[One – Shot Original Fiction] Sweet

Tags

, , , , , ,

หายไปนานอยู่พอสมควรเนาะ ยังคงเป็นวันช็อตออริจินอลเช่นเดิมค่ะ แต่งตอนเรียนวิจัย ฟังเพื่อนนำเสนอรายงานวิจัยไปเราก็แต่งฟิคไป (//น่าเกลียดที่สุด) ได้ออกมาเป็นวันช็อตที่สั้นได้อีก เราอยากให้มันมุ้งมิ้งนะคะ แต่ไม่รู้จะมุ้งมิ้งพอมั้ย ฮา ยังไงก็ฝากติชมกันด้วยนะคะ

คำเตือน

ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หากไม่ชอบหรือรับไม่ได้ กรุณากดปิดไปค่ะ เราเตือนด้วยความหวังดีนะคะ

Title : Sweet

Author : FairwazaJawi

Rate : PG

Note : สั้นมาก สั้นได้อีก สั้นที่สุด…

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กระดิ่งหน้าประตูส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเมื่อมีคนเปิดประตูเข้ามา ชายหนุ่มในชุดสีขาวที่กำลังกับขนมหวานหน้าตาน่าทานเข้าไปไว้ในตู้กระจกหน้าเคาน์เตอร์เงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ชายหนุ่มอีกคนเดินตรงไปยังโตีะประจำที่อยู่ริมหน้าต่างติดกับถนนใหญ่ในร้านขนมหวานที่ไร้ผู้คนเหมือนเช่นที่เคยทำ

พาติซิเยร์ควบตำแหน่งเจ้าของร้านเดินไปหาลูกค้าคนแรกของวันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ช่วงนี้มานี่บ่อยนะ”

คนโดนทักยักไหล่ก่อนตอบ “กำลังหาแรงบันดาลใจมาเขียนนิยายเรื่องใหม่อยู่ แล้วที่นี่ก็โคตรเหมาะ มีไวไฟให้ใช้กับปลั๊กให้เสียบโน้ตบุ๊กด้วย

เจ้าของร้านเลิกคิ้วนิด ๆ กับคำพูดนั้น “ถ้างั้นฉันก็ควรเก็บค่าไฟค่าเน็ตได้แล้วสิ มานั่งใช้ไฟใช้เน็ตร้านฉันประจำ”

“เหย งงว่ะ กริด นี่ฉันอุตส่าห์มาอุดหนุนร้านแกบ่อย ๆ นะเว้ย” กริดหัวเราะกับคำตอบกลับของเพื่อน เดินกลับไปหลังเคาน์เตอร์และหยิบขนมหวานออกมาจากตู้เย็น มาวางบนโต๊ะที่อีกฝ่ายนั่งอยู่

“ช็อกโกแลตลาวา? ปกติแกไม่ได้ทำขายไม่ใช่เหรอ”

“ก็ใช่ แต่เมื่อวานนึกอยากทำ สงสัยมีลางสังหรณ์มั้งว่าวันนี้แกจะมา” คนฟังพยักหน้ารับพลางตักขนมชิ้นโปรดเข้าปาก “เออ อร่อยอะ ไม่ลองทำขายดูล่ะ ฉันว่าน่าจะขายดีนา”

กริดทำเพียงส่ายหน้าทั้งรอยยิ้มแทนการตอบคำถาม ทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ดูเพื่อนตักขนมกินอย่างเอร็ดอร่อยจนคนโดนมองรู้สึกตัว เงยหน้าขึ้นสบตา

“กินปะ”

“ไม่ล่ะ แกกินไปเหอะ”

“โอเค จะได้ไม่ต้องเกรงใจ”

ฉันว่าแกก็ไม่ได้เกรงใจมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะมั้ง… กริดได้แต่นึกในใจเพราะถ้าพูดออกไป รับประกันได้ว่าอีกฝ่ายต้องโวยวายเขาแน่ ๆ

“งั้นตามสบายละกัน ฉันไปจัดของเข้าตู้ก่อน” เกมพยักหน้ารับทั้งที่มือยังคงตักช็อกโกแลตเข้าปากไม่หยุด ทำให้กริดเผลอยิ้มเอ็นดูออกมาก่อนจะผละไปทำงาน

คนมากมายเดินเข้าออกร้านขนมหวานเล็ก ๆ แห่งนี้ตลอดเวลา เกมมองดูผู้คนเหล่านั้นด้วยรอยยิ้ม โดยเฉพาะเจ้าของร้านที่แม้จะดูล้าไปบ้างหลังจากรับลูกค้ามาทั้งวัน แต่ใบหน้าคมยังคงยิ้มแย้ม เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวมีความสุขขนาดไหน

นักเขียนหนุ่มเคาะแป้นพิมพ์เป็นจังหวะ ถ่ายทอดเรื่องราวที่อยู่ในหัวออกมาเป็นตัวอักษร การมานั่งที่ร้านขนมหวานแห่งนี้ช่วยให้เขาเขียนอะไรต่อมิอะไรได้ง่ายขึ้นเสมอ สาเหตุแรก คือ กลิ่นหอม ๆ ของขนมหลากชนิด ซึ่งถูกใจคนที่ชอบกินขนมหวานมาตั้งแต่เด็กอย่างเขามาก สาเหตุที่สอง คือ บรรยากาศสบาย ๆ ของร้านที่กริด เพื่อนสนิทตั้งแต่ม.ต้นของเขาตั้งใจตกแต่งเป็นอย่างดี ส่วนสาเหตุที่สามที่เกมคิดว่าสำคัญที่สุด คือ ตัวเจ้าของร้านเอง เกมเป็นนักเขียนนิยาย จริงอยู่ที่นิยายรักใครจะเขียนก็ได้ แต่สำหรับเขาแล้ว เขาเขียนมันไม่ได้ถ้าไม่มีความรัก และความรักของเขาก็คือกริด

ตามจริงแล้วเกมไม่คิดว่าตัวเองจะบ้าขนาดรักใครข้างเดียวมาได้นานขนาดนี้ เอาเข้าจริงตั้งแต่วันแรกที่เขารู้ตัวก็เป็นเวลากว่า 9 ปีได้แล้ว และเป็นเวลา 9 ปีที่ยืนอยู่ข้างอีกฝ่ายในฐานะเพื่อนสนิท แต่อันที่จริง เขาก็ค่อนข้างพอใจกับสถานะนี้พอสมควร คงเพราะเขาไม่เคยหวังอะไรมากไปกว่านี้ก็เป็นได้ แต่กลับกันเขาก็เลิกรักไม่ได้

“เฮ้อ” เกมแอบถอนหายใจขณะมองสาว ๆ โต๊ะข้าง ๆ นั่งกรี๊ดกร๊าดชี้ไม้ชี้มือไปยังเจ้าของร้านสุดหล่อที่กำลังชงอะไรสักอย่างอยู่หลังเคาน์เตอร์ กริดเป็นที่นิยมในหมู่ผู้หญิงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่แปลกที่สาวมหาลัยกลุ่มนั้นจะชอบ แต่เกมก็นึกแปลกใจที่ตัวเองยังไม่เคยเห็นกริดตกลงปลงใจกับใครสักที

“คราวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรน่ะ” เกมสะดุ้งสุดตัว เมื่อหันไปมองก็พบว่ากริดเดินมาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมยังก้มลงมามองจอโน้ตบุ๊กจนใบหน้าห่างกันแค่ไม่กี่เซนติเมตรอีกต่างหาก

“เป็นอะไรวะเกม”

“เปล่า ๆ เมื่อกี้ถามว่าอะไรนะ” กริดถอยหลังออกไปพลางมองมาด้วยสายตาที่ดูก็รู้ว่ากำลังหัวเราะ และนั่นก็ทำให้เกมรู้สึกเหมือนมีความร้อนไปรวมกันอยู่ตรงใบหน้า

“ฉันถามว่าคราวนี้เขียนนิยายเกี่ยวกับอะไร”

“อ๋อ เรื่องเกี่ยวกับร้านขายดอกไม้น่ะ แบบว่าให้พระเอกเปิดร้านขายดอกไม้ ส่วนนางเอกเป็นพนักงานบัญชีของบริษัทใหญ่แห่งนึง ฉันว่ามันน่าจะโอเคนะ หรือแกว่าไง”

“แกก็รู้ว่าฉันไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้” เกมพยักหน้ารับ แหงแหละเขาไม่เคยเห็นกริดอ่านอะไรสักอย่างนอกจากการ์ตูนกับหนังสือทำอาหาร อ้อ แล้วก็หนังสือเรียน สมัยที่ยังไม่เรียนไม่จบ

“อะ นี่โกโก้เย็น ชงมาให้” พาติซิเยร์หนุ่มวางแก้วโกโก้เย็นลงบนโต๊ะใกล้มืออีกฝ่าย ก่อนจะยกมือขึ้นขยี้หัวเพื่อนสนิทแล้วกลับไปทำงานต่อ

คนโดนแกล้งจัดทรงผมตัวเองให้เข้าที่ด้วยใบหน้างอนิด ๆ แล้วลอบถอนหายใจอีกครั้ง เพราะใจดีแบบนี้ไงถึงหยุดรักไม่ได้

กริดเก็บเก้าอี้ตัวสุดท้ายขึ้นซ้อนไว้บนโต๊ะ หันกลับไปมองเกมที่ถูพื้นอย่างขะมักเขม้นด้วยรอยยิ้มเอ็นดู เขาบอกแล้วว่าไม่ต้องช่วย แต่อีกฝ่ายกลับไม่ฟังที่เขาพูดเลยสักนิด ดึงดันจะช่วยให้ได้ แต่คิดอีกทีเขาก็ว่าสมกับเป็นเกมนั่นแหละ เพราะถึงปากจะพูดยังไง แต่ในใจก็ยังเกรงใจกันอยู่ดีนั่นแหละ

“พักก่อนมั้ย เดี๋ยวที่เหลือฉันทำเอง” เขาส่งเสียงบอก

“ไม่เป็นไร ๆ เหลืออีกนิดเดียวเอง”

เจ้าของร้านอมยิ้ม เดินไปรินน้ำเย็นใส่แก้ว แล้วเดินเอาไปให้เพื่อนที่เพิ่งวางไม้ถูพื้นลงหลังจัดการจนพื้นสะอาดเรียบร้อย

“เอ้า น้ำ”

“ขอบใจนะ”

กริดมองคนที่กระดกน้ำเข้าปากอย่างกระหาย ใบหน้าคมของเกมชุ่มเหงื่อหลังออกแรงช่วยเขาเก็บกวาดหลังปิดร้าน และนั่นทำให้เขาอดแหย่ไม่ได้

“บอกแล้วว่าไม่ต้องทำ เหนื่่อยมั้ยล่ะ”

“ก็มานั่งกินฟรี ใช้ไฟฟรี ใช้ไวไฟฟรีหลายรอบแล้วนี่ เดี๋ยวจะหาว่าเอาเปรียบ” นั่นไง คิดไว้ไม่ผิด

“รู้ตัวนี่” เกมแยกเขี้ยวใส่ทำให้เขาหัวเราะออกมา เขาชอบแหย่เกมมาตั้งแต่เด็กแล้ว ปฏิกิริยาตอบกลับของเกมทำให้เขาหัวเราะได้เสมอ

“เกลียดแกว่ะกริด” เขารู้ว่าเกมพูดเล่น แต่ก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้ ชายหนุ่มไม่ชอบเลยจริง ๆ เวลาที่อีกฝ่ายพูดว่าเกลียดเขา

“เกลียดก็เกลียดไป ช็อกโกแลตลาวาอีกก้อนก็อดแล้วกัน”

“ไม่เกลียดแล้ว ๆ ว่าแต่ยังเหลืออยู่อีกเหรอ เมื่อวานทำไปกี่ก้อนเนี่ย”

“สอง เมื่อเช้าแกกินไปหนึ่ง เหลืออีกหนึ่ง กำลังคิดจะห่อให้แกเอากลับบ้านเนี่ย”

“แล้วทำไมเราไม่กินด้วยกันตอนนี้เลยล่ะ”

สุดท้ายพวกเขาก็เอาขนมมานั่งกินด้วยกัน แต่นอกจากคำแรกแล้ว ก็มีแต่เกมที่นั่งกินเอา ๆ อยู่คนเดียว โดยที่เขาได้แต่นั่งมอง แต่เขาก็ไม่อยากขัดเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายชอบช็อกโกแลตลาวาขนาดไหน

“ฉันว่ามันอร่อยมากนะ แกน่าจะทำขายจริง ๆ น้า”

“ไม่ทำหรอก”

“ทำไมล่ะ”

กริดไม่อยากตอบ เพราะเหตุผลของเขามันเกี่ยวพันกับการที่เขาเลือกมาเป็นพาติซิเยร์อย่างแยกไม่ออก และเหตุผลของทั้งสองอย่างนี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่อยากให้เกมรู้ ให้ตายยังไงก็ไม่อยากให้รู้ ดังนั้นเขาจึงเอาแต่ยิ้มให้อีกคนนึกเคือง

“เอ๊า ถามไม่ตอบอีก เออ ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอกก็ได้ครับ ไม่อยากรู้ละ” ว่าจบก็ตักช็อกโกแลตลาวาคำสุดท้ายเข้าปากแล้วเอาจานไปล้างทันที ขณะที่กริดยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มองตามอีกฝ่ายไปก่อนจะพูดเบา ๆ ไม่ให้อีกคนได้ยิน

“สักวันนะ ถ้าฉันพร้อม ฉันจะบอกแก”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แอบคิดว่าสั้นมาก ฮา

