Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 26 : Cuddle

Title: Cuddle [Flufftober 2019 day 26]

Pairings: AllTaiga [SixTONES]

Notes/Warnings: ไม่ได้เป็นเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แต่อย่างใดค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++

พวกเขาหกคนมะรุมมะตุ้มอยู่ในห้องรับแขกบ้านเคียวโมโตะ โซฟาถูกเลื่อนไปชิดผนังด้านหนึ่งพร้อมกับโต๊ะรับแขก พื้นที่ด้านหน้าโต๊ะวางโทรทัศน์ปูด้วยฟูกนอนหกผืน พร้อมหมอนและผ้าห่ม แต่ยังไม่มีใครคิดจะล้มตัวลงนอน ต่างก็นั่งเบียดเบียนกระแซะกัน จ้องหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ฉายอยู่บนหน้าจอขนาดยี่สิบกว่านิ้วอย่างใจจดใจจ่อ

ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาหกคนไปค้างที่ไหนสักที่แล้วต้องนอนห้องเดียวกันหมดทุกคน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นไปด้วยเรื่องงาน ยกเว้นครั้งแรกเมื่อเจ็ดปีก่อน หลังจากเลิกกองในเย็นวันหนึ่ง เป็นวันสุดท้ายที่พวกเขาจะได้ถ่ายละครแบบเข้าฉากครบกันทั้งหกคน ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองที่พวกเขาตั้งใจมานอนกองรวมอยู่ด้วยกันโดยไม่มีเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวข้อง และก็ยังเลือกใช้ห้องรับแขกในบ้านเขาเป็นที่นอนเหมือนครั้งแรกเช่นเดิม

ไทกะไม่มีปัญหาอะไรที่เพื่อนร่วมวงจะมาค้างด้วยเหมือนอย่างวันนี้ ถึงจะไม่พูด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็สนุกดี แม้จะแอบสงสัยว่าตัวเองจะนอนหลับได้จริงหรือเปล่า ในเมื่อมีคนนอนกรนอย่างมัตสึมุระ โฮคุโตะ และโมริโมโตะ ชินทาโร่ รวมอยู่ด้วยแบบนี้

เขากวาดสายตามองสภาพตัวเองและเพื่อนอีกห้าคน โคจิ ยูโกะ พี่ใหญ่กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงโซฟา โดยมีเจสซี่นอนหนุนตัก ขณะที่ท้องของเจ้าตัวเป็นหมอนหนุนให้กับโฮคุโตะ ทานากะ จูริ นั่งพิงยูโกะพลางกอดเอวเขาที่นั่งซ้อนอยู่ข้างหน้าไปด้วย ส่วนตักของเขาก็โดนชินทาโร่ยึดไปหนุนหัว โดยพาดขาไปบนต้นขาของโฮคุโตะ

จริง ๆ พวกเขาก็ไม่ได้นั่งเบียดเสียดอะไรกันขนาดนี้ตั้งแต่แรก แต่เพราะอยากกวนประสาทกันเอง ก็เลยหาเรื่องพาดขาดพาดหัวไปทั่ว พอเนื้อเรื่องบนจอเริ่มเข้มข้น ทุกคนก็ขยับตัวกันอีกแค่พอให้ดูหนังได้สบาย และสนใจแต่ฉากแอคชั่นเพียงอย่างเดียว จะมีส่งเสียงเฮฮากันบ้างก็ตามแต่ว่าตัวละครในจอคนไหนจะโดนโจมตี

ไทกะคิดว่าสภาพผู้ชายตัวโต ๆ หกคนถึงเนื้อถึงตัวกันถึงขนาดนี้มันคงดูแปลกพิลึกในสายตาคนทั่วไปอยู่ แต่ถ้าถามว่าเขารังเกียจไหม เขากลับคิดว่ามันก็ไม่ได้แย่ กลับกันเขาว่ามันก็อบอุ่นดี เหมือนตอนที่เขาอยู่กับพ่อกับแม่ อยู่กับคนในครอบครัวนั่นล่ะ

ไม่มีใครลุกไปทำอะไรใด ๆ แม้ว่าเอนด์เครดิตจะถูกฉายขึ้นบนจอแล้ว มีเพียงเสียงเพลงประกอบที่ดังไปทั่วบ้านที่วันนี้มีแค่พวกเขาหกคนอยู่ด้วยกัน

“ชินทาโร่ ลุกไปปิดทีสิ” เจสซี่ว่าพลางขยับตัวเล็กน้อย ทำให้หัวโฮคุโตะพลอยคลอนไปด้วย แต่หนุ่มแว่นก็ดูจะไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก เพราะเริ่มหลับตาลงไปแล้ว

“ทำไมต้องฉันอะ” น้องเล็กของพวกเขาบ่น ทำท่างอแงขี้เกียจลุก

“ก็นายขยับตัวได้ง่ายที่สุดไง ไปเลย” โฮคุโตะตอบคำถาม ยกขาขึ้นลงเพื่อให้ขาของชินทาโร่สั่นไปตามแรงสะเทือน

“เออ ก็ได้” อิดออดเล็กน้อยก่อนจะเดินไปตามคำสั่ง

พอชายหนุ่มปิดโทรทัศน์แล้ว ก็หันกลับมามองพวกเขาอีกห้าคนที่แทบจะไม่ขยับใด ๆ ก่อนจะเปิดปากพูด

“แล้วนี่พวกนายจะอยู่ในสภาพนี้กันไปอีกนานเท่าไหร่”

“อีกสักพักล่ะมั้ง ไม่อยากขยับเท่าไหร่เลย” ถึงปากจูริจะบอกว่าไม่อยากขยับ แต่แขนผอม ๆ ที่ดันมีแรงมากกว่าที่เห็นก็ดึงตัวเขาให้พิงไปกับตัวเองมากขึ้น ซึ่งเขาก็ไม่ว่าอะไร เพราะพอได้พิงไปแล้ว มันก็รู้สึกสบายดีเหมือนกัน

“มานี่มา ชินจัง” โฮคุโตะยกมือขึ้นกวัก เรียกน้องเข้าไปหา

คนโดนเรียกโถมตัวเข้าใส่อีกฝ่ายเต็มแรง ทำเอาคนโดนพุ่งเข้าหาจุกจนร้องออกมาเสียงดัง และไม่เพียงแต่โฮคุโตะ เจสซี่เองก็ได้ผลกระทบ จุกไปอีกหน่อด้วย คนเจ็บสองคนจึงโวยวายผสมโอดครวญกันลั่น ทำให้พวกเขาที่เหลืออดหัวเราะออกมาไม่ได้

“ตัวก็ไม่ใช่เล็ก ๆ กระโดดลงมาได้” ยูโกะว่า แต่หน้ายังยิ้มกว้าง หัวเราะเยาะสองคนที่นอนกลิ้งเกลือกแหกปากไปมา

“เวอร์เถอะ ฉันไม่ได้กระแทกพวกนายแรงขนาดนั้น” คนต้นเหตุประท้วงอาการเล่นใหญ่เกินเบอร์ของพี่สองคน พร้อมทั้งทำปากคว่ำ คว้าแขนของเจสซี่มาหนุนนอน ส่วนมือก็เอื้อมไปคว้าเอวโฮคุโตะมาก่ายแทนหมอนข้าง

พวกเขาเงียบกันไปอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไรอย่างผิดวิสัยมนุษย์พูดมาก แต่อย่างที่บอก ไทกะคิดว่ามันก็ไม่ได้แย่ เพราะพวกเขาก็ต้องการเวลาให้ความคิดบางอย่างมันตกผลึกเหมือนกัน

“จะเดบิวต์แล้วเนอะ” จูริเปิดประเด็นขึ้นมา ทำให้ไทกะย้อนนึกถึงวันที่ได้รับรู้เรื่องนี้เมื่อหลายเดือนก่อน จนถึงตอนนี้มันก็ยังดูเหมือนเป็นความฝันอยู่เลย

“รู้สึกแปลก ๆ นะ ไม่ค่อยชินยังไงไม่รู้” ยูโกะเอ่ยต่อ “เวลาใครแสดงความยินดีด้วย บางทีก็มีแบบ เอ๊ะ ฉันจะเดบิวต์เหรอ ด้วยอะ”

พวกเขาหัวเราะขำ ไม่ต้องมีใครพูด เขาก็มั่นใจว่าทุกคนคิดเหมือนพี่ใหญ่กันหมดนั่นแหละ

“จะทำได้ดีไหมนะ พวกเราน่ะ” เขานึกสงสัย การได้ออกซีดีเดบิวต์ มันคือก้าวแรกจริง ๆ ของพวกเขา และเป็นก้าวที่สำคัญมาก เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำมันได้ดีพอไหม แล้วถ้ามันออกมาไม่ดีจะทำยังไง โอกาสนี้มันมีค่าเกินไปจนเขานึกกลัวไปหมด

ไทกะเคยวาดฝันเอาไว้มาก่อน ว่าถ้าได้เดบิวต์แล้วเขาคงจะดีใจมาก ๆ ไม่ได้คิดว่าเอาเข้าจริงแล้ว มันดันทำให้เขากังวลมากกว่าจะตื่นเต้น

แต่สำหรับคนอื่นดูจะไม่ได้คิดแบบนั้น หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เครียดเท่าเขา เพราะชินทาโร่เอ่ยขึ้นมาว่า “ทำได้ดีสิ คิดมากไปได้”

ตามด้วยเจสซี่ที่ใช้แขนอีกข้างที่ว่าง ลูบผมดำนิ่มของคนที่หนุนท้องตัวเอง “พวกเราทำได้ยอดเยี่ยมมาตลอด จากนี้ไปมันก็ต้องทำได้ดีเหมือนเคยสิ ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น แค่ตั้งใจและทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ก็พอแล้ว”

“ฉันเห็นด้วยกับสองคนนั้นนะ คิดมากไปก็เท่านั้น ทำทุกอย่างให้เต็มที่ก็พอ” คนที่กอดเขาอยู่พูดพร้อมก้มหน้าลงมาส่งรอยยิ้มกว้างให้เขา

“ฉันเข้าใจเรื่องที่นายกังวลนะ ฉันเองก็คิดเหมือนกัน แต่โอกาสมันมาแล้วนี่ ยังไงก็ต้องยืดอก มั่นใจในตัวเองเข้าไว้ จะยังไงพวกเราก็ยังมีกันและกันอยู่นะ” คราวนี้เป็นคำพูดของพี่ใหญ่บ้าง และปิดท้ายด้วยคนที่อยู่ในสถานะกระอักกระอ่วนกับเขาอย่างโฮคุโตะ “นายทำได้อยู่แล้ว”

ไทกะยิ้ม เมื่อเพื่อนร่วมวงที่เหลือพยายามพูดให้เขาหายเครียด พลังงานบวกจากทั้งห้าคนคือสิ่งที่ช่วยเขาไว้เสมอ ทำให้เขาเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นใจ เหมือนอย่างครั้งนี้ และเขาคิดว่าในครั้งต่อ ๆ ไปด้วย

