเพี้ยน เขาในตอนนี้เลยหลงรักอีกคน เช่นเดียวกับตัวเองในอดีตที่หลงรักรุ่นน้อง

บางทีเขาก็คงหลงรักภาพของรุ่นน้องคนนั้นผ่านข้อความทางทวิตเตอร์นี่กระมัง

คอนเสิร์ตครั้งนี้เขาลากเอาตัวยูโกะกับยูตะไปด้วยเหมือนทุกครั้ง ทั้งสองกระเซ้าเขาขำ ๆ ว่าไม่สนใจลุ้นมีตแอนด์กรีตเหมือนคนอื่นบ้างหรือ เจสซี่ได้แต่ส่ายหน้าอย่างไม่เอาด้วย คนตั้งห้าหมื่นกว่าคนเลือกไปแค่สี่ ถ้าไม่ได้มีบุญชนิดทำมาเป็นชาติก็คงต้องฟลุ๊กขั้นสุดเท่านั้นแหละ

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังนับวันนับคืนรอให้ถึงคอนเสิร์ตเร็ว ๆ อยู่ดี

เขาคิดไว้ว่าน่าจะมีคนเมนชั่นมาหาเขาในทวิตเตอร์เช้าวันงาน แต่กลับไม่มีวี่แววของคนที่เขารอเลยสักนิด เขาจึงเป็นฝ่ายทักไปว่าเดี๋ยวจะถ่ายรูปบรรยากาศภายในไปฝาก

เขากดเปิดทวิตเตอร์ดูแทบจะทุก 5 นาที แต่ก็ไม่มีอะไรเด้งเตือนตอบกลับ ดูเหมือนว่าคนที่เขาชอบคุยด้วยจะไม่ว่างคุยจริง ๆ เจสซี่จึงตัดใจแล้วเปลี่ยนไปโทรตามเพื่อนอีกสองคนที่ยังไม่มาแม้จะเลยเวลานัดมาสิบนาทีแล้วแทน

กว่ายูตะและยูโกะจะมา จนกระทั่งได้เข้าไปนั่งรอในโดมก็กินเวลาไปโข อีกไม่ถึงชั่วโมงคอนเสิร์ตก็จะเริ่มขึ้นแล้วเจสซี่ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปบรรยากาศแล้วส่งให้อีกคนดูในทวิตเตอร์ พอดีกับที่ทางนั้นตอบกลับมาว่าขอให้เขามีความสุขกับการดูคอนเสิร์ต

บรรยากาศของคอนเสิร์ตในโดมดูสนุกสนาน คนดูต่างก็ส่งเสียงร้องตามนักร้องนำกันอย่างเต็มที่ชนิดไม่กลัวเสียงแหบหรือเจ็บคอสักนิด เช่นเดียวกันกับเจสซี่ที่ร้องตามได้มันทุกเพลงแบบไม่ผิดเพี้ยนสักประโยค

ชายหนุ่มลูกครึ่งมองลงไปยังเวทีด้านล่างด้วยความรู้สึกหลากหลาย คนส่วนใหญ่มักจะมองนักร้องนำของวงที่เป็นเจ้าของเสียงอันไพเราะ แต่สายตาของเจสซี่กลับเหมือนถูกตรึงเอาไว้กับมือคีย์บอร์ดหนุ่มที่รัวนิ้วลงบนคีย์อย่างสนุกสนาน เขายิ้มบาง ดูเหมือนว่าไอดอลของเขายังคงร่าเริงเหมือนอย่างเคย

เวลาแห่งความสนุกมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ เพราะไม่ทันจะรู้ตัวคอนเสิร์ตในวันนี้ก็กำลังจะจบลง ให้แฟน ๆ หลายคนที่ยังสนุกไม่สะใจพากันเสียดายเป็นทิวแถว

กระนั้นความรู้สึกเสียดายที่คอนเสิร์ตจบลงก็ถูกกลบเสียเกือบมิดด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อจูริบอกใส่ไมโครโฟนว่าจะเริ่มประกาศผู้โชคดีจำนวน 4 คนแล้วโดยสมาชิกวงแต่ละคนจะจับฉลากและประกาศหมายเลขที่นั่งที่ได้เข้าไปพูดคุยด้วยกันแบบตัวต่อตัว เพราะฉะนั้นถึงจะโชคดีเป็น 1 ใน 4 แต่ก็ยังต้องลุ้นกันอีกว่าจะได้ไปมีตแอนด์กรีตกับคนที่ชอบด้วยหรือเปล่า

เขาหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างหน้าสองคนพากันกรี๊ดกร๊าด ภาวนาให้ตัวเองเป็นผู้โชคดีของวันนี้ เขาไม่ได้นึกอยากเข้าไปเป็นผู้โชคดีเหมือนอย่างพวกเธอเลยสักนิด สิ่งที่เขาอยากทำคือกลับไปบ้านแล้วเมนชั่นเล่าถึงคอนเสิร์ตให้กับเพื่อนในทวิตเตอร์ที่ไม่ได้มาอยู่ในโดมด้วยฟัง

ฉะนั้นเขาจึงไม่ได้ฟังเลยสักนิดว่าเลขที่นั่งใดบ้างที่เป็นผู้ได้รับสิทธิพิเศษเข้าพูดคุยกับสมาชิกวงอย่างเป็นกันเอง เจสซี่จึงตกใจอยู่พอสมควรที่ทั้งยูโกะและยูตะต่างก็หันมาเขย่าตัวเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง ส่วนสองสาวด้านหน้าก็หันมามองด้วยสายตาเสียดายปนอิจฉา

“นายนี่มันโชคดีชะมัดเลยว่ะเจสซี่”

“แต่ก็สมกับที่แอบติ่งเงียบ ๆ มานานอะนะ”

“เดี๋ยว พวกนายพูดเรื่องอะไรกันน่ะ”

เพื่อนที่นั่งขนาบข้างทั้งสองคนได้แต่มองหน้ากันเองแล้วมองหน้าเขาด้วยสายตาเอือมระอาเล็ก ๆก็รู้นะว่าเพื่อนไม่ได้หวังจะได้ แต่ถึงขั้นไม่ฟังเลยนี่มันแย่เกินไปแล้ว

“จะเบลอก็ให้มันมีขอบเขตหน่อย ไม่ได้ฟังที่โฮคุโตะคุงพูดบนเวทีเลยเหรอวะ”

“แกเป็นผู้โชคดีหนึ่งในสี่คนเลยนะเว้ย แถมได้เข้าไปนั่งคุยกับโฮคุโตะคุงด้วย ทำหน้าให้มันดีใจหน่อยสิวะ”

เจสซี่ได้แต่งุนงง สมองประมวลผลด่วนจี๋ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเข้าใจสิ่งที่เพื่อนสองคนข้างตัวพยายามสื่อ และช็อกไปแล้วเรียบร้อย

ถ้าถามว่าดีใจไหม มันก็ดีใจอยู่หรอก แต่เจสซี่ก็ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดีถ้าต้องไปอยู่ต่อหน้าคนคนนั้น

คอนเสิร์ตจบลงได้ด้วยดี โฮคุโตะยิ้มกว้างขณะเอ่ยขอบคุณบรรดาสตาฟที่อยู่รายทาง เขารีบเผ่นเข้าห้องพัก ชิงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความรวดเร็วผิดวิสัย โดยไม่ได้ใส่ใจคำแซวของเพื่อนร่วมวงสักนิด

ความจริงเขาก็รู้สึกผิดกับแฟนคลับคนอื่น ๆ แต่โฮคุโตะก็ตั้งใจภาวนาอยากจะให้คนที่จะเป็นผู้โชคดีได้เจอกับเขาเป็นเพื่อนที่ไม่รู้จักหน้าในทวิตเตอร์ นับได้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่ผลออกมาตรงกับที่เขาอยากจะให้มันเป็น ทำเอาโฮคุโตะหุบยิ้มไม่ลงเลยสักนิดที่ได้รู้ผลจับฉลาก และยังคงยิ้มแม้ว่าสมาชิกอีกสามคนที่เหลือจะทั้งแซวทั้งแขวะก็ตาม

เขาตื่นเต้นที่จะได้เห็นหน้าอีกคนไม่แพ้กับตอนที่ขึ้นเวทีเลยสักนิด ระหว่างที่เดินไปที่ห้องรับรองหนึ่งในสี่ห้อง ชายหนุ่มรู้สึกได้เลยว่ามือไม้ตัวเองเย็นเฉียบ แถมยังสั่นเล็ก ๆ ถึงจะอยากรู้จักตัวจริงของคนที่คุยด้วยกันมันทุกวัน แต่เขาก็เกรงตัวเองจะเผลอพูดออกไปว่าเป็นเจ้าของทวิตเตอร์ ForeverTONE ซึ่งโฮคุโตะกลัวมากว่าผลจะออกมาในแง่ลบ แม้ว่าเขาจะเชื่อมั่นในตัวอีกฝ่ายมากก็ตาม

ชายหนุ่มเผลอชะงักฝีเท้า เชื่อมั่นอย่างนั้นหรือ ดูเหมือนว่าเขาจะเอาภาพของรุ่นพี่คนนั้นมาซ้อนทับกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้าคนนี้มากเกินไปแล้ว กับคนที่เคยคุยกันผ่านทวิตเตอร์ เขาจะเอาอะไรมารับประกัน เอาอะไรมาให้เชื่อ

ร่างสูงส่ายศีรษะเล็กน้อยไล่ความคิด สูดลมหายใจลึกเมื่อเดินมาหยุดที่หน้าห้องรับรองที่ทีมงานจัดไว้ให้ แล้วเปิดประตูเข้าไป

ผมสีน้ำตาล

นิยามแรกที่เขาให้กับคนที่นั่งอยู่ตรงโซฟาสีครีมตรงกลางห้อง สิ่งถัดมาที่เขาเห็น คือผิวขาวอมชมพูที่ผิดจากสีออกเหลืองเหมือนคนเอเชียทั่วไปให้คาดได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะมีเชื้อสายของชาวต่างชาติ

หัวใจของนักดนตรีหนุ่มกระตุกวูบเมื่อรู้สึกว่ามันคล้ายกับคนในความทรงจำเสียเหลือเกิน พยายามบอกตัวเองในใจ ข่มความถวิลหาลงว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ใครคนนั้นไม่มีทางมานั่งอยู่ตรงนี้ คนที่อยู่ข้างหน้าไม่ใช่คนคนนั้น

เมื่อมั่นใจว่าหน้ากากที่ใส่อยู่จะไม่หลุดลอกออก ใบหน้าคมก็เผยรอยยิ้ม ส่งเสียงทักทายคนในห้องอีกคน

“สวัสดีครับ”

คนที่นั่งอยู่ก่อนลุกขึ้น ร่างที่สูงกว่าโฮคุโตะหันกลับมา ในวินาทีนั้นราวกับว่าเวลาค่อย ๆ เดินช้าลง และหยุดนิ่งเมื่อนัยน์ตาสองคู่ประสานกัน

เขาเบิกตากว้าง เมื่อเห็นดวงตาสีน้ำตาลและใบหน้าคมนั่นชัดเจน รอยยิ้มจางหายไปแล้ว เหลือเพียงริมฝีปากที่ขยับเปิดอ้าออกแล้วปิดลงอย่างไม่รู้จะเอ่ยอะไรดี

“เอ่อ… ไม่ได้เจอกันนานนะ” เสียงที่เขาคิดถึงมาโดยตลอดไม่ได้เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนเลยสักนิด แม้ว่ามันจะปนไปด้วยความลังเลเล็กน้อย แต่ยังคงแฝงไปด้วยความอ่อนโยนเหมือนอย่างเคย อย่างที่ทำให้หัวใจเขาสั่นไหวรุนแรงราวกับกำลังจะระเบิดออกมา ราวกับกำแพงที่กักความในใจกำลังจะแตกสลาย

“สบายดี.. ใช่มั้ย”

โฮคุโตะพูดอะไรไม่ออก เขาไม่ได้เตรียมใจเลยสักนิด ไม่ได้เตรียมใจจะมาเจอคนในความฝัน ไม่ได้เตรียมใจว่าคนสองคนที่เขาเห็นภาพซ้อนกันนั่นจะเป็นคนเดียวกันจริง ๆ ไม่ได้เตรียมใจว่าตะกอนความรู้สึกทั้งรักทั้งโหยหาที่ตกค้างมานานหลายปีจะถูกกวนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ไม่ได้เตรียมใจ… ว่าความฝันที่มีมาตลอดหลายปีจะกลายเป็นความจริง

“โฮคุโตะ…”

…โฮคุโตะ…

ชื่อของเขาที่อีกฝ่ายเรียกยิ่งทำให้กำแพงที่สึกหรอลงไปมากแล้วพังทลายแทบไม่เหลือชิ้นดี เมื่อเสียงเรียกนั่นดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงที่ก้องสะท้อนอยู่ในความทรงจำ

ในวินาทีนั้น เรื่องราวระหว่างเขาสองคนที่เคยคิดว่าจบไปแล้ว กำลังเริ่มเดินหน้าต่อช้า ๆ

 

Posted in Fanfiction

[AU One Shot – SixTONES] Tweet to You?

กลับมาหลังหายหัวไปนานค่ะ แฮ่ ช่วงนี้กำลังวุ่น ๆ กับการทำงานครั้งแรกในชีวิต สนุกดีค่ะ แต่ก็เต็มไปด้วยความปวดหัว ฮา

จริง ๆ ดองฟิคไว้เยอะมากเลยล่ะค่ะ มีหลายอันเลยที่ยังไม่ได้เอาลง ดองไว้นานเกิ๊น จะทยอยเอามาลงนะคะ

ยังคงวนเวียนอยู่กับคู่เดิม หนีไปไหนไม่รอดจริง ๆ ล่ะค่ะ ส่วนพล็อตก็ได้จากเพื่อนคนเดิม คนที่คิดพล็อตเด็กแว้นให้เรานั่นล่ะค่ะ ลองเขียนตามที่มีคนคิดให้ก็สนุกไปอีกแบบนะคะ ได้ลองอะไรหลาย ๆ อย่างที่ตามปกติเราไม่นึกเขียน (หรือที่ถูกควรพูดว่านึกไม่ถึงมากกว่า…) แต่ยังไงก็ได้เป็นฟิคเรื่องนี้มาล่ะค่ะ เอาเป็นว่าเข้าเรื่องดีกว่านะคะ

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือใด ๆ ก็ตามแต่รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ

 

[One Shot – SixTONES] Tweet to You?

Pairing : Jesse x Matsumura Hokuto ; Tanaka Juri x Kyomoto Taiga

 

Juttan in love~ @Juttan_sama . 2 ชั่วโมงที่แล้ว

แค่รอยยิ้มของคนคนเดียว ชีวิตก็มีความสุขแล้ว #ไทกะน่ารัก #รู้สึกเหมือนโลกสว่างไสว #ใจสั่นหนักมาก #เขินมากกกกก (///////)

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @Juttan_sama เต๊าะอีกละ ( –   – )

อย่ายุ่งกับไทจังนะ!! @MyuMyu_Kawaii @Juttan_sama เดี๋ยวเถอะไอ้คุณจุ๊ตัน อย่ามายุ่งกับเพื่อนฉันนะเว้ย!!! (#/=[]=)/

Juttan in love~ @Juttan_sama @MyuMyu_Kawaii เอาเวลาหวงก้างไปหาที่รักของตัวเองดีกว่ามั้ย 😛

HAPPY LIFE with YUGO @COACH-KOCHI @Juttan_sama @KyomoTai เค้าว่างั้นแหนะ เคียวโมะจัง

SixTONES_Hime – samA @KyomoTai @Juttan_sama @COACH-KOCHI ช่างมันเถอะโคจิ ก็ดีแต่เพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อยนั่นแหละ

Juttan in love~ @Juttan_sama @KyomoTai ไทกะใจร้าย~ (TT  TT)

 

เจสซี่ได้แต่นั่งอมยิ้มกับบทสนทนาของเพื่อนผ่านทางโซเชียลแอพลิเคชันชื่อดังที่มีรูปนกเป็นสัญลักษณ์ ถ้าไม่ติดว่าเขาอยู่บนรถไฟที่มีผู้โดยสารอยู่มากพอสมควร เขาคงหัวเราะก๊ากออกมาแล้ว

เจ้าของทวิตเตอร์ที่ใช้ชื่อว่า Juttan in love~ คือ ทานากะ จูริ มือกีต้าร์ของวง SixTONES วงดนตรีที่เจสซี่เป็นนักร้องนำอยู่ จูริมักจะชอบเต๊าะ ชอบจีบ เคียวโมโตะ ไทกะ นักร้องนำอีกคนของวงออกสื่ออยู่บ่อย ๆ จนดูเหมือนหมาหยอกไก่ ขณะที่ไทกะก็ชอบทำตัวเย็นชาหรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่า ซึน ใส่จูริประจำ แต่การจิกกัดจากไทกะและการกีดกันจากโมริตะ มิวโตะ เพื่อนสนิทของไทกะก็ไม่ได้ทำให้จูริเต๊าะนักร้องนำคนสวยน้อยลงเลยสักนิด และนั่นก็เป็นสิ่งที่เจสซี่อิจฉาในตัวอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก

โดยปกติแล้วเขาค่อนข้างเป็นคนเฟรนด์ลี่ที่เข้ากับคนอื่น ๆ ได้ง่าย มีเพื่อนเยอะแยะและเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ถ้าพูดไปแล้วเกิดผลดีมากกว่าเสียก็ไม่เคยจะปิด ยกเว้นก็แต่เรื่องของหัวใจของตัวเองที่เจสซี่ไม่กล้าพูดได้แต่เก็บเอาไว้ให้มิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้

เขาสไลด์หน้าจอโทรศัพท์ดูสิ่งที่เพื่อน ๆ ทวีตกันมายาวเหยียดก่อนจะสะดุดกับทวีตหนึ่งของนักศึกษาคณะบัญชี มือคีย์บอร์ดวงเดียวกันกับเขา

หมาป่าเดียวดาย @HokuHokuHokuto . 5 ชั่วโมงที่แล้ว

การรักใครสักคนเนี่ยยากเนอะ

ไม่มีใครตอบทวีตแต่มีคนกดไลค์และกดรีทวีตอยู่หลายคน เจสซี่กดไลค์ทวีตนั้น ไม่มีอะไรจะบรรยายความรู้สึกของเขาต่อสถานการณ์ความรักของตัวเองได้ตรงมากเท่านี้อีกแล้ว

แม้จะรู้ว่ามัตสึมุระ โฮคุโตะเป็นคนที่ชอบเพ้อไปเรื่อย บางครั้งก็มักทวีตอะไรเรื่อยเปื่อย แต่เขาก็อดนึกทบทวนดูไม่ได้ว่าโฮคุโตะกำลังพูดถึงใครอยู่ เขาค่อนข้างกระวนกระวายมากพอควรที่เจ้าของทวีตดูเหมือนจะกำลังมีความรักโดยที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด

ชายหนุ่มรู้ตัวมาเป็นปีแล้วว่าตัวเองหลงรักเพื่อนร่วมวงคนนี้ ช่วงแรกที่รู้ตัว เขาต้องใช้เวลาทำใจอยู่นาน ถึงจะไม่ได้ต่อต้านคนที่มีความรักกับเพศเดียวกัน แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีสักวันที่ตนเองจะหันมารักผู้ชายอย่างจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่ผู้ชายหุ่นบางหน้าหวานจนสวยกว่าผู้หญิงอย่างไทกะ แต่เป็นผู้ชายตัวหนา ๆ ที่เป็นแมนแท้ ๆ เตี้ยกว่าเขาไปบ้างแต่ก็สูงเกินมาตรฐานชายญี่ปุ่นไปโข ซ้ำยังมีหน้าหล่อ ๆ ที่เรียกให้สาว ๆ มาหลงได้หลงดีอีกต่างหาก เขามั่นใจมากว่าถ้าพูดความรู้สึกไปตรง ๆ อีกคนคงรังเกียจเขาจนมองหน้ากันไม่ติดแน่

และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เจสซี่เลือกจะเก็บความในใจเอาไว้เสมอมา

เขานั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพิมพ์ข้อความลงทวิตเตอร์ของตัวเอง ก่อนจะเก็บมันลงกระเป๋ากางเกง เมื่อรถไฟแล่นเข้ามาจอดที่สถานีปลายทาง

Kinki FOREVER!! @Masaya_JC . เมื่อสักครู่

 การรักใครสักคนไม่ใช่เรื่องยาก เพราะการแอบรักข้างเดียวมันยากยิ่งกว่า

 

หมาป่าเดียวดาย @HokuHokuHokuto . 5 นาทีที่แล้ว

ยิ่งฉันใกล้เธอเท่าไหร่ ยิ่งอยากจะเผยใจ เมื่อสบสายตาก็ยิ่งหวั่นไหว มันยากเหลือเกินจะเก็บซ่อนความรักเอาไว้

เจสซี่มองเนื้อเพลงที่โฮคุโตะทวีตด้วยสายตาอ่านยาก นับวันอีกคนจะทวีตเพ้อถึงคน ๆ นั้นบ่อยมากขึ้นทุกที ตั้งแต่ทวีตแรกเมื่อสองอาทิตย์ก่อนจนวันนี้นับเป็นสิบทวีตได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น

ใกล้เพียงเอื้อม แต่ไกลเกินคว้า หรือ ทำอะไรไม่ได้นอกจากได้แต่คิดถึง แม้แต่ อยากเป็นคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แต่ก็รู้ว่านั่นไม่ใช่ที่ของเรา และอื่น ๆ อีกมาก

และที่ทำให้เจสซี่เคืองมากที่สุด คือ ทวีตเนื้อเพลงที่เขาแต่งและนำมาให้วงเล่น คนอื่น ๆ ก็แซวเจ้าของทวีตกันว่าโปรโมตเพลงวงตัวเองอะไรกันไป แต่เจสซี่รู้ดีว่าเนื้อเพลงนั่นสื่อถึงคนในใจของอีกฝ่ายซึ่งมันทำให้เจสซี่อยากเดินเข้าไปกระชากตัวมือคีย์บอร์ดของวงแล้วตะโกนใส่หน้าว่าคนในฝันของเขาก็คือโฮคุโตะนั่นแหละ

“เฮ้ย ทำไรอยู่วะ เจสซี่”

เสียงเรียกพร้อมมือที่ฟาดลงเต็มแรงที่หลังของเขาทำให้คนโดนฟาดหันไปมองคนมาใหม่อย่างขุ่นเคือง

“เจ็บนะ จูริ ฟาดมาได้”

จูริส่งยิ้มกว้างให้เพื่อนก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ บนม้านั่งตัวประจำของพวกเขา ชะเง้อหน้ามองโทรศัพท์ในมือคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วเอ่ยขึ้น

“เล่นทวิตอยู่เหรอ อะ โฮคุโตะมันเพ้ออีกแล้วนี่หว่า พักนี้เพ้อบ่อยนะเนี่ย” เจสซี่ยักไหล่ทีหนึ่ง กดปิดล็อกหน้าจอโทรศัพท์แล้วเก็บลงกระเป๋ากางเกง และเปลี่ยนเรื่องคุย โดยไม่ทันสังเกตว่าเพื่อนร่างผอมเลิกคิ้วขึ้นกับการกระทำของเขา

“แล้วชินทาโร่ล่ะ ไม่มาด้วยกันเหรอไง”

“อาจารย์เรียกคุยเรื่องโปรเจ็กต์อะ เลยจะตามมาทีหลัง แล้วไทกะล่ะ ไม่ได้อยู่ด้วยกันเหรอ”

“เห็นว่าจะไปซื้อของกับมิวโตะก่อนเดี๋ยวค่อยมาน่ะ”

จูริกับโมริโมโตะ ชินทาโร่ มือกลองของวง เรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ด้วยกัน ขณะที่เขากับไทกะเรียนอยู่คณะดุริยางคศาสตร์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นจูริกับชินทาโร่ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ และเห็นเขากับไทกะมาซ้อมดนตรีหลังเลิกคลาสพร้อมกัน

“โฮคุโตะกับโคจิก็ยังไม่มา”

“คงมาพร้อมกันเหมือนเดิมแหละ”

“นั่นสินะ” ตึกคณะบัญชีที่โฮคุโตะเรียนอยู่กับตึกคณะครุศาสตร์ที่โคจิ ยูโกะ มือเบสของวง เรียนอยู่ติดกัน ทั้งสองคนจึงมักจะรอมาด้วยกันเสมอ

“อ้าว พูดถึงก็มาเลย… ที่รัก~ หายไปไหนกับมิวโตะมาอะ เค้าคิดถึง~” มือกีต้าร์ร่างผอมพูดอ้อนพลางส่งสายตาปิ๊ง ๆ ให้กับไทกะที่เดินตรงมาหาพวกเขาพร้อมกับโฮคุโตะและยูโกะซึ่งเจสซี่สันนิษฐานว่าคงไปเจอกันระหว่างทาง

ไทกะทำหน้าย่นใส่จูริ แล้วเดินไปนั่งตรงกันข้ามกับเจสซี่โดยไม่พูดอะไรกับจูริสักคำ ทำให้จูริทำหน้างอนและเริ่มแกล้งโวยวาย ให้เพื่อนคนอื่น ๆ หัวเราะเยาะ

“อะไรกันอะ ที่รักเมินเค้าอย่างนี้ได้ยังไง ใจร้าย”

“อย่าว่าแต่เคียวโมโตะเลย เป็นฉัน ฉันก็หนี” โฮคุโตะว่ากลั้วหัวเราะและนั่งลงข้าง ๆ ไทกะ ขณะที่ยูโกะทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ เจสซี่ทั้งที่ยังหัวเราะไม่หยุด

“นั่นสิ”

“พวกนายอะ ใจร้ายเหมือนกันหมดเลย ฉันอยู่กับเจสซี่ก็ได้ เจสซี่~ พวกนี้แกล้งฉัน~”

คนโดนเรียกเบี่ยงตัวหนีคนที่กำลังจะโผเข้ามาเกาะ ยิ่งทำให้จูริงอนเข้าไปใหญ่ ชายหนุ่มพองแก้มออกราวกับน่ารักนักหนา แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับดูกวนประสาทจนคนมองผลัดกันตบหัวคนงอนไปคนละทีสองทีด้วยความรักและเอ็นดู

“ไม่ต้องมาทำแก้มป่องเลย คิดว่าตัวเองเป็นเด็ก ๆ รึไงที่จะได้ทำแบบนี้แล้วน่ารัก โทษที หาความน่ารักไม่เจอเลยสักนิด” ไทกะว่า ปรายตามองคนที่ยังคงทำแก้มป่องไม่เลิกทั้งที่เพิ่งโดนรุบตบหัวไป อันที่จริงออกจะป่องมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

“ปากร้ายมาก แต่น่ารัก เพราะงั้นให้อภัย”

คนโดนชมกัดริมฝีปากล่างเหมือนพยายามกลั้นยิ้ม สะบัดหน้าที่ออกสีชมพูจาง ๆ ไปอีกทาง ขณะที่คนฟังอีกสามคนพร้อมใจกันโห่ใส่คนพูดและพากันหัวเราะมันทั้งโต๊ะ กระทั่งชินทาโร่ที่เพิ่งเดินมาถึงได้แต่ขมวดคิ้ว ถามด้วยความสงสัย

“โห่อะไรกันน่ะ พวกนาย มีอะไรกันเหรอ”

“ไม่มีอะไรหรอกชินจัง ทุกคนก็แค่ทึ่งในความรักของฉันเท่านั้นเอง” ชินทาโร่ทำหน้าเอือมใส่เพื่อนร่วมคณะ แล้วนั่งลงข้าง ๆ โฮคุโตะที่ชวนอีกฝ่ายคุยทันที

เจสซี่มองภาพของโฮคุโตะกับชินทาโร่ตรงหน้า ปกติโฮคุโตะก็มักตัวติดอยู่กับชินทาโร่มาตั้งแต่สมัยมัธยมที่เรียนมาด้วยกันแล้ว แม้ว่าพอเข้ามหาลัยจะต้องแยกกันบ้างเพราะเรียนกันคนละคณะ แต่เมื่อไหร่ที่มีโอกาสอยู่ด้วยกัน นักศึกษาบัญชีก็ชอบเข้าไปกระแซะติดกับหนุ่มวิศวะเหมือนแต่ก่อน และนั่นก็ทำให้เจสซี่อดคิดไม่ได้ว่าคนที่โฮคุโตะพูดถึงคือชินทาโร่หรือเปล่า

ใช่ว่าเขาไม่เคยลองถามเพื่อนคนอื่น ๆ ดูว่าโฮคุโตะแอบชอบใครอยู่รึเปล่า แต่ทุกคนก็พูดเหมือนกันว่าคงเป็นแค่อาการเพ้อเรื่อยเปื่อยของเจ้าตัวเหมือนอย่างที่เป็นมา มีเพียงเจสซี่คนเดียวที่คิดต่างออกไป และมันก็ทำให้เขาเผลอจับสังเกตอีกคนอยู่ตลอด

“เจสซี่ เป็นอะไรไปน่ะ” ยูโกะสะกิดถาม เมื่อเห็นว่าเขามัวแต่มองคู่ซี้ตัวติดกันคู่นั้นบ่อย ๆ ยูโกะเป็นคนที่จับสังเกตอะไรต่อมิอะไรได้ไวเสมอ ยิ่งโดยเฉพาะกับเจสซี่ที่เห็นหน้ากันมาตั้งแต่อนุบาลจนสนิทกันมากที่สุดในกลุ่ม ความรู้สึกของยูโกะยิ่งไวเป็นพิเศษ

“เปล่าหรอก… นี่ไปซ้อมกันได้รึยัง ไปได้แล้ว ซ้อม ๆ ๆ ๆ”

 

Kinki FOREVER!! @Masaya_JC . 20 นาทีที่แล้ว

 ช่วยทำให้ฉันมั่นใจมากพอจะสารภาพรักออกไปทีสิ

“แน่ใจนะว่าไม่ได้มีอะไรน่ะเจสซี่”

“ก็บอกแล้วไงว่าเปล่า”

“แน่เหรอ ฉันว่าช่วงนี้นายดูไม่ค่อยปกตินะ”

“นั่นสิ นี่ยังไม่นับทวิตเตอร์ของนายด้วย”

เจสซี่กลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ สมแล้วที่เป็นยูโกะกับจูริ สังเกตเห็นทุกอย่างจริง ๆ

ตอนนี้พวกเขากำลังกลับบ้าน หลังจากไปกินข้าวด้วยกันหกคนหลังซ้อมเหมือนทุกที เจสซี่ จูริกับยูโกะที่บ้านใกล้กันจึงเดินกลับบ้านด้วยกันเหมือนทุกที

“บอกความจริงมาดีกว่าเจสซี่ นายชอบใครอยู่ใช่มั้ย”

มันอาจจะเป็นความผิดพลาดของชายหนุ่มลูกครึ่งเองที่ดันบ้าไปทวีตที่สื่อถึงความในใจของตัวเองเหมือนอย่างที่โฮคุโตะทำ ทั้งที่รู้ดีว่าบางทีโฮคุโตะก็แค่ทวีตไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น และยิ่งอีกคนมากดไลค์ทวีตของเขาแล้ว มันก็ทำให้เขาหงุดหงิดในใจมากขึ้นไปด้วย ความรู้สึกของพวกเขาแทบไม่ต่างกันเลยจริง ๆ ผิดก็แต่เขาชอบโฮคุโตะ แต่โฮคุโตะชอบใครก็ไม่รู้

“ก็… แอบชอบคน ๆ นึงอยู่น่ะนะ ความจริงก็ชอบเขามานานแล้วแหละ…”

“ชื่ออะไร เรียนอยู่ที่ไหน คณะเดียวกับนายปะ”

“แล้วสวยมั้ย น่ารักมั้ย ทำไมไม่เคยเห็นบอกกันมั่งเลยวะ” จูริกับยูโกะพร้อมใจกันระดมคำถามใส่ร่างสูงที่ต้องรีบยกมือขึ้นเบรกเพื่อน

“พอเลย รัวแบบนั้นใครจะไปตอบทัน”

“งั้นเอาคำถามแรก ชื่ออะไร”

เจสซี่นิ่งไป ท่าทางดูอึกอักเล็กน้อย เพราะไม่รู้จะบอกไปยังไงดี ถึงเขาจะมั่นใจว่าสองคนตรงหน้าเก็บความลับให้เขาได้ แต่การบอกว่าแอบชอบเพื่อนอีกคนที่เป็นผู้ชายเหมือนกันมันก็ทำใจได้ยากอยู่ แต่แน่ล่ะว่าท่าทางของเจสซี่ย่อมไม่พ้นสายตาของเพื่อนสองคนที่มองตากันเป็นเชิงบอกว่า ว่าแล้ว

“โฮคุโตะสินะ” ยูโกะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ตามด้วยจูริที่พูดขึ้นขำ ๆ เมื่อเห็นใบหน้าขาวซีดเป็นกระดาษของเจสซี่ที่แสดงความตกใจชัดเจน

“เดายากที่ไหนล่ะ นายน่ะเคยปิดบังอะไรพวกฉันได้ด้วยเหรอไง”

“คือ… พวกนายไม่… เอ่อ…” เจสซี่พูดอะไรไม่ออก สมองรันวุ่นวายไปหมดจนเหมือนจะระเบิดออกได้

“พวกฉันไม่อะไร ถ้าถามว่ารังเกียจมั้ย ก็ไม่หรอก ก็แค่แบบ เอ๋ ชอบหมอนั่นงั้นเหรอเนี่ย แต่อย่างที่บอกพวกฉันอะเดาได้แล้ว เพราะงั้นก็เลยเฉย ๆ อะ” จูริว่าพลางยกแขนขึ้นกอดคอเพื่อนที่ดูเหมือนจะช็อกค้างไปแล้ว

“นั่นสิ ถึงจะคิดว่าโฮคุโตะเนี่ยนะ แต่ก็ไม่ได้อะไรยังไงเท่าไหร่หรอก โฮคุโตะเองก็มีข้อดีเหมือนกันละนะ ถึงจะชอบทำตัวบ้า ๆ บอ ๆ เพ้อเจ้อไปบ้างก็เหอะ” ยูโกะกอดคอเจสซี่อีกข้างหนึ่งแล้วพูดต่อจากเพื่อน

เจสซี่มองหน้าทั้งสองคนสลับกันไปมา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบาด้วยความไม่แน่ใจ

“พวกนายโอเคจริง ๆ น่ะเหรอ”

“ก็โอเคน่ะสิ แต่ถ้าถามนะ ไปสารภาพรักได้ละ เก็บไว้ทำไมไม่ทราบ”

“พวกนายก็เห็นทวิตเตอร์ของหมอนั่นนี่นา โฮคุโตะคงจะแอบชอบใครสักคนอยู่นั่นแหละ ยังไงก็แห้วอยู่ดี”

จูริกับยูโกะหันมองหน้ากันอีกครั้ง ก่อนที่จูริจะปล่อยมือออกจากคอเพื่อนแล้วพูดขึ้น “อย่างฉันเนี่ย ก็แห้วเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

คนที่กำลังเครียดเพราะแอบรักเพื่อนตัวเองมองหน้าเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กด้วยความสงสัย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงเรื่องไหน

“แต่ไทกะเองก็ยังไม่ได้ชอบใครนี่นา นายก็ยังมีโอกาสนี่”

“ใช่มั้ยล่ะ ฉันถึงได้พยายามบอกรักไทกะมันทุกวันเลยไง แสดงออกให้เขารู้ซะว่าเรารักเขา อย่างน้อย ๆ คนอื่น ๆ ที่คิดจะเข้ามาจีบจะได้ไม่กล้าไง”

ยูโกะที่ตัดสินใจฟังเงียบ ๆ อดกลั้นขำกับความคิดของหนุ่มวิศวะไม่ได้ ไอ้การบอกรัก คอยเต๊าะ คอยตื๊อทุกครั้งที่มีโอกาสของจูริเนี่ย เขาไม่ได้เรียกว่าพยายามทำให้รู้ว่ารักแล้ว อย่างนี้น่ะ เขาเรียกว่ากันท่าเป็นหมาหวงก้างชัด ๆ แทบไม่ต่างจากที่จูริด่ามิวโตะเพื่อนของไทกะที่พยายามเข้ามาขัดขวางจูริไม่ให้สร้างความรำคาญให้ไทกะมากไปกว่านี้สักนิดเลย

“แต่นายก็ยังมีโอกาสเพราะไทกะยังไม่ได้ชอบใครนี่ แต่โฮคุโตะน่ะแสดงออกชัดเลยนะว่ามีใครในใจอยู่แล้ว” คำแย้งของชายหนุ่มทำให้เพื่อนสองคนมองหน้ากันเป็นเชิงปลง ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเหมือนกับที่พวกเขาเห็นเลยสักนิด

“ให้ตายสิ  ฉันไม่คิดว่านายจะทึ่มกับเรื่องพวกนี้เลยนะ เจสซี่” จูริบ่นพลางยกมือขึ้นกุมขมับและส่ายหน้าอย่างระอา

“ช่วยไม่ได้นี่นา ถ้าเทียบกับพวกเราแล้ว หมอนี่น่ะแทบไม่มีประสบการณ์ในเรื่องพวกนี้ จะเดาไม่ออก ไม่รู้เรื่องก็ช่วยไม่ได้หรอกน่า ปกติ” ยูโกะออกรับหน้าแทน ในบรรดาพวกเขาหกคนต่างก็เคยมีแฟนกันมาหมดแล้วทั้งนั้น ยกเว้นเจสซี่ที่ไม่เคยมีความรักอย่างจริงจังอยู่คนเดียว แฟนที่คบกับหมอนี่ก็คบกันไปงั้น ๆ ก่อนจะเลิกกันไปหลังคบกันได้แค่เดือนเดียว

“รู้ แต่ก็ไม่นึกว่าจะขนาดนี้นี่หว่า…” จูริพูดก่อนจะหันไปบ่นพึมพำอะไรสักอย่าง ทิ้งให้เจสซี่มองอย่างงง ๆ แล้วหันกลับมาหายูโกะต่อ

“ตกลงว่าพวกนายหมายความว่ายังไงกันน่ะ ฉันไม่เข้าใจ” ยูโกะเพียงแต่ยิ้มให้กับคำถามของเจสซี่แล้วเอ่ยตอบชนิดที่ไม่ได้ทำให้อะไร ๆ มันกระจ่างขึ้นเลยแม้สักนิดเดียว

“เอาเป็นว่านายไม่ต้องคิดอะไรมากให้ปวดหัวหรอก แค่เดินเข้าไปสารภาพรักซะก็จบ”

“หา?”

