Posted in Fiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 27 : Kittens

Title: Kittens [Flufftober 2019 day 27]

Fandom: Original

Notes/Warnings: คู่นอร์มอลและคู่ออริคู่แรกในชาเลนจ์ค่ะ 555555 สารภาพเลยว่านิสัยนี่แอบยืมเขามาค่ะ อิอิอิอิ ว่าแต่ ลูกแมวนี่มีบทแค่ช่วงแรก ๆ เองเนอะ ช่างมันแล้วกันค่ะ ฮา

+++++++++++++++++++++++

“น่าร้ากกกก” หญิงสาวคนหนึ่งถลาเข้าไปหากลุ่มลูกแมวที่นอนก่ายกันอยู่บนที่นอนแมวนุ่ม ๆ ตรงมุมห้อง ทันทีที่สายตากวาดไปเจอ ทำให้คนที่เดินตามหลังได้แต่ยิ้มบาง ๆ ส่ายหน้าอย่างระอาปนเอ็นดู เดินตามแฟนไปยังกลุ่มก้อนขนสีขาวดำบ้าง

“น่ารักมากเลยอะ ซีนนนน” กันต์ว่า นัยน์ตาสีเข้มเป็นประกายระยิบระยับ หันมาหวีดแมวใส่เจ้าของห้องและเจ้าของแมว ตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าซีนซะอีก

“กันต์ เบาเสียงนิดนึง เจ้าตัวเล็กหลับกันอยู่นะ” เขาบอก ก่อนจะหันไปมองซ้ายมองขวา หาเจ้าเหมียวที่เป็นแม่แมว ก่อนจะพบว่าเจ้าสี่ขาตัวโตค่อย ๆ เยื้องย่างออกมาจากห้องน้ำ ชายหนุ่มจึงนั่งยอง ๆ ยืดมือสองข้างออกไปหาแมวสุดที่รัก แต่มันกลับเมินเขา หันไปหาหญิงสาวที่สังเกตเห็นพอดี และก้มลงอุ้มขึ้นมากอด

“คลอดลูกเหนื่อยไหมคะ คนดี” น้ำเสียงอ่อนหวานที่มาพร้อมกับมือเรียวที่ค่อย ๆ บรรจงลูบบนขนสีขาวของมิลค์ แม่แมวในอ้อมแขน ทำเอาซีนนึกอยากเบะปากเล็กน้อย กับเขาที่เป็นแฟนกันมาหลายปี กันต์ไม่เคยจะพูดกับเขาด้วยเสียงหวาน ๆ หรอก แต่กับมิลค์นี่ ใช้เสียงสองด้วยตลอด ใช่สิ เขามันไม่สำคัญเท่าแมวนี่หว่า และเขาก็เริ่มเบะปากจริง ๆ เมื่อเจ้าเหมียวร้องรับคำพูดแฟนเขา ตามด้วยเลียปลายนิ้วขาว ๆ นั่นไปทีนึง

ไอ้แมวนี่ก็เหมือนกัน เขาเป็นเจ้าของ เป็นคนให้ข้าวให้น้ำ เก็บมันมาเลี้ยงแท้ ๆ แต่ดันเชื่องกับกันต์มากกว่าเขาอีก

“ซีนเป็นอะไร เบะทำไม” นั่นไง เสียงห้วนเชียว สองมาตรฐานชัด ๆ

“งอน” เขาก็ไม่ได้หวังอะไรมาก แค่ให้อีกคนง้อบ้าง แต่แทนที่จะได้ในสิ่งที่อยากได้ ซีนกลับได้มาแค่สายตาเอือมระอาของแฟน และเสียงหวานที่เอ่ยถ้อยคำบาดใจ

“ทำตัวเป็นเด็กประถมไปได้ ไม่ง้อหรอก เนอะ มิลค์เนอะ เล่นกับเจ้าตัวเล็กดีกว่า”

เนี่ย เขาบอกแล้ว แฟนเขามันสองมาตรฐาน

“กันต์จะไม่ง้อซีนจริงเหรอ”

“ง้อทำไม โตแล้ว จัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้ก็เรื่องของซีน”

จากที่แค่เล่น ๆ ตอนนี้ซีนเริ่มจะอยากงอนจริง ๆ แล้ว แต่ภาพตรงหน้าเขามันก็ดีเกินกว่าจะมานั่งงอนโง่ ๆ แบบที่รู้ว่ายังไงก็คงไม่มีคนง้อ เขาเลยหันไปหยิบกล้องฟิล์มลูกรักลงมาจากชั้น แล้วเก็บภาพหญิงสาวที่นั่งคุกเข่าลูบหัวลูบหางแมวสี่ห้าตัวแทน

หลังจากถ่ายด้วยกล้องฟิล์มจนพอใจ ซีนก็ล้วงโทรศัพท์มือถือมากดถ่ายต่อ แล้วก็อัพลงอินสตาแกรมที่มีผู้ติดตามจำนวนไม่น้อยในฐานะช่างภาพที่มีชื่อในระดับหนึ่ง

“เนี่ย ซีนไม่ยอมพาเรามาหาพวกเธอสักที เก็บพวกเธอไว้เล่นคนเดียวตั้งนานเลย” คำพูดของกันต์กับบรรดาลูกแมวที่เพิ่งคลอดได้ไม่นานทำให้ซีนหลุดขำนิดหน่อย แต่ก็ประท้วงแก้ต่างให้ตัวเองด้วย

“ซีนเปล่าเก็บไว้เล่นคนเดียว แต่เด็ก ๆ เพิ่งคลอด แถมกันต์ก็งานยุ่งมากไม่ใช่เหรอไง มีเวลาก็กลับไปพักน่ะถูกแล้ว จะมานั่งเล่นกับแมวที่ห้องซีนทำไม”

กันต์ซึ่งเป็นมัณฑนากรงานยุ่งมากมาเกือบสองเดือนแล้ว เพิ่งจะมีเวลาพักผ่อนเต็มที่ก็เมื่อวานนี่เอง พอมาวันนี้ก็เลยรบเร้าเขาให้พาตัวเองมาดูหน้าลูกแมวที่เพิ่งคลอดที่คอนโดเขา ทั้งที่เขายังอยากให้อีกคนพักผ่อนให้เต็มที่กว่านี้มากกว่า

“รู้แล้วน่า อย่าบ่นสิ”

“ครับ ๆ ไม่บ่นแล้วก็ได้ แล้วนี่เที่ยงแล้วจะกินอะไรดี สปาเกตตี้ไหม เดี๋ยวซีนทำให้”

“กิน ๆ เอาอร่อย ๆ นะ”

“แล้วซีนเคยทำไม่อร่อยด้วยเหรอ”

“ไม่รู้ล่ะ รีบ ๆ ไปทำเลย กันต์เริ่มหิวนิด ๆ แล้ว” อีกฝ่ายเอ่ยปากไล่เขา ทั้งที่สายตายังจับจ้อง มือยังลูบแมวไม่หยุด เขาก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ายิ้มขำ แล้วเดินตรงไปห้องครัว ทำข้าวเที่ยงให้แฟนที่ยังติดแมวไม่เลิก

เพราะมัวแต่จดจ่อกับซอสสปาเกตตี้ เขาเลยตกใจเล็กน้อยที่เงยหน้ามาเห็นหญิงสาวนั่งเท้าคางจ้องเขาอยู่ที่เคาน์เตอร์ในครัว

“อ้าว ไม่เล่นกับเจ้าตัวเล็กแล้วเหรอ”

“พอดีกว่า มิลค์จะได้นอนกับลูกสบาย ๆ หน่อยอะ” เขาพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันไปคนซอสที่ใกล้จะยกลงจากเตาแล้ว พลางพูดกับคนรักที่รอกินข้าวอยู่

“รอแป๊บนึงนะ สปาเกตตี้จะเสร็จแล้ว กันต์ไปล้างมือก่อนเลย จะได้กินข้าวกัน” เขาพูด แต่อีกคนกลับไม่ขยับตัว เอาแต่จ้องหน้าเขานิ่ง

“หน้าซีนมีซอสติดเหรอ”

หญิงสาวส่ายหน้า ปลายหางม้าสะบัดไปตามแรง แต่สายตาเจ้าตัวก็ยังมองมาที่เขา จนเขาขมวดคิ้วนิด ๆ เอ่ยถามอย่างงง ๆ ขณะก้มลงปิดเตาแก๊ส

“กันต์มีอะไรรึเปล่า จ้องหน้าซีนอยู่นั่น”

“กันต์แค่สงสัย”

“ว่า?”