“ขอบใจนะ จากนี้ไปก็ฝากตัวด้วยล่ะ”

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 25 : Correspondence

Title: Correspondence [Flufftober 2019 day 25]

Pairings: JackJin/JinSon [GOT7]

Notes/Warnings: none

+++++++++++++++++++++++++++

ถึง จินยองงี่

ให้ตาย ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะมานั่งเขียนจดหมายอะไรแบบนี้ได้เลย นี่เป็นครั้งแรกจริง ๆ จัง ๆ เลยนะ นอกจากตอนเด็ก ๆ เทคโนโลยีมันไปไกลมากจริง ๆ ตอนนั้นใครจะไปคิดว่าตอนนี้เราจะสามารถวิดีโอคอลหากันได้ผ่านมือถือกัน

วันนี้นะ ฉันมาหาแจบอมมี่ที่สตูเขาล่ะ ยังหล่อออร่าเหมือนเดิม ติดอย่างเดียว มาเจอฉันในสภาพเกรอะกรังมาก ลากแตะไม่ว่า แต่ผมไม่หวี หนวดไม่โกนนี่ก็เกินเรื่องไปหน่อยนะ นายว่าไหม ถึงจะบอกว่าค้างที่สตูและเพิ่งตื่นตอนที่ฉันไปกดกริ่งเรียกก็เหอะ แต่ฉันไปหาเขาตอนเก้าโมงนะ นัดเองด้วยซ้ำ นี่มันน่าบ่นมาก ๆ อะ

ถึงงั้นฉันก็ไม่ได้บ่นไปหรอก ดูจากตาที่ปกติก็เล็กตี่อยู่แล้ว นี่แทบมองไม่เห็นตาดำอะ ไม่รู้ว่ามองเห็นทางเดินได้ยังไง สงสาร สุดท้ายฉันเลยต้องปล่อยให้นอนต่อ เนี่ย คนดีกว่าหวัง แจ็คสันนี่ไม่มีอีกแล้ว พวกนายทุกคนต้องรักฉันให้มาก ๆ นะ พูดเลย
เดี๋ยวสักพักว่าจะปลุกขึ้นมากินข้าวแล้ว ดีนะ ซื้อมาเผื่อด้วย เพราะงั้นฉันขอจบจดหมายฉบับนี้ไว้เท่านี้ก่อนนะ จินยองงี่ ไว้วันหลังว่าง ๆ จะเขียนไปหาใหม่นะ

ปล. อย่าบอกแจบอมมี่นะว่าฉันเรียกเขาลับหลังแบบนี้ นายก็รู้ว่าเขายึดติดว่าจะต้องเป็นพี่พวกเราขนาดไหน เกาหลีประกาศให้นับอายุแบบสากลแล้วแท้ ๆ หัวหน้าวงเรานี่ไม่ตามเทรนด์เลย

ปล.2 แต่นายคงไม่บอกหรอกมั้ง เพราะไม่งั้นฉันก็จะบอกเหมือนกันว่าตอนคุยกับฉันนายเรียกชอบเรียกเขาว่า บอมมี่

คิดถึงเสมอ
ซึนอ่า

 

ถึง พัคแก

ฉันไปป๊ะกับแบมแบมที่ไทยล่ะ ตกใจไหม ฮ่า ๆ ๆ

จริง ๆ คือฉันไปงานมีตเดี่ยวของน้องมันที่ไทยล่ะ ไปกับมาร์คกับยูคยอม ไอ้เด็กนั่นมันลากพวกฉันขึ้นไปเป็นแขกรับเชิญด้วย แต่ด้วยความที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะมีคนเกาหลี คนฮ่องกง กับคนอเมริกาขึ้นเวทีด้วย เขาเลยไม่ได้เตรียมล่ามไว้ สุดท้ายแบมมันเลยต้องเป็นล่ามให้พวกฉันไปด้วย สนุกดี แฟน ๆ กรี๊ดกันสนั่นฮอลล์เลย แบมบอกพวกฉันว่าเขากรี๊ดความหล่อมาร์คกัน แต่มันต้องมีคนที่กรี๊ดความหล่อฉันมั่งดิ นี่เฮียหวังเลยนะ มันต้องมีคนเมนฉันบ้างแหละ

ความตลกคือหลังจบงานพวกฉันสี่คนไปกินข้าวกัน ยูคยอมมันก็เปิดทวิตเตอร์ดู โอ้โห ขึ้นเทรนด์ในประเทศไทยอะ อันดับหนึ่งด้วย ยอมรับก็ได้ว่าส่วนใหญ่ก็หวีดโมเมนต์มาร์คแบมกัน แต่รูปแฟนแคมฉันหล่อหลายรูป โอเค หายงอน ยอมก็ได้

ตอนนี้กำลังรอขึ้นเครื่องไปจีนอยู่ล่ะ ยูคยอมกับมาร์คที่จะไปเกาหลีขึ้นเครื่องพรุ่งนี้ วันนี้เลยอยู่เล่นกันสามคนที่ไทย อิจฉามาก ๆ แต่ฉันกำลังเตรียมปล่อยเพลงใหม่ อยู่ต่อไม่ได้จริง ๆ นายเองก็หาเวลาฟังเพลงฉันดูบ้างแล้วกัน ฟังแล้วก็ช่วยคอมเมนต์ด้วย เต็มที่ได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ เดี๋ยวถ้าชาร์ตออกมาดี จะเลี้ยงของกินพวกนายทุกคนเลย

อยากเจอหน้านายแล้ว
หวังแก

 

เรียน คุณชายพัค จินยอง

วันนี้ยองแจมาคอนเสิร์ตฉันที่ฮ่องกงด้วย น้องมาหาฉันอะ ทั้งที่ตารางงานยุ่งโคตร ๆ ขนาดนั้น โอ๊ยยย น่ารักที่สุด แล้วยังมานั่งถือแท่งไฟ ยิ้มสดใสให้ฉันจากข้างล่างเวทีอีก จะเชิญขึ้นเวทีก็ไม่ได้ เสียดาย

จบงานวันรุ่งขึ้น ฉันกับยองแจสองคนเลยพากันตระเวนกินทั่วเกาะเลย ถ่ายรูปมาเยอะมาก เห็นน้องว่ากลับไปจะต้องไปหาแจบอมมี่ จะเอารูปไปอวด ฉันเลยแนะให้น้องถ่ายรูปของกินไปเยอะ ๆ แล้วรัวแชทส่งไปเลย ฉันคิดว่าน้องจะส่งไปในแขทเดี่ยว ไม่คิดว่าจะส่งไปในแขทกลุ่มแบบนั้น ซวยหน่อยนะ แต่ของกินอร่อยมากจริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ

ตอนนี้ฉันกับยองแจกำลังนอนกลิ้งไปมาอยู่บนเตียงล่ะ น้องมาค้างด้วยคืนนี้ แล้วก็กำลังดูฉันเขียนจดหมายหานายอยู่ นิสัยไม่ดีเลย แอบอ่านจดหมายส่วนตัวของคนอื่นอะ (ตัวอักษรยึกยือนิดหน่อย ยองแจตีฉันอะ เนี่ย นิสัยไม่ดีมาก ๆ) เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวเขียนเสร็จเมื่อไหร่ ยองแจต้องโดนฉันเอาคืนแน่ ๆ นั่น ตีฉันอีกแล้ว จินยอง ดูดิ ดูน้องนายสิ

นายน่าจะกำลังสงสัยว่าแล้วยองแจจะไปขึ้นเครื่องพรุ่งนี้ยังไง ขอบอกให้สบายใจเลยว่า เดี๋ยวกระผมจะทำหน้าที่สารถีขับรถไปส่งที่สนามบิน และจะอยู่รอจนกว่าเครื่องจะเทคออฟเลย ไม่ต้องห่วงน้องนะ ยองแจกลับถึงเกาหลีด้วยสภาพครบสามสิบสองดีแน่นอน

อากาศเริ่มจะเย็นลงแล้ว นายเองก็รักษาสุขภาพด้วยนะ จินยองอ่า ฉันเป็นห่วง นายยิ่งป่วยง่ายอยู่ ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่หอกันแล้วด้วย เดี๋ยวไม่มีคนดูแลนะ

รักเสมอ
หวัง แจ็คสัน

 

ถึง จินยองงี่ของฉัน

จดหมายฉบับนี้ทิ้งช่วงนานไปหน่อย ขอโทษด้วยนะ ฉันยุ่งมาก ๆ เลย และฉันก็เชื่อว่าแจบอมมี่กับมาร์คน่าจะบ่นกับนายไปแล้วว่าฉันป่วย แต่ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ฉันฟื้นตัวดีแล้ว พลังงานเกินร้อยเหมือนเดิม พร้อมลุยงานได้เต็มที่แล้ว เย้

พวกเราใกล้จะคัมแบ็คกันแล้วเนอะ แค่คิดก็ตื่นเต้นมาก ๆ แล้ว ถึงฉันจะยังติดงานที่จีนอยู่จนยังไม่ได้เจอหน้าพวกนาย หรือแม้แต่อัดเสียงเลยก็เถอะ แต่ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้จะขึ้นเครื่องกลับเกาหลีแล้ว เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้วล่ะ นี่ฉันซื้อของกินไปฝากพวกนายเยอะแยะเลย เด็ก ๆ ต้องชอบมากแน่ อ้อ แล้วพิเศษสำหรับพัคแกของกระผม นี่เลย ฉันไปได้ชาดีมา เดี๋ยวเราเก็บไว้ดื่มกันสองคนนะ จะชงบริการเลย หอมมาก ๆ ลองแล้ว หวัง แจ็คสันยืนยัน

จะว่าไปฉันก็เขียนจดหมายหานายมาหลายฉบับแล้วเหมือนกันนะ ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะเขียนจดหมายได้เป็นวรรคเป็นเวรแบบนี้ แต่มันก็สนุกดี ได้เสน่ห์ไปอีกแบบ ไม่เหมือนการแชทเนอะ แต่พูดถึง ถ้าได้คุยกับนายต่อหน้า อันนี้น่าจะดีที่สุด เนี่ย อยากกอดนายแล้วอะ ไม่มีนายอยู่ด้วยแล้วเหงามาก ๆ เลย เหนื่อยก็ไม่มีคนให้ชาร์จแบตด้วย ยังดีที่พรุ่งนี้จะได้เจอกันแล้ว ไม่งั้นนะ ฉันต้องเฉาตายก่อนแน่อะ