มันเป็นโมเมนต์ที่อยากเขียนอะไรเบา ๆ ไม่ดราม่า ไม่ตายตอนจบบ้าง แต่เหมือนจะหนีไม่พ้นอะไรแบบนี้ แบบว่าเขียนทีไรมีแต่พล็อตเพื่อนรัก รักเพื่อนทุกที ฮา หวังว่าสักวันจะหลุดจากอะไรแนวนี้บ้างเนาะคะ

คิดว่าอ่านก็คงรู้แหละเนาะคะ ว่ากริดมันคิดยังไงกับเกม สิ่งที่เราตั้งใจ คิือ เราอยากให้ช็อกโกแลตลาวาเป็นเหมือนคำบอกรักของกริดนั่นแหละค่ะ เพราะฉะนั้นกริดเลยไม่ยอมทำช็อกโกแลตลาวาขายหน้าร้าน เพียงแต่ไอ้คนรับมันดันไม่รู้เรื่องไง กริดไม่อยากบอกรักมันตรง ๆ เพราะกลัวความสัมพันธ์จะแย่ลงไปกว่าเดิม เกมเองก็ดันไม่หวังอะไรแต่แรก สุดท้ายแต่ละคนเลยได้แต่เงียบ (ซึ่งเพื่อนเราบอกว่าบอก ๆ กันไปก็จบละ ฮา นั่นน่ะสิ ทำไมมันไม่พูด)

ขณะที่กริดเลือกมาเป็นพาติซิเยร์เพราะเกม เกมมันก็เลือกมาเป็นนักเขียนนิยายเพราะกริดเหมือนกันค่ะ (เราไม่ได้เขียนลงไป เลยขอเอามาเสริมเอาตรงนี้แทนนะคะ) คำรักที่พูดไม่ได้ สิ่งที่อยากทำให้กริด และสิ่งที่อยากให้กริดทำให้ เกมเอามาลงที่นิยายที่ตัวเองเขียนค่ะ ให้ตัวละครเป็นคนพูดแทน ทำแทน เกมถึงได้บอกว่าถ้าไม่มีความรัก เกมจะเขียนนิยายไม่ได้ และถ้ากริดได้อ่านนิยายของเกมหลายเล่มเข้า คนหัวไวอย่างกริดจะรู้ทันทีค่ะว่าเกมแอบคิดอะไรอยู่ (แน่นอนว่ากริดมันไม่อ่านหรอก มันไม่ชอบอ่านหนังสือ) เพราะเกมชอบหย่อนนิสัยของกริดลงไปในตัวละครไม่มากก็น้อยเสมอ แต่อย่างที่บอกค่ะ กริดมันไม่อ่านหรอก (ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ก็โอเคกับสิ่งที่ตัวเองเลือกนะคะ เกมชอบเขียนนู่นเขียนนี่แต่เด็ก ส่วนกริดก็ชอบทำอาหาร และไอ้การชอบทำอาหารของกริดนี่แหละที่ทำให้สองคนนี้มาสนิทกันได้)

รู้สึกเหมือนตอนท้ายเที่ยวนี้จะยาวไปหน่อยนะคะ ฮา ขอบคุณทีอ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ ถึงจะหลงเข้ามาหรืออะไรก็ตาม ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ

Advertisements

Song Fiction : Hyakunen no koi [Yaoi]

Tags

, , ,

กลับมาแล้วค่า เที่ยวนี้เป็นออริจินอลฟิครับวาเลนไทน์ค่ะ ฮา

วันวาเลนไทน์จริง ๆ เป็นวันพรุ่งนี้ แต่บังเอิญว่าเรามีนัดเลยมาลงก่อนค่ะ แต่ออกตัวก่อนค่ะ ว่าไม่มีแฟน เพราะฉะนั้นไม่ได้จะไปเที่ยวกับแฟนแน่นอน แต่พอดี๊พอดี ว่าอาจารย์นัดไปออกภาคสนามที่วังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาค่ะ ไปตามรอยคุณเปรมกับแม่พลอย ยังหวานไม่พอค่ะ กลุ่มเราได้รับมอบหมายให้เตรียมข้อมูลเรื่องพระนางเรือล่มไปนำเสนอด้วยค่ะ แทบกรีดร้องค่ะบอกเลย

ค่ะ สำหรับวันช็อตนี้ก็เป็นอีกภาคหนึ่งของนิยายที่เราแต่งค้างไว้ที่บทที่หนึ่งค่ะ//โดนตบ เลยยังไม่ได้เอาไปลงที่ไหนอะไรเลย ซึ่งไม่ใช่เนื้อเรื่องจริงค่ะ คล้าย ๆ จะเป็นโลกคู่ขนาน ฮา เพราะฉะนั้น นี่คือคำเตือนค่ะ ว่ามันดราม่า

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือเกลียดก็รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ เราไม่อยากให้ทุกท่านรำคาญค่ะ

ลองกดเปิดฟังไปพลาง ๆ นะคะ

Song Fiction : Hyakunen no koi

Music & Lyrics & Arrangement: れるりり (Reruriri)

English Lyrics: https://kazabana.wordpress.com/2013/06/16/hyakunen-no-koi-a-hundred-year-love-hatsune-miku/

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Ever since I met you
Everything has started to look different
The voice of the wind, the colors of words
It’s as if I’m being enveloped in a cradle

“กลับแล้วเหรอคะ อาจารย์ วันนี้กลับไวจัง”

“ผมมีธุระต่อน่ะ เดี๋ยวถ้าใครจะส่งงานก็วางไว้บนโต๊ะละกันนะครับ”

“ค่า/ครับ”

ชายหนุ่มร่างสูงเดินออกจากตึกคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ตนทำงานเป็นอาจารย์สอนอยู่ แสงแดดยามเที่ยงวันแผดกล้าชวนให้ร้อนชนิดอยากแช่น้ำ เขาเดินตรงไปยังรถยนต์สีดำสนิทอันเป็นสีที่ใครคนหนึ่งเคยบอกว่าชอบมาก ซึ่งเขาก็เลือกรถสีนี้ตามใจคนคนนั้นเสียด้วย

รถเคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัย ตรงไปตามถนนสายหลักที่ดูโล่งผิดกับตอนเช้าหรือตอนเย็นที่ถนนกว้างเท่าไหร่ก็กว้างไม่พอ รอยยิ้มบางเบาประทับบนใบหน้าคมคายของดิน เวลาที่ใบหน้าของใครบางคนปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิด แต่เอาเถอะ จะอย่างไรวันนี้พวกเขาก็จะได้พบกันแล้ว

เขานึกอยากรู้ว่าคนที่มีความรักเป็นแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า

ยิ้มได้ตลอดเวลาที่นึกถึงใบหน้าของใครบางคน เพียงแค่ได้พูดคุยก็มีความสุขไปตลอดทั้งวัน  แต่พอไม่ได้เจอก็รู้สึกคิดถึงเสียแทบขาดใจ ทั้ง ๆ ที่สมัยยังเป็นแค่เพื่อนสนิทกัน ความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย พอตกลงเป็นคนรักกันแล้ว กลับมาจากไหนมากมายก็ไม่รู้

ดินฮัมเพลงในลำคอเบา ๆ ทบทวนบางสิ่งบางอย่างที่ตั้งใจว่าจะทำเพื่อเป็นการเซอร์ไพรส์อีกคน รอยยิ้มนุ่มดูจะกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย เมื่อคิดว่าคนถูกเซอร์ไพรส์จะตกใจและดีใจมากแค่ไหน

หางตาคมเหลือบไปเห็นร้านขายดอกไม้เล็ก ๆ ข้างทาง หญิงสาววัยกลางคนนั่งอยู่บนฟุตบาทริมทาง ข้างกายเป็นถังน้ำที่ใส่ดอกกุหลาบหลากสีสันประมาณ 2 – 3 ใบ เขาตัดสินใจจอดรถเลียบทางเดินพร้อมเปิดไฟกะพริบทิ้งไว้ สักพักก็เดินกลับมาขึ้นรถพร้อมดอกกุหลาบสีขาวดอกใหญ่ดอกหนึ่ง เขาวางไว้มันไว้บนเบาะนั่งข้างคนขับ ในใจนึกว่าตนโชคดีที่มาเจอร้านที่ไม่ได้ขึ้นราคาดอกกุหลาบจนสูงเว่อร์เหมือนปกติในวันวาเลนไทน์แบบนี้

The changing seasons that I’ve spent with you
I considered all of them precious to me
The sunlight of summer, the scent of winter
They made me feel a reason to live

สองข้างทางถนนหลวงเส้นหลักเป็นบ้านตึกแถว และตึกสูงรายเรียง หากผ่านไปอีกตึกสูงก็ลดจำนวนลง เหลือเพียงบ้านเรือน หรือตึกแถวหลังเล็ก ๆ สลับกับที่ดินร้างที่มีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นสูงเป็นทุ่ง ต้นไม้ใหญ่ริมทางยังคงปลิดใบพลิ้วไปตามกระแสลมอย่างสมที่ยังคงเป็นช่วงฤดูหนาว แม้ว่าปีนี้อากาศหนาวจะจากไปนานแล้วก็ตาม แต่เห็นแบบนี้แล้วมันก็ทำให้เขานึกถึงช่วงเวลาหน้าหนาวที่ผ่าน ๆ มา ที่เขาเคยใช้เวลากับใครคนหนึ่ง

อีกไม่นานก็จะเข้าสู่หน้าร้อนแล้ว ไม่ต้องคิดเลย คน ๆ นั้นคงชวนเขาไปเที่ยวไหนต่อไหนเหมือนเคย โดยเฉพาะในช่วงที่มหาวิทยาลัยปิดเทอม แต่ปีนี้คงต้องเลื่อนเป็นช่วงหน้าฝน ไม่ก็ต้องไปตอนสงกรานต์แทนเสียแล้ว เพราะปีนี้เขาต้องเลื่อนปิดเทอม ไม่แน่อีกฝ่ายอาจจะตามเขาไปทำวิจัยในที่ต่าง ๆ เหมือนอย่างเคยก็ได้

ชายหนุ่มเปิดกระจกรถลง รับลมเย็น ๆ ที่มาปะทะใบหน้า เร่งความเร็วรถมากกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร ในเมื่อถนนค่อนข้างจะโล่งอยู่พอสมควร แถมยังไม่มีกลิ่นควันรถเข้ามามากเหมือนตอนที่การจราจรหนาแน่นด้วย

ดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปยังถนนใหญ่อีกเส้นที่พาดผ่านกัน ทิวทัศน์รอบข้างดูจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย บ้านตามสองข้างทางดูจะน้อยลง อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานครซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็พอจะเข้าใจได้เมื่ออีกไม่ถึงสิบกิโลเมตรก็จะเข้าเขตปริมณฑลแล้ว

ยิ่งใกล้ถึงจุดหมาย เขาก็ยิ่งลุ้น หวังว่าอีกฝ่ายจะชอบเซอร์ไพรส์ที่เขาเตรียมไว้ ไม่สิ ชอบอยู่แล้วล่ะ รายนั้นต้องชอบสิ่งที่เขากำลังจะทำให้อยู่แล้ว อันที่จริงดินแอบคิดว่าต่อให้เขาทำอะไรให้ อะไรก็ได้ ยังไงอีกฝ่ายก็ชอบอยู่ดี

เขาเลี้ยวรถเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งหลังเปิดรั้ว ไม่ใช่บ้านใคร แต่เป็นบ้านของเขาเอง บ้านที่เขาร่วมกันกับคน ๆ นั้น เก็บเงิน ออกแบบ และสร้างมันขึ้นมา เหมือนกับจะเป็นเรือนหอกลาย ๆ ของพวกเขาสองคน

ดินเปิดประตูเข้าไปในบ้าน หยิบเอากุหลาบสีขาวลงมาด้วย ห้องรับแขกกึ่งนั่งเล่นไม่แตกต่างไปจากตอนเช้าที่เขาออกไปทำงาน มันยังคงอบอุ่นและชวนให้รู้สึกสบายใจว่าถึงบ้านแล้วเหมือนกับทุกครั้งที่เขาจะรู้สึกตอนกลับมา

เปียโนไฟฟ้าสีน้ำตาลอ่อนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีโปรดของเขาตั้งอยู่มุมห้อง เขาเดินตรงไปยังเปียโนหลังนั้น ก่อนจะวางกุหลาบที่ซื้อมาลงบนโต๊ะข้าง ๆ ซึ่งมีรูปคู่ของเขากับผู้ชายอีกคน

“กลับมาแล้วนะ ไม้ ”

นัยน์ตาคมฉายแววรักใคร่ปนเศร้าสร้อย ยามมองไปยังรูปคู่ที่ทั้งสองยิ้มกว้าง ความสุขฉายชัดอยู่ในนั้นจนล้นออกมา ให้ใบหน้าหล่อเหลาฉาบไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

“สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะ ดินไปได้ดอกกุหลาบมาดอกหนึ่งละ สีขาวด้วยนะ สีโปรดของไม้เลยนี่ ดินก็เลยซื้อมาให้ ชอบใช่มั้ยล่ะ ดินรู้”

อาจารย์หนุ่มหลับตาลง คิดในใจว่าถ้าอีกฝ่ายยังอยู่ คงจะบ่นแน่ ๆ ว่าซื้อมาทำไม เขาเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิงที่จะต้องมาให้กุหลาบในวันวาเลนไทน์