“ซีนอยากมีลูกบ้างไหม”

มือที่กำลังจะตักซอสราดลงบนเส้นชะงักทันที แต่เพียงครู่เดียวมันก็ทำหน้าที่ตามเดิมต่อ เขากลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะถามต่อ

“ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ”

“ก็ซีนชอบเด็ก ๆ… แต่กันต์มีลูกให้ซีนไม่ได้นี่” ประโยคหลังเบาลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ แต่ในห้องที่มีเพียงพวกเขาสองคน ซีนได้ยินมันชัดเจน

เขาวางทุกอย่างในมือลง หันไปเผชิญหน้ากับหญิงสาว นัยน์ตาคู่สวยที่เขารักนักหนาหมองลงอย่างเห็นได้ชัดจนเขานึกเจ็บปวดในใจเล็ก ๆ เขาส่งยิ้มให้อีกฝ่าย หวังว่ามันจะทำให้คนรักรู้สึกดีขึ้น

“ทำไมถึงคิดมากแบบนั้นล่ะ ซีนเคยบอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร”

เมื่อปีก่อน กันต์ปวดท้องหนักมากจนต้องเข้าโรงพยาบาล และจำเป็นต้องผ่าตัดนำมดลูกออก ทำให้เจ้าตัวไม่สามารถมีลูกได้ แล้วมันก็กลายมาเป็นบาดแผลในใจเจ้าตัวอย่างหนึ่งที่ซีนก็ได้แต่อยู่ข้าง ๆ พยายามบอกให้อีกคนอย่าคิดมาก ถึงเขาเองจะเสียดายมากเหมือนกันที่คงไม่ได้อุ้มลูกของเขากับกันต์อย่างที่อยากมีมาก ๆ ก็ตาม

“เห็นมิลค์คลอดลูกแล้วคิดมากใช่ไหม” ดูเหมือนเขาจะจี้ถูกจุด เพราะหญิงสาวก้มหน้ามองพื้นเคาน์เตอร์ ไม่ยอมสบตาเขา

“กันต์ครับ เงยหน้ามาคุยกับซีนหน่อยได้ไหม” สักพักกว่าคนคิดมากจะยอมเงยหน้ามาสบตาเขา น้ำตาคลอเคลือบนัยน์ตาที่เคยสดใสมาตลอดก่อนมันจะค่อย ๆ ไหลลงมา

เขาคว้าทิชชู่มาซับน้ำตาให้อีกคนเบา ๆ ยังคงยิ้มให้เหมือนทุกที “กันต์ไม่ต้องรู้สึกผิดเลยนะ แค่กันต์ยังอยู่ตรงนี้กับซีน แค่นี้ก็ดีเกินพอแล้ว แล้วไม่ต้องคิดไปไกลถึงขั้นว่าซีนจะทิ้งกันต์ไปเพราะกันต์มีลูกไม่ได้ด้วยนะ ซีนไม่เลิกกับกันต์ด้วยเรื่องแค่นี้แน่ ๆ” ซีนดัก ไม่รู้หรอกว่าคนตรงหน้าคิดถึงขนาดนั้นหรือเปล่า แต่กันไม่ให้เจ้าตัวคิดไปเรื่อยย่อมดีกว่า

“ขอโทษนะ” กันต์พูดด้วยเสียงแหบเครือ จริง ๆ การที่อีกคนร้องไห้ออกมาแบบนี้มันทำให้เขารู้สึกแย่พอสมควร ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเคยบอกกับอีกคนตั้งแต่คบกันแรก ๆ ไปว่าเขาอยากเลี้ยงลูกตัวเองสักครั้ง หญิงสาวคงไม่คิดมากจนร้องไห้แบบที่ไม่ค่อยจะร้องแบบนี้แน่ ๆ

กันต์ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เขาเองนี่แหละที่ผิด

“ไม่ต้องขอโทษเลย กันต์ไม่ผิดอะไรสักนิด”

ซีนตัดสินใจแล้ว เขาคิดว่าแผนที่ตั้งใจจะทำในอีกสองวันข้างหน้า เลื่อนมาเป็นตอนนี้น่าจะดีที่สุด

“กันต์ ฟังซีนนะ ถ้ากันต์อยากมีลูก เรารับลูกบุญธรรมมาเลี้ยงสักคนก็ได้ ยังไงเขาก็จะเป็นลูกของเราอยู่ดี แต่ที่สำคัญกับซีนที่สุดในตอนนี้และต่อไปจากนี้คือกันต์ ซีนอยากมีกันต์อยู่ด้วยแบบนี้ไปตลอดชีวิตของซีน” เขาหยุดชั่วครู่ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รู้ดีว่าสถานการณ์มันไม่ได้ดีเหมือนกับที่วางแผนไว้ตอนแรก แต่ถ้ามันจะทำให้อีกคนเลิกคิดมากเรื่องนี้ เขาจะยอม

“มาเป็นคู่ชีวิตของซีนได้ไหม มาเป็นคู่คิดของซีน เป็นภรรยาของซีนนะ”

ซีนล้วงเอากล่องแหวนที่เขาเพิ่งรับมาจากร้านหลังสั่งทำเป็นเดือน ก่อนจะไปรับกันต์ ยื่นส่งให้อีกคนที่เบิกตากว้าง เหมือนจะช็อกไปแล้ว

“จริง ๆ ซีนว่าจะขอวันมะรืนที่เป็นวันครบรอบ แต่ซีนคิดว่าถ้ามันจะช่วยยืนยันคำพูดทั้งหมดของซีนได้ ก็ไม่จำเป็นต้องรอถึงตอนนั้นหรอก”

เขาเดินอ้อมเคาน์เตอร์ หยิบแหวนเพชรวงน้อยขึ้นสวมกับนิ้วเรียวบางของคนตรงหน้า มันสวมได้พอดีนิ้วนางซ้ายตามที่เขาคำนวณไว้

“แต่ง กันต์แต่ง” ร่างบางกระโดดเข้ามาในอ้อมกอดเขา ดูเหมือนที่เขาพยายามจะปลอบให้อีกคนหยุดร้องไห้จะไม่ได้ผลเสียแล้ว เขารู้สึกได้ว่าบ่าข้างที่กันซบหน้าลงเปียกชื้น แต่ในเมื่ออีกคนร้องไห้เพราะคำขอแต่งงานของเขา ซีนก็คิดว่าคงไม่เป็นไร

“ซีนรักกันต์นะ” เขาก้มลงจูบเบา ๆ บนกลุ่มผมนุ่ม สูดเอากลิ่นแชมพูหวาน ๆ เจือกลิ่นน้ำหอมที่เขาคุ้นเคยดีเข้าปอด

“กันต์ก็รักซีนเหมือนกัน”

“จากนี้ก็อยู่ด้วยกันตลอดไปเลยเนอะ”

“อื้อ”

Posted in Fiction

[One – Shot Original Fiction] Sweet

หายไปนานอยู่พอสมควรเนาะ ยังคงเป็นวันช็อตออริจินอลเช่นเดิมค่ะ แต่งตอนเรียนวิจัย ฟังเพื่อนนำเสนอรายงานวิจัยไปเราก็แต่งฟิคไป (//น่าเกลียดที่สุด) ได้ออกมาเป็นวันช็อตที่สั้นได้อีก เราอยากให้มันมุ้งมิ้งนะคะ แต่ไม่รู้จะมุ้งมิ้งพอมั้ย ฮา ยังไงก็ฝากติชมกันด้วยนะคะ

คำเตือน

ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หากไม่ชอบหรือรับไม่ได้ กรุณากดปิดไปค่ะ เราเตือนด้วยความหวังดีนะคะ

Title : Sweet

Author : FairwazaJawi

Rate : PG

Note : สั้นมาก สั้นได้อีก สั้นที่สุด…

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กระดิ่งหน้าประตูส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเมื่อมีคนเปิดประตูเข้ามา ชายหนุ่มในชุดสีขาวที่กำลังกับขนมหวานหน้าตาน่าทานเข้าไปไว้ในตู้กระจกหน้าเคาน์เตอร์เงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ชายหนุ่มอีกคนเดินตรงไปยังโตีะประจำที่อยู่ริมหน้าต่างติดกับถนนใหญ่ในร้านขนมหวานที่ไร้ผู้คนเหมือนเช่นที่เคยทำ

พาติซิเยร์ควบตำแหน่งเจ้าของร้านเดินไปหาลูกค้าคนแรกของวันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ช่วงนี้มานี่บ่อยนะ”

คนโดนทักยักไหล่ก่อนตอบ “กำลังหาแรงบันดาลใจมาเขียนนิยายเรื่องใหม่อยู่ แล้วที่นี่ก็โคตรเหมาะ มีไวไฟให้ใช้กับปลั๊กให้เสียบโน้ตบุ๊กด้วย

เจ้าของร้านเลิกคิ้วนิด ๆ กับคำพูดนั้น “ถ้างั้นฉันก็ควรเก็บค่าไฟค่าเน็ตได้แล้วสิ มานั่งใช้ไฟใช้เน็ตร้านฉันประจำ”