ฉันต้องไปเก็บกระเป๋าก่อนแล้ว ยังไม่ได้พับเสื้อผ้าเลย คงจบจดหมายไว้ที่ตรงนี้เลยนะ

อยากชาร์จแบตมาก ๆ
แจ็คสันของนาย

แจ็คสันกำลังไถเกมโทรศัพท์พร้อมนอนกลิ้งไปมาข้าง ๆ เพื่อนสนิทที่กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหัวเตียง อ่านจดหมายฉบับสุดท้ายที่เขาเขียนถึงอีกฝ่าย

พวกเขาตกลงกันว่าจะลองเชียนจดหมายคุยกันดูจนกว่าจะมีเวลาเจอหน้ากันอีกครั้ง จริง ๆ ก็เป็นไอเดียของแจ็คสันเอง เพราะอยากลองเปลี่ยนอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง ส่วนอีกคนก็แค่ตามใจเขาเหมือนกับทุกที ทำให้พวกเขานั่งเขียนจดหมายหากันมาได้เป็นเดือน ๆ และสำหรับจดหมายฉบับสุดท้ายนี่ ตอนแรกเขาว่าจะแวะไปส่งที่ไปรษณีย์ก่อนขึ้นเครื่องมาเมื่อวาน แต่พอคิดอีกที เขาเอามายื่นให้เจ้าตัวเองเลยน่าจะเร็วกว่าก็เลยหยิบติดมาด้วย ถึงจะแอบเขินนิดหน่อยที่คนรับดันเปิดอ่านเอาตอนที่อยู่กับก็ตาม

หลังอ่านจบ จินยองก็พับกระดาษเก็บใส่ซองเหมือนเดิม ก่อนจะอ้าแขนออก ทำให้แจ็คสันได้แต่มองการกระทำของเพื่อนสนิทอย่างงุนงง จนอีกคนหัวเราะออกมาเบา ๆ เหมือนรู้ว่าเขากำลังตามไม่ทัน

“ไหนว่าอยากชาร์จแบต มาสิ”

สิ้นประโยค เขาก็โถมตัวเข้าใส่คู่หูทันที แจ็คสันหลับตาลง สูดกลิ่นน้ำหอมที่เขาคุ้นเคย จริง ๆ วันนี้ตอนเจอหน้ากันเขาก็กอดกันไปแล้วนะ แต่เขาไม่เคยนึกเบื่อที่จะกอดอีกหลาย ๆ รอบ เขายอมรับว่าอ้อมกอดของเพื่อนสนิททำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมากจริง ๆ

“ดีขึ้นบ้างยัง” เสียงทุ้มนุ่มถาม ทำให้เขาพยักหน้ารับ แต่ไม่ยอมปล่อยมือออก และรู้ด้วยว่าจินยองเองก็จะไม่ปล่อยมือจนกว่าเขาจะเป็นคนผละออกเองเช่นกัน

“แล้วนายล่ะ โอเคขึ้นบ้างไหม”

ในจดหมายของจินยองที่เขียนถึงเขา มีแต่เรื่องเล่าเรียบ ๆ ที่บอกความเป็นไปต่าง ๆ ให้เขาฟัง ไม่แปลก เพราะจินยองไม่ใช่คนที่จะบ่นอะไรมากมาย เพียงแต่เวลาทำงานหนัก มันก็เหนื่อย ยิ่งช่วงนี้พวกเขาต่างก็ไปทำนู่นทำนี่ กว่าจะได้เจอกันทีก็นาน เขาเลยคาดเดาได้ว่าอีกคนเองก็คงอยากชาร์จแบตบ้างเหมือนกัน

“อือ คิดถึงนะ”

เขาขยับตัวออกมาหน่อย สิ่งยิ้มให้เพื่อน ก่อนจะเอ่ยตอบ “คิดถึงเหมือนกัน”

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 24 : Confession

Title: Confession [Flufftober 2019 Day 24]

Pairings: NiorB [GOT7]

Words: 1056

Note/Warnings: ไม่มีการปรู๊ฟใด ๆ นาน ไว้พรุ่งนี้จะมาตามเช็คให้นะคะ ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

+++++++++++++++++++++++++++++

พัค จินยองคิดว่าตัวเองเตรียมตัวมาดีมากพอแล้ว

ในวันนี้เขาตื่นแต่เช้าตรู่ ใส่เสื้อผ้าที่เลือกไว้เป็นอย่างดี เซ็ตผมตัวเองเป็นทรงเปิดหน้าผากที่เขาคิดว่ามันเสริมบุคลิกเขามากที่สุด ฉีดน้ำหอมที่เข้ากับสไตล์การแต่งตัววันนี้ แล้วตรวจสอบทุกอย่างใหม่อีกรอบก่อนก้าวเท้าออกจากบ้าน เพราะวันนี้เป็นวันสำคัญ เขาต้องตั้งใจและใส่ใจรายละเอียดทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ให้วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับเขา

วันนี้จินยองมีนัดไปเที่ยวกับเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทกันมานาน ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างจากปกติเท่าไหร่ พวกเขาไปไหนต่อไหนด้วยกันบ่อยเสียจนลืมไปแล้วว่านี่เป็นนัดครั้งที่เท่าไหร่ บางสัปดาห์พวกเขาเจอกันเกือบทุกวันก็มี แต่วันนี้ไม่เหมือนวันอื่น ๆ ก่อนหน้านั้น เพราะเขาตั้งใจจะสารภาพรักกับอีกฝ่าย

จินยองได้แต่แอบชอบพี่ชายคนสนิท อิม แจบอม อยู่ข้างเดียวมาเกือบสิบปีแล้ว พวกเขารู้จักกันตั้งแต่ยังเรียนมัธยมในชมรมดนตรี และเป็นโชคดีที่เขายังคงรักษาระดับความสัมพันธ์กับแจบอมไว้ได้มาจนถึงตอนนี้ จินยองกล้าพูดเลยว่า เขาทุ่มเทมากขนาดไหนที่จะทำให้พวกเขายังคงสนิทกันเหมือนกับตอนที่ยังเป็นวัยรุ่น

ตอนแรกเขาตั้งใจจะเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้เป็นความลับ แต่ยิ่งอยู่กันไป เขายิ่งมั่นใจในความรู้สึกของอีกฝ่ายว่าคงไม่ต่างกันนัก เขาจึงตัดสินใจให้ “เดต” ในวันนี้เป็นวันที่เขาจะพูดสิ่งที่ถูกเก็บอยู่ในส่วนลึกของหัวใจให้พี่ฟังสักที

พวกเขานัดกันที่ร้านกาแฟร้านเดิมที่นั่งกินนั่งเล่นกันมาเป็นสิบปีเหมือนอย่างเคย แผนการเดตของจินยองวันนี้คือตั้งใจจะพาคนอายุมากกว่าไปดูหนัง ร้านหนังสือมือสองสักที่ และจบที่เดินเล่นดูไฟที่ประดับตกแต่งในเทศกาลคริสต์มาสซึ่งจะเป็นไฮไลต์ เพราะจินยองจะขออีกคนคบจริง ๆ จัง ๆ

“ขอโทษที่ให้รอนานนะ” แจบอมตรงดิ่งมาหาเขาทันที่เปิดประตูกระจกร้านเข้ามาเจอเขา เสียงพูดที่ปะปนไปด้วยเสียงหอบบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวรีบวิ่งมาจากสถานีรถไฟใต้ดินขนาดไหน และก็ทำให้จินยองเผลอหลุดยิ้ม จริงอยู่ที่อีกคนมาสายกว่าปกติ แต่สำหรับเขา ให้รอนานกว่านี้เขาก็ไม่โกรธ เพราะรู้ดีว่าแจบอมคงไม่มาสายถ้าไม่มีเหตุจำเป็น และเขาก็ได้รับแชทที่คนอายุมากกว่าส่งมาบอกล่วงหน้าแล้วด้วย

“ไม่นานหรอกครับ พี่จะทานอะไรก่อนไหม แล้วเดี๋ยวเราค่อยไปดูหนังกัน”

“โอเค”

เวลาสองทุ่ม เป็นเวลาที่ฟ้ามืดลงแล้ว และแสงไฟบนต้นไม้รายทางที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ก็ทำให้ทุกอย่างดูโรแมนติกไปหมดทั้งที่อีกตั้งสองสัปดาห์กว่าจะถึงเทศกาลคริสต์มาสจริง ๆ

“จินยอง” เขาหันหน้าไปตามเสียงเรียกของพี่ ก่อนจะโดนพี่ใช้กล้องฟิล์มขนาดเล็กมือถ่ายภาพ เขาคิดว่ามันต้องออกมาตลกแน่ ๆ แต่แจบอมกลับไม่คิดแบบนั้น เจ้าตัวชมว่าเขาหล่อมากทั้งที่ยังไม่ได้เห็นภาพนั่นแหละ

“ผมถ่ายให้บ้างนะ”

“เอาสิ” สองคนต่างผลัดกันถ่ายรูปไปมา ก่อนจะหนีไปนั่งพักเหนื่อยบนม้านั่งริมทางเดิน และนี่ก็น่าจะได้เวลาที่จินยองคิดว่าเหมาะสมแล้ว

“พี่แจบอม”

“ว่าไง” คนสวยของเขาส่งรอยยิ้มหวานมาให้ ทำเอาจินยองรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในตอนกลางวัน เขารวบรวมความกล้า และสติที่เกือบจะกระเจิดกระเจิงเพราะรอยยิ้มของคนตรงหน้าให้กลับมา ก่อนจะเอ่ยพูดสิ่งที่เขาอยากพูดมาตลอดเกือบสิบปีที่ผ่านมา

“ผมชอบพี่” พูดไปแล้ว และจินยองก็ไม่คิดจะเปิดโอกาสให้อีกคนพูดอะไรตอบกลับมา อย่างน้อยเขาก็ขอพูดความรู้สึกทุกอย่างของตัวเองให้หมดเสียก่อน “ชอบมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นพี่ร้องเพลงในห้องชมรม พี่มีเสน่ห์มาก ๆ เลยนะ แล้วยิ่งได้รู้จัก ทุกอย่างที่เป็นพี่ นิสัย ทัศนคติ ความชอบ มันยิ่งทำให้ผมชอบพี่มากขึ้นไปอีก จนถึงทุกวันนี้ มันก็ยังเหมือนเดิม”

มันโล่งแบบแปลก ๆ เมื่อเขาได้พูดสิ่งที่เก็บไว้มานานออกไป และถึงจะพอรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายอยู่ แต่มันก็อดตื่นเต้น คาดหวังบางสิ่งบางอย่างไม่ได้

แต่ที่เขาไม่ได้คาดคิด คือใบหน้าแดงก่ำ อาการก้มหน้าหนีไม่ยอมสบตา นัยน์ตาสีเข้มที่กวาดมองไปทั่วยกเว้นหน้าเขา รวม ๆ แล้ว พี่แจบอมน่ารักกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้ไปโข และนั่นก็ไม่ดีต่อใจเขาเลยจริง ๆ

“พี่แจบอม”