“ทำอย่างที่โคจิบอกอะแหละ ดีแล้ว อะ ถึงบ้านฉันแล้ว ฉันไปก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้ที่ห้องซ้อม” ว่าจบจูริก็วิ่งตรงไปยังบ้านของตัวเองทันที ก่อนจะหันกลับมาโบกมือลาให้เพื่อนอีกสองคนอย่างร่าเริงแล้วเข้าบ้านไป

“มันจะดีแน่เหรอ โคจิ หมอนั่นเป็นผู้ชายนะ แถมยังเป็นเพื่อนร่วมวงด้วย ถ้ามองหน้ากันไม่ติดจะยุ่งเอานะ”

“ดีสิ เชื่อฉันเถอะน่า ถ้าโฮคุโตะมันรังเกียจพวกชอบเพศเดียวกัน มันคงไม่เล่นบ้าบอคอแตกเป็นเพื่อนจูริจนถึงตอนนี้หรอก แล้วอีกอย่างนายเองก็รู้ หมอนั่นน่ะใจดี ถึงจะไม่ได้ชอบนายแบบนั้น แต่หมอนั่นก็ต้องยอมเป็นเพื่อนกับนายเหมือนเดิมอยู่แล้ว เอาล่ะ ฉันเข้าบ้านก่อนนะ ราตรีสวัสดิ์”

ว่าจบ คนตัวเตี้ยกว่าก็ยกมือขึ้นขยี้หัวเพื่อน แล้วเดินเข้าบ้านไปอีกคน ทิ้งให้หนุ่มลูกครึ่งยืนถอนหายใจอยู่ที่เดิม ถึงแม้ว่าจะเห็นด้วยกับยูโกะเรื่องจูริและเรื่องที่โฮคุโตะเป็นคนใจดี แต่ไอ้เรื่องที่จะเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมได้มั้ยน่ะ เขาไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดเดียว

 

หมาป่าเดียวดาย @HokuHokuHokuto . 3 ชั่วโมงที่แล้ว

ความกลัวมีอิทธิพลกับฉันมากเกินไปจนทำให้ฉันไม่กล้าเดินหน้าต่อ

โฮคุโตะมองหน้าจอแท็บเล็ตของตัวเองอย่างหงุดหงิด เจสซี่พูดถึงคนคนนั้นอีกแล้ว นี่มันหมายความว่ายังไงเนี่ย ไอ้ทวีตที่ว่า จะพูดอย่างไรให้เธอเข้าใจความรู้สึกของฉัน ก็พูดว่าฉันรักเธอไปง่าย ๆ พูดไม่เป็นรึไงวะ เอาแต่พร่ำเพ้อลงทวิตเตอร์อยู่ได้

แต่ถึงจะนึกด่าเพื่อนอยู่ในใจแบบนี้แต่โฮคุโตะเองก็รู้ว่าไอ้คำด่าทั้งหลายนั่นก็เข้าตัวเขาเองทั้งหมดเช่นกัน

เขาคิดเกินเลยกับเจสซี่มากกว่าเพื่อน

โฮคุโตะค้นพบความจริงนี้มาได้สักพักใหญ่ ๆ แล้ว ราวสองสามเดือนได้ เมื่อพวกเขาเล่นเกม Truth or Dare กัน แล้วไทกะถามเจสซี่ที่เลือก Truth ว่ามีจูบแรกเมื่อไหร่ โอเค พวกเขาหกคนเป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่สมัยเรียนม.ต้นด้วยกัน ใครมีแฟนกี่คน ชื่ออะไรบ้าง หน้าตาเป็นยังไงพวกเขาก็รู้กันหมดแหละ เรื่องจูบแรกนี่ก็ใช่ว่าไม่เคยคุยกัน แต่เจสซี่มักจะชอบบ่ายเบี่ยงอยู่เสมอเพราะนิสัยขี้อายของเจ้าตัวซึ่งพวกเขาก็ไม่อยากแกล้งอีกฝ่ายจนงอนหนักเลยยอมเปลี่ยนประเด็นไปซะ กระทั่งวันนั้นที่ไทกะถามขึ้นมา พวกเขาถึงได้รู้

มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก็แค่เจสซี่ถูกแฟนคนแรก (หรือจะเรียกว่าเป็นแฟนคนเดียวนชีวิตของมันดี) ที่อายุมากกว่าถึง 3 ปี ดึงตัวเข้าไปจูบ และทั้งคู่ก็เลิกรากันไปตั้งแต่พวกเขายังอยู่ม.4 จนตอนนี้อยู่ปีสองแล้ว แถมเจสซี่เองก็ไม่ได้นึกรักผู้หญิงคนนั้นด้วย ยิ่งทำให้จูบที่ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักนิด แต่โฮคุโตะกลับรู้สึกไม่พอใจเอาซะได้ ไม่พอใจที่ผู้หญิงคนนั้นเป็นจูบแรกของเจสซี่ ไม่พอใจที่เจสซี่หัวเราะให้กับจูบนั่น ไม่พอใจน้ำเสียงที่บ่งชัดว่านึกถึงความหลัง ไม่พอใจเอามาก ๆ

โฮคุโตะไม่ได้หลงรักใครเป็นครั้งแรก เขาเคยหลงรัก แอบรัก สมหวัง และอกหักมาก่อนแล้ว เขารู้ว่าความรู้สึกจริง ๆ ของตัวเองที่มีต่อเจสซี่ที่เขาค้นพบมันคืออะไรโดยไม่ต้องใช้เวลาไตร่ตรองเลยสักนิด ประเด็นมันอยู่ที่อีกคนเป็นเพื่อนสนิทที่จะมองหน้ากันติดมั้ยถ้าเขาพูดออกไป ไม่นับเรื่องที่ว่าเจสซี่เองก็เป็นผู้ชาย ถึงเจ้าตัวจะสนิทกับจูริที่แสดงออกชัดเจนว่าชอบไทกะที่เป็นผู้ชายเหมือนกันได้อย่างสนิทใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าเป็นตัวเองแล้วอีกฝ่ายจะยอมรับมันได้ง่ายดายนัก

และเมื่อคิดเรื่องนี้ไม่ตก เขาจึงกดทวีตว่า การรักใครสักคนเนี่ยยากเนอะ ออกไปแบบลอย ๆ ไม่ได้คิดอะไรมากนัก แต่เรื่องมันดันพลิกกลับตาลปัตรเมื่อเจสซี่ดันทวีตว่า การรักใครสักคนไม่ใช่เรื่องยาก เพราะการแอบรักข้างเดียวมันยากยิ่งกว่า

ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันมีที่มาจากทวีตของเขาซึ่งเขารู้ดีว่าเจ้าตัวคงไม่รู้ว่าเขาพูดถึงอีกฝ่ายอยู่ และนั่นก็ทำให้เขาเผลอทวีตถึงอีกฝ่ายหนักขึ้น และผลที่ได้รับกลับมาคือการที่เจสซี่ทวีตถึงคนคนนั้นบ่อยมากขึ้นตามไปด้วย

ชายหนุ่มวางแท็บเล็ตในมือลงเมื่อมีคนเดินเข้ามาในห้องซ้อมดนตรีประจำของพวกเขา ไทกะส่งยิ้มให้กับเขาเช่นเดียวกับเขาที่ส่งยิ้มให้ 1 ใน 2 นักร้องนำเสียงดีของวง

“มาเร็วนะ” ไทกะทักขณะวางกระเป๋าเป้ลงบนมุมหนึ่งของห้องที่มีกระเป๋าของโฮคุโตะวางอยู่ก่อนแล้ว

“อาจารย์ยกคลาสกะทันหันน่ะ นายเองก็มาเร็วนะ วันนี้ไม่มีเรียนนี่”

“ก็เพราะไม่มีเรียนนั่นแหละถึงได้มาก่อนเวลาได้ แล้วนี่ทำอะไรอยู่น่ะ เล่นทวิตเหรอ” ชายหนุ่มร่างบางชะโงกหน้ามองแท็บเล็ตที่เพื่อนวางบนม้านั่งข้างตัวก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งบ้าง

“อือ”

“จะว่าไปพักนี้นายทวีตถึงใครเนี่ย บ่อยมากเลยนะ” ไทกะว่าขำ ๆ แต่แน่ล่ะว่าคนฟังไม่ได้ขำไปด้วยสักนิด

“ใช่คนที่ฉันคิดอยู่รึเปล่า”

โฮคุโตะหันกลับไปมองคนพูดทันที ตาคมหรี่ลงเล็กน้อย พลางย้อนถาม

“แล้วนายคิดว่าเป็นใครล่ะ” ไทกะยิ้มมุมปาก มองโฮคุโตะที่หรี่ตามองแล้วเอ่ยตอบ

“เจสซี่”

โฮคุโตะยักไหล่ ไม่แปลกที่ไทกะจะเดาได้ อันที่จริงเขาก็คิดไว้แหละว่าเพื่อนร่วมวงคนอื่น ๆ คงพอจะเดากันได้ จากทวิตเตอร์ของเขาที่เหมือนจะทวีตมากเกินไปหลังจากทวีตของอีกฝ่ายเมื่อวันนั้น แต่เขาอดไม่ได้ พอเห็นทวีตของเจสซี่เกี่ยวกับคนคนนั้นของเจ้าตัวทีไร เขาก็เผลอทวีตอะไรตอบไปทุกที

“อยากรู้มั้ยว่าทำไมฉันถึงรู้ ไม่สิ ทำไมพวกเราถึงรู้”

“ไม่แปลกใจหรอกที่รู้กันน่ะ” ไทกะหัวเราะเบา ๆ กับคำพูดของเพื่อน

“ไม่คิดจะปิดกันตั้งแต่แรกแล้วสินะ”

“ก็แค่คิดว่าพวกนายคงพอเดากันได้เท่านั้นแหละ แต่ถ้าให้ฉันเดานะ ไม่นับเจสซี่ อีกคนที่ไม่รู้เรื่องก็คงเป็นชินทาโร่ล่ะมั้ง” โฮคุโตะพูดกลั้วหัวเราะ สองคนนี้หัวช้ากับเรื่องพวกนี้จะตาย ถ้าเป็นเรื่องอื่น ๆ ล่ะก็รู้ดีตลอดแหละ

“จริง รู้กันหมด ยกเว้นสองคนนั้นนั่นแหละ… แล้วนายคิดจะบอกเจสซี่มั้ย”

คนกำลังมีความรักส่ายหน้า “ฉันไม่คิดจะบอกหรอก ให้หมอนั่นไปสารภาพรักสาวคนนั้นก่อน ถ้าสมหวังก็แล้วไป ถ้าไม่เดี๋ยวฉันค่อยเสียบแทน” พูดไปก็หัวเราะไป โฮคุโตะจึงไม่ทันเห็นไทกะที่ขมวดคิ้วเหมือนจับสัมผัสได้ว่าเพื่อนกำลังล้อเล่นกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง

“งั้นเหรอ กลัวสินะ นายน่ะ”

รอยยิ้มของโฮคุโตะเปลี่ยนไปจากขำขันเป็นรอยยิ้มบาง ๆ คนสูงกว่าเอนหลังพิงผนังเก็บเสียงด้านหลัง มองไมโครโฟนบนขาตั้งบริเวณหน้าห้องก่อนจะพูดขึ้น

“แล้วนายไม่คิดว่ามันน่ากลัวหรือไง คนที่ชอบเป็นผู้ชายเหมือนกัน แล้วยังเป็นเพื่อนสนิทที่อยู่ด้วยกันมานานอีก ฉันน่ะนับถือจูริมากเลยนะที่กล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมาได้”

ชื่อของจูริดูเหมือนจะทำให้ไทกะตัวเกร็งขึ้นมาหน่อยซึ่งโฮคุโตะก็ไม่แปลกใจกับปฏิกิริยานั้น ก็คนที่จูริแสดงความรักด้วยมาตลอดก็คือไทกะนี่นะ

“ถ้าไม่ได้ชอบก็บอกไปตรง ๆ สิ ปล่อยให้หมอนั่นตื๊อมาตลอดแบบนี้น่ะ ไม่รำคาญเหรอ”

คำพูดของโฮคุโตะทำให้ไทกะนั่งก้มหน้าเงียบ ๆ ไม่พูดตอบอะไร มือคีย์บอร์ดที่เห็นแบบนั้นจึงเอ่ยต่อ

“ยกเว้นแต่ว่า นายเองก็ชอบหมอนั่นเหมือนกัน”

“หมอนั่นก็เต๊าะไปเรื่อยเปื่อยนั่นแหละ วันก่อนก็ไปกอดอิวาฮาชิ แล้วยังไปแซวเรย์อะอยู่เลย”

ชื่อของรุ่นน้องร่วมมหาลัยที่ค่อนข้างจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีทำให้โฮคุโตะเลิกคิ้วขึ้น เอียงคอเล็กน้อยก่อนจะปล่อยระเบิดที่ทำให้ไทกะหันกลับมาโวยวาย

“หรือว่าหึง”

“ไม่ใช่สักหน่อย! ใครจะไปหึงเจ้านั่นกันล่ะ นายเองก็เถอะ เอาแต่กลัวนั่นกลัวนี่อยู่แบบนี้ ระวังเจสซี่มันจะไปหลงรักคนอื่นเข้าจริง ๆ ก็แล้วกัน” ว่าเสร็จ ไทกะก็เดินไปนั่งที่ม้านั่งอีกตัวพร้อมกับหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบฟังเพลงตัดขาดจากโลกภายนอก ทิ้งให้โฮคุโตะนั่งทบทวนเรื่องของตัวเองอยู่เงียบ ๆ คนเดียว

“อ้าว มากันแล้วเหรอ”

เสียงเปิดประตูทำให้ทั้งโฮคุโตะและไทกะหันไปมองพร้อมกัน เพื่อนร่วมวงอีกสี่คนทยอยกันเดินเข้ามาพลางส่งเสียงทักทาย โหวกเหวกกันเหมือนที่เป็นประจำ

“นี่ โฮคุโตะ” เสียงเรียกจากคนที่เป็นประเด็นเมื่อครู่ทำให้โฮคุโตะที่ยังคงนั่งอยู่ที่ม้านั่งเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายพลางนึกสงสัยกับท่าทางลุกลี้ลุกลนแปลก ๆ ของเจสซี่

“ว่าไง ดูท่าทางแปลก ๆ นะนาย”

“เอ่อ ก็ ไม่ได้มีอะไรมากหรอก… คือ.. เย็นนี้ว่างมั้ย ไปซื้อของเป็นเพื่อนหน่อยสิ” คำชวนที่โฮคุโตะได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น ปกติถ้าจะไปซื้อของหรืออะไรที่ไปกันแค่สองคน คนที่เจสซี่จะชวนไปด้วยคนแรกคือยูโกะที่นับได้ว่าสนิทกันมากที่สุด ทำไมจู่ ๆ ถึงมาชวนเขาได้กัน

“แล้วโคจิล่ะ”

“ไม่ว่างอะ เห็นว่าต้องกลับไปทำรายงานต่อ อีกอย่างนายมีเซ้นส์การแต่งตัวนี่นา ได้นายช่วยเลือกเสื้อผ้าให้ก็สบายใจได้เลย” โฮคุโตะยิ่งคลางใจกับคำตอบของเจสซี่มากขึ้นไปอีก จริงอยู่ที่หลาย ๆ คนบอกว่าเขาแต่งตัวดี แต่เจสซี่ก็มักจะบ่นอยู่เสมอว่าเขาแต่งตัวดีเกินไป แล้วนึกอะไรขึ้นมาถึงได้จะให้เขาไปช่วยเลือกเสื้อผ้าให้ทั้งที่สไตล์การแต่งตัวของพวกเขานี่ไปกันคนละทางเลย

หรือว่าจะให้เขาช่วยเลือกเสื้อผ้าใส่ไปเดท

“ได้สิ” เจสซี่เผยรอยยิ้มกว้างออกมาทันทีที่โฮคุโตะตอบตกลง รอยยิ้มเจิดจ้าที่ทำให้โฮคุโตะนึกอยากกลับคำมันเสียเดี๋ยวนั้น ยิ้มกว้างขนาดนี้ หาเสื้อผ้าไปเดทกับคนคนนั้นชัวร์

 

Kinki FOREVER!! @Masaya_JC . 25 นาทีที่แล้ว

แค่ได้มีโอกาสอยู่ข้าง ๆ ก็ดีเท่าไหร่แล้ว

“โฮคุโตะ เสร็จยัง” เจสซี่ส่งเสียงเรียกโฮคุโตะอย่างร่าเริง แม้จะพอเห็นสายตาล้อเลียนของจูริ และรอยยิ้มกว้างแทนคำแซวจากยูโกะก็ไม่ได้ทำให้อารมณ์ดี ๆ ของชายหนุ่มร่างสูงกร่อยลงได้สักนิด ไม่เอาน่า นี่เขากำลังจะได้ไปเดทกับคนที่แอบชอบมานานเลยนะ ถึงจะอ้างว่าให้ไปช่วยเลือกเสื้อผ้าให้ก็เถอะ แต่กว่าจะทำใจชวนอีกคนตามที่ยูโกะกับจูริแนะนำได้เขาก็หมดกำลังใจไปโข เพราะฉะนั้นเมื่อโฮคุโตะตอบตกลงแล้ว จะไม่ให้เขาอารมณ์ดีได้ยังไง

“อือ ๆ แป๊บนึง จะเสร็จแล้ว… โอเค เรียบร้อย”

“งั้นก็ไปกัน พวกฉันกลับกันก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้” เจสซี่คว้าข้อมือของอีกคน หันมาโบกมือลาให้เพื่อนที่เหลือแล้วจูงโฮคุโตะออกจากห้องซ้อมไป พยายามทำตัวสบาย ๆ แบบไม่ได้คิดอะไรทั้งที่ใจเต้นโครมครามไม่เป็นส่ำกับข้อมือที่ตัวเองจับอยู่ ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมโฮคุโตะถึงไม่ดึงมือออก แต่เจสซี่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เพราะแค่ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจก็แทบไม่มีสมองไว้คิดอย่างอื่นแล้ว

ทว่าเมื่อมาถึงห้างสรรพสินค้าแล้ว คนที่เป็นฝ่ายจูงอีกคนเข้าร้านโน้นออกร้านนี้กลับเป็นโฮคุโตะเสียเองซึ่งแน่ล่ะว่าเจสซี่ไม่ปฏิเสธใด ๆ ทั้งสิ้นและปล่อยให้คนที่ตัวเตี้ยกว่าจัดการเอาชุดโน้นชุดนี้มาทาบกับตัวเขา และเดินไปลองชุดต่าง ๆ ตามคำสั่งแต่โดยดี

เจสซี่มองภาพสะท้อนของตัวเขาเองในกระจก ถึงจะเคยบ่นว่าอีกฝ่ายแต่งตัวดีเกินไปยังไง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเซ้นส์ด้านแฟชั่นของโฮคุโตะดีมากจริง ๆ ชุดที่อีกคนเลือกให้นอกจากจะเหมาะกับเขาแล้วยังไม่หลุดจากสไตล์ที่เขาชอบด้วย เรียกได้ว่าถูกใจเขามากเลยทีเดียว

“เจสซี่ เสร็จรึยัง รีบ ๆ ออกมาได้แล้ว” เสียงเร่งที่ดังมาจากข้างนอกทำให้เจสซี่รีบเก็บของแล้วเปิดประตูห้องลองชุด ก้าวออกไปยืนข้างนอกให้คนเลือกชุดพินิจพิจารณา

“อืม ตัวนี้ใส่ขึ้นจริง ๆ ด้วยแฮะ” รอยยิ้มพึงพอใจของโฮคุโตะที่ส่งมาให้เรียกรอยยิ้มของเจสซี่ออกมาเช่นกัน คนตรงหน้าเขาดูสนุกกับการเลือกเสื้อผ้าให้เขามาก และเขาที่เห็นแบบนั้นก็พลอยสบายใจไปด้วย

“ต่อไปลองตัวนี้กับตัวนี้ดูนะ” คนแต่งตัวเก่งว่าพลางส่งเสื้อกับกางเกงให้เขาเอาเข้าไปลอง แล้วเจ้าตัวก็หันไปดูเสื้อผ้าต่อทิ้งให้เขาเดินกลับเข้าห้องลองเสื้อเปลี่ยนชุดใหม่พร้อมรอยยิ้มกว้าง มาเดินซื้อของด้วยกันสองคนเนี่ย มีความสุขจริง ๆ เลยนะ

“เดี๋ยวไปหาอะไรกินกันมั้ย” เจสซี่พูดหลังจ่ายเงินค่าเสื้อผ้าเสร็จแล้วกำลังเดินออกจากร้าน โฮคุโตะก้มลงดูนาฬิกาเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า

“เอาสิ แล้วนายอยากกินอะไรอะ”

“แล้วแต่นายเลย วันนี้นายมาช่วยฉันเลือกเสื้อผ้าแล้ว เพราะงั้นฉันจะตามใจนายเป็นการตอบแทนแล้วกัน”

โฮคุโตะหัวเราะเบา ๆ กับคำพูดของคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ ซึ่งเสียงหัวเราะนั้นก็ทำให้เจสซี่อดยิ้มออกมาไม่ได้

“เลี้ยงใช่มั้ย”

“ได้สิ แต่อย่าแพงมากนะ หมดตังค์ไปกับค่าเสื้อผ้าแล้ว” เขาตอบรับกลั้วหัวเราะ ไม่ได้พูดเกินจริงแต่อย่างใด เพราะเสื้อผ้าที่โฮคุโตะเลือกให้ราคาค่อนข้างสูงพอสมควร แต่ก็ใช่ว่าเขาจะบ่นอะไรได้ โฮคุโตะชิงพูดดักเขาไว้ก่อนแล้วว่า “เสื้อผ้าร้านนี้น่ะ ราคาสูงก็จริงแต่คุณภาพก็ดีตามไปด้วย ใช้ได้นานจนคุ้มแน่นอน ฉันใส่อยู่ รับประกันเลย”

“งั้นเอาเป็นราเมงที่ร้านข้างสถานีรถไฟที่ไปกินกันประจำแล้วกัน คงไม่กระเป๋าฉีกใช่มั้ย” โฮคุโตะแหย่ ทำให้เขาอดมองค้อนอีกคนไม่ได้ แต่คนโดนค้อนก็ไม่ได้นึกอยากง้อแต่อย่างใด เพราะเจ้าตัวเอาแต่หัวเราะ เขาจึงพลอยหัวเราะตามคนตัวเตี้ยกว่าไปด้วย

“ถ้าฉันบอกว่าไม่พอนายจะเลี้ยงฉันแทนมั้ยล่ะ”

“ก็ได้ เดี๋ยวนายไม่มีค่ารถไฟกลับบ้านจะแย่เอา” โฮคุโตะแหย่อีก คราวนี้เจสซี่เริ่มรู้สึกงอนจริง ๆ แล้ว

“แกล้งฉันเข้าไป สนุกนักสินาย”

หนุ่มลูกครึ่งไม่ได้สนใจคำตอบที่ได้รับสักนิด เมื่อคนตรงหน้าส่งรอยยิ้มหวานที่มาพร้อมกับนัยน์ตาเป็นประกายซึ่งตรึงสายตาของเจสซี่เอาไว้ได้อยู่หมัด “สนุกสิ วันหลังจะแกล้งอีกเยอะ ๆ เลย”

เขาพยายามเก็บอาการแม้จะหุบยิ้มไม่ลงก็ตาม “แล้วแต่นายแล้วกัน… เราไปกินข้าวกันเถอะ ฉันเริ่มหิวแล้ว”

“อือ”

 

“อิ่มจัง เดี๋ยวนายจะกลับบ้านเลยรึเปล่าน่ะ” โฮคุโตะเอ่ยปากถามเจสซี่ที่เอาแต่กดอะไรสักอย่างอยู่กับมือถือมาสักพักแล้ว ตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะออกจากร้านราเม็งและกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรต่อ

“เจสซี่… เจสซี่… นี่ เจสซี่!!”

“หือ อะไรเหรอ โฮคุโตะ ไม่เห็นต้องเสียงดังเลย” คนเรียกชักเริ่มโมโห นั่งอยู่ด้วยกันสองคน ยังเอาแต่เล่นโทรศัพท์อยู่ได้ เรียกตั้งนานไม่ได้ยินแล้วยังมาหาว่าเขาเสียงดังอีกต่างหาก

“นายนั่นแหละเรียกตั้งนานไม่ได้ยิน”

“อ่า โทษที ๆ แล้วมีอะไรเหรอ”

“ฉันถามว่านายจะกลับบ้านเลยรึเปล่า” ให้ตายสิ เขาเผลอใช้น้ำเสียงไม่ดีออกไปซะแล้ว

สีหน้าของเจสซี่ดูเจื่อนลงไปเล็กน้อย แต่ก็ยังตอบคำถามของโฮคุโตะแต่โดยดี “ก็คงจะกลับเลยน่ะ นี่ก็เย็นมากแล้วด้วย นายเองก็ควรรีบกลับเหมือนกันนะ”

โฮคุโตะพยักหน้ารับ อันที่จริงเขาไม่ค่อยอยากกลับบ้านสักเท่าไหร่เลย อันที่จริงต้องบอกว่าเขาไม่อยากจากอีกคนไปเลยต่างหากถึงจะถูก ถึงจะเป็นการช่วยเลือกเสื้อผ้าให้อีกคนไปเดท แต่เขาก็สนุกและมีความสุขมากกับการมาเที่ยวครั้งนี้

“แล้วนายจะไปเดทเมื่อไหร่เหรอ”

“เอ๊ะ” เจสซี่เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง แสดงชัดถึงความงุนงง จนเขาเองก็เริ่มงงไปด้วยแล้วเหมือนกัน

“อ้าว ก็นายให้ฉันช่วยเลือกชุดให้นายใส่ไปเดทกับคนที่นายชอบทวีตถึงบ่อย ๆ ไม่ใช่เหรอ” คราวนี้เจสซี่แทบอ้าปากค้าง

“เดี๋ยว เข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ได้กำลังหาเสื้อผ้าใส่ไปเดทที่ไหนสักหน่อย แค่อยากได้เสื้อผ้าใหม่เฉย ๆ เอง ไปเอาความคิดแบบนั้นมาจากไหนเนี่ย”

โฮคุโตะรู้สึกเหมือนหน้าร้อนขึ้นนิดหน่อยกับการกังวลจนคิดมากเกินของตัวเอง “ก็เห็นช่วงนี้นายพูดถึงคนคนนั้นบ่อยนี่นา แถมปกตินายก็ชอบว่าฉันว่าแต่งตัวดีเกินไป พอมาถามก็เลยนึกว่าอยากได้เสื้อผ้าไปใส่เดทกับคนคนนั้นนี่…”

โฮคุโตะเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หลังจากได้ยินเสียงหัวเราะขื่น ๆ สายตาของเจสซี่ที่มองมายังเขาดูหมองลงอย่างที่โฮคุโตะเองก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่ที่แน่ ๆ มันทำให้เขารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก

“ไม่รู้จริง ๆ ด้วยสินะ โฮคุโตะ”

โฮคุโตะไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขาพูดอะไรผิดตรงไหน ทำไมรอยยิ้มบางนั่น ดวงตาคู่นั้นถึงได้ชวนให้รู้สึกใจหาย เขาอยากถามแต่ลำคอกลับแห้งผาก

“งั้นก่อนกลับ ไปเดินเล่นกัน”

 

พวกเขาเดินไปตามทางเท้าริมถนนใหญ่มาได้สัก 5 นาทีแล้ว และพระอาทิตย์เองก็เริ่มตกดินแล้วเช่นกัน แต่โฮคุโตะก็ยังไม่รู้ว่าเจสซี่จะพาเขาไปหยุดที่ไหน เขาเดินตามหลังคนข้างหน้าไปเรื่อย สมองที่ปกติทำงานได้รวดเร็วมาตอนนี้กลับคิดอะไรไม่ออก มันตื้อตันไปหมด

เจสซี่มาหยุดอยู่ที่บริเวณริมแม่น้ำแล้วเดินนำลงไปนั่งที่ตลิ่ง โฮคุโตะจึงเดินตามลงไปนั่งข้าง ๆ พวกเขานั่งอยู่ตรงนั้นด้วยกันเงียบ ๆ ดูพระอาทิตย์ตกดินริมแม่น้ำ บรรยากาศรอบข้างดูสงบเงียบ แต่ไม่ใช่กับในหัวของโฮคุโตะที่เริ่มกลับมาทำงาน และเหมือนจะทำงานดีเกินไปจนกลายเป็นว่าเขาเริ่มคิดมาก กระวนกระวายอยู่ภายใน

“ฉันขอพูดอะไรหน่อยได้มั้ย คือ ฉันรู้นะว่านี่มันบ้ามาก ๆ นายฟังแล้วอาจจะโกรธฉันก็ได้ แต่ฉันก็คิดว่าฉันควรพูดมันจริง ๆ นั่นแหละ” พอเห็นว่าเขากำลังฟังอยู่เงียบ ๆ เจสซี่ก็พูดต่อ

“ฉันคิดเรื่องนี้มานานแล้วล่ะ เป็นปี ๆ แล้ว ไม่รู้ด้วยว่าไอ้ความรู้สึกพวกนี้มันเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ ตอนแรกฉันคิดว่าอาจจะเพราะอยู่ด้วยกันมานาน สนิทกันมานานก็เลยผูกพัน โอเค พวกเราอยู่ด้วยกันมานานก็จริง แต่ก็ไม่ใช่แค่พวกเราสองคนซักหน่อย และถ้าให้นับจริง ๆ ฉันอยู่กับโคจิมานานกว่านายตั้งเยอะ แถมยังสนิทกับคนอื่น ๆ มากกว่านายอีกต่างหาก ไม่รู้ทำไมฉัน…” คนพูดเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง หายใจเข้าลึก ก่อนจะหันกลับมาสบตากับโฮคุโตะแล้วพูดต่อ

“ฉันถึงชอบนาย”

เหมือนโลกหยุดหมุนไปโดยปริยาย โฮคุโตะกะพริบตาปริบ มองหน้าอีกคนอย่างไม่อยากเชื่อ เขากำลังฝันอยู่เหรอ ฝันอยู่ใช่มั้ย

และเพื่อพิสูจน์ โฮคุโตะก็หยิกแขนตัวเองเต็มแรง

“โอ๊ย!! เจ็บ!”

“เดี๋ยวสิ! นายทำบ้าอะไรของนายเนี่ย เป็นรอยแดงหมดแล้ว” เจสซี่ร้อง คว้าแขนของเขาไปดู ถึงปากจะร้องโวยวาย แต่มือที่จับแขนเขาก็อ่อนโยนจนรู้สึกได้

“ยังดีนะที่เป็นแค่รอยแดง ไม่ถึงกับเลือดตกยางออก กลับบ้านไปทายาด้วยล่ะ จู่ ๆ ก็หาเรื่องให้ตัวเองเจ็บตัว..”

“ก็มันสงสัยนี่นา” เจสซี่เงยหน้าจากแขนของโฮคุโตะมามองสบตากับเจ้าตัว ขมวดคิ้วมุ่นอย่างงุนงงกับคำพูดของอีกฝ่าย

“สงสัยบ้าอะไรต้องหยิกแขนตัวเองเนี่ย ถ้าสงสัยว่าฉันพูดจริงพูดเล่นก็ต้องถามฉันสิ หยิกแขนตัวเองจะไปรู้ได้ยังไง ทำอย่างกับพิสูจน์ว่าฝันอยู่รึเปล่าไปได้ แล้วบอกเลยว่าฉันไม่ได้พูดเล่นนะ ฉันพูดจริง”

โฮคุโตะหัวเราะคิก “ก็ฉันสงสัยว่าตัวเองกำลังฝันอยู่รึเปล่า ถ้านี่เป็นความฝัน ก็ไม่อยากจะตื่นเท่าไหร่เลยแฮะ”

คนเพิ่งสารภาพรักหมาด ๆ เอียงคอนิดหนึ่งราวกับกำลังประมวลผล ก่อนที่นัยน์ตาจะพราวระยับขึ้นเหมือนเพิ่งเข้าใจอะไรบางอย่าง ใบหน้าคมเผยรอยยิ้มกว้างที่โฮคุโตะลงความเห็นว่ามันสว่างสดใสเหลือเกิน

“นี่หมายความว่านายตอบรับความรู้สึกฉันแล้วใช่มั้ย”

“อือ ชอบนายเหมือนกัน” เพียงเท่านั้นเจสซี่ก็ดึงแขนที่จับอยู่รั้งร่างของโฮคุโตะเข้ามาในอ้อมกอด เขายิ้ม ยกมือกอดอีกคนตอบ ซุกหน้าลงกับบ่ากว้าง และเริ่มหัวเราะเมื่อนึกถึงทวีตทั้งหลายแหล่ตลอดสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาของเขากับคนที่กำลังกอดเขาอยู่

เจสซี่ผละออกไปเล็กน้อย แม้ว่ามือทั้งสองข้างจะยังโอบเอวคนตรงหน้าอยู่ก็ตาม โฮคุโตะที่มัวแต่ขำไม่ได้สนใจการกระทำของอีกคนที่ดูจะงง ๆ กับเสียงหัวเราะของเขาสักเท่าไหร่ ก็นะ สรุปว่าคนคนนั้นของเจสซี่ในทวิตเตอร์ก็คือเขา แล้วที่ผ่านมาเขาก็หึงตัวเองมาตลอดเนี่ยนะ หึงจนบ้าไปทวีตเพ้อเจ้ออะไรก็ไม่รู้เป็นสิบทวีต ถ้าจูริกับชินทาโร่รู้เข้ามีหวังเขาคงโดนล้อไปเป็นชาติแน่

“อะไรของนายอีกล่ะ โฮคุโตะ ตะกี้ก็หยิกแขนตัวเอง คราวนี้ก็หัวเราะไม่หยุด ฉันควรจับนายไปเช็กสมองรืเปล่าเนี่ย”

เขายกมือขึ้นโบกแทนการปฏิเสธ พยายามควบคุมตัวเองให้เข้าสู่สภาวะปกติ “ฉันแค่ขำน่ะ คิดดู ฉันก็นั่งหึงคนที่นายทวีตถึงมาตลอด สุดท้ายก็กลายเป็นว่าคนที่ฉันหึงก็คือตัวฉันเอง แล้วฉันก็บ้าไปทวีตเพ้อเจ้อแข่งกับนายเนอะ”

คราวนี้เจสซี่ก็หัวเราะลั่นออกมาเหมือนกัน ก้มลงเอาจมูกชนกับจมูกของโฮคุโตะ ถูไปมาแล้วแนบหน้าผากเข้าด้วยกัน โฮคุโตะได้แต่ยิ้มกว้างทั้งขำทั้งอายกับการกระทำแบบไร้สติในช่วงที่ผ่านมา แต่อย่างน้อยเขาก็เบาใจไปอย่างหนึ่งว่าคงไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่เผลอทำอะไรแบบนั้นไป

“ฉันก็พอกันล่ะ แค่ทวีตนายทวีตเดียว ฉันก็คิดเป็นตุเป็นตะ โมโหนายด้วยซ้ำที่เอาเนื้อเพลงที่ฉันแต่งถึงนายไปทวีตให้ใครก็ไม่รู้ที่สุดท้ายแล้วก็เป็นฉันเอง ตลกดีชะมัด”

“นั่นสิ พวกเราสองคนเนี่ย บ้าเนอะ”

เจสซี่กดจูบหนัก ๆ ลงบนริมฝีปากเขาทีหนึ่งแล้วพูดว่า “เพราะงั้นถึงต้องอยู่ด้วยกันไง”

Kinki FOREVER!! @Masaya_JC . 2 ชั่วโมงที่แล้ว

รักช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ที่รักมากที่สุดคือคนที่อยู่ข้าง ๆ ตอนนี้แหละ

 

OMAKE~

Juttan in relationship~ @Juttan_sama . 1 ชั่วโมงที่แล้ว

@KyomoTai เปิดตัวแฟนอย่างเป็นทางการ แฟนใครเนี่ย น่ารักที่สุดเลย

HAPPY LIFE with YUGO @COACH-KOCHI @Juttan_sama @KyomoTai ตกลงว่าคบกันแล้วเหรอ ยินดีด้วยนะ~

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @Juttan_sama @KyomoTai ยินดีด้วยยยย

C00LEST SH0UKI @MoroToBeStar @Juttan_sama @KyomoTai แบบนี้มันต้องฉลองงงงงงงง

SixTONES_Hime – samA @KyomoTai @Juttan_sama ทำไมต้องประกาศลงทวิตด้วยเล่า

Juttan in relationship~ @Juttan_sama @KyomoTai ก็เค้าอยากให้ทุกคนรู้ว่าคนสวยมีเจ้าของแล้วไง จะได้ไม่มีพวกเหลือบไรมายุ่ง

ไทจางงงงง!! @MyuMyu_Kawaii @Juttan_sama @KyomoTai ไทกะจะคบกับไอ้หมอนี่จริง ๆ เหรอ คิดดีแล้วเหรอ (TT TT)

Just Falling in Love @Masaya_JC @Juttan_sama @KyomoTai ยินดีด้วย ทางนี้ก็อยากเปิดตัวบ้างเหมือนกันอะ

Juttan in relationship~ @Juttan_sama @Masaya_JC เห็นมะ บอกแล้วว่าบอก ๆ ไปเถอะ ไม่ต้องคิดอะไรให้มาก

HAPPY LIFE with YUGO @COACH-KOCHI @Masaya_JC ต้องแสดงความยินดีกับอีกคู่ด้วยสินะ

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @Masaya_JC @Juttan_sama @COACH-KOCHI หมายความว่าไงอะ เจสซี่จีบใคร สารภาพรักกับใคร ทำไมฉันไม่รู้

Juttan in relationship~ @Juttan_sama @Shin-0n-The-Beach เค้ารู้กันหมดทั้งวงแล้ว ยกเว้นนายคนเดียวนั่นแหละ ความรู้สึกช้ามาก

SixTONES_Hime – samA @KyomoTai @Masaya_JC @HokuHokuHokuto คุยกันแล้ว?

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @Juttan_sama ก็คนมันไม่รู้นี่นา พวกนายอะแหละ มีอะไรก็ไม่ยอมบอกฉันสักคำ

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @Juttan_sama @KyomoTai @HokuHokuHokuto @Masaya_JC @COACH-KOCHI แล้วเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของเจสซี่เกี่ยวอะไรกับโฮคุโตะอะ

หมาป่าเดียวดาย @HokuHokuHokuto @KyomoTai @Masaya_JC คุยกันเรียบร้อยแล้วล่ะ แล้วก็คบกันแล้วด้วย

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @Juttan_sama @KyomoTai @HokuHokuHokuto @Masaya_JC @COACH-KOCHI เดี๋ยวนะ เจสซี่กับโฮคุโตะงั้นเรอะ!? พวกนายไปสปาร์คกันตอนไหน ทำไมไม่บอกฉันสักคำอะ

Juttan in relationship~ @Juttan_sama @Shin-0n-The-Beach คู่นี้เขาดราม่าในทวิตเตอร์กันเป็นอาทิตย์แล้ว ไม่ได้ดูเลยเหรอไงนาย

HAPPY LIFE with YUGO @COACH-KOCHI @Juttan_sama @Shin-0n-The-Beach เอาน่า ไม่รู้ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ชินทาโร่ก็ความรู้สึกช้าแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @COACH-KOCHI ถ้าจะพูดขนาดนี้ล่ะก็นะ…

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @HokuHokuHokuto @Masaya_JC พวกนายต้องเล่าให้ฉันฟังด้วย ทำเหมือนฉันเป็นส่วนเกินของวงไปได้ พวกนายใจร้ายมาก!!!!

หมาป่าเดียวดาย @HokuHokuHokuto @Shin-0n-The-Beach อย่างอนน้า~ เดี๋ยวซื้อกล้วยให้กิน

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @HokuHokuHokuto ฉันไม่ใช่กอริล่านะเว้ย จะได้กินกล้วย

หมาป่าเดียวดาย @HokuHokuHokuto @Shin-0n-The-Beach LOL

Just Falling in Love @Masaya_JC @HokuHokuHokuto @Shin-0n-The-Beach อย่าแกล้งกอริล่าสิ โฮคุโตะ เดี๋ยวก็อาละวาดกรงพังหรอก

หมาป่าเดียวดาย @HokuHokuHokuto @Masaya_JC @Shin-0n-The-Beach จริงด้วย

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @HokuHokuHokuto @Masaya_JC ก็บอกแล้วไงว่าไม่ใช่กอริล่า! แล้วก็ไม่ได้โดนจับขังอยู่ในกรงด้วย!!!

Juttan in relationship~ @Juttan_sama @HokuHokuHokuto @Masaya_JC @Shin-0n-The-Beach แยกย้าย ๆ กอริล่าจะอาละวาดแล้ว

Yakiniku DAISUKI!!!! @Shin-0n-The-Beach @Juttan_sama จะต้องให้บอกอีกกี่ครั้งว่าฉันไม่ใช่กอริล่า!!!!!!!

 

Posted in Fanfiction

[One Shot – SixTONES] Bokura no Asa

ตอนนี้มีเวลาพักสั้น ๆ ประมาณสองสามวัน อะไรดองไว้ก็จะต้องรีบเอามาปล่อย ก่อนจะกลับเข้าสู่ช่วงปั่นทีสิสต่อ นี่เอาเล่มสมบูรณ์ส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจก่อนยื่นขอสอบแล้ว ไม่รู้ผลจะออกมาเป็นยังไงบ้าง แอบเหงื่อตกค่ะ ฮา

คราวนี้เป็นวันช็อตจากเพลงของหนุ่ม ๆ ค่ะ เป็นเพลงที่เจสซี่กับไทกะแต่งด้วยกัน โดยเจสซี่แต่งทำนอง ส่วนไทกะแต่งเนื้อร้อง และเอามาร้องด้วยกัน ชื่อว่า Bokura no Asa (ยามเช้าของพวกผม) ค่ะ เป็นเพลงที่เราชอบมาก ๆ เลย และอยากเอามาแต่งฟิคนานแล้ว พอเมื่อช่วงที่ผ่่านมาเราเครียดจัดต้องหาอะไรทำพักจากทีสิส เลยได้วันช็อตมาหลายเรื่องเลย นี่ก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ

แล้วก็ตามธรรมเนียม คำเตือน ค่ะ

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือใด ๆ ก็ตามแต่รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ 

[One Shot – SixTONES] Bokura no Asa

Pairings : Tanaka Juri x Kyomoto Taiga, Jesse x Matsumura Hokuto

Note : เพื่อความฟิน สามารถรับฟังเพลงต้นฉบับได้ที่นี่เลยค่ะ https://www.facebook.com/6tonesFC/videos/658816487579037/ เพจแฟนคลับของหนุ่ม ๆ ซึ่งเราต้องขอขอบพระคุณแอดมินเพจนี้มาก ๆ เลยนะคะที่กรุณาให้เราเอาคำแปลเนื้อเพลงมาใช้ได้ เป็นติ่งที่ไม่รู้ภาษาเนี่ย ลำบากจริง ๆ เลยค่ะ ฮา

 “ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่ฉันพาเพื่อนที่บริษัทมาค้างที่บ้านน่ะ” โฮคุโตะพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงเกินกว่าเหตุ พลางรื้อเอาฟุตงออกมาปูบนพื้นที่ว่าง ๆ ข้างเตียงสำหรับเป็นที่นอนให้กับจูริที่เดินเข้ามาช่วยปู พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงาน ในฐานะจอห์นนี่ส์ จูเนียร์ เด็กฝึกเตรียมเดบิวต์ของบริษัทจอห์นนี่ส์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และวันนี้ทานากะ จูริ ก็ตัดสินใจมานอนค้างที่บ้านของมัตสึมุระ โฮคุโตะ ขายหนุ่มรุ่นเดียวกันที่มีดีกรีเป็นนักศึกษาคณะบัญชี

“วันหลังก็ลองชวนคนอื่น ๆ มาดูสิ ชินทาโร่งี้ โคจิงี้ เจสซี่…” พอพูดชื่อสุดท้ายจบจูริก็แทบกัดลิ้นตัวเองเมื่อเห็นอาการชะงักกับนัยน์ตาที่ไหวไปวูบหนึ่งของเพื่อนที่ถึงจะกลบเกลื่อนในทันทีก็ตาม ให้ตายสิ เขาไม่น่าเผลอพูดขึ้นมาเลย

“วันหลังจะลองชวนดูละกันนะ”

ชายหนุ่มร่างผอมเอาหมอนหนุนวางบนฟุตงแล้วรับผ้าห่มจากเพื่อนมาวางไว้ด้วยกัน แล้วทรุดตัวนั่งลงตามด้วยโฮคุโตะที่นั่งลงข้าง ๆ

“เจ็บเนอะ” โฮคุโตะพูดขึ้นมาลอย ๆ แต่จูริเข้าใจสิ่งที่อีกคนพูดเป็นอย่างดี ใช่ เจ็บ เจ็บกับความจริงที่ว่าตัวเองพยายามไปก็เท่านั้น คนที่ไม่ใช่พยายามให้ตายมันก็ไม่ใช่

“เพลงนั้น… เพราะดีนะ” เขาพูดขึ้น เพลงที่เจสซี่กับไทกะแต่งด้วยกัน ตอนเช้าของพวกผม ซึ่งทั้งสองคนร้องด้วยกันในไลฟ์ต่าง ๆ

“อือ เพราะ” คนสูงกว่าตอบ แม้จะไม่หันไปมอง แต่จูริก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของอีกคนอยู่พอสมควร ตอนเช้าของพวกผม เพราะและหวาน เต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นให้หัวใจรู้สึกพองฟู แต่เพราะแบบนั้น ครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเจ้าของเพลงทั้งสองคนร้องเพลงนี้จึงรู้สึกใจกระตุกวูบ ยิ่งสายตาของคนสองคนที่มองกันบนเวที ยิ่งทำให้พวกเขาอดคิดไม่ได้ แม้ว่าจะพยายามปลอบตัวเองว่าคงเป็นเพียงแฟนเซอร์วิสแต่ความคิดกลับสวนทางกันไปอย่างห้ามไม่อยู่ และสุดท้ายทั้งเขาและโฮคุโตะต่างก็เผลอหลบหน้าสองคนนั้นไปโดยปริยาย

จูริชอบไทกะมานานแล้ว ตามตื๊อ ตามจีบ ถึงขั้นกล้าพูดลงนิตยสารต่าง ๆ เลยด้วยซ้ำ อีกฝ่ายก็ไม่มีท่าทีอะไรตอบกลับ จนบางครั้งเขาก็รู้สึกท้อ จนกลายเป็นอายที่เข้าหาแล้วได้รับแต่ความเมินเฉยกลับมา เขาจึงได้แต่วิ่งเข้าหาคนนั้นคนนี้แก้เก้อ กระทั่งเขาได้ฟังเพลง ๆ นั้น วินาทีที่ไทกะกับเจสซี่สบตากันประสานเสียงร้องเพลง มันทำให้เขารู้ว่าเขาหมดความหมาย ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่มีความหมายมาตั้งแต่ต้น ตัวจริงของไทกะมาแล้ว เขาจะทำอะไรได้อีกนอกจากยอมแพ้ ทำใจให้ได้และยินดีไปกับความสัมพันธ์ของ เพื่อน เจสซี่เป็นคนดี และใจเย็นพอที่จะรับนิสัยเอาแต่ใจของไทกะได้ อีกอย่างเขากับเจสซี่ก็เป็นเพื่อนสนิทกันมานาน เพื่อนกับคนที่เขาชอบกำลังจะมีความสุข เขาก็ควรจะมีความสุขไปด้วยไม่ใช่เหรอไง

ถึงจะเจ็บกับเรื่องของตัวเองพอสมควรแต่เขาก็ยังนึกเป็นห่วงเพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาในตอนนี้ โฮคุโตะเองก็เจ็บมากเหมือนกัน

เขาไม่เคยรู้ อันที่จริงต้องใช้คำว่าไม่มีใครรู้เลยจะดีกว่า ว่าความจริงแล้วโฮคุโตะแอบชอบเพื่อนที่เคยถูกจับให้ทำงานคู่กันอย่างเจสซี่ กระทั่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้นอกจากจูริเพียงคนเดียวที่มารู้เอาไม่นานมานี้ด้วยความบังเอิญ

วันนั้นเขาลืมของอยู่ที่ห้องแต่งตัวเลยต้องวิ่งกลับมาเอา แล้วก็เห็นคนที่ทุกคนเข้าใจว่ากลับไปเป็นคนแรกอย่างโฮคุโตะร้องไห้อยู่ในห้องคนเดียว ปรากฏว่าอีกฝ่ายไม่ได้หนีกลับไปก่อนอย่างที่เคยทำทุกที แต่แค่หลบไปสักพักจนมั่นใจว่าทุกคนกลับไปแล้วจึงย้อนกลับมาที่ห้องแต่งตัว ซึ่งสาเหตุที่ทำให้อีกฝายร้องไห้แทบไม่ต่างอะไรจากของจูริ แอบชอบเขา แต่เขาก็มีตัวจริงของเขาอยู่แล้ว และความเลวร้ายคือคนที่พวกเขาสองคนชอบดันไปรักกันเอง สุดท้ายพวกเขาทั้งคู่เลยได้แต่นั่งร้องไห้ด้วยกันเป็นชั่วโมงจนพอใจ

และดังคำที่เขาว่าคนที่มีปัญหาคล้ายกันมักจะสนิทกันได้เร็ว จูริกับโฮคุโตะก็เลยพลอยสนิทกันมากขึ้นจากเดิมที่ค่อนข้างจะสนิทมากอยู่แล้ว อย่างวันนี้ที่จูริมานอนค้างที่บ้านโฮคุโตะเป็นครั้งแรก

“รอยยิ้มนั้นของเธอเหมือนกับความอบอุ่นของแสงอาทิตย์…” โฮคุโตะเผลอร้องเพลงออกมาเบา ๆ ทำให้จูริยกยิ้ม ร้องคลอไปด้วย “ไม่ว่าจนถึงเมื่อไหร่ ผมอยากไปปกป้องเธออยู่ข้าง ๆ ผมคิดแบบนั้น…”

ทั้งที่เป็นเพลงรักของสองคนนั้น แต่มันกลับติดอยู่ในห้วงความทรงจำเป็นอย่างดีจนน่าโมโห ตอนเช้าของพวกเรา เป็นเพลงที่ดีแต่ขณะเดียวกันก็เป็นเหมือนลวดหนามที่รัดแน่นจนทั้งเจ็บและปวดที่หัวใจ

“แม้จะเป็นวันทีรีบเร่ง พวกผมก็จะรอคอยอยู่ตรงนั้นทันที…”

เมื่อจูริหันไปมองคนข้าง ๆ ก็พบว่าโฮคุโตะกำลังร้องไห้ซะแล้ว เขาหัวเราะเบา ๆ น้ำตาที่คิดว่าจะไม่ไหลกลับเริ่มทิ้งตัวลงไปตามใบหน้าเขาบ้าง

“แต่ขออีกแค่นิดเดียว ขอให้ได้อยู่แบบนี้ก็พอใจแล้ว” เสียงร้องเพลงขาดหายไป พร้อมกับโฮคุโตะที่ปล่อยโฮออกมา

“ไม่ร้องสิ ฉันร้องตามแล้วเนี่ย”

“กะ ก็มันห้ามไม่อยู่นี่” จูริหัวเราะดังขึ้น ดึงอีกคนเข้ามากอด ขยี้หัวคนอายุน้อยกว่าไม่กี่วันอย่างหมั่นเขี้ยว แล้วปล่อยให้โฮคุโตะกอดเขา เหมือนที่เขากำลังกอดอีกคนทั้งที่ร้องไห้เช่นกัน

.

ไทกะรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็นบ้า

เขากลับมาถึงบ้านได้เกือบสองชั่วโมงแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้อยู่ไม่น้อย มันอะไรกันน่ะ จูริที่ตามปกติต้องเข้ามาหาเขา วันนี้กลับเอาแต่อยู่กับโฮคุโตะแทบจะตลอดเวลาตอนแรกก็อ่านนิตยสารด้วยกัน พอเสร็จงานก็เอาแต่นั่งดูคลิปกันสองคน และวันนี้ก็ไม่ใช่วันแรกด้วยที่จูริไม่สนใจเขา อีกฝ่ายหนีหน้าเขา เลี่ยงที่จะเข้ามาพูดคุยกับเขานอกจากเรื่องงานมาเป็นอาทิตย์แล้ว อันที่จริงก็ไม่ใช่แค่จูริหรอก โฮคุโตะเองก็เหมือนจะพยายามเลี่ยงเจสซี่เหมือนกัน จนตอนนี้จากปากคำของเจ้าตัว หนุ่มลูกครึ่งก็เครียดจัดแล้วเหมือนกัน

แต่ยิ่งกว่าความหงุดหงิดมันคือความน้อยใจ น้อยใจที่เขาดูเหมือนไม่ได้สำคัญในสายตาของอีกฝ่ายอย่างที่เจ้าตัวเคยพูดไว้เลย ถ้าเขาสำคัญจริง เขาคงไม่โดนอีกฝ่ายเมินและหนีไปอยู่กับคนอื่นแบบนี้

เขากดเปิดแอพลิเคชั่นในโทรศัพท์ขึ้นดู ข้อความที่เขาส่งไปในไลน์เป็นสิบข้อความตลอดหลายวันที่ผ่านมาไม่มีการตอบกลับจากคนตาสวยที่เอาแต่หลบหน้าเขา ไม่ขึ้นแม้แต่คำว่าอ่านแล้วด้วยซ้ำ ไทกะจึงวางโทรศัพท์ลงบนเตียงตามเดิม พลางกลิ้งไปกอดหมอนข้าง เอาหน้าซุกลงไปและหลับตาลง

ตอนที่โมริตะ มิวโตะ เพื่อนสนิทในค่ายของเขารู้ว่าเขาอารมณ์ไม่ค่อยดีเพราะอะไร เขาก็โดนด่าว่างี่เง่าแล้วก็โดนไล่ให้ไปเคลียร์กับจูริซะ แน่ล่ะว่าไทกะไม่ยอมเป็นคนเข้าไปคุยด้วยก่อนแน่ ก็คนที่เริ่มเมินเขาก่อนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีอะไรเลยน่ะ คือจุ๊ตันของมิวโตะไม่ใช่หรือไง แล้วเรื่องอะไรเขาจะต้องไปง้อด้วย ในเมื่อเขาไม่ได้ทำผิดสักหน่อย

ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ลึก ๆ ในใจ หนุ่มหน้าสวยก็เป็นกังวลกับท่าทางของคนที่เคยเข้ามาจีบมาเฟลิร์ตเขาออกสื่ออยู่บ่อย ๆ เหมือนกัน จูริไม่เคยทำแบบนี้กับเขามาก่อน อีกฝ่ายเป็นคนใจดีที่ต่อให้ไทกะเอาแต่ใจหรืองี่เง่าใส่มากแค่ไหนก็ยิ้มรับ และยังคงอยู่ข้าง ๆ เขามาโดยตลอด และนั่นก็ทำให้เขาเผลอทำตัวแย่ ๆ ใส่บ่อย ๆ เพราะมั่นใจว่าต่อให้ตัวเองทำตัวแย่แค่ไหน คนคนนั้นก็ไม่มีทางโกรธจนทิ้งเขาไป แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิดหรือเปล่า บางทีอีกคนคงเบื่อจนไม่อยากจะยุ่งกับเขาแล้วก็ได้ แล้วโฮคุโตะน่ะใจดีจะตาย ใคร ๆ ก็อยากให้มีคนใจดีกับตัวเองทั้งนั้น แล้วเขาที่คอยแต่จะเอาแต่ใจตลอดเวลา จูริจะหมดความอดทน แล้วทิ้งเขาไปหาคนอื่นก็ไม่แปลก

จนถึงตอนนี้ไทกะเริ่มยอมรับได้แล้วว่าบางทีการที่จูริหนีจากเขาไปอาจเป็นเพราะตัวเขาเองก็ได้ แต่ถ้ามันเกินที่อีกคนจะรับได้แล้ว จูริก็ควรจะบอกเขาตรง ๆ สิ ไม่ใช่ไม่ยอมคุย ไม่ยอมมองหน้ากันแบบนี้ ใช่ว่าเขาจะเอาแต่ใจตัวเองตลอดเวลาสักหน่อย ถ้ามันมากเกินไป แค่เพียงอีกฝ่ายพูดมา เขาก็จะพยายามเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น

ไทกะเหลือบไปมองสมุดแต่งเพลงบนโต๊ะเขียนหนังสือข้างเตียง แล้วลุกขึ้นหยิบมันขึ้นมาพลิก ๆ ดู แล้วไปหยุดที่หน้ากระดาษหนึ่ง เนื้อเพลงที่เขาเขียนและส่งให้เจสซี่แต่งทำนองให้ตามที่ชายหนุ่มลูกครึ่งอเมริกันเรียกร้อง

เพลงนี้เขาตั้งใจเขียนเป็นอย่างดี แม้ว่าเขาจะไม่เคยทำ ไม่เคยพูดอย่างเนื้อร้องที่เขียนไว้ แต่เขาก็รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ อยากกอด อยากปกป้อง อยากอยู่ข้าง ๆ อยากให้จูริได้รู้ว่าเขารักอีกคนมาก

เขาชอบจูริ แต่เขาไม่เคยพูด

ไม่ใช่ว่าไม่อยากพูด แต่เพราะนอกจากเขาแล้ว แรพเปอร์ร่างผอมก็เที่ยวเข้าหาคนโน้นคนนี้ไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นชินทาโร่ โฮคุโตะ และคนอื่น ๆ อีก นั่นทำให้เขาสับสนว่าตกลงแล้วสิ่งที่จูริพูดกับเขาเป็นเรื่องจริงหรือแค่เล่นตลก

ทว่าในตอนนี้ ต่อให้จูริเล่นตลกกับเขา เขาก็อยากให้อีกคนกลับมายิ้มให้เขาเหมือนเดิม

.

สองอาทิตย์กับบรรยากาศอึมครึมในห้องแต่งตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกำลังทำให้ยูโกะหนักใจมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะวันนี้

มือเรียวสวยของไทกะวางไดร์เป่าผมลงบนโต๊ะด้วยแรงที่เบากว่าการกระแทกเพียงนิดเดียว ใบหน้าหล่อหวานมุ่ยลงอย่างไม่สบอารมณ์ เช่นเดียวกับนัยน์ตาที่คุกรุ่นไปด้วยความโมโหของเจ้าของ และนั่นยิ่งทำให้โคจิ ยูโกะ ชายหนุ่มที่อายุมากที่สุดในห้องเริ่มเครียดกว่าเดิม

“ใจเย็น ๆ ก่อนสิ เดี๋ยวข้าวของก็พังหมดหรอก

“ก็ดูสิ อะไรกันน่ะนั่น”

อะไร ที่ไทกะว่า คือสองหนุ่มที่นั่งพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่อีกฟากของห้องแต่งตัว โดยไม่ได้รับรู้ว่าใครบางคนกำลังจะระเบิดลงอยู่ตรงนี้

“เอาน่า จูริมันก็เฟลิร์ตคนอื่นไปทั่วอยู่แล้ว กับโฮคุโตะนี่ก็ทำออกบ่อย” เขาเอ่ยปลอบหลังจากมั่นใจแล้วว่าตัวเองจะไม่โดนท่านเคียวโมโตะเหวี่ยงกลับแทน

“ก็ใช่ แต่ถ้าจะแนบชิดกันขนาดนี้ นั่งตักกันไปเลยดีกว่าปะ”

ภาพของหนึ่งแรพเปอร์หนึ่งหนุ่มหล่อที่แทบจะสิงกันอยู่บนโซฟาขณะดูอะไรสักอย่างในสมาร์ทโฟนด้วยกันไม่ใช่แค่สร้างความไม่พอใจให้กับไทกะคนเดียว แต่มันไปบาดตาบาดใจหนุ่มลูกครึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยเช่นกัน

เจสซี่มุ่นหัวคิ้วให้กับภาพตรงหน้า แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาเดินตรงไปยังกระเป๋าของตัวเองแล้วเก็บข้าวของลงไปเงียบ ๆ แม้จะแอบเหลือบมองคนที่เข้าสู่โหมดโลกนี้มีเพียงสองเราอยู่บ่อย ๆ ก็ตาม

ยูโกะที่เห็นท่าทางของเพื่อนซี้เข้าก็ได้แต่นึกปลงอยู่ในใจ อยากเอาตัวเองออกไปให้พ้น ๆ จากตรงนี้ซะที

บรรยากาศทะมึนจากคนสองคนที่แผ่ออกมาถึงกับทำให้โมริโมโตะ ชินทาโร่ น้องเล็กในกลุ่มพวกเขาหกคนที่มักจะโหวกเหวกโวยวาย ช่วงนี้ได้แต่เงียบลงอย่างผิดปกติ พลางมองมายังยูโกะเหมือนขอความช่วยเหลือ ซึ่งแน่ล่ะว่ายูโกะช่วยอะไรไม่ได้หรอก ในเมื่อคนโดนหึงหวงไม่ได้รับรู้ถึงไอเย็น ๆ ที่ปกคลุมไปทั่วห้องเลยสักนิด แต่เพราะแววตาอ้อนวอนของชินทาโร่ที่ดูน่าสงสารมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความหนาวเหน็บราวกับอุณหภูมิกำลังลดต่ำลง ยูโกะจึงตัดสินใจว่าควรทำอะไรสักหน่อย ก่อนที่เขากับน้องเล็กจะแข็งตายไปซะก่อน

“พวกนายสองคนดูอะไรกันอยู่น่ะ” ยูโกะเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่งกับคนอารมณ์ไม่ดีสองคน แต่หันกลับไปหาคนอีกคู่ที่สร้างโลกส่วนตัวกันแทน

“ดูรายการตลกอยู่น่ะ สนุกดี เนอะ จูริ”

“ใช่ ๆ สนุกดีล่ะ ฉันชอบดาราตลกคนนี้มากเลย ไม่นึกว่านายก็ชอบเหมือนกัน”

“ฉันชอบเขามานานแล้วล่ะ ตั้งแต่ตอนรายการ xxx แล้ว เขาน่ะ…”

ยูโกะได้แต่ยืนมองจูริกับโฮคุโตะที่หันกลับไปคุยกันสองคนตาปริบ ๆ นี่ตกลงว่าเขาโดนเมินสนิทจริง ๆ เหรอ เมื่อหันไปมองอีกฟากก็เห็นว่าไทกะดูหงุดหงิดมากกว่าเดิม คราวนี้กระแทกขวดน้ำดื่มลงบนโต๊ะแล้ว ส่วนเจสซี่ก็จ้องเขม็งมายังคนสองคนที่เพิ่งจะเมินเขาไป

หลังจากยูโกะยืนหันซ้ายหันขวา ละล้าละลังไม่รู้จะทำยังไงต่ออยู่ได้สักพัก คนที่เพิ่งกระแทกขวดน้ำลงโต๊ะก็ลุกขึ้นยืนอย่างทนไม่ไหว เดินตรงเข้ามาคว้ามือของจูริ กระชากอีกคนให้ลุกขึ้นท่ามกลางความตกใจของคนที่เหลือ

นัยน์ตาคมปลาบของหนุ่มหน้าสวยตวัดมองไปยังโฮคุโตะที่กะพริบตาปริบ ๆ อย่างงุนงงกับท่าทางของเขา แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือของจูริที่เจ้าของถืออยู่โยนให้โฮคุโตะ พูดขึ้นว่า

“ขอโทษนะ ฉันมีเรื่องต้องคุยกับจูรินิดหน่อย” จบประโยคก็ลากอีกคนเดินออกไปทันทีท่ามกลางความตกตะลึงของคนที่เหลือและคนโดนลาก

.

“เคียวโมโตะคุง เป็นอะไรน่ะ จู่ ๆ ก็ลากกันออกมาแบบนี้” ไทกะหันมามองหน้าคนพูดหลังจากลากอีกคนเข้ามายังห้องซ้อมที่ว่างอยู่แล้วปล่อยมือที่เขาลากติดมาด้วยตั้งแต่ออกจากห้องแต่งตัว

คำพูดที่ฟังดูสบาย ๆ แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าคนตรงหน้าตกใจกับท่าทีของเขาพอสมควร ทำให้เขาเผลอหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก หงุดหงิดกับความไม่รู้อะไรเลยของคนตรงหน้า หงุดหงิดที่คนตรงหน้าเลือกที่จะเดินหนีเขาไปขลุกอยู่กับอีกคนหนึ่งแทน

“ถามตัวเองดีกว่ามั้ย ว่าเมื่อกี้ทำอะไรอยู่” ให้ตายสิ เขาไม่น่าพูดแบบนี้ ไม่น่าใช้น้ำเสียงแบบนี้เลยสักนิด แต่เขาคุมตัวเองไม่อยู่แล้วจริง ๆ

“ก็ดูคลิปรายการกับโฮคุโตะ ทำไมต้องโมโห โกรธอะไรรึเปล่าน่ะ” ชื่อของโฮคุโตะที่ออกจากปากจูริ เหมือนยิ่งทำให้ไทกะระเบิดลง

“แค่ดูคลิป ทำไมจะต้องนั่งติดแนบชิดกันขนาดนั้น ไม่นั่งตักกันไปเลยล่ะ” เมื่อถูกประชดประชันเข้า จูริเองก็เริ่มจะโมโหแล้วเหมือนกัน ทำไมเขาจะต้องมาทนฟังคนหน้าหวานถากถางทั้งที่ยังรู้สึกแย่จากการอกหักยังไม่หาย แล้วยังโดนคนที่หักอกตัวเองใส่อารมณ์แบบนี้อีก เป็นใครมันจะทนได้กัน

“แล้วนายมีปัญหาอะไร ฉันจะทำอะไรก็ไม่ใช่เรื่องของนายสักหน่อย” คำพูดเจืออารมณ์รุนแรงที่ไม่เคยมีใครได้ยินจากจูริเป็นเหมือนน้ำเย็น ๆ ที่สาดเข้าไปที่หน้าไทกะโดยตรง ไม่ใช่น้ำเสียงหรือท่าทางโมโหของคนตรงหน้าหรอกที่หยุดเขาไว้ แต่เป็นเนื้อหาของมันต่างหาก ที่ตอกย้ำให้ไทกะรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะไปหึงหวงคนตรงหน้า และทำให้อารมณ์ที่พุ่งสูงร่วงต่ำลงแทบจะในทันทีจนได้แต่เงียบ

พอไทกะเงียบ จูริก็พลอยเงียบไปด้วย ต่างคนต่างยืนนิ่งอยู่นานก่อนที่ไทกะจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน

“ขอโทษ” เมื่อได้ยินคำว่าขอโทษ จูริก็เย็นลงบ้าง ก่อนจะพูดตอบ

“ไม่เป็นไร แล้วตกลงว่าโกรธอะไร”

“ฉันต่างหากที่ต้องถามนายว่าโกรธอะไร นายไม่ยอมมองหน้าฉันมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ”

จูริได้แต่เงียบอีกครั้ง เขาพูดไม่ได้ ถ้าพูดออกไปรับประกันได้เลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเปลี่ยนไปแน่นอน ไหนจะเจสซี่อีก ถ้าเขาบอกเหตุผลไปมีหวังคงมองหน้ากันไม่ติดไปอีกนาน

ไทกะที่เห็นอีกคนยืนนิ่งจึงตัดสินใจเดินเข้าไปกอดอีกคนไว้ซบหน้าลงกับบ่าของอีกคน พลางเอ่ยปากพูดอู้อี้เพราะกำลังจะร้องไห้เต็มแก่

“ฉันไม่ชอบเลยเวลานายเมินฉัน แล้วเอาแต่ขลุกอยู่กับโฮคุโตะ ไม่ชอบเลยจริง ๆ”

เสียงที่สั่นเทา อ้อมกอดที่ไหวระริกและคำพูดของไทกะ ทำให้จูริเม้มริมฝีปากแน่น นึกสับสนอยู่ในใจ หมายความว่ายังไงกัน คำพูดพวกนั้นน่ะ ไอ้เรื่องที่เขาเมินอีกคนจะไม่ชอบก็ไม่แปลก แต่ทำไมต้องไม่ชอบที่เขาอยู่กับโฮคุโตะ ชายหนุ่มกำลังจะพูดถามก็ต้องชะงักกับประโยคถัดมาของไทกะ

“ฉันชอบนายนะ”

จูริขยับตัวผละออกจากไทกะด้วยความตกตะลึง ตาคู่สวยเบิกกว้าง มองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“นาย.. พูดว่าอะไรนะ”

“ฉันบอกว่าฉันชอบนายไงเล่า แล้วนี่มันอะไรกันน่ะ อยู่ ๆ ก็ทำตัวห่างเหิน ไม่ยอมมองหน้า ไม่พูด ไม่คุยด้วย แล้วยังเอาแต่ขลุกอยู่กับโฮคุโตะอีก ฉันกลัวแทบแย่”

จูริรู้สึกเหมือนสมองของเขากำลังประมวลผลไม่ทัน ไทกะบอกว่าชอบเขา ชอบเขาจริง ๆ เหรอ เขาไม่ได้ฟังผิดจากเกลียดเป็นชอบ หรือหูฝาดไปอะไรทำนองนี้ใช่มั้ย

“แต่.. ไม่ใช่ว่านายกับเจสซี่…”

“ฉันกับเจสซี่ทำไม…เดี๋ยวนะ นี่อย่าบอกนะว่านายเข้าใจว่าฉันกับเจสซี่รักกันน่ะ บ้าไปแล้ว ฉันจะไปรักกับหมอนั่นได้ยังไง หมอนั่นมีคนที่ชอบอยู่แล้วเถอะ”

“แล้วเพลงนั่น…”

“เพลง? นายหมายถึง ตอนเช้าของพวกผม น่ะเหรอ นั่นน่ะฉันแต่งให้นายต่างหาก ถึงเจสซี่จะเป็นคนเริ่มขอให้แต่งให้เพราะจะเอาไปร้องให้คนที่หมอนั่นชอบฟังก็เถอะ แต่ตอนแต่งน่ะ ฉันคิดถึงแต่นายแค่คนเดียวเท่านั้นล่ะ” ว่าจบไทกะก็เอาหน้าผากมาแนบกับหน้าผากของคนที่ยังช็อกอยู่ เขาเตี้ยกว่าจูริแค่เซนเดียว จึงไม่จำเป็นต้องก้มหรือเขย่งให้เมื่อย

“ฉันแต่งให้นาย แล้วฉันก็ร้องเพลงนี้ให้นาย… แต่ดูเหมือนจะส่งไปไม่ถึงสินะ”

เสียงหงอย ๆ ของหนุ่มหน้าสวยทำให้จูริรู้สึกแย่ เขานึกอยากปลอบ หรือแม้แต่แก้ตัว แต่เขาก็พูดไม่ออก ในเมื่อความเข้าใจผิดของเขาทำให้คนตรงหน้ารู้สึกแย่มากมาย

“ฉันขอโทษนะ ที่ไม่รู้เรื่องแล้วยังเข้าใจผิดจนเผลอหลบหน้านายแบบนี้”

ไทกะส่ายหน้าทำให้หน้าผากของพวกเขาถูกัน แต่ก็ไม่มีใครคิดจะผละออก พวกเขาแค่อยู่อย่างนั้น ก่อนที่จูริจะพูดขึ้น

“นายชอบฉันจริง ๆ น่ะเหรอ” ไทกะผลักจูริออกทันที ขึ้นเสียงด้วยเริ่มจะโมโหอีกรอบ

“ก็ชอบจริง ๆ น่ะสิ! จะต้องให้ฉันย้ำอีกกี่รอบ!! นายเองนั่นแหละปากก็บอกว่าชอบฉัน แต่เอาแต่ไปจีบคนโน้น  เฟลิร์ตคนนี้อยู่นั่น แล้วยังหลบหน้ากันอีก ถ้าจะแค่แกล้งกันล่ะก็…” ประโยคสุดท้ายขาดหายไป พร้อมกับใบหน้าหล่อหวานที่ก้มลงต่ำ ทำให้อีกคนเดินเข้าไปกอดอีกฝ่ายไว้

“ฉันไม่ได้แกล้งสักหน่อย ฉันชอบนายจริง ๆ นะ แต่นายอะ เอาแต่เย็นชาใส่ฉันแล้วใครมันจะหน้าด้านหน้าทนขนาดนั้น ฉันก็เลยต้องวิ่งเข้าหาคนอื่นแก้เก้อต่างหาก ทั้งที่ความจริงแล้วน่ะ ชอบเคียวโมโตะคุงที่สุดเลย”

“แล้วทำไมต้องเมินฉันด้วยล่ะ”

“ก็ตอนที่ร้องเพลงนั้นในกามุชาระน่ะ ทั้งนายทั้งเจสซี่สบตากันมีความหมายซะขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องเข้าใจว่าพวกนายชอบกันทั้งนั้นแหละ ฉันก็เลยคิดว่าควรออกห่างจากนายน่าจะดีกว่า”

“ก็นั่นมันแฟนเซอร์วิส นายเองก็รู้ไม่ใช่หรือไง”

“รู้ แต่มันอดคิดไม่ได้นี่นา นายสองคนดูเหมาะกันจะตาย ยิ่งนายเอาแต่นิ่งเวลาฉันเข้าหาด้วยแล้ว ก็เลย…”

ไทกะยกมือขึ้นกอดคนที่กอดตัวเองอยู่บ้างเมื่ออ้อมแขนที่โอบรอบตนอยู่กระชับแน่นขึ้น เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของคนอายุน้อยกว่า แล้วพูดขึ้นว่า

“ตกลงว่าตอนนี้รู้แล้วใช่มั้ยว่าฉันชอบนาย ไม่ใช่เจสซี่”

จูริพยักหน้าทั้งที่ยังซุกหน้าบนบ่าของอีกคน ไทกะที่เห็นการตอบรับก็ยิ้มกว้างออกมา ดันตัวอีกคนออกแล้วเอ่ยถาม

“แล้ว… ไม่คิดจะถามอะไรกันหน่อยเหรอ” จูริขมวดคิ้วนิดหน่อย ก่อนจะคลายออกเมื่อเข้าใจความหมายแฝงของอีกคนที่ส่งผ่านคำถาม ความเขินอายพุ่งขึ้นอย่างที่ไม่ค่อยจะเป็นสักเท่าไหร่ ส่งผลให้ชายหนุ่มยิ้มจางและหัวเราะเบา ๆ นัยน์ตาคู่สวยเสมองไปทางอื่น ไม่กล้ามองใบหน้าหวานที่อยู่ตรงหน้า

“ว่าไง~ รอตอบอยู่เนี่ย” ไทกะเร่งพร้อมรอยยิ้ม นึกสนุกเล็กน้อยที่ได้เห็นคนตรงหน้าเขินอย่างหาได้ยาก เวลาจูริเขินน่ารักจะตาย แล้วไม่ใช่ภาพที่จะได้เห็นบ่อย ๆ เสียด้วย และนั่นก็ยิ่งทำให้ไทกะอยากแกล้งอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก

“คือ มันเขินเหมือนกันนะ”

“เขินอะไร เร็ว ๆ สิ รออยู่ ความอดทนมีจำกัด ถ้าไม่รีบถามจะไม่ตอบอีกแล้วนะ”

“แล้วทำไมนายไม่พูดเองล่ะ”

“ไม่เอาอะ อยากฟังจูริถามมากกว่า ถามสิ ๆ”

ทั้งที่ปกติก็ไม่เคยนึกอายแบบนี้ แต่พอมาตอนนี้ที่มั่นใจว่าคนตรงหน้าจะตอบตกลงแน่ ๆ เท่านั้นแหละ ความกล้าที่เคยมีเป็นปกติก็หดหายไปหมด ใช้เวลาสักพักกว่าจูริจะข่มความอายลงได้ แล้วพูดขึ้นตามที่อีกคนอยากได้ยิน

“คบกับฉันมั้ย เคียวโมโตะคุง”

“ไทกะต่างหาก”

“เอ๊ะ” ไทกะส่งยิ้มหวานให้คนตรงหน้า พลางเอ่ยขยายความ

“จะคบกันแล้วก็ต้องเรียกชื่อสิ จะมาเรียกนามสกุลได้ไง ถามใหม่”

“นี่มันจงใจแกล้งฉันชัด ๆ เลยไม่ใช่เหรอ ใจร้ายเกินไปแล้วนะ” คนโดนแกล้งเอ่ยประท้วง แต่ไทกะเพียงแค่ยิ้ม ไม่แก้ตัวอะไรทั้งสิ้น  จูริจึงเอ่ยปากถามอีกครั้ง

“คบกับฉันนะ ไทกะ”

“อือ คบ”

.

อีกด้านหนึ่ง…

.

“เคียวโมโตะ… เป็นอะไรไปน่ะ” โฮคุโตะถามอย่างงุนงง ในมือถือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของจูริที่ไทกะเพิ่งโยนให้ กะพริบตาปริบ ๆ มองประตูที่คนสองคนเพิ่งผ่านออกไปก่อนจะหันมามองหน้าเพื่อนอีกสามคนที่เหลืออยู่ในห้อง และรีบก้มหลบสายตาของเจสซี่ที่ตัวเองเผลอมองเป็นคนสุดท้าย

คนอารมณ์ฉุนเฉียวออกไปแล้วก็จริง แต่คนปล่อยไอเย็นอีกคนยังอยู่ในห้อง และดูเหมือนว่าใกล้จะระเบิดแล้วเช่นกันเมื่อเห็นว่าโฮคุโตะหลบตาตัวเอง ทำให้ยูโกะกับชินทาโร่มองหน้ากันราวจะปรึกษาโดยไม่มีเสียงแล้วอีกไม่ถึงนาทีทั้งสองคนก็พร้อมใจกันพูดขึ้น

“ฉันกลับก่อนนะ ยังเหลือรายงานที่ต้องทำอีกเล่มน่ะ” ยูโกะว่า ตามด้วยน้องเล็กของกลุ่มที่คว้ากระเป๋าขึ้นมาหลังเก็บของเสร็จอย่างรวดเร็วแบบผิดปกติ

“ฉันก็ต้องกลับแล้วเหมือนกัน วันนี้มีนัดไปซื้อของกับแม่ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ” แล้วทั้งสองคนก็พร้อมใจกันจรลีออกจากห้องไป ทิ้งไว้แต่คนสองคนที่ยังเอาแต่เงียบอยู่ในห้อง

“งั้น ฉันกลับบ้างล่ะนะ” โฮคุโตะพูดเบา ๆ เดินไปหยิบกระเป๋าของตัวเองขึ้นมา หลังผ่านไปสักพัก ทำลายความเงียบและความอึดอัดจากสายตาที่มองตรงมาที่เขาไม่ขยับไปไหนโดยไม่มีเสียงพูดของเจ้าตัว

เมื่อเขากำลังหมุนลูกบิดประตูเปิดออก อีกคนก็ตรงมาผลักประตูปิดทันที แล้วมือหนาก็ดึงตัวเขาเข้าไปในอ้อมแขนแกร่งที่โอบรัดเขาจากด้านหลัง

“เจสซี่ ทำอะไรของนายเนี่ย”

“ยอมพูดกับฉันแล้วเหรอ” โฮคุโตะชะงักค้างกับคำพูดของคนตัวสูงกว่า เผลอเม้มริมฝีปากแน่นเมื่ออีกคนจับตัวเขาหันหลังมาเผชิญหน้ากัน

“ฉันจะเป็นบ้าอยู่แล้วนะ นายโกรธอะไรฉัน อยู่ ๆ ก็เมิน ไม่มองหน้า ไม่สบตา ไม่พูดด้วย ฉันทำอะไรให้นายไม่พอใจเหรอ” นัยน์ตาสีน้ำตาลที่เคยเป็นประกายอย่างที่โฮคุโตะชอบมาตลอดหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก

“เปล่าหรอก นายไม่ได้ทำอะไรให้ฉันโกรธหรอก”

“แล้วนายมีปัญหาอะไรล่ะ เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่รึไง” หัวใจบีบรัดจนปวด นั่นสิ เขาเป็นเพื่อนของเจสซี่ เพื่อนโดนเพื่อนเมิน ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกแย่ทั้งนั้นแหละ

“ขอโทษด้วยนะ มันเป็นปัญหาของฉันเองแหละ นายไม่ต้องห่วงหรอกน่า อีกสักพักเดี๋ยวฉันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว” เขายิ้มให้ไอดอลหนุ่มทั้งที่ในใจกำลังจะร้องไห้เต็มแก่ ฝืนพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงทั้งที่รู้ว่ามันคงออกมาฝืดเฝื่อนเต็มที

“โฮคุ…”

“ขอเวลาฉันสักพักนะ แล้วเดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลัง.. นี่ก็เย็นมากแล้ว กลับบ้านกันเถอะ” พูดจบเขาก็หันหลังกลับ เปิดประตูห้องแต่งตัว แต่ก็เหมือนเดิม เจสซี่ปิดประตูทันที

“เจสซี่ คือว่า…”

“ช่วยฟังหน่อยได้มั้ย” เจสซี่ว่าพลางดึงตัวอีกคนเข้ามากอดอีกครั้ง ใบหน้าคมคายซบลงกับบ่าของคนในอ้อมแขน ซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมา

“เอ๊ะ”

“รอยยิ้มนั้นของเธอเหมือนกับความอบอุ่นของแสงอาทิตย์…” ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ เสียงทุ้มนุ่มก็ร้องเพลงขึ้นมาเสียก่อน ตอนเช้าของพวกผม เพลงที่เจสซี่กับไทกะแต่งด้วยกัน ทำให้โฮคุโตะชะงักค้างไปชั่วครู่ ร้องเพลงนี้แบบนี้น่ะ หมายความว่าอีกคนอยากบอกให้เขารู้ว่าตัวเองกับไทกะกำลังคบกันอยู่ใช่มั้ย

เพลงหวาน ๆ กับเสียงนุ่มหูที่ชวนหลงใหล บัดนี้เป็นเหมือนคมมีดอาบน้ำผึ้งที่บาดลึกเข้าไปในใจคนฟังจนต้องพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมแขนแกร่งที่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งรัดแน่น

“ไม่เอา เจสซี่ ปล่อย”

“ไม่ว่าจนถึงเมื่อไหร่ ผมอยากไปปกป้องเธออยู่ข้าง ๆ ผมคิดแบบนั้น…

“เจสซี่ ปล่อยฉัน” แม้จะโวยวายเท่าไหร่ ทั้งทุบทั้งตี อีกคนก็ไม่ยอมปล่อยโฮคุโตะออกจากอ้อมกอด และไม่ยอมหยุดร้องเพลงด้วย ทำให้คนฟังได้แต่ร้องไห้อยู่ตรงนั้น เขาไม่อยากฟัง ไม่อยากรับรู้ว่าคนตรงหน้ากับใครอีกคนรักกันมากขนาดไหน แล้วทำไมต้องบังคับให้เขาฟัง แค่นี้เขายังเจ็บไม่พออีกหรือ

“ถึงแม้จะเป็นวันทีรีบเร่ง พวกผมก็จะรอคอยอยู่ตรงนั้นทันที…”

“พอเถอะ พอสักที ไม่เอาแล้ว…” โฮคุโตะร้องขอทั้งน้ำตา ไม่เอาแล้ว เจ็บ เจ็บที่สุด ทำไมเจสซี่ถึงทำกับเขาแบบนี้ เขารู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์ ไม่เห็นจะต้องมาตอกย้ำกันขนาดนี้เลย พอเถอะ หยุดทำร้ายเขาสักที

 “แต่ขออีกแค่นิดเดียว ขอให้ได้อยู่แบบนี้ก็พอใจแล้ว”

จบเพลงเจสซี่ก็ยอมคลายอ้อมกอดออก เมื่อไม่มีแขนแกร่งรั้งเอาไว้ โฮคุโตะก็ทรุดลงไปนั่งร้องไห้กับพื้น โดยที่คนร้องเพลงกลับนั่งลงก้มหน้าอยู่ข้าง ๆ ถ้าโฮคุโตะสังเกตจะเห็นว่าอีกคนกำลังน้ำตาคลอหน่วยเหมือนกัน

“ทำไมต้องร้องเพลงนี้ให้ฉันฟังด้วย นายจะรักกับใครก็รักไปสิ จะมาตอกย้ำกันทำไมอีกเล่า แค่นี้ฉันยังเจ็บไม่พอใช่มั้ย ต้องให้ฉันตายไปเลยใช่มั้ย!!” โฮคุโตะระเบิดอารมณ์ทั้งหมดออกมา เขาทนไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้วจริง ๆ

“เกลียดฉันขนาดนั้นเลยเหรอ แค่ฉันชอบนาย มันแย่มากขนาดนายต้องมาซ้ำเติมกันแบบนี้เลยรึไง”

นัยน์ตาของเจสซี่เบิกกว้าง คว้าแขนสองข้างของคนที่กำลังร้องไห้โวยวายแล้วดึงเข้าหาตัว จ้องหน้าอีกฝ่าย ร้องถามเสียงสูง

“เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ”

“ก็ถามว่าทำไมต้องมาซ้ำเติมกันแบบนี้น่ะสิ!! เกลียดกันมากนักรึไงเล่า!”

“ไม่ใช่ เมื่อกี้นายบอกว่าชอบฉัน นายพูดจริง ๆ ใช่มั้ย”

“เออ ชอบ ชอบมากด้วย พอใจรึยัง” ด้วยอารมณ์ที่ปะทุทำให้โฮคุโตะเผลอพูดทุกอย่างที่เก็บเอาไว้ทั้งหมด กว่าเขาจะรู้ตัว ก็เมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างของคนตรงหน้าผ่านม่านน้ำตาพร้อมกับที่เจ้าของรอยยิ้มนั้นพุ่งเข้ามากอดเขาไว้

“ฉันก็ชอบนาย ชอบมาตั้งนานแล้ว ให้ตายสิ ดีใจที่สุดเลย” โฮคุโตะหยุดร้องไห้ทันที ได้แต่นั่งงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นแทน หมายความว่ายังไงกัน ชอบเขาอย่างนั้นเหรอ

“เดี๋ยวนะ เจสซี่ เมื่อกี้นายบอกว่าชอบฉัน?”

“อือ ฉันชอบนาย”

“ไม่ใช่ว่านายคบกับไทกะอยู่เหรอ” คนตัวสูงกว่าผละออกมองอีกคนอย่างงุนงง ขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยปฏิเสธในทันที

“เปล่า ไทกะชอบจูริอยู่ต่างหาก ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนเนี่ย” พอได้ยินคำตอบชัด ๆ โฮคุโตะก็พูดอะไรไม่ออก ตกลงว่าที่พวกเขาดราม่ากันมาเป็นอาทิตย์คือคิดไปเอง เครียดไปเอง บ้ากันไปเองงั้นสิ

ตอนนี้โฮคุโตะชักอยากร้องไห้อีกสักรอบแล้ว

แต่ถึงจะนึกเครียดกับสภาพตัวเองที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ แต่โฮคุโตะก็นึกดีใจกับเพื่อนอีกคนด้วย  ถ้าไทกะชอบจูริ มันก็หมายความว่าทั้งสองคนใจตรงกัน เพราะแรพเปอร์ร่างผอมคนนั้นแอบชอบหนุ่มหน้าสวยมานานมากแล้ว ถ้าทั้งคู่คุยกันลงตัวแล้วได้คบกัน โฮคุโตะยินดีด้วย อย่างน้อยจูริก็ไม่ต้องอกหักแล้วล่ะนะ

“ตกลงว่าไปเอาความคิดนั้นมาจากไหน ที่เมื่อกี้ร้องไห้เพราะเข้าใจว่าเป็นเพลงที่ฉันกับไทกะแต่งให้กันเองใช่มั้ยเนี่ย”

แน่ล่ะว่าโฮคุโตะก็ยังคงเงียบเหมือนเดิม เจสซี่ที่เห็นแบบนั้นได้แต่ยิ้มบาง ๆ ท่าทางว่าเขาจะเดามาถูกทางแล้วล่ะ โฮคุโตะถึงได้ทำท่าเหมือนเถียงไม่ออกแบบนี้

“แล้วขอฉันเดาต่อนะ ที่นายเมินฉันมาเป็นอาทิตย์เพราะเรื่องนี้เหมือนกันล่ะสิ” เพราะตั้งแต่แสดงกามุชาระจบ อีกคนก็แทบจะปลีกตัวหนีออกจากชีวิตเขาไปโดยปริยาย พอ ๆ กับที่จูริหนีไปจากไทกะ แล้วทั้งสองคนก็เอาแต่อยู่ด้วยกันมาตลอด

มือหนายกขึ้นเช็ดคราบน้ำตาออกจากแก้มของอีกฝ่ายแผ่วเบา ขณะที่อีกคนได้แต่เบือนสายตาหนี โฮคุโตะไม่สามารถมองสบตาเจสซี่ได้จริง ๆ หลังจากที่อีกฝ่ายอธิบายการกระทำที่ผ่านมาของเขาทั้งหมดได้ราวตาเห็น เขายอมรับกันตรง ๆ เลยว่าอายมาก อายกับการคิดไปเองจนนั่งร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรมาเป็นอาทิตย์ ตีตัวออกห่างจากคนตรงหน้า ยิ่งได้เห็นสายตาที่มองมากับสัมผัสจากมืออุ่น ๆ ที่เช็ดน้ำตาบนหน้า เขายิ่งอาย

“เพลงนั้นน่ะ ฉันกับไทกะตั้งใจแต่งให้นายกับจูริ แต่จู่ ๆ พวกนายก็ตีตัวออกห่างจากพวกฉัน แล้วหันไปอยู่ด้วยกันมากขึ้น พวกฉันน่ะหึงแทบตาย รู้มั้ย ทั้งหึง ทั้งหวง ทั้งกังวล คิดวนไปวนมาเป็นร้อยรอบว่าฉันทำอะไรให้นายไม่พอใจรึเปล่า หรือนายจะรังเกียจฉันที่ดันไปชอบนายมากกว่าคำว่าเพื่อน”

เจสซี่เลื่อนมือเข้าไปโอบรั้งโฮคุโตะเข้ามาใกล้อีกครั้งก่อนจะพูดต่อ “แต่ฉันก็ยังแอบหวังอยู่นิด ๆ นะ ฉันก็เลยร้องเพลงนั้นเพราะอยากให้นายรู้ว่าฉันคิดยังไงกับนาย แต่ก็กลายเป็นว่านายทั้งโวยวาย ทั้งร้องไห้ ฉันก็เลยคิดว่าคงหมดหวังแล้วจริง ๆ ใครจะไปคิดล่ะ ว่าเรื่องจะพลิกกลับมาเป็นแบบนี้… นี่ มองหน้าฉันสิ โฮคุโตะ”

โฮคุโตะทำตามคำพูดของอีกฝ่าย เขาได้เห็นดวงตาคู่สวยที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน กับรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบในสายตาของเขาสว่างสดใสขึ้น ดวงตากับรอยยิ้มที่ทำให้โฮคุโตะหลงรักอีกฝ่ายมาตั้งแต่ต้น

“ฉันจะร้องให้ฟังอีกทีนะ คราวนี้ช่วยตั้งใจฟัง อย่าร้องไห้อีกล่ะ รู้มั้ย”

“ไม่ร้องแล้ว” เพราะโดนแหย่ โฮคุโตะจึงทำหน้ามุ่ยใส่เจสซี่ที่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะร้องเพลงที่เขาขอให้ไทกะเขียนเนื้อร้องให้ฟังอีกครั้ง

ในตอนเช้า เธอที่สะลึมสะลือนอนพิงไหล่ของผมอยู่

โดยไม่ได้คิดอะไร ผมกอดและมอบพลังให้เธอ

ความสุขนั้นไม่มีเสียง แถมยังเปลี่ยนสีได้ทันที

แต่ในวันหนึ่งๆ เราจะสามารถรับรู้ได้ในช่วงเวลาหนึ่งอย่างแน่นอน

รอยยิ้มนั้นของเธอเหมือนกับความอบอุ่นของแสงอาทิตย์

ไม่ว่าจนถึงเมื่อไหร่ ผมอยากไปปกป้องเธออยู่ข้าง ๆ ผมคิดแบบนั้น

ถึงแม้จะเป็นวันที่รีบเร่ง พวกผมก็จะรอคอยอยู่ตรงนั้นทันที

แต่ขออีกแค่นิดเดียว ขอให้ได้อยู่แบบนี้ก็พอใจแล้ว

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ความจริงเราอยากเขียนเจสซี่กับไทกะล่ะค่ะ คือตั้งใจจะให้มีเฉพาะช่วงดราม่าของจูริกับโฮคุโตะช่วงแรกสุดเลยแค่นั้น แต่เราฝืนคู่ที่เราชิปมากทั้งจูริไทกะ แล้วก็เจสโฮคุไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องใส่จนได้…//โดนชิปเปอร์เจสไทกะรุม

อย่างที่บอกไปแล้วว่าเราได้รับความอนุเคราะห์จากแอดมินเพจ 6tonesFC ให้เอาเนื้อเพลงมาใช้ได้ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ แล้วก็ขอบคุณที่คอยแปลแมก แปลเพลงต่าง ๆ ให้แฟนคลับที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นแต่ดันติ่งหนักมากอย่างเราได้เข้าใจหนุ่ม ๆ มากขึ้น

ที่สำคัญขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ

Posted in Fanfiction

[AU One Shot – SixTONES] เด็กแว้น

กลับมาพร้อมฟิคเด็ก ๆ คู่เดิมอีกแล้วค่ะ เยอะไปมั้ยเนี่ย ฮา จริง ๆ ยังมีอยู่อีกประมาณ 2 – 3 เรื่องในสต็อกด้วยนะคะ เดี๋ยวค่อย ๆ ทยอยปล่อย

อันนี้เป็นฟิคจากพล็อตที่เพื่อนเราเสนอค่ะ หลังจากที่เราโทรศัพท์คุยกับนางแล้วมีกลุ่มคนแว้นมอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านเราไปหลายสิบคันเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา นางก็บอกว่า ทำไมไม่แต่งฟิคเลยล่ะ ให้เจสซี่เป็นเด็กแว้น แล้วให้โฮคุโตะโมโหจนเปิดหน้าต่างด่า มันก็เลยออกมาเป็นฟิคนี้แหละค่ะ

เราไม่เคยแต่งแนวนี้เท่าไหร่เลยค่ะ แบบให้มันออกมาตลก ๆ เลยไม่รู้ว่าจะตลกพอมั้ย กลัวแป้กเหมือนกันค่ะ ฮา วันหลังจะลองฝึกเขียนแนวนี้อีก

เอาเป็นว่า เข้าเรื่องเลยดีกว่าเนอะคะ

คำเตือน

 

               นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือใด ๆ ก็ตามแต่รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ แล้วก็อาจมีคำที่ไม่สุภาพเล็กน้อย แต่ไม่หยาบมากแน่นอนค่ะ

 

[AU One Shot – SixTONES] เด็กแว้น

Pairing : Jesse x Matsumura Hokuto

“บรื้นนนนนน”

“โว้ยยยยย!! มันจะเร่งเครื่องทำบ้าอะไรกันนักกันหนาวะ” ชายหนุ่มกระแทกมือลงบนโต๊ะทำงานด้วยความหงุดหงิด นี่เป็นรอบที่ร้อยแล้วตั้งแต่เขาตื่นนอนที่เขาได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์เร่งเครื่องผ่านหน้าบ้านเขา วันนี้มันวันแว้นแห่งชาติรึไงวะ แล้วเขาจะเขียนบทความต่อได้ยังไง

โฮคุโตะเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเขียนและคอลัมนิสต์ โดยปกติแล้วคนรอบข้างมักจะมีภาพจำว่าเขาเป็นชายหนุ่มสุดเท่ที่ค่อนข้างมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย แต่ถ้าคนเหล่านั้นได้มาเห็นเขาในตอนนี้ ภาพลักษณ์ที่อุตส่าห์สร้างมาคงป่นปี้ไม่มีเหลือ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะความหงุดหงิดจากเสียงมอเตอร์ไซค์ที่ดังรบกวนอยู่ตลอดเวลาจนเขียนงานไม่ออกนั่นเอง

“บรื้นนนนนน” คิดยังไม่ทันจบดีก็มีมอเตอร์ไซค์แต่งเครื่องส่งเสียงดังมาแต่ไกล และนั่นก็ทำให้โฮคุโตะโมโหจนถึงกับเปิดหน้าต่างออกไปด่า

“จะเร่งเครื่องเสียงดังทำบ้าอะไรนักหนาวะ หนวกหู!!”

