Posted in Uncategorized

[Translate Lyrics] The Call – Regina Spektor

เราเพิ่งจะมีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง The Chronicles of Narnia : Prince Caspian มาเมื่อไม่นานมานี้ค่ะ จริง ๆ นาร์เนียเป็นเรื่องที่เราชอบมากมาตั้งแต่เด็กแล้วนะคะ แต่เพิ่งจะได้ดูเอาตอนโตแล้วเสียนี่

และเมื่อได้ดูปุ๊บ เราก็ไปสะดุดหูกับเพลง ๆ หนึ่งค่ะ นั่นคือเพลง The Call ซึ่งแต่งและร้องโดย Regina spektor นั่นเองค่ะ เราชอบเพลงนี้นะคะ โดยส่วนตัวแล้ว เราว่ามันเพราะ แล้วก็บอกเรื่องราวของนาร์เนียได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ ไม่เฉพาะเรื่องราวในภาคนี้อย่างเดียว แต่สำหรับเรามันเก็บเนื้อเรื่องทุกภาค ทุกเล่มไว้ได้หมดในเพลง ๆ เดียว

ซึ่งด้วยความชอบนี้เอง ทำให้เราอยากลองแปลเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยดูค่ะ แต่แปลให้พอจะร้องเข้ากับทำนองได้ เพราะฉะนั้น บางท่อนอาจจะไม่ตรงตัวนะคะ

อันที่จริง อยากได้คนมาทดสอบร้องให้จริง ๆ ค่ะ เพราะเราร้องเพลงไม่เป็น แต่ก็ไม่มีคนที่พอจะช่วยได้ เลยได้แต่งม ๆ ลองเขียน ๆ เอา เพราะฉะนั้น ถ้าดูแล้วมันไม่โอเคตรงไหนยังไง ช่วยบอกด้วยนะคะ เราจะรู้สึกขอบคุณจริง ๆ ค่ะ

The Call – Regina Spektor

It started out as a feeling
Which then grew into a hope

ก็เป็นแค่เพียงความคิดคำนึง ที่ได้เกิดเป็นความหวังหนึ่ง

Which then turned into a quiet thought
Which then turned into a quiet word

และกลายเป็นเพียงข้อความสลักไว้ ร่ำร้องอยู่ภายในอย่างเงียบงัน

And then that word grew louder and louder
Til it was a battle cry

จนคำคำนั้นเริ่มสะท้อนดังขึ้นมา เป็นเสียงกรีดร้องของสงคราม

I’ll come back
When you call me
No need to say goodbye

เมื่อเธอเรียก ฉันจะกลับมา คำลานั้นไม่จำเป็น

Just because everything’s changing
Doesn’t mean it’s never
Been this way before

เพียงเพราะเรื่องราวนั้นได้ผันไป ใช่ว่ามันเป็นครั้งแรกเมื่อไหร่

All you can do is try to know
Who your friends are
As you head off to the war

เธอทำได้เพียงค้นหาว่าใครเป็นเพื่อนของเธอ ยามที่เธออยู่ในสงคราม

Pick a star on the dark horizon
And follow the light

เก็บเอาดวงดาวจากขอบฟ้าที่มืดมัว และเดินตามแสงไป

You’ll come back
When it’s over
No need to say good bye

เมื่อมันจบ เธอจะกลับมา คำลานั้นไม่จำเป็น

You’ll come back
When it’s over
No need to say good bye

เมื่อมันจบ เธอจะกลับมา คำลานั้นไม่จำเป็น

Now we’re back to the beginning
It’s just a feeling and no one knows yet
But just because they can’t feel it too
Doesn’t mean that you have to forget

ตอนนี้เราย้อนกลับมาเริ่มต้น เป็นเพียงความคำนึงไม่มีใครเข้าใจ

แต่แค่เพราะพวกเขาไม่อาจรับรู้ ใช่ว่าเธอจะต้องลืมเสียเมื่อไหร่

Let your memories grow stronger and stronger
Til they’re before your eyes

ให้ความทรงจำมันเด่นชัดเจนขึ้นมา จนมันอยู่ข้างหน้าสายตา

You’ll come back
When they call you
No need to say good bye

ยินเสียงเรียก เธอจะกลับมา คำลานั้นไม่จำเป็น

You’ll come back
When they call you
No need to say good bye

ยินเสียงเรียก เธอจะกลับมา คำลานั้นไม่จำเป็น

Posted in Uncategorized

Happy New Year 2015

เพิ่งลงฟิคไปเมื่อตอนบ่าย ๆ เย็นเองเนาะ มาตอนนี้มาเขียนเรื่องใหม่อีกละ ฮา

ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เข้าวันใหม่แล้ว เลยอยากมาสุขสันต์วันขึ้นปีใหม่สักหน่อยค่ะ

ตะกี้ว่าง ๆ เลยนั่งทำนู่นนี่นั่นเล่น ด้วยฝีมือกาก ๆ ทำง่าย ๆ แบบไร้หัวอาร์ต แต่คิดว่าก็ออกมาโอเคอยู่นะ (รึเปล่า)

HNY2015(2)