“อะ.. อะไร” เสียงทุ้มหวานมีเอกลักษณ์นั่นดูติดอ่างขึ้นมากะทันหัน และนั่นก็กระตุ้นความเอ็นดูในตัวจินยองให้เพิ่มสูงขึ้นไปอีก

“เรามาคบกันไหมครับ”

เขาควรจะตกใจที่อีกฝ่ายยังหน้าแดงได้มากกว่าเดิมอีก แต่ในเวลานี้เขาคิดอะไรไม่ได้นอกจากคำว่า “น่ารัก” ที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้คำไหนบรรยายความน่ารักของคนตรงหน้าให้คนอื่นเข้าใจได้ ถ้าจะให้อธิบายจริง ๆ จินยองก็คงพูดได้แค่ว่าอีกคนเป็นเทวดาบนฟ้าลงมาจุติ แถมยังเป็นเทวดาที่ใจร้ายด้วย เพราะท่าทางเขินอายสุด ๆ ตรงหน้ามันไม่ดีต่อใจคนมองอย่างเขาจริง ๆ

“ว่าไงครับ” เขาเร่งเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป และถึงจะตั้งใจจะแกล้งมากกว่า แต่จินยองก็ยังรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่ออยู่ดี

“เป็นก็เป็น”

จินยองคิดว่าคืนนี้ เขาน่าจะหุบยิ้มนอนหลับไม่ลงแล้วแน่ ๆ

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 23 : Tattoo

Title: Tattoo [Flufftober 2019 Day 23]

Pairings: YuMark [GOT7]

Words: 729

Note/Warnings: ตอนที่เห็นหัวข้อ คู่แรกที่คิดว่าอยากเขียนก็คือคู่นี้เลยค่ะ 55555

+++++++++++++++++++++++++++

“อยากสัก?” ยูพยักหน้าแทนการตอบรับ ขณะที่เงยหน้ามองรุ่นพี่ที่ยืนอยู่ข้างโซฟาที่ตนนั่ง

เขาอยากสักมานานแล้ว ยิ่งเห็นพี่คนข้าง ๆ สักตรงนั้นตรงนี้ เขาก็อยากสักบ้าง เลือกสิ่งที่จะสักไว้ในใจแล้วด้วย เหลือเพียงแค่ไปร้านแล้วยื่นแบบให้ช่างก็เท่านั้น

“ทำไมนึกอยากสักล่ะ” มาร์คถามเขา ไม่ต้องให้ใครมาป่าวประกาศก็รู้ว่าอีกคนยังคิดว่าเขาเป็นเด็กที่ยังไม่ควรสัก ทั้งที่เขาน่ะเลยสิบแปดมาเป็นเดือนแล้วด้วยซ้ำ

“เห็นพี่สักแล้วเท่ดี อยากสักบ้าง”

“แต่มันเจ็บนะ ทนไหวเหรอ”

“แล้วทำไมจะทนไม่ไหวล่ะ” เขาสวนขำ ๆ จริง ๆ ก็ดูไม่น่ารักนักหรอก แต่เขารู้ว่ามาร์คไม่ถือ ในเมื่อเขาไม่ได้เถียงจริงจังแบบนั้น ถ้าลองเป็นการสวนแบบอารมณ์เสียพร้อมชักสีหน้า เขาคงไม่แคล้วโดนพี่รหัสคนสนิทด่าคืนเป็นแน่

“แล้วจะสักอะไรล่ะ” ร่างบางทิ้งตัวลงนั่งบนเท้าแขนกว้างของโซฟา กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ลอยเตะจมูก ทำให้เขาอดยกแขนกอดเอวคอดนั่นไม่ได้ ซบหน้าลงกับหน้าท้องที่ขึ้นลอนกล้าม

พวกเขาเป็นสายรหัสกัน อีกฝ่ายเป็นพี่สายปีสี่ แต่ไปคลิกอะไรกันตรงไหน ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจ เพราะรู้ตัวอีกที เขาก็ติดมาร์คมากกว่าแจ็คหรือซันที่เป็นพี่ปีสามและปีสองไปโข ทั้งที่เขาเจอสองคนนั้นบ่อยกว่ามาร์คด้วยซ้ำ จนพอขึ้นเทอมสอง เขาก็อัญเชิญตัวเองมานั่งเล่นนอนเล่นที่ห้องคอนโดของอีกฝ่ายได้โดยที่ไม่โดนด่าแบบที่แจ็คสันโดน

เหมือนอย่างวันนี้ มาร์คชวนเขามาเล่นเกมที่คอนโดอีกฝ่าย ยูก็ตอบรับโดยไม่ต้องหยุดคิด แต่จากที่ตั้งใจว่าจะเล่นเกมกัน ก็ดันเปลี่ยนเป็นการนั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยไปเสียสนิท ซึ่งสำหรับเขา จะทำอะไรยังไงก็ได้ ขอแค่ได้อยู่กับมาร์คเท่านั้น

“พี่อยากรู้เหรอ”

“เอ้า เด็กนี่ เดี๋ยวนี้ยอกย้อนเก่งนะ เออ อยากรู้ จะบอกไหมล่ะ” ใบหน้าสวยอ่อนละมุนไปโขเมื่อเจ้าของมันยิ้มจนเห็นเขี้ยวน่ารักที่มุมปาก และยูก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากตกหลุมรักอีกคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ผมไม่บอกหรอก ไว้ไปสักแล้วค่อยให้พี่ดู”

“มีต่อรองนะเรา เอางั้นก็ได้ แล้วมีร้านในใจยัง”

เขาส่ายหน้า นี่แหละประเด็นที่เขาเริ่มเปรยเรื่องนี้กับมาร์ค ตอนแรกเขาก็ตั้งใจจะถามแบม เพื่อนสนิทที่หนีไปสักก่อนอยู่หรอกว่าไปสักที่ไหน แต่ยูคิดว่าตัวเองชอบรอยสักมาร์คมากกว่า เพราะงั้นร้านที่ช่วยมาร์คออกแบบรอยสักได้ถูกใจเจ้าตัวที่สุดแบบนี้ ก็น่าจะช่วยแต่งเติมลายสักที่ยูคิดไว้ในใจให้มันออกมาสมบูรณ์ได้แน่ ๆ

“ร้านเดียวกับกูไหม เดี๋ยวพาไป”

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ยูอยากไปสักที่ร้านเดียวกับมาร์ค เพราะเขาน่าจะขอร้องให้อีกคนไปเป็นเพื่อนเขาได้ เขาสารภาพกันตรง ๆ เลยว่ายังกลัวอยู่นิด ๆ แม้ว่าจะเป็นคนอยากสักเองก็ตาม

“ไปครับ”

“งั้นมึงว่างวันไหนก็บอก จะพาไป ร้านนี้ทำงานดี ช่วยปรับลายสักได้ด้วย มึงสักครั้งแรกด้วย ควรจะได้ร้านดี ๆ ไม่ใช่ร้านห่วย ๆ ทั่วไป”

เขายิ้ม ตอบรับคำพี่ ปล่อยให้คนอายุมากกว่าขยี้ผมเขา แล้วเดินหายไปทางห้องครัวเพื่อเตรียมทำข้าวเที่ยงกินกัน ส่วนเขาที่โดนสั่งให้นั่งรอก็ได้แต่คิดถึงลายสักที่วาดภาพไว้ในใจ รวมถึงปฏิกิริยาของมาร์คตอนที่เห็นลายสักของเขา ยูมั่นใจว่าอีกคนต้องตกใจมากแน่ ๆ

ก็ลายสักที่เขาอยากสัก คือตัวย่อชื่อของอีกคนที่เป็นรักแรกที่ทั้งหวานและทั้งขมจนเขาอยากสักไว้ในความทรงจำไปจนตาย

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 22 : Rings

Title: Rings [Flufftober 2019 Day 22]

Pairings: YokoFuji/WataTai [Kis-My-Ft2]

Words: 946

Note/Warnings: ยังไม่ผ่านการปรู๊ฟใด ๆ เลยค่ะ อาจจะอ่านแล้วขัด ๆ แปลก ๆ บ้างนะคะ พรุ่งนี้ถ้าไหวจะมาปรู๊ฟอีกทีนะคะ ฮืออออออ

++++++++++++++++++++++

“แหวนนี่?”

“ให้”

โยโก วาตารุ มองแหวนทองเรียบ ๆ ที่ร้อยอยู่กับสร้อยเส้นบางที่ฟุจิกายะ ไทสุเกะยื่นให้ ก่อนจะเงยหน้ามองคนให้ที่เม้มริมฝีปากแน่น รอให้เขารับแหวนวงนี้มาใส่

แต่โยโกยังไม่อยากรับตอนนี้

ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ความหมายแฝงของของขวัญวันคริสต์มาสชิ้นนี้ และบอกตรง ๆ เลยว่าอยากตอบตกลงมาก ๆ เพียงแต่เขายังไม่แน่ใจ ว่าพวกเขาจะพร้อมกับมันจริง ๆ หรือเปล่า

“วัตตะ…” เสียงเรียกชื่อเขาจากคนรักราวกับจะกดดัน ยิ่งทำให้เขาคิดหนัก จนสุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหน้า เขายังไม่กล้ารับคำ ๆ นั้นในตอนนี้

“ทำไม” คำพูดที่สั่นเครือ ดวงตาสีเข้มฉายอารมณ์ต่าง ๆ มากมาย แต่ที่โยโกเห็นได้ชัดที่สุด น่าจะเป็นความไม่เข้าใจ ซึ่งเขาก็ไม่ได้แปลกใจอะไรนัก เพราะถ้าเขาเป็นคนให้ โดนปฏิเสธแบบนี้ก็คงรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน แต่เขาคิดว่าพวกเขาสองคนควรจะทำความเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างกันก่อน

“จนกว่าเราจะคุยกันให้ดีก่อน นายรู้ใช่ไหมว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มากนะ”

เรื่องอาจจะไม่เป็นปัญหามากเท่านี้ ถ้าหากว่าพวกเขาเป็นคนธรรมดา ไม่ได้เป็นไอดอลที่มีชื่อในระดับหนึ่ง ถ้ามันเกิดอะไรขึ้นมา อย่าว่าแต่อาชีพของพวกเขาสองคนที่จะดับ เพื่อนร่วมวงอีกห้าคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย

และเขาคิดว่าทั้งห้าคนควรจะมีความสุขกับชีวิตในตอนนี้ให้คุ้มกับที่เสียน้ำตากับมันมามากมาย ไม่ใช่ต้องมาเสี่ยงกับเรื่องส่วนตัวของพวกเขา

“ฉันรู้”

“แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นมา?”