ริมฝีปากยังคงหยัดเป็นรอยยิ้ม แต่เสียงที่พูดต่อกลับพร่าลงเล็กน้อย

“วันนี้ดินมีอะไรจะเซอร์ไพรส์อีกอย่างล่ะ เพลงที่ไม้ชอบน่ะ ดินเล่นได้แล้วล่ะ ขอโทษ ที่ก่อนหน้านี้ทำไม่ได้ เพิ่งจะมาทำได้เอาป่านนี้ เอาวันที่ไม้ไม่ได้อยู่กับดินแล้ว แต่ดินรู้นะ ว่าไม้รับรู้ได้”

ชายหนุ่มนั่งลงบนเปียโน จัดท่าทางเล็กน้อย มือหยาบกร้านหากแต่เรียวสวยกดคีย์เปียโนบรรเลงเป็นเพลง ก่อนจะเริ่มเปล่งเสียงร้องเพลง

Gentle and warm
I’m shedding so many tears
I’m happy, but it’s painful
I’m overflowing so much with your presence

ภาพในความคิดของอาจารย์หนุ่มนึกย้อนไปถึงวันเวลาที่ผ่านมา

ตั้งแต่สมัยมัธยมที่อีกฝ่ายเข้ามาในชีวิตในฐานะเพื่อนบ้าน กระทั่งกลายมาเป็นเพื่อนสนิท และถึงแม้จะเข้ามหาวิทยาลัยคนละแห่ง คนละคณะ แต่ก็ยังติดต่อกัน กระทั่งเกิดความเข้าใจผิดจนห่างเหินกันไป แล้วโคจรกลับมาพบกันอย่างไม่คาดฝัน เขายังจำได้ วันที่พวกเขานั่งคุย ปรับความเข้าใจกันในวันสุดท้ายที่เขาพานักศึกษามาออกภาคสนาม ส่วนอีกฝ่ายก็ตามมาเก็บภาพไปทำสารคดี พวกเขาหลบไปอยู่มุมหนึ่งในเขตที่พักซึ่งมั่นใจได้ว่าไม่มีใครมาพบเห็นแน่นอน

“ฉันถามแกตรง ๆ เลยนะ ไม้ แกโกรธอะไรฉันวะ อยู่ ๆ ก็หนีหน้า”

“แก.. อยากรู้จริงเรอะ” เขาจำได้ว่าอีกฝ่ายยกมือขึ้นลูบหลังคอ ใบหน้าของเขาซ่อนอยู่ในเงาจนมองเห็นไม่ชัด

“อยากรู้ดิ เป็นแกไม่อยากรู้เรอะว่าทำไมเพื่อนถึงได้หนีหน้าหายไป” ไม้เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถามเสียงแหบแห้ง

“ถ้าแกรู้ จะรับได้เหรอวะ ฉัน…”

“แกทำไม มีปัญหาอะไรก็บอกสิ หรือฉันทำอะไรไม่ดีไป”

“ปัญหามันไม่ได้อยู่กับแกหรอก มันอยู่ที่ฉันเองแหละ”

“ตกลงทำไมวะ” เขาถาม เริ่มหงุดหงิดนิด ๆ เสียงที่พูดไปจึงออกจะห้วน กระแทกกระทั้นไปบ้าง แต่ดูจะทำให้อีกฝ่ายนึกเคืองขึ้นมาบ้างเหมือนกัน เพราะไม้หลุดปากออกมาว่า

“ฉันรักแก พอใจยัง” ช่างภาพหนุ่มยกมือขึ้นมาปิดปากหลังเผลอหลุดพูดความลับ ซึ่งแน่ล่ะว่าเขาแทบจะช็อกไปแล้ว แต่เสี้ยววินาทีผ่าน ความรู้สึกดีใจมันก็ท่วมท้นขึ้นมา

“แกพูดจริง?”

“เออ รังเกียจใช่มั้ยล่ะ”

“เปล่าเลย… ฉันก็รักแกว่ะ”

หลังจากวันนั้น พวกเขาก็พัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นเรื่อย ๆ ฟันฝ่าหลายสิ่งหลายอย่างมาด้วยกัน จับมือเคียงข้างกันมาเสมอ แม้แต่วันที่พวกเขาตัดสินใจบอกเรื่องของตนกับครอบครัว

“ฉันเครียดว่ะ แกคิดว่าพ่อกับแม่ของพวกเราจะยอมรับได้เหรอวะ”

“ฉันไม่รู้หรอก อาจจะได้ หรืออาจจะไม่ได้ก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่แกควรรู้นะ ไม้ ไม่ว่าผลจะออกมายังไง ฉันก็ยังอยู่กับแกนะ”

เป็นโชคดีที่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายรับรู้ และเข้าใจ ไม่กีดขวางหรือตำหนิพวกเขาทั้งคู่ ดินนึกขอบคุณพ่อกับแม่ของตน และพ่อกับแม่ของไม้มาเสมอที่ไม่นึกรังเกียจ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถมีหลานให้พวกท่านอุ้มได้ก็ตาม

“ก็ว่าอยู่หรอก ตัวติดกันขนาดนั้นน่ะ นี่ก็พูดเล่นอยู่เลยว่าเราสองคนจะได้กันเองรึเปล่าเนี่ย ตัวติดกันมาตั้งแต่เด็ก” แม่ของดินแซวกลั้วหัวเราะ ตามด้วยแม่ของไม้

“นั่นสิ เหมือนจะนั่งคุยกันเมื่อวานนี้เองนะ ถ้ารักกันจริงพ่อกับแม่ก็ไม่ว่าหรอกนะ ใช่มั้ยคุณ”

“ใช่ แต่รู้ใช่มั้ยว่าถึงพ่อกับแม่จะรับได้ คนทั่วไปก็ใช่ว่าจะรับได้ทุกคน จากนี้ไปก็ต้องประคับประคอง ดูแล ใส่ใจกันดี ๆ นะ” พ่อของไม้เอ่ย ขณะที่พ่อของดินก็ยิ้มให้คนทั้งคู่

“พ่อฝากเจ้าไม้ด้วยนะ ดิน”

มือของคนสองคนกอบกุมเข้าหากันแน่นขึ้น ก่อนที่ดินจะตอบรับด้วยเสียงหนักแน่น และก้องสะท้อนในหัวใจของอีกคนเป็นอย่างดี “ครับ”

ภาพความทรงจำฉายย้อนกลับมายังช่วงเวลาสุดท้ายที่พวกเขาได้อยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะบทสนทนาสุดท้าย ก่อนที่อีกฝ่ายจะจากไปตลอดกาล ทำให้เสียงทุ้มแผ่วลงแม้ว่าจะไม่ได้ขาดหายไป

วันนั้นเป็นวันที่อากาศเย็นกำลังดี เพราะเริ่มเข้าช่วงหน้าหนาว เขากำลังกลับบ้านหลังสอนนักศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฮัมเพลงในลำคอขณะขับรถเหมือนอย่างเคย เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา ทำให้เขากดรับและพูดคุยผ่านสมอลทอล์ค

“ครับ”

//ขับรถอยู่แล้วรับโทรศัพท์ได้ไงวะ เดี๋ยวตำรวจก็จับหรอก// เสียงนุ่มอีกเสียงที่ตอบกลับกลั้วหัวเราะทำให้เขาแย้มยิ้มกว้างอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อได้ยินเสียงของคนที่เขากล้าเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นคู่ชีวิต มือขยับเลี้ยวรถเข้าไปจอดในปั๊มน้ำมันใกล้ ๆ แต่โดยดี เพื่อที่จะได้คุยกับอีกฝ่ายได้

“ถ้ารู้แล้วจะโทรมาทำไมล่ะ”

//ก็ต้องโทรมาบอกว่าวันนี้จะกลับช้าไง ต้องอยู่ช่วยน้ำเขียนบทสารคดีอะ ไม่ต้องรอนะ กินข้าวก่อนเลย//

“จะให้เอาอะไรเข้าไปให้รึเปล่า อย่างของกินหรืออะไรพวกนี้”

//ไม่ต้องหรอก ขอบใจนะ แล้วเจอกัน//

“แล้วเจอกันครับ ที่รัก”

//..พูดบ้าอะไรเนี่ย// เขาหัวเราะเบา ๆ ให้กับเสียงโวยวายตอบกลับคำหยอด พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงเขินไม่น้อย อันที่จริง เขาพูดเองก็เขินเองด้วยซ้ำ แต่เพราะอยากแกล้งมากกว่าเลยตัดใจพูด “ก็บอกรักแฟนไง รักนะ”

ไม้เงียบไปสักพัก จนเขากำลังจะขอโทษที่แกล้งมากไปแล้ว แต่แล้วอีกคนก็เอ่ยก่อนว่า //…รักเหมือนกัน// แล้วก็ตัดสายทิ้งไปเลย ทิ้งให้เขาชะงักค้างกับคำตอบที่ไม่คาดฝัน จนต้องหัวเราะออกมาดัง ๆ

Even if time passes, I will never wake up
From this hundred-year-old love

คืนนั้นเขานั่งรออีกฝ่ายกลับบ้านเป็นชั่วโมง ๆ สองทุ่มก็แล้ว สามทุ่มก็แล้ว นี่สี่ทุ่มแล้ว ไม้ก็ยังไม่กลับสักที เขาไม่อยากโทรไปรบกวน เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเสียสมาธิทำงาน

เวลาล่วงเลยไปถึงห้าทุ่ม และเขาก็แทบจะบ้าแล้ว คว้าโทรศัพท์กำลังจะกดโทรออก แต่กลับมีเสียงเรียกเข้าเสียก่อน เขารีบกดรับทันทีที่เห็นว่าเป็นเบอร์ของคนคนนั้น กรอกเสียงลงไปรวดเร็วด้วยความเป็นห่วงปนโล่งอก

“ไม้ ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก นี่ดินรออยู่นะ”

//อาจารย์อหัสกรใช่มั้ย ผมเมฆ แฟนของน้ำ ไม้ถูกรถชน ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล// เขาจำเสียงอีกฝ่ายได้ แม้จะเคยเจอกันเพียงครั้งสองครั้ง แต่ก็พอรู้นิสัยว่าคนแบบเมฆคงไม่นึกล้อเล่นอะไรพรรค์นี้ และแน่นอนเขาช็อกไปเรียบร้อยแล้ว

“ไม้อยู่ที่ไหนครับ”

ถึงจะรีบมากแค่ไหน แต่เขาไปถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป นับจากตอนที่เมฆโทรหากระทั่งเขามาอยู่ข้างเตียงของไม้จะไม่ถึงสี่สิบห้านาที แต่เขาก็มาไม่ทันวินาทีสุดท้ายของชีวิตของคนที่รัก

น้ำเล่าให้เขาฟังทั้งที่ยังสะอึกสะอื้น ว่าระหว่างที่กำลังจะเดินไปขึ้นรถ ก็มีคนเมาขับรถปาดซ้ายขวามาและลงเอยด้วยการพุ่งตรงมายังพวกเธอ ไม้ผลักน้ำหลบออกไปส่วนตัวเองก็โดนรถชนอาการสาหัส และในที่สุดก็มาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลก่อนเขาจะมาถึงไม่ถึงสิบนาที เขาเองเมื่อเห็นน้ำร้องไห้ โทษว่าตัวเองทำให้เพื่อนตาย ก็ได้แต่ปลอบว่าไม้คงไม่อยากให้เพื่อนสนิทต้องเจ็บ อย่างน้อยเจ็บคนเดียว ตายคนเดียวก็ดีกว่าเจ็บสองคน ตายสองคน

แต่ถึงแม้จะคุมสติได้มากพอปลอบเพื่อนสาว ก็ใช่ว่าเขาจะไม่อยากร้องไห้บ้าง

เมฆเอาโทรศัพท์ของไม้ที่ยังคงอยู่ในสภาพดีไม่เสียหายมาให้เขา พร้อมบอกว่าใช้มันอัดเสียงวินาทีสุดท้ายของไม้ไว้ ตามที่ไม้ขอ ทุกคนรู้ดีว่าไม้อยากจะอัดเอาไว้ให้ใครฟัง

พ่อกับแม่ทั้งของเขาและของไม้ซึ่งมาถึงโรงพยาบาลก่อนเขา ได้กลับไปก่อนแล้ว เพราะแม่ของไม้ร้องไห้หนักจนต้องพากลับไปพักผ่อน เขาก็เลยให้พ่อกับแม่ของตัวเองกลับไปพร้อมกัน แม้ว่าท่านทั้งสองจะถามย้ำแล้วย้ำอีกว่าเขาจะอยู่ได้แน่นอนใช่มั้ย ก่อนกลับ แม่เขาก็ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า

“ดิน ลูกร้องไห้ได้ เสียใจได้ แต่อย่าจมกับมันนานนักนะ ไม้เขาไม่อยากให้ลูกเสียใจไปตลอดชีวิตหรอก แล้วถ้าอยู่บ้านนั้นไม่ไหว กลับมาอยู่กับแม่กับพ่อนะลูก”

I wonder how much time has passed
Since you fell asleep
The pulsing of the stars, the light of the moon
I hope they will gently bless you

ตำรวจยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ ซึ่งเขายอมรับว่าเขาก็ไม่หวังจะได้ตัวหรอก เขาขอลาหยุดกับทางมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันรุ่งขึ้นที่ไม้ตาย พร้อมทั้งแจ้งหยุดกับนักศึกษาที่รู้แค่ว่าพี่ไม้ที่เคยมาอยู่ร่วมฟิลด์กันไม่อยู่แล้ว และเขาก็ต้องไปช่วยงานศพเพื่อนสนิท แต่สำหรับอาจารย์ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอาจารย์พุด ซึ่งสนิทกับเขาและไม้ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษารู้อะไรมากกว่านั้น ท่านแค่ลูบหัวเขาเหมือนอย่างเป็นเด็ก ๆ แล้วก็บอกว่า