“เหย งงว่ะ กริด นี่ฉันอุตส่าห์มาอุดหนุนร้านแกบ่อย ๆ นะเว้ย” กริดหัวเราะกับคำตอบกลับของเพื่อน เดินกลับไปหลังเคาน์เตอร์และหยิบขนมหวานออกมาจากตู้เย็น มาวางบนโต๊ะที่อีกฝ่ายนั่งอยู่

“ช็อกโกแลตลาวา? ปกติแกไม่ได้ทำขายไม่ใช่เหรอ”

“ก็ใช่ แต่เมื่อวานนึกอยากทำ สงสัยมีลางสังหรณ์มั้งว่าวันนี้แกจะมา” คนฟังพยักหน้ารับพลางตักขนมชิ้นโปรดเข้าปาก “เออ อร่อยอะ ไม่ลองทำขายดูล่ะ ฉันว่าน่าจะขายดีนา”

กริดทำเพียงส่ายหน้าทั้งรอยยิ้มแทนการตอบคำถาม ทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ดูเพื่อนตักขนมกินอย่างเอร็ดอร่อยจนคนโดนมองรู้สึกตัว เงยหน้าขึ้นสบตา

“กินปะ”

“ไม่ล่ะ แกกินไปเหอะ”

“โอเค จะได้ไม่ต้องเกรงใจ”

ฉันว่าแกก็ไม่ได้เกรงใจมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะมั้ง… กริดได้แต่นึกในใจเพราะถ้าพูดออกไป รับประกันได้ว่าอีกฝ่ายต้องโวยวายเขาแน่ ๆ

“งั้นตามสบายละกัน ฉันไปจัดของเข้าตู้ก่อน” เกมพยักหน้ารับทั้งที่มือยังคงตักช็อกโกแลตเข้าปากไม่หยุด ทำให้กริดเผลอยิ้มเอ็นดูออกมาก่อนจะผละไปทำงาน

คนมากมายเดินเข้าออกร้านขนมหวานเล็ก ๆ แห่งนี้ตลอดเวลา เกมมองดูผู้คนเหล่านั้นด้วยรอยยิ้ม โดยเฉพาะเจ้าของร้านที่แม้จะดูล้าไปบ้างหลังจากรับลูกค้ามาทั้งวัน แต่ใบหน้าคมยังคงยิ้มแย้ม เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวมีความสุขขนาดไหน

นักเขียนหนุ่มเคาะแป้นพิมพ์เป็นจังหวะ ถ่ายทอดเรื่องราวที่อยู่ในหัวออกมาเป็นตัวอักษร การมานั่งที่ร้านขนมหวานแห่งนี้ช่วยให้เขาเขียนอะไรต่อมิอะไรได้ง่ายขึ้นเสมอ สาเหตุแรก คือ กลิ่นหอม ๆ ของขนมหลากชนิด ซึ่งถูกใจคนที่ชอบกินขนมหวานมาตั้งแต่เด็กอย่างเขามาก สาเหตุที่สอง คือ บรรยากาศสบาย ๆ ของร้านที่กริด เพื่อนสนิทตั้งแต่ม.ต้นของเขาตั้งใจตกแต่งเป็นอย่างดี ส่วนสาเหตุที่สามที่เกมคิดว่าสำคัญที่สุด คือ ตัวเจ้าของร้านเอง เกมเป็นนักเขียนนิยาย จริงอยู่ที่นิยายรักใครจะเขียนก็ได้ แต่สำหรับเขาแล้ว เขาเขียนมันไม่ได้ถ้าไม่มีความรัก และความรักของเขาก็คือกริด

ตามจริงแล้วเกมไม่คิดว่าตัวเองจะบ้าขนาดรักใครข้างเดียวมาได้นานขนาดนี้ เอาเข้าจริงตั้งแต่วันแรกที่เขารู้ตัวก็เป็นเวลากว่า 9 ปีได้แล้ว และเป็นเวลา 9 ปีที่ยืนอยู่ข้างอีกฝ่ายในฐานะเพื่อนสนิท แต่อันที่จริง เขาก็ค่อนข้างพอใจกับสถานะนี้พอสมควร คงเพราะเขาไม่เคยหวังอะไรมากไปกว่านี้ก็เป็นได้ แต่กลับกันเขาก็เลิกรักไม่ได้

“เฮ้อ” เกมแอบถอนหายใจขณะมองสาว ๆ โต๊ะข้าง ๆ นั่งกรี๊ดกร๊าดชี้ไม้ชี้มือไปยังเจ้าของร้านสุดหล่อที่กำลังชงอะไรสักอย่างอยู่หลังเคาน์เตอร์ กริดเป็นที่นิยมในหมู่ผู้หญิงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่แปลกที่สาวมหาลัยกลุ่มนั้นจะชอบ แต่เกมก็นึกแปลกใจที่ตัวเองยังไม่เคยเห็นกริดตกลงปลงใจกับใครสักที

“คราวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรน่ะ” เกมสะดุ้งสุดตัว เมื่อหันไปมองก็พบว่ากริดเดินมาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมยังก้มลงมามองจอโน้ตบุ๊กจนใบหน้าห่างกันแค่ไม่กี่เซนติเมตรอีกต่างหาก

“เป็นอะไรวะเกม”

“เปล่า ๆ เมื่อกี้ถามว่าอะไรนะ” กริดถอยหลังออกไปพลางมองมาด้วยสายตาที่ดูก็รู้ว่ากำลังหัวเราะ และนั่นก็ทำให้เกมรู้สึกเหมือนมีความร้อนไปรวมกันอยู่ตรงใบหน้า

“ฉันถามว่าคราวนี้เขียนนิยายเกี่ยวกับอะไร”

“อ๋อ เรื่องเกี่ยวกับร้านขายดอกไม้น่ะ แบบว่าให้พระเอกเปิดร้านขายดอกไม้ ส่วนนางเอกเป็นพนักงานบัญชีของบริษัทใหญ่แห่งนึง ฉันว่ามันน่าจะโอเคนะ หรือแกว่าไง”

“แกก็รู้ว่าฉันไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้” เกมพยักหน้ารับ แหงแหละเขาไม่เคยเห็นกริดอ่านอะไรสักอย่างนอกจากการ์ตูนกับหนังสือทำอาหาร อ้อ แล้วก็หนังสือเรียน สมัยที่ยังไม่เรียนไม่จบ

“อะ นี่โกโก้เย็น ชงมาให้” พาติซิเยร์หนุ่มวางแก้วโกโก้เย็นลงบนโต๊ะใกล้มืออีกฝ่าย ก่อนจะยกมือขึ้นขยี้หัวเพื่อนสนิทแล้วกลับไปทำงานต่อ

คนโดนแกล้งจัดทรงผมตัวเองให้เข้าที่ด้วยใบหน้างอนิด ๆ แล้วลอบถอนหายใจอีกครั้ง เพราะใจดีแบบนี้ไงถึงหยุดรักไม่ได้

กริดเก็บเก้าอี้ตัวสุดท้ายขึ้นซ้อนไว้บนโต๊ะ หันกลับไปมองเกมที่ถูพื้นอย่างขะมักเขม้นด้วยรอยยิ้มเอ็นดู เขาบอกแล้วว่าไม่ต้องช่วย แต่อีกฝ่ายกลับไม่ฟังที่เขาพูดเลยสักนิด ดึงดันจะช่วยให้ได้ แต่คิดอีกทีเขาก็ว่าสมกับเป็นเกมนั่นแหละ เพราะถึงปากจะพูดยังไง แต่ในใจก็ยังเกรงใจกันอยู่ดีนั่นแหละ

“พักก่อนมั้ย เดี๋ยวที่เหลือฉันทำเอง” เขาส่งเสียงบอก

“ไม่เป็นไร ๆ เหลืออีกนิดเดียวเอง”

เจ้าของร้านอมยิ้ม เดินไปรินน้ำเย็นใส่แก้ว แล้วเดินเอาไปให้เพื่อนที่เพิ่งวางไม้ถูพื้นลงหลังจัดการจนพื้นสะอาดเรียบร้อย

“เอ้า น้ำ”

“ขอบใจนะ”

กริดมองคนที่กระดกน้ำเข้าปากอย่างกระหาย ใบหน้าคมของเกมชุ่มเหงื่อหลังออกแรงช่วยเขาเก็บกวาดหลังปิดร้าน และนั่นทำให้เขาอดแหย่ไม่ได้

“บอกแล้วว่าไม่ต้องทำ เหนื่่อยมั้ยล่ะ”

“ก็มานั่งกินฟรี ใช้ไฟฟรี ใช้ไวไฟฟรีหลายรอบแล้วนี่ เดี๋ยวจะหาว่าเอาเปรียบ” นั่นไง คิดไว้ไม่ผิด