แต่สิ่งที่โฮคุโตะไม่คาดคิด คือ ไอ้เด็กแว้นที่เขาเพิ่งตะโกนด่าไปมันดันจอดรถ ถอดหมวกกันน็อกออก เงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วตะโกนตอบ

“หนวกหูก็อุดหูไปดิ ฟังทำไม ไม่ได้ให้ฟังสักหน่อย”

“ก็ไม่ได้อยากฟังเหมือนกันแหละโว้ย แต่เสียงมันลอยเข้าหูมาเนี่ย คำว่าเกรงใจอะ สะกดเป็นมั้ย  เ-ก-ร-ง-ใ-จ น่ะ ห๊ะ”

“นายนี่มันน่ารำคาญชะมัด ทำตัวอย่างกับคนแก่” พอโดนสวนกลับมา โฮคุโตะก็ปรี๊ดแตกกว่าเดิม ไอ้เด็กเปรตนี่มันกล้าว่าเขาอย่างนั้นเหรอ

เขาหันไปคว้าขวดน้ำใกล้ตัวแล้วสาดน้ำใส่คนที่อยู่ข้างล่าง แม้จะไม่โดนตรง ๆ จนเปียกโชก แต่ก็มีละอองน้ำให้รู้สึกอยู่บ้าง

“เฮ้ย เล่นงี้มันไม่แฟร์นี่หว่า”

“ก็ไม่ได้เล่นนี่ จำไว้วันหลังอย่ามาปีนเกลียวฉันอีก ไอ้เด็กแว้น” ว่าจบก็ปิดหน้าต่างดังปังจนคนที่ได้ยินสะดุ้งโหยง ได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเอง

“คนอะไรวะ ขี้หงุดหงิดได้อีก” แต่ไม่รู้ทำไม ริมฝีปากของคนโดนเรียกเป็นเด็กแว้นถึงเผลอยิ้มออกมา นึกในใจว่าทีหลังต้องขับผ่านมากวนอีกฝ่ายบ่อย ๆ บ้างแล้ว

 

“อะไรอีกวะเนี่ย!! บีบแตรอยู่ได้ พ่อเสียรึไง ถึงได้ต้องบีบแตรส่ง!” มาแล้ว ประโยคทักทายที่ไร้ซึ่งความเป็นมิตรโดยสิ้นเชิง แต่เจสซี่ก็เริ่มจะชินกับคำพูดร้าย ๆ นั่นซะแล้ว

หลังจากตะโกนเถียงกันในวันนั้น เจสซี่ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านหลังนี้อยู่บ่อย ๆ แกล้งเร่งเครื่องมั่ง  บีบแตรมั่ง กวนประสาทคนที่เคยโผล่หน้าออกมาด่าเขาให้ออกมาตวาดแว้ด ๆ ใส่เป็นประจำ ทั้งที่ความจริงแล้วหลังจากโดนตะโกนด่าแบบนั้น เขาก็ควรจะเลี่ยงไม่ให้โดนด่าอีก แต่กลายเป็นว่าเขายิ่งยั่วให้อีกคนโมโหหนักกว่าเดิมจนโดนเพื่อนด่าว่าโรคจิต เขาไม่ได้เป็นมาโซคิสม์อะไรอย่างที่มันด่าหรอก ก็แค่อยากหาเรื่องเจอหน้าเท่านั้นเองแหละ อย่างวันนี้ที่เขาแกล้งบีบแตรยาว ๆ หลาย ๆ ทีหน้าบ้านอีกฝ่าย และก็ไม่ผิดหวังเมื่อคนคนเดิมเปิดหน้าต่างบานเดิมออกมาด่าเหมือนเดิม

ก็ท่าทางตอนโมโหจัดของเจ้าของบ้านหลังนี้น่ะ น่ารักจะตาย

“พ่อฉันยังอยู่ดีกินดี ไม่ต้องให้นายมาแช่งหรอก”

“แล้วจะบีบแตรทำพระแสงอะไรมิทราบ สนุกนักรึไง”

“สนุกมาก~ นายนี่มันขี้โมโหชะมัดเลย ชิว ๆ หน่อย รู้จักปะ ชิว ๆ อะ”

“ไอ้เด็กเปรต นี่แกอยากตายใช่มั้ย!!”

“ตายไม่กลัว กลัวไม่ตายอะดี้~” ว่าจบเจสซี่ก็ขี่มอเตอร์ไซค์จากไปพร้อมเสียงหัวเราะ ทิ้งไว้แต่คนที่หงุดหงิดได้ที่ให้ตะโกนสาปส่งตามหลัง

“แก ไอ้ #@^&$*^$#^+”

หลังจากได้กวนประสาทใครบางคนพอหอมปากหอมคอให้หัวใจชุ่มชื้นไปแล้ว เจสซี่ก็ตรงไปยังมหาวิทยาลัย เมื่อหาที่จอดได้เป็นที่เรียบร้อย เขาก็เดินไปหาเพื่อนซี้ซึ่งเล่นดนตรีวงเดียวกันที่นั่งรอกันอยู่ที่โต๊ะไม้ที่พวกเขานั่งกันอยู่ประจำ

“ไง รอนานปะ”

“นาน ไปทำบ้าอะไรมาวะครับ ไอ้คุณเจสซี่” ยูโกะ มือกีต้าร์ของวงด่า แม่งนัดมาซ้อมกันตอนเก้าโมงสี่สิบห้า ไอ้ลูกครี่งสุดหล่อนี่ล่อไปสิบโมงสิบห้า หายหัวไปทำอะไรของมันมาวะเนี่ย

“มันไปตามตี๊อเขามา” จูริ มือเบสว่า พลางยกมือขึ้นรับกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ของเขาที่คนยืมโยนมาให้ อันที่จริงเจสซี่ยืมมอเตอร์ไซค์ของเขาไปใช้บ่อยถึงขั้นบ่อยมาก ซึ่งก็ไม่ได้เอาไปทำอะไรหรอก มันเอาไปตามจีบสาว เอ่อ ไม่ใช่ ต้องจีบหนุ่มสิ

“ใครวะ นี่ไปปิ๊งสาวที่ไหน ชื่ออะไร ลูกเต้าเหล่าใคร สวยปะ” ชินทาโร่ มือกลองของวง ถามขึ้นอย่างอยากรู้อยากเห็น แหม ใครมันจะไม่อยากรู้ล่ะ ก็ไอ้คนที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาเนี่ย เดือนคณะดุริยางค์นะครับ ลูกครึ่งอเมริกา หน้าหล่อ บ้านรวย แถมพ่วงตำแหน่งนักร้องนำวงดนตรีที่มีเสียงดีติดอันดับต้น ๆ ของคณะ รองจากรุ่นพี่อย่างเคียวโมโตะ ไทกะกับมาสึดะ เรียว แค่สองคนเท่านั้น เรียกได้ว่าโคตรจะเพอร์เฟกต์อะ แต่แม่งไม่เคยจะยอมคบกับใครสักที ด้วยเหตุผลว่ามันไม่ได้ชอบเขา ขนาดพี่ดาวคณะบัญชี สวยชนิดหยาดฟ้ามาดิน มาสารภาพรักกับมันยังแห้วกินกลับไปเลย คิดดู ลองเป็นชินทาโร่ หรือยูโกะสิ ไม่มีเหลือให้หมามันคาบไปกินหรอก สวยขนาดนั้น

“ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ว่าลูกใคร ไม่สวย แต่น่ารัก”

“นี่แกไปตามตื๊อเขา แต่ไม่รู้แม้แต่ชื่อเนี่ยนะ” ยูโกะพูดอย่างไม่อยากเชื่อ แล้วไปรู้จักกันได้ยังไงล่ะนั่น ไม่สิ แล้วมันไปตามตื๊อเขาได้ยังไงทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรของเขาสักอย่างเนี่ย

“แต่ฉันรู้นะเว้ยว่าบ้านเขาอยู่ไหน”

“แล้วไปรู้จักมักจี่กันได้ไงวะ ชื่อแซ่ก็ไม่รู้จัก แต่ดันไปรู้จักบ้านเขา” ชินทาโร่ถาม แต่คนกำลังอินเลิฟทำเพียงแค่คว้าแก้วน้ำปั่นของเพื่อนขึ้นมาดูดด้วยรอยยิ้มกว้างแทน ทำให้สายตาของคนถามหันไปมองอีกหนึ่งหนุ่มที่ทำท่าจะรู้เรื่องดี

“แกรู้อะไรใช่มั้ย จูริ พูด!!”

“ไม่มีอะไรหรอก ก็พวกแกจำวันนั้นได้ปะ วันที่รถไอ้เจสมันเสียเลยยืมลูกรักฉันไปซื้อของกินอะ” ยูโกะกับชินทาโร่พยักหน้าหงึก ๆ พวกเขาพอจำได้ว่าวันนั้นพวกเขาอยู่ซ้อมดนตรีกันที่คณะในวันหยุดซึ่งโรงอาหารมหาลัยมันปิด นักร้องนำของวงอย่างเจสซี่จึงอาสาขี่มอเตอร์ไซค์ที่แต่งอย่างเท่ (แต่ใกล้เคียงกับพวกเด็กแว้น) ของจูริไปซื้อของกินมาให้แทนรถเก๋งสุดหวงของมันที่บังเอิญสตาร์ทไม่ติดจนต้องไปนอนเล่นในอู่

“แล้วไงต่อวะ”

“คือ มอไซค์ฉันมันเสียงดังใช่มั้ยล่ะ ทีนี้เขาเลยเปิดหน้าต่างออกมาด่า มันก็บ้าไปยืนตะโกนเถียง ละดันไปหลงเสน่ห์อะไรเขาไม่รู้ถึงได้ตามตื๊อตามกวนเขาอยู่นั่น” เพื่อนร่วมวงดนตรีที่ได้ยินถึงกับหันมามองหน้าไอ้นักร้องนำที่ยอมลดตัวจากลูกคุณหนูไปเป็นเด็กแว้นข้างถนนเพียงเพราะอยากตามตื๊อสาว (ความจริงคือหนุ่ม) เป็นตาเดียว แม่งโคตรลงทุนเลยให้ตาย

“น่ารักขนาดนั้นเลยเหรอวะ แกถึงได้ยอมลงทุนขนาดนั้น”

“อย่าใช้คำว่าน่ารักเลยเหอะว่ะ แม่งโคตรตรงกันข้ามอะ” จูริแย้ง ไม่แคร์แม้จะมีสายตาพิฆาตจากคนที่ไปเที่ยวตื๊อชาวบ้านส่งมาให้

“แต่เขาก็น่ารักในสายตาฉันแหละวะ”

“ถ้านั่นเรียกน่ารัก ไทกะของฉันไม่นับเป็นนางฟ้านางสวรรค์เลยเหรอวะ” จูริว่า พลางพาดพิงถึงแฟนหนุ่มรุ่นพี่คณะเดียวกันที่ถึงจะเป็นผู้ชายแต่ก็สวยชนิดผู้หญิงยังอาย สมกับที่เป็นหนึ่งในสามหนุ่มสวยของคณะที่ชายแท้ ๆ ทั้งหลายยังหลง ถึงจะยังสงสัยว่าจูริมันไปทำยังไงถึงได้พี่เขามาเป็นแฟน (หรือพี่เขาเห็นอะไรดีในตัวไอ้เพื่อนเวรนี่) แต่เพื่อน ๆ ที่เห็นว่าทั้งคู่รักกันดีก็ตัดสินใจช่างมันไป และเปลี่ยนมาช่วยไม่ให้มือกีตาร์ของวงถูกคนอื่น ๆ ที่หมายปองหนุ่มหน้าสวยดักตีหัวแทน

อันที่จริงจูริก็ไม่ได้ตั้งใจว่าคนของเจสซี่หรอก แต่เขาแค่รับไม่ได้อย่างบอกไม่ถูกที่เพื่อนเขาไปเรียกคนคนนั้นว่าน่ารัก ตอนที่มันชี้ชวนให้ดูบ้านสุดที่รักของมันเขาก็นึกว่าคงเป็นหญิงสาวสักคน อาจจะไม่ได้หน้าตาดีมากแต่คงมีเสน่ห์พอตัวที่ทำให้ไอ้คนไม่เคยรักใครหลงได้หลงดี หรือไม่ก็คงเป็นผู้ชายหน้าตาจิ้มลิ้มสมกับที่มันเคยโฆษณาไว้ว่าน่าเอ็นดูสุด ๆ แต่พอวันต่อมาที่จูริบังเอิญผ่านหน้าบ้านหลังนั้นแล้วเห็นคนมาเปิดหน้าต่างเท่านั้นแหละ เขาก็ได้รู้ทันทีว่าไอ้คำว่า “โคตรน่ารัก” ของเจสซี่แม่งเชื่อถือไม่ได้

“ทำไมอะ หน้าตาไม่ค่อยดีรึไง” ยูโกะถามอย่างสงสัยกับท่าทางของเพื่อนสองคน อะไรของพวกมันวะ แค่บอกว่าผู้หญิงสักคนน่ารักจะตีกันทำไม

“เปล่า หน้าตาดี ดีมากด้วย แต่ประเด็นคือหล่อไง หล่อพอ ๆ กับมันเลยเนี่ย หล่อจนฉันยอมรับเลยอะ”

“เดี๋ยวนะ เขาเป็นผู้ชายเหรอวะ”

“อือ ดูแล้วน่าจะอายุมากกว่าพวกเราหน่อย”

เท่านั้นแหละ ทั้งชินทาโร่และยูโกะเขยิบออกห่างจากเจสซี่ทันที กรณีของจูริน่ะ แฟนมันสวยมากกกกก พวกเขาเลยไม่ค่อยตะขิดตะขวงใจอะไรเท่าไหร่ แต่เจสซี่เนี่ย อยู่ด้วยกันมาเป็นปีไม่เห็นมันเคยบอกสักนิดว่าชอบผู้ชาย ตอนพวกเขาไปส่องสาวมันยังไปส่องไปอะไรด้วยกันด้วยซ้ำ พวกเขาไม่ได้ต่อต้านคนรักเพศเดียวกันนะ แต่คือ เสียดายความหล่อมันแทนสาว ๆ ชิบหายเลยว่ะครับ

“อะไรของพวกแก เขยิบไปทำไมตั้งไกล” เจสซี่หันมาถามเมื่อเห็นเพื่อนที่เพิ่งรู้ความจริงขยับออกห่างไปเล็กน้อยอย่างสงสัย อะไรของพวกมันเนี่ย

“ทำไมไม่เห็นเคยบอกเลยวะ ว่าชอบผู้ชาย”

“จริง ๆ ก็ไม่ได้ชอบหรอก แต่คนนี้เป็นกรณีพิเศษ แม่ง น่ารัก” ว่าจบคนพูดก็ยิ้มกว้าง คนของเขาถึงจะไม่ได้สวยเหมือนอย่างพี่ไทกะของไอ้จุ๊ตัน ตรงกันข้ามกลับหล่อจนสาวหลงด้วยซ้ำ แต่ก็โคตรจะน่ารักน่าเอ็นดูสำหรับเขาเลย

“อย่ายิ้มแบบนี้ดิ สยองงงง”

“ห๊ะ”

“นี่แกไม่ได้รู้ตัวเลยใช่มั้ยว่ายิ้มกว้างจนปากจะฉีกไปถึงรูหูแล้วเนี่ย ไอ้บ้า” เจสซี่ยังคงยิ้มกว้างอย่างไม่สะทกสะท้าน อยากด่าอะไรก็ด่าไปเถอะ ก็คนมันมีความสุขนี่นา ทำไงได้

แต่จะว่าไปเขาก็อยากเจอคนขี้หงุดหงิดคนนั้นอีกแล้วสิ ทั้งที่เพิ่งไปหามาก่อนมามหาลัยแท้ ๆ คิดถึงจัง คนน่ารักของเขาน่ะ

 

โฮคุโตะรู้สึกเหมือนชีวิตกำลังขาดอะไรไปบางอย่าง

อาจเป็นเพราะสามวันมานี้เขาไม่ได้เปิดหน้าต่างออกไปด่าใครบางคนเหมือนที่เคยทำมาก็ได้ ไอ้เด็กแว้นที่ชอบขี่มอเตอร์ไซค์มากวนประสาทเขาหายหน้าไปสามวันแล้ว และนั่นก็ทำให้โฮคุโตะนึกสงสัยว่ามันหายไปไหน และกำลังทำอะไรอยู่

เดี๋ยวสิ มันไม่มาหาเรื่องเขาแล้ว เขาต้องดีใจสิ จะมานั่งสงสัยทำไมกันว่าทำไมมันไม่มา

แต่ใช่ว่าเขาจะห้ามความคิดตัวเองได้ เพราะสุดท้ายแล้วนักเขียนหนุ่มก็ได้แต่วางมือ ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วออกมายืดเส้นยืดสายรับลมที่ริมหน้าต่าง พยายามสลัดความหงุดหงิดรำคาญใจที่ผุดขึ้นมาเพราะไม่มีคนมาแว้นหน้าบ้านให้ลับฝีปากเหมือนอย่างทุกที

“โฮคุโตะ~” เสียงเรียกจากหน้าบ้านทำให้เขาก้มลงไปมอง และก็ได้เห็นเพื่อนหน้าหวานตัวเล็กที่ยืนเรียก เขาจึงรีบลงไปเปิดประตูบ้านให้

“มีอะไรรึเปล่า มาถึงบ้านเลย เข้ามาก่อนสิ”

เคนทาโร่เป็นชายหนุ่มร่างเล็กที่มีใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่ม.ปลายแล้ว แต่พอจบมัธยม โฮคุโตะก็เดินตามความฝันทำงานในด้านการเขียนและก็ไปได้ดี เช่นเดียวกับคนตัวเล็กที่เลือกเรียนต่อมหาลัยในด้านดนตรีอย่างที่ชอบ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองคนก็ยังคบหาเป็นเพื่อนสนิทกันมาโดยตลอด

“เข้าเรื่องเลยนะ ฉันมีเรื่องอยากให้โฮคุโตะช่วยหน่อยน่ะ” เมื่อพวกเขานั่งลงเบาะรองนั่งในห้องนอนของโฮคุโตะแล้ว เคนทาโร่ก็เข้าเรื่องทันที

“เรื่องอะไรเหรอ ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องพวกดนตรีสักเท่าไหร่หรอกนะ”

“ก็ไม่ได้ให้ไปช่วยเรื่องนั้นหรอก แต่โฮคุโตะน่ะเขียนหนังสือเก่ง ฉันเลยอยากขอให้ช่วยเขียนบทความรีวิวงานแสดงดนตรีของคณะที่จะจัดขึ้นในวันมะรืนนี้ให้หน่อยน่ะสิ ฉันจะเอาไปใส่ในวารสารคณะน่ะ”

“เอ๋ ไม่ใช่ว่าอันนี้พวกนายต้องทำกันเองเหรอ”

“ความจริงก็ใช่หรอก เพียงแต่พวกอาจารย์เขาอยากให้มีบทความแสดงความเห็นจากคนนอกด้วยน่ะสิ นี่พวกฉันก็ไปขอร้องพวกที่เป็นนักดนตรีมืออาชีพมาแล้ว…”

“เลยอยากให้ฉันเอาคำวิจารณ์พวกนั้นมาเรียบเรียงเขียนเป็นบทความให้สินะ”

“ใช่ ๆ นั่นแหละ ๆ สมกับเป็นโฮคุจัง เข้าใจอะไรง่ายดีมาก ๆ เลย” โฮคุโตะมองใบหน้าหวาน ๆ ของเพื่อนสนิทที่กำลังทำตาปริบ ๆ ให้เขาแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ อุตส่าห์มาขอร้องกันถึงบ้าน ยังไงก็คงต้องช่วยสินะ

“ก็ได้ ฉันจะช่วยละกัน”

“เย้ โฮคุจังใจดีที่สุดเลย” ว่าจบก็กระโดดเข้ากอดเพื่อนทันที ให้คนโดนกอดหลบแทบไม่ทัน นิสัยชอบโผเข้ากอดคนอื่นเวลาดีใจเนี่ย แก้ไม่หายจริง ๆ

“พอเลย ๆ แค่นี้ใช่ปะ”

“อื้อ ขอบใจมากเลยน้า”

โฮคุโตะกำลังจะเอ่ยปากพูดว่าไม่เป็นไร ก็มีเสียงเร่งเครื่องดังขึ้นแถว ๆ หน้าบ้านเสียก่อน เรียกความสนใจของคนในห้องทั้งสองคนได้เป็นอย่างดี

“เสียงดังจังเลยน้า” เคนทาโร่บ่น แต่โฮคุโตะน่ะเริ่มจะเดือดแล้ว อุตส่าห์หายหน้าไปไม่มากวนตั้งหลายวัน ดันโผล่มาตอนที่เคนจังอยู่ด้วย แล้วเขาจะไปยืนตะโกนด่ากับมันริมหน้าต่างได้ไงวะ

“ช่างมันเถอะ แค่เด็กแว้นที่ชอบมากวนประสาทน่ะ มาทุกวันจนชินแล้ว ไม่ต้องไปใส่ใจหรอก”

“เอ๋ แต่แบบนี้มันเข้าข่ายรบกวนสร้างความรำคาญไม่ใช่เหรอ โทรแจ้งตำรวจก็ได้นี่นา” พูดจบก็ลุกขึ้นเดินตรงไปยังริมหน้าต่าง และเห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งกำลังจะขับออกไป

เคนทาโร่ได้แต่ขมวดคิ้ว มอเตอร์ไซค์คันนั้นมันคุ้น ๆ ตาเขาอย่างไรชอบกล เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่เขาก็ปัดความสงสัยนั่นทิ้ง คงเป็นเด็กแถว ๆ นี้แหละจะเคยผ่านตาเขาบ้างก็ไม่แปลก

“ขี้เกียจยุ่งยากน่ะ อยากป่วนก็ปล่อยมันป่วนไป”

“งั้นเหรอ แปลกดีนะ ปกตินายน่าจะแจ้งความไปนานแล้วนี่นา” คำพูดของเคนทาโร่ทำให้โฮคุโตะชะงักไปเล็กน้อย นั่นสิ ปกติเขาคงไปแจ้งความแล้ว ไม่มานั่งหงุดหงิด ตะโกนเถียงกับไอ้เด็กเวรตะไลนั่นให้เสียสุขภาพจิตมานานขนาดนี้หรอก

“ก็บอกแล้วไงว่าขี้เกียจยุ่งยาก วันนี้อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันมั้ย ไหน ๆ ก็ไม่ได้เจอกันนาน เดี๋ยวฉันทำเลี้ยงเอง”

“จริงเหรอ อยู่ ๆ ไม่ได้กินอาหารฝีมือนายนานแล้วน้า ทำอร่อย ๆ ล่ะ”

“ฉันทำอร่อยอยู่แล้วล่ะน่า ไม่ต้องห่วง”

แม้จะเปลี่ยนเรื่องคุย แต่ลึก ๆ ในใจโฮคุโตะกลับรู้สึกแปลก ๆ เขายังคิดหาคำตอบจากคำกล่าวของเพื่อน พฤติกรรมที่ไม่เหมือนกับตัวเขาในตอนปกติเลยนี่มันอะไรกัน

 

“เป็นอะไรไปอีกวะ เหม่ออยู่นั่นแหละ มะรืนต้องขึ้นเวทีแล้วนะโว้ย แกยังไม่ตั้งใจซ้อมอีกเรอะ” จูริโวยวายเพื่อนเสียงลั่นด้วยความโมโห ก็ไอ้คุณหนูนักร้องนำสุดหล่อน่ะสิ หลังจากยืมมอไซค์เขาขับไปป่วนคนที่มันแอบปิ๊งหลังซ้อมหนักจนไม่ได้ไปมาสามวันแล้วก็กลับมานั่งหงอยเป็นหมาเหงา ดูใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแปลก ๆ

“เออ โทษทีละกัน”

“เอาจริง แกเป็นอะไรวะ จะว่าเพราะไม่ได้ไปหาเขาก็ไม่ใช่ ทำไม เขาไม่อยู่บ้านเหรอ” ยูโกะถามพลางนั่งลงข้าง ๆ นักร้องหนุ่ม ถึงแรกได้รู้เรื่องจะช็อกพอสมควร แต่พอผ่านมาสักพัก และได้เห็นว่าเพื่อนจริงจังกับรักครั้งนี้พวกเขาก็พลอยเชียร์ไปด้วย

“ไม่รู้สิ ไม่เจอเขาว่ะ แต่เจอคนอื่นออกมาแทน”

“เจอคนอื่นแทน หมายความว่าไงวะ” ชินทาโร่กับจูริรีบนั่งลงด้วยทันที สลัดความหงุดหงิดที่เจสซี่เอาแต่เหม่อระหว่างซ้อมออกทันที เพื่อนกำลังดราม่าเชียวนะเฮ้ย ใครมันจะไปใจร้ายเมินกันได้ลงคอล่ะ…  โอเค พวกเขายอมรับก็ได้ว่าอยากเสือกเท่านั้นแหละ ไม่ได้ห่วงอะไรมันมากมายหรอก เอาจริงนี่แอบสะใจด้วยซ้ำ หมั่นไส้มันมานาน เอะอะอะไรก็เอาแต่เขาคนนั้น อกหักซะบ้างก็ดี แต่ถีงอย่างนั้นพวกเขาก็นึกกังวลกับอาการมันอยู่เล็กน้อย อกหักครั้งแรก มันจะประชดชีวิตอะไรรึเปล่าก็ไม่รู้

“ฉันก็ไปเร่งเครื่องหน้าบ้านเขาเหมือนปกติแหละ แต่คนที่ชะโงกออกมานอกหน้าต่างไม่ใช่เขาแต่เป็นใครรู้ปะ… รุ่นพี่ยะซุย เคนทาโร่ เพื่อนสนิทของพี่ไทกะของไอ้จูรินั่นแหละ”

“เฮ้ย จริงดิ พี่เคนจังที่น่ารัก ๆ คนนั้นอะนะ”

“เหยยยย นั่นมันหนึ่งในสามคนงามของคณะเราเลยนะเว้ย ไปอยู่ที่บ้านคนของแกได้ไงวะ”

“จะไปรู้ได้ยังไงเล่า ฉันเลยเครียดอยู่นี่ไง พวกเขาคบกันเปล่าวะ” เจสซี่โวยวายใส่เพื่อน ตั้งแต่เกิดมาจนอายุได้ยี่สิบปี ไม่เคยรัก ไม่เคยชอบใครมาก่อน พอได้ปิ๊งใครสักคนก็ดันไปชอบคนที่ดูเหมือนจะมีแฟนแล้ว ชีวิตของเขามันช่างแสนเศร้าเสียจริง

“แต่ไทกะไม่เห็นเคยบอกเลยนี่หว่าว่าพี่เขามีแฟนแล้ว เดี๋ยวจะลองถาม ๆ ดูให้ละกัน” สิ้นประโยค คนที่กำลังเครียดเพราะมีวี่แววจะอกหักก็แทบจะกระโดดกอดเพื่อนทันที

“จูริ แกนี่มันเพื่อนแท้เพื่อนประเสริฐจริง ๆ เลยว่ะ ฉันสัญญาว่าจะตั้งใจซ้อมร้องเพลงเป็นอย่างดีเลย ขอบใจมากนะเว้ย เพื่อนรัก”

“ไม่เป็นไร ฉันมันคนดีอยู่แล้ว ไม่ต้องชมหรอก แต่สัญญาแล้วนะเว้ยว่าจะตั้งใจอะ งั้นก็ซ้อมได้แล้ว ซ้อม ๆ ๆ ๆ ๆ”

ถึงเจสซี่จะพยายามตั้งใจซ้อมเหมือนกับที่ลั่นวาจาไว้ แต่เขาก็อดคิดถึงคนน่ารักของเขาไม่ได้ ทำไมนะ ทำไม โชคชะตาถึงได้กลั่นแกล้งเขาแบบนี้ ถ้าคนคนนั้นคบกับรุ่นพี่ยะซุยจริง เขาก็มีแต่ต้องถอยออกมาเท่านั้นแหละ จะให้ไปแทรกกลาง หาเรื่องให้ทั้งสองคนเลิกกันก็ใช่ที่ ชายหนุ่มแสนดีอย่างเขาทำไม่ได้หรอก แถมรุ่นพี่ก็น่ารัก อ่อนโยน ยิ้มเก่งแบบนั้น เขาจะเอาอะไรไปสู้ คงได้แต่ขอให้พวกเขาโชคดี แล้วพยายามลืมรักแรกนี้เท่านั้นแหละ

 

ถึงวันงาน โฮคุโตะหอบหิ้วสมุดโน้ตกับกล้องคู่ใจมารอเพื่อนสนิทที่หน้าคณะดุริยางค์ในมหาวิทยาลัยที่เคนทาโร่เรียนอยู่ พลางกดโทรศัพท์เร่งอีกฝ่ายที่นัดกันไว้ตั้งแต่ยี่สิบนาทีก่อนแล้ว

“ถึงไหนแล้วน่ะ นี่ฉันมารอนานแล้วนะ… หา ให้เดินเข้าไปหาที่ห้องแต่งตัว แล้วฉันจะรู้มั้ยว่าต้องไปทางไหนน่ะ… เดี๋ยวสิ เฮ้ เคนจัง” ไม่รอคำตอบใด ๆ เคนทาโร่กดตัดสายทิ้งทันที ก็รู้หรอกว่ายุ่งน่ะ แต่เฮ้ย นี่อุตส่าห์ยอมมาช่วยเลยนะ อย่างน้อย ๆ ก็บอกที่อยู่ให้มันละเอียดกว่านี้หน่อยได้มั้ย

โฮคุโตะมองซ้ายมองขวา หาบันไดเดินขึ้นไปชั้นสองของตึกตามที่เพื่อนสนิทบอก พลางนึกด่าสถาปนิกคนออกแบบตึกที่ซ่อนบันไดทางขึ้นลงไว้อย่างแนบเนียนจนเขาหาแทบไม่เจอ ตามปกติแล้วมันต้องทำให้เห็นได้ง่ายเพื่อความสะดวกไม่ใช่เหรอวะ

เขาเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง และพบกับความวุ่นวายขั้นสุด เสียงคนโวยวายหาสิ่งของ ดังผสานไปกับเสียงคนซ้อมร้องเพลงและเสียงดนตรี คนหลายคนเร่งรีบเดินสวนกันไปมา บางคนหอบหิ้วเสื้อผ้า บางคนยกเครื่องดนตรี โฮคุโตะต้องพูดขอโทษไปมาพลางหลบหลีกคนที่ขอทางหลายรอบมาก พลางหาห้องที่ติดป้ายว่าห้องแต่งตัวปีสามชายที่เคนทาโร่บอก

กว่าจะมาถึงหน้าห้องได้ก็เล่นเอาโฮคุโตะปาดเหงื่อไปหลายรอบ ชายหนุ่มเคาะประตูห้อง และเปิดเข้าไปเมื่อได้ยินเสียงอนุญาต

ในห้องดูสงบลงไปมากถ้าเทียบกับภายนอก แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคน 6 คนที่วิ่งวุ่นหยิบนู่นจับนี่กันอยู่ หนึ่งในนั้นคือคนที่ขอให้เขามาช่วย

“โฮคุโตะ~ กำลังห่วงอยู่เลยว่าจะหลงทางรึเปล่า” เคนทาโร่ที่หันมาเห็นวิ่งเข้ามาหาเขาพร้อมรอยยิ้มสดใส ใบหน้าหวานแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางค่อนข้างจัดจ้านแปลกตา แต่ก็ต้องยอมรับว่าสวยจริงอะไรจริง ยิ่งเจ้าตัวอยู่ในชุดสำหรับขึ้นแสดงด้วยยิ่งทำให้ดูสวยขึ้นไปอีก

“เกือบจะหลงแล้วเหมือนกันแหละ วันหลังช่วยบอกทางให้มันละเอียดกว่านี้หน่อยสิ”

“ขอโทษที ๆ มันรีบอะ เดี๋ยวเลี้ยงข้าวตอบแทนแล้วกันนะ”

“คนนี้เหรอเพื่อนสนิทเคนจังที่บอกน่ะ” ชายหนุ่มหน้าหวานอีกคนทัก โฮคุโตะยอมรับเลยว่าสวยกว่าเพื่อนเขาอีก แต่จากสายตาของอีกหนึ่งหนุ่มที่นั่งอยู่ริมกระจกตรงมุมห้องที่มองมายังชายหนุ่มหน้าหวาน เขาบอกได้เลยว่าคนคนนี้มีแฟนแล้ว และดูเหมือนว่าแฟนจะขี้หวงมากด้วย แต่ก็ไม่แปลก มีแฟนสวยขนาดนี้ ถึงจะเป็นผู้ชายก็เหอะ คงมีคนเข้ามาขายขนมจีบอยู่บ่อย ๆ แหละ

“ใช่ ๆ โฮคุโตะ นี่ไทกะ เพื่อนสนิทฉันที่มหาลัยน่ะ แล้วก็คนนั้นมิวโตะ” เขามองตามมือของเคนทาโร่ไปยังชายหนุ่มร่างผอมสูงที่ส่งยิ้มเป็นมิตรมาให้

“ส่วนนั่นเคย์โกะ” ชายหนุ่มที่กำลังเช็ดไม้กลองที่ถูกเรียกถึงพยักหน้าลงน้อย ๆ เป็นการทักทาย

“แล้วนี่ก็ซานาดะ” เจ้าของชื่อโบกมือและยิ้มกว้างอย่างร่าเริงให้โฮคุโตะ ก่อนจะหันไปง่วนกับการติดเข็มกลัดที่มีตัวอักษร LT ลงบนปกเสื้อ

“และนั่น จูริ รุ่นน้องปีสองในคณะ เป็นแฟนของไทกะ คนนี้ก็ขึ้นเวทีเหมือนกันนะ เป็นมือเบสของอีกวงน่ะ” โฮคุโตะก้มศีรษะรับหลังจากหนุ่มรุ่นน้องค้อมศีรษะให้เขา ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อสังเกตเห็นว่าแววตาของจูริดูแปลก ๆ จะว่ายังไงดี ขำ สนุก เป็นอะไรสักอย่างที่โฮคุโตะก็อ่านไม่ออก

“เพื่อนรุ่นพี่ยะซุยเหรอครับ”  เด็กปีสองคนนั้นหันไปถามเคนทาโร่

“ใช่ ๆ สนิทกันมาตั้งแต่เรียนม.ปลายแล้ว วันนี้พี่ขอให้เขามาช่วยเขียนรีวิวงานลงวารสารคณะให้ โฮคุจังน่ะเป็นนักเขียนแล้วก็คอลัมนิสต์ที่เก่งมากคนนึงเลยนะ” เคนทาโร่อธิบายให้รุ่นน้องฟัง เขาบอกพวกไทกะไปก่อนแล้ว แต่จูริที่เพิ่งจะแต่งตัวเสร็จแล้วมาสิงที่นี่จึงยังไม่รู้

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” เมื่อเด็กตรงหน้ายิ้มกว้างทักทาย โฮคุโตะจึงยิ้มตอบรับ พลางตัดเรื่องที่กำลังสงสัยทิ้งไป เขาคงคิดมากไปเองแหละ

“เช่นกันครับ”

“ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ เดี๋ยวต้องไปเตรียมตัวกับเพื่อน… ไทกะ ไปแล้วนะ” ประโยคหลังชายหนุ่มหันไปบอกกับแฟน ไม่พอเจ้าตัวเดินเข้าไปหอมแก้มเนียน ๆ หนึ่งที ทำให้โฮคุโตะรู้สึกกระอักกระอ่วนแปลก ๆ คือมันก็ไม่ได้อะไรหรอก เขาเองก็ไม่มีปัญหากับการมีความรักระหว่างผู้ชายด้วยกันด้วย แต่มัน… จะว่าไงดี เขาที่เป็นคนแปลกหน้าก็ยังยืนอยู่ตรงนี้นะ

“เอาล่ะ เดี๋ยวไปหอประชุมพร้อมกันนะ โฮคุโตะไม่เคยมาที่นี่นี่นา”

“โอเค”

 

จูริยิ้มกริ่มเดินกลับไปหาเพื่อนที่ห้องแต่งตัวอีกห้อง ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป และเมื่อมองเห็นนักร้องนำของวง เขาก็เผลอยิ้มกว้างออกมาอย่างอดไม่ได้ อยากเห็นปฏิกิริยามันตอนรู้ว่าคนน่ารักของมันจะมาดูงานแสดงดนตรีนี่จริง ๆ

“เป็นไรของแกวะ ยิ้มอย่างกับคนบ้า” ยูโกะถามหลังเห็นเพื่อนยิ้มกว้างจนแทบจะเห็นฟันครบ 32 ซี่

“ไม่เห็นน่าถามเลย ได้กำลังใจดีไง ไปหาพี่ไทกะ นางคว้า~ สุดที่รักของจุ๊ตันมานี่หว่า” เจสซี่แซวแล้วก็หันไปหัวเราะกับชินทาโร่ ไม่เป็นไร อยากแซวแซวไป ตอนนี้จุ๊ตันถือไพ่เหนือกว่าว่ะ

“พูดมากแบบนี้แสดงว่าไม่อยากรู้เรื่องสุดที่รักของแกแล้ว?”

จบประโยคเจสซี่หยุดหัวเราะทันที อันที่จริงไม่ใช่แค่ไอ้ฝรั่งนี่หรอกที่หยุดทุกการกระทำ แต่เพื่อนร่วมวงอีกสองคนก็พลอยหยุดไปด้วยเช่นกัน ต่างรีบเข้ามารุมล้อมเจ้าพ่อกรมข่าวที่รู้ได้รู้ดี รู้ไปหมดทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศยันเรื่องผัวเมียของคนข้างบ้าน

“เฮ้ย จูริ ไปรู้ไรมาวะ อัพเดท ๆ” คนเร่งกลับไม่ใช่เจสซี่ แต่เป็นชินทาโร่ ที่อยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านจนออกนอกหน้า

“ฉันมีข่าวดี ข่าวดีมาก และข่าวดีที่สุด เลือกมา อยากฟังข่าวไหนก่อน” เจสซี่หรี่ตามองเพื่อน มีแต่ข่าวดีมาแบบนี้ เชื่อถือได้มั้ยวะ หรือแม่งจะหาเรื่องแกล้งเขา ไม่ใช่ว่าข่าวดีที่สุดที่มันว่าคือคนขี้หงุดหงิดของเขามีแฟนเป็นพี่เคนทาโร่คนสวยนะเว้ย

แต่ถึงจะนึกระแวงยังไง เจสซี่ก็ยังเลือกตามที่จูริบอกอยู่ดี “งั้นขอข่าวดีก่อน ตามด้วยข่าวดีมาก แล้วก็ข่าวดีที่สุด”

“โอเค ข่าวดี คือ ฉันรู้ชื่อของคนคนนั้นของแกแล้ว” จูริรู้สึกวินมากหลังจากเห็นสีหน้าอยากรู้ชนิดที่ถ้าไม่ได้รู้จะขาดใจตายของไอ้คนมีความรัก ยิ่งมีสีหน้าที่บอกว่าอยากเสือกเต็มที่ของเพื่อนอีกสองคนเป็นฉากหลังด้วย ยิ่งทำให้เขาฟีลกู้ดสุด ๆ

“ชื่ออะไรวะ”

“เขาชื่อโฮคุโตะ เป็นนักเขียนและคอลัมนิสต์ ฉันว่าที่เขาเปิดหน้าต่างออกมาด่าแกวันนั้นคงเพราะเสียงมันไปดังรบกวนเขาตอนทำงานน่ะแหละ”

“แหม ยิ้มกว้างเชียวนะครับ ไอ้คุณเจสซี่” ชินทาโร่แซว ดูมันสิ ยิ้มกว้างได้อีกกะอีแค่ได้รู้ชื่อคนที่ตัวเองแอบปิ๊งมาเป็นเดือน  เป็นคนอื่นน่ะเหรอ เขารู้ชื่อรู้แซ่กันไปเป็นชาติแล้ว ไม่ต้องให้เพื่อนไปสืบมาให้เป็นข่าวดีแบบนี้หรอก

“เออน่า ก็คนมันดีใจ อุตส่าห์ยืมมอไซค์เพื่อนไปตามตื๊อเขาเป็นเดือน ๆ เพิ่งจะได้รู้ชื่อเสียงเรียงนามก็งี้แหละ” ยูโกะแขวะ ซึ่งแน่ล่ะว่าเจสซี่ไม่สนใจสักนิด อยากว่าอะไรก็ว่าไปเลยครับ ตอนนี้คนหล่ออารมณ์ดี ไม่โกรธ~

“ส่วนข่าวดีมาก…” จูริเว้นระยะเล็กน้อยเพื่อดูปฏิกิริยา อื้อหือ น่าถ่ายวิดีโอจริง ๆ นะเนี่ย สายตาเว้าวอนอยากรู้ขั้นสุดของไอ้นักร้องนำเนี่ย ใช่ว่าจะหาดูกันได้ง่าย ๆ

“เขาเป็นเพื่อนสนิทพี่ยะซุย ไม่ได้เป็นแฟนกัน”

“เยส” เจสซี่ชกลมด้วยความดีใจ แทบกระโดดโลดเต้นไปทั่วห้อง แค่เพื่อนสนิท เท่ากับว่าเขายังมีหวัง โธ่เอ๊ย ไอ้เราก็หลงเครียด ทำตัวเป็นคนอกหักมาตั้งหลายวัน ถือว่าฟ้ายังปราณีหนุ่มหล่อแสนดีอย่างเขาอยู่

“แต่ฉันก็ไม่รู้นะเว้ยว่าเขามีแฟนยัง… อ้าว ๆ แล้วไม่อยากฟังข่าวดีที่สุดแล้วเรอะ บอกก่อนเลย อันนี้พีคคคคคค” จูริลากเสียงยาว ดึงความสนใจจากคนที่มัวแต่หลงดีใจจากข่าวดีมาก หึหึ บอกได้เลยว่าข่าวดีที่สุดของเขาอะ พีคจริง

“ข่าวดีที่สุด คือ…” มือเบสร่างผอมหยุดปาก หันไปหยิบขวดน้ำมาเปิดดื่มราวกับดับกระหาย แต่เปล่ามันลีลาไปงั้นแหละ และเพื่อนที่รู้แกวมันดีก็เริ่มหมั่นไส้มันขึ้นมาตงิด ๆ

“คือ…”

“ไอ้จูริ รีบบอกมาเร็ว ๆ อย่าเสือกเล่นตัวเอาตอนนี้ อยากรู้จะตายแล้วว้อย”

จูริยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นหนุ่มลูกครึ่งโวยวาย

“เขาจะมาเขียนรีวิวงานแสดงดนตรีครั้งนี้ว่ะ” หลังหยุดประมวลผลไปชั่วครู่ เจสซี่ก็เบิกตากว้าง ร้องออกมาเสียงดังว่า

“งี้ก็เท่ากับว่าเขาจะมาดูน่ะสิวะ!!”