“เคยได้ยินมั้ย ว่าคนเป็นต้องอยู่ต่อไป เพื่อให้คนตายมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยก็ในความคิดคำนึงของพวกเรา”

เหมือนกันกับประโยคที่เขาได้ยินจากเสียงที่ถูกอัดเอาไว้ในโทรศัพท์ของคนที่จากไปแล้วคนนั้น เหมือนกันมากจนน้ำตาเขาเกือบจะไหลออกมา

“ดิน… ไม้รู้นะ ว่าเวลาไม้จะหมดแล้ว อย่าเสียใจนานนักนะ ถ้าดินเสียใจนาน ๆ ไม้คงไปสงบ ๆ ไม่ได้แน่…” เสียงแหบแห้งฝืนพูดกลั้วหัวเราะ ดินเปิดเทปฟังหลังกลับจากโรงพยาบาลมาที่บ้านที่พวกเขาอยู่ด้วยกันสองคน ซึ่งบัดนี้มันกลับอึดอัด ไม่สบายใจเหมือนทุกครั้ง

“ไม้ฝากพ่อกับแม่ด้วยนะ ทั้งพ่อแม่ดินกับพ่อแม่ไม้ แล้วก็อย่าบ้างานนักล่ะ แต่ข้อนี้คงห้ามยากเนาะ… ไม้รักดินนะ รักมาก ไม้ไม่อยากให้ดินเสียใจเลยจริง ๆ ยิ่งเพราะไม้แล้วด้วย แต่นี่ก็ห้ามไม่ได้เหมือนกันใช่มั้ยล่ะ” ดินรู้สึกได้ว่าน้ำตากำลังไหลอาบแก้มแต่เขาไม่ใส่ใจจะปาดมันออกสักนิด

“เพราะงั้นอย่าเสียใจนานนะ อย่ายึดติดกับไม้ อย่างดินน่ะยังมีคนอื่นให้เลือกอีกเยอะแยะ” ใคร จะให้เขาไปเลือกใคร ในเมื่อคนที่รักมากที่สุดก็คือเจ้าของเสียงนี่

“อย่าขับรถเร็ว อย่าทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วง อาจารย์พุดด้วย แล้วก็อย่าดุกับน้องนักศึกษามากนะ น้อง ๆ ชอบมาบ่นกับไม้อยู่เรื่อยว่าดินชอบดุเวลาทำงาน แต่พวกเขาก็รักดินนะ เพราะฉะนั้น ดินต้องอยู่เพื่อคนที่รักดิน ทั้งพ่อกับแม่ ทั้งอาจารย์ ทั้งนักศึกษาของดิน แล้วก็อยู่เพื่อไม้” ดินยอมรับว่าลมหายใจกระตุก อีกฝ่ายไม่อยู่แล้ว จากไปแล้ว…

“ไม้ยังอยู่กับดินเสมอ ยังอยู่ในความทรงจำของดิน ในหัวใจของดิน ไม้รู้ว่าดินรักไม้ ไม้เองก็รักดินนะ” เสียงที่ถูกอัดไว้สิ้นสุดลง มือของเขากดเปิดย้อนอีกรอบ ฟังเสียงของคนที่รักซ้ำอีกครั้ง เสียงที่เขาไม่มีวันจะได้ยินจากปากของเจ้าตัวอีกต่อไป

I will never forget
The things you taught me
Our song, the warmth of people
Because they are proof that I’m alive

“แก เป็นไงมั่งวะ”

“อย่าเศร้ามากนะเว้ย เดี๋ยวไม้มันจะห่วงจนไม่ไปสู่สุคติ”

เพื่อนสนิทของเขา อันที่จริงก็เป็นเพื่อนซี้ของไม้ด้วย ต่างเข้ามารุมล้อมเขาในงานศพ ทั้งที่สภาพของบางคนก็ดูไม่ได้ บางคนนี่ตาบวมแดงจนแทบเปิดไม่ขึ้นด้วยซ้ำ

“เออน่า ก่อนจะห่วงฉัน ดูหน้าแกก่อนมั้ย เปิดตาขึ้นป่าววะ” เขาฝืนยิ้มแซวเพื่อน ทั้งที่ในใจไม่ได้นึกอยากทำเลยสักนิด อีกอย่างเขาเองก็พอรู้ว่ารอยยิ้มตัวเองดูฝืดเฝื่อนเต็มที เพื่อนแต่ละคนถึงได้มองหน้ากันเครียด ๆ ตบไหล่เขาคนละทีสองทีแล้วพากันเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างไม่อยากให้เขาเศร้าอีก

สามวันหลังจากที่ไม้จากไป เป็นสามวันที่เขาเก็บซ่อนความเศร้ากดอยู่ภายในใจลึก ๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

เขาไม่อยากให้พ่อกับแม่เป็นห่วง จึงฝืนทำตัวเป็นปกติ ยิ่งเห็นแม่ของไม้ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายรอบ เขายิ่งไม่อยากให้ความรู้สึกของตัวเองทำให้หลายคนต้องห่วงไปมากกว่านี้

“ดิน ลูกโอเคมั้ย” พ่อของไม้ถามเขา ทั้งพ่อและแม่ของไม้เรียกเขาเป็นลูกอีกคนหลังจากที่ไม้กับดินเปิดเผยความสัมพันธ์กับพ่อแม่แล้ว ไม่ต่างจากพ่อและแม่ของเขาที่เอาไม้เป็นลูกคนที่สอง

“ผมไม่เป็นไรครับ”

“แน่ใจเหรอ” ดินไม่อยากให้แม่เป็นห่วงเขา แต่ดูเหมือนว่าจะทำไม่สำเร็จ เพราะสายตาที่จับจ้องมาที่เขาตลอดฉายความเป็นห่วงไว้ชัดเจน

“เอาความจริงนะ” พ่อของเขาดักคอต่อ ทำให้ดินลังเล แต่ก็ยอมพูดความจริง

“ก็… ยังทำใจไม่ค่อยได้เลยครับ” เขายังทำใจไม่ได้ ที่จริงเขาไม่ได้กลับไปนอนบ้านด้วยซ้ำ อาศัยบ้านเพื่อนอีกคนนอน เพราะไม่อยากกลับไปค้างกับพ่อแม่ให้พวกท่านเป็นห่วง ซึ่งเพื่อนเขาก็ไม่ว่าอะไรด้วยรู้ดีว่าดินกำลังรู้สึกยังไง

“อย่าให้การจากไปของไม้ทำให้ดินไม่มีความสุขนะ” คำพูดของแม่ของไม้ทำให้เขาชะงัก

“ดินก็เหมือนลูกแม่ แม่เสียลูกไปคนแล้ว แม่ไม่อยากให้ลูกอีกคนต้องทนทุกข์นะ”

ดินได้แต่ยกมือไหว้พ่อกับแม่ทั้งสี่คน ซึ่งมองตามด้วยความเป็นกังวลแล้วถอยตัวไปยืนเงียบ ๆ นอกงานศพโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

เขาหยิบหูฟังออกมาเสียบกับโทรศัพท์มือถือแล้วเปิดเพลง หวังจะให้เสียงดนตรีช่วยดับอารมณ์ต่าง ๆ ที่ตีตื้นขึ้นให้สงบลง จนพอที่จะฝืนกลับไปทำตัวเหมือนเดิมได้ แต่เพลงที่ขึ้นมาก่อนที่จะกดเปลี่ยน เพลงที่อีกฝ่ายชอบนักหนา ทำให้น้ำตาที่กดเอาไว้มาหลายวันไหลอย่างไม่รู้ตัว เผลอทรุดตัวลงนั่งกับพื้น พลางกระซิบชื่อคนที่ไม่มีวันกลับมา

“ไม้”

Gentle and warm
It’s making my chest tighten so much
I want to see you, I want to see you
I love you so much

“เป็นไง เพราะมั้ย นี่ดินฝึกเล่นเพื่อไม้เลยนะ” เขาพูดกับคนในกรอบรูป หลังจากกดคีย์สุดท้าย ส่งเพลงหวานให้จบลง

จากวันที่ไม้ตายไป ก็ผ่านมาปีเศษแล้ว แต่เขายังไม่มีใครใหม่ ถึงจะกลับมาเป็นดินเหมือนที่เคยเป็น และเพื่อนหลายคนก็คิดว่าเขาหายเศร้า ทั้งยังเห็นว่าเขาพร้อมที่จะมีคนใหม่แล้วก็ตาม

อย่างวันก่อน ตังค์ เพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยก็ถามว่า “แกยังไม่คิดมีคนใหม่อีกเหรอวะ” ซึ่งเขาก็ได้แต่ยิ้ม แล้วตอบเพื่อนว่า “ยังหาใครมาแทนที่ไม้ไม่ได้ว่ะ” มันตบบ่าเขาหนัก ๆ สองสามที เลิกพูดถึงเรื่องนี้อีก

อาจารย์หนุ่มยอมรับ ถึงจะกลับมาเป็นปกติ และทำใจได้ตั้งนานแล้ว แต่เขายังลืมไม่ได้

เขาลืมภาพรอยยิ้มนั้นไม่ได้ ลืมใบหน้าคมที่ขึ้นสีจาง ๆ เวลาเขาแกล้งไม่ได้ ลืมเสียงที่ห้าวพอกันกับเขาที่พูดคำว่ารักไม่ได้ และลืมนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเหมือนเปลือกไม้ที่มักเป็นประกายสวยเสมอยามสบสายตาไม่ได้

ดินคิดว่าชีวิตนี้คงลืมไม้ และรักใครอีกไม่ได้แล้ว

ชายหนุ่มบิดขี้เกียจนิดหน่อย ยอมรับว่าประโยคสุดท้ายของผู้เป็นที่รักทำให้เขาคิดได้ และทำให้ความทรงจำที่ร่ำ ๆ จะบีบคั้นจิตใจจนเจ็บ ให้กลายเป็นความอบอุ่นอ่อนโยนของการที่เคยรัก และเคยเป็นที่รักของใครบางคนอย่างสุดหัวใจแทน

“อยู่บนนั้นเป็นยังไงบ้าง แต่อย่างไม้ อยู่ที่ไหนก็หาความสุขใส่ตัวได้อยู่ดีแหละ” ถ้าอีกคนยังอยู่ ไม่แคล้วคงโวยวายใส่เขาเหมือนเคย

“ถึงไม้จะบอกให้ดินอย่ายึดติดกับไม้ แต่ขอโทษนะ ดินทำให้ไม่ได้จริง ๆ เพราะสำหรับดิน ไม้คือที่สุดแล้ว ดินคงมีใครอีกไม่ได้ ไม่โกรธกันนะ” เขาเอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมา พลางลูบใบหน้าที่แสนคิดถึงในรูปเบา ๆ

“ดินคิดถึงไม้ คิดถึงมาก ๆ ไม้คิดถึงดินบ้างมั้ย… ไม่ต้องเป็นห่วงดินนะ ดินอยู่ตรงนี้มีความสุขดี ได้ทำงานที่ดินรัก อยู่กับพวกนักศึกษา รู้มั้ย ไอ้เด็กพวกนั้นที่ไม้ไปตามถ่ายสารคดีน่ะ จะรับปริญญาปีนี้แล้วนะ บางคนหางานทำได้แล้ว นี่เห็นว่ามีบางคนอยากทำงานตามอย่างไม้ด้วย จะติดใจอะไรขนาดนั้น

“ไม้บอกดินเองนี่นะ ว่าไม่ว่าอย่างไร ไม้ก็ยังมีชีวิตอยู่ ในความทรงจำ ในหัวใจของดิน เพราะฉะนั้นดินก็จะใช้ชีวิตอยู่แทนในส่วนของไม้ด้วย… ดินรักไม้นะ”

เขาวางกรอบรูปกลับไปไว้ที่เดิมที่มีกุหลาบขาวที่เพิ่งซื้อมาอยู่ใกล้ ๆ ก่อนจะลุกขึ้น และเดินจากไปพร้อมฮัมเพลงในลำคอเบา ๆ

Even if time passes, it will never fade
Our eternal love

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ส่วนตัวรู้สึกว่ายาวมากกกกก ฮา

หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมฟิควาเลนไทน์มันถึงได้ช้ำใจแบบนี้ แต่ประเด็นคือเราชอบเพลงนี้และอยากเขียนค่ะ //ผิด ผิดมาก

อีกแง่หนึ่ง เรามองว่ามันเป็นแฮปปี้เอนด์นะ คือ ความรักมันไม่ได้จบด้วยคำว่า “แล้วพวกเขาก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป” เสมอไป เราคิดว่าแค่ทุกคนมีความสุข มันก็คือแฮปปี้เอนด์ อีกอย่างเราชอบประโยคที่เคยไปได้ยินได้เห็นมา คือ คนที่ตายไปแล้วก็ยังมีชีวิตอยู่ในตัวของคนเป็น เราชอบมาก แล้วก็ค่อนข้างจะเห็นด้วย ก็เอามาใส่ด้วยเลย//โดนตบ

ถามว่าถึงจะผ่านมานานแล้ว แต่ดินมันไม่เสียใจแล้วเหรอ คำตอบคือ เปล่าค่ะ ดินก็ยังคงเสียใจอยู่ แต่แค่รู้จักที่จะอยู่อย่างมีความสุขค่ะ เพราะอย่างที่เราบอก เราชอบและเห็นด้วยที่ว่าคนตายมีชีวิตอยู่ในความคิดของคนเป็นค่ะ

ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะที่เข้ามาอ่าน แล้วถ้ากรุณาติชม จะเป็นพระคุณมากเลย ขอบคุณมากค่ะ