“ฉันมั่นใจว่ามันจะไม่เกิด”

ได้ฟังเท่านี้ โยโกก็นึกอยากถอนหายใจสักที ไม่แน่ใจสักเท่าไหร่ว่าฟุจิกายะเห็นว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่มากขนาดไหน มันมีคนอื่น ๆ อีกตั้งห้าคน ไหนจะการงานที่ไปได้ดีของคนตรงหน้าอีก ถ้าพวกเขาพลาดแม้แต่ครั้งเดียว ทุกอย่างจะจบเห่ทันที

โยโกรักเพื่อน รักวง และรักอีกฝ่ายมากเกินกว่าจะปล่อยให้เกิดความเสี่ยงที่จะพังความฝันของทุกคน โดยเฉพาะความฝันและความสุขของฟุจิกายะได้

“ทำไมขี้กลัว”

“เป็นเรื่องปกติไหม”

ตลกดีที่เขาใจไม่กล้าพอจะตอบรับ ทั้งที่ปกติเขาค่อนข้างจะโผงผาง อะไรที่ตัวเองคิดว่าดีก็ทำ ไม่ได้นึกสนใจใครสักเท่าไหร่ ทว่าใจเขากลับร้องให้เขากลับไปคิดดู นึกถึงผลเสียที่จะตามมาในตอนหลังบ้าง

“ถ้านายห่วงเรื่องวง ฉันสัญญาได้ว่าจะไม่ปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับวงเด็ดขาด”

“มันไม่ใช่แค่วงสักหน่อย”

“แล้วนายห่วงเรื่องอะไร”

“เรื่องนาย” อีกคนชะงักไปนิด พอโยโกพูดต่อ ฟุจิกายะก็เพียงยืนฟังเงียบ ๆ เท่านั้น “ฉันรู้ว่านายรักงานของนายในตอนนี้ขนาดไหน ฉันยอมให้มันพังลงเพราะความเห็นแก่ตัวของฉันไม่ได้หรอกนะ”

เขาเอื้อมมือไปจับมือที่คนข้างหน้า บีบมันเบา ๆ “ฉันยอมไม่ได้จริง ๆ”

“แล้วถ้าฉันบอกว่าไม่เป็นไรล่ะ”

“ไทสุเกะ…” สายตาที่จับจ้องมาที่เขาดูตั้งมั่นแน่วแน่เสียจนเขาเถียงไม่ออก ได้แต่นิ่งฟังสิ่งที่ออกมาจากปากเล็ก ๆ นั่น

“ถ้าเรื่องวง นายไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น มิทสึและคนอื่น ๆ ซัพพอร์ตเรามาตลอดอยู่แล้ว และฉันก็เชื่อว่าทั้งพี่ทั้งน้อง ทุกคนไว้ใจพวกเรามาก อย่างน้อยตอนนี้ก็มากพอที่จะยอมให้ฉันมายืนขอนายแต่งงานอยู่แบบนี้” เจ้าตัวเว้นจังหวะ สูดลมหายใจเข้าแล้วพูดต่อ

“ส่วนสำหรับฉัน ถ้าเรื่องมันแดงขึ้นมา ฉันยอมรับมันได้นะ อย่างน้อย ๆ ตอนนั้นก็คงมีนายอยู่ด้วย ส่วนแฟน ๆ ถ้ารู้เข้าก็อาจจะมีคนรับไม่ได้จริง ๆ แต่ฉันก็ยังเชื่อนะว่าพวกเขาหลายคนจะเข้าใจเรา”

เป็นไม่กี่ครั้งที่เขารู้สึกหมดคำที่จะเอามาตอบโต้ เขารู้ดีอยู่แล้วว่าถ้าไปถามเพื่อนร่วมวงคนอื่น ๆ ก็คงมีแต่คนสนับสนุนให้พวกเขาแต่งงานกัน และอีกฝ่ายเองก็จะทำได้อย่างที่พูด แต่คนคิดมากก็ยังเป็นคนคิดมาก ถึงจะหมดคำเถียง แต่เขาก็ยังไม่เห็นด้วยเต็มร้อยอยู่ดี

“นายคิดว่าฉันไม่น่าเชื่อถือพอเหรอ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น”

“ถ้าไม่ใช่ก็เลิกกลัวได้แล้ว… นายจะตอบตกลงไหม วัตตะ”

เขาถอนหายใจ ก่อนจะพูดขึ้น “คอนโดฉัน”

“ว่าไงนะ”

“ถ้าแต่งไปแล้ว นาย้องย้ายมาอยู่คอนโดฉัน ฉันไม่อยากไปนอนคอนโดนาย มันไกลสถานีรถไฟ”

อีกฝ่ายยิ้มสดใสให้เขา มือเรียวสองข้างขยับติดสร้อยที่คล้องแหวนของพวกเขาที่คอของโยโก แล้วยื่นแหวนกับสร้อยหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะให้เขาใส่ให้บ้าง

“แต่งงานกันนะ วัตตะ”

เขาพยักหน้า และได้รับจูบที่กดลงเบา ๆ บนริมฝีปากเขาเป็นการตอบแทน

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 21 : Keys

Title: Keys [Flufftober 2019 Day 21]

Pairings: YugBam/BamYug [GOT7]

Words: 573

Note/Warnings: คิดอะไรไม่ออกจริง ๆ ค่ะ พล็อตอะไรใด ๆ คือไม่มีเลยสักกะติ๊ด ฮือออออ

+++++++++++++++++++++++

“เหนื่อยชะมัด ทำไมของมึงเยอะงี้อะ แบม” ยู นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์บ่น พลางล้มตัวลงนอนแผ่หลากับเตียงนอนหลังใหญ่ที่เพิ่งซื้อเข้ามา ทำเอาคนมองได้แต่ส่ายหน้า นึกเอ็นดูเพื่อนสนิทตัวสูงที่ดูหมดแรงอย่างเห็นได้ชัด

“ก็อยู่กรุงเทพมาตั้งปีแล้ว ของมันก็ต้องเยอะบ้างเป็นธรรมดาสิ” เขาว่า ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ คนผิวขาวที่หน้าแดงระเรื่อจากการออกแรงช่วยเพื่อนขนของย้ายหอ เพราะปีนี้พวกเขาขึ้นปีสองแล้ว จำต้องระเห็จออกจากหอในที่มหาวิทยาลัยสงวนสิทธิ์ไว้ให้เด็กปีหนึ่งก่อน

“เดี๋ยวกูเลี้ยงข้าวเที่ยงตอบแทน อยากกินอะไร บอกป๋ามาเลย” แบมพูดต่อ พลางขยับตาให้ข้างหนึ่งอย่างจงใจกวนตีนเพื่อน ซึ่งก็ได้รับฝ่าเท้าที่ประเคนเข้าที่แผ่นหลังไปทีหนึ่งเป็นการตอบแทน

“พิซซ่า”

“เออ เย็นนี้พาไป มา ช่วยกูเก็บของก่อน ทำงานให้คุ้มค่าจ้างหน่อยมึง”

คนตัวสูงกว่าทำหน้างอแงเมื่อเขาดึงแขนอีกคนให้ลุกขึ้นมา แบมแบมอดยิ้มกับท่าทางของคนตรงหน้าไม่ได้ ตั้งแต่เป็นรู้จักเป็นเพื่อนสนิทกันมา แบมไม่รู้ว่าตัวเองเรียกไอ้เจ้าลูกครึ่งยุโรป – เชียงใหม่ตรงหน้าว่าน่ารักในใจไปกี่ร้อยกี่พันรอบแล้ว

“พักหน่อยไม่ได้เหรอวะ มึงใจร้ายอะแบมมมม”

“เดี๋ยวกูเปิดแอร์ให้ ช่วยกูก่อน ไม่เสร็จวันนี้อดแดกพิซซ่านะ”

พอโดนเอาของกินมาขู่ ลูกหมาตัวโตของเขาก็ลุกขึ้นมาทำงานทันที เขาเลยเผลอแซะไปตามประสา “พอเป็นเรื่องของกินนี่อะไรก็ได้เลยนะ มึง”

“เรื่องปากท้องมันเรื่องใหญ่เสมอเว้ย” เสียงทุ้มติดจะแหลมที่บอกชัดว่ากำลังงอน ทำให้เขาหัวเราะ แล้วเริ่มช่วยอีกคนจัดเก็บข้าวของบ้าง

กว่าข้าวของเกือบทั้งหมดจะเข้าที่ก็เป็นเวลาเกือบห้าโมงเย็นแล้ว เหลือของที่ยังไม่ได้จัดวางอยู่ไม่มากนัก แบมแบมคิดว่าวันนี้พวกเขาควรจะพักกันได้แล้ว จึงหันไปหายูที่ล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกรอบไปแล้ว

“มึง ไปกินพิซซ่ากัน”

“ไป ๆ” พวกเขาลุกขึ้น หยิบกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์ติดมือไปด้วย แบมแบมหันไปมองกุญแจห้องสองดอกที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

“ยู”

“ว่า”

“อันนี้ เก็บไว้นะ” เขายื่นกุญแจสำรองห้องให้อีกคนที่มองกุญแจกับหน้าเขาสลับกันอย่างงุนงง

“ให้กูทำไมอะ มึงกลัวทำหายรึไง”

“ประมาณนั้น เผื่อกูลืมกุญแจบ้าน จะได้ไปเอาจากมึงได้ไง” เขาอ้าง ทั้งที่ความจริงแล้ว เขาไม่ได้มีเหตุผลอะไรเลยที่จะให้กุญแจกับอีกฝ่ายไป

เขาแค่อยากให้เฉย ๆ เผื่อว่ายูจะอยากมาบ้างก็เท่านั้น

“อะไรของมึง เออ ๆ ให้ก็ให้” ถึงจะบ่น แต่ยูก็ยังเป็นยูที่ไม่เคยขัดความต้องการใด ๆ ของแบมเลย และนั่นก็ทำให้คนตัวเตี้ยกว่ายิ้มออกมา หันหลังเดินไปที่ประตู เอ่ยชวนอีกรอบ

“ไปยังมึง กูหิวแล้วเนี่ย”

“เออ ๆ”

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 20 : Hot

Title: Hot [Flufftober 2019 Day 20]

Pairings: JinSon/JackJin [GOT7]

Words: 949

Note/Warnings: None

+++++++++++++++++++++++++++

“ร้อน” เสียงบ่นของคนที่ฟุบแปะอยู่กับเคาน์เตอร์ในร้านกาแฟของเขา ทำให้พัคจินยองอดส่ายหัวอย่างเอือมระอาไม่ได้

หวังแจ็คสัน นายแบบเชื้อสายฮ่องกงที่กำลังมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง บ่นแบบนี้ตั้งแต่เดินเข้ามาในร้านเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนแล้ว และจินยองก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเครื่องปรับอากาศในร้านเขามันดันเสียพอดี แถมยังต้องรออีกสักพักใหญ่ ๆ กว่าช่างจะเดินทางมาดูให้ได้

“ถึงนายจะบ่นแบบนี้ทุก ๆ หนึ่งนาทีฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะ แอร์มันเสีย รอช่างอยู่”