“ใช่ และถ้าแกร้องเพลงได้ไม่ดี เละแน่ เจสซี่”

ในหัวนักร้องหนุ่มมีแต่คำว่าทำไงดี ทำไงดีลอยวนอยู่เต็มไปหมด โฮคุโตะจะมาดู คนน่ารัก คนน่าเอ็นดู คนขี้หงุดหงิดของเขาจะมาดู ถ้าเขาเล่นได้ไม่ดีจะทำยังไง ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกประหม่าสุด ๆ แล้ว แถมมือไม้ก็สั่นไม่หยุด แม้แต่สติก็กำลังจะหลุดลอยไปแล้วเช่นกัน

“เฮ้ย เจส ใจเย็นเพื่อน ใจเย็น อย่าเพิ่งสติหลุดเอาตอนนี้” ยูโกะปลอบ เมื่อเห็นเพื่อนทำท่าเหมือนจะช็อกไปแล้ว ขำก็ขำนะ แต่ถ้าแม่งเกิดสติหลุดจนวงล่มล่ะก็เป็นเรื่องแน่

“ยูโกะ เขาจะมาดู เขาจะมาดูอะ ทำไงดีวะ สั่นไม่หยุดเลย” เจสซี่คร่ำครวญ แย่แน่ แย่แน่ ๆ ถ้าเกิดเขาควบคุมความตื่นเต้นไม่อยู่จนเกิดไปล่มบนเวที นอกจากจะอับอายยันลูกบวชแล้ว โฮคุโตะต้องเยาะเย้ยเขาแน่นอน ไม่นะ ถ้าโฮคุโตะทำแบบนั้น เขาต้องรู้สึกเจ็บปวดจนกลายเป็นแผลใจไปชั่วชีวิตแน่ ๆ

“แกก็ใจเย็น ๆ สิ หายใจเข้า หายใจออก ช้า ๆ อย่างนั้นแหละ แกทำได้เว้ยเพื่อน แล้วโฮคุโตะจะต้องเคลิ้มไปกับเสียงหล่อ ๆ ของแก ดีไม่ดีเขาอาจจะเป็นคนเข้ามาหาแกก่อนก็ได้นะเว้ย”

ต้องใช้เวลาสักพักกว่าเจสซี่จะเริ่มหายประหม่าแล้วกลับมาเป็นปกติ และเมื่อเจสซี่เริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ก็มีน้องปีหนึ่งมาเรียกให้พวกเขาไปเตรียมตัวที่ข้างเวทีในหอประชุมได้แล้ว

 

โฮคุโตะที่ถูกเคนทาโร่พามาปล่อยทิ้งไว้ที่เก้าอี้ผู้ชมแถวหน้าสุดนั่งเปิดสูจิบัตรดูคร่าว ๆ พลางนึกวิเคราะห์วิจารณ์ในใจ ลงความเห็นว่างานแสดงดนตรีครั้งนี้ค่อนข้างน่าสนใจพอสมควร

ถึงเขาจะไม่ได้ทำงานทางสายดนตรีแต่ก็ฟังเพลงเป็นและฟังแทบทุกแนวตั้งแต่เพลงเมทัลยันเพลงลูกทุ่ง แล้วเขาก็พอจะรู้ทฤษฎีดนตรีมาพอสมควร จากการฟังเคนทาโร่เล่าโน่นบ่นนี่ให้ฟังบ่อย ๆ รวมถึงลากไปฟังเพลงตามงานต่าง ๆ ด้วยเวลาที่เพื่อนร่วมคณะของอีกฝ่ายไม่ว่าง

โฮคุโตะพลิกดูสูจิบัตรไปเรื่อย ๆ กระทั่งไปสะดุดกับภาพของวงดนตรีวงหนึ่งที่ขึ้นชื่อไว้ว่า SixTONES เขาเพ่งมองแล้วมองอีก เหมือนจะย้ำว่าไม่ได้มองผิดไปใช่มั้ย ถัดจากรูปรวมของวงเป็นรูปของสมาชิกในวงเดี่ยว ๆ ที่มีข้อความแนะนำตัวสั้น ๆ ซึ่งโฮคุโตะแทบอยากเขวี้ยงสมุดเล่มบางในมือทิ้ง เมื่อเพ่งจนแน่ใจแล้วว่านักร้องนำของวงที่ถูกระบุว่าชื่อเจสซี่ เป็นคนเดียวกับไอ้เด็กเปรตที่ชอบขับมอเตอร์ไซค์มาแว้นหน้าบ้านป่วนประสาทเขามันทุกวันนั่นเอง

เขายกเลิกสัญญากับเคนจังตอนนี้ทันมั้ย แค่เห็นหน้าความรู้สึกหงุดหงิดก็พุ่งปรี๊ดแล้ว ถ้าต้องนั่งฟังมันร้องเพลงอีก เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะฟังโดยตัดอคติตัวเองออกไปได้มั้ย

อีกใจหนึ่งเขาก็นึกสงสัย ตอนแรกเขาก็นึกว่ามันเป็นแค่เด็กเปรตว่างงานที่สักแต่หาเรื่องชาวบ้านไปวัน ๆ แต่พอมาเห็นแบบนี้ไอ้สิ่งที่เขาคิดก็ไม่น่าจะถูกแล้ว แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้ไอ้นักร้องนำวงดนตรีคนนี้เกิดเฮี้ยนไปป่วนเขาถึงบ้านบ่อย ๆ

เขาหาเหตุผลให้ตัวเองว่าเป็นเพราะรับปากจะช่วยเคนจังไปแล้ว เขาจึงจำใจต้องนั่งฟังให้จบเพื่อจะได้นำไปใช้เป็นข้อมูลเขียนบทความรีวิวร่วมกับคำวิจารณ์ของพวกนักดนตรีมืออาชีพที่ได้รับเชิญมา และหลอกตัวเองว่าที่อยากฟังอีกคนร้องเพลงก็เพราะจะได้หาเรื่องไปด่ามันตอนมันมาป่วนเขาที่หน้าบ้านครั้งต่อไป

เขานั่งรอเพียงไม่นาน งานแสดงดนตรีของนักศึกษาคณะดุริยางค์ก็เริ่มขึ้น ดนตรีหลากหลายแนวทำให้โฮคุโตะที่ชอบฟังเพลงเป็นทุนเดิมพลอยสนุกไปกับเพลงเหล่านั้น และไม่นานเขาก็ลืมไปสนิทว่าเด็กแว้นเวรตะไลที่เขาด่าอยู่ทุกวันต้องขึ้นเวทีด้วย กระทั่งพิธีกรประกาศชื่อวงที่จะขึ้นแสดงวงต่อไปว่าเป็นวง SixTONES หลังจากที่สตาฟเตรียมเครื่องดนตรีบนเวทีเป็นที่เรียบร้อย

ชายหนุ่มสี่คนเดินขึ้นมาบนเวทีและก้มศีรษะให้กับประธานและแขกพิเศษภายในงาน โดยไม่รู้ตัว สายตาของนักเขียนหนุ่มก็จับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มร่างสูงในเชิ้ตสีขาว กับยีนส์สีเข้มและบู้ตหนังกลับสีน้ำตาลเสียแล้ว คนถูกมองเดินมาประจำหน้าไมโครโฟน แล้วทันใดนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาพอดี

ลมหายใจของโฮคุโตะเผลอกระตุกไปวูบหนึ่ง เมื่อเจสซี่ยิ้มบาง ๆ ให้ และหลังจากชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ด้านหลังกลองเริ่มให้สัญญาณ ทั้งวงก็เริ่มบรรเลงเพลง

เสียงร้องจากคนที่เขาเรียกว่าเด็กแว้นตรึงโฮคุโตะไว้ได้อยู่หมัด เสียงทุ้มนุ่มที่ผสานไปกับเครื่องดนตรีอีกสามชิ้นทำให้เขายกริมฝีปากเป็นรอยยิ้ม ถึงจะน่าหงุดหงิด แต่โฮคุโตะก็ต้องยอมรับว่าเสียงของอีกคนดีมากจริง ๆ ถ้าหากบอกว่าเป็นนักร้องอาชีพ เขาก็คงเชื่ออย่างไม่มีข้อกังขา

นัยน์ตาจับจ้องไปยังคนบนเวทีที่ดูเหมือนจะหันมาทางเขาบ่อย ๆ และเมื่อเห็นเขายิ้ม อีกฝ่ายก็เผยรอยยิ้มสว่างสดใสออกมาเช่นกัน

บางทีเด็กนั่น อาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาคิดก็ได้

 

“เป็นไงบ้าง สนุกมั้ยวันนี้” เคนทาโร่วิ่งเข้ามากอดแขนโฮคุโตะ ทันทีที่เขาเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวของเจ้าตัว ซึ่งเพื่อนร่วมวงของชายหนุ่มตัวเล็กอยู่กันครบ ยกเว้นไทกะ ซึ่งเขาสันนิษฐานว่าคงไปใช้เวลาอยู่กับแฟนหนุ่มรุ่นน้อง เพื่อนร่วมวงของไอ้เด็กแว้นนั่นแหละ

“อือ สนุก เพลงดีมากเลย เหนื่อยกันหน่อยนะ เอ้อ งานจะเอาวันไหนน่ะ แล้วยังมีคำวิจารณ์จากพวกนักดนตรีด้วย”

“ภายในวันอาทิตย์หน้าละกัน ส่วนพวกคำวิจารณ์ ถ้าเขาให้มาแล้วฉันจะส่งไปให้ ขอบคุณมากเลยนะที่ยอมช่วยน่ะ โฮคุโตะ”

“ไม่เป็นไรหรอก แล้วนี่เดี๋ยวมีไปฉลองกันต่อล่ะสิ”

“ใช่ ไปด้วยกันมั้ยล่ะ”

“บ้าสิ ฉันไม่ได้เป็นคนทำงานด้วยสักหน่อย งั้นฉันกลับเลยนะ ฉลองเสร็จก็กลับบ้านดี ๆ ล่ะ”

“โฮคุโตะก็เหมือนกัน กลับบ้านดี ๆ นะ” โฮคุโตะพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปลาคนอื่น ๆ ในห้องที่กล่าวลาอย่างเป็นมิตรแล้ว เดินออกจากตึกคณะดุริยางค์ ตรงไปยังประตูหน้ามหาวิทยาลัย

บ้านเขาไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยของเคนทาโร่เท่าไหร่ เดินประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง โฮคุโตะจึงตัดสินใจเดินรับลมยามเย็นกลับแบบสบาย ๆ กระทั่งความสงบของเขาถูกทำลายด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่เขาคุ้นเคย

“จะกลับแล้วเหรอ” เจสซี่ถอดหมวกกันน็อกออกมาถาม เมื่อเห็นว่าเขาหยุดเดินแล้วรอให้เด็กมหาลัยขี่มอไซค์มาหยุดอยู่ข้าง ๆ

“ใช่ จะมาป่วนอะไรอีกล่ะ วันนี้ฉันอารมณ์ดี ไม่อยากทะเลาะกับนายให้เสียอารมณ์หรอกนะ”

“ก็ไม่ได้มาชวนทะเลาะสักหน่อย จะไปส่งต่างหาก” โฮคุโตะมองหน้าอีกคนอย่างไม่เชื่อหู ไอ้เด็กเปรตจอมกวนประสาทนั่นกำลังบอกว่าจะไปส่งเขาที่บ้านเนี่ยนะ เฮ้ย โลกจะถล่ม ดินจะทลายมั้ยวะเนี่ย

“อะไร ทำหน้าแบบนั้น มีอะไรแปลกรึไง”

“แปลกดิ จะบ้ารึเปล่า มีคนสติดีที่ไหนจะขี่รถไปส่งไอ้คนที่ตะโกนด่ากันอยู่แทบทุกวันน่ะ ห๊ะ”

“ก็ฉันไง นี่อุตส่าห์ยืมหมวกกันน็อกมาเผื่อนายด้วยอีกใบเลยนะ” ถึงเจสซี่จะว่ายังไง แต่ไอ้คนที่ยังงง ๆ ก็ยังคงยืนงงเหมือนเดิม ไม่แม้แต่จะรับหมวกกันน็อกที่มือหนาส่งมาให้ด้วยซ้ำ และนั่นก็ทำให้เจสซี่จิ๊ปาก จับมือคนตรงหน้าดึงเข้ามาใกล้แล้วจัดการสวมหมวกให้เสร็จสรรพ โดยที่คนที่ยืนอยู่ก็อยู่นิ่ง ๆ ให้ร่างสูงจัดการใส่หมวกให้โดยไม่โวยวาย หรือต่อต้านใด ๆ ทั้งสิ้น

“เอ้า เรียบร้อยแล้ว ละยืนทำอะไรอยู่นั่น ขึ้นมา เดี๋ยวฉันจะได้เอารถไปคืนจูริมัน”

ถึงจะสงสัยว่าอีกคนมันเกิดบ้าอะไรขึ้นมาหรือไปกินอะไรผิดสำแดงเข้า แต่โฮคุโตะก็ปีนขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายคนที่นั่งอยู่ก่อนแต่โดยดี

“แล้วนี่ จับไว้สิ เดี๋ยวก็ตกหรอก” เจสซี่ว่าเมื่อนักเขียนหนุ่มวางมือลงบนขาตัวเองนิ่ง ๆ โฮคุโตะเพียงแต่มองเอวคนตรงหน้า รู้สึกเขินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ตอนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เพื่อนคนอื่นเขาก็เกาะเอวเพื่อนแบบไม่คิดอะไร แต่ไม่รู้ทำไมพอคนขับเป็นเด็กแว้นจอมกวนนี่เขากลับรู้สึกไม่กล้าทำขึ้นมาซะอย่างนั้น

“อะไรของนายเนี่ย ไม่เคยซ้อนมอเตอร์ไซค์รึไง เอามือมา” โฮคุโตะค่อย ๆ ยื่นมือขวาส่งไปให้อีกคนที่ยื่นมารอรับ แต่เหมือนจะไม่ทันใจคนอายุน้อยกว่าเท่าไหร่ ร่างสูงจึงเป็นฝ่ายเอื้อมมาดึงมือเขาไปแทน ตามด้วยเอี้ยวตัวไปทางซ้าย คว้ามืออีกข้างของโฮคุโตะไปประสานกันอยู่ที่หน้าท้องของคนที่นั่งอยู่ด้านหน้า

“จับไว้นะ” เสียงที่เหมือนจะดุ แต่ก็เจือกระแสอ่อนโยนมาด้วยจนคนฟังยิ้มออกมา เมื่อมั่นใจแล้วว่าโฮคุโตะจะไม่ทำให้ตัวเองหล่นจากรถ เจสซี่ก็ออกรถไป

“ถามอะไรหน่อยได้มั้ย”โฮคุโตะตะโกนแข่งกับเสียงลมที่ผ่านมาปะทะหน้า มือที่กอดเอวหนาอยู่เผลอกระชับแน่นขึ้นเพราะสายลมแรงที่ปะทะร่าง

“อะไร”

“ทำไมถึงต้องไปหาเรื่องให้ฉันด่าที่หน้าบ้านทุกวันเลยน่ะ”

เจสซี่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจตอบคำถามของอีกคนตามตรง เอาเหอะ ถ้ามันจะแห้วยังไงก็ต้องแห้ว อีกอย่างเขาก็ขี้เกียจจะคิดหาข้อแก้ตัวอะไรด้วย “ฉันอยากเจอหน้านาย”

“ห๊ะ!?”

เพราะนั่งอยู่ด้านหลัง แล้วยังใส่หมวกกันน็อกอีก ทำให้โฮคุโตะไม่รู้ว่าใบหน้าของคนที่กำลังขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งเขาที่บ้านขึ้นสีแดงจัดขนาดไหน

“ฉันอยากเจอหน้านาย อยากเห็นท่าทางนายตอนโมโห อยากได้ยินเสียงนาย ต่อให้นายจะด่าฉันเป็นเด็กแว้นเด็กเปรตก็เถอะ” คำสารภาพยาวเหยียดที่แทบไม่ต่างจากการสารภาพรักทำให้คนซ้อนท้ายรู้สึกเขินมากจนหน้าร้อนผ่าว แต่ทั้งอย่างนั้นกลับหลุดยิ้มออกมา ซึ่งแน่ล่ะว่าเจสซี่มองไม่เห็น

“จริง ๆ วันนั้นฉันก็ไม่รู้นะว่านายด่าฉันทำไมทั้งที่ฉันเพิ่งขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านนายครั้งแรกด้วยซ้ำ แต่ท่าทางนายตอนโมโหมันน่ารักดี ฉันอยากเห็นอีก ก็เลยยืมมอเตอร์ไซค์เพื่อนขี่มาแกล้งนายบ่อย ๆ จนโดนเพื่อนมันด่าด้วยซ้ำว่าโรคจิต”

“ก็โรคจิตจริง ๆ นั่นแหละ หาเรื่องให้ตัวเองโดนด่า”

“ช่วยไม่ได้นี่ ฉันไม่รู้จะเข้าหานายยังไงดีนี่นา ก็เลยได้แต่ไปป่วนนายอยู่อย่างนั้น แต่พอวันนี้จูริมาบอกฉันว่านายมาช่วยงานพี่ยะซุย ฉันดีใจมากเลยนะ ยิ่งเห็นนายนั่งอยู่แถวหน้าเวทีด้วยแล้วยิ่งดีใจเลยล่ะ” เจสซี่ว่า เขาไม่คิดว่าอีกคนจะนั่งอยู่ใกล้ขนาดนั้น เพราะยังพอจะระลึกตัวได้ว่ามีคดีที่ไปป่วนให้คนอายุมากกว่าหงุดหงิดมาตลอด ถ้าคนน่ารักของเขาเห็นเขาในสูจิบัตร ก็คงเลือกนั่งไกล ๆ จะได้เห็นหน้าเขาไม่ชัดมากกว่า แต่พอได้เห็นว่าโฮคุโตะนั่งอยู่แทบจะตรงหน้าเขาเลยก็ทำให้เขาดีใจจนหลุดยิ้มอย่างอดไม่อยู่

ตั้งแต่เห็นว่าโฮคุโตะนั่งอยู่ตรงไหน เขาก็ชอบเผลอหันไปมองอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็ได้เห็นนัยน์ตาคู่นั้นมองตอบกลับมาเสมอ และนั่นก็ทำให้เขาใจชื้นขึ้นเมื่อในสายตาที่มองมาไม่ได้มีความหงุดหงิดเจืออยู่เหมือนอย่างที่เขาได้รับมาตลอด โดยเฉพาะรอยยิ้มที่อีกคนส่งให้ รอยยิ้มที่ทำให้เขามีความกล้ามากพอจะขี่มอเตอร์ไซค์ตามเจ้าของมันที่เดินออกจากมหาลัยมาก่อนแล้วทันทีที่ปลีกตัวจากกลุ่มเพื่อน รุ่นพี่และรุ่นน้องได้

“ที่พูดเนี่ย จะสารภาพรักรึไง” โฮคุโตะแซวอีกคนแก้เขิน แต่กลายเป็นว่าเขินหนักกว่าเดิม เมื่อคนตรงหน้าตอบโต้แทบจะในทันที

“แล้วจะรับมั้ยล่ะ”

ยังไม่ทันที่โฮคุโตะจะตอบอะไร มอเตอร์ไซค์ที่เขานั่งมาก็มาจอดที่หน้าบ้านเขาพอดี โฮคุโตะลงจากรถ ถอดหมวกกันน็อกออกแล้วส่งคืนให้อีกคนที่รับมาแขวนไว้หน้ารถ ถอดหมวกออกบ้าง แล้วเงยหน้าขึ้นจ้องหน้าเขา

“ตกลงว่าไง ถ้าฉันสารภาพรักแล้วนายจะรับรึเปล่า”

โฮคุโตะมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ถึงคำพูดจะฟังเหมือนอีกคนไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่นัยน์ตาที่มองตอบกลับมามันย้ำชัดถึงความจริงจังและจริงใจของคนพูด และนั่นก็ทำให้เขาตัดสินใจได้

“นายก็พูดก่อนสิ แล้วเดี๋ยวฉันจะบอก”

เจสซี่สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะสบตากับอีกคนแล้วเอ่ยว่า

“ฉันชอบนายนะ” หลังจากยืนลุ้นอยู่สักพัก (จริง ๆ คือไม่กี่วินาที) สิ่งที่เจสซี่ได้รับกลับมาคือรอยยิ้มเขิน ๆ ของคนอายุมากกว่า บนใบหน้าที่ขึ้นสีระเรื่อ พร้อมกับคำพูดที่ว่า

“ฉันก็ชอบนายเหมือนกัน ไอ้เด็กแว้น” ยังไม่ทันจบจะประโยคดี เดือนคณะดุริยางค์ก็คว้าข้อมือของคนที่เตี้ยกว่าเข้ามาใกล้ อีกมือจับท้ายทอยของอีกคนให้ก้มลงมาและประทับริมฝีปากสองคู่เข้าด้วยกัน

Posted in Fanfiction

[One Shot – SixTONES] Valentine’s Chocolate

สุขสันต์วันวาเลนไทน์ค่ะ

วันนี้ว่างพอดีค่ะ เลยได้ลงฟิควาเลนไทน์ในวันจริง แต่ตัวเนื้อหานี่เขียนเสร็จตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้วค่ะ ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงฟิตค่ะ นี่เหลืออีกพล็อตนึงที่อยากจะเขียนด้วยนะคะ แต่เป็นเรื่องยาวที่กำลังอยู่ในช่วงวางโครงเรื่องค่ะ หวังว่าไฟจะไม่หมดไปซะก่อนนะคะ

ฟิคเรื่องนี้ยังคงวนเวียนอยู่กับเด็ก ๆ SixTONES เหมือนเดิมและคู่เดิม เราชิปคู่นี้หนักมากจริง ๆ ถึงคนส่วนใหญ่จะไม่ได้ชิปคู่นี้เลยก็เถอะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ เรามีความสามารถในการมโนอยู่กับตัวอยู่แล้ว//โดนเตะ

เอาเป็นว่าเราควรเลิกบ่นและเข้าเรื่องได้ดีกว่านะคะ

 

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือใด ๆ ก็ตามแต่รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ

 

[One Shot – SixTONES] Valentine’s Chocolate

Pairing : Jesse x Matsumura Hokuto

Note : บทสัมภาษณ์ที่อ้างถึงในนี้เรามโนขึ้นมาล้วน ๆ ไม่มีอยู่จริงค่ะ

.

มัตสึมุระ โฮคุโตะไม่เคยนึกเครียดกับการทำอาหารมาก่อนในชีวิต

เขาชอบทำอาหารและทำมันได้ดีด้วย ทำให้เขาไม่เคยต้องมานั่งกังวลว่าอาหารที่ทำออกมาจะอร่อยไหม หรือมีหน้าตาเป็นยังไง

แต่ไม่ใช่กับการทำช็อกโกแลตสำหรับวันวาเลนไทน์ที่จะมาถึงในอีกสามวันนี้

โฮคุโตะซื้อวัตถุดิบมาเตรียมพร้อมไว้ค่อนข้างเยอะ เพราะไม่เคยทำช็อกโกแลต เขาเลยตั้งใจจะลองทำก่อนทำจริง ซึ่งพอทำออกมาแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้มันไม่ได้แย่เลย แต่เขากลับรู้สึกไม่พอใจมัน ไม่พอใจตั้งแต่รสชาติที่ดูจะหากินได้ทั่วไป เช่นเดียวกับรูปร่างของชิ้นช็อกโกแลตที่มีวางขายกันดาษดื่น ไม่พอใจแม้แต่กระดาษห่อกับริบบิ้นที่ตอนซื้อก็คิดว่าเลือกมาเป็นอย่างดีแล้ว

เรียกได้ว่าเขาไม่พอใจอะไรไอ้ช็อกโกแลตนี่สักอย่างนั่นแหละ

อาจเป็นเพราะเขากังวลว่าคนรับจะมีความเห็นยังไงต่อช็อกโกแลตโฮมเมดของเขาก็เป็นได้ ทั้งที่ตามปกติแล้วเวลาทำอาหารหรือทำขนมก็ไม่เคยต้องมาคิดว่าคนกินจะรู้สึกอย่างไรกับอาหารที่เขาทำ แต่พอนึกว่าจะต้องทำให้ใครสักคนเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์แล้ว เขาก็อดคิดมากไม่ได้ ยิ่งนี่เป็นวาเลนไทน์แรกหลังจากที่พวกเขาตกลงคบเป็นแฟนกันด้วยแล้วยิ่งทำให้โฮคุโตะคิดหนัก

หรือความจริงเขาไม่ต้องให้ก็ได้ เพราะยังไงเขาก็ไม่ใช่ผู้หญิงอยู่แล้ว วันที่ผู้ชายจะเป็นคนให้ช็อกโกแลตน่ะ มันวันไวท์เดย์ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ซึ่งจะทำให้เขามีเวลานั่งคิดเพิ่มขึ้นอีกตั้งเดือนว่าจะแก้ไขช็อกโกแลตที่ไม่ถูกใจเขาสักทีอย่างไร

แต่พอคิดว่าอีกคนน่าจะดีใจที่ได้ของขวัญวาเลนไทน์ เขาก็เลยยังเอาเวลาว่างที่ควรจะไปอ่านหนังสือหรือซ้อมเต้นมานั่งลองทำช็อกโกแลตเจ้าปัญหานี่เหมือนเดิม

ไม่ใช่ว่าเขาไม่ลองปรึกษาคนอื่น ๆ ดู ทานากะ จูริ เพื่อนร่วมยูนิต SixTONES ที่เคยบอกเขาว่าจะทำของขวัญวาเลนไทน์ให้แฟนอย่าง เคียวโมโตะ ไทกะ ที่เป็นเพื่อนร่วมยูนิตของเขาอีกคน ก็บอกแค่ว่าเขาคิดมากเกินไป และบอกว่าตัวจูริเองก็อบคุกกี้ให้เหมือนที่ทำทุกที เพียงแต่ทำเป็นคุกกี้ช็อกโกแลตเท่านั้น

คิคุจิ ฟูมะและนาคาจิมะ เคนโตะ อดีตเพื่อนร่วมยูนิตที่ปัจจุบันเดบิวต์ในฐานะสมาชิกวง Sexy Zone นั้นก็ไม่ได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อเขาเลยสักนิด

“ถ้าคิดไม่ตก ก็จับตัวเองผูกโบให้เป็นของขวัญแทนเลยสิ”

“แบบว่าชวนไปเดต แล้วไปจบที่ห้องใครสักคน… หมอนั่นน่าจะชอบน้า”

โฮคุโตะตัดสินใจโยนคำแนะนำที่ออกจะติดเรทของสองคนนั้นทิ้งไปทันทีที่ได้ยิน ถึงบนเวทีเขาจะกล้าขนาดไหนแต่นั่นมันก็งาน ไม่ใช่ว่าเรื่องส่วนตัวเขาจะกล้าทำขนาดนั้นสักหน่อย

เขาหยิบช็อกโกแลตรูปหัวใจชิ้นหนึ่งเข้าปากพลางนึกในใจว่าช่วงนี้เขาคงต้องออกกำลังกายเพิ่มขึ้นกว่าเดิมสักสองเท่าเพราะกินช็อกโกแลตมากเกินไป

.

วันพรุ่งนี้จะเป็นวันวาเลนไทน์แล้วแต่เขายังคิดเรื่องช็อกโกแลตไม่ตกสักที

โฮคุโตะเป็นกังวลมากแล้วหลังจากผ่านมาหลายวันแต่เขายังทำช็อกโกแลตได้ไม่ถูกใจ เขาทั้งลองปรับสูตรใหม่ ลองใส่ผลไม้ ถั่ว คาราเมลและอื่น ๆ ที่เขาคิดว่าคนได้รับน่าจะชอบลงไปแล้วแต่มันก็ยังไม่ลงตัว

“นี่พวกนายดูแมกที่พวกเราให้สัมภาษณ์เรื่องของขวัญวาเลนไทน์ที่เพิ่งออกกันยัง” โคจิ ยูโกะ พี่ใหญ่ของวงเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวของพวกเขา พร้อมชูนิตยสารที่ถืออยู่ในมือโบกไปมาให้คนอื่น ๆ ในห้องได้เห็นด้วย

เมื่อยูโกะเดินเข้ามาแล้ว เจสซี่ หนุ่มลูกครึ่งอเมริกันร่างสูงก็เดินตามเข้ามา โฮคุโตะที่เห็นอีกฝ่ายก็ก้มลงสไลด์หน้าจอโทรศัพท์ในมือต่อ ช่วงนี้เขาไม่ค่อยกล้ามองหน้าเจสซี่สักเท่าไหร่ ในเมื่อเขายังทำช็อกโกแลตวาเลนไทน์ที่ถูกใจไปให้อีกคนไม่ได้ เขาเลยรู้สึกแย่อยู่พอสมควร

“อรุณสวัสดิ์ โฮคุโตะ” เจสซี่เดินเข้ามาทักเขาพร้อมรอยยิ้มกว้าง เขาแค่พยักหน้าตอบซึ่งนั่นก็ทำให้รอยยิ้มสดใสของคนตรงหน้าเฝื่อนลงเล็กน้อย โฮคุโตะได้แต่นึกขอโทษอีกคนอยู่ในใจ

“ไหน ๆ แมกออกวันนี้นี่เนาะ ใครตอบอะไรไปบ้างอะ” จูริหยิบนิตยสารออกมาจากมือยูโกะ โดยมีไทกะกับชินทาโร่ที่นั่งอยู่ขนาบข้างหันมาดูด้วยอย่างสนใจ ในการสัมภาษณ์วันนั้นพวกเขาถูกจับแยกกันสัมภาษณ์ทีละคน ทำให้ไม่รู้เลยว่าใครพูดอะไรไปบ้าง อีกทั้งจูริยังเป็นต้นคิดว่าให้มาดูกันวันที่นิตยสารออกซึ่งก็ตรงกับวันก่อนหน้าวาเลนไทน์เพียงหนึ่งวันด้วย โฮคุโตะที่ตอนแรกกะว่าจะฉวยโอกาสในตอนสัมภาษณ์นั้นสืบว่าเจสซี่อยากได้อะไรและเตรียมของให้ตามที่อีกคนอยากได้หมดโอกาสในทันที และต้องมานั่งปวดหัวว่าจะทำช็อกโกแลตแบบไหนดีอย่างตอนนี้

โฮคุโตะฟังที่เพื่อนพูดบรรยายคำตอบของแต่ละคนแบบผ่าน ๆ ก่อนจะมาสะดุดกับคำพูดของไทกะที่พูดถึงคำตอบของเจสซี่

ช็อกโกแลตทำเองที่ไม่เหมือนใคร เหรอ ยังไงเนี่ยเจสซี่”

“ก็ตามนั้นแหละ” เจสซี่ตอบไทกะก่อนจะเดินมากอดคอโฮคุโตะที่เก็บโทรศัพท์แทบไม่ทัน เขาไม่อยากให้เจสซี่เห็นว่าเขากำลังหาสูตรทำช็อกโกแลตอยู่

“นี่ พรุ่งนี้ไปเที่ยวกันมั้ย” สายตาของหนุ่มลูกครึ่งเป็นประกายวิ้งวับเช่นเดียวกับรอยยิ้มกว้างขวาง และนั่นก็ทำให้เขาปฏิเสธคำชวนของอีกฝ่ายไม่ลง แม้ว่าจะไม่ได้มีความคิดนั้นอยู่ในหัวแต่แรกแล้วก็ตาม

“พรุ่งนี้… ได้สิ”

“งั้นเดี๋ยวฉันไปรับที่บ้านตอนสิบโมงนะ” โฮคุโตะพยักหน้ารับ แต่ในใจเริ่มกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ จากคำตอบในแมกของอีกฝ่าย

ช็อกโกแลตทำเองที่ไม่เหมือนใคร นี่มันโจทย์นรกสำหรับโฮคุโตะชัด ๆ

.

“นายโอเคมั้ย โฮคุโตะ” คนถูกเรียกหันไปมองหน้าคนถามอย่างงง ๆ

“ก็ช่วงนี้นายดูเงียบ ๆ อะ ปกติจะร่าเริงกว่านี้นี่” ชินทาโร่ว่าพลางนั่งลงข้าง ๆ

พวกเขาเพิ่งซ้อมเพลงที่จะใช้ขึ้นแสดงไลฟ์เสร็จ คนที่เหลืออีกสี่คนกำลังอาบน้ำอยู่ โฮคุโตะที่อาบน้ำเสร็จแล้วตั้งใจจะนั่งพักสักหน่อยแล้วจะรีบกลับไปทำช็อกโกแลตวาเลนไทน์ต่อ ถึงเขาจะยังไม่มีไอเดียอะไรเลยก็ตาม เพราะไม่ว่าอย่างไรพรุ่งนี้เขาจะต้องมีของขวัญวาเลนไทน์ไปเซอร์ไพรส์เจสซี่ให้ได้

“ไม่มีอะไรหรอก แค่นาน ๆ ทีก็อยากอยู่นิ่ง ๆ บ้างนี่นา”

“งั้นเหรอ เจสซี่ห่วงนายมากนะเห็นนายนั่งเงียบตลอดแบบนี้” คำบอกเล่านั้นทำให้โฮคุโตะใจกระตุกไปเล็กน้อย

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอกน่า”

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว แต่ถ้ามีเรื่องอยากพูดก็บอกได้นะ” คำพูดของชินทาโร่ทำให้โฮคุโตะหลุดหัวเราะออกมานิดนึง โดยที่เขาไม่ทันได้สังเกต ชินทาโร่ก็โตเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมจะเป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้แล้ว

“หัวเราะอะไรเล่า”

“เปล่า ๆ แค่คิดว่าชินทาโร่ก็โตแล้วเหมือนกันน้า~” คนโดนบอกว่าโตแล้วทำหน้ามุ่ยใส่ เอ่ยประท้วงว่า

“ฉันโตมาตั้งนานแล้ว นายอะไม่รู้เอง” โฮคุโตะหัวเราะต่อ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโหมดจริงจัง แล้วถามชินทาโร่ว่า

“เออ นี่ ถ้าสมมุติว่านายต้องทำช็อกโกแลตให้ใครสักคน นายจะทำยังไงน่ะ”

ชินทาโร่มองหน้าคนถามอย่างงง ๆ สักพักก่อนจะทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก คนอายุน้อยกว่ายิ้มบาง ๆ ให้ แล้วตอบคำถาม

“ก็ทำไปตามปกติน่ะแหละ ของแบบนี้มันอยู่ที่ใจไม่ใช่เหรอ ถึงจะไม่ได้ดีกว่าหรือต่างไปจากที่เขาทำกันทั่วไป แต่ถ้าเราตั้งใจทำให้ ไม่ว่ายังไงคนรับก็ต้องดีใจอยู่แล้วแหละ”

โฮคุโตะพยักหน้ารับคำของอีกฝ่าย ไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจคำพูดของชินทาโร่ เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็อยากทำช็อกโกแลตในแบบที่แฟนของเขาอยากได้อยู่ดี

.

เจสซี่ส่งยิ้มสดใสให้โฮคุโตะทันทีที่ชายหนุ่มเดินมาเปิดประตูบ้าน ร่างสูงของหนุ่มเชื้อสายอเมริกันอยู่ในเสื้อแจ็คเก็ตหนังทับเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนส์สีเข้มกับบูทสีดำซึ่งเข้ากับเจ้าตัวเป็นอย่างดี สมกับที่เป็นนายแบบประจำของนิตยสารแฟชั่น

“ไปกันเลยมั้ย”

“อือ” โฮคุโตะตอบรับ ปิดประตูบ้านแล้วเดินไปยืนข้าง ๆ คนที่สูงกว่า เงยหน้ามองอีกคนที่จ้องหน้าเขาเขม็งอย่างสงสัย

“หน้าฉันมีอะไรติดรึไง”

“เปล่าหรอก แต่แค่คิดว่าขอบตานายคล้ำนะ ช่วงนี้นอนน้อยเหรอ” มือหนาแตะหน้าเขาเบา ๆ ก่อนจะไล้นิ้วมือไปตามขอบตาที่คล้ำขึ้นเล็กน้อย

“อ่า มัวแต่ทำโน่นทำนี่เพลินไปหน่อยน่ะ ไม่เป็นไรหรอก” คนตัวเตี้ยกว่าได้แต่คิดว่าเรื่องอะไรจะบอกว่าเขานอนไม่พอเพราะมัวแต่นั่งหาสูตรช็อกโกแลตมาลองทำให้เจ้าตัวกันล่ะ

“นายนี่นะ ดูแลตัวเองหน่อยสิ” ว่าจบก็คว้ามือของโฮคุโตะไว้แล้วพาเดินไปด้วยกัน

“แล้ววันนี้อยากไปไหนล่ะ” เจสซี่หันมาถามเขา ซึ่งทำให้คนถูกถามหันไปมองอีกคนด้วยความงุนงง เห็นชวนมาเขาก็นึกว่าวางแผนอะไรเอาไว้แล้ว แต่ถึงจะงงยังไง เขาก็ยังนิ่งคิดอยู่สักพัก แล้วตอบว่า

“ไม่มีนะ ไปที่ที่นายอยากไปเถอะ”

“ไม่มีเลยจริง ๆ เหรอ ไม่ต้องเกรงใจกันนะ อยากไปไหนก็บอกได้เลย” เมื่อเห็นท่าทางของเจสซี่วันนี้ที่ดูจะตามใจเขาแบบสุด ๆ แล้ว โฮคุโตะจึงตัดสินใจทันที

“งั้น… ไปสวนสนุกกัน” มือของโฮคุโตะที่ถูกคนตัวสูงกว่าจับอยู่เปลี่ยนมาจับมือร่างสูงแทน แล้วออกแรงดึงอีกฝ่ายไปบ้าง

.

“สนุกชะมัด” โฮคุโตะพูดพลางทิ้งตัวลงบนม้านั่งไม้ในสวนสนุก เช่นเดียวกับเจสซี่ที่นั่งลงข้าง ๆ ตอนนี้บริเวณนี้เงียบสงบลงมากเพราะผู้คนส่วนใหญ่เดินไปรอชมขบวนพาเหรดกันหมดแล้ว แต่เขาสองคนตัดสินใจนั่งรอกันอยู่ตรงนี้แทนที่จะเข้าไปเบียดกับคนอื่น ๆ และเสี่ยงต่อการที่มีคนจำได้ ถึงจะยังไม่ได้เดบิวต์ แต่เขาสองคนก็มีแฟนคลับอยู่เหมือนกัน

“อือ วันหลังมาด้วยกันหกคนก็น่าจะดีเนอะ”

โฮคุโตะพยักหน้าเห็นด้วย ถ้าสโตนส์มากันครบคงจะน่าสนุกยิ่งกว่านี้แน่นอน

แต่ถึงวันนี้จะสนุกอย่างไร โฮคุโตะก็ยังรู้สึกหน่วงอยู่ในใจเพราะเรื่องช็อกโกแลตวาเลนไทน์ที่ยังนอนอยู่ในกระเป๋าของเขาอย่างสงบ ถึงแม้ว่าจะดีที่สุดเท่าที่เคยทำมาแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ ช็อกโกแลตทำเองที่ไม่เหมือนใคร อย่างที่อีกฝ่ายเคยให้สัมภาษณ์ลงนิตยสารว่าอยากได้จากคนรักเลย และความรู้สึกนั่นก็ทำให้เขาไม่กล้าเอาช็อกโกแลตที่ว่าให้เจสซี่สักที จนตอนนี้ที่เริ่มจะเย็นและใกล้จะได้เวลากลับบ้านแล้ว

“นี่ โฮคุโตะ ฉันถามอะไรหน่อยได้มั้ย”

เสียงเรียกจากแฟนหนุ่มหลังจากที่เงียบไปสักพักทำให้โฮคุโตะหันไปมองและพบกับใบหน้าคมคายที่ฉายแววเคร่งเครียดจริงจัง

“ช่วงนี้นายโอเครึเปล่า สองสามวันมานี้นายเอาแต่นั่งเงียบ วันนี้ก็ดูไม่สนุกเต็มที่เลย แล้วยังนอนไม่พออีก มีปัญหาหรือเครียดอะไรก็บอกฉันได้นะ ถึงจะช่วยไม่ได้ทุกเรื่องก็เถอะ แต่ฉันก็รับฟังนายได้นะ”

กระแสความห่วงใยที่ส่งผ่านมากับประโยคและน้ำเสียงทำให้เขายิ้มบาง ๆ ตอบกลับ แม้ว่าในใจจะรู้สึกแย่พอสมควรที่ไม่สามารถหาของตอบแทนที่อีกฝ่ายอยากได้มาให้สมกับความห่วงใยที่เจสซี่มีให้มาเสมอ

“ฉันไม่เป็นอะไรจริง ๆ ไม่ต้องห่วงหรอกน่า… นี่ก็เย็นแล้ว เรากลับกันเลยมั้ย” ว่าจบเขาก็ลุกขึ้นยืน แต่มือหนาของอีกคนกลับดึงแขนเขาให้นั่งลงข้าง ๆ แล้วดึงตัวเข้ามากอด

“เจสซี่…”

ใบหน้าหล่อเหลาซบลงบนบ่าของคนในอ้อมแขน ก่อนจะพูดด้วยเสียงที่ฟังดูอู้อี้

“ช่วงนี้นายดูไม่โอเคเลยจริง ๆ นะ ร่าเริงน้อยลง พูดน้อยลง แกล้งฉันน้อยลง ฉันไม่อยากให้นายเป็นแบบนี้เลย” แขนแกร่งโอบกระชับอีกคนแน่นขึ้น “ทำไมมีอะไรถึงไม่ยอมบอกกันล่ะ ฉันดูพึ่งพาไม่ได้เลยเหรอ หรือฉันทำอะไรผิดรึเปล่า”

โฮคุโตะนิ่งเงียบรู้สึกผิดที่ทำให้อีกคนเป็นห่วงมากมาย และเมื่อความรู้สึกผิดผสมกับความรู้สึกแย่ที่เก็บมาหลายวันรวมไปถึงอ้อมกอดอุ่น ๆ ที่อีกคนมอบให้ก็ทำให้เขาระเบิดออกมา

เจสซี่รู้สึกว่ามีน้ำอะไรสักอย่างหยดลงบนบ่าทำให้เขาผละจากร่างตรงหน้าออกมา และนั่นก็ทำให้เขาตกใจทันทีที่เห็นใบหน้าของแฟนตัวเองชัด ๆ

“เป็นอะไรโฮคุโตะ ร้องไห้ทำไม ไม่เอา อย่าร้อง”

คนร้องไห้ส่ายหน้าเบา ๆ ไม่ใช่ความผิดของเจสซี่หรอก เป็นความผิดของเขาเองที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจแล้วยังทำให้อีกคนต้องพลอยทุกข์ร้อนไปด้วย

โฮคุโตะตัดใจก้มลงเปิดกระเป๋า หยิบเอาห่อช็อกโกแลตที่เป็นผลมาจากความพยายามตลอดหลายวันยื่นให้อีกคนด้วยมือสั่นเทา

“นี่มัน… ช็อกโกแลตเหรอ”

คนให้พยักหน้ารับทั้งที่ยังเอาแต่ก้มหน้าก้มตาพร้อมสะอื้นเล็ก ๆ เจสซี่เผยรอยยิ้มกว้างที่แสดงความดีใจอย่างปิดไม่มิดก่อนจะโผเข้ากอดโฮคุโตะอีกครั้ง

“ขอบคุณนะ โฮคุโตะ”

“ขอโทษนะ” คนถูกกอดพูดเบา ๆ ทำให้อีกฝ่ายละอ้อมกอดออกมาเล็กน้อยอย่างงุนงง แต่โฮคุโตะไม่รอให้ร่างสูงได้พูดอะไร เขาชิงพูดต่อ

“ขอโทษที่ทำช็อกโกแลตแบบที่นายอยากได้ให้ไม่ได้”

เจสซี่มุ่นหัวคิ้วอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะคลายลงเมื่อในหัวเริ่มปะติดปะต่ออะไรได้บ้างแล้ว เขาหัวเราะเบา ๆ ยกสองมือขึ้นประคองหน้าคนที่เอาแต่ก้มมองมือตัวเองให้เงยขึ้นสบตากันตรง ๆ แล้วปาดน้ำตาของคนขี้แยออกอย่างแผ่วเบา

“ถ้านายหมายถึงบทสัมภาษณ์ในแมกนั่นล่ะก็ นายตีความคำพูดฉันผิดแล้วล่ะ”

“เอ๊ะ?”

“ไม่มี ช็อกโกแลตทำเอง ที่ไหนเหมือนกันหรอกนะ คนทำต่างกัน ความรู้สึกตอนทำมันก็ต่างกันไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ฉันอยากได้ จริง ๆ แล้วก็คือช็อกโกแลตที่คนทำตั้งใจทำให้ฉันคนเดียว ซึ่งคนทำคนนั้นก็คือนาย หรือจะพูดให้ง่ายกว่านี้ คือ ช็อกโกแลตที่ฉันอยากได้คือช็อกโกแลตที่นายเป็นคนทำนั่นแหละ”

คำพูดของเจสซี่ทำให้โฮคุโตะแทบหยุดร้องไห้ในทันที ตกลงว่าที่เขานั่งเครียดมาทั้งคืนคือเขาคิดมากไปเองอย่างนั้นน่ะเหรอ

ถึงชายหนุ่มจะนึกอยากทึ้งหัวตัวเองมากแค่ไหน แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าความรู้สึกหนัก ๆ ที่เก็บมาหลายวันหายไปเป็นที่เรียบร้อยและหัวใจก็ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก

“แต่ว่านะ ถ้าคนให้เป็นนาย ต่อให้ของที่ได้เป็นอะไรฉันก็ดีใจทั้งนั้นน่ะแหละ… ขอบคุณนะ สำหรับช็อกโกแลต” เจสซี่ขยับเข้าไปแตะริมฝีปากลงบนริมฝีปากของคนในอ้อมแขนแผ่วเบาแล้วถอนออก ก่อนจะส่งรอยยิ้มสว่างไสวที่ทำให้คนมองแทบตาพร่า “ขอบคุณที่คิดถึงเรื่องของฉันนะ… ฉันรักนายชะมัด”

โฮคุโตะคาดเดาได้ว่าหน้าตัวเองคงขึ้นสีแดงก่ำไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากความรู้สึกร้อน ๆ ที่พุ่งพรวดขึ้น เขาเสมองไปทางหนึ่งแล้วกลับมาสบตากับหนุ่มลูกครึ่งอีกครั้งก่อนเอ่ยตอบ

“ฉันก็รักนายเหมือนกัน”

.