[Translate Lyrics] The Call – Regina Spektor

เราเพิ่งจะมีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง The Chronicles of Narnia : Prince Caspian มาเมื่อไม่นานมานี้ค่ะ จริง ๆ นาร์เนียเป็นเรื่องที่เราชอบมากมาตั้งแต่เด็กแล้วนะคะ แต่เพิ่งจะได้ดูเอาตอนโตแล้วเสียนี่

และเมื่อได้ดูปุ๊บ เราก็ไปสะดุดหูกับเพลง ๆ หนึ่งค่ะ นั่นคือเพลง The Call ซึ่งแต่งและร้องโดย Regina spektor นั่นเองค่ะ เราชอบเพลงนี้นะคะ โดยส่วนตัวแล้ว เราว่ามันเพราะ แล้วก็บอกเรื่องราวของนาร์เนียได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ ไม่เฉพาะเรื่องราวในภาคนี้อย่างเดียว แต่สำหรับเรามันเก็บเนื้อเรื่องทุกภาค ทุกเล่มไว้ได้หมดในเพลง ๆ เดียว

ซึ่งด้วยความชอบนี้เอง ทำให้เราอยากลองแปลเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยดูค่ะ แต่แปลให้พอจะร้องเข้ากับทำนองได้ เพราะฉะนั้น บางท่อนอาจจะไม่ตรงตัวนะคะ

อันที่จริง อยากได้คนมาทดสอบร้องให้จริง ๆ ค่ะ เพราะเราร้องเพลงไม่เป็น แต่ก็ไม่มีคนที่พอจะช่วยได้ เลยได้แต่งม ๆ ลองเขียน ๆ เอา เพราะฉะนั้น ถ้าดูแล้วมันไม่โอเคตรงไหนยังไง ช่วยบอกด้วยนะคะ เราจะรู้สึกขอบคุณจริง ๆ ค่ะ

The Call – Regina Spektor

It started out as a feeling
Which then grew into a hope

ก็เป็นแค่เพียงความคิดคำนึง ที่ได้เกิดเป็นความหวังหนึ่ง

Which then turned into a quiet thought
Which then turned into a quiet word

และกลายเป็นเพียงข้อความสลักไว้ ร่ำร้องอยู่ภายในอย่างเงียบงัน

And then that word grew louder and louder
Til it was a battle cry

จนคำคำนั้นเริ่มสะท้อนดังขึ้นมา เป็นเสียงกรีดร้องของสงคราม

I’ll come back
When you call me
No need to say goodbye

เมื่อเธอเรียก ฉันจะกลับมา คำลานั้นไม่จำเป็น

Just because everything’s changing
Doesn’t mean it’s never
Been this way before

เพียงเพราะเรื่องราวนั้นได้ผันไป ใช่ว่ามันเป็นครั้งแรกเมื่อไหร่

All you can do is try to know
Who your friends are
As you head off to the war

เธอทำได้เพียงค้นหาว่าใครเป็นเพื่อนของเธอ ยามที่เธออยู่ในสงคราม

Pick a star on the dark horizon
And follow the light

เก็บเอาดวงดาวจากขอบฟ้าที่มืดมัว และเดินตามแสงไป

You’ll come back
When it’s over
No need to say good bye

เมื่อมันจบ เธอจะกลับมา คำลานั้นไม่จำเป็น

You’ll come back
When it’s over
No need to say good bye

เมื่อมันจบ เธอจะกลับมา คำลานั้นไม่จำเป็น

Now we’re back to the beginning
It’s just a feeling and no one knows yet
But just because they can’t feel it too
Doesn’t mean that you have to forget

ตอนนี้เราย้อนกลับมาเริ่มต้น เป็นเพียงความคำนึงไม่มีใครเข้าใจ

แต่แค่เพราะพวกเขาไม่อาจรับรู้ ใช่ว่าเธอจะต้องลืมเสียเมื่อไหร่

Let your memories grow stronger and stronger
Til they’re before your eyes

ให้ความทรงจำมันเด่นชัดเจนขึ้นมา จนมันอยู่ข้างหน้าสายตา

You’ll come back
When they call you
No need to say good bye

ยินเสียงเรียก เธอจะกลับมา คำลานั้นไม่จำเป็น

You’ll come back
When they call you
No need to say good bye

ยินเสียงเรียก เธอจะกลับมา คำลานั้นไม่จำเป็น

Happy New Year 2015

เพิ่งลงฟิคไปเมื่อตอนบ่าย ๆ เย็นเองเนาะ มาตอนนี้มาเขียนเรื่องใหม่อีกละ ฮา

ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เข้าวันใหม่แล้ว เลยอยากมาสุขสันต์วันขึ้นปีใหม่สักหน่อยค่ะ

ตะกี้ว่าง ๆ เลยนั่งทำนู่นนี่นั่นเล่น ด้วยฝีมือกาก ๆ ทำง่าย ๆ แบบไร้หัวอาร์ต แต่คิดว่าก็ออกมาโอเคอยู่นะ (รึเปล่า)

HNY2015(2)

ค่ะ Happy New Year นะคะ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่หลงเข้ามา หรืออะไรก็ตาม เราก็ขอให้คุณมีความสุขมาก ๆ ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน งาน สุขภาพ ความรัก และความสุขค่ะ

ยังเหลือวันหยุดยาวอีกหลายวัน จะฉลองอะไรยังไงก็ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ โดยเฉพาะเรื่องเหล้า เพราะเวลาเมาแล้ว หลายคนมักจะขาดสติ ไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทบ้าง ขับรถเกิดอุบัติเหตุบ้าง อยากให้ช่วยกันเซฟตัวเอง และก็เซฟคนอื่น ๆ ด้วย เราเป็นห่วงนะคะ

มาแบบสั้น ๆ ละกันเนาะ ฮา สุขสันต์วันขึ้นปีใหม่อีกครั้งค่ะ จะบอกว่าพบกันปีหน้าก็เข้าปีใหม่แล้ว เพราะงั้นไว้เจอกันเมื่อมีโอกาสนะคะ

[Fanfic Middle Earth Series] Until the End

Tags

, , , , , , , , ,

ในที่สุดก็คลอดฟิคคู่นี้ค่ะ ฮา อยากเขียนมานานแล้วค่ะ แต่เพิ่งได้เขียน ใจจริงกะจะอ่านซิลมาริลอีกรอบก่อนค่อยเขียน แต่ ณ จุด ๆ นี้ มันพีคจนรอไม่ได้ค่ะ ต้องระบาย เพราะฉะนั้นข้อมูลอะไรก็มั่วไปหมดละค่ะ แถมคนแต่งเองยังรู้สึกเลยว่าออกมาไม่โอเคยังไงก็ไม่รู้ ฮา

ยังไงก็ฝากช่วยกันติด้วยนะคะ แล้วก็ขอบคุณมากที่เข้ามาอ่านค่ะ

Until the End 

Writer : FairwazaJawi

Pairing : Melkor x Mairon (Morgoth x Sauron)

Rate : ไม่รู้เหมือนกันค่ะ จัดเรทไม่เป็น…

วินาทีที่แหวนถูกหลอมละลายในเมาท์ดูม เจ้าแห่งมอร์ดอร์ก็รับรู้ได้ทันทีว่าเวลาของตนหมดลงแล้ว

ความคิดคำนึงของเจ้าแห่งบารัดดูร์หวนย้อนกลับไปยังอดีตที่ผ่านมาของตน อดีตที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และทนทุกข์ทรมาน ทั้งของผู้อื่น และของตนเอง

สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ตั้งแต่วันที่เขาถือกำเนิดขึ้นมาเป็นไมรอน ไมอาของเทพอาวเล วาลาร์แห่งงานวิศวกรรมเช่นนั้นหรือ

หรือบางทีมันอาจจะเริ่มขึ้นล่ากว่านั้น อาจจะเป็นตอนที่เขาได้พบกับใครบางคนเป็นครั้งแรก ใครบางคนที่ทำให้เขามายืนอยู่ตรงจุดนี้ นายแสนสำคัญที่คงไม่มีวันได้พบกันอีก

เขาจำไม่ได้แล้วว่าพวกเขาพบกันครั้งแรกเมื่อไหร่ อย่างไร เพราะเมื่อรู้ตัวอีกที พวกเขาก็ลักลอบพบกันเสียหลายครั้ง ทั้งต่างก็รับรู้ได้ถึงความรักที่มีให้แก่กันและกัน

เมลคอร์ วาลาร์องค์แรกที่เกิดแต่องค์อิลูวาทาร์ คือผู้ที่ไมรอนมอบความรักให้หมดทั้งหัวใจ และทำให้เขาเป็นสุขยิ่งนัก เมื่อเทพองค์นั้นให้ความรักตอบกลับคืนมา เพียงแค่มีเขาอยู่เท่านั้น ไมอาหนุ่มก็มั่นใจว่าตนสามารถทำได้ทุกสิ่งอย่าง

กระทั่งการกระทำของพวกเขาทั้งคู่หลุดลอดไปให้ผู้อื่นได้รับรู้ แม้จะไม่มีผู้ใดว่ากล่าวต่อหน้าแต่ก็มีเสียงนินทาว่าร้ายให้เข้าหูอยู่เนือง ๆ ทั้งเรื่องฐานะที่ต่างกัน และเพศสภาพของพวกเขาที่เป็นชายทั้งคู่

ด้วยความเกรี้ยวกราดของเมลคอร์ ทำให้วาลาร์องค์นี้กระทำสิ่งที่ขัดต่อประสงค์ขององค์อิลูวาทาร์ ไม่ว่าจะเป็นการจับเอลฟ์ไปทรมาน ลามไปถึงการชิงเอาดวงมณีซิลมาริล และทำลายต้นทวิพฤกษา หนีมายังมิดเดิลเอิร์ธ โดยมีไมรอนติดตามมา และเป็นเหมือนแขนขาคอยช่วยเหลือ

เขารู้ว่าดีว่าเมลคอร์ หรือที่ในตอนนี้ได้ชื่อว่ามอร์กอธ กำลังคิดอะไร เขารู้ว่าเมลคอร์กำลังพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเขาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ถึงแม้จะรู้ดีว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อย ขอแค่เพียงมีความหวัง ขอแค่เพียงมีหนทางที่จะกระทำได้ เจ้าแห่งความมืดยินดีกระทำทั้งนั้น

ผลสุดท้ายออกมาไม่แตกต่างจากที่พวกเขานึกหวั่น เมื่อรู้ดีว่าไม่มีทางชนะ เมลคอร์ก็ไล่ไมรอนไปเสีย เกลี้ยกล่อมด้วยคำพูดสวยหรู ว่าให้อดีตไมอาหนุ่มคอยตระเตรียมหนทางรอวันที่อีกฝ่ายจะกลับมา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เขาเลือกที่จะเชื่อคำพูดนั้น เลือกที่จะเชื่อว่าจะได้กลับมาพบกัน ได้อยู่ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง

ความพ่ายแพ้ครั้งแรก เมลคอร์ถูกจำอยู่ในท้องพระโรงของมานดอสเพียงสามยุค พวกเขาก็ได้กลับมาพบกันอีก แต่เมื่อพ่ายแพ้อีกครั้ง เจ้าแห่งความมืดก็ถูกเนรเทศไปยังสุญญภูมิ

เมื่อมอร์กอธ บาวเกลียร์ถูกจองจำในสุญญภูมิ เขาเลือกที่จะอยู่ที่มิดเดิลเอิร์ธ ตั้งอาณาจักรมอร์ดอร์ สร้างแหวนแห่งพลังอำนาจขึ้นมา พร้อมกับสร้างแหวนเอกขึ้นมาด้วย ยุยงพวกนูเมนอร์ให้กระด้างกระเดื่องต่อปวงเทพจนเกาะนูเมนอร์ถูกจมลงใต้สมุทร เขาทำทุกอย่าง ทุกวิถีทาง เพื่อแก้แค้นให้เมลคอร์ ตระเตรียมที่ทางและเฝ้าคอยให้อีกฝ่ายกลับมา

เขาสูญเสียร่างกายอันงดงาม แต่ไม่เคยนึกเสียใจที่ตนเลือกเดินไปบนเส้นทางนี้ ขอแค่เพียงมอร์กอธกลับมา ขอแค่เพียงได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อผู้ที่สำคัญที่สุดก็เพียงพอ

เซารอนเสียแหวนเอกในสงครามกับทัพพันธมิตรครั้งสุดท้ายที่นำโดยกิลกาลัดและเอเลนดิล เขาในตอนนั้นเป็นได้แค่ดวงจิตไร้ร่าง เต็มไปด้วยความเคียดแค้น และความโหยหา เขาโหยหาชัยชนะ โหยหาผู้เป็นที่รัก โหยหาไออุ่นที่เคยได้จากใครบางคนที่อยู่ห่างไกล ซึ่งเขารู้ดีว่าคงไม่มีวันได้พบกันอีก

กว่าจะกลับมาได้อีกครั้งก็ใช้เวลานานเหลือเกิน แต่เขาก็ยังคงกลับมา รวบรวมผู้คน และผีร้ายที่ฝักใฝ่ในความมืดมายังแผ่นดินมอร์ดอร์ ขอเพียงได้แหวนเอกกลับมาเท่านั้น ก็จะไม่มีผู้ใดต้านทานเขาได้ เขาจะสามารถแก้แค้นให้เมลคอร์ได้ สามารถเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ได้ เหลือเพียงแค่รออีกฝ่ายกลับมา พวกเขาก็จะได้อยู่ด้วยกันอีก