“รู้ตัวนี่” เกมแยกเขี้ยวใส่ทำให้เขาหัวเราะออกมา เขาชอบแหย่เกมมาตั้งแต่เด็กแล้ว ปฏิกิริยาตอบกลับของเกมทำให้เขาหัวเราะได้เสมอ

“เกลียดแกว่ะกริด” เขารู้ว่าเกมพูดเล่น แต่ก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้ ชายหนุ่มไม่ชอบเลยจริง ๆ เวลาที่อีกฝ่ายพูดว่าเกลียดเขา

“เกลียดก็เกลียดไป ช็อกโกแลตลาวาอีกก้อนก็อดแล้วกัน”

“ไม่เกลียดแล้ว ๆ ว่าแต่ยังเหลืออยู่อีกเหรอ เมื่อวานทำไปกี่ก้อนเนี่ย”

“สอง เมื่อเช้าแกกินไปหนึ่ง เหลืออีกหนึ่ง กำลังคิดจะห่อให้แกเอากลับบ้านเนี่ย”

“แล้วทำไมเราไม่กินด้วยกันตอนนี้เลยล่ะ”

สุดท้ายพวกเขาก็เอาขนมมานั่งกินด้วยกัน แต่นอกจากคำแรกแล้ว ก็มีแต่เกมที่นั่งกินเอา ๆ อยู่คนเดียว โดยที่เขาได้แต่นั่งมอง แต่เขาก็ไม่อยากขัดเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายชอบช็อกโกแลตลาวาขนาดไหน

“ฉันว่ามันอร่อยมากนะ แกน่าจะทำขายจริง ๆ น้า”

“ไม่ทำหรอก”

“ทำไมล่ะ”

กริดไม่อยากตอบ เพราะเหตุผลของเขามันเกี่ยวพันกับการที่เขาเลือกมาเป็นพาติซิเยร์อย่างแยกไม่ออก และเหตุผลของทั้งสองอย่างนี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่อยากให้เกมรู้ ให้ตายยังไงก็ไม่อยากให้รู้ ดังนั้นเขาจึงเอาแต่ยิ้มให้อีกคนนึกเคือง

“เอ๊า ถามไม่ตอบอีก เออ ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอกก็ได้ครับ ไม่อยากรู้ละ” ว่าจบก็ตักช็อกโกแลตลาวาคำสุดท้ายเข้าปากแล้วเอาจานไปล้างทันที ขณะที่กริดยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มองตามอีกฝ่ายไปก่อนจะพูดเบา ๆ ไม่ให้อีกคนได้ยิน

“สักวันนะ ถ้าฉันพร้อม ฉันจะบอกแก”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แอบคิดว่าสั้นมาก ฮา

มันเป็นโมเมนต์ที่อยากเขียนอะไรเบา ๆ ไม่ดราม่า ไม่ตายตอนจบบ้าง แต่เหมือนจะหนีไม่พ้นอะไรแบบนี้ แบบว่าเขียนทีไรมีแต่พล็อตเพื่อนรัก รักเพื่อนทุกที ฮา หวังว่าสักวันจะหลุดจากอะไรแนวนี้บ้างเนาะคะ

คิดว่าอ่านก็คงรู้แหละเนาะคะ ว่ากริดมันคิดยังไงกับเกม สิ่งที่เราตั้งใจ คิือ เราอยากให้ช็อกโกแลตลาวาเป็นเหมือนคำบอกรักของกริดนั่นแหละค่ะ เพราะฉะนั้นกริดเลยไม่ยอมทำช็อกโกแลตลาวาขายหน้าร้าน เพียงแต่ไอ้คนรับมันดันไม่รู้เรื่องไง กริดไม่อยากบอกรักมันตรง ๆ เพราะกลัวความสัมพันธ์จะแย่ลงไปกว่าเดิม เกมเองก็ดันไม่หวังอะไรแต่แรก สุดท้ายแต่ละคนเลยได้แต่เงียบ (ซึ่งเพื่อนเราบอกว่าบอก ๆ กันไปก็จบละ ฮา นั่นน่ะสิ ทำไมมันไม่พูด)

ขณะที่กริดเลือกมาเป็นพาติซิเยร์เพราะเกม เกมมันก็เลือกมาเป็นนักเขียนนิยายเพราะกริดเหมือนกันค่ะ (เราไม่ได้เขียนลงไป เลยขอเอามาเสริมเอาตรงนี้แทนนะคะ) คำรักที่พูดไม่ได้ สิ่งที่อยากทำให้กริด และสิ่งที่อยากให้กริดทำให้ เกมเอามาลงที่นิยายที่ตัวเองเขียนค่ะ ให้ตัวละครเป็นคนพูดแทน ทำแทน เกมถึงได้บอกว่าถ้าไม่มีความรัก เกมจะเขียนนิยายไม่ได้ และถ้ากริดได้อ่านนิยายของเกมหลายเล่มเข้า คนหัวไวอย่างกริดจะรู้ทันทีค่ะว่าเกมแอบคิดอะไรอยู่ (แน่นอนว่ากริดมันไม่อ่านหรอก มันไม่ชอบอ่านหนังสือ) เพราะเกมชอบหย่อนนิสัยของกริดลงไปในตัวละครไม่มากก็น้อยเสมอ แต่อย่างที่บอกค่ะ กริดมันไม่อ่านหรอก (ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ก็โอเคกับสิ่งที่ตัวเองเลือกนะคะ เกมชอบเขียนนู่นเขียนนี่แต่เด็ก ส่วนกริดก็ชอบทำอาหาร และไอ้การชอบทำอาหารของกริดนี่แหละที่ทำให้สองคนนี้มาสนิทกันได้)

รู้สึกเหมือนตอนท้ายเที่ยวนี้จะยาวไปหน่อยนะคะ ฮา ขอบคุณทีอ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ ถึงจะหลงเข้ามาหรืออะไรก็ตาม ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ

Posted in Fiction

Song Fiction : Hyakunen no koi [Yaoi]

กลับมาแล้วค่า เที่ยวนี้เป็นออริจินอลฟิครับวาเลนไทน์ค่ะ ฮา

วันวาเลนไทน์จริง ๆ เป็นวันพรุ่งนี้ แต่บังเอิญว่าเรามีนัดเลยมาลงก่อนค่ะ แต่ออกตัวก่อนค่ะ ว่าไม่มีแฟน เพราะฉะนั้นไม่ได้จะไปเที่ยวกับแฟนแน่นอน แต่พอดี๊พอดี ว่าอาจารย์นัดไปออกภาคสนามที่วังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาค่ะ ไปตามรอยคุณเปรมกับแม่พลอย ยังหวานไม่พอค่ะ กลุ่มเราได้รับมอบหมายให้เตรียมข้อมูลเรื่องพระนางเรือล่มไปนำเสนอด้วยค่ะ แทบกรีดร้องค่ะบอกเลย

ค่ะ สำหรับวันช็อตนี้ก็เป็นอีกภาคหนึ่งของนิยายที่เราแต่งค้างไว้ที่บทที่หนึ่งค่ะ//โดนตบ เลยยังไม่ได้เอาไปลงที่ไหนอะไรเลย ซึ่งไม่ใช่เนื้อเรื่องจริงค่ะ คล้าย ๆ จะเป็นโลกคู่ขนาน ฮา เพราะฉะนั้น นี่คือคำเตือนค่ะ ว่ามันดราม่า

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือเกลียดก็รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ เราไม่อยากให้ทุกท่านรำคาญค่ะ

ลองกดเปิดฟังไปพลาง ๆ นะคะ

Song Fiction : Hyakunen no koi

Music & Lyrics & Arrangement: れるりり (Reruriri)

English Lyrics: https://kazabana.wordpress.com/2013/06/16/hyakunen-no-koi-a-hundred-year-love-hatsune-miku/

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Ever since I met you
Everything has started to look different
The voice of the wind, the colors of words
It’s as if I’m being enveloped in a cradle

“กลับแล้วเหรอคะ อาจารย์ วันนี้กลับไวจัง”

“ผมมีธุระต่อน่ะ เดี๋ยวถ้าใครจะส่งงานก็วางไว้บนโต๊ะละกันนะครับ”

“ค่า/ครับ”

ชายหนุ่มร่างสูงเดินออกจากตึกคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ตนทำงานเป็นอาจารย์สอนอยู่ แสงแดดยามเที่ยงวันแผดกล้าชวนให้ร้อนชนิดอยากแช่น้ำ เขาเดินตรงไปยังรถยนต์สีดำสนิทอันเป็นสีที่ใครคนหนึ่งเคยบอกว่าชอบมาก ซึ่งเขาก็เลือกรถสีนี้ตามใจคนคนนั้นเสียด้วย

รถเคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัย ตรงไปตามถนนสายหลักที่ดูโล่งผิดกับตอนเช้าหรือตอนเย็นที่ถนนกว้างเท่าไหร่ก็กว้างไม่พอ รอยยิ้มบางเบาประทับบนใบหน้าคมคายของดิน เวลาที่ใบหน้าของใครบางคนปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิด แต่เอาเถอะ จะอย่างไรวันนี้พวกเขาก็จะได้พบกันแล้ว

เขานึกอยากรู้ว่าคนที่มีความรักเป็นแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า

ยิ้มได้ตลอดเวลาที่นึกถึงใบหน้าของใครบางคน เพียงแค่ได้พูดคุยก็มีความสุขไปตลอดทั้งวัน  แต่พอไม่ได้เจอก็รู้สึกคิดถึงเสียแทบขาดใจ ทั้ง ๆ ที่สมัยยังเป็นแค่เพื่อนสนิทกัน ความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย พอตกลงเป็นคนรักกันแล้ว กลับมาจากไหนมากมายก็ไม่รู้

ดินฮัมเพลงในลำคอเบา ๆ ทบทวนบางสิ่งบางอย่างที่ตั้งใจว่าจะทำเพื่อเป็นการเซอร์ไพรส์อีกคน รอยยิ้มนุ่มดูจะกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย เมื่อคิดว่าคนถูกเซอร์ไพรส์จะตกใจและดีใจมากแค่ไหน

หางตาคมเหลือบไปเห็นร้านขายดอกไม้เล็ก ๆ ข้างทาง หญิงสาววัยกลางคนนั่งอยู่บนฟุตบาทริมทาง ข้างกายเป็นถังน้ำที่ใส่ดอกกุหลาบหลากสีสันประมาณ 2 – 3 ใบ เขาตัดสินใจจอดรถเลียบทางเดินพร้อมเปิดไฟกะพริบทิ้งไว้ สักพักก็เดินกลับมาขึ้นรถพร้อมดอกกุหลาบสีขาวดอกใหญ่ดอกหนึ่ง เขาวางไว้มันไว้บนเบาะนั่งข้างคนขับ ในใจนึกว่าตนโชคดีที่มาเจอร้านที่ไม่ได้ขึ้นราคาดอกกุหลาบจนสูงเว่อร์เหมือนปกติในวันวาเลนไทน์แบบนี้

The changing seasons that I’ve spent with you
I considered all of them precious to me
The sunlight of summer, the scent of winter
They made me feel a reason to live

สองข้างทางถนนหลวงเส้นหลักเป็นบ้านตึกแถว และตึกสูงรายเรียง หากผ่านไปอีกตึกสูงก็ลดจำนวนลง เหลือเพียงบ้านเรือน หรือตึกแถวหลังเล็ก ๆ สลับกับที่ดินร้างที่มีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นสูงเป็นทุ่ง ต้นไม้ใหญ่ริมทางยังคงปลิดใบพลิ้วไปตามกระแสลมอย่างสมที่ยังคงเป็นช่วงฤดูหนาว แม้ว่าปีนี้อากาศหนาวจะจากไปนานแล้วก็ตาม แต่เห็นแบบนี้แล้วมันก็ทำให้เขานึกถึงช่วงเวลาหน้าหนาวที่ผ่าน ๆ มา ที่เขาเคยใช้เวลากับใครคนหนึ่ง

อีกไม่นานก็จะเข้าสู่หน้าร้อนแล้ว ไม่ต้องคิดเลย คน ๆ นั้นคงชวนเขาไปเที่ยวไหนต่อไหนเหมือนเคย โดยเฉพาะในช่วงที่มหาวิทยาลัยปิดเทอม แต่ปีนี้คงต้องเลื่อนเป็นช่วงหน้าฝน ไม่ก็ต้องไปตอนสงกรานต์แทนเสียแล้ว เพราะปีนี้เขาต้องเลื่อนปิดเทอม ไม่แน่อีกฝ่ายอาจจะตามเขาไปทำวิจัยในที่ต่าง ๆ เหมือนอย่างเคยก็ได้

ชายหนุ่มเปิดกระจกรถลง รับลมเย็น ๆ ที่มาปะทะใบหน้า เร่งความเร็วรถมากกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร ในเมื่อถนนค่อนข้างจะโล่งอยู่พอสมควร แถมยังไม่มีกลิ่นควันรถเข้ามามากเหมือนตอนที่การจราจรหนาแน่นด้วย

ดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปยังถนนใหญ่อีกเส้นที่พาดผ่านกัน ทิวทัศน์รอบข้างดูจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย บ้านตามสองข้างทางดูจะน้อยลง อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานครซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็พอจะเข้าใจได้เมื่ออีกไม่ถึงสิบกิโลเมตรก็จะเข้าเขตปริมณฑลแล้ว

ยิ่งใกล้ถึงจุดหมาย เขาก็ยิ่งลุ้น หวังว่าอีกฝ่ายจะชอบเซอร์ไพรส์ที่เขาเตรียมไว้ ไม่สิ ชอบอยู่แล้วล่ะ รายนั้นต้องชอบสิ่งที่เขากำลังจะทำให้อยู่แล้ว อันที่จริงดินแอบคิดว่าต่อให้เขาทำอะไรให้ อะไรก็ได้ ยังไงอีกฝ่ายก็ชอบอยู่ดี

เขาเลี้ยวรถเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งหลังเปิดรั้ว ไม่ใช่บ้านใคร แต่เป็นบ้านของเขาเอง บ้านที่เขาร่วมกันกับคน ๆ นั้น เก็บเงิน ออกแบบ และสร้างมันขึ้นมา เหมือนกับจะเป็นเรือนหอกลาย ๆ ของพวกเขาสองคน

ดินเปิดประตูเข้าไปในบ้าน หยิบเอากุหลาบสีขาวลงมาด้วย ห้องรับแขกกึ่งนั่งเล่นไม่แตกต่างไปจากตอนเช้าที่เขาออกไปทำงาน มันยังคงอบอุ่นและชวนให้รู้สึกสบายใจว่าถึงบ้านแล้วเหมือนกับทุกครั้งที่เขาจะรู้สึกตอนกลับมา

เปียโนไฟฟ้าสีน้ำตาลอ่อนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีโปรดของเขาตั้งอยู่มุมห้อง เขาเดินตรงไปยังเปียโนหลังนั้น ก่อนจะวางกุหลาบที่ซื้อมาลงบนโต๊ะข้าง ๆ ซึ่งมีรูปคู่ของเขากับผู้ชายอีกคน

“กลับมาแล้วนะ ไม้ ”

นัยน์ตาคมฉายแววรักใคร่ปนเศร้าสร้อย ยามมองไปยังรูปคู่ที่ทั้งสองยิ้มกว้าง ความสุขฉายชัดอยู่ในนั้นจนล้นออกมา ให้ใบหน้าหล่อเหลาฉาบไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

“สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะ ดินไปได้ดอกกุหลาบมาดอกหนึ่งละ สีขาวด้วยนะ สีโปรดของไม้เลยนี่ ดินก็เลยซื้อมาให้ ชอบใช่มั้ยล่ะ ดินรู้”

อาจารย์หนุ่มหลับตาลง คิดในใจว่าถ้าอีกฝ่ายยังอยู่ คงจะบ่นแน่ ๆ ว่าซื้อมาทำไม เขาเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิงที่จะต้องมาให้กุหลาบในวันวาเลนไทน์

ริมฝีปากยังคงหยัดเป็นรอยยิ้ม แต่เสียงที่พูดต่อกลับพร่าลงเล็กน้อย

“วันนี้ดินมีอะไรจะเซอร์ไพรส์อีกอย่างล่ะ เพลงที่ไม้ชอบน่ะ ดินเล่นได้แล้วล่ะ ขอโทษ ที่ก่อนหน้านี้ทำไม่ได้ เพิ่งจะมาทำได้เอาป่านนี้ เอาวันที่ไม้ไม่ได้อยู่กับดินแล้ว แต่ดินรู้นะ ว่าไม้รับรู้ได้”

ชายหนุ่มนั่งลงบนเปียโน จัดท่าทางเล็กน้อย มือหยาบกร้านหากแต่เรียวสวยกดคีย์เปียโนบรรเลงเป็นเพลง ก่อนจะเริ่มเปล่งเสียงร้องเพลง

Gentle and warm
I’m shedding so many tears
I’m happy, but it’s painful
I’m overflowing so much with your presence