ค่ะ Happy New Year นะคะ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่หลงเข้ามา หรืออะไรก็ตาม เราก็ขอให้คุณมีความสุขมาก ๆ ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน งาน สุขภาพ ความรัก และความสุขค่ะ

ยังเหลือวันหยุดยาวอีกหลายวัน จะฉลองอะไรยังไงก็ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ โดยเฉพาะเรื่องเหล้า เพราะเวลาเมาแล้ว หลายคนมักจะขาดสติ ไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทบ้าง ขับรถเกิดอุบัติเหตุบ้าง อยากให้ช่วยกันเซฟตัวเอง และก็เซฟคนอื่น ๆ ด้วย เราเป็นห่วงนะคะ

มาแบบสั้น ๆ ละกันเนาะ ฮา สุขสันต์วันขึ้นปีใหม่อีกครั้งค่ะ จะบอกว่าพบกันปีหน้าก็เข้าปีใหม่แล้ว เพราะงั้นไว้เจอกันเมื่อมีโอกาสนะคะ

Posted in Uncategorized

เล่าเรื่อง (ย้อนหลัง) เมื่อครั้งไปคุก

หายไปนานอีกแล้ว ฮา ตั้งแต่เปิดเทอมมางานยุ่งตลอดเลยค่ะ ส่งงานอย่างน้อย ๆ อาทิตย์ละชิ้นตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เปิดเรียนเลย นี่ยังเหลือรายงานเล่มสุดท้าย ส่งวันศุกร์นี้แล้ว ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ //แย่ แบบว่าไม่มีอารมณ์ทำ เราก็ทำไม่ได้จริง ๆ ค่ะ

วันนี้เห็นรถของกรมราชทัณฑ์วิ่งผ่านไปตอนกำลังนั่งรถเมล์กลับจากมหาลัยค่ะ เลยทำให้นึกถึงเรื่องเมื่อปลายปีที่แล้วค่ะ อันเป็นวันเกิดปีที่ 20 ของเราเอง

พูดถึงวันเกิด ก็ต้องนึกถึงของขวัญ งานฉลอง เค้ก คำอวยพรและอื่น ๆ ใช่มั้ยล่ะคะ แต่งานวันเกิดของเราเมื่อปีที่แล้ว กลับเป็นการไปเที่ยวค่ะ โดยสถานทีที่เราไปกัน คือ พิพิธภัณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ ใกล้กับวังบูรพา และสวนรมณีนาถ (เขียนถูกมั้ยเนี่ย) พิพิธภัณฑ์คุกนั่นเองค่ะ

หลายคนอาจจะพูดว่านี่บ้าเปล่าเนี่ย ไปเที่ยวอะไรไม่ไป ไปดูอะไรแบบนี้ แถมยังเป็นวันเกิดด้วยนะ ไม่ดีเลย บลา ๆ ๆ แต่เนื่องจากมันเป็นวันว่าง เพื่อน ๆ ชวนไปกัน เราก็เลยติดสอยห้อยตามไปด้วย ไปกันสิบกว่าคนได้ค่ะ

ที่พิพิธภัณฑ์นี้มีเจ้าหน้าที่ประจำรออยู่ด้านนอกด้วยค่ะ ส่วนที่จัดแสดงจะแบ่งเป็นสองตึก ตึกแรกเป็นตัวคุกเก่า คนอื่นเราไม่รู้นะคะ แต่ยอมรับค่ะ ว่่าเรากลัว อาจจะด้วยบรรยากาศ หรืออะไรก็ตาม แต่ก็อยากรู้ด้วย สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าแทบจะเกาะเพื่อนเดิน ละค่อย ๆ เดินไป

จากตึกแรก เราก็ไปยังตึกที่สองค่ะ แต่ตึกที่สองนี้ เราสู้ความกลัวของตัวเองไม่ไหว เข้าไปได้แค่ห้องแรกก็เป็นอันต้องล่าถอยออกมารอด้านนอก ปล่อยให้เพื่อน ๆ เดินดูกัน แล้วเราก็มานั่งคุยกับคุณป้าแม่บ้านอยู่สักพัก ก็มีคุณลุง (ขออนุญาตเรียกแบบนี้นะคะ) เดินเข้ามาคุยด้วย ท่านเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ค่ะ และเรื่องราวที่คุณลุงท่านเล่าให้เราฟัง บางอย่างก็เป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจเรามาตลอด และเป็นสิ่งที่เราอยากเล่าให้ฟังในที่นี้ค่ะ

คุณลุงท่านคุยกับเราหลายเรื่องค่ะ ซึ่งเราบางอย่าง บางประเด็นเราก็เลือน ๆ ไปบ้างแล้ว ท่านถามเราว่ารู้สึกยังไงกับบทลงโทษต่าง ๆ ที่ได้เห็น เราจำไม่ค่อยได้แล้วค่ะว่าตอบว่าอะไรไป แต่น่าจะเป็นประมาณว่า น่ากลัว หรืออะไรประมาณนี้ล่ะค่ะ ซึ่งท่านก็ตอบว่า ท่านอยากให้คนที่มาดู รู้สึกเกรงกลัวที่จะทำผิดกฎหมาย นั่นนับว่าเป็นจุดประสงค์สำคัญของพิพิธภัณฑ์นี้เลย แล้วก็เลยไปถึงเรื่องของผู้ต้องหา