แต่สุดท้ายก็แพ้อีกครั้ง และคงเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับเขา เพราะเมื่อแหวนเอกถูกทำลาย เวลาของเขาก็หมดลง ไม่เหลือโอกาสใดให้พยายามอีก ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป เหลือเพียงแค่ดวงจิตที่ไร้ร่าง ไร้พลัง ทำสิ่งใดไม่ได้อีกต่อไปก็ตาม เขาไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเมื่อเมลคอร์กลับมา จะรับรู้หรือไม่ว่าไมรอนอยู่ที่แห่งใด

และถ้าหากว่าเขาจะภาวนา องค์อิลูวาทาร์จะตอบรับคำขอนั้นหรือไม่ จะตอบรับความต้องการเพียงอย่างเดียวในชีวิตของอดีตไมอาที่หลงมัวเมาในความมืดนี้หรือไม่ จะตอบรับคำภาวนาที่จะได้พบเจอกับผู้เป็นที่รักอีกครั้งหรือไม่ คำภาวนาที่ไร้เสียง มีเพียงความคิดคำนึงที่อยู่กับดวงจิตที่ล่องลอยในอาร์ดาไปชั่วกัปชั่วกัลป์

วินาทีที่เจ้าแห่งมอร์ดอร์รู้ว่าเวลาของตนหมดลง เขาก็ได้สวดภาวนาต่อสิ่งที่เขาหันหลังจากมา

เล่าเรื่อง (ย้อนหลัง) เมื่อครั้งไปคุก

หายไปนานอีกแล้ว ฮา ตั้งแต่เปิดเทอมมางานยุ่งตลอดเลยค่ะ ส่งงานอย่างน้อย ๆ อาทิตย์ละชิ้นตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เปิดเรียนเลย นี่ยังเหลือรายงานเล่มสุดท้าย ส่งวันศุกร์นี้แล้ว ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ //แย่ แบบว่าไม่มีอารมณ์ทำ เราก็ทำไม่ได้จริง ๆ ค่ะ

วันนี้เห็นรถของกรมราชทัณฑ์วิ่งผ่านไปตอนกำลังนั่งรถเมล์กลับจากมหาลัยค่ะ เลยทำให้นึกถึงเรื่องเมื่อปลายปีที่แล้วค่ะ อันเป็นวันเกิดปีที่ 20 ของเราเอง

พูดถึงวันเกิด ก็ต้องนึกถึงของขวัญ งานฉลอง เค้ก คำอวยพรและอื่น ๆ ใช่มั้ยล่ะคะ แต่งานวันเกิดของเราเมื่อปีที่แล้ว กลับเป็นการไปเที่ยวค่ะ โดยสถานทีที่เราไปกัน คือ พิพิธภัณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ ใกล้กับวังบูรพา และสวนรมณีนาถ (เขียนถูกมั้ยเนี่ย) พิพิธภัณฑ์คุกนั่นเองค่ะ

หลายคนอาจจะพูดว่านี่บ้าเปล่าเนี่ย ไปเที่ยวอะไรไม่ไป ไปดูอะไรแบบนี้ แถมยังเป็นวันเกิดด้วยนะ ไม่ดีเลย บลา ๆ ๆ แต่เนื่องจากมันเป็นวันว่าง เพื่อน ๆ ชวนไปกัน เราก็เลยติดสอยห้อยตามไปด้วย ไปกันสิบกว่าคนได้ค่ะ

ที่พิพิธภัณฑ์นี้มีเจ้าหน้าที่ประจำรออยู่ด้านนอกด้วยค่ะ ส่วนที่จัดแสดงจะแบ่งเป็นสองตึก ตึกแรกเป็นตัวคุกเก่า คนอื่นเราไม่รู้นะคะ แต่ยอมรับค่ะ ว่่าเรากลัว อาจจะด้วยบรรยากาศ หรืออะไรก็ตาม แต่ก็อยากรู้ด้วย สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าแทบจะเกาะเพื่อนเดิน ละค่อย ๆ เดินไป

จากตึกแรก เราก็ไปยังตึกที่สองค่ะ แต่ตึกที่สองนี้ เราสู้ความกลัวของตัวเองไม่ไหว เข้าไปได้แค่ห้องแรกก็เป็นอันต้องล่าถอยออกมารอด้านนอก ปล่อยให้เพื่อน ๆ เดินดูกัน แล้วเราก็มานั่งคุยกับคุณป้าแม่บ้านอยู่สักพัก ก็มีคุณลุง (ขออนุญาตเรียกแบบนี้นะคะ) เดินเข้ามาคุยด้วย ท่านเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ค่ะ และเรื่องราวที่คุณลุงท่านเล่าให้เราฟัง บางอย่างก็เป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจเรามาตลอด และเป็นสิ่งที่เราอยากเล่าให้ฟังในที่นี้ค่ะ

คุณลุงท่านคุยกับเราหลายเรื่องค่ะ ซึ่งเราบางอย่าง บางประเด็นเราก็เลือน ๆ ไปบ้างแล้ว ท่านถามเราว่ารู้สึกยังไงกับบทลงโทษต่าง ๆ ที่ได้เห็น เราจำไม่ค่อยได้แล้วค่ะว่าตอบว่าอะไรไป แต่น่าจะเป็นประมาณว่า น่ากลัว หรืออะไรประมาณนี้ล่ะค่ะ ซึ่งท่านก็ตอบว่า ท่านอยากให้คนที่มาดู รู้สึกเกรงกลัวที่จะทำผิดกฎหมาย นั่นนับว่าเป็นจุดประสงค์สำคัญของพิพิธภัณฑ์นี้เลย แล้วก็เลยไปถึงเรื่องของผู้ต้องหา

ท่านบอกว่า นักโทษในเรือนจำไม่ใช่ผู้ที่เลวโดยสันดานทุกคน บางคนเพียงแค่ดำเนินชีวิตผิดพลาดเท่านั้น ไม่ได้เลวโดยสันดาน บางครั้งเมื่อออกจากเรือนจำไป และพบกับการที่ผู้คนในสังคมตั้งแง่ ระแวง อคติ ไม่ยอมรับ ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ชักจูงให้เขากลับไปทำความผิดอีกครั้ง ดังนั้น ท่านไม่อยากให้สังคมตราหน้าผู้ที่ดำเนินชีวิตผิดพลาดเพียงครั้งเดียวว่่าเป็นคนเลว และกีดกันเขาออกจากสังคม และอยากให้สังคมให้ความช่วยเหลือ และช่วยกันเปลี่ยนให้เขากลับมาดำเนินชีวิตในทางที่ถูกที่ควร ซึ่งท่านเองก็ได้เสนอแนวทางตรวจสอบผู้ที่เพิ่งออกจากคุกไว้ด้วยนะคะ แต่เรายอมรับผิดค่ะว่าลืมไปแล้ว แต่เท่าที่จำความรู้สึกในตอนนั้น คือ เราเห็นด้วยค่ะ

โดยส่วนตัวของเรานะคะ เราว่าเรื่องนี้เป็นอะไรที่พูดกันง่ายแต่ทำได้ยากนะคะ เราเห็นด้วยกับคุณลุงที่เป็นเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์คนนั้น เพียงแต่หลาย ๆ ครั้งที่เราเห็นว่าคนบางคนก็ไม่ได้รู้สำนึกถึงความผิดของตนเลย ไม่ต้องพูดถึงคนที่เคยติดคุกนะคะ คนทั่ว ๆ ไปนี่แหละ เราเองบางทีก็เป็น แล้วมันก็ทำให้เรานึกรู้สึกว่า คนรอบข้างมันไว้ใจกันได้ยาก ไว้ใจไม่ได้ จากประสบการณ์ที่เคยเห็น แม้แต่พี่น้องกันก็ไว้ใจไม่ได้ด้วยซ้ำ หรือเพราะเวลาเปลี่ยน ผู้คนในสังคมก็พลอยเปลี่ยมตามไปด้วยก็ไม่รู้นะคะ

เราก็เชื่อนะ ว่ามีคนหลายคนที่เมื่อพ้นโทษแล้วก็เกิดความสำนึกผิด มันก็เป็นอะไรที่น่าให้อภัย ให้โอกาส แต่ถ้ามันไม่ใช่ เราก็ไม่อยากหยิบยื่นความหวังดีให้ อาจจะบอกว่าเราโลกแคบ ใจแคบ หรือมองโลกในแง่ร้ายก็ย่อมได้นะคะ เรายอมรับว่าเราเป็นอย่างนั้นจริง ๆ อีกอย่างกันไว้ก็ดีกว่าแก้นะคะ ว่ามั้ย แต่ในทางเดียวกัน ถ้ามองโลกในแง่ร้ายมาก ๆ อย่างเรามันซะทุกคน โลกนี่คงยิ่งกว่าหดหู่อีกแหง ๆ

ในทางกลับกัน ถ้าหากว่าผู้ที่โดนจับเป็นแพะรับบาป พวกเขาก็ต้องมาเดือดร้อน เสียประวัติ และอื่น ๆ อีกมาก เพราะการกระทำของคนอ่ืนที่ไม่ใช่ของตัวเอง แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมไม่ต่างจากผู้ที่กระทำผิดจริง ฟังดูแย่มากเลยว่ามั้ยคะ คงต้องขอให้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตรวจสอบและแก้ไขกันไปเป็นกรณี

แต่คำพูดของคุณลุงก็ทำให้เราคิดได้บางอย่างนะคะ ว่าสังคมนี้มันสามารถชี้ชะตาคนได้ จะทำให้คนอื่นดีหรือเลวก็ได้เช่นกัน มันมีความกดดันต่อผู้ทีี่อาศัยอยู่ในสังคม โลกใบนี้นี่อยู่ยากมาก ๆ แต่ก็หนีไม่ได้ ทำได้แค่ดูแลรักษาตัวเองให้ดี ๆ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของคนอื่น ไม่ดีเลยค่ะ

จริง ๆ วันนี้ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่อยากบ่นไร้สาระไปวัน ๆ ใครเห็นต่าง อยากแย้ง หรือแก้ข้อมูลอะไรก็แปะไว้ตามสบายเลยนะคะ เราอยากรู้ความคิดเห็นของคนอื่น ๆ เหมือนกัน ยังไงก็มาแลกเปลี่ยนกันนะคะ แล้วก็ขอบคุณมากค่ะที่อุตส่าห์อ่านมาจนถึงตอนนี้

Fanfiction Hetalia [America x England] : You and Me 2

Tags

, , , , , , , , , , ,

กลับมาแล้วค่า หลังจากดองไว้นานมาก แอบรู้สึกผิดนิด ๆ แฮะ แต่ยังไงก็กลับมาแปะตอนที่สองแล้วล่ะค่ะ แปะเลยละกันเนอะ

 

 

Chapter 2

 

ข้างนอกฝนเริ่มตกแล้ว…

ทำไมมันช่างหนาวเหลือเกิน…

แล้วนี่ทำไมน้ำตาของเราถึงไหลล่ะ…

แล้วทำไมฉันถึงคิดถึงนายเหลือเกิน…

 

 

“อาเธอร์ คุณพี่มาเยี่ยมล่ะ”เสียงดังมาก่อนตัว เสียงแบบนี้ แล้วลักษณะการพูดแบบนี้ เจ้าฟรานซิสแหง ๆ

“มีธุระอะไร รีบพูดมาซะ ฉันจะทำงาน”พูดไปแต่สายตาก็ไม่ได้ละจากเอกสารที่อยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

“ได้ไปเคลียร์กับอัลเฟรดมันมารึยัง”เสียงเงียบไป ราวกับว่าเวลาหยุดชะงักลง อาเธอร์ที่เพิ่งจะตั้งสติได้ก็หันมาทำงานต่อ ทว่านัยน์ตาสีเขียวสดกลับสาดมองมาเล็ก ๆ แต่ก็หันกลับไปที่เอกสารในมือ

“เอาล่ะนะ เข้าเรื่องเลยละกัน…คุณพี่ได้ยินมาว่านายกับอัลเฟรดยังไม่ได้คุยกันเลย ไม่คิดจะเคลียร์อะไรแล้วปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปหรือไง”คราวนี้อาเธอร์วางเอกสารในมือลงถอนหายใจนัยน์ตาสีเขียวสดราวมรกตชั้นดีก็ฉายชัดถึงแววเศร้าสร้อย ฟรานซิสถอนหายใจเฮือกใหญ่

“นายควรจะไปเคลียร์กับหมอนั่น”

“แต่ฉันยังไม่พร้อม…”คำพูดที่แสนแผ่วเบาดังลอดออกมาให้ฟรานซิสขมวดคิ้วนิด ๆ เขาไม่อยากเห็นอาเธอร์กับอัลเฟรดเป็นแบบนี้เลยสักนิด

“ได้ยินมาว่าอัลเฟรดเป็นอะไรก็ไม่รู้ ทำงานไม่ยอมพักเลยสักนิด เอาแต่หามรุ่งหามค่ำทำงานลูกเดียว ใครเตือนก็ไม่สนใจจะฟัง”ฟรานซิสเกริ่นเพื่อดูปฏิกิริยาของคนตรงหน้า แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงคำถามที่ถามกลับมาว่า

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ”จากนั้น ความเงียบก็เข้าครอบงำคนทั้งคู่ สักพักฟรานซิสก็พูดขึ้นว่า

“ก็ฉันยังไม่เห็นเลยว่าจะมีใครพอจะห้ามอัลเฟรดได้ เห็นมีแต่นายคนเดียวก็เลย…”