“ก็รู้ แต่มันร้อนอะ ทำไมวันนี้อากาศมันร้อนอย่างงี้เนี่ย”

จินยองส่ายหน้าอ่อนใจให้เพื่อนสนิทอีกรอบ ก่อนจะวางแก้วช็อกโกแลตเย็น ๆ ที่ชงให้เป็นพิเศษลงตรงหน้าคนขี้บ่น “เอ้า กิน ๆ ไปแล้วก็เลิกบ่นได้แล้ว”

“โอ้โห เลี้ยงเหรอครับ คุณพัค กระผมจะไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งนี้เลย”

“ใครว่าฉันเลี้ยง จ่ายเงินด้วย”

“โธ่ จินยองอ่า นี่หวังแกเองไง พัคแกลืมหวังแกแล้วเหรอ”

“อ้าว ก็เห็นมีงานเยอะแยะ รวยแล้วนี่ แค่ช็อกโกแลตแก้วนึง จะกินไม่จ่ายเหรอ” เขาแหย่ไปเรื่อย ๆ ก่อนจะหลุดหัวเราะ เมื่อเจ้าลูกหมาตรงหน้าทำตาละห้อย ประท้วงขอความเห็นใจ

“ค่าตัวฉันไม่ได้เยอะขนาดนั้นสักหน่อย… เออ จ่ายก็จ่าย จินยองใจร้าย” ว่าเสร็จก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง เตรียมตัวจะหยิบเงินออกมาจ่าย จินยองถึงได้รีบห้ามไว้

“ฉันล้อเล่น ใครจะให้นายจ่ายจริง ๆ ล่ะ กินได้รึยัง น้ำแข็งเริ่มละลายแล้วนะ”

แจ็คสันพูดขอบคุณด้วยรอยยิ้มเริงร่า ดูดช็อกโกแลตเย็นอย่างสบายใจ ขณะที่จินยองก็หันกลับไปจัดของที่เอาออกมาชงช็อกโกแลตเมื่อครู่ให้เข้าที่

“ว่าแต่นายไม่ร้อนเหรอ จินยอง ขนาดฉันใส่แค่เสื้อยืดแขนสั้นยังร้อนเลย” อีกฝ่ายว่าขณะที่มองการแต่งตัวของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า สภาพของเขาในวันนี้ไม่ต่างจากทุกทีสักเท่าไหร่ เสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงสแล็ก รองเท้าผ้าใบ เขาไม่ได้มาสายแฟชั่นจ๋าแบบเพื่อน ชุดของเขาก็เน้นเรียบแบบนี้ตลอด

“ใส่จนชินแล้ว อีกอย่างมันก็ไม่ได้ร้อนขนาดนั้น” เขาพิจารณาการแต่งตัวของอีกฝ่ายบ้าง วันนี้แจ็คสันเลือกใส่เสื้อยืดแขนสั้นสกรีนลายกราฟฟิกเท่ ๆ กางเกงยาวแค่พอคลุมเข่า หมวกแก็ปอีกใบ ไหนจะเครื่องประดับส่งแสงวิบวับตามคอตามนิ้วนั่นอีก สมเป็นนายแบบจริง ๆ

“แล้วนี่วันนี้ว่างหรือไง ถึงได้มานั่งเล่นนอนเล่นที่ร้านฉันได้น่ะ”

“มีถ่ายแบบตอนบ่ายสองที่สตูดิโอใกล้ ๆ นี่เอง ออกจากนี่สักบ่ายครึ่งยังทันเลย” จินยองหันไปดูนาฬิกาบนผนัง บ่ายโมงแล้ว พวกเขายังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกสักพัก

“จริง ๆ ก็ว่าจะมาหลบร้อนที่ร้านนายนะ ทำไมแอร์ดันเสียวันนี้ด้วยก็ไม่รู้” นายแบบหนุ่มวกกลับมาบ่นเรื่องอากาศร้อน ๆ ต่อ เขาก็ได้แต่อ่อนอกอ่อนใจ ใจคอกะจะไม่เลิกบ่นเลยใช่ไหมเนี่ย

“ช่วยไม่ได้นี่ อย่างกับว่าฉันเลือกวันให้มันเสียได้งั้นแหละ”

“อืออออ แต่มันร้อนอะ… แล้วนายร้อนไหมเนี่ย ฉันพัดให้เอาไหม” โดยไม่รอคำตอบ เจ้าตัวคว้าสมุดเล่มบาง ๆ ที่เขาไว้ใช้จดนั่นนี่ที่เคาน์เตอร์ขึ้นมาพัดให้เขาด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจ ทั้งน่าขำและน่าเอ็นดูไปพร้อม ๆ กัน

“พอแล้วน่า เดี๋ยวนายเองน่ะแหละ จะร้อนกว่าเดิม อยู่นิ่ง ๆ จะได้เย็นขึ้นบ้าง”

เจ้าลูกหมาตรงหน้าเขายอมฟังคำสั่งแต่โดยดี จินยองจึงส่งยิ้มให้อีกฝ่าย จริง ๆ แล้วเขาก็นึกสงสารเพื่อนอยู่ไม่น้อย เพราะเขารู้ดีว่าแจ็คสันไม่ถูกกับอากาศร้อนมากจนตอนนี้ก็เริ่มเหงื่อโชกแล้ว จึงตัดสินใจฝากร้านให้อีกคนช่วยดูให้แป๊บหนึ่ง แล้วเขาเองก็เดินกลับเข้าไปหลังร้าน หาผ้าเช็ดหน้ามาชุบน้ำบิดหมาด ๆ แล้วเดินกลับมา

แจ็คสันที่มัวแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเขาเอาผ้านั่นซับไปตามใบหน้าคมชื้นเหงื่อนั่นให้ แต่พอเห็นว่าเขากำลังทำอะไร คนขี้ร้อนก็หลับตาพริ้มให้เขาเช็ดหน้าเช็ดคอให้แต่โดยดี ให้อารมณ์เหมือนลูกหมาตัวน้อย ๆ เวลาเขาเช็ดตัวให้หลังอาบน้ำ

“ขอบใจนะ จินยอง อ๊ะ บ่ายโมงจะครึ่งแล้ว ต้องรีบไปแล้วล่ะ” อีกฝ่ายลุกลี้ลุกลนเก็บของใส่กระเป๋า แล้วคว้าแก้วช็อกโกแลตเย็นขึ้นมาดูดจนหมดเกลี้ยง “อันนี้ฝากทิ้งหน่อยนะ”

เขาพยักหน้ารับทั้งรอยยิ้ม จังหวะที่กำลังจะยกมือขึ้นโบกลา เจ้าหมาตัวดีก็ยื่นหน้าข้ามเคาน์เตอร์มาเสียก่อน ปล่อยให้เขางงกับการกระทำของมัน และก่อนจะเปลี่ยนเป็นตกตะลึง เมื่อเพื่อนซี้กดริมฝีปากลงกับแก้มเขา

“ขอบคุณอีกครั้งนะ ไปแล้ว” แล้วคนพลังงานล้นเหลือก็วิ่งออกจากร้านเขาไป ทิ้งจินยองให้ยืนหน้าแดง ทั้งที่ยังหุบยิ้มไม่ได้อยู่คนเดียว

อากาศก็ร้อนมากอยู่แล้วแท้ ๆ ยังจะมาทำให้หน้าเขาร้อนขึ้นไปอีก น่าตีจริง ๆ

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 19 : Apple Picking

Title: Apple Picking [Flufftober 2019 Day 19]

Pairings: JesseHoku [SixTONES]

Words: 850

Note/Warnings: None

++++++++++++++++++++++

สำหรับคอนเทนต์ลงในยูทูบของสโตนส์คราวนี้คือการเก็บแอปเปิล

ฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงที่แอปเปิลเริ่มออกลูก พี่ใหญ่ของสโตนส์อย่างโคจิ ยูโกะ จึงเสนอไอเดียนี้ขึ้นมา โดยมีการจับคู่กันแข่งเก็บแอปเปิล ใครได้น้อยที่สุด ก็รับหน้าที่ไปจ่ายตลาด เตรียมบาร์บีคิวในเย็นวันนั้นไป

พอเป็นเรื่องการแข่งขันหรือของกิน แต่ละคนในวงก็มักจะไม่ยอมกันง่าย ๆ ดังนั้นในการถ่ายทำการจับฉลากเลือกคู่ก่อนขึ้นรถบัสที่โตเกียว พวกเขาจึงข่มกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร

ผลการจับฉลากคือเมนโวคอลคนสวย เคียวโมโตะ ไทกะ คู่กับแรปเปอร์ประจำวง ทานากะ จูริ ยูโกะคู่กับน้องเล็ก โมริโมโตะ ชินทาโร่ ส่วนตัวเจสซี่เองต้องคู่กับมัตสึมุระ โฮคุโตะ ชายหนุ่มที่วันนี้ใส่แว่นตามาด้วย

ตลอดทางบนรถบัส พวกเขาก็เล่นกันไปตามปกติ จนกระทั่งเดินทางไปถึงสวนแอปเปิล เข้าเรียนรู้วิธีการเก็บ และเริ่มจับเวลาห้านาที แข่งกันเก็บผลไม้สีแดงที่ขึ้นอยู่ไปทั่วสวน

เจสซี่ไม่ได้ใส่ใจการแข่งขันอะไรนัก เพราะสายตาเขามันดับจับจ้องอยู่แต่กับคู่ของเขาที่ตั้งอกตั้งใจริดผลแอปเปิลออกจากกิ่ง สลับกับตะโกนตอบโต้กับเสียงของเพื่อนร่วมวงที่ตะโกนถามมาทั้งรอยยิ้มกว้าง

เขาหลงรักรอยยิ้มของอีกคนมาก ชายหนุ่มที่ทุกคนบอกว่าหล่อ เท่ ดูดี แต่กลับมีรอยยิ้มที่น่ารักที่สุดสำหรับเจสซี่ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบของคนมองอย่างเขาสว่างไสวขึ้นมาได้ทันตา และทุกครั้งที่ได้เห็นมันใกล้ ๆ แบบนี้ เขาก็มักจะเผลอมองตามไปเสียทุกที

ที่ยิ่งไปกว่านั้น หนุ่มลูกครึ่งดีใจ ที่ได้เห็นอีกคนสนุกไปกับพวกเขาแบบตอนนี้ ยิ่งคิดถึงสิ่งที่อีกฝ่ายพูดในละครเวทีว่ารักพวกเขาแล้วนั้น เขายิ่งมีความสุข

“เอ้า ทำไมไม่รีบเก็บล่ะ เดี๋ยวก็แพ้คนอื่น ๆ หรอก” เสียงของคนที่เขามัวแต่มองทำให้เขารีบหันไปสนใจผลแอปเปิลแดง ๆ ตรงหน้าหน้าบ้าง