ภาพในความคิดของอาจารย์หนุ่มนึกย้อนไปถึงวันเวลาที่ผ่านมา

ตั้งแต่สมัยมัธยมที่อีกฝ่ายเข้ามาในชีวิตในฐานะเพื่อนบ้าน กระทั่งกลายมาเป็นเพื่อนสนิท และถึงแม้จะเข้ามหาวิทยาลัยคนละแห่ง คนละคณะ แต่ก็ยังติดต่อกัน กระทั่งเกิดความเข้าใจผิดจนห่างเหินกันไป แล้วโคจรกลับมาพบกันอย่างไม่คาดฝัน เขายังจำได้ วันที่พวกเขานั่งคุย ปรับความเข้าใจกันในวันสุดท้ายที่เขาพานักศึกษามาออกภาคสนาม ส่วนอีกฝ่ายก็ตามมาเก็บภาพไปทำสารคดี พวกเขาหลบไปอยู่มุมหนึ่งในเขตที่พักซึ่งมั่นใจได้ว่าไม่มีใครมาพบเห็นแน่นอน

“ฉันถามแกตรง ๆ เลยนะ ไม้ แกโกรธอะไรฉันวะ อยู่ ๆ ก็หนีหน้า”

“แก.. อยากรู้จริงเรอะ” เขาจำได้ว่าอีกฝ่ายยกมือขึ้นลูบหลังคอ ใบหน้าของเขาซ่อนอยู่ในเงาจนมองเห็นไม่ชัด

“อยากรู้ดิ เป็นแกไม่อยากรู้เรอะว่าทำไมเพื่อนถึงได้หนีหน้าหายไป” ไม้เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถามเสียงแหบแห้ง

“ถ้าแกรู้ จะรับได้เหรอวะ ฉัน…”

“แกทำไม มีปัญหาอะไรก็บอกสิ หรือฉันทำอะไรไม่ดีไป”

“ปัญหามันไม่ได้อยู่กับแกหรอก มันอยู่ที่ฉันเองแหละ”

“ตกลงทำไมวะ” เขาถาม เริ่มหงุดหงิดนิด ๆ เสียงที่พูดไปจึงออกจะห้วน กระแทกกระทั้นไปบ้าง แต่ดูจะทำให้อีกฝ่ายนึกเคืองขึ้นมาบ้างเหมือนกัน เพราะไม้หลุดปากออกมาว่า

“ฉันรักแก พอใจยัง” ช่างภาพหนุ่มยกมือขึ้นมาปิดปากหลังเผลอหลุดพูดความลับ ซึ่งแน่ล่ะว่าเขาแทบจะช็อกไปแล้ว แต่เสี้ยววินาทีผ่าน ความรู้สึกดีใจมันก็ท่วมท้นขึ้นมา

“แกพูดจริง?”

“เออ รังเกียจใช่มั้ยล่ะ”

“เปล่าเลย… ฉันก็รักแกว่ะ”

หลังจากวันนั้น พวกเขาก็พัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นเรื่อย ๆ ฟันฝ่าหลายสิ่งหลายอย่างมาด้วยกัน จับมือเคียงข้างกันมาเสมอ แม้แต่วันที่พวกเขาตัดสินใจบอกเรื่องของตนกับครอบครัว

“ฉันเครียดว่ะ แกคิดว่าพ่อกับแม่ของพวกเราจะยอมรับได้เหรอวะ”

“ฉันไม่รู้หรอก อาจจะได้ หรืออาจจะไม่ได้ก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่แกควรรู้นะ ไม้ ไม่ว่าผลจะออกมายังไง ฉันก็ยังอยู่กับแกนะ”

เป็นโชคดีที่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายรับรู้ และเข้าใจ ไม่กีดขวางหรือตำหนิพวกเขาทั้งคู่ ดินนึกขอบคุณพ่อกับแม่ของตน และพ่อกับแม่ของไม้มาเสมอที่ไม่นึกรังเกียจ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถมีหลานให้พวกท่านอุ้มได้ก็ตาม

“ก็ว่าอยู่หรอก ตัวติดกันขนาดนั้นน่ะ นี่ก็พูดเล่นอยู่เลยว่าเราสองคนจะได้กันเองรึเปล่าเนี่ย ตัวติดกันมาตั้งแต่เด็ก” แม่ของดินแซวกลั้วหัวเราะ ตามด้วยแม่ของไม้

“นั่นสิ เหมือนจะนั่งคุยกันเมื่อวานนี้เองนะ ถ้ารักกันจริงพ่อกับแม่ก็ไม่ว่าหรอกนะ ใช่มั้ยคุณ”

“ใช่ แต่รู้ใช่มั้ยว่าถึงพ่อกับแม่จะรับได้ คนทั่วไปก็ใช่ว่าจะรับได้ทุกคน จากนี้ไปก็ต้องประคับประคอง ดูแล ใส่ใจกันดี ๆ นะ” พ่อของไม้เอ่ย ขณะที่พ่อของดินก็ยิ้มให้คนทั้งคู่

“พ่อฝากเจ้าไม้ด้วยนะ ดิน”

มือของคนสองคนกอบกุมเข้าหากันแน่นขึ้น ก่อนที่ดินจะตอบรับด้วยเสียงหนักแน่น และก้องสะท้อนในหัวใจของอีกคนเป็นอย่างดี “ครับ”

ภาพความทรงจำฉายย้อนกลับมายังช่วงเวลาสุดท้ายที่พวกเขาได้อยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะบทสนทนาสุดท้าย ก่อนที่อีกฝ่ายจะจากไปตลอดกาล ทำให้เสียงทุ้มแผ่วลงแม้ว่าจะไม่ได้ขาดหายไป

วันนั้นเป็นวันที่อากาศเย็นกำลังดี เพราะเริ่มเข้าช่วงหน้าหนาว เขากำลังกลับบ้านหลังสอนนักศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฮัมเพลงในลำคอขณะขับรถเหมือนอย่างเคย เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา ทำให้เขากดรับและพูดคุยผ่านสมอลทอล์ค

“ครับ”

//ขับรถอยู่แล้วรับโทรศัพท์ได้ไงวะ เดี๋ยวตำรวจก็จับหรอก// เสียงนุ่มอีกเสียงที่ตอบกลับกลั้วหัวเราะทำให้เขาแย้มยิ้มกว้างอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อได้ยินเสียงของคนที่เขากล้าเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นคู่ชีวิต มือขยับเลี้ยวรถเข้าไปจอดในปั๊มน้ำมันใกล้ ๆ แต่โดยดี เพื่อที่จะได้คุยกับอีกฝ่ายได้

“ถ้ารู้แล้วจะโทรมาทำไมล่ะ”

//ก็ต้องโทรมาบอกว่าวันนี้จะกลับช้าไง ต้องอยู่ช่วยน้ำเขียนบทสารคดีอะ ไม่ต้องรอนะ กินข้าวก่อนเลย//

“จะให้เอาอะไรเข้าไปให้รึเปล่า อย่างของกินหรืออะไรพวกนี้”

//ไม่ต้องหรอก ขอบใจนะ แล้วเจอกัน//

“แล้วเจอกันครับ ที่รัก”

//..พูดบ้าอะไรเนี่ย// เขาหัวเราะเบา ๆ ให้กับเสียงโวยวายตอบกลับคำหยอด พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงเขินไม่น้อย อันที่จริง เขาพูดเองก็เขินเองด้วยซ้ำ แต่เพราะอยากแกล้งมากกว่าเลยตัดใจพูด “ก็บอกรักแฟนไง รักนะ”

ไม้เงียบไปสักพัก จนเขากำลังจะขอโทษที่แกล้งมากไปแล้ว แต่แล้วอีกคนก็เอ่ยก่อนว่า //…รักเหมือนกัน// แล้วก็ตัดสายทิ้งไปเลย ทิ้งให้เขาชะงักค้างกับคำตอบที่ไม่คาดฝัน จนต้องหัวเราะออกมาดัง ๆ

Even if time passes, I will never wake up
From this hundred-year-old love

คืนนั้นเขานั่งรออีกฝ่ายกลับบ้านเป็นชั่วโมง ๆ สองทุ่มก็แล้ว สามทุ่มก็แล้ว นี่สี่ทุ่มแล้ว ไม้ก็ยังไม่กลับสักที เขาไม่อยากโทรไปรบกวน เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเสียสมาธิทำงาน

เวลาล่วงเลยไปถึงห้าทุ่ม และเขาก็แทบจะบ้าแล้ว คว้าโทรศัพท์กำลังจะกดโทรออก แต่กลับมีเสียงเรียกเข้าเสียก่อน เขารีบกดรับทันทีที่เห็นว่าเป็นเบอร์ของคนคนนั้น กรอกเสียงลงไปรวดเร็วด้วยความเป็นห่วงปนโล่งอก

“ไม้ ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก นี่ดินรออยู่นะ”

//อาจารย์อหัสกรใช่มั้ย ผมเมฆ แฟนของน้ำ ไม้ถูกรถชน ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล// เขาจำเสียงอีกฝ่ายได้ แม้จะเคยเจอกันเพียงครั้งสองครั้ง แต่ก็พอรู้นิสัยว่าคนแบบเมฆคงไม่นึกล้อเล่นอะไรพรรค์นี้ และแน่นอนเขาช็อกไปเรียบร้อยแล้ว