“มาบอกฉัน เผื่อว่าฉันจะไปห้ามเจ้าบ้านั่นให้น่ะนะ หึ ฉันไม่ไป”น้ำเสียงเด็ดขาดของอาเธอร์ทำให้สีหน้าของฟรานซิสสลดลงเล็กน้อย ก็ใช่ เขาหวังจะให้อาเธอร์ไปห้ามอัลเฟรด แต่ที่ทำไปก็เพราะหวังให้อาเธอร์หายจากอาการกลุ้มใจนี่สักที ถึงแม้ว่าเขากับอาเธอร์จะทะเลาะกันตลอด แต่อาเธอร์ก็เป็นเพื่อนคนหนึ่ง และไหนจะยังเจ้าอัลเฟรดที่ดูเศร้าเหลือเกิน จนถึงขั้นฝืนทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อจะได้ตัดความเศร้าออกไป แล้วอย่างนี้คุณพี่ฟรานซิสผู้เต็มเปี่ยมไปด้วความรักและความสุขจะเมินเฉยก็กระไรอยู่ เลยต้องถ่อมาหาเจ้าคนปากแข็งถึงบ้าน ที่ไหนได้มันดันไม่ยอมทำตามซะอย่างนั้น

“แล้วนายจะปล่อยให้ตัวเองจมความเศร้า ความกลัว ความกังวลจนตายก่อนเรอะไง”นัยน์ตาสีเขียวตวัดสบกับนัยน์ตาสีฟ้าของฟรานซิสที่เป็นสีเดียวกับอัลเฟรด แต่มันไม่มีประกายเหมือนอัลเฟรดเลย

“ถ้านายจะมาเพื่อเกลี้ยกล่อมให้ฉันไปหาอัลเฟรด นายก็กลับไปเถอะ ฉันยังไม่พร้อมจะเจอหน้าหมอนั่นตอนนี้” ฟรานซิสถอนหายใจอีกครั้ง ให้ตายเถอะ ทั้งดื้อ ทั้งรั้น เหนื่อยชะมัด

“แล้วเมื่อไหร่นายจะพร้อมสักทีล่ะ มันผ่านมาเกือบจะ 2 เดือนแล้วนะ…แต่ถึงยังไงนายก็คงไม่ฟังฉันสินะ” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำอีกครั้ง คราวนี้ฟรานซิสลุกขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะถอนหายใจ

“ฝนใกล้ตกแล้ว ถ้างั้นคุณพี่กลับก่อนแล้วกัน จะเอายังไงก็แล้วแต่นาย”จบประโยคก็หันกายกลับเดินออกไป

 

อาเธอร์เดินไปที่กระจก มองดูก้อนเมฆที่เริ่มตั้งเค้า และมืดขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดฝนก็ตกลงมา มือเรียวราวกับผู้หญิงยกขึ้นลูบกระจกเบา ๆ ก่อนจะสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่ไหลออกจากดวงตาเป็นทางยาว

นี่เขาร้องไห้งั้นหรือ ทำไมล่ะ ทำไมเขาถึงร้องไห้ ทำไมกัน ทำไมเขาถึงคิดถึงอัลเฟรดจังเลย แล้วทำไมหัวใจมันถึงได้ปวดร้าว ทำไมถึงได้เจ็บปวดขนาดนี้

…อัลเฟรด…

 

“ครืน” เสียงฟ้าร้องดังมาจากภายนอกหน้าต่าง ทำให้อัลเฟรดหันไปมอง ผนที่เริ่มเทลงมาทำให้ชายหนุ่มถอนหายใจ ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อย

สาเหตุที่เขามานั่งทำงานอยู่ที่นี่เพราะมีงานมากมายที่จู่ ๆ ก็สุมมา เล่นเอาเขาไม่มีเวลาไปทำอะไรเลย แม้จะเหนื่อยก็ต้องทำต่อ ทำติดต่อกันมาเกือบ 2 เดือน ไม่มีท่าทีว่าจะหมด เพราะมันเพิ่มขึ้นทุกวัน รวมกับงานเก่าที่ยังค้างอยู่ จึงมีปริมาณมหาศาล

…อยากไปหาอาเธอร์…

ความคิดที่เป็นแค่ความคิด เพราะเป็นไปไม่ได้ ทำให้อัลเฟรดถอนหายใจ อีกทั้งยังมีเรื่องคราวนั้นที่ยังค้างคา อยากไปถามให้เข้าใจแต่ก็ไม่กล้า ได้แต่นั่งกังวล ก้มหน้าทำงานเพียงอย่างเดียว

“กริ๊ง กริ๊ง”

“ครับ ?”

“อัลเฟรดเหรอ นี่คุณพี่เองนะ” เสียงฟรานซิสดังมาตามสายโทรศัพท์

“มีอะไรเหรอ”

“ยังไม่ได้คุยกับอาเธอร์อีกเหรอ” อัลเฟรดสะอึกเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า

“ฉันไม่ว่าง”

“ไม่คุยกันแล้วจะรู้เรื่องเหรอ อ้างว่าไม่ว่าง ๆ แล้วเมื่อไร่จะได้คุยกันล่ะ เดี๋ยวคุณพี่ก็ด่าให้ซะนี่” เสียงของฟรานซิสเริ่มหงุดหงิด ให้ชายชาวอเมริกันกลืนน้ำลาย ก็ฟรานซิสเวลาโมโหน่ากลัวน้อยซะเมื่อไหร่

“ไว้ว่าง ๆ ฉันจะไปคุยกับอาเธอร์เองแหละ แค่นี้นะ” จบประโยคก็วางสายลง

…อาเธอร์…

 

 

 

Fanfiction Hetalia [America x England] : You and Me 1

Tags

, , , , , , , , , , , ,

ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ จาวิค่ะ

อพยพมาเปิดบล็อกใหม่ เพราะความเสียวไส้จากการมีคนค้นพบความลับบางประการ ฮา

เราตั้งใจว่าจะใช้ที่นี่เป็นที่เก็บบรรดาฟิคทั้งหลาย อาจจะมีบ่น ๆ เพ้อ ๆ แบบมึน ๆ อึน ๆ บ้างก็อย่าถือสานะคะ

อย่างที่บอกเราตั้งใจจะใช้ที่นี่เป็นที่เก็บฟิค ก็เลยเอาฟิคมาลงมันซะตั้งแต่วันแรกเลย ใจร้อนไปมั้ยเนี่ย ฮา

ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิคที่เราแต่งมาตั้งแต่สมัยเพิ่งขึ้นม.ปลาย ประมาณสี่ห้าปีก่อน แต่เป็นฟิคยาวเรื่องเดียวที่เราแต่งจบได้ ภูมิใจมาก(//ไม่ใช่ละ) ถึงภาษา การวางปมเรื่อง หรืออื่น ๆ จะดูแปลก ๆ ไปก็เถอะ

ในสมัยนั้นเราก็เอาฟิคเรื่องนี้ไปแปะในเด็กดี เอ็กทีน แล้วก็บอร์ดเฮตาเลียด้วย เพราะฉะนั้นอาจจะมีผ่านหูผ่านตาใครไปบ้างแล้วก็ได้ ฮา

เอาเป็นว่า แปะเลยดีกว่าเนอะ

 

คำเตือน

ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิคที่ผู้แต่ง แต่งขึ้นเพื่อสนองความต้องการของตนเอง เป็นฟิคชายรักชาย หากไม่พอใจ หรือไม่ชอบประการใด กรุณาปิดทิ้งไป และโปรดรำลึกด้วยว่าฟิคนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องจริง ๆ ของเฮตาเลีย และเนื้อหาจริง ๆ ของเฮตาเลียไม่ได้มีเรื่องชายรักชายเลย

 

Fanfiction Axis Powers Hetalia

 

You and Me

 

Alfred F. Jones x Arthur Kirkland

 

Chapter 1

 

 

เมื่อเวลาผ่านไป…

มันไม่เคยไหลย้อนกลับ…

กว่าจะรู้สึกตัว…

วันเวลาก็ล่วงผ่านไปนานแล้ว…

เหลือเพียงเราทั้งสองที่ยังคงดำเนินชีวิตต่อไป…

 

“ไง สบายดีมั้ย” เสียงทักดังขึ้นใกล้ ๆ ทำให้คนที่กำลังนั่งเหม่ออยู่สะดุ้งสุดตัว ก่อนจะสงบลงเมื่อรู้ว่าเป็นใคร

“อัลเฟรด นายเองเหรอตกใจหมด” เสียงหัวเราะจากคนทัก เรียกให้นัยน์ตาคู่สีมรกต มองมาอย่างขุ่น ๆ พร้อมคำพูดที่เริ่มจะหงุดหงิด

“หัวเราะอะไร” อัลเฟรดพยายามควบคุมอาการหัวเราะอย่างยากลำบาก ก็ตอนที่อาเธอร์นั่งเหม่อมันน่าให้แกล้งมั้ยล่ะ เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าใสเป็นประกายตอบว่า

 

“ก็หัวเราะอาเธอร์นั่นแหละ สะดุ้งจนปัดของหล่นแล้ว ยังไม่รู้ตัวอีก” คิ้วหนา ๆ ของอาเธอร์ขมวดเข้าหากันทันที ก้มลงมองที่พื้น ก็พบว่าเต็มไปด้วยกองเอกสารที่หล่นกระจัดกระจาย นี่เขาทำของหล่นไม่รู้ตัวจริงด้วย คิดแล้วก็ปลง พักหลัง ๆ นี้ไม่ค่อยได้นอน ชักจะเบลอ ๆ แล้ว

 

หลังจากที่เจ้าของนัยน์ตาสีเขียวสดเก็บเอกสารมาตั้งบนโต๊ะแล้ว ก็ถามเจ้าคนที่เป็นต้นเหตุให้กองเอกสารหล่นว่า

 

“มานี่มีอะไรรึเปล่า”

 

“มีสิ จะมาคุยเรื่องการรบกับฝ่ายอักษะน่ะ”

 

“ทำไมมีอะไรเหรอ ทางนั้นเริ่มเคลื่อนไหวแล้วเรอะ”

 

“ใช่ เยอรมันเป็นแกนนำ จะเอายังไงล่ะ อาเธอร์”

 

คิ้วหนา ๆ ขมวดเข้าหากันอีกครั้งอย่างใช้ความคิด นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเล่นเป็นจังหวะ พลางคิดว่าควรจะทำอย่างไรดี

 

“งั้น เอาเข้าที่ประชุมพรุ่งนี้มั้ยล่ะ จะได้ถามความคิดเห็นจากคนอื่น ๆ ด้วย”

 

“แต่ว่าข้อมูลยังไม่ค่อยจะแน่นอนสักเท่าไหร่นะ ฉันกะว่าจะไปสืบหาดูอีกครั้ง คิดว่าไงล่ะ”

 

“ไม่” คำตอบเพียงคำเดียวที่หลุดออกมาจากปากของอาเธอร์ทำให้อัลเฟรดขมวดคิ้วบ้าง

 

“ทำไมล่ะ ปกติฉันก็ออกไปสืบคนเดียวอยู่แล้วนี่นา”

 

“ฉันจะไปด้วย” คำพูดที่ดูจะเอาแต่ใจของอาเธอร์ทำให้อัลเฟรดขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม และยังทำให้เจ้าของดวงตาสีฟ้าใสรู้สึกงงด้วยว่าไม่เคยเห็นคนตรงหน้าทำนิสัยแบบนี้สักที

 

“นายไม่ต้องไปหรอก เดี๋ยวฉันไปเอง ไม่ต้องห่วงฉันหรอกน่า” คำพูดของอัลเฟรดทำให้อาเธอร์สวนกลับว่า

 

“เฮอะ นายไปคนเดียวแล้วจะได้งานกลับมารึเปล่า” อัลเฟรดยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ

 

“ก็ต้องได้สิ ไม่เชื่อ นายก็คอยดูแล้วกัน…ฉันไปละ แล้วเจอกัน” จากนั้นอัลเฟรดก็ลุกเดินออกจากห้องทำงานของอาเธอร์ไป ทิ้งให้เจ้าของห้องนั่งอยู่คนเดียว

 

…ให้มันได้อย่างนี้สิ เจ้าบ้า…

 

คิดอย่างหงุดหงิด ที่เขาอยากจะไปด้วย ไม่ใช่เพราะกลัวหมอนั่นจะไม่ได้งานกลับมาหรอก อัลเฟรดน่ะได้งานกลับมาแน่ ๆ แต่แค่อยากจะไปด้วยก็เท่านั้น แค่นั้นจริง ๆ ปกติหมอนั่นก็ไปคนเดียวเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ว่าไม่เคยบอกก่อน เลยไม่มีโอกาสบอกสักทีว่าอยากไปด้วย

 

…แค่อยากไปด้วยแท้ ๆ …

 

 

แสงแดดอ่อน ๆ ส่งผ่านเข้ามาจากหน้าต่างที่อยู่ข้างเตียง เสียงนกร้องดังขึ้นต้อนรับยามเช้า ขณะที่คนนอนบนเตียงก็ลุกขึ้นมานั่งบิดขี้เกียจแล้วหันไปมองนาฬิกาที่แสดงเวลา 6 โมงเช้า จึงลุกมาอาบน้ำ แต่งตัว ลงไปกินข้าว แล้วไปนั่งทำงานต่อ

 

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูดังขึ้นให้อาเธอร์ขมวดคิ้วหนา ๆ ของตน พลางส่งเสียงร้องบอกว่า

 

“เข้ามา” สิ้นเสียง ประตูไม้ก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นเจ้าของเรือนผมสีทองกับนัยน์ตาสีฟ้าใส คนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเงยหน้าขึ้นมามอง สภาพของคนที่อาสาไปหาข่าว แล้วหายไป 2 วันดูไม่ได้เลย เรียกได้ว่าโทรมมากเลยด้วยซ้ำ เสื้อสีขาวข้างในเปื้อนดินเป็นทางยาว ขณะที่เสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำตาลมีรอยฉีกขาดหลายจุด เส้นผมสีทองยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ขอบตาเริ่มคล้ำ แม้ว่านัยน์ตาสีฟ้านั่นจะยังเป็นประกายก็ตาม