แถม…

“เป็นไงบ้าง ให้ช็อกโกแลตเจสซี่ไปรึยัง” ฟูมะถามขณะที่เขาและเคนโตะเดินขนาบโฮคุโตะไปตามทางเดินที่มุ่งตรงไปสู่ห้องแต่งตัวของพวกเขาที่อยู่ใกล้ ๆ กัน

“ตกลงว่าได้จับตัวเองผูกโบแถมไปด้วยมั้ย” เคนโตะแซวยิ้ม ๆ ทำให้คนเดินตรงกลางถองสีข้างคนชอบแซวไปแรง ๆ ทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ ทำให้คนโดนศอกถึงกับคู้ตัว กุมสีข้าง ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด

“ใครจะบ้าทำอะไรแบบนั้นฮะ… แต่ให้ไปแล้วแหละ”

“เจ้าลูกครึ่งนั่นว่าไงบ้าง โอเคใช่ปะ”

“อือ โอเค ว่าแต่นายเถอะเคนโตะ ให้ไปรึยัง”

“ให้อะไร ให้ใคร นายจะให้ช็อกโกแลตใคร ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลยล่ะ” ฟูมะถามพลางมองหน้าเพื่อนร่วมวงกับอดีตเพื่อนร่วมยูนิตทั้งคู่สลับกันไปมา

“ตกลงว่ายังสินะ” โฮคุโตะจ้องเคนโตะเขม็ง จนคนโดนมองต้องเสสายตาหันไปทางอื่นอย่างคนมีชนักติดหลัง

“ก็นะ”

“รีบ ๆ ให้ไปได้แล้ว นี่มันเลยวาเลนไทน์มาสองวันแล้วนะ… ฉันไปละ” จูเนียร์เพียงคนเดียวในกลุ่มเอ่ยทิ้งท้ายแล้วเดินลับหายไป ทิ้งไว้แต่สองพี่ใหญ่ของเซ็กซี่โซนอยู่ด้วยกันสองคนบนทางเดิน

“ที่โฮคุโตะพูดน่ะ หมายความว่ายังไง” ฟูมะถาม แต่คนถูกซักก็เพียงก้าวขาออกเดินบ้าง แล้วตอบแบบไม่ใส่ใจอะไร

“เปล่านี่ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ”

“โกหก”

“แล้วนายจะรู้ไปทำไม ไม่ใช่เรื่องของนายสักหน่อยนี่” เคนโตะย้อน ทำเอาคนฟังพูดไม่ออก ได้แต่ยืนเงียบ ก่อนที่บรรยากาศอึมครึมจะหายไปเมื่อเคนโตะหลุดหัวเราะเบา ๆ

ชายหนุ่มหยิบกล่องของขวัญกล่องเล็ก ๆ ออกจากกระเป๋า โยนให้เพื่อนคู่หู แล้วเดินต่อ ปล่อยให้ฟูมะมองคนที่เดินไปไม่รอด้วยรอยยิ้มกว้าง ร่างสูงวิ่งตามเข้าไปกอดคออีกฝ่ายไว้แล้วพูดคำพูดที่ทำให้คนฟังแย้มยิ้มกว้าง

“ช็อกโกแลตของฉันน่ะ รอเอาวันไวท์เดย์นะ”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จบแล้วค่ะ เย้

ตั้งแต่เขียนฟิคคู่นี้มาสามเรื่อง รู้สึกเหมือนนิสัยโฮคุโตะไม่คงที่สักเรื่อง แย่แล้วล่ะค่ะ ฮา

เราเป็นคนเขียนเองก็จริง แต่นึกเสียดายที่โฮคุโตะไม่ได้ทำตามคำแนะนำของฟูมะเคนโตะเหมือนกันค่ะ อยากเห็นโฮคุโตะผูกโบ~ (//โดนเมนกระทืบ)

ยังไงก็ต้องขอบคุณนะคะที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ ไว้เจอกันในเรื่องหน้านะคะ

Posted in Fanfiction

[One Shot – SixTONES] Jealous

รู้สึกว่าช่วงนี้หาพล็อตฟิคมาเขียนได้รัว ๆ เลยค่ะ พอ ๆ กับช่วงตอนทำรายงานวิจัยเลย เวลาทำงานเครียด ๆ ทีไรเป็นอันได้ฟิคมาตอนนึงทุกทีเลย

ฟิคนี้ยังคงวนเวียนอยู่กับ SixTONES เหมือนเดิมค่ะ เราชักจะหลงเด็ก ๆ มากเกินไปแล้วจริง ๆ นี่เอาไปพูดไปบ่นให้เพื่อนฟังด้วยนะคะ สงสารเพื่อนตัวเองอยู่เหมือนกันที่ต้องทนฟังติ่งอย่างเราเพ้อ ฮา

ฟิคเรื่องนี้ต่อมาจากวันช็อตเรื่องก่อนหน้าค่ะ Christmas Night ซึ่งเป็นฟิคคริสต์มาสที่ลงไปก่อนเวลาเกือบสองอาทิตย์ได้  แต่ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านก่อนก็ได้นะคะ เพราะเราปูเรื่องในตอนนั้นไว้ในนี้ด้วย (แต่ไม่รู้นะคะว่าจะอ่านกันเข้าใจมั้ย //ร้องไห้)

เอาเป็นว่าไปอ่านกันเลยดีกว่าเนาะคะ

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือเกลียดก็รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ

 

[One shot – SixTONES] Jealous

Pairing : Lewis Jesse × Matsumura Hokuto

Rate : PG

Note : อย่าได้ถามหาความเป็นจริงใด ๆ ค่ะ เรามโนเองล้วน ๆ //ผิดสุด ๆ

 

“เย้ รอบนี้ฉันได้ถ่ายรูปคู่กับไทกะล่ะ” ทานากะ จูริ แทบจะแหกปากร้องและกระโดดโลดเต้นไปรอบห้องด้วยความดีใจ ขณะที่คนที่ถูกพูดถึงได้แต่ทำหน้าเอือมระอาใส่

“ไม่เห็นต้องเว่อร์เลย แค่ถ่ายรูปคู่เอง”

“ก็คนมันดีใจนี่นา” พูดจบก็กระโจนเข้าใส่หนุ่มหน้าสวยทันที เคียวโมโตะ ไทกะหลบอีกฝ่ายได้ทันและเดินไปหาโคจิ ยูโกะ ที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่อีกมุมห้อง ทำให้จูริที่ถูกหลบมองค้อนอีกฝ่าย ก่อนจะพูดว่า

“ไทกะใจร้าย~ ฉันไปหาโฮคุโตะกับชินทาโร่แทนก็ได้” แรปเปอร์ร่างผอมตรงไปหาชายหนุ่มสองคนที่นั่งอ่านแมกกาซีนด้วยกันอยู่บนโซฟา ซึ่งเป้าหมายทั้งสองได้แต่มองหน้ากันแล้วถอนหายใจ

“อะไรเนี่ย ถอนหายใจทำไมท่านจูริอุตส่าห์มาหาเชียวนะ” มัตสึมุระ โฮคุโตะ หันไปมองหน้าอีกฝ่ายเหมือนอยากบอกว่ายังมีหน้ามาถามอีกหรือ ขณะที่โมริโมโตะ ชินทาโร่ เมินจูริสนิท คว้าขนมเข้าปากสายตาจับจ้องที่แมกในมือ และเมื่อเขาพลิกหน้ากระดาษ โฮคุโตะก็ก้มลงอ่านด้วยเช่นกัน ทิ้งให้จูริยืนเป็นหมาหงอย

“ทำไมวันนี้มีแต่คนเมินฉันเนี่ย”

“ก็นั่งนิ่ง ๆ หาอะไรสักอย่างทำสิจูริ จะได้ไม่ต้องมานั่งสนใจว่ามีแต่คนเมิน” เจสซี่ หนุ่มลูกครึ่งอเมริกาที่เดินออกมาจากห้องน้ำได้ยินเข้าพอดีจึงพูดแนะนำขำ ๆ

“โธ่ งั้นนายก็มานั่งคุยเป็นเพื่อนฉันเลยเจสซี่”

“เอ๋ ไม่เอาล่ะ ฉันไปนั่งคุยกับยูโกะแล้วก็ไทกะดีกว่า” ว่าจบร่างสูงก็เดินตรงไปหาสองคนที่ว่าทันที ปล่อยจูริยืนโวยวายอยู่คนเดียว

“นี่ทุกคนเมินฉันอย่างนี้ได้ยังไงกัน ใจร้ายที่สุด~” แล้วเจ้าตัวก็หนีไปนั่งเล่นโทรศัพท์ด้วยท่าทางซึม ๆ เรียกรอยยิ้มขำบนใบหน้าของคนอื่น ๆ ที่พร้อมใจกันแกล้งชายหนุ่มโดยไม่ได้นัดหมาย

“นาน ๆ ทีหมอนี่จะโดนแกล้งบ้างนะเนี่ย” ยูโกะพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะหลังจากเจสซี่ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ ชายหนุ่มที่อายุมากที่สุดในวงเหลือบมองคนโดนแกล้งที่หงอยไปเป็นที่เรียบร้อยอย่างสะใจเล็กน้อย ตั้งแต่รู้จักกันมาเขาโดนเจ้าพวกนี้แกล้งมาตลอด แล้วหัวโจกคนหนึ่งก็คือจูรินี่แหละ พอได้เห็นอีกฝ่ายโดนแกล้งบ้าง เขาก็พลอยรู้สึกสนุกสนานไปด้วย

“จริง แต่แกล้งจูริเนี่ยสนุกดีนะ ก็ว่าทำไมไทกะชอบแกล้งหมอนี่บ่อย ๆ”

“ใช่มั้ยล่ะ สนุกจริง ว่าแต่พวกนายสองคนถ่ายคู่กับใครอะ หรือคู่กันเอง”

“ของฉันคู่กับชินทาโร่น่ะ นี่ตกลงกันแล้วด้วยว่าฉันจะขี่คอเจ้านั่นล่ะ” เพราะแนวคิดของงานถ่ายแบบครั้งนี้คือความร่าเริงสดใสในแบบฉบับของสโตนส์ ทีมงานเลยให้ทั้งหกคนออกไอเดียกันเต็มที่ พวกเขาเลยมีอิสระที่จะคุยกันว่าจะถ่ายท่าไหนมุมไหนดี

“งั้นนายก็คู่กับโฮคุโตะสินะ” ไทกะหันมาหาหนุ่มร่างสูง

“ใช่ แต่ยังไม่ได้ตกลงเรื่องท่าเลย แถมหมอนั่นก็มัวแต่ขลุกอยู่กับชินทาโร่ เลยไม่รู้ว่าจะเอายังไงกันแน่” เจสซี่บ่น ตั้งแต่เขามาถึงก็เห็นคนที่จะต้องถ่ายแบบคู่กันมัวแต่นั่งคุยนั่งเล่นอยู่กับน้องเล็กของวงชนิดที่แทบจะไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เขาก็นึกว่าพอโฮคุโตะไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากับเซ็ตผมเสร็จคงจะเดินมาคุยกันเรื่องถ่ายแบบสักนิด แต่ก็เปล่า อีกฝ่ายเดินกลับไปนั่งคุยกับชินทาโร่ต่อ พอเขาไปถามเรื่องถ่ายแบบก็ตอบกลับมาแค่ว่า

“ฉันยังคิดไม่ออกเลย ถ้านายคิดว่าท่าไหนดีก็เอาตามนั้นละกัน” เห็นมั้ยล่ะ แบบนี้มันน่าโมโหชะมัด

“ถามจริง ที่หงุดหงิดเนี่ย เพราะโฮคุโตะไม่ได้สนใจเรื่องงานหรือไม่ได้สนใจนายกันแน่” คนถูกทักแทบสำลักน้ำลายกับคำถามแบบตรงไปตรงมาของเพื่อน ยูโกะเป็นคนที่รู้จักเขาดีที่สุดรองจากครอบครัว แถมยังเป็นที่ปรึกษาของเขาที่พอมีปัญหาอะไรก็วิ่งไปหาอีกฝ่ายตลอด เรียกได้ว่ายูโกะรู้เรื่องของเจสซี่แทบทุกเรื่อง แน่ล่ะว่ารวมถึงเรื่องหัวใจด้วย

“ก็ต้องเรื่องงานสิ ฉันจะไปใส่ใจทำไมกันว่าหมอนั่นจะสนใจฉันหรือเปล่า”

“แน่เหรอ”

“แน่สิ”

ไทกะหัวเราะคิก หันไปสบสายตาวิบวับกับยูโกะทำเอาเจสซี่แทบกลืนน้ำลายไม่ลงคอ ไทกะเป็นอีกคนที่รู้เรื่องหัวใจของเขา เพราะอีกฝ่ายดันบังเอิญไปได้ยินตอนเขากับยูโกะคุยกัน แต่ถึงจะรู้ยังไง หนุ่มหน้าสวยก็ไม่เปิดปากเรื่องนี้กับคนอื่น ต่างจากกรณีของจูริ ที่ถ้ารู้เมื่อไหร่ล่ะก็เขาได้กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในบริษัทแน่นอน ทำให้เขาต้องพยายามเก็บความลับนี้ให้พ้นหูจูริมาตลอด

“น้อง ๆ สโตนส์ เชิญถ่ายแบบได้แล้วค่า” สตาฟสาวคนหนึ่งเคาะประตูแล้วเปิดเข้ามาเรียกพวกเขาด้วยรอยยิ้มกว้าง ทำให้เจสซี่รู้สึกโล่งอกเป็นอย่างมากที่ไม่ต้องถูกไทกะกับยูโกะแซวต่อ เขาลุกขึ้นโดยพยายามไม่ใส่ใจเสียงหัวเราะของอีกสองคนที่ยังไม่หยุดลงง่าย ๆ แล้วเดินตรงไปหาโฮคุโตะที่กำลังส่องกระจกเช็คความเรียบร้อยของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย

“หล่อแล้วนาย จะเช็คอะไรนักหนา” เจสซี่แซวด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ เรียกสายตาขุ่นจากคนที่ตัวเตี้ยกว่า

“ก็ต้องเช็คสิ ถ่ายรูปลงแมกนะ ต้องทำให้มันเรียบร้อยหน่อย ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าใส่ ๆ ไป” ว่าจบโฮคุโตะก็เหลือบมาเห็นปกเสื้ออีกฝ่ายที่ดูไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร คนอายุมากกว่าจึงอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือขึ้นไปจัดให้

“แล้วนายแต่งตัวให้มันดี ๆ หน่อยสิ ไม่ใช่เด็กแล้วนะ ดูปกเสื้อซิไม่เรียบร้อยเลย ให้ตาย” เจสซี่อมยิ้มและปล่อยให้อีกคนจัดการกับคอเสื้อของตนตามใจชอบ ลืมแม้แต่สายตาล้อเลียนของยูโกะกับไทกะที่กระซิบกระซาบหัวเราะคิกคักกันสองคน

“เอ้า ๆ เสร็จแล้วก็ไปกันได้แล้ว ชักช้าอยู่นั่น” จูริเดินมากอดคอเจสซี่กับโฮคุโตะแล้วลากทั้งคู่ออกไปพร้อมกัน ตามด้วยชินทาโร่ สุดท้ายจึงเป็นยูโกะกับไทกะ

“ดูสิ ท่าทางจะหลงไม่ลืมหูลืมตาเลยนะเนี่ย” ไทกะพูด ขณะที่ยูโกะหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบ

“อืม หลงจนโงหัวไม่ขึ้น”

.

“เอาล่ะ คู่สุดท้าย เจสซี่คุงกับมัตสึมุระคุง เข้าฉากได้เลยครับ ของตรงนี้ใช้ได้หมดเลยนะ”

คนโดนเรียกสองคนเดินเข้าไปในฉากที่มีของประกอบฉากให้เล่นหลายชิ้น ทั้งเก้าอี้ไม้สีอ่อน ลูกบอลหลากหลายขนาด ลูกโป่ง รวมไปถึงพวกตุ๊กตา และอื่น ๆ อีกมาก โฮคุโตะมองไปมารอบ ๆ พลางคิดว่าจะใช้อะไรมาประกอบการถ่ายรูปดี ก่อนจะไปสะดุดกับตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่มีคนอุ้มเอามาชนกับหน้าตัวเอง

“เล่นอะไรเนี่ยเจสซี่ ทำงานอยู่นะ”

“ขอโทษ ๆ ก็เห็นนายเลือกไม่ได้นี่นา เลยจะถามว่าเอานี่มั้ย”

“แล้วนายคิดซิ ว่ามันเข้ากับหน้าเราสองคนมั้ย”

“อ้าว ก็เห็นปกตินายชอบ”

“เจสซี่!” เมื่อโดนขึ้นเสียงใส่ อีกฝ่ายก็ยกนิ้วชี้ขึ้นจรดปากเป็นเชิงบอกให้เบาเสียง โฮคุโตะจึงนึกได้ว่าตนทำงานอยู่ได้แต่หันไปโค้งขอโทษให้ช่างกล้องและทีมงานอื่น ๆ ซึ่งยิ้มให้อย่างเอ็นดู

“งั้นเอานี่ละกัน” โฮคุโตะหันไปเอาลูกบอลยักษ์ลูกหนึ่งมานั่ง แล้วเรียกให้เจสซี่มานั่งด้วยกัน

เจสซี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่ต้องพยายามใด ๆ สักนิด แต่เขาไม่ได้เดินเข้าไปนั่ง เขากระโจนเข้าไปกอดอีกฝ่ายจนเกือบตกลงจากลูกบอล แล้วค่อยนั่งลงตามที่โฮคุโตะเรียกในตอนแรก

โฮคุโตะที่โดนกระโจนใส่นึกอยากเอาคืนจึงคว้าเอาตุ๊กตาหมีที่ถูกวางทิ้งไว้ขึ้นมากดหน้าหนุ่มลูกครึ่งที่พยายามปัดป้องจนพอใจ แล้วค่อยหันไปยิ้มให้กล้องพร้อมวางตุ๊กตาหมีลงบนตัก พร้อมกับเจสซี่ที่หันเข้าหากล้องด้วย

“เอาละนะครับ หนึ่ง สอง สาม… เปลี่ยนท่าครับ”

พวกเขาเปลี่ยนท่าโพสอีกประมาณสองสามท่า ก่อนที่ช่างภาพจะบอกว่าพอ พวกเขาจึงเดินกลับมาหาเพื่อนอีกสี่คนที่นั่งรออยู่ เพื่อให้สตาฟจัดฉากใหม่สำหรับถ่ายรูปหมู่

“พวกนายเล่นกันมากไปมั้ย นี่ดีนะที่พวกพี่ ๆ สตาฟใจดีไม่โกรธน่ะ” ยูโกะดุ ทำให้โฮคุโตะรีบเอ่ยปากโทษอีกคนไว้ก่อน

“ก็เจสซี่น่ะแหละ หาเรื่องฉันก่อน”

“นายเองก็เล่นเหมือนกันนั่นแหละ อย่ามาโทษแต่ฉันคนเดียวสิ” เจสซี่ประท้วง แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มเถียงกันจริง ๆ จัง ๆ ชินทาโร่ก็เบรกขึ้นมาก่อน

“เสร็จงานแล้วไปกินข้าวกันมั้ย”

“ฉันว่าก็ดีนะ” ยูโกะตอบ ตามด้วยจูริที่ไม่เคยพลาดเวลาสังสรรค์ “ฉันไป ๆ”

ไทกะกับเจสซี่พยักหน้าตกลง ก่อนที่หนุ่มหน้าสวยจะหันมาถามโฮคุโตะบ้าง “แล้วนายไปมั้ย”

แต่ยังไม่ทันที่โฮคุโตะจะตอบอะไร จูริที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ขยับเข้ามากอดคอเขาไว้ก่อน พลางพูดดักคอเขาว่า

“อย่าคิดหนีกลับก่อนเชียวนะ”

คนโดนกอดคอส่ายหน้า เอาแขนอีกฝ่ายลงจากไหล่ตัวเองแล้วเอ่ยปากพูด

“ไม่หนีกลับหรอกน่า ไปด้วยอยู่แล้ว… ว่าแต่พวกเราจะไปกินอะไรกันดี ฉันอยากกินราเมงอะ ตอนขามาเห็นอยู่ใกล้ ๆ ร้านนึง ท่าทางน่ากินมากเลยล่ะ”

พอมีคนเริ่มเสนอเมนูอาหาร คนที่เหลือก็แย่งกันบอกของที่อยากกินบ้าง และเมื่อความเห็นแตกต่างกัน ทั้งหกคนก็พยายามนำเสนอเมนูอาหารของตนเองเกิดเป็นเสียงดังพอสมควร และเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าของคนที่มองดูอยู่รอบ ๆ ได้เป็นอย่างดี กระทั่งสตาฟเดินมาเรียกเข้าไปถ่ายรูปรวมอีกครั้ง

.

“เห รูปนี้ใช้ได้เลยนี่”

“แต่รูปนี้ขำดีนะ หน้านายตลกมากชิน”

“อย่ามายุ่งกับหน้าฉันน่า รูปที่แล้วหน้านายก็ไม่ได้ดีไปกว่าหน้าฉันหรอก”

เมื่อถ่ายรูปกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ช่างภาพก็เรียกให้พวกเขามาดูรูปที่ถ่ายไป ทั้งที่เป็นรูปคู่และรูปกลุ่ม และเมื่อได้ดูแล้ว พวกเขาก็อดวิพากษ์วิจารณ์หน้าตาเพื่อนร่วมวงของตัวเองไม่ได้

โฮคุโตะหัวเราะไปกับคำพูดต่าง ๆ ของเพื่อน ก่อนจะสะดุดเมื่อหน้าจอถูกเปลี่ยนจากรูปคู่ของยูโกะและชินทาโร่มาเป็นรูปเขากับเจสซี่

“หน้านายรูปนี้เหวอดีเนอะ โฮคุโตะ ตลกดีอะ” ชินทาโร่ว่า ภาพที่เปิดอยู่เป็นภาพที่เจสซี่เอาตุ๊กตาหมีมาทิ่มหน้าเขาพอดี

“พี่เขาถ่ายตอนพวกเราเล่นกันด้วยเหรอเนี่ย ไม่ยักรู้แฮะ” เจสซี่พูด ก่อนจะกดเม้าส์ให้เปลี่ยนเป็นรูปถัดไป

รูปถัดไปเป็นรูปที่เจสซี่กระโจนเข้าใส่โฮคุโตะพอดี ต่อมาก็เป็นรูปที่คนอายุมากกว่าเอาคืนด้วยการเอาตุ๊กตายัดหน้าอีกฝ่าย เรียกได้ว่าช่างกล้องถ่ายภาพที่พวกเขาเล่นกันแทบทุกช็อต

“ฉันว่าน่ารักดีนะ” ไทกะว่าพร้อมรอยยิ้ม หันไปสบตากับยูโกะที่นั่งอมยิ้มอย่างมีความหมาย

“น่าจะเอารูปตรงนี้ไปใส่แมกมากกว่ารูปที่พวกนายโพสท่านิ่ง ๆ อีก” จูริเสนอ ทำให้คนอื่น ๆ พยักหน้าเป็นเชิงว่าเห็นด้วย ยกเว้นนายแบบในรูปสองคนที่มองหน้ากัน ราวกับจะถามอีกคนว่าคิดเหมือนกันหรือเปล่า

“ไม่รู้สิ แต่ถึงเราจะว่ากันยังไงก็ไม่รู้ว่าเขาจะใส่ลงไปรึเปล่าอยู่ดี คนเลือกรูปใส่แมกน่ะใช่พวกเราซะที่ไหนกัน” โฮคุโตะยักไหล่พูด แล้วหันไปสะกิดให้เจสซี่เปลี่ยนรูป คำพูดของไทกะกับจูริมันทำให้เขารู้สึกเขิน อย่างบอกไม่ถูก จนต้องรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อภาพบนจอเปลี่ยนไป

.

เมื่อพวกเขาดูรูปกันเสร็จต่างก็รีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บข้าวของแล้วไปต่อกันที่ร้านราเมงที่โฮคุโตะบอกว่าเห็นอยู่ใกล้ ๆ สตูดิโอ

“ชินทาโร่ กินให้มันดี ๆ หน่อยสิ เลอะเทอะหมดแล้ว” โฮคุโตะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ชินทาโร่บ่น แต่นึกว่าคนโดนบ่นจะแคร์หรือ ไม่หรอก โดนบ่นเรื่องนี้บ่อยจนชินแล้วละ

“อย่าขี้บ่นไปเลยน่า ทำตัวอย่างกับคนแก่ไปได้”

“เดี๋ยวเหอะนาย”

แต่ถึงจะบ่นอะไรยังไง สุดท้ายโฮคุโตะกับชินทาโร่ก็หันกลับไปคุยกันกระหนุงกระหนิงต่อสองคน ซึ่งแน่ล่ะว่ามันทำให้เจสซี่รู้สึกไม่พอใจอยู่ลึก ๆ

“สองคนนั้นก็ตัวติดกันตลอดทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วยกัน ยังไม่ชินอีกเหรอ” ไทกะที่นั่งอยู่ด้านข้างของเจสซี่เอ่ยถามหนุ่มลูกครึ่งอย่างขำ ๆ

“ก็จริงอยู่ แต่วันนี้โฮคุโตะดูติดชินทาโร่มากไปแล้วนี่ ขนาดมากินข้าวด้วยกันหกคน ยังเอาแต่คุยกับชินทาโร่แค่สองคนอยู่นั่นแหละ” หนุ่มหน้าสวยหัวเราะอยู่ในใจอย่างขำขัน ปกติแล้วอีกคนก็มักทำตัวเป็นผู้ใหญ่อยู่หรอก แต่บางครั้งก็ทำตัวได้เด็กสุด ๆ เลยเหมือนกัน อย่างตอนนี้ที่เอาแต่นั่งงอนเพราะคนที่ชอบไปสนใจคนอื่นมากกว่าตัวเอง นี่น่ะมันการกระทำของเด็กประถมชัด ๆ เลยไม่ใช่เหรอ

แต่แล้วไทกะก็หลุดหัวเราะออกมาจนได้เมื่อได้ยินเสียงพูดจากยูโกะที่นั่งอยู่อีกข้างของเจสซี่ ซึ่งได้ยินคำพูดของเจ้าตัว

“เด็กจริง ๆ เลยน้า”

อีกสองคนที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามทำหน้างงกับคำพูดลอย ๆ ของคนที่อายุมากสุด เช่นเดียวกับจูริที่เพิ่งเดินกลับมาจากห้องน้ำและกำลังจะหย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ ชินทาโร่

“อะไรของนายน่ะ ยูโกะ ว่าใครอยู่เนี่ย” ชินทาโร่ถามพลางมองหน้าพี่ใหญ่ด้วยใบหน้างุนงงเช่นเดียวกับโฮคุโตะที่จ้องคนพูดด้วยสายตาสงสัย ขณะที่จูริก็เอ่ยถามขึ้น

“ตอนไปเข้าห้องน้ำเมื่อกี้ฉันพลาดอะไรไปรึเปล่า”

“เปล่า ๆ ไม่เกี่ยวกับพวกนายหรอกน่า” ยูโกะตอบ แล้วคีบเส้นราเมงเข้าปากพลางนึกหัวเราะอย่างสะใจ ตอนเช้าเขาได้เห็นจูริถูกเพื่อนรุมแกล้ง มาตอนนี้ยังได้แอบด่าหัวโจกอีกคนที่แกล้งเขาออกทีวีอย่างเจสซี่ด้วย เขารู้สึกอารมณ์ดีแบบสุด ๆ ในรอบสัปดาห์เลยทีเดียว

ขณะที่ยูโกะอารมณ์ดีมาก คนโดนกระทบกระเทียบก็ได้แต่แอบทำหน้ามุ่ย จากเดิมที่งอนแค่โฮคุโตะ ตอนนี้เขาเริ่มจะงอนเพื่อนคู่หูที่ว่าเขาว่าเป็นเด็กด้วยอีกคนแล้ว แต่จะโวยวายให้คนอื่นรู้ว่ายูโกะด่าใครก็ใช่ที่ เลยได้แต่ระบายเอากับราเมงตรงหน้า กินเอา ๆ ไม่สนใจใครอีก

กว่าจะกินกันเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบหกโมงแล้ว ชินทาโร่ถูกทั้งห้าคนไล่ให้รีบกลับบ้าน และเมื่อน้องเล็กกลับไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คนอื่น ๆ จึงทยอยกันกลับ ยกเว้นแต่โฮคุโตะที่บอกว่าจะไปซื้อของต่ออีกหน่อย

“นายรีบกลับมั้ย เจสซี่” โฮคุโตะหันมาถามคนที่ตัวสูงกว่า หลังจากจูริเดินหายลับสายตาตามยูโกะกับไทกะที่ลากลับไปก่อนแล้ว คนถูกถามได้แต่มองหน้าอีกฝ่ายอย่างสงสัยแต่ก็ยอมตอบคำถามแต่โดยดี

“ก็ไม่รีบหรอก ทำไมเหรอ”

“ไปเดินเที่ยวกัน” ว่าจบก็ดึงมืออีกฝ่ายไปทันทีโดยไม่รอคำตอบ

เจสซี่มองตามร่างที่เตี้ยกว่าที่ดึงมือเขาไปด้วยอย่างแปลกใจ แต่ก็ยอมเดินตามอีกฝ่ายไปแต่โดยดี ใบหน้าคมคายอดยิ้มออกมาไม่ได้ แบบนี้จะเรียกว่าเดทได้รึเปล่านะ

.

เจสซี่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันอยู่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาเดินซื้อของกับโฮคุโตะก็จริง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขามาด้วยกันสองคน

ซึ่งแน่ล่ะว่าเขานับว่ามันเป็นเดทไปแล้วเรียบร้อย

เริ่มจากแวะร้านขายเสื้อผ้า ตามด้วยร้านขายซีดี ก่อนจะมาจบที่การนั่งพักที่สวนสาธารณะใกล้สถานีรถไฟตอนทุ่มครึ่ง

“ขอบใจนะที่มาเป็นเพื่อน”

“จริง ๆ ต้องบอกว่านายลากฉันมาเองโดยไม่ได้ถามความสมัครใจมากกว่ามั้ง”

“ทำเป็นพูดไป นายเองก็ชอบลากยูโกะไปแบบนี้บ่อย ๆ ไม่ใช่เหรอ” โฮคุโตะว่า ก่อนจะยกแก้วน้ำในมือขึ้นดื่มแล้วพูดต่อ “แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณแหละ”

“ด้วยความยินดีครับผม” คนได้รับคำขอบคุณตอบกลับแบบขำ ๆ

ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่พักหนึ่ง เจสซี่หันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างกายที่กำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศเงียบสงบของสวนสาธารณะยามกลางคืนที่ไม่มีใครนอกจากพวกเขาสองคน ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นสร้อยคอที่โฮคุโตะใส่อยู่ เขาเผลอยิ้มให้กับแหวนสีทองเรียบไร้ลวดลายใด ๆ ที่ร้อยอยู่กับสายสร้อยเส้นนั้น

“ฉันเองก็ต้องขอบคุณเหมือนกัน” โฮคุโตะหันกลับมามองร่างสูงที่จู่ ๆ ก็พูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ขอบคุณอะไร”

เจสซี่สบตากับอีกคนก่อนจะขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นแล้วตอบ “ก็… ขอบคุณที่ไม่ถอดสร้อยออกไง”

โฮคุโตะที่ได้ยินคำถามทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เพื่อแกล้งหยอกอีกฝ่ายทั้งที่ดวงตาที่เสมองไปทางอื่นกับใบหน้าขึ้นสีระเรื่อบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังเขินอยู่ไม่น้อยทำให้การหยอกนั้นดูจะไม่ได้ผลในความรู้สึกของเจสซี่สักเท่าไหร่

“เหรอ ฉันก็แค่เห็นว่ามันสวยดีแถมคนให้ก็ยังอุตส่าห์ใส่ให้ตั้งแต่ฉันยังไม่ตื่นนอนก็เลยใส่ ๆ ไปงั้นแหละ”

เจสซี่ยิ้มให้กับคนปากแข็งเมื่อนึกถึงวันคริสต์มาสที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นเขานั่งคิดอยู่นานว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญกับคนตรงหน้าดี ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะให้ของขวัญที่เหมือนกันกับเพื่อนร่วมวงคนอื่น แต่แล้วเขาก็นึกอยากให้อะไรที่พิเศษกว่านั้นกับโฮคุโตะ พอดีกับที่เห็นคู่หนุ่มสาวคู่หนึ่งใส่แหวนคู่กันในระหว่างทางกลับบ้าน ทำให้เขาตัดสินใจสั่งทำแหวนมาเป็นของขวัญวันคริสต์มาสให้อีกฝ่าย แต่เพราะพวกเขาเป็นจอห์นนี่จูเนียร์ ถึงจะยังไม่ได้เดบิวต์แต่ก็มีแฟนคลับอยู่บ้างแล้ว ถ้าให้ใส่แหวนที่นิ้วเลยก็อาจจะเกิดข่าวต่าง ๆ ที่กระทบต่องานของคนตรงหน้าได้ เขาเลยสั่งทำสร้อยอีกเส้นหนึ่งไว้ร้อยแหวนสำหรับห้อยคอให้ด้วย

พอถึงวันคริสต์มาส พวกเขาคนนัดกันไปเที่ยวแต่โฮคุโตะที่อยู่บ้านคนเดียวมาไม่ได้เพราะติดอ่านหนังสือสอบในวันรุ่งขึ้น เขาเลยตัดสินใจหอบเค้กที่เป็นของขวัญวันคริสต์มาสจากพวกเขาห้าคนไปหาอีกฝ่ายที่บ้าน นอนค้างด้วย และฉวยโอกาสตอนที่เจ้าของบ้านหลับไปแล้วใส่สร้อยที่ร้อยแหวนให้ พอวันรุ่งขึ้นก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่พูดถึงสร้อยกับแหวนที่อยู่บนคอของโฮคุโตะเลยสักนิด เช่นเดียวกับคนรับที่ไม่ได้พูดหรือถามอะไรเขา แต่จากวันนั้นมาเขาก็เห็นเจ้าตัวใส่สร้อยเส้นนี้กับแหวนวงนี้ทุกครั้งที่เจอกัน เจสซี่รู้ว่าโฮคุโตะรู้ดีว่าแหวนวงนี้มีหมายความว่าอะไร

“ปากแข็ง… นายรู้อยู่แล้วนี่ว่านี่น่ะหมายถึงอะไร”

“อะไรล่ะ ก็แค่ของขวัญวันคริสต์มาสไม่ใช่รึไง” โฮคุโตะรวนทั้งใบหน้าเปื้อนยิ้ม ยิ่งทำให้เจสซี่มั่นใจว่าอีกฝ่ายยิ่งกว่ารู้ดีเสียอีก

“ก็ถ้านายไม่รู้ ไอ้นี่คงไม่มาอยู่ในกระเป๋าฉันหรอกมั้ง” หนุ่มลูกครึ่งอเมริกาหยิบสร้อยที่ตนเองใส่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อยืดสีเข้มออกมาให้เห็นเป็นการยืนยัน สร้อยคอที่ร้อยแหวนหน้าตาแบบเดียวกันกับที่โฮคุโตะใส่อยู่ เขาพบมันอยู่ในกระเป๋าขณะกำลังเก็บของเตรียมกลับบ้านหลังอัดรายการโชเน็นคลับเสร็จในวันที่ 26 ธันวาคม วันถัดจากวันคริสต์มาส เขารู้แบบที่โฮคุโตะรู้ว่าสร้อยกับแหวนนี่ใครเป็นคนให้มา

“ฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะว่ามันไปอยู่ในกระเป๋านายได้ยังไง จูริเป็นคนเอาไปใส่ไว้รึเปล่า ฉันว่านายเข้าใจผิดแล้วมั้ง”

เจสซี่ดึงอีกคนเข้ามากอด เกยคางบนบ่าของอีกฝ่าย ในสวนสาธารณะนี้มีแค่พวกเขาสองคน แถมจุดที่พวกเขานั่งอยู่ก็ยังเป็นมุมอับของกล้องวงจรปิด ทำให้เขาไม่นึกกลัวที่จะทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง

“อย่าโกหกกันดีกว่าโฮคุโตะ ฉันรู้ว่าเป็นนายตั้งแต่เห็นแหวนอยู่ในกระเป๋าแล้ว แหวนนี่น่ะสั่งทำมาใช่มั้ยล่ะ”

คนอายุมากกว่าหันกลับมายิ้มให้อย่างเจ้าเล่ห์ ขยับขึ้นมานั่งบนตักของคนที่กอดตัวเองอยู่แล้วหันหน้าเข้าหาอีกคน

“แล้วนายคิดว่าไงล่ะ”

“ฉันสวมแหวนวงนี้ได้พอดีกับนิ้ว และถ้าต้องการให้ใส่ได้พอดีแน่นอนก็ต้องสั่งทำล่วงหน้า ซึ่งในกรณีของร้านที่ฉันสั่งก็ต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ ฉันก็เลยคิดว่านายน่าจะนึกอยากให้ของขวัญวันคริสต์มาสที่พิเศษกว่าของขวัญที่ให้คนอื่น ๆ กับฉัน เลยไปสั่งทำแหวนมาให้ แต่บังเอิญว่าฉันก็คิดเหมือนกันและก็เป็นคนให้นายก่อน นายเลยหาจังหวะแอบเอามาใส่กระเป๋าฉันตอนไปอัดโชเน็นคลับ ซึ่งฉันขอสันนิษฐานว่านายน่าจะไปเอาแหวนนี่หลังสอบเสร็จ ก่อนจะตรงมาสตูดิโอ… ถูกมั้ย โฮคุโตะ”

คนโดนรู้ทันไม่พูดอะไรนอกจากหัวเราะออกมาเบา ๆ ยกสองแขนขึ้นคล้องคอเจ้าของตักที่เขานั่งทับอยู่ ขณะที่มือของเจสซี่ยังคงเกาะเกี่ยวอยู่ที่เอวของตน

“ก็คงถูกแหละมั้ง”

เมื่ออีกคนพูดจบ คนตัวสูงกว่าก็โน้มใบหน้าเข้าประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของคนในอ้อมแขนทันที

โฮคุโตะตอบรับสัมผัสของอีกฝ่ายอย่างไม่อิดออดใด ๆ และเปิดโอกาสให้อีกคนเพิ่มความร้อนแรงมากยิ่งขึ้นด้วย กระทั่งเวลาผ่านไปสักพักพวกเขาจึงละริมฝีปากออกจากกัน

“ถือว่าเราคบกันแล้วนะ” เจสซี่พูด กดจมูกลงกับแก้มโฮคุโตะต่ออีกครั้งอย่างอดใจไม่อยู่ สมแล้วที่คน ๆ นี้ได้รับการโหวตว่าเซ็กซี่ที่สุดในกลุ่มเด็กจูเนียร์ เพราะแค่จูบเพียงอย่างเดียวก็ทำเอาเขาเกือบอดใจไม่อยู่

“คบอะไร ไม่เห็นถามอะไรสักคำ” โฮคุโตะยังคงรวนไม่เลิก ก่อนจะหัวเราะอีกครั้งแล้วตัดสินใจเลิกแกล้งคนที่โอบตนอยู่ เมื่อเห็นคนตรงหน้าเลิกคิ้วขึ้น “โอเค คบก็คบ”

“เป็นแฟนกันแล้วนะ”

“อือ” แล้วทั้งคู่ก็จูบกันอีกครั้ง…

.

“วันนี้นายน่ะเอาแต่อยู่กับชินทาโร่สองคน ไม่ได้สนใจคนรอบข้างเลยสักนิด” เจสซี่ว่าด้วยน้ำเสียงติดจะงอนนิด ๆ ให้อีกคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ เหลือบมามองพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก ตอนนี้พวกเขาอยู่ในห้องนอนของโฮคุโตะ หลังจากออกจากสวนสาธารณะ เจสซี่มาส่งเขาที่บ้านทั้งที่บอกแล้วว่าไม่ต้อง พอมาถึงแม่ของเขาก็คะยั้นคะยอให้อีกฝ่ายนอนค้างที่นี่เลยเพราะเห็นว่าเริ่มดึกแล้ว ทำให้หนุ่มลูกครึ่งร่างสูงได้โอกาสนอนร่วมเตียงกับโฮคุโตะอีกครั้งหลังจากคืนคริสต์มาส

“หึงใช่มั้ยล่ะ”

“จงใจแกล้งกันสินะ” เจสซี่ทำหน้ามุ่ย ตกลงว่าเขาโดนแกล้งใช่มั้ยเนี่ย

“ก็อยากรู้ปฏิกิริยานายนี่นา น่ารักดีออก” ว่าจบก็หัวเราะคิกคักเบา ๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าหล่อคมที่มุ่ยแล้วมุ่ยอีกเมื่อเห็นเขาเอาแต่อยู่กับชินทาโร่ แต่เพราะกลัวอีกคนจะน้อยใจหนักเกินไปเสียก่อนจึงรีบเอ่ยแก้ตัว

“อันที่จริงช่วงนี้หมอนั่นเครียด ๆ เรื่องเรียนน่ะ ฉันก็เลยไปเล่นเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก”

“แต่ส่วนนึงก็อยากแกล้งฉันล่ะสิ”

“อันนี้ยอมรับ” เจสซี่คว้าอีกฝ่ายเข้ามากอดแล้วก้มลงฟัดแก้มคนในอ้อมแขนด้วยความหมั่นเขี้ยวให้อีกคนพยายามดิ้นออกจากอ้อมแขนแข็งแกร่ง แต่ชายหนุ่มก็ไม่คิดปล่อยคนขี้แกล้งไปง่าย ๆ เขาเดาออกเลยว่าพอโฮคุโตะเห็นว่าเขาไม่พอใจที่ตัวเองมัวแต่ขลุกอยู่กับชินทาโร่ก็เริ่มรู้สึกสนุก แล้วก็ยิ่งทำตัวติดกับน้องเล็กมากกว่าเดิมเพื่อแกล้งเขา

“แล้วทำไมวันนี้ถึงชวนฉันไปซื้อของด้วยล่ะ” หนุ่มลูกครึ่งถามหลังฟัดอีกฝ่ายจนหนำใจ และเปลี่ยนมาเป็นการโอบกอดหลวม ๆ แทน

“ก็เห็นว่านายงอนเลยพาไปด้วยกัน… แต่ดูเหมือนฉันจะคิดผิดล่ะนะ”

“ทำไมล่ะ นายได้แฟนสุดเพอร์เฟ็คอย่างฉันกลับมาตั้งคนเชียวนะ คิดผิดตรงไหน” โฮคุโตะเลิกคิ้วขึ้น เจสซี่ที่เห็นแบบนั้นจึงหัวเราะบ้างแล้วเอ่ยปากพูดอย่างรู้ทัน “แล้วอีกอย่างนะ ไม่ใช่ว่านายวางแผนไว้แต่แรกแล้วเหรอ”

คนโดนกล่าวหาทำหน้าเหรอหราเหมือนไม่รู้เรื่อง แต่ดวงตาสีเข้มที่พราวระยับขึ้นอย่างปิดไม่มิดบ่งบอกชัดว่าหนุ่มร่างสูงคิดถูก

“แกล้งให้ฉันหึงเพื่อดูปฏิกิริยาก่อน แล้วค่อยพามาปลอบใจที่สวนสาธารณะตอนหัวค่ำหลังไปเที่ยวซื้อของ ฉันพูดถูกใช่มั้ยล่ะ”

โฮคุโตะเอื้อมมือไปดึงคนข้าง ๆ เข้ามาใกล้มากขึ้น ใบหน้าคมส่งยิ้มให้อีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเจสซี่ก็จับทางเขาถูกตลอด ถึงจะน่าโมโหแต่ก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายรู้จักเขาดีมากจริง ๆ หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะเขากับเจสซี่เป็นคนขี้แกล้งเหมือนกัน พอเขาทำอะไรคนที่อายุน้อยกว่าก็เลยจับไต๋ได้ทันที

“อย่างนี้ก็แย่สิ ฉันทำอะไรนายก็รู้ทันไปซะหมดแบบนี้ จากนี้ไปฉันก็แกล้งนายไม่ได้แล้ว เหลือแต่ชินทาโร่ที่แกล้งได้อยู่คนเดียว หรือฉันควรเปลี่ยนไปคบกับชินแทนดีนะ”

เจสซี่กดจูบหนัก ๆ ลงบนริมฝีปากที่พูดว่าจะเปลี่ยนไปคบกับชินทาโร่แทนทันทีที่จบประโยค พอถอนออกก็ทำหน้าดุห้ามอีกคนทันที

“ไม่ได้ คบแล้วคบเลย เปลี่ยนไม่ได้ เรื่องอะไรฉันจะปล่อยให้นายเปลี่ยนใจไปคบกับคนอื่นกัน”

โฮคุโตะหัวเราะอีกครั้งกับคำพูดของหนุ่มลูกครึ่ง เจสซี่เลื่อนเอาหน้าผากแนบเข้ากับคนในอ้อมแขน ที่พูดตอบ

“เอาแต่ใจจังนะนาย ทำตัวอย่างกับเด็ก ๆ เหมือนที่ยูโกะบอกไปได้”

“ตกลงว่าตอนนั้นได้ยิน?”