ท่านบอกว่า นักโทษในเรือนจำไม่ใช่ผู้ที่เลวโดยสันดานทุกคน บางคนเพียงแค่ดำเนินชีวิตผิดพลาดเท่านั้น ไม่ได้เลวโดยสันดาน บางครั้งเมื่อออกจากเรือนจำไป และพบกับการที่ผู้คนในสังคมตั้งแง่ ระแวง อคติ ไม่ยอมรับ ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ชักจูงให้เขากลับไปทำความผิดอีกครั้ง ดังนั้น ท่านไม่อยากให้สังคมตราหน้าผู้ที่ดำเนินชีวิตผิดพลาดเพียงครั้งเดียวว่่าเป็นคนเลว และกีดกันเขาออกจากสังคม และอยากให้สังคมให้ความช่วยเหลือ และช่วยกันเปลี่ยนให้เขากลับมาดำเนินชีวิตในทางที่ถูกที่ควร ซึ่งท่านเองก็ได้เสนอแนวทางตรวจสอบผู้ที่เพิ่งออกจากคุกไว้ด้วยนะคะ แต่เรายอมรับผิดค่ะว่าลืมไปแล้ว แต่เท่าที่จำความรู้สึกในตอนนั้น คือ เราเห็นด้วยค่ะ

โดยส่วนตัวของเรานะคะ เราว่าเรื่องนี้เป็นอะไรที่พูดกันง่ายแต่ทำได้ยากนะคะ เราเห็นด้วยกับคุณลุงที่เป็นเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์คนนั้น เพียงแต่หลาย ๆ ครั้งที่เราเห็นว่าคนบางคนก็ไม่ได้รู้สำนึกถึงความผิดของตนเลย ไม่ต้องพูดถึงคนที่เคยติดคุกนะคะ คนทั่ว ๆ ไปนี่แหละ เราเองบางทีก็เป็น แล้วมันก็ทำให้เรานึกรู้สึกว่า คนรอบข้างมันไว้ใจกันได้ยาก ไว้ใจไม่ได้ จากประสบการณ์ที่เคยเห็น แม้แต่พี่น้องกันก็ไว้ใจไม่ได้ด้วยซ้ำ หรือเพราะเวลาเปลี่ยน ผู้คนในสังคมก็พลอยเปลี่ยมตามไปด้วยก็ไม่รู้นะคะ

เราก็เชื่อนะ ว่ามีคนหลายคนที่เมื่อพ้นโทษแล้วก็เกิดความสำนึกผิด มันก็เป็นอะไรที่น่าให้อภัย ให้โอกาส แต่ถ้ามันไม่ใช่ เราก็ไม่อยากหยิบยื่นความหวังดีให้ อาจจะบอกว่าเราโลกแคบ ใจแคบ หรือมองโลกในแง่ร้ายก็ย่อมได้นะคะ เรายอมรับว่าเราเป็นอย่างนั้นจริง ๆ อีกอย่างกันไว้ก็ดีกว่าแก้นะคะ ว่ามั้ย แต่ในทางเดียวกัน ถ้ามองโลกในแง่ร้ายมาก ๆ อย่างเรามันซะทุกคน โลกนี่คงยิ่งกว่าหดหู่อีกแหง ๆ

ในทางกลับกัน ถ้าหากว่าผู้ที่โดนจับเป็นแพะรับบาป พวกเขาก็ต้องมาเดือดร้อน เสียประวัติ และอื่น ๆ อีกมาก เพราะการกระทำของคนอ่ืนที่ไม่ใช่ของตัวเอง แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมไม่ต่างจากผู้ที่กระทำผิดจริง ฟังดูแย่มากเลยว่ามั้ยคะ คงต้องขอให้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตรวจสอบและแก้ไขกันไปเป็นกรณี

แต่คำพูดของคุณลุงก็ทำให้เราคิดได้บางอย่างนะคะ ว่าสังคมนี้มันสามารถชี้ชะตาคนได้ จะทำให้คนอื่นดีหรือเลวก็ได้เช่นกัน มันมีความกดดันต่อผู้ทีี่อาศัยอยู่ในสังคม โลกใบนี้นี่อยู่ยากมาก ๆ แต่ก็หนีไม่ได้ ทำได้แค่ดูแลรักษาตัวเองให้ดี ๆ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของคนอื่น ไม่ดีเลยค่ะ

จริง ๆ วันนี้ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่อยากบ่นไร้สาระไปวัน ๆ ใครเห็นต่าง อยากแย้ง หรือแก้ข้อมูลอะไรก็แปะไว้ตามสบายเลยนะคะ เราอยากรู้ความคิดเห็นของคนอื่น ๆ เหมือนกัน ยังไงก็มาแลกเปลี่ยนกันนะคะ แล้วก็ขอบคุณมากค่ะที่อุตส่าห์อ่านมาจนถึงตอนนี้