“แพ้จนได้สินะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ” เขาหัวเราะดังลั่น ตัดกับสีหน้าไม่สบอารมณ์ของโฮคุโตะที่บ่นกระปอดกระแปดอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ต้องถามเลยว่าใครแพ้ ก็พวกเขานั่นแหละ จริง ๆ ก็ผิดที่เจสซี่เองด้วยที่เอาแต่เหม่อมองอีกคนมากไปจนแทบไม่ได้สนใจจะเก็บผลไม้ แต่มองในแง่ดี มีโฮคุโตะเป็นคนทำอาหารให้กินเย็นนี้เลยนะ เหนื่อยหน่อยแต่ได้กินฝีมืออีกคน ดีจะตายไป

“น่า อย่าหงุดหงิดเลยนะ ฉันก็อยู่ช่วยอยู่นี่ไง”

“ก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้นหรอก แต่นายดูสิ เรายังต้องขนไอ้พวกนี้กลับไปขึ้นรถด้วยอะ” ตะกร้าใบใหญ่สามใบที่มีผลแอปเปิลใส่อยู่เต็มจนเกือบล้น น่าจะเป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าเขาบ่น แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ เพียงแต่ถอนหายใจเฮือกหนึ่งเท่านั้น

“แล้วนายเหม่ออะไรอยู่ เจสซี่ เมื่อกี้น่ะ มีอะไรรึเปล่า” นัยน์ตาสีดำใต้กรอบแว่นมองมาที่เขาอย่างเป็นห่วง จนเขาได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ กำลังคิดว่าจะบอกความจริงไปดีไหม “มีปัญหาอะไรบอกฉันได้เสมอนะ”

“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่คิดว่าดีจังนะ ที่เห็นนายมีความสุข” พอเขาพูดจบ ใบหน้าหล่อคมของอีกคนก็ดูจะขึ้นสีระเรื่อ นัยน์ตาเลิกลั่กมองซ้ายขวาจนนาเอ็นดู

“อะไรของนาย อยู่ ๆ ก็…” เจสซี่อดยิ้มกว้างออกมาไม่ได้ เมื่อโฮคุโตะดูจะเขินจนพูดไม่ออก นี่ก็เป็นอีกความน่ารักอย่างหนึ่งของคนตรงหน้าที่เขาค้นพบมานานแล้ว และได้แต่แปลกใจว่าทำไมถึงไม่มีใครเห็นแบบที่เขาเห็นกัน

“ขอบคุณที่นะ” เขาจำได้ดีว่าโฮคุโตะเลือกจะอยู่ตรงนี้ เลือกจะเป็นไอดอลต่อทั้งที่อาจจะไปได้ดีกว่ากับงานแสดงก็เพราะเขา ตอนที่ได้ยิน เขาน้ำตาร่วงอย่างอดไม่อยู่ และในเมื่อตอนนี้พวกเขาอยู่กันแค่สองคน เจสซี่เห็นว่าเขาควรจะถือโอกาสตรงนี้พูดสิ่งที่เขาคิดมาตลอดออกไปบ้าง

“ขอบคุณที่ทำตามใจฉัน ขอบคุณที่เลือกจะอยู่ตรงนี้ อยู่กับพวกเรา” เขาสูดลมหายใจเข้าลึก “ขอบคุณที่รักพวกเรานะ”

ในเวลานั้น เจสซี่เพิ่งได้รู้ว่ารอยยิ้มที่สวยที่สุดของโฮคุโตะเป็นยังไง

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 18 : Latte

Title: Latte [Flufftober 2019 Day 18]

Pairings: America x England [Hetalia]

Words: 1,501

Note/Warnings: คนซึนก็ยังคงเป็นคนซึนอยู่วันยันค่ำค่ะ 555555

++++++++++++++++++++++++++

กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นโชยแตะจมูก เมื่ออาเธอร์ เคิร์กแลนด์ เปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของอัลเฟรด เอฟ โจนส์ อดีตน้องชายที่เขาเป็นคนเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กจนโต

เจ้าคนตาสีฟ้าติดกาแฟเหมือนกับคนอเมริกาทั่วไป ขณะที่เขาซึ่งเป็นชาวอังกฤษแท้ ๆ ชอบดื่มชาเป็นชีวิตจิตใจ นาน ๆ ครั้งจะดื่มกาแฟสักที ไม่เหมือนอัลเฟรดที่ต้องการกาแฟวันละแก้วสองแก้วเป็นอย่างน้อย

“อ้าว เธอมาทำอะไรที่นี่น่ะ อาเธอร์”

“ผ่านมาแถวนี้เลยแวะมาดู เผื่อจะตายไปแล้ว” เขาบินตามเจ้านายมาทำธุระที่วอชิงตัน ดีซีเมื่อวานนี้ และได้รับอนุญาตให้หยุดได้หนึ่งวัน อาเธอร์เลยตัดสินใจใช้วันหยุดเพียงวันเดียวของเดือนนี้แวะมาหาอีกฝ่าย หลังได้ยินเจ้านายของคนที่นั่งปั่นงานอยู่ตรงหน้าบอกว่าอีกคนยุ่งจนไม่ได้หยุดพักมาจะเดือนหนึ่งแล้ว

แต่เรื่องอะไร เขาจะบอกว่ามาเพราะเป็นห่วงกันล่ะ

“เธอนี่ซึนชะมัด… ขอโทษด้วยนะที่เมื่อวานไม่ได้ตามไปต้อนรับ เอางี้ ไปกินกาแฟกัน ฉันเลี้ยงเอง” ว่าจบ ร่างสูงก็ลุกขึ้น คว้าเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำตาลตัวเก่งขึ้นมา และลุกขึ้นมาลากเขาตรงไปประตูห้องทันที

“เดี๋ยวสิ ฉันไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะไป” เขาแว้ด หงุดหงิดที่เจ้าเด็กตรงหน้าทำอะไรไม่รอฟังคำตอบจากเขา และยังทำให้เขาทำตัวเสียมารยาทต่อหน้าเลขาของเจ้าตัวอีก แม้ว่าเลขาสาวน่าจะชินไปนานแล้วก็ตาม

“แมรี่ ผมพาอาเธอร์ไปข้างนอกหน่อยนะ อาจจะไม่ได้กลับเข้ามาอีก ถ้ามีเรื่องด่วน รบกวนคุณโทรมาหน่อยนะ”

“ด้วยความยินดีค่ะ อัลเฟรด เดทให้สนุกนะคะ” สาวเจ้าว่าทั้งรอยยิ้ม เรียกให้เลือดลมสูบฉีดไปทั่วใบหน้าเขา รีบแก้ความเข้าใจผิดทันควัน

“ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ.. แล้วอัลเฟรด ใครบอกว่าฉันจะไปกับแกวะ!” ประโยคสุดท้าย เขาหันไปโวยวายคนที่เริ่มดึงเขาออกไปอีก

“เลิกบ่นแล้วไปด้วยกันเหอะน่า ลุง บ่นมาก ๆ ริ้วรอยเริ่มมาแล้วนะ”

“อัลเฟรด!!” เขาขึ้นเสียง ก่อนจะชะงักเมื่ออีกฝ่ายเอานิ้วชี้ทาบลงบนริมฝีปากของเขา นัยน์ตาสีฟ้าเบื้องหลังกรอบแว่นจับจ้องเข้ามาในตาเขา และนั่นก็ทำให้อาเธอร์ปฏิเสธอีกคนไม่ลงเหมือนเคย

“ฉันอยากพัก เธอไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยนะ”

อาเธอร์ไม่ชอบร้านกาแฟในอเมริกาเท่าไหร่นัก เขาไม่ได้นึกรังเกียจกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นหรอก เขาเองก็ชอบเพราะมันหอมดี แต่ที่เขาไม่ชอบก็เพราะมันไม่มีชาแบบที่ชอบให้เขาดื่ม (ซึ่งเขาก็เลือกจะไม่ดื่มเลย เพื่อไม่ให้ตัวเองหงุดหงิด) แต่ในเมื่ออีกฝ่ายจะเลี้ยง เขาก็ควรต้องตามใจเจ้าภาพตามธรรมเนียม

และเพราะไม่ค่อยได้ใส่ใจเรื่องกาแฟ เขาเลยไม่ได้สนใจว่าที่อัลเฟรดสั่งไปเป็นกาแฟแบบไหน มารู้สึกว่ามันแปลก ๆ ก็ตอนที่พนักงานนำกาแฟมาเสิร์ฟ

“ปกตินายไม่กินกาแฟแบบนี้นี่นา” โอเค เขาไม่รู้ชื่อกาแฟแต่ละชนิดก็จริง แต่ไอ้ที่มีฟองนมนุ่ม ๆ เขียนลายรูปใบไม้อยู่ข้างบนนี่ไม่ใช่กาแฟปกติที่อีกคนกินแน่ ๆ ปกติเขาเห็นแต่ร่างสูงกินกาแฟดำ ไม่ใส่นม ไม่ใส่น้ำตาลอะไร ซึ่งเขารู้สึกว่ามันไม่ถูกปากเขาเอาเสียเลย

“ฉันเพิ่งกินไปแก้วนึงนี่นา เลยอยากกินอะไรเบา ๆ บ้าง อันนี้เรียกว่าลาเต้” อีกฝ่ายดันกาแฟหน้าตาเหมือนกันอีกแก้วมาให้เขา

“เธอไม่กินกาแฟอยู่แล้ว ฉันเลยลองสั่งแบบนี้มาให้ มันเป็นกาแฟผสมนม น่าจะกินง่ายกว่าอเมริกาโน่”

“ทำอย่างกับกาแฟนี่มันกินยากกว่าชา” เขาอดเสียดสีตามนิสัยเดิมไม่ได้ ดีที่อีกฝ่ายเข้าใจเขาดี ไม่ได้ถือสาหาความอะไร

“มันขมกันคนละแบบนี่ ลองเถอะ เธอต้องชอบแน่ ๆ แล้วลายใบไม้ข้างบนนี่เขาเรียกลาเต้อาร์ตล่ะ ทำยากมากเลย บาริสต้าที่จะทำได้ต้องฝึกฝนกันนานเลยล่ะ”

ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่อาเธอร์ก็สนใจสิ่งที่เรียกว่าลาเต้อาร์ตไม่น้อย และคิดว่ามันสวยมากจริง ๆ พลางคิดว่าถ้าประยุกต์ไปทำกับชาบ้างก็คงจะดีไม่น้อย แต่ก็นั่นแหละ เรื่องอะไรเขาจะต้องบอกให้อัลเฟรดรู้ว่าอีกคนประสบความสำเร็จในการเอาของมาล่อเขาจริง ๆ ล่ะ

เขายกแก้วกาแฟอุ่น ๆ ขึ้นมาจิบ กลิ่นกาแฟผสมไปกับกลิ่นนม ทำให้รสชาติดูนุ่มขึ้นอย่างรู้สึกได้ รสชาติดีกว่าที่เขาคิดไว้มาก รวม ๆ แล้วดื่มง่ายกว่ากาแฟดำที่อัลเฟรดเคยชงให้ดื่มไปโข ตรงตามที่คนอายุน้อยกว่าโฆษณาไว้ทุกประการ