“อ่าฮะ แต่คิดว่าชินไม่น่าจะได้ยินนะ เสียงพวกนายค่อนข้างจะเบาอยู่”

“งั้นเหรอ” เจสซี่พูดเบา ๆ ก่อนจะยิ้มให้กับคนเจ้าแผนการ “ฉันก็คงจะเด็กจริง ๆ อย่างที่ยูโกะว่าแหละนะ… แต่นายก็ชอบใช่มั้ยล่ะ เด็กแบบฉันน่ะ” โฮคุโตะยกยิ้มแล้วหอมแก้มอีกคน

“อือ ชอบ”

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จบแล้วค่ะ

ทำไมรู้สึกว่าโฮคุโตะในตอนนี้มันดูต่างจากโฮคุโตะในเรื่องที่แล้วมากขนาดนี้ คนแต่งแต่งเองก็งงเองค่ะ แต่พอแก้พล็อตใหม่มันกลับเลวร้ายยิ่งกว่านี้อีก เลยล้มเลิกความคิดไปดีกว่า…

เอาจริง ๆ ประเด็นที่ก่อให้เกิดวันช็อตเรื่องนี้มันอยู่ที่แหวน อันปรากฏในแถมท้ายวันช็อตตอนที่แล้วค่ะ คือ อยากเขียนให้ทั้งเจสซี่และโฮคุโตะรู้ดีว่าใครให้แหวนมา และแหวนนั้นมีความหมายยังไงแต่ไม่พูด ประมาณว่ารู้และใส่แหวนที่ได้มาแทนการตอบรับความรู้สึกของอีกคนเป็นคำพูด พอเป็นแบบนั้น เราก็เลยนึกอยากเขียนตอนที่ทั้งสองคนมานั่งคุยกันเรื่องนี้ ซึ่งก็คือฉากในสวนสาธารณะนั่นเองค่ะ

ส่วนทำไมต้องให้โฮคุโตะแกล้งให้เจสซี่หึง เพราะเราคิดว่าหมอนี่นอกจากจะเป็นมนุษย์เซ็กซี่และมนุษย์ขี้เหงาแล้ว ยังเป็นมนุษย์ขี้แกล้งด้วยไงคะ (ยังมีความเป็นมนุษย์ขี้แยอีกประการหนึ่งด้วย) แล้วช่วงนี้เราย้อนกลับไปนั่งดูกามุชาระตอนนางแกล้งยูโกะแล้วก็รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมา เลยให้หนุ่มลูกครึ่งคนนี้โดนแกล้งบ้าง แต่เหมือนจะไม่รอดสักเท่าไหร่แฮะ เพราะสุดท้ายนางก็จับทางโฮคุโตะได้หมดอยู่ดี ฮา

ยังไงก็ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ ถ้าคิดว่าควรปรับปรุงตรงไหน พิมพ์ผิด หรือไม่โอเคยังไงก็เม้นได้เลยนะคะ เราจะเอากลับไปแก้ไขค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ

 

 

Posted in Fanfiction

[One Shot – SixTONES] Christmas Night

หายหัวไปนานมาก ฮา ไม่ได้เขียนอะไรมาสักพักแล้วเพราะมัวแต่ปั่นงานอยู่ (จริง ๆ ก็มีงานที่ต้องปั่นอยู่อีกเยอะเลยนะ แต่ทิ้งไว้ก่อน//กินเอฟ) แต่พอครั้งนี้ งานไม่เดินมันก็เลยเกิดอาการขี้เกียจ อู้ซะหน่อยค่ะ

อีกเป็นอาทิตย์กว่าจะถึงคริสต์มาสก็จริง แต่เพราะอารมณ์มันได้ เลยอยากเขียนอะไรเกี่ยวกับคริสต์มาสล่วงหน้า เพราะไหน ๆ คริสต์มาสปีนี้ก็ไม่ได้อยู่บ้านแล้วด้วย เลยเอามาลงซะก่อนค่ะ

ฟิคเที่ยวนี้เป็นฟิคไอดอลฟิคแรกในชีวิตเลยค่ะ ฮา เป็นเด็กจูเนียร์ของค่ายจอห์นนี่ ถึงจะน้อง ๆ จะยังไม่ได้เดบิวต์ แต่นี่ก็เชียร์อยู่นะ หลงน้อง ๆ ตั้งแต่ตอนที่เล่นบากะเลยาแล้ว (ทั้งที่ความจริงตอนนั้นตั้งใจจะดูสาว ๆ แท้ ๆ ดันไปหลงหนุ่ม ๆ แทนซะได้ ไม่รู้จะโทษใครดี โทษน้อง ๆ ที่น่ารักเกินไป หรือโทษตัวเองที่เผลอไป)

เอาเป็นว่าเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าเนาะคะ บ่นอยู่นั่นแหละเนอะ

 

[One shot – SixTONES] Christmas Night

Pairing : Lewis Jesse × Matsumura Hokuto

Rate : PG

 

ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาจะรู้สึกอิจฉาเพื่อนมากขนาดนี้

เริ่มจากการที่เขามีสอบในวันที่ 26 ธันวาคม ทำให้เขาไปเที่ยวกับครอบครัวไม่ได้และต้องนั่งอ่านหนังสือสอบในคืนวันคริสต์มาส ตามด้วยชินทาโร่ที่โทรหาทุกคนในสโตนส์เพื่อชวนไปเที่ยวในคืนวันนี้ ซึ่งเขาก็เป็นคนเดียวที่ไปด้วยไม่ได้ ขนาดยูโกะที่เขาจำได้ว่ามีสอบในช่วงเวลานี้เหมือนกันยังตอบว่า

“ฉันสอบเสร็จตั้งแต่วันที่ 23 แล้ว”

สุดท้ายทั้งห้าคนจึงออกไปเที่ยวกัน เหลือเขาที่ต้องนั่งแกร่วอ่านหนังสืออยู่คนเดียว และนั่นก็ทำให้โฮคุโตะรู้สึกเหมือนถูกทิ้งอย่างไรอย่างนั้น

“อย่าไปคิดเรื่องอื่น คิดแต่เรื่องสอบก่อน” เขาพยายามบอกตัวเอง แต่ความคิดว่าตัวเองถูกทิ้งยังคงลอยวนอยู่ในหัวจนเขาอ่านหนังสือไม่ได้ และสุดท้ายเขาก็ต้องวางหนังสือลง ถอดแว่นตาออกพักเล็กน้อย

เขาตั้งใจจะลงไปหาอะไรกินสักนิดแล้วค่อยมาอ่านหนังสือต่อ นาฬิกาบนโต๊ะบอกเวลาสองทุ่มแล้ว เขาหันออกไปมองนอกหน้าต่างเล็กน้อย

ภาพโตเกียวที่เต็มไปด้วยแสงไฟที่ถูกประดับประดาอย่างสวยงามตรึงสายตาของโฮคุโตะไว้ได้พอสมควร เขาอดนึกไม่ได้ว่าเพื่อนร่วมวงอีกห้าคนกำลังทำอะไรอยู่ จะกำลังเดินดูแสงไฟในเมือง ช็อปปิ้ง นั่งพักในสวนสาธารณะ หรือนั่งกินขนมดื่มของอุ่น ๆ ในคาเฟ่ที่ไหนสักที่กัน

แต่ยิ่งคิดชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกเหงา เขาสะบัดหัวเล็กน้อยเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เดินลงไปในครัว จัดแจงต้มน้ำเตรียมชงชาอุ่น ๆ มากินให้ผ่อนคลาย

เพลง Jingle Bells จากที่ไหนไกล ๆ ลอยมาให้ได้ยินแผ่ว ๆ โฮคุโตะเผลอตัวฮัมเพลงตามทำนองที่คุ้นเคยมาแต่เด็ก ก่อนจะนึกไปถึงปาร์ตี้คริสต์มาสเมื่อปีก่อนที่เจสซี่กับจูริเป็นคนต้นคิดจัดขึ้นมา แล้วลากพวกเขาไปปาร์ตี้ด้วยกัน แล้วใครก็ไม่รู้ก็พูดขึ้นมาว่าให้ชวนทาคาคิมาด้วย แก๊งบาคาดะจะได้อยู่ด้วยกันครบ ทำให้ทาคาคิกลายเป็นเจ้ามือปาร์ตี้ ซื้อของกินเครื่องดื่มเข้ามาให้รุ่นน้องสนุกกัน วันนั้นชินทาโร่เกิดคึกขึ้นมา เปิดเพลงนี้วนไปมาเป็นสิบรอบ จนไทกะทนไม่ไหวเดินไปปิดวิทยุทิ้งจนเจ้าน้องเล็กทำหน้างอใส่ให้ทุกคนหัวเราะเล่น

แล้วทำไมคริสต์มาสปีนี้เขาต้องมานั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียวเนี่ย

พอโฮคุโตะกลับขึ้นมาที่ห้อง วางแก้วชาลงบนโต๊ะ หน้าจอสมาร์ทโฟนก็สว่างขึ้นพร้อมกับสั่นเตือนเพื่อบอกว่ามีเมลเข้า เขาเปิดดูก่อนจะทำหน้ามุ่ย เป็นอันว่าเขาได้คำตอบจากข้อสงสัยก่อนหน้าแล้วเรียบร้อย

จอโทรศัพท์ฉายรูปคนอื่น ๆ ในสโตนส์ ฉากหลังคนทั้งห้าเป็นคาเฟ่แห่งหนึ่ง บนโต๊ะมีขนมที่ตกแต่งตามเทศกาลคริสต์มาสวางอยู่หลายชิ้น มีตัวอักษรที่ถูกเขียนเพิ่มหลังถ่ายภาพที่อ่านได้ว่า “Merry X’mas” ซึ่งแน่ล่ะว่าโฮคุโตะไม่ได้มีความรู้สึกยินดีไปกับคำอวยพรวันคริสต์มาสและรูปที่เพื่อนร่วมวงส่งมาให้สักนิด

ใจร้ายกันเกินไปแล้ว โฮคุโตะได้แต่นึกโวยวายอยู่ในใจ เขาโยนโทรศัพท์ลงบนเตียงแล้วกระโจนตามลงไปนอนแผ่ แค่นี้เขาก็เหงามากพออยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องถ่ายรูปมาทำร้ายกันเพิ่มเลย

เมื่อกลิ้งไปมาบนเตียงได้สักพัก เขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นมานั่ง ตั้งสติ ปัดความคิดทุกอย่างออกแล้วเดินไปอ่านหนังสือเตรียมสอบ

.

โฮคุโตะลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย และตื่นเต็มตาเมื่อพอจะรวบรวมสติได้ เขาเผลอนั่งหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เหลือบมองนาฬิกาก็แสดงเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว เขาหลับไปเกือบสองชั่วโมงได้ และเพราะนอนฟุบบนโต๊ะตั้งนาน ทำให้เขาปวดเมื่อยที่กล้ามเนื้อคอแบบสุด ๆ แต่ระหว่างที่กำลังสะบัดหัวไล่ความง่วง เตรียมตัวอ่านหนังสือสอบต่อก็มีเสียงกดกริ่งที่หน้าบ้านดังขึ้นให้เขาขมวดคิ้วมุ่น จะห้าทุ่มแล้ว ใครที่ไหนมันจะบ้ามาเยี่ยมตอนเกือบห้าทุ่มกัน ยังไม่นับว่าครอบครัวของเขาไม่อยู่บ้านด้วยนะ

เขาลงความเห็นในใจว่าคงเป็นพวกมือบอน ไล่กดกริ่งบ้านคนอื่นไปทั่ว จึงกะจะลงมาว่าสักหน่อย แต่คนที่ไอดอลหนุ่มเจอกลับเป็นเพื่อนร่วมวงที่ยืนรออยู่หน้าบ้านพร้อมกับรอยยิ้มสว่างไสวที่เขาแสนจะคุ้นเคย

“เจสซี่” เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างงุนงง แต่ก็ขยับตัวไปข้าง ๆ เพื่อให้อีกคนเดินเข้าบ้านมาได้ ส่วนตัวเขาก็รอปิดประตูตามประสาเจ้าของบ้านที่ดี

“รบกวนหน่อยนะครับ” หนุ่มลูกครึ่งพูด ถอดรองเท้าออก และส่งถุงขนาดใหญ่ที่อยู่ในมือให้กับเจ้าของบ้านที่มองตนอย่างประหลาดใจ “ของฝาก”

“นายมาที่นี่ได้ยังไงเนี่ย ไปเที่ยวกับพวกยูโกะไม่ใช่เหรอ” โฮคุโตะรับถุงมาแบบงง ๆ ยังคงจ้องหน้าผู้มาเยือนยามวิกาลอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ก็เมื่อตอนสองทุ่มยังส่งรูปที่ไปเที่ยวกันมาเยาะเย้ยอยู่เลยไม่ใช่เหรอ

“ก็ไปมาน่ะสิ แต่เห็นว่านายอยู่บ้านคนเดียวคงเหงาแย่ ฉันเลยว่าจะมาค้างด้วย รบกวนด้วยนะ”

“หา!?”

เจสซี่ยิ้มกว้างให้อีกคนที่อ้าปากค้างด้วยความตกใจไปแล้ว ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าเหมือนจะปล่อยของในมือลงพื้นได้ตลอดเวลา “เฮ้ ระวังหน่อย นั่นน่ะเค้กของขวัญวันคริสต์มาสจากทุกคนเลยนะ เดี๋ยวก็เละหมด”

โฮคุโตะเริ่มรู้สึกตัว รีบเอากล่องเค้กไปวางบนโต๊ะอาหาร เอามันออกมาจากถุงพลาสติกแล้วเปิดฝาออกดู

มันเป็นเค้กช็อกโกแลตก้อนกลมก้อนหนึ่ง หน้าเค้กปาดเป็นลายขรุขระอย่างจงใจ ตรงกลางเป็นข้อความที่เขียนด้วยครีมสีขาว ประดับใบมิสเซิลโทปลอมที่ทำจากน้ำตาล เขียนว่า “Merry X’mas to Hokuto”

“ชอบมั้ย นี่พวกฉันคิดกันตั้งนานว่าจะเอาเค้กหน้าตาแบบไหนดี ละต้องรอเขาทำด้วย คนอื่น ๆ เลยกลับกันไปก่อนแล้วให้ฉันเอามาให้ เพราะไหน ๆ ก็จะมาค้างที่นี่อยู่แล้ว”

“ขอบคุณนะ” อาจจะเป็นเพราะเสียงขอบคุณที่สั่นน้อย ๆ หรือไม่ก็ท่าทางก้มหน้าก้มตาไม่ยอมเงยของคนได้ของขวัญ ทำให้เจสซี่ตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้แล้วกอดอีกฝ่ายจากด้านหลัง

“อยู่คนเดียวเหงาล่ะสิ” คนโดนกอดไม่ตอบ แต่หันหลังกลับแล้วยกมือขึ้นกอดอีกคนไว้แน่นแทน

เจสซี่อดยิ้มออกมาไม่ได้ คนในอ้อมแขนของเขาเป็นพวกขี้เหงา แตกต่างจากมาดสุดเท่ห์ที่เหล่าแฟนคลับคุ้นเคย เขาที่รู้มาว่าสัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์อีกฝ่ายต้องอยู่บ้านคนเดียว แถมยังออกมาเที่ยวงานวันคริสต์มาสกับพวกเขาไม่ได้อีก เลยตัดสินใจมานอนค้างด้วยซักคืน ก่อนที่คนขี้เหงาจะเกิดอาการเหงาจนเฉาตาย

“จะกินเค้กเลยมั้ย หรือว่าจะเก็บไว้กินพรุ่งนี้” เจสซี่ถามพลางปล่อยให้อีกคนถอยออกจากอ้อมแขนเขาตามใจ

โฮคุโตะส่ายหน้าตอบ “ไม่เอาล่ะ กินพรุ่งนี้ดีกว่า ขืนกินตอนนี้ล่ะอ้วนตายเลย” เขายกก้อนเค้กเข้าไปเก็บไว้ในตู้เย็น แล้วเดินนำเจสซี่ขึ้นไปที่ห้องนอน รื้อหาผ้าขนหนูกับเสื้อผ้าที่พอจะให้อีกฝ่ายใส่ได้หลังจากรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เอาอะไรมาเลยเพราะตัดสินใจมาค้างด้วยแบบกะทันหัน

“เอานี่ไปใช้ก่อนละกันนะ” เจสซี่พยักหน้าขอบคุณ และเมื่อกางเกงที่อีกฝ่ายให้มาเป็นกางเกงขาสั้น เขาก็อดหยอกเจ้าของกางเกงไม่ได้

“ที่ให้ขาสั้นมาใส่ทั้ง ๆ ที่อยู่ในหน้าหนาวแบบนี้เนี่ย เพราะไม่อยากเห็นฉันใส่กางเกงนายแบบขาสั้นเต่อใช่มะ”

“จะบ้าเรอะ ใครจะไปคิดอะไรแบบนั้นกันเล่า อีกอย่างฉันไม่ได้เตี้ยสักหน่อย นายมันสูงเกินไปเองต่างหากไอ้ลูกครึ่ง!! อุตส่าห์หาให้ใส่แล้วยังจะหาเรื่องกันอีก” ประโยคสุดท้ายแม้จะเบาแต่ก็ไม่พ้นหูของคนที่อยู่ด้วยกันในห้องเงียบ ๆ เจสซี่หัวเราะออกมายิ่งทำให้อีกคนหน้างอง้ำกว่าเดิม

“เงียบไปเลยไป ถ้าไม่อยากใส่ก็ไม่ต้องใส่ เอาคืนมา”

“ได้ไงล่ะ อยากเห็นฉันนอนเปลือยเหรอ งั้นก็บอกกันมาตรง ๆ ก็ได้นี่… อะ แต่ไม่ทำหรอกนะ หนาวตายเลย ยิ่งหน้าหนาวงี้ด้วย” พูดแล้วก็รีบออกจากห้องไป พอดีกับที่มีเสียงดังปังจากการที่มีอะไรสักอย่างมาชนกับประตูอย่างแรงพอดี

โฮคุโตะรู้สึกเจ็บใจไม่น้อยที่ไอ้เด็กจอมกวนหนีหมอนที่เขาปาออกไปจากห้องได้ทัน ใบหน้าเห่อแดงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อคิดตามคำพูดของคนที่เขาลงความเห็นแล้วว่ามันเป็นเด็กเปรต พยายามปลอบตัวเองให้หน้าหายร้อน มันก็ผู้ชาย เขาก็ผู้ชาย อะไรที่มันมีเขาก็มี แล้วจะรู้สึกอายทำไม

.

เมื่อหนุ่มลูกครึ่งออกจากห้องน้ำกลับเข้าห้องนอนของเพื่อนร่วมวงแล้ว เขาก็เห็นเพื่อนคนดังกล่าวกำลังง่วนอยู่กับการอ่านหนังสือเตรียมสอบ เขาแย้มยิ้มบางเบา ก่อนที่จะกลายเป็นยิ้มค้างเมื่อสายตาไปสะดุดกับฟูกที่ถูกปูไว้อย่างดีอยู่ข้างเตียงแถมด้วยหมอนและผ้าห่มพร้อม เขาแอบทำหน้ามุ่ยเล็ก ๆ แต่ก็ยอมลงไปนอนกลิ้งเล่นโทรศัพท์ที่ฟูกแต่โดยดี แล้วชะงักอีกครั้งกับเสียงทักของคนที่เขาคิดว่าอ่านหนังสืออยู่ โฮคุโตะหันกลับมามองเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“ไปนอนทำไมตรงนั้น ขึ้นไปนอนบนเตียงดี ๆ สิ ฟูกนี่ที่นอนฉัน”

เจสซี่ลุกขึ้นมามองหน้าคนไล่แบบงง ๆ แล้วเอ่ยค้าน “นายเป็นเจ้าของบ้านนะ นอนบนเตียงอะถูกแล้ว ฉันนอนฟูกได้ ไม่มีปัญหาหรอก”

“ก็นายเป็นแขก จะให้แขกนอนฟูกแล้วฉันนอนเตียงได้ไง เสียมารยาท”

จบคำพูดของโฮคุโตะ เจสซี่ก็นิ่งคิดไปพักหนึ่ง มองไปทางเตียงที่อยู่ข้าง ๆ ตัวเอง แล้วเสนอไอเดียขึ้นมาว่า “งั้น นอนเตียงเดียวกันคงได้แหละมั้ง เตียงนายก็น่าจะพอนอนอยู่ จะได้ไม่ต้องเถียงกัน” แต่ยังไม่ทันที่โฮคุโตะจะตอบอะไร คนเสนอก็หอบหมอนหอบผ้าห่มบนฟูกขึ้นไปวางบนเตียง แล้วพับฟูกนอนเสียเรียบร้อย ก่อนจะหันกลับมายิ้มกว้างให้เจ้าของห้อง

คนอายุมากกว่าส่ายหน้าหน่าย ๆ ให้เจ้าเด็กตัวโตเป็นเชิงว่าอยากจะทำอะไรก็ทำ หันไปอ่านหนังสือต่อโดยไม่ทันสังเกตว่ารอยยิ้มกว้างของคนมาอาศัยดูเป็นรอยยิ้มดีใจแบบแปลก ๆ

.

ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว เจสซี่กลิ้งไปมาบนเตียง เล่นโทรศัพท์บ้าง อ่านหนังสือการ์ตูนที่อยู่ในห้องบ้าง จนเบื่อและหันไปนั่งมองคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือได้สักพักแล้ว ถึงจะนั่งหันหลังให้ แต่เขาก็พอเดาหน้าตาอีกฝ่ายออกว่าคงเคร่งเครียดพอสมควร ก็อีกคนน่ะจริงจังกับเรื่องเรียนมากไม่แพ้เรื่องงานเลย แถมยังชอบทำอะไรต่อมิอะไรแบบไม่ระวังตัวเองอยู่เรื่อย อย่างตอนนี้ที่ดึกมากแล้วแต่ยังเอาแต่อ่านหนังสือไม่ยอมนอนสักที

“โฮคุโตะ ดึกแล้ว พักก่อนดีกว่ามั้ย” โฮคุโตะที่อ่านหนังสือเพลินเงยหน้ามองนาฬิกา แค่รู้ว่าเจสซี่อยู่ในบ้านเป็นเพื่อน ก็ทำให้เขาสบายใจและมีสมาธิอ่านหนังสือได้ แต่ดูเหมือนว่าจะมีสมาธิมากเกินไปจนลืมดูเวลาอย่างนี้

“ขอโทษ จะนอนแล้วใช่มั้ย เดี๋ยวฉันปิดไฟให้นะ” พูดพลางเอื้อมมือไปกดสวิตช์ให้โคมไฟบนโต๊ะสว่าง แล้วทำท่าจะลุกไปปิดไฟด้วย จนคนทักต้องรีบห้ามไว้ก่อน

“เปล่า ๆ แค่เห็นว่าดึกแล้วน่ะ นายน่าจะนอนพักหน่อยนะ พรุ่งนี้ค่อยอ่านต่อก็ยังทัน”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ใกล้จบแล้วอีกนิดเดียวเอง นายนอนก่อนได้เลย”

หนุ่มลูกครึ่งอเมริกาได้แต่ส่ายหน้าให้กับความดื้อรั้นของเพื่อนร่วมวง เขาลุกขึ้นไปยืนอยู่ตรงหน้าของอีกฝ่าย ในหัวเตรียมมาตรการไว้จัดการกับคนที่นั่งอยู่ พูดย้ำ

“นอนได้แล้ว ไม่ได้พักผ่อนเพียงพอ อ่านหนังสือไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกนะ”

“แต่…”เจสซี่ไม่ปล่อยให้โฮคุโตะเอ่ยค้านอะไรได้ เขาหยุดคำพูดคนดื้อด้วยการก้มลงไปประทับริมฝีปากของตนลงบนริมฝีปากของอีกฝ่าย

แค่ริมฝีปากสองคู่แตะกันโดยไม่ได้มีอะไรมากเกินไปกว่านั้น แค่แตะแล้วถอนออกแทบจะในทันที และนี่ก็ไม่ใช่จูบแรกของโฮคุโตะ กับจูริกับไทกะก็เคยมาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้มันกลับทำให้คนที่มีอายุมากกว่าสติหลุดจนได้แต่มองใบหน้าคมคายของคนที่ถอยห่างออกไปแล้วด้วยดวงตาเบิกกว้าง

ปฏิกิริยาที่ขัดกับภาพลักษณ์หนุ่มฮอตเซ็กซี่บนเวทีอย่างสิ้นเชิงนั้น ทำให้คนอายุน้อยกว่าเผลอยิ้มอย่างเอ็นดู บางทีโฮคุโตะก็ดูใสซื่อซะจนน่าแปลกใจ เขาเองก็ชอบที่จะได้เห็นด้านแบบนี้ของอีกฝ่ายไม่น้อย เห็นแล้วทำให้เขารู้สึกอยากจะแกล้งต่อ แต่เพราะเห็นว่าดึกแล้ว เขาจึงล้มเลิกความคิดนั้นแล้วเอ่ยปากไล่อีกฝ่ายไปพักอีกรอบ “ตกลงว่าไปนอนได้แล้วนะ”

คำพูดของเจสซี่ดึงสติโฮคุโตะกลับมาได้ ใบหน้าซับสีเลือดเป็นรอบที่สองของวัน ส่งเสียงในลำคอเป็นการตอบรับ เก็บหนังสือและเอกสารบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ ขณะที่เจสซี่ยืนรอให้อีกฝ่ายเก็บของจนเสร็จ แล้วเดินไปปิดไฟให้อีกคนเดินไปนอนบนเตียงก่อน

โฮคุโตะขยับตัวเข้าหากำแพงมากขึ้นเพื่อให้อีกคนมีพื้นที่นอนมากขึ้น นับว่าโชคดีพอสมควรที่เตียงของเขากว้างพอจะให้ผู้ชายตัวโต ๆ สองคนอย่างพวกเขานอนได้โดยไม่รู้สึกว่าอึดอัด หรือเบียดเสียดกันเกินไป เขามองคนที่ล้มตัวลงนอนข้าง ๆ ก่อนจะส่งเสียงเรียก

“นี่ เจสซี่”

“ว่าไง” คนถูกเรียกหันหน้ากลับไปมองคนที่จู่ ๆ ก็เรียก อีกฝ่ายตะแคงตัวมาทางเขา แต่กลับหลบหน้าหลบตาไม่ยอมสบตาด้วย

“ขอบคุณนะ ที่คืนนี้มาอยู่เป็นเพื่อนน่ะ” ถ้าเจสซี่ไม่มา คนขี้เหงาอย่างเขาคงสติแตกไปนานแล้ว ทั้งอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง แล้วยังฟุ้งซ่านไร้สาระอีก การมาของเจสซี่ทำให้ใจเขาสงบลงไปมาก ถึงจะนึกขอบคุณเพื่อนร่วมวงอีกสี่คนที่ซื้อเค้กให้เป็นของขวัญวันคริสต์มาส แต่เขากลับนึกขอบคุณคนที่หิ้วเค้กมาให้ถึงบ้านมากกว่า เพราะอีกฝ่ายยอมมาค้างที่บ้านด้วยทั้งที่ต้องทนเบื่อเพราะเขาต้องอ่านหนังสือสอบ แต่ก็ยังยอมมา ทำให้เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งในคืนวันคริสต์มาสแบบนี้อีก

“ขอบคุณสำหรับเค้กด้วยนะ แล้วก็… Merry Christmas” ว่าจบคนพูดก็พลิกตัวเข้าหากำแพงทันที ทิ้งให้คนที่ได้รับคำอวยพรในเวลา 5 นาทีสุดท้ายก่อนหมดคริสต์มาสยิ้มกว้าง ขยับตัวดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด จูบเบา ๆ ลงบนเรือนผมสีเข้ม ตอบกลับว่า “Merry Christmas”

 

End

 

แถม…

“สอบเป็นไงบ้าง” คำถามแทนคำทักทายดังขึ้นทันทีที่โฮคุโตะก้าวเท้าเข้ามาในห้องแต่งตัวของเหล่าจอห์นนี่ส์ จูเนียร์

“ก็ดี ทำได้อยู่ คิดว่าคงไม่ตก” โฮคุโตะตอบคำถามจูริด้วยรอยยิ้ม และเมื่อเห็นว่าไทกะ ยูโกะและชินทาโร่ก็นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยจึงพูดต่อว่า “ขอบคุณสำหรับเค้กนะ”

“ไม่เป็นไร ๆ ว่าแต่กินยัง อร่อยปะ” ไทกะถาม ขณะที่โฮคุโตะวางกระเป๋าลงข้าง ๆ ยูโกะที่ขยับหลบให้ แล้ววางถุงใบใหญ่ในมือลงบนโต๊ะ “ยังไม่ได้กินเลย เมื่อคืนเจสซี่มาดึกเกินไป”

“แล้วนี่คือ” ชินทาโร่ถามหลังจากมองกล่องในถุงพลาสติกใบใหญ่ได้สักพัก

“ก็เค้กนั่นแหละ ช่วงนี้ฉันอยู่บ้านคนเดียว กินไม่หมดหรอก เลยว่าเอามากินกับทุกคนดีกว่า” หลังจากตื่นนอน เจสซี่ก็อาสาทำอาหารให้ พอกินเสร็จต่างก็แยกย้ายกัน เจสซี่กลับบ้านขณะที่เขาก็ไปสอบที่มหาลัย แต่เมื่อสอบเสร็จเขาเห็นว่ายังพอมีเวลาเหลือเลยแวะกลับไปเอาเค้กที่บ้าน เดินหาซื้อของสักพัก แล้วเข้ามาเตรียมตัวอัดรายการ Shounen Club ในเย็นนี้

“โหย เค้กนี่ใครให้มาน่ะ โฮคุโตะคุง” คิชิ ชะโงกหน้าข้ามหัวจูริกับชินทาโร่มามองเค้กที่เขียนอวยพรวันคริสต์มาสถึงโฮคุโตะโดยตรง “ของพวกฉันให้โฮคุโตะเองแหละ”

“ฉันกินไม่หมดแน่ เลยเอามาแบ่งกันกินน่ะ” จบประโยคนอกจากสโตนส์สี่คนกับคิชิแล้ว จูเนียร์อีกหลายคนแถว ๆ นั้นก็เข้ามาร่วมวงกันด้วย จึงมีคนเสนอว่าให้แต่ละคนไปเอาช้อนมาตักกินกัน แต่ก็ช้ากว่าชินทาโร่ที่เดินไปหาช้อนมาตั้งแต่คิชิถามว่าเค้กใครแล้ว

หลังจากกินไปคำนึง โฮคุโตะก็ปล่อยให้เพื่อนจ้วงเค้กเข้าปากกันไป ส่วนเขาก็เลี่ยงมาถอดเสื้อฮู้ดตัวนอกออก ไทกะที่เหลือบมองมาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างและทักขึ้น

“นายใส่สร้อยด้วยเหรอ เมื่อวานซืนยังไม่เห็นเลยนี่นา” และข้อสังเกตของไทกะก็เรียกสายตาของคนอื่น ๆ ในห้องได้ทันที

“เหย แหวนด้วย ๆ นี่อย่าบอกนะว่าเมื่อวานนี้ไปแลกแหวนกับใครมา” ชินทาโร่แซว ตามด้วยจูริที่รับมุกทันที “สาวที่ไหน ทำไมไม่พามาให้เพื่อนฝูงรู้จัก แสดงว่าเมื่อวานที่ไม่ยอมมาด้วยกันไม่ใช่อ่านหนังสือสอบแต่แอบไปเดตมาใช่มั้ย” และอีกหลายเสียงที่แซวกันไปเรื่อยเปื่อย

คนโดนแซวไม่ตอบเพียงแต่ทำหน้าระอาใส่อย่างเหนื่อยใจ จะให้อธิบายยังไงล่ะว่าตื่นเช้ามาก็เจอไอ้นี่อยู่บนคอแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อคืนคงมีซานตาคลอสฉวยโอกาสตอนเขาหลับใส่ให้แน่ ๆ

เมื่อโดนทำหน้าระอาใส่แต่ไม่มีคำด่าตามมา พวกที่แซว ๆ กันอยู่ก็เลิกสนใจและเปลี่ยนเป้าหมายหันมาหาเค้กที่อยู่บนโต๊ะแทน

“แล้วเจสซี่ล่ะ ยังไม่มาอีกเหรอ” โฮคุโตะหันไปถามยูโกะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ซึ่งคนโดนถามก็หันมาตอบ

“มาแล้ว ๆ แต่เห็นว่าจะไปห้องน้ำน่ะ” คนตอบ ตอบเสร็จก็ไม่ได้สนใจเขาอีก โฮคุโตะเหลือบไปเห็นกระเป๋าของคนที่เขาถามถึงวางอยู่บนโต๊ะอีกตัว พอเห็นว่าทุกคนไม่ได้หันมาทางนี้ก็แอบเอาซองกระดาษซองหนึ่งไปใส่ในกระเป๋าใบนั้น เสร็จแล้วก็เดินเนียนกลับมานั่งกินเค้กกับคนอื่น ๆ อย่างอารมณ์ดี

หวังว่าซานตาคลอสจะชอบของขวัญแบบเดียวกับที่ให้เขามาเมื่อคืนนะ

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ค่ะ ถ้าได้คำติชมจะดีใจมากเลย ฮา ถึงยังไงก็ต้องขอบคุณมากจริง ๆ ค่ะ

ถึงจะเป็นที่รู้กันว่าโฮคุโตะมีเพื่อนน้อยมาก (ซึ่งเจ้าตัวบอกว่ามีตั้งสองคน จ้ะ…) แต่เรากลับคิดว่าโฮคุโตะน่าจะเป็นคนขี้เหงาน่าดู เลยเกิดเป็นฟิคนี้ขึ้นมาค่ะ บวกกับนั่งฟังเพลงแล้วรู้สึกอยากเขียนอะไรหวาน ๆ ละมุน ๆ แต่ไหงออกมาเป็นแบบนี้ได้ก็ไม่รู้ ส่วนตัวก็โอเคในระดับนึงล่ะนะคะ แค่คิดว่าน่าจะเขียนได้ดีกว่านี้ ครั้งหน้าจะพยายามพัฒนาให้ออกมาดีกว่านี้อีกค่ะ

ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ ขอบคุณค่ะ

ปล.มีวันช็อตต่อจากเรื่องนี้ด้วยนะคะ ชื่อว่า Jealous ค่ะ อย่าลืมไปอ่านกันต่อนะคะ

 

Posted in Fiction

[One – Shot Original Fiction] Sweet

หายไปนานอยู่พอสมควรเนาะ ยังคงเป็นวันช็อตออริจินอลเช่นเดิมค่ะ แต่งตอนเรียนวิจัย ฟังเพื่อนนำเสนอรายงานวิจัยไปเราก็แต่งฟิคไป (//น่าเกลียดที่สุด) ได้ออกมาเป็นวันช็อตที่สั้นได้อีก เราอยากให้มันมุ้งมิ้งนะคะ แต่ไม่รู้จะมุ้งมิ้งพอมั้ย ฮา ยังไงก็ฝากติชมกันด้วยนะคะ

คำเตือน

ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หากไม่ชอบหรือรับไม่ได้ กรุณากดปิดไปค่ะ เราเตือนด้วยความหวังดีนะคะ

Title : Sweet

Author : FairwazaJawi

Rate : PG

Note : สั้นมาก สั้นได้อีก สั้นที่สุด…

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กระดิ่งหน้าประตูส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเมื่อมีคนเปิดประตูเข้ามา ชายหนุ่มในชุดสีขาวที่กำลังกับขนมหวานหน้าตาน่าทานเข้าไปไว้ในตู้กระจกหน้าเคาน์เตอร์เงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ชายหนุ่มอีกคนเดินตรงไปยังโตีะประจำที่อยู่ริมหน้าต่างติดกับถนนใหญ่ในร้านขนมหวานที่ไร้ผู้คนเหมือนเช่นที่เคยทำ

พาติซิเยร์ควบตำแหน่งเจ้าของร้านเดินไปหาลูกค้าคนแรกของวันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ช่วงนี้มานี่บ่อยนะ”

คนโดนทักยักไหล่ก่อนตอบ “กำลังหาแรงบันดาลใจมาเขียนนิยายเรื่องใหม่อยู่ แล้วที่นี่ก็โคตรเหมาะ มีไวไฟให้ใช้กับปลั๊กให้เสียบโน้ตบุ๊กด้วย

เจ้าของร้านเลิกคิ้วนิด ๆ กับคำพูดนั้น “ถ้างั้นฉันก็ควรเก็บค่าไฟค่าเน็ตได้แล้วสิ มานั่งใช้ไฟใช้เน็ตร้านฉันประจำ”

“เหย งงว่ะ กริด นี่ฉันอุตส่าห์มาอุดหนุนร้านแกบ่อย ๆ นะเว้ย” กริดหัวเราะกับคำตอบกลับของเพื่อน เดินกลับไปหลังเคาน์เตอร์และหยิบขนมหวานออกมาจากตู้เย็น มาวางบนโต๊ะที่อีกฝ่ายนั่งอยู่

“ช็อกโกแลตลาวา? ปกติแกไม่ได้ทำขายไม่ใช่เหรอ”

“ก็ใช่ แต่เมื่อวานนึกอยากทำ สงสัยมีลางสังหรณ์มั้งว่าวันนี้แกจะมา” คนฟังพยักหน้ารับพลางตักขนมชิ้นโปรดเข้าปาก “เออ อร่อยอะ ไม่ลองทำขายดูล่ะ ฉันว่าน่าจะขายดีนา”

กริดทำเพียงส่ายหน้าทั้งรอยยิ้มแทนการตอบคำถาม ทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ดูเพื่อนตักขนมกินอย่างเอร็ดอร่อยจนคนโดนมองรู้สึกตัว เงยหน้าขึ้นสบตา

“กินปะ”

“ไม่ล่ะ แกกินไปเหอะ”

“โอเค จะได้ไม่ต้องเกรงใจ”

ฉันว่าแกก็ไม่ได้เกรงใจมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะมั้ง… กริดได้แต่นึกในใจเพราะถ้าพูดออกไป รับประกันได้ว่าอีกฝ่ายต้องโวยวายเขาแน่ ๆ

“งั้นตามสบายละกัน ฉันไปจัดของเข้าตู้ก่อน” เกมพยักหน้ารับทั้งที่มือยังคงตักช็อกโกแลตเข้าปากไม่หยุด ทำให้กริดเผลอยิ้มเอ็นดูออกมาก่อนจะผละไปทำงาน

คนมากมายเดินเข้าออกร้านขนมหวานเล็ก ๆ แห่งนี้ตลอดเวลา เกมมองดูผู้คนเหล่านั้นด้วยรอยยิ้ม โดยเฉพาะเจ้าของร้านที่แม้จะดูล้าไปบ้างหลังจากรับลูกค้ามาทั้งวัน แต่ใบหน้าคมยังคงยิ้มแย้ม เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวมีความสุขขนาดไหน

นักเขียนหนุ่มเคาะแป้นพิมพ์เป็นจังหวะ ถ่ายทอดเรื่องราวที่อยู่ในหัวออกมาเป็นตัวอักษร การมานั่งที่ร้านขนมหวานแห่งนี้ช่วยให้เขาเขียนอะไรต่อมิอะไรได้ง่ายขึ้นเสมอ สาเหตุแรก คือ กลิ่นหอม ๆ ของขนมหลากชนิด ซึ่งถูกใจคนที่ชอบกินขนมหวานมาตั้งแต่เด็กอย่างเขามาก สาเหตุที่สอง คือ บรรยากาศสบาย ๆ ของร้านที่กริด เพื่อนสนิทตั้งแต่ม.ต้นของเขาตั้งใจตกแต่งเป็นอย่างดี ส่วนสาเหตุที่สามที่เกมคิดว่าสำคัญที่สุด คือ ตัวเจ้าของร้านเอง เกมเป็นนักเขียนนิยาย จริงอยู่ที่นิยายรักใครจะเขียนก็ได้ แต่สำหรับเขาแล้ว เขาเขียนมันไม่ได้ถ้าไม่มีความรัก และความรักของเขาก็คือกริด

ตามจริงแล้วเกมไม่คิดว่าตัวเองจะบ้าขนาดรักใครข้างเดียวมาได้นานขนาดนี้ เอาเข้าจริงตั้งแต่วันแรกที่เขารู้ตัวก็เป็นเวลากว่า 9 ปีได้แล้ว และเป็นเวลา 9 ปีที่ยืนอยู่ข้างอีกฝ่ายในฐานะเพื่อนสนิท แต่อันที่จริง เขาก็ค่อนข้างพอใจกับสถานะนี้พอสมควร คงเพราะเขาไม่เคยหวังอะไรมากไปกว่านี้ก็เป็นได้ แต่กลับกันเขาก็เลิกรักไม่ได้

“เฮ้อ” เกมแอบถอนหายใจขณะมองสาว ๆ โต๊ะข้าง ๆ นั่งกรี๊ดกร๊าดชี้ไม้ชี้มือไปยังเจ้าของร้านสุดหล่อที่กำลังชงอะไรสักอย่างอยู่หลังเคาน์เตอร์ กริดเป็นที่นิยมในหมู่ผู้หญิงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่แปลกที่สาวมหาลัยกลุ่มนั้นจะชอบ แต่เกมก็นึกแปลกใจที่ตัวเองยังไม่เคยเห็นกริดตกลงปลงใจกับใครสักที

“คราวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรน่ะ” เกมสะดุ้งสุดตัว เมื่อหันไปมองก็พบว่ากริดเดินมาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมยังก้มลงมามองจอโน้ตบุ๊กจนใบหน้าห่างกันแค่ไม่กี่เซนติเมตรอีกต่างหาก

“เป็นอะไรวะเกม”

“เปล่า ๆ เมื่อกี้ถามว่าอะไรนะ” กริดถอยหลังออกไปพลางมองมาด้วยสายตาที่ดูก็รู้ว่ากำลังหัวเราะ และนั่นก็ทำให้เกมรู้สึกเหมือนมีความร้อนไปรวมกันอยู่ตรงใบหน้า

“ฉันถามว่าคราวนี้เขียนนิยายเกี่ยวกับอะไร”

“อ๋อ เรื่องเกี่ยวกับร้านขายดอกไม้น่ะ แบบว่าให้พระเอกเปิดร้านขายดอกไม้ ส่วนนางเอกเป็นพนักงานบัญชีของบริษัทใหญ่แห่งนึง ฉันว่ามันน่าจะโอเคนะ หรือแกว่าไง”

“แกก็รู้ว่าฉันไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้” เกมพยักหน้ารับ แหงแหละเขาไม่เคยเห็นกริดอ่านอะไรสักอย่างนอกจากการ์ตูนกับหนังสือทำอาหาร อ้อ แล้วก็หนังสือเรียน สมัยที่ยังไม่เรียนไม่จบ

“อะ นี่โกโก้เย็น ชงมาให้” พาติซิเยร์หนุ่มวางแก้วโกโก้เย็นลงบนโต๊ะใกล้มืออีกฝ่าย ก่อนจะยกมือขึ้นขยี้หัวเพื่อนสนิทแล้วกลับไปทำงานต่อ

คนโดนแกล้งจัดทรงผมตัวเองให้เข้าที่ด้วยใบหน้างอนิด ๆ แล้วลอบถอนหายใจอีกครั้ง เพราะใจดีแบบนี้ไงถึงหยุดรักไม่ได้