 

“ไหงโทรมงี้อ่ะ” คำทัก พร้อมกับสีหน้าไม่พอใจนิดหน่อย ที่อีกฝ่ายเอาสภาพที่ดูไม่ได้เหยียบย่างเข้ามาในห้อง ก็เขาเพิ่งทำความสะอาดไปเมื่อวานเองนะ

 

“โทดที ๆ เดี๋ยวจะไปแล้ว แค่จะมาบอกว่า ให้เรียกประชุมที ได้ข่าวบางอย่างมา บอกคนอื่นด้วยได้มั้ย อีก 3 ชม.เจอกันที่ห้องประชุมนะ ไปล่ะ” จบประโยคก็เผ่นแผล็วออกไป ไม่รอคำตอบจากคนที่นั่งงงอยู่บนโต๊ะ

 

…อะไรของหมอนั่นวะ…

 

คิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่จำใจเดินไปบอกคนอื่น ๆ

 

…ท่าทางจะเป็นข่าวใหญ่สินะ…

 

รอยยิ้มประหลาดที่ไม่เคยปรากฏให้คนภายนอกได้รับรู้มาก่อนเผยชัดบนใบหน้า รอยยิ้มที่แลดูอ่อนโยน และนัยน์ตาสีเขียวที่แลดูเศร้าสร้อยอย่างประหลาด หลายร้อยปีมาแล้วที่เขาได้แต่คอยมองอยู่ห่าง ๆ เวลาที่เจ้าน้องชายตัวเล็กเติบใหญ่ จนในที่สุด ก็กลายมาเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลมากในโลก และแทนที่เขาได้เป็นอย่างดี เขาเองก็ดีใจที่เด็กน้อยที่เขาเลี้ยงดูมาแต่เล็กแต่น้อย ไม่ทำให้เขาผิดหวัง แม้จะเสียใจที่อัลเฟรดประกาศตัวเองเป็นอิสรภาพ แต่ก็ยอมรับในการตัดสินใจของหมอนั่น เขามั่นใจ หมอนั่นจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง…

 

 

“เอาล่ะ ทุกคนมาพร้อมแล้ว เราจะเริ่มประชุมเลยนะ” เสียงเจ้าตัวดีดังขึ้น หลังจากที่ได้เวลาประชุม ในชุดที่ไปเปลี่ยนมาใหม่

 

เขาไม่อยากฟังหรอก ถึงแม้ว่าอัลเฟรดจะเติบขึ้น แต่เรื่องบางเรื่องราวกับว่าไม่เคยโตขึ้นเลย อย่างเรื่องความคิดเห็นส่วนใหญ่ที่หมอนี่แสดงออกมา ล้วนแล้วแต่ไร้สาระ มีน้อยครั้งมาก ๆ ที่จะแสดงความคิดเห็นที่เข้าทีเหมือนกับชาวบ้านชาวช่องเขา แต่ก็นะ ไม่ฟังก็ไม่ได้นี่นา

 

 

“อืม…มีใครมีความเห็นอะไรบ้าง”

 

“ฉันขอคัดค้าน” เสียงของเขาดังขึ้นในที่ประชุม แหงล่ะ ก็เป็นเรื่องปกตินี่นา เขาเถียงกับอัลเฟรดในที่ประชุมเป็นปกติ ถ้าไม่เถียงสิแปลก

 

“ความคิดของนายมันไร้สาระ มีอย่างที่ไหนจะสร้างฮีโร่ตัวใหญ่ ๆ ไปอัดลุดวิก เฮอะ…คงทำได้หรอก เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ ค่อยไปสร้างไอ้หุ่นกระป๋องพรรค์นั้น” ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาจะพูดอะไรแรงไปหรือเปล่า เพราะดูอัลเฟรดจะเงียบผิดปกติ แต่นี่ก็ถือว่าอ่อนกว่าเดิมด้วย ถ้าเป็นปกติ จะพูดแรงกว่านี้อีก แล้วดูเหมือนบรรยากาศจะเริ่มตึงเครียดมากขึ้น

 

“ฉันขอคัดค้านอาเธอร์กับอัลเฟรด” และก็เป็นฟรานซิสที่พูดเอ่ยขึ้น ทำลายความตึงเครียดทั้งหมดลง เสียงถอนหายใจจากหวางเหยาดังขึ้นเบา ๆ ส่วนอีวานนั้นก็ได้แต่ยิ้มอย่างเดียวให้กับสภาพตรงหน้า

 

เริ่มจากคุณพี่ฟรานซิสผู้เป็นที่เคารพ (ตรงไหน?) ถือดอกกุหลาบสีแดงสดที่นำมาจากไหนก็ไม่รู้ชี้ใส่หน้าอาเธอร์พลางเถียงบ้างอย่างไม่ค่อยใส่ใจ อัลเฟรดที่เอานิ้วจิ้ม ๆ ศีรษะของฟรานซิส ส่วนอาเธอร์ก็ยืนเถียงกับฟรานซิส

 

 

และแล้วการประชุมก็จบลงที่ทั้งหมดทยอยกลับเพราะรู้ดีว่าอยู่ต่อไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เริ่มจากอาเหยาที่เดินออกไปอย่างเงียบเชียบ ตามด้วยอีวานที่เดินตามออกไปอีกคน ฟรานซิสที่หาทางออกไปจากห้องได้ เหลือเพียงอัลเฟรดและอาเธอร์ กับความเงียบระหว่างคน 2 คน

 

อาเธอร์เก็บของอย่างรวดเร็วโดยไม่มองหน้าคนอีกคนที่อยู่ในห้องด้วย  เขาไม่อยากมองหน้าอัลเฟรดสักเท่าไหร่หรอก ก็บรรยากาศที่มันตึงเครียดตอนนั้นมันยังฝังอยู่ในหัวอยู่ เลยไม่กล้ามองหน้า เพราะไม่รู้ว่าตนพูดอะไรแรงไปหรือเปล่า มือเรียวหยิบของชิ้นสุดท้ายแล้วก็เดินไปที่ประตู แล้วออกไปโดยไม่หันมามองอัลเฟรดเลยแม้แต่น้อย

 

 

“อ๊ะ อาเธอร์ ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ” เสียงดังมาจากด้านหลัง ให้ชายร่างสูงหันไปมอง ฟรานซิสเดินมาพร้อมกาแฟในมือ 2 ถ้วย

 

“เอ้า กาแฟ…ดีจังนะที่งานเสร็จแล้ว เหนื่อยจะตาย” พูดจบก็ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ อาเธอร์ พลางเหลือบมองเล็กน้อย

 

“อัลเฟรดจะเป็นยังไงบ้างนะ” จบประโยคของฟรานซิส อาเธอร์ก็แทบจะสำลักกาแฟที่เพิ่งยกขึ้นไปจิบ ไม่ใช่เพราะคำถาม แต่เป็นเพราะกาแฟที่ยังร้อน ๆ ต่างหาก

 

“ไม่เห็นบอกเลยว่าร้อน” ฟรานซิสส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ

 

“นายก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรือว่ากาแฟมันร้อนน่ะ” ฉึก…เหมือนมีเสียงอะไรบางอย่างเสียบเข้าทันที นั่นสินะ เรื่องนี้ดูก็น่าจะรู้นี่นา ที่ไหนได้ดันไม่รู้ซะได้

 

“สรุปว่ามีเรื่องกลุ้มใจอะไรถึงได้มานั่งตรงนี้น่ะ”ฉึก ฉึก ฉึก… เอาอีกแล้ว เหมือนมีอะไรบางอย่างมาเสียบที่ตัวอีกแล้ว อาเธอร์นึกสงสัยนักว่าฟรานซิสไปทำอะไรมาถึงได้รู้เรื่องพวกนี้ดีนัก

 

“คิดมากเรื่องหมอนั่นล่ะสิ”

 

“หมอนั่นไหน” ย้อนกลับมาได้อย่างเนียนไป ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคนที่ฟรานซิสเรียกว่า “หมอนั่น”คือใคร

 

 

“ไม่ต้องมาทำไก๋หรอกน่า คุณพี่รู้ทุกอย่างอยู่แล้ว คงกังวลเรื่องบรรยากาศที่ตึงเครียดตอนนั้นใช่มั้ยล่ะ จริง ๆ เลยน้า…แล้วทำไมไม่พูดตามใจคิดไปล่ะ” บ่นแบบนี้มาก็หลายครั้ง เพราะทุกครั้งที่อาเธอร์มานั่งคนเดียวที่สวนสาธารณะ ต้องเป็นเพราะคนเพียงคนเดียวเท่านั้น เป็นเพราะอัลเฟรด ทุกครั้งที่ทะเลาะกับหมอนั่น หรือแม้แต่เถียงกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เถอะ นี่คุณพี่ก็มีภารกิจเหมือนกันนะ 2 คนนี้ทะเลาะกันทีไร ลำบากคุณพี่ทุกที ต้องมานั่งปลอบ เสียเวลาจีบสาวจริง ๆ เลย คุณพี่ล่ะหน่าย

 

“นายก็รู้นี่นา…”เสียงเบาลงเรื่อย ๆ จนฟังไม่ได้ยิน แต่ฟรานซิสก็พอจะจับใจความได้

 

“งั้นก็ไปขอโทษซะสิ”เงียบไป ไร้คำตอบดั่งที่เป็นทุกครั้ง ฟรานซิสถอนหายใจเหนื่อยหน่าย แม้จะพอรู้ว่าคนตรงหน้าไม่สามารถพูดอะไรได้อย่างที่ใจคิด บวกกับเป็นคนปากเสีย+ร้าย แถมด้วยยังเป็นคนที่หยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีด้วย

 

“งานนี้คุณพี่ช่วยอะไรไม่ได้แล้วนะ ไปเคลียร์กับอัลเฟรดเองละกัน คุณพี่ขอตัวไปจีบสาวก่อนละกัน”จบประโยคฟรานซิสก็เผ่นหายลับไป ทิ้งไว้แค่เจ้าของดวงตาสีเขียวสดที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม

 

…ขอโทษงั้นเหรอ อัลเฟรด ฉันจะสามารถขอโทษนายได้มั้ยนะ…

 

 

…ฉันทำอะไรผิดไปเหรอ ผิดเหรอที่อยากเป็นฮีโร่…

 

ห้วงคำนึงที่ยังวนเวียนไม่หยุดหย่อน กับคำถามเดิม ๆ ที่ก็รู้คำตอบอยู่แล้ว

 

…อาเธอร์คงจะเกลียดเราแล้วล่ะมั้ง…

 

เพียงแค่นั้น รอยยิ้มเศร้าก็ปรากฏบนใบหน้าคมคาย ภาวนาก่อนนอนทุกครั้ง อ้อนวอนกับพระเจ้าทุกเช้า ขอให้อาเธอร์ไม่เกลียดเขา ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่เหมือนมันจะไม่ได้ผล จากคำพูดของอาเธอร์ในวันนี้ทำให้เขาคาดได้ ว่าอาเธอร์คงจะเกลียดเขาแล้วจริง ๆ เพียงเพราะการตัดสินใจในครั้งนั้นหรือเปล่า การตัดสินใจที่จะออกมาอยู่อย่างอิสระด้วยตัวเอง เพราะหวังจะไม่ให้อาเธอร์ต้องมาลำบากคอยดูแลเขา หวังให้อาเธอร์เห็นเขาเติบโต หวังให้คนเพียงคนเดียวที่ทำตัวเป็นพี่ชายจอมจุกจิกได้ภาคภูมิใจกับความก้าวหน้าของเขา แต่แล้ว มันกลับทำให้อาเธอร์เกลียดเขาซะได้ ทั้ง ๆ ที่ เขาไม่ได้ตั้งใจแบบนั้นเลยนะ วันที่เขาประกาศอิสระ อาเธอร์ร้องไห้ แต่เขาไม่สามารถเข้าไปหาได้ เพราะรู้ดีว่าสาเหตุมาจากตน จึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน หันหลังให้ และเดินจากมาเท่านั้น

 

…อาเธอร์ จากนี้ไปฉันควรจะทำยังไงดี…

 

 

หลังจากวันนั้นแล้ว อาเธอร์กับอัลเฟรดก็ไม่มีโอกาสเจอหน้ากันเลย เพราะการงานที่รัดกุม และเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมมาก การสงครามต่าง ๆ ถูกพับเก็บไปเพราะปัจจัยหลายประการ แต่ก็ถือว่าดีแล้วสำหรับอาเธอร์ เพราะเขาไม่อยากที่จะเจอหน้าอัลเฟรดเท่าไหร่ ยังไม่กล้าพอที่จะสบตากับอีกฝ่ายด้วยความกลัว กลัวว่าอัลเฟรดจะโกรธกับคำพูดที่เขาพูดไปในวันนั้น และกลัวว่ามันจะพัฒนาไปเป็นความเกลียด กลัวเป็นที่สุด ถึงแม้จะคิดว่าอัลเฟรดน่าจะรู้นิสัยของเขาดีว่าพูดอะไรตรงกับสิ่งที่คิดจริง ๆ ไม่ค่อยจะได้ แต่ก็กลัว กลัวจับขั้วหัวใจ

 

…อัลเฟรด นายจะโกรธฉันมั้ย จะเกลียดฉันมั้ย ฉันขอโทษ ฉันอยากย้อนเวลากลับไป กลับไปเหลือเกิน…

 

TBC.