“ไม้อยู่ที่ไหนครับ”

ถึงจะรีบมากแค่ไหน แต่เขาไปถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป นับจากตอนที่เมฆโทรหากระทั่งเขามาอยู่ข้างเตียงของไม้จะไม่ถึงสี่สิบห้านาที แต่เขาก็มาไม่ทันวินาทีสุดท้ายของชีวิตของคนที่รัก

น้ำเล่าให้เขาฟังทั้งที่ยังสะอึกสะอื้น ว่าระหว่างที่กำลังจะเดินไปขึ้นรถ ก็มีคนเมาขับรถปาดซ้ายขวามาและลงเอยด้วยการพุ่งตรงมายังพวกเธอ ไม้ผลักน้ำหลบออกไปส่วนตัวเองก็โดนรถชนอาการสาหัส และในที่สุดก็มาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลก่อนเขาจะมาถึงไม่ถึงสิบนาที เขาเองเมื่อเห็นน้ำร้องไห้ โทษว่าตัวเองทำให้เพื่อนตาย ก็ได้แต่ปลอบว่าไม้คงไม่อยากให้เพื่อนสนิทต้องเจ็บ อย่างน้อยเจ็บคนเดียว ตายคนเดียวก็ดีกว่าเจ็บสองคน ตายสองคน

แต่ถึงแม้จะคุมสติได้มากพอปลอบเพื่อนสาว ก็ใช่ว่าเขาจะไม่อยากร้องไห้บ้าง

เมฆเอาโทรศัพท์ของไม้ที่ยังคงอยู่ในสภาพดีไม่เสียหายมาให้เขา พร้อมบอกว่าใช้มันอัดเสียงวินาทีสุดท้ายของไม้ไว้ ตามที่ไม้ขอ ทุกคนรู้ดีว่าไม้อยากจะอัดเอาไว้ให้ใครฟัง

พ่อกับแม่ทั้งของเขาและของไม้ซึ่งมาถึงโรงพยาบาลก่อนเขา ได้กลับไปก่อนแล้ว เพราะแม่ของไม้ร้องไห้หนักจนต้องพากลับไปพักผ่อน เขาก็เลยให้พ่อกับแม่ของตัวเองกลับไปพร้อมกัน แม้ว่าท่านทั้งสองจะถามย้ำแล้วย้ำอีกว่าเขาจะอยู่ได้แน่นอนใช่มั้ย ก่อนกลับ แม่เขาก็ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า

“ดิน ลูกร้องไห้ได้ เสียใจได้ แต่อย่าจมกับมันนานนักนะ ไม้เขาไม่อยากให้ลูกเสียใจไปตลอดชีวิตหรอก แล้วถ้าอยู่บ้านนั้นไม่ไหว กลับมาอยู่กับแม่กับพ่อนะลูก”

I wonder how much time has passed
Since you fell asleep
The pulsing of the stars, the light of the moon
I hope they will gently bless you

ตำรวจยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ ซึ่งเขายอมรับว่าเขาก็ไม่หวังจะได้ตัวหรอก เขาขอลาหยุดกับทางมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันรุ่งขึ้นที่ไม้ตาย พร้อมทั้งแจ้งหยุดกับนักศึกษาที่รู้แค่ว่าพี่ไม้ที่เคยมาอยู่ร่วมฟิลด์กันไม่อยู่แล้ว และเขาก็ต้องไปช่วยงานศพเพื่อนสนิท แต่สำหรับอาจารย์ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอาจารย์พุด ซึ่งสนิทกับเขาและไม้ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษารู้อะไรมากกว่านั้น ท่านแค่ลูบหัวเขาเหมือนอย่างเป็นเด็ก ๆ แล้วก็บอกว่า

“เคยได้ยินมั้ย ว่าคนเป็นต้องอยู่ต่อไป เพื่อให้คนตายมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยก็ในความคิดคำนึงของพวกเรา”

เหมือนกันกับประโยคที่เขาได้ยินจากเสียงที่ถูกอัดเอาไว้ในโทรศัพท์ของคนที่จากไปแล้วคนนั้น เหมือนกันมากจนน้ำตาเขาเกือบจะไหลออกมา

“ดิน… ไม้รู้นะ ว่าเวลาไม้จะหมดแล้ว อย่าเสียใจนานนักนะ ถ้าดินเสียใจนาน ๆ ไม้คงไปสงบ ๆ ไม่ได้แน่…” เสียงแหบแห้งฝืนพูดกลั้วหัวเราะ ดินเปิดเทปฟังหลังกลับจากโรงพยาบาลมาที่บ้านที่พวกเขาอยู่ด้วยกันสองคน ซึ่งบัดนี้มันกลับอึดอัด ไม่สบายใจเหมือนทุกครั้ง

“ไม้ฝากพ่อกับแม่ด้วยนะ ทั้งพ่อแม่ดินกับพ่อแม่ไม้ แล้วก็อย่าบ้างานนักล่ะ แต่ข้อนี้คงห้ามยากเนาะ… ไม้รักดินนะ รักมาก ไม้ไม่อยากให้ดินเสียใจเลยจริง ๆ ยิ่งเพราะไม้แล้วด้วย แต่นี่ก็ห้ามไม่ได้เหมือนกันใช่มั้ยล่ะ” ดินรู้สึกได้ว่าน้ำตากำลังไหลอาบแก้มแต่เขาไม่ใส่ใจจะปาดมันออกสักนิด

“เพราะงั้นอย่าเสียใจนานนะ อย่ายึดติดกับไม้ อย่างดินน่ะยังมีคนอื่นให้เลือกอีกเยอะแยะ” ใคร จะให้เขาไปเลือกใคร ในเมื่อคนที่รักมากที่สุดก็คือเจ้าของเสียงนี่

“อย่าขับรถเร็ว อย่าทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วง อาจารย์พุดด้วย แล้วก็อย่าดุกับน้องนักศึกษามากนะ น้อง ๆ ชอบมาบ่นกับไม้อยู่เรื่อยว่าดินชอบดุเวลาทำงาน แต่พวกเขาก็รักดินนะ เพราะฉะนั้น ดินต้องอยู่เพื่อคนที่รักดิน ทั้งพ่อกับแม่ ทั้งอาจารย์ ทั้งนักศึกษาของดิน แล้วก็อยู่เพื่อไม้” ดินยอมรับว่าลมหายใจกระตุก อีกฝ่ายไม่อยู่แล้ว จากไปแล้ว…

“ไม้ยังอยู่กับดินเสมอ ยังอยู่ในความทรงจำของดิน ในหัวใจของดิน ไม้รู้ว่าดินรักไม้ ไม้เองก็รักดินนะ” เสียงที่ถูกอัดไว้สิ้นสุดลง มือของเขากดเปิดย้อนอีกรอบ ฟังเสียงของคนที่รักซ้ำอีกครั้ง เสียงที่เขาไม่มีวันจะได้ยินจากปากของเจ้าตัวอีกต่อไป

I will never forget
The things you taught me
Our song, the warmth of people
Because they are proof that I’m alive

“แก เป็นไงมั่งวะ”

“อย่าเศร้ามากนะเว้ย เดี๋ยวไม้มันจะห่วงจนไม่ไปสู่สุคติ”

เพื่อนสนิทของเขา อันที่จริงก็เป็นเพื่อนซี้ของไม้ด้วย ต่างเข้ามารุมล้อมเขาในงานศพ ทั้งที่สภาพของบางคนก็ดูไม่ได้ บางคนนี่ตาบวมแดงจนแทบเปิดไม่ขึ้นด้วยซ้ำ

“เออน่า ก่อนจะห่วงฉัน ดูหน้าแกก่อนมั้ย เปิดตาขึ้นป่าววะ” เขาฝืนยิ้มแซวเพื่อน ทั้งที่ในใจไม่ได้นึกอยากทำเลยสักนิด อีกอย่างเขาเองก็พอรู้ว่ารอยยิ้มตัวเองดูฝืดเฝื่อนเต็มที เพื่อนแต่ละคนถึงได้มองหน้ากันเครียด ๆ ตบไหล่เขาคนละทีสองทีแล้วพากันเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างไม่อยากให้เขาเศร้าอีก

สามวันหลังจากที่ไม้จากไป เป็นสามวันที่เขาเก็บซ่อนความเศร้ากดอยู่ภายในใจลึก ๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

เขาไม่อยากให้พ่อกับแม่เป็นห่วง จึงฝืนทำตัวเป็นปกติ ยิ่งเห็นแม่ของไม้ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายรอบ เขายิ่งไม่อยากให้ความรู้สึกของตัวเองทำให้หลายคนต้องห่วงไปมากกว่านี้