กริดเก็บเก้าอี้ตัวสุดท้ายขึ้นซ้อนไว้บนโต๊ะ หันกลับไปมองเกมที่ถูพื้นอย่างขะมักเขม้นด้วยรอยยิ้มเอ็นดู เขาบอกแล้วว่าไม่ต้องช่วย แต่อีกฝ่ายกลับไม่ฟังที่เขาพูดเลยสักนิด ดึงดันจะช่วยให้ได้ แต่คิดอีกทีเขาก็ว่าสมกับเป็นเกมนั่นแหละ เพราะถึงปากจะพูดยังไง แต่ในใจก็ยังเกรงใจกันอยู่ดีนั่นแหละ

“พักก่อนมั้ย เดี๋ยวที่เหลือฉันทำเอง” เขาส่งเสียงบอก

“ไม่เป็นไร ๆ เหลืออีกนิดเดียวเอง”

เจ้าของร้านอมยิ้ม เดินไปรินน้ำเย็นใส่แก้ว แล้วเดินเอาไปให้เพื่อนที่เพิ่งวางไม้ถูพื้นลงหลังจัดการจนพื้นสะอาดเรียบร้อย

“เอ้า น้ำ”

“ขอบใจนะ”

กริดมองคนที่กระดกน้ำเข้าปากอย่างกระหาย ใบหน้าคมของเกมชุ่มเหงื่อหลังออกแรงช่วยเขาเก็บกวาดหลังปิดร้าน และนั่นทำให้เขาอดแหย่ไม่ได้

“บอกแล้วว่าไม่ต้องทำ เหนื่่อยมั้ยล่ะ”

“ก็มานั่งกินฟรี ใช้ไฟฟรี ใช้ไวไฟฟรีหลายรอบแล้วนี่ เดี๋ยวจะหาว่าเอาเปรียบ” นั่นไง คิดไว้ไม่ผิด

“รู้ตัวนี่” เกมแยกเขี้ยวใส่ทำให้เขาหัวเราะออกมา เขาชอบแหย่เกมมาตั้งแต่เด็กแล้ว ปฏิกิริยาตอบกลับของเกมทำให้เขาหัวเราะได้เสมอ

“เกลียดแกว่ะกริด” เขารู้ว่าเกมพูดเล่น แต่ก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้ ชายหนุ่มไม่ชอบเลยจริง ๆ เวลาที่อีกฝ่ายพูดว่าเกลียดเขา

“เกลียดก็เกลียดไป ช็อกโกแลตลาวาอีกก้อนก็อดแล้วกัน”

“ไม่เกลียดแล้ว ๆ ว่าแต่ยังเหลืออยู่อีกเหรอ เมื่อวานทำไปกี่ก้อนเนี่ย”

“สอง เมื่อเช้าแกกินไปหนึ่ง เหลืออีกหนึ่ง กำลังคิดจะห่อให้แกเอากลับบ้านเนี่ย”

“แล้วทำไมเราไม่กินด้วยกันตอนนี้เลยล่ะ”

สุดท้ายพวกเขาก็เอาขนมมานั่งกินด้วยกัน แต่นอกจากคำแรกแล้ว ก็มีแต่เกมที่นั่งกินเอา ๆ อยู่คนเดียว โดยที่เขาได้แต่นั่งมอง แต่เขาก็ไม่อยากขัดเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายชอบช็อกโกแลตลาวาขนาดไหน

“ฉันว่ามันอร่อยมากนะ แกน่าจะทำขายจริง ๆ น้า”

“ไม่ทำหรอก”

“ทำไมล่ะ”

กริดไม่อยากตอบ เพราะเหตุผลของเขามันเกี่ยวพันกับการที่เขาเลือกมาเป็นพาติซิเยร์อย่างแยกไม่ออก และเหตุผลของทั้งสองอย่างนี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่อยากให้เกมรู้ ให้ตายยังไงก็ไม่อยากให้รู้ ดังนั้นเขาจึงเอาแต่ยิ้มให้อีกคนนึกเคือง

“เอ๊า ถามไม่ตอบอีก เออ ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอกก็ได้ครับ ไม่อยากรู้ละ” ว่าจบก็ตักช็อกโกแลตลาวาคำสุดท้ายเข้าปากแล้วเอาจานไปล้างทันที ขณะที่กริดยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มองตามอีกฝ่ายไปก่อนจะพูดเบา ๆ ไม่ให้อีกคนได้ยิน

“สักวันนะ ถ้าฉันพร้อม ฉันจะบอกแก”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แอบคิดว่าสั้นมาก ฮา

มันเป็นโมเมนต์ที่อยากเขียนอะไรเบา ๆ ไม่ดราม่า ไม่ตายตอนจบบ้าง แต่เหมือนจะหนีไม่พ้นอะไรแบบนี้ แบบว่าเขียนทีไรมีแต่พล็อตเพื่อนรัก รักเพื่อนทุกที ฮา หวังว่าสักวันจะหลุดจากอะไรแนวนี้บ้างเนาะคะ

คิดว่าอ่านก็คงรู้แหละเนาะคะ ว่ากริดมันคิดยังไงกับเกม สิ่งที่เราตั้งใจ คิือ เราอยากให้ช็อกโกแลตลาวาเป็นเหมือนคำบอกรักของกริดนั่นแหละค่ะ เพราะฉะนั้นกริดเลยไม่ยอมทำช็อกโกแลตลาวาขายหน้าร้าน เพียงแต่ไอ้คนรับมันดันไม่รู้เรื่องไง กริดไม่อยากบอกรักมันตรง ๆ เพราะกลัวความสัมพันธ์จะแย่ลงไปกว่าเดิม เกมเองก็ดันไม่หวังอะไรแต่แรก สุดท้ายแต่ละคนเลยได้แต่เงียบ (ซึ่งเพื่อนเราบอกว่าบอก ๆ กันไปก็จบละ ฮา นั่นน่ะสิ ทำไมมันไม่พูด)

ขณะที่กริดเลือกมาเป็นพาติซิเยร์เพราะเกม เกมมันก็เลือกมาเป็นนักเขียนนิยายเพราะกริดเหมือนกันค่ะ (เราไม่ได้เขียนลงไป เลยขอเอามาเสริมเอาตรงนี้แทนนะคะ) คำรักที่พูดไม่ได้ สิ่งที่อยากทำให้กริด และสิ่งที่อยากให้กริดทำให้ เกมเอามาลงที่นิยายที่ตัวเองเขียนค่ะ ให้ตัวละครเป็นคนพูดแทน ทำแทน เกมถึงได้บอกว่าถ้าไม่มีความรัก เกมจะเขียนนิยายไม่ได้ และถ้ากริดได้อ่านนิยายของเกมหลายเล่มเข้า คนหัวไวอย่างกริดจะรู้ทันทีค่ะว่าเกมแอบคิดอะไรอยู่ (แน่นอนว่ากริดมันไม่อ่านหรอก มันไม่ชอบอ่านหนังสือ) เพราะเกมชอบหย่อนนิสัยของกริดลงไปในตัวละครไม่มากก็น้อยเสมอ แต่อย่างที่บอกค่ะ กริดมันไม่อ่านหรอก (ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ก็โอเคกับสิ่งที่ตัวเองเลือกนะคะ เกมชอบเขียนนู่นเขียนนี่แต่เด็ก ส่วนกริดก็ชอบทำอาหาร และไอ้การชอบทำอาหารของกริดนี่แหละที่ทำให้สองคนนี้มาสนิทกันได้)

รู้สึกเหมือนตอนท้ายเที่ยวนี้จะยาวไปหน่อยนะคะ ฮา ขอบคุณทีอ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ ถึงจะหลงเข้ามาหรืออะไรก็ตาม ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ

Posted in Fiction

Song Fiction : Hyakunen no koi [Yaoi]

กลับมาแล้วค่า เที่ยวนี้เป็นออริจินอลฟิครับวาเลนไทน์ค่ะ ฮา

วันวาเลนไทน์จริง ๆ เป็นวันพรุ่งนี้ แต่บังเอิญว่าเรามีนัดเลยมาลงก่อนค่ะ แต่ออกตัวก่อนค่ะ ว่าไม่มีแฟน เพราะฉะนั้นไม่ได้จะไปเที่ยวกับแฟนแน่นอน แต่พอดี๊พอดี ว่าอาจารย์นัดไปออกภาคสนามที่วังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาค่ะ ไปตามรอยคุณเปรมกับแม่พลอย ยังหวานไม่พอค่ะ กลุ่มเราได้รับมอบหมายให้เตรียมข้อมูลเรื่องพระนางเรือล่มไปนำเสนอด้วยค่ะ แทบกรีดร้องค่ะบอกเลย

ค่ะ สำหรับวันช็อตนี้ก็เป็นอีกภาคหนึ่งของนิยายที่เราแต่งค้างไว้ที่บทที่หนึ่งค่ะ//โดนตบ เลยยังไม่ได้เอาไปลงที่ไหนอะไรเลย ซึ่งไม่ใช่เนื้อเรื่องจริงค่ะ คล้าย ๆ จะเป็นโลกคู่ขนาน ฮา เพราะฉะนั้น นี่คือคำเตือนค่ะ ว่ามันดราม่า

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือเกลียดก็รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ เราไม่อยากให้ทุกท่านรำคาญค่ะ

ลองกดเปิดฟังไปพลาง ๆ นะคะ

Song Fiction : Hyakunen no koi

Music & Lyrics & Arrangement: れるりり (Reruriri)

English Lyrics: https://kazabana.wordpress.com/2013/06/16/hyakunen-no-koi-a-hundred-year-love-hatsune-miku/

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Ever since I met you
Everything has started to look different
The voice of the wind, the colors of words
It’s as if I’m being enveloped in a cradle

“กลับแล้วเหรอคะ อาจารย์ วันนี้กลับไวจัง”

“ผมมีธุระต่อน่ะ เดี๋ยวถ้าใครจะส่งงานก็วางไว้บนโต๊ะละกันนะครับ”

“ค่า/ครับ”

ชายหนุ่มร่างสูงเดินออกจากตึกคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ตนทำงานเป็นอาจารย์สอนอยู่ แสงแดดยามเที่ยงวันแผดกล้าชวนให้ร้อนชนิดอยากแช่น้ำ เขาเดินตรงไปยังรถยนต์สีดำสนิทอันเป็นสีที่ใครคนหนึ่งเคยบอกว่าชอบมาก ซึ่งเขาก็เลือกรถสีนี้ตามใจคนคนนั้นเสียด้วย

รถเคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัย ตรงไปตามถนนสายหลักที่ดูโล่งผิดกับตอนเช้าหรือตอนเย็นที่ถนนกว้างเท่าไหร่ก็กว้างไม่พอ รอยยิ้มบางเบาประทับบนใบหน้าคมคายของดิน เวลาที่ใบหน้าของใครบางคนปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิด แต่เอาเถอะ จะอย่างไรวันนี้พวกเขาก็จะได้พบกันแล้ว

เขานึกอยากรู้ว่าคนที่มีความรักเป็นแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า

ยิ้มได้ตลอดเวลาที่นึกถึงใบหน้าของใครบางคน เพียงแค่ได้พูดคุยก็มีความสุขไปตลอดทั้งวัน  แต่พอไม่ได้เจอก็รู้สึกคิดถึงเสียแทบขาดใจ ทั้ง ๆ ที่สมัยยังเป็นแค่เพื่อนสนิทกัน ความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย พอตกลงเป็นคนรักกันแล้ว กลับมาจากไหนมากมายก็ไม่รู้

ดินฮัมเพลงในลำคอเบา ๆ ทบทวนบางสิ่งบางอย่างที่ตั้งใจว่าจะทำเพื่อเป็นการเซอร์ไพรส์อีกคน รอยยิ้มนุ่มดูจะกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย เมื่อคิดว่าคนถูกเซอร์ไพรส์จะตกใจและดีใจมากแค่ไหน

หางตาคมเหลือบไปเห็นร้านขายดอกไม้เล็ก ๆ ข้างทาง หญิงสาววัยกลางคนนั่งอยู่บนฟุตบาทริมทาง ข้างกายเป็นถังน้ำที่ใส่ดอกกุหลาบหลากสีสันประมาณ 2 – 3 ใบ เขาตัดสินใจจอดรถเลียบทางเดินพร้อมเปิดไฟกะพริบทิ้งไว้ สักพักก็เดินกลับมาขึ้นรถพร้อมดอกกุหลาบสีขาวดอกใหญ่ดอกหนึ่ง เขาวางไว้มันไว้บนเบาะนั่งข้างคนขับ ในใจนึกว่าตนโชคดีที่มาเจอร้านที่ไม่ได้ขึ้นราคาดอกกุหลาบจนสูงเว่อร์เหมือนปกติในวันวาเลนไทน์แบบนี้

The changing seasons that I’ve spent with you
I considered all of them precious to me
The sunlight of summer, the scent of winter
They made me feel a reason to live

สองข้างทางถนนหลวงเส้นหลักเป็นบ้านตึกแถว และตึกสูงรายเรียง หากผ่านไปอีกตึกสูงก็ลดจำนวนลง เหลือเพียงบ้านเรือน หรือตึกแถวหลังเล็ก ๆ สลับกับที่ดินร้างที่มีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นสูงเป็นทุ่ง ต้นไม้ใหญ่ริมทางยังคงปลิดใบพลิ้วไปตามกระแสลมอย่างสมที่ยังคงเป็นช่วงฤดูหนาว แม้ว่าปีนี้อากาศหนาวจะจากไปนานแล้วก็ตาม แต่เห็นแบบนี้แล้วมันก็ทำให้เขานึกถึงช่วงเวลาหน้าหนาวที่ผ่าน ๆ มา ที่เขาเคยใช้เวลากับใครคนหนึ่ง

อีกไม่นานก็จะเข้าสู่หน้าร้อนแล้ว ไม่ต้องคิดเลย คน ๆ นั้นคงชวนเขาไปเที่ยวไหนต่อไหนเหมือนเคย โดยเฉพาะในช่วงที่มหาวิทยาลัยปิดเทอม แต่ปีนี้คงต้องเลื่อนเป็นช่วงหน้าฝน ไม่ก็ต้องไปตอนสงกรานต์แทนเสียแล้ว เพราะปีนี้เขาต้องเลื่อนปิดเทอม ไม่แน่อีกฝ่ายอาจจะตามเขาไปทำวิจัยในที่ต่าง ๆ เหมือนอย่างเคยก็ได้

ชายหนุ่มเปิดกระจกรถลง รับลมเย็น ๆ ที่มาปะทะใบหน้า เร่งความเร็วรถมากกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร ในเมื่อถนนค่อนข้างจะโล่งอยู่พอสมควร แถมยังไม่มีกลิ่นควันรถเข้ามามากเหมือนตอนที่การจราจรหนาแน่นด้วย

ดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปยังถนนใหญ่อีกเส้นที่พาดผ่านกัน ทิวทัศน์รอบข้างดูจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย บ้านตามสองข้างทางดูจะน้อยลง อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานครซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็พอจะเข้าใจได้เมื่ออีกไม่ถึงสิบกิโลเมตรก็จะเข้าเขตปริมณฑลแล้ว

ยิ่งใกล้ถึงจุดหมาย เขาก็ยิ่งลุ้น หวังว่าอีกฝ่ายจะชอบเซอร์ไพรส์ที่เขาเตรียมไว้ ไม่สิ ชอบอยู่แล้วล่ะ รายนั้นต้องชอบสิ่งที่เขากำลังจะทำให้อยู่แล้ว อันที่จริงดินแอบคิดว่าต่อให้เขาทำอะไรให้ อะไรก็ได้ ยังไงอีกฝ่ายก็ชอบอยู่ดี

เขาเลี้ยวรถเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งหลังเปิดรั้ว ไม่ใช่บ้านใคร แต่เป็นบ้านของเขาเอง บ้านที่เขาร่วมกันกับคน ๆ นั้น เก็บเงิน ออกแบบ และสร้างมันขึ้นมา เหมือนกับจะเป็นเรือนหอกลาย ๆ ของพวกเขาสองคน

ดินเปิดประตูเข้าไปในบ้าน หยิบเอากุหลาบสีขาวลงมาด้วย ห้องรับแขกกึ่งนั่งเล่นไม่แตกต่างไปจากตอนเช้าที่เขาออกไปทำงาน มันยังคงอบอุ่นและชวนให้รู้สึกสบายใจว่าถึงบ้านแล้วเหมือนกับทุกครั้งที่เขาจะรู้สึกตอนกลับมา

เปียโนไฟฟ้าสีน้ำตาลอ่อนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีโปรดของเขาตั้งอยู่มุมห้อง เขาเดินตรงไปยังเปียโนหลังนั้น ก่อนจะวางกุหลาบที่ซื้อมาลงบนโต๊ะข้าง ๆ ซึ่งมีรูปคู่ของเขากับผู้ชายอีกคน

“กลับมาแล้วนะ ไม้ ”

นัยน์ตาคมฉายแววรักใคร่ปนเศร้าสร้อย ยามมองไปยังรูปคู่ที่ทั้งสองยิ้มกว้าง ความสุขฉายชัดอยู่ในนั้นจนล้นออกมา ให้ใบหน้าหล่อเหลาฉาบไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

“สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะ ดินไปได้ดอกกุหลาบมาดอกหนึ่งละ สีขาวด้วยนะ สีโปรดของไม้เลยนี่ ดินก็เลยซื้อมาให้ ชอบใช่มั้ยล่ะ ดินรู้”

อาจารย์หนุ่มหลับตาลง คิดในใจว่าถ้าอีกฝ่ายยังอยู่ คงจะบ่นแน่ ๆ ว่าซื้อมาทำไม เขาเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิงที่จะต้องมาให้กุหลาบในวันวาเลนไทน์

ริมฝีปากยังคงหยัดเป็นรอยยิ้ม แต่เสียงที่พูดต่อกลับพร่าลงเล็กน้อย

“วันนี้ดินมีอะไรจะเซอร์ไพรส์อีกอย่างล่ะ เพลงที่ไม้ชอบน่ะ ดินเล่นได้แล้วล่ะ ขอโทษ ที่ก่อนหน้านี้ทำไม่ได้ เพิ่งจะมาทำได้เอาป่านนี้ เอาวันที่ไม้ไม่ได้อยู่กับดินแล้ว แต่ดินรู้นะ ว่าไม้รับรู้ได้”

ชายหนุ่มนั่งลงบนเปียโน จัดท่าทางเล็กน้อย มือหยาบกร้านหากแต่เรียวสวยกดคีย์เปียโนบรรเลงเป็นเพลง ก่อนจะเริ่มเปล่งเสียงร้องเพลง

Gentle and warm
I’m shedding so many tears
I’m happy, but it’s painful
I’m overflowing so much with your presence

ภาพในความคิดของอาจารย์หนุ่มนึกย้อนไปถึงวันเวลาที่ผ่านมา

ตั้งแต่สมัยมัธยมที่อีกฝ่ายเข้ามาในชีวิตในฐานะเพื่อนบ้าน กระทั่งกลายมาเป็นเพื่อนสนิท และถึงแม้จะเข้ามหาวิทยาลัยคนละแห่ง คนละคณะ แต่ก็ยังติดต่อกัน กระทั่งเกิดความเข้าใจผิดจนห่างเหินกันไป แล้วโคจรกลับมาพบกันอย่างไม่คาดฝัน เขายังจำได้ วันที่พวกเขานั่งคุย ปรับความเข้าใจกันในวันสุดท้ายที่เขาพานักศึกษามาออกภาคสนาม ส่วนอีกฝ่ายก็ตามมาเก็บภาพไปทำสารคดี พวกเขาหลบไปอยู่มุมหนึ่งในเขตที่พักซึ่งมั่นใจได้ว่าไม่มีใครมาพบเห็นแน่นอน

“ฉันถามแกตรง ๆ เลยนะ ไม้ แกโกรธอะไรฉันวะ อยู่ ๆ ก็หนีหน้า”

“แก.. อยากรู้จริงเรอะ” เขาจำได้ว่าอีกฝ่ายยกมือขึ้นลูบหลังคอ ใบหน้าของเขาซ่อนอยู่ในเงาจนมองเห็นไม่ชัด

“อยากรู้ดิ เป็นแกไม่อยากรู้เรอะว่าทำไมเพื่อนถึงได้หนีหน้าหายไป” ไม้เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถามเสียงแหบแห้ง

“ถ้าแกรู้ จะรับได้เหรอวะ ฉัน…”

“แกทำไม มีปัญหาอะไรก็บอกสิ หรือฉันทำอะไรไม่ดีไป”

“ปัญหามันไม่ได้อยู่กับแกหรอก มันอยู่ที่ฉันเองแหละ”

“ตกลงทำไมวะ” เขาถาม เริ่มหงุดหงิดนิด ๆ เสียงที่พูดไปจึงออกจะห้วน กระแทกกระทั้นไปบ้าง แต่ดูจะทำให้อีกฝ่ายนึกเคืองขึ้นมาบ้างเหมือนกัน เพราะไม้หลุดปากออกมาว่า

“ฉันรักแก พอใจยัง” ช่างภาพหนุ่มยกมือขึ้นมาปิดปากหลังเผลอหลุดพูดความลับ ซึ่งแน่ล่ะว่าเขาแทบจะช็อกไปแล้ว แต่เสี้ยววินาทีผ่าน ความรู้สึกดีใจมันก็ท่วมท้นขึ้นมา

“แกพูดจริง?”

“เออ รังเกียจใช่มั้ยล่ะ”

“เปล่าเลย… ฉันก็รักแกว่ะ”

หลังจากวันนั้น พวกเขาก็พัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นเรื่อย ๆ ฟันฝ่าหลายสิ่งหลายอย่างมาด้วยกัน จับมือเคียงข้างกันมาเสมอ แม้แต่วันที่พวกเขาตัดสินใจบอกเรื่องของตนกับครอบครัว

“ฉันเครียดว่ะ แกคิดว่าพ่อกับแม่ของพวกเราจะยอมรับได้เหรอวะ”

“ฉันไม่รู้หรอก อาจจะได้ หรืออาจจะไม่ได้ก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่แกควรรู้นะ ไม้ ไม่ว่าผลจะออกมายังไง ฉันก็ยังอยู่กับแกนะ”

เป็นโชคดีที่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายรับรู้ และเข้าใจ ไม่กีดขวางหรือตำหนิพวกเขาทั้งคู่ ดินนึกขอบคุณพ่อกับแม่ของตน และพ่อกับแม่ของไม้มาเสมอที่ไม่นึกรังเกียจ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถมีหลานให้พวกท่านอุ้มได้ก็ตาม

“ก็ว่าอยู่หรอก ตัวติดกันขนาดนั้นน่ะ นี่ก็พูดเล่นอยู่เลยว่าเราสองคนจะได้กันเองรึเปล่าเนี่ย ตัวติดกันมาตั้งแต่เด็ก” แม่ของดินแซวกลั้วหัวเราะ ตามด้วยแม่ของไม้

“นั่นสิ เหมือนจะนั่งคุยกันเมื่อวานนี้เองนะ ถ้ารักกันจริงพ่อกับแม่ก็ไม่ว่าหรอกนะ ใช่มั้ยคุณ”

“ใช่ แต่รู้ใช่มั้ยว่าถึงพ่อกับแม่จะรับได้ คนทั่วไปก็ใช่ว่าจะรับได้ทุกคน จากนี้ไปก็ต้องประคับประคอง ดูแล ใส่ใจกันดี ๆ นะ” พ่อของไม้เอ่ย ขณะที่พ่อของดินก็ยิ้มให้คนทั้งคู่

“พ่อฝากเจ้าไม้ด้วยนะ ดิน”

มือของคนสองคนกอบกุมเข้าหากันแน่นขึ้น ก่อนที่ดินจะตอบรับด้วยเสียงหนักแน่น และก้องสะท้อนในหัวใจของอีกคนเป็นอย่างดี “ครับ”

ภาพความทรงจำฉายย้อนกลับมายังช่วงเวลาสุดท้ายที่พวกเขาได้อยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะบทสนทนาสุดท้าย ก่อนที่อีกฝ่ายจะจากไปตลอดกาล ทำให้เสียงทุ้มแผ่วลงแม้ว่าจะไม่ได้ขาดหายไป

วันนั้นเป็นวันที่อากาศเย็นกำลังดี เพราะเริ่มเข้าช่วงหน้าหนาว เขากำลังกลับบ้านหลังสอนนักศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฮัมเพลงในลำคอขณะขับรถเหมือนอย่างเคย เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา ทำให้เขากดรับและพูดคุยผ่านสมอลทอล์ค

“ครับ”

//ขับรถอยู่แล้วรับโทรศัพท์ได้ไงวะ เดี๋ยวตำรวจก็จับหรอก// เสียงนุ่มอีกเสียงที่ตอบกลับกลั้วหัวเราะทำให้เขาแย้มยิ้มกว้างอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อได้ยินเสียงของคนที่เขากล้าเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นคู่ชีวิต มือขยับเลี้ยวรถเข้าไปจอดในปั๊มน้ำมันใกล้ ๆ แต่โดยดี เพื่อที่จะได้คุยกับอีกฝ่ายได้

“ถ้ารู้แล้วจะโทรมาทำไมล่ะ”

//ก็ต้องโทรมาบอกว่าวันนี้จะกลับช้าไง ต้องอยู่ช่วยน้ำเขียนบทสารคดีอะ ไม่ต้องรอนะ กินข้าวก่อนเลย//

“จะให้เอาอะไรเข้าไปให้รึเปล่า อย่างของกินหรืออะไรพวกนี้”

//ไม่ต้องหรอก ขอบใจนะ แล้วเจอกัน//

“แล้วเจอกันครับ ที่รัก”

//..พูดบ้าอะไรเนี่ย// เขาหัวเราะเบา ๆ ให้กับเสียงโวยวายตอบกลับคำหยอด พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงเขินไม่น้อย อันที่จริง เขาพูดเองก็เขินเองด้วยซ้ำ แต่เพราะอยากแกล้งมากกว่าเลยตัดใจพูด “ก็บอกรักแฟนไง รักนะ”

ไม้เงียบไปสักพัก จนเขากำลังจะขอโทษที่แกล้งมากไปแล้ว แต่แล้วอีกคนก็เอ่ยก่อนว่า //…รักเหมือนกัน// แล้วก็ตัดสายทิ้งไปเลย ทิ้งให้เขาชะงักค้างกับคำตอบที่ไม่คาดฝัน จนต้องหัวเราะออกมาดัง ๆ

Even if time passes, I will never wake up
From this hundred-year-old love

คืนนั้นเขานั่งรออีกฝ่ายกลับบ้านเป็นชั่วโมง ๆ สองทุ่มก็แล้ว สามทุ่มก็แล้ว นี่สี่ทุ่มแล้ว ไม้ก็ยังไม่กลับสักที เขาไม่อยากโทรไปรบกวน เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเสียสมาธิทำงาน

เวลาล่วงเลยไปถึงห้าทุ่ม และเขาก็แทบจะบ้าแล้ว คว้าโทรศัพท์กำลังจะกดโทรออก แต่กลับมีเสียงเรียกเข้าเสียก่อน เขารีบกดรับทันทีที่เห็นว่าเป็นเบอร์ของคนคนนั้น กรอกเสียงลงไปรวดเร็วด้วยความเป็นห่วงปนโล่งอก

“ไม้ ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก นี่ดินรออยู่นะ”

//อาจารย์อหัสกรใช่มั้ย ผมเมฆ แฟนของน้ำ ไม้ถูกรถชน ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล// เขาจำเสียงอีกฝ่ายได้ แม้จะเคยเจอกันเพียงครั้งสองครั้ง แต่ก็พอรู้นิสัยว่าคนแบบเมฆคงไม่นึกล้อเล่นอะไรพรรค์นี้ และแน่นอนเขาช็อกไปเรียบร้อยแล้ว

“ไม้อยู่ที่ไหนครับ”

ถึงจะรีบมากแค่ไหน แต่เขาไปถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป นับจากตอนที่เมฆโทรหากระทั่งเขามาอยู่ข้างเตียงของไม้จะไม่ถึงสี่สิบห้านาที แต่เขาก็มาไม่ทันวินาทีสุดท้ายของชีวิตของคนที่รัก

น้ำเล่าให้เขาฟังทั้งที่ยังสะอึกสะอื้น ว่าระหว่างที่กำลังจะเดินไปขึ้นรถ ก็มีคนเมาขับรถปาดซ้ายขวามาและลงเอยด้วยการพุ่งตรงมายังพวกเธอ ไม้ผลักน้ำหลบออกไปส่วนตัวเองก็โดนรถชนอาการสาหัส และในที่สุดก็มาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลก่อนเขาจะมาถึงไม่ถึงสิบนาที เขาเองเมื่อเห็นน้ำร้องไห้ โทษว่าตัวเองทำให้เพื่อนตาย ก็ได้แต่ปลอบว่าไม้คงไม่อยากให้เพื่อนสนิทต้องเจ็บ อย่างน้อยเจ็บคนเดียว ตายคนเดียวก็ดีกว่าเจ็บสองคน ตายสองคน

แต่ถึงแม้จะคุมสติได้มากพอปลอบเพื่อนสาว ก็ใช่ว่าเขาจะไม่อยากร้องไห้บ้าง

เมฆเอาโทรศัพท์ของไม้ที่ยังคงอยู่ในสภาพดีไม่เสียหายมาให้เขา พร้อมบอกว่าใช้มันอัดเสียงวินาทีสุดท้ายของไม้ไว้ ตามที่ไม้ขอ ทุกคนรู้ดีว่าไม้อยากจะอัดเอาไว้ให้ใครฟัง

พ่อกับแม่ทั้งของเขาและของไม้ซึ่งมาถึงโรงพยาบาลก่อนเขา ได้กลับไปก่อนแล้ว เพราะแม่ของไม้ร้องไห้หนักจนต้องพากลับไปพักผ่อน เขาก็เลยให้พ่อกับแม่ของตัวเองกลับไปพร้อมกัน แม้ว่าท่านทั้งสองจะถามย้ำแล้วย้ำอีกว่าเขาจะอยู่ได้แน่นอนใช่มั้ย ก่อนกลับ แม่เขาก็ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า

“ดิน ลูกร้องไห้ได้ เสียใจได้ แต่อย่าจมกับมันนานนักนะ ไม้เขาไม่อยากให้ลูกเสียใจไปตลอดชีวิตหรอก แล้วถ้าอยู่บ้านนั้นไม่ไหว กลับมาอยู่กับแม่กับพ่อนะลูก”

I wonder how much time has passed
Since you fell asleep
The pulsing of the stars, the light of the moon
I hope they will gently bless you

ตำรวจยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ ซึ่งเขายอมรับว่าเขาก็ไม่หวังจะได้ตัวหรอก เขาขอลาหยุดกับทางมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันรุ่งขึ้นที่ไม้ตาย พร้อมทั้งแจ้งหยุดกับนักศึกษาที่รู้แค่ว่าพี่ไม้ที่เคยมาอยู่ร่วมฟิลด์กันไม่อยู่แล้ว และเขาก็ต้องไปช่วยงานศพเพื่อนสนิท แต่สำหรับอาจารย์ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอาจารย์พุด ซึ่งสนิทกับเขาและไม้ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษารู้อะไรมากกว่านั้น ท่านแค่ลูบหัวเขาเหมือนอย่างเป็นเด็ก ๆ แล้วก็บอกว่า

“เคยได้ยินมั้ย ว่าคนเป็นต้องอยู่ต่อไป เพื่อให้คนตายมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยก็ในความคิดคำนึงของพวกเรา”

เหมือนกันกับประโยคที่เขาได้ยินจากเสียงที่ถูกอัดเอาไว้ในโทรศัพท์ของคนที่จากไปแล้วคนนั้น เหมือนกันมากจนน้ำตาเขาเกือบจะไหลออกมา

“ดิน… ไม้รู้นะ ว่าเวลาไม้จะหมดแล้ว อย่าเสียใจนานนักนะ ถ้าดินเสียใจนาน ๆ ไม้คงไปสงบ ๆ ไม่ได้แน่…” เสียงแหบแห้งฝืนพูดกลั้วหัวเราะ ดินเปิดเทปฟังหลังกลับจากโรงพยาบาลมาที่บ้านที่พวกเขาอยู่ด้วยกันสองคน ซึ่งบัดนี้มันกลับอึดอัด ไม่สบายใจเหมือนทุกครั้ง

“ไม้ฝากพ่อกับแม่ด้วยนะ ทั้งพ่อแม่ดินกับพ่อแม่ไม้ แล้วก็อย่าบ้างานนักล่ะ แต่ข้อนี้คงห้ามยากเนาะ… ไม้รักดินนะ รักมาก ไม้ไม่อยากให้ดินเสียใจเลยจริง ๆ ยิ่งเพราะไม้แล้วด้วย แต่นี่ก็ห้ามไม่ได้เหมือนกันใช่มั้ยล่ะ” ดินรู้สึกได้ว่าน้ำตากำลังไหลอาบแก้มแต่เขาไม่ใส่ใจจะปาดมันออกสักนิด

“เพราะงั้นอย่าเสียใจนานนะ อย่ายึดติดกับไม้ อย่างดินน่ะยังมีคนอื่นให้เลือกอีกเยอะแยะ” ใคร จะให้เขาไปเลือกใคร ในเมื่อคนที่รักมากที่สุดก็คือเจ้าของเสียงนี่

“อย่าขับรถเร็ว อย่าทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วง อาจารย์พุดด้วย แล้วก็อย่าดุกับน้องนักศึกษามากนะ น้อง ๆ ชอบมาบ่นกับไม้อยู่เรื่อยว่าดินชอบดุเวลาทำงาน แต่พวกเขาก็รักดินนะ เพราะฉะนั้น ดินต้องอยู่เพื่อคนที่รักดิน ทั้งพ่อกับแม่ ทั้งอาจารย์ ทั้งนักศึกษาของดิน แล้วก็อยู่เพื่อไม้” ดินยอมรับว่าลมหายใจกระตุก อีกฝ่ายไม่อยู่แล้ว จากไปแล้ว…

“ไม้ยังอยู่กับดินเสมอ ยังอยู่ในความทรงจำของดิน ในหัวใจของดิน ไม้รู้ว่าดินรักไม้ ไม้เองก็รักดินนะ” เสียงที่ถูกอัดไว้สิ้นสุดลง มือของเขากดเปิดย้อนอีกรอบ ฟังเสียงของคนที่รักซ้ำอีกครั้ง เสียงที่เขาไม่มีวันจะได้ยินจากปากของเจ้าตัวอีกต่อไป

I will never forget
The things you taught me
Our song, the warmth of people
Because they are proof that I’m alive

“แก เป็นไงมั่งวะ”

“อย่าเศร้ามากนะเว้ย เดี๋ยวไม้มันจะห่วงจนไม่ไปสู่สุคติ”

เพื่อนสนิทของเขา อันที่จริงก็เป็นเพื่อนซี้ของไม้ด้วย ต่างเข้ามารุมล้อมเขาในงานศพ ทั้งที่สภาพของบางคนก็ดูไม่ได้ บางคนนี่ตาบวมแดงจนแทบเปิดไม่ขึ้นด้วยซ้ำ

“เออน่า ก่อนจะห่วงฉัน ดูหน้าแกก่อนมั้ย เปิดตาขึ้นป่าววะ” เขาฝืนยิ้มแซวเพื่อน ทั้งที่ในใจไม่ได้นึกอยากทำเลยสักนิด อีกอย่างเขาเองก็พอรู้ว่ารอยยิ้มตัวเองดูฝืดเฝื่อนเต็มที เพื่อนแต่ละคนถึงได้มองหน้ากันเครียด ๆ ตบไหล่เขาคนละทีสองทีแล้วพากันเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างไม่อยากให้เขาเศร้าอีก

สามวันหลังจากที่ไม้จากไป เป็นสามวันที่เขาเก็บซ่อนความเศร้ากดอยู่ภายในใจลึก ๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

เขาไม่อยากให้พ่อกับแม่เป็นห่วง จึงฝืนทำตัวเป็นปกติ ยิ่งเห็นแม่ของไม้ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายรอบ เขายิ่งไม่อยากให้ความรู้สึกของตัวเองทำให้หลายคนต้องห่วงไปมากกว่านี้

“ดิน ลูกโอเคมั้ย” พ่อของไม้ถามเขา ทั้งพ่อและแม่ของไม้เรียกเขาเป็นลูกอีกคนหลังจากที่ไม้กับดินเปิดเผยความสัมพันธ์กับพ่อแม่แล้ว ไม่ต่างจากพ่อและแม่ของเขาที่เอาไม้เป็นลูกคนที่สอง

“ผมไม่เป็นไรครับ”

“แน่ใจเหรอ” ดินไม่อยากให้แม่เป็นห่วงเขา แต่ดูเหมือนว่าจะทำไม่สำเร็จ เพราะสายตาที่จับจ้องมาที่เขาตลอดฉายความเป็นห่วงไว้ชัดเจน

“เอาความจริงนะ” พ่อของเขาดักคอต่อ ทำให้ดินลังเล แต่ก็ยอมพูดความจริง

“ก็… ยังทำใจไม่ค่อยได้เลยครับ” เขายังทำใจไม่ได้ ที่จริงเขาไม่ได้กลับไปนอนบ้านด้วยซ้ำ อาศัยบ้านเพื่อนอีกคนนอน เพราะไม่อยากกลับไปค้างกับพ่อแม่ให้พวกท่านเป็นห่วง ซึ่งเพื่อนเขาก็ไม่ว่าอะไรด้วยรู้ดีว่าดินกำลังรู้สึกยังไง

“อย่าให้การจากไปของไม้ทำให้ดินไม่มีความสุขนะ” คำพูดของแม่ของไม้ทำให้เขาชะงัก

“ดินก็เหมือนลูกแม่ แม่เสียลูกไปคนแล้ว แม่ไม่อยากให้ลูกอีกคนต้องทนทุกข์นะ”

ดินได้แต่ยกมือไหว้พ่อกับแม่ทั้งสี่คน ซึ่งมองตามด้วยความเป็นกังวลแล้วถอยตัวไปยืนเงียบ ๆ นอกงานศพโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

เขาหยิบหูฟังออกมาเสียบกับโทรศัพท์มือถือแล้วเปิดเพลง หวังจะให้เสียงดนตรีช่วยดับอารมณ์ต่าง ๆ ที่ตีตื้นขึ้นให้สงบลง จนพอที่จะฝืนกลับไปทำตัวเหมือนเดิมได้ แต่เพลงที่ขึ้นมาก่อนที่จะกดเปลี่ยน เพลงที่อีกฝ่ายชอบนักหนา ทำให้น้ำตาที่กดเอาไว้มาหลายวันไหลอย่างไม่รู้ตัว เผลอทรุดตัวลงนั่งกับพื้น พลางกระซิบชื่อคนที่ไม่มีวันกลับมา

“ไม้”

Gentle and warm
It’s making my chest tighten so much
I want to see you, I want to see you
I love you so much

“เป็นไง เพราะมั้ย นี่ดินฝึกเล่นเพื่อไม้เลยนะ” เขาพูดกับคนในกรอบรูป หลังจากกดคีย์สุดท้าย ส่งเพลงหวานให้จบลง

จากวันที่ไม้ตายไป ก็ผ่านมาปีเศษแล้ว แต่เขายังไม่มีใครใหม่ ถึงจะกลับมาเป็นดินเหมือนที่เคยเป็น และเพื่อนหลายคนก็คิดว่าเขาหายเศร้า ทั้งยังเห็นว่าเขาพร้อมที่จะมีคนใหม่แล้วก็ตาม

อย่างวันก่อน ตังค์ เพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยก็ถามว่า “แกยังไม่คิดมีคนใหม่อีกเหรอวะ” ซึ่งเขาก็ได้แต่ยิ้ม แล้วตอบเพื่อนว่า “ยังหาใครมาแทนที่ไม้ไม่ได้ว่ะ” มันตบบ่าเขาหนัก ๆ สองสามที เลิกพูดถึงเรื่องนี้อีก

อาจารย์หนุ่มยอมรับ ถึงจะกลับมาเป็นปกติ และทำใจได้ตั้งนานแล้ว แต่เขายังลืมไม่ได้

เขาลืมภาพรอยยิ้มนั้นไม่ได้ ลืมใบหน้าคมที่ขึ้นสีจาง ๆ เวลาเขาแกล้งไม่ได้ ลืมเสียงที่ห้าวพอกันกับเขาที่พูดคำว่ารักไม่ได้ และลืมนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเหมือนเปลือกไม้ที่มักเป็นประกายสวยเสมอยามสบสายตาไม่ได้

ดินคิดว่าชีวิตนี้คงลืมไม้ และรักใครอีกไม่ได้แล้ว

ชายหนุ่มบิดขี้เกียจนิดหน่อย ยอมรับว่าประโยคสุดท้ายของผู้เป็นที่รักทำให้เขาคิดได้ และทำให้ความทรงจำที่ร่ำ ๆ จะบีบคั้นจิตใจจนเจ็บ ให้กลายเป็นความอบอุ่นอ่อนโยนของการที่เคยรัก และเคยเป็นที่รักของใครบางคนอย่างสุดหัวใจแทน

“อยู่บนนั้นเป็นยังไงบ้าง แต่อย่างไม้ อยู่ที่ไหนก็หาความสุขใส่ตัวได้อยู่ดีแหละ” ถ้าอีกคนยังอยู่ ไม่แคล้วคงโวยวายใส่เขาเหมือนเคย

“ถึงไม้จะบอกให้ดินอย่ายึดติดกับไม้ แต่ขอโทษนะ ดินทำให้ไม่ได้จริง ๆ เพราะสำหรับดิน ไม้คือที่สุดแล้ว ดินคงมีใครอีกไม่ได้ ไม่โกรธกันนะ” เขาเอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมา พลางลูบใบหน้าที่แสนคิดถึงในรูปเบา ๆ

“ดินคิดถึงไม้ คิดถึงมาก ๆ ไม้คิดถึงดินบ้างมั้ย… ไม่ต้องเป็นห่วงดินนะ ดินอยู่ตรงนี้มีความสุขดี ได้ทำงานที่ดินรัก อยู่กับพวกนักศึกษา รู้มั้ย ไอ้เด็กพวกนั้นที่ไม้ไปตามถ่ายสารคดีน่ะ จะรับปริญญาปีนี้แล้วนะ บางคนหางานทำได้แล้ว นี่เห็นว่ามีบางคนอยากทำงานตามอย่างไม้ด้วย จะติดใจอะไรขนาดนั้น

“ไม้บอกดินเองนี่นะ ว่าไม่ว่าอย่างไร ไม้ก็ยังมีชีวิตอยู่ ในความทรงจำ ในหัวใจของดิน เพราะฉะนั้นดินก็จะใช้ชีวิตอยู่แทนในส่วนของไม้ด้วย… ดินรักไม้นะ”

เขาวางกรอบรูปกลับไปไว้ที่เดิมที่มีกุหลาบขาวที่เพิ่งซื้อมาอยู่ใกล้ ๆ ก่อนจะลุกขึ้น และเดินจากไปพร้อมฮัมเพลงในลำคอเบา ๆ

Even if time passes, it will never fade
Our eternal love

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ส่วนตัวรู้สึกว่ายาวมากกกกก ฮา

หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมฟิควาเลนไทน์มันถึงได้ช้ำใจแบบนี้ แต่ประเด็นคือเราชอบเพลงนี้และอยากเขียนค่ะ //ผิด ผิดมาก

อีกแง่หนึ่ง เรามองว่ามันเป็นแฮปปี้เอนด์นะ คือ ความรักมันไม่ได้จบด้วยคำว่า “แล้วพวกเขาก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป” เสมอไป เราคิดว่าแค่ทุกคนมีความสุข มันก็คือแฮปปี้เอนด์ อีกอย่างเราชอบประโยคที่เคยไปได้ยินได้เห็นมา คือ คนที่ตายไปแล้วก็ยังมีชีวิตอยู่ในตัวของคนเป็น เราชอบมาก แล้วก็ค่อนข้างจะเห็นด้วย ก็เอามาใส่ด้วยเลย//โดนตบ

ถามว่าถึงจะผ่านมานานแล้ว แต่ดินมันไม่เสียใจแล้วเหรอ คำตอบคือ เปล่าค่ะ ดินก็ยังคงเสียใจอยู่ แต่แค่รู้จักที่จะอยู่อย่างมีความสุขค่ะ เพราะอย่างที่เราบอก เราชอบและเห็นด้วยที่ว่าคนตายมีชีวิตอยู่ในความคิดของคนเป็นค่ะ

ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะที่เข้ามาอ่าน แล้วถ้ากรุณาติชม จะเป็นพระคุณมากเลย ขอบคุณมากค่ะ