“ดิน ลูกโอเคมั้ย” พ่อของไม้ถามเขา ทั้งพ่อและแม่ของไม้เรียกเขาเป็นลูกอีกคนหลังจากที่ไม้กับดินเปิดเผยความสัมพันธ์กับพ่อแม่แล้ว ไม่ต่างจากพ่อและแม่ของเขาที่เอาไม้เป็นลูกคนที่สอง

“ผมไม่เป็นไรครับ”

“แน่ใจเหรอ” ดินไม่อยากให้แม่เป็นห่วงเขา แต่ดูเหมือนว่าจะทำไม่สำเร็จ เพราะสายตาที่จับจ้องมาที่เขาตลอดฉายความเป็นห่วงไว้ชัดเจน

“เอาความจริงนะ” พ่อของเขาดักคอต่อ ทำให้ดินลังเล แต่ก็ยอมพูดความจริง

“ก็… ยังทำใจไม่ค่อยได้เลยครับ” เขายังทำใจไม่ได้ ที่จริงเขาไม่ได้กลับไปนอนบ้านด้วยซ้ำ อาศัยบ้านเพื่อนอีกคนนอน เพราะไม่อยากกลับไปค้างกับพ่อแม่ให้พวกท่านเป็นห่วง ซึ่งเพื่อนเขาก็ไม่ว่าอะไรด้วยรู้ดีว่าดินกำลังรู้สึกยังไง

“อย่าให้การจากไปของไม้ทำให้ดินไม่มีความสุขนะ” คำพูดของแม่ของไม้ทำให้เขาชะงัก

“ดินก็เหมือนลูกแม่ แม่เสียลูกไปคนแล้ว แม่ไม่อยากให้ลูกอีกคนต้องทนทุกข์นะ”

ดินได้แต่ยกมือไหว้พ่อกับแม่ทั้งสี่คน ซึ่งมองตามด้วยความเป็นกังวลแล้วถอยตัวไปยืนเงียบ ๆ นอกงานศพโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

เขาหยิบหูฟังออกมาเสียบกับโทรศัพท์มือถือแล้วเปิดเพลง หวังจะให้เสียงดนตรีช่วยดับอารมณ์ต่าง ๆ ที่ตีตื้นขึ้นให้สงบลง จนพอที่จะฝืนกลับไปทำตัวเหมือนเดิมได้ แต่เพลงที่ขึ้นมาก่อนที่จะกดเปลี่ยน เพลงที่อีกฝ่ายชอบนักหนา ทำให้น้ำตาที่กดเอาไว้มาหลายวันไหลอย่างไม่รู้ตัว เผลอทรุดตัวลงนั่งกับพื้น พลางกระซิบชื่อคนที่ไม่มีวันกลับมา

“ไม้”

Gentle and warm
It’s making my chest tighten so much
I want to see you, I want to see you
I love you so much

“เป็นไง เพราะมั้ย นี่ดินฝึกเล่นเพื่อไม้เลยนะ” เขาพูดกับคนในกรอบรูป หลังจากกดคีย์สุดท้าย ส่งเพลงหวานให้จบลง

จากวันที่ไม้ตายไป ก็ผ่านมาปีเศษแล้ว แต่เขายังไม่มีใครใหม่ ถึงจะกลับมาเป็นดินเหมือนที่เคยเป็น และเพื่อนหลายคนก็คิดว่าเขาหายเศร้า ทั้งยังเห็นว่าเขาพร้อมที่จะมีคนใหม่แล้วก็ตาม

อย่างวันก่อน ตังค์ เพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยก็ถามว่า “แกยังไม่คิดมีคนใหม่อีกเหรอวะ” ซึ่งเขาก็ได้แต่ยิ้ม แล้วตอบเพื่อนว่า “ยังหาใครมาแทนที่ไม้ไม่ได้ว่ะ” มันตบบ่าเขาหนัก ๆ สองสามที เลิกพูดถึงเรื่องนี้อีก

อาจารย์หนุ่มยอมรับ ถึงจะกลับมาเป็นปกติ และทำใจได้ตั้งนานแล้ว แต่เขายังลืมไม่ได้

เขาลืมภาพรอยยิ้มนั้นไม่ได้ ลืมใบหน้าคมที่ขึ้นสีจาง ๆ เวลาเขาแกล้งไม่ได้ ลืมเสียงที่ห้าวพอกันกับเขาที่พูดคำว่ารักไม่ได้ และลืมนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเหมือนเปลือกไม้ที่มักเป็นประกายสวยเสมอยามสบสายตาไม่ได้

ดินคิดว่าชีวิตนี้คงลืมไม้ และรักใครอีกไม่ได้แล้ว

ชายหนุ่มบิดขี้เกียจนิดหน่อย ยอมรับว่าประโยคสุดท้ายของผู้เป็นที่รักทำให้เขาคิดได้ และทำให้ความทรงจำที่ร่ำ ๆ จะบีบคั้นจิตใจจนเจ็บ ให้กลายเป็นความอบอุ่นอ่อนโยนของการที่เคยรัก และเคยเป็นที่รักของใครบางคนอย่างสุดหัวใจแทน

“อยู่บนนั้นเป็นยังไงบ้าง แต่อย่างไม้ อยู่ที่ไหนก็หาความสุขใส่ตัวได้อยู่ดีแหละ” ถ้าอีกคนยังอยู่ ไม่แคล้วคงโวยวายใส่เขาเหมือนเคย

“ถึงไม้จะบอกให้ดินอย่ายึดติดกับไม้ แต่ขอโทษนะ ดินทำให้ไม่ได้จริง ๆ เพราะสำหรับดิน ไม้คือที่สุดแล้ว ดินคงมีใครอีกไม่ได้ ไม่โกรธกันนะ” เขาเอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมา พลางลูบใบหน้าที่แสนคิดถึงในรูปเบา ๆ

“ดินคิดถึงไม้ คิดถึงมาก ๆ ไม้คิดถึงดินบ้างมั้ย… ไม่ต้องเป็นห่วงดินนะ ดินอยู่ตรงนี้มีความสุขดี ได้ทำงานที่ดินรัก อยู่กับพวกนักศึกษา รู้มั้ย ไอ้เด็กพวกนั้นที่ไม้ไปตามถ่ายสารคดีน่ะ จะรับปริญญาปีนี้แล้วนะ บางคนหางานทำได้แล้ว นี่เห็นว่ามีบางคนอยากทำงานตามอย่างไม้ด้วย จะติดใจอะไรขนาดนั้น

“ไม้บอกดินเองนี่นะ ว่าไม่ว่าอย่างไร ไม้ก็ยังมีชีวิตอยู่ ในความทรงจำ ในหัวใจของดิน เพราะฉะนั้นดินก็จะใช้ชีวิตอยู่แทนในส่วนของไม้ด้วย… ดินรักไม้นะ”

เขาวางกรอบรูปกลับไปไว้ที่เดิมที่มีกุหลาบขาวที่เพิ่งซื้อมาอยู่ใกล้ ๆ ก่อนจะลุกขึ้น และเดินจากไปพร้อมฮัมเพลงในลำคอเบา ๆ

Even if time passes, it will never fade
Our eternal love

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ส่วนตัวรู้สึกว่ายาวมากกกกก ฮา

หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมฟิควาเลนไทน์มันถึงได้ช้ำใจแบบนี้ แต่ประเด็นคือเราชอบเพลงนี้และอยากเขียนค่ะ //ผิด ผิดมาก

อีกแง่หนึ่ง เรามองว่ามันเป็นแฮปปี้เอนด์นะ คือ ความรักมันไม่ได้จบด้วยคำว่า “แล้วพวกเขาก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป” เสมอไป เราคิดว่าแค่ทุกคนมีความสุข มันก็คือแฮปปี้เอนด์ อีกอย่างเราชอบประโยคที่เคยไปได้ยินได้เห็นมา คือ คนที่ตายไปแล้วก็ยังมีชีวิตอยู่ในตัวของคนเป็น เราชอบมาก แล้วก็ค่อนข้างจะเห็นด้วย ก็เอามาใส่ด้วยเลย//โดนตบ

ถามว่าถึงจะผ่านมานานแล้ว แต่ดินมันไม่เสียใจแล้วเหรอ คำตอบคือ เปล่าค่ะ ดินก็ยังคงเสียใจอยู่ แต่แค่รู้จักที่จะอยู่อย่างมีความสุขค่ะ เพราะอย่างที่เราบอก เราชอบและเห็นด้วยที่ว่าคนตายมีชีวิตอยู่ในความคิดของคนเป็นค่ะ

ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะที่เข้ามาอ่าน แล้วถ้ากรุณาติชม จะเป็นพระคุณมากเลย ขอบคุณมากค่ะ