“เป็นไง อร่อยใช่ไหมล่ะ”

“ก็ใช้ได้” แต่เขายังยืนยันคำเดิม เขาไม่ยอมรับง่าย ๆ หรอก

ถึงเขาจะทำเหมือนเหยียดหยามเครื่องดื่มประจำชาติของอีกคน แต่ดูเหมือนชายชาวอเมริกาจะไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะคนผมทองส่งยิ้มกว้างสดใสมาให้

“เห็นไหมล่ะ บอกแล้วว่าเธอต้องชอบ”

“ไม่ได้ชอบสักหน่อย”

“ทำตัวเป็นคนแก่ปากแข็งไปได้”

“นี่นายว่าฉันเหรอ”

“ฉันแค่พูดความจริง เธอเองก็ต้องยอมรับให้ได้สิ” พอเห็นคนอายุน้อยกว่าว่าจบแล้วหันไปจิบกาแฟตัวเอง ยัดขนมเข้าปาก เขาก็ได้แต่ฟึดฟัด ไม่อยากอาละวาดไปมากกว่านี้เพราะเกรงใจลูกค้าคนอื่น ๆ ในร้าน แล้วเขาก็ไม่อยากเริ่มตีกับอีกคนจริงจังด้วย

พวกเขาต่างคนต่างดื่มกาแฟ ทานขนมกันไปเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไร อาเธอร์คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไร เขาชอบความเงียบสงบแบบนี้ อย่างน้อยเจ้าเด็กแว่นนั่นก็ไม่หาเรื่องกวนประสาทเขา

แต่ฟองนมบนปากอัลเฟรดนั่นก็ช่างเกะกะสายตาเขาเหลือเกิน

“กินดี ๆ ฉันไม่เคยสอนให้นายทำตัวไร้มารยาทแบบนี้นะ” เขาอดบ่นไม่ได้ คว้าทิชชู่บนโต๊ะขึ้นมาเช็ดบนริมฝีปากของคนตรงหน้าเบา ๆ เหมือนที่เคยทำให้เสมอตอนอีกฝ่ายยังเป็นเด็กน้อยที่เขาทั้งรักทั้งหลง

“ขี้บ่นอีกแล้ว”

“ก็มันน่าไหมล่ะ โตขนาดนี้แล้ว หัดทำตัวให้มันเป็นผู้ใหญ่กว่านี้หน่อยสิ เป็นแบบนี้ใครเขาจะให้ความเชื่อถือ” อาเธอร์คิดว่าตัวเองย้ำเรื่องนี้มาเกินร้อยรอบได้แล้ว แต่ก็ไม่รู้ทำไมไอ้เด็กตรงหน้ามันยังพูดไม่รู้ฟัง จนเขาเองก็นึกสงสัยว่าเวลามันไปเจรจาเรื่องนั้นเรื่องนี้ คนอื่น ๆ เชื่อถืออีกฝ่ายไปได้ยังไง

“ขอบคุณนะ”

ชายชาวอังกฤษชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบแก้วกาแฟทันที เงยหน้ามองอัลเฟรดที่ส่งยิ้มให้ เผลอรู้สึกหน้าร้อนวูบวาบ ไม่บ่อยนักที่เขาจะได้ยินคำขอบคุณจากคนตรงหน้า นอกจากตอนที่อีกฝ่ายยังตัวหน่อยเดียวน่ารักน่าเอ็นดู และนั่นมันทำให้เขารู้สึกไม่ชินเอามาก ๆ

“ฉันก็แค่เห็นแล้วมันขัดตา อีกอย่าง คนอื่นจะว่าเอาได้ว่าฉันสอนนายมายังไงถึงได้กินมูมมามได้ขนาดนี้” สุดท้ายก็ทำตัวปากเสียแก้เขินจนได้

“นั่นก็ด้วย แต่ไม่ใช่เรื่องนั้นสักหน่อย”

เขาขมวดคิ้วอย่างสงสัย อีกคนต้องการสื่ออะไรกันแน่

“ก็อุตส่าห์มาหาฉัน ทั้งที่วันนี้เป็นวันหยุดวันเดียวของเธอไง ขอบคุณนะ” เขาคิดว่าตัวเองต้องหน้าแดงมากเป็นแน่ที่ถูกจับได้เอาแบบนี้ แต่เขาจะเสียฟอร์มต่อหน้าอีกคนไม่ได้

“บอกแล้วไง ว่าฉันแค่แวะมาดูว่าตายไปแล้วรึยัง ถ้าตายไปแล้วจะได้ยึดประเทศซะ”

อาเธอร์โทษว่าเขาเมากาแฟ เมากลิ่นหอม ๆ ของกาแฟผสมนมที่เพิ่งจิบไป ถึงปล่อยให้ชายชาวอเมริกาตรงหน้ายกมือเขาขึ้นมากดจูบลงบนหลังมือกลางร้านกาแฟ โดยไม่ชักมือหนีแต่อย่างใด

“ปากแข็ง”

“ฉันเปล่า” คำโต้เถียงเดิม ๆ แต่ลดความเกรี้ยวกราดลงไปโข หลังจากที่เขาได้สบตากับนัยน์ตาสีท้องฟ้าฤดูร้อนหลังกรอบแว่นนั่น

“I miss you.” เขาเม้มปากเมื่อได้ยินเสียงทุ้มนั่นพูด เพราะเขาเมาลาเต้เมื่อครู่แน่ ๆ ที่ทำให้เขาเอ่ยตอบกลับไปง่าย ๆ แบบนี้

“Miss you too.”

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 17 : Sparkle

Title: Sparkle [Flufftober 2019 Day 17]

Pairings: BNior/NiorB [GOT7] แล้วแต่จะชิปโพไหนเลยค่ะ แต่ตอนนี้อาจจะออกไปทาง NiorB นิดนึง

Words: 1,090

Note/Warnings: จักรวาลเดียวกันกับ Flufftober day 1 (https://fairwazajawi.wordpress.com/2019/10/02/flufftober-2019-day-1-meal/) และ Flufftober day 9 (https://fairwazajawi.wordpress.com/2019/10/09/flufftober-2019-day-9-sleep/) ค่ะ

+++++++++++++++++++++

วันนี้เป็นคืนวันเสาร์ พัคจินยองสลัดมาดผู้จัดการแผนกสุดเนี้ยบ มาเป็นชายหนุ่มทั่วไปที่มานั่งร้านเหล้ากับกลุ่มเพื่อนสนิท

“เอ้า ชนแก้ว ๆ” แจ็คสันว่าพลางยกแก้วเหล้าขึ้นเป็นคนแรก ให้คนอื่น ๆ ยกแก้วขึ้นชนต่อ

“แจบอมขึ้นกี่โมง” มาร์คหันมาถาม “สามทุ่ม” เขาตอบ แล้วก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ อีกห้านาที แจบอมของเขาก็จะขึ้นร้องเพลงบนเวทีแล้ว

จินยองยังจำวันแรกที่เขาเจอคู่ชีวิตคนสำคัญของตัวเองได้ดี ตอนนั้นเขาอยู่ปีสามแล้ว และได้รับคำเชิญกึ่งบังคับจากแจ็คสัน เพื่อนข้างบ้านที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็กให้ไปดูไลฟ์ในงานมหาวิทยาลัยซึ่งเจ้าตัวขึ้นแสดงในฐานะแรปเปอร์

แต่ในวันนั้น เขาสะดุดสายตากับชายหนุ่มคนหนึ่ง สูง ไหล่กว้าง มีเสน่ห์ดึงดูดให้มองตามแม้อีกคนจะเพียงแค่ขยับตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ เจ้าตัวขึ้นมาร้องเพลงและเต้นประกอบ และจินยองก็คิดว่าตัวเองตกหลุมรักคนบนเวทีเข้าแล้ว

ภาพของคนที่เคลื่อนไหวไปตามเสียงเพลงอย่างลื่นไหลดูอิสระ เสียงร้องทุ้มหวานที่จับใจใครต่อใคร การแสดงที่รุนแรง แต่ทำให้คนดูรู้สึกเร่าร้อน เด็กหนุ่มคนนั้นดูเปล่งประกายเสียจนจินยองรู้สึกเหมือนพวกเขาอยู่กันคนละโลก อีกฝ่ายเป็นใครที่ดูสูงส่ง ในตอนนี้ บางครั้งจินยองก็ยังรู้สึกแบบนั้น ไม่แน่ใจว่านี่เป็นความจริงหรือเป็นความฝัน ทั้งที่นับจากวันนั้นจนวันนี้จะปาไปสิบปีเศษแล้วก็ตาม

หลังจากที่พูดคุยกันไปได้สักพัก แสงไฟในร้านก็มืดลง ร่างของคนที่ผมคุ้นเคยดีก็ก้าวขึ้นมาบนยกพื้นเตี้ย ๆ นั่น แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก อีกคนอาจจะดูอวบอิ่มขึ้น ยิ้มง่ายขึ้น แต่ยังคงเป็นแจบอมที่เปล่งประกายท่ามกลางแสงสปอร์ตไลท์บนเวทีเสมอ

เพลงหวาน ๆ ที่ร้องโดยเสียงนุ่ม ๆ ทำให้หลายคนในร้านเคลิบเคลิ้ม จินยองไม่ว่าอะไรหรอก เพราะเขาเข้าใจคนเหล่านั้นดี แม้จะเป็นการนั่งร้องเพลงสบาย ๆ บนเก้าอี้บาร์นั่น แต่คนรักของเขาก็ยังคงมีออร่า ยังเป็นประกาย และเป็นที่จับตามองของทุกสายตาเมื่ออยู่บนเวทีเสมอ

หลังร้องเพลงจบ และหายเข้าไปหลังร้านกว่าครึ่งชั่วโมง แจบอมถึงได้ฤกษ์ออกมานั่งดื่มกับพวกเขา

“พี่แจบอม ตอนพี่ร้องเพลง มีคนมองพี่ไม่คลาดสายตาอยู่คนนึงแหละ” ยูคยอม รุ่นน้องที่สนิทกันมาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยหันไปพูดกับนักร้องหนุ่ม แต่สายตากลับมองมาที่เขา ไม่ต้องให้ใครบอก เขาก็รู้ว่าเจ้าเด็กตัวโย่งนี่ตั้งใจจะล้อเลียนเขา แต่ถ้าถามว่าจินยองแคร์ไหม คำตอบก็คือไม่ เขาไม่ได้ทำอะไรผิดให้ต้องละอาย แล้วก็ไม่ต้องหวังว่าเขาจะเขินม้วนต้วนเหมือนเด็ก ๆ ด้วย

แต่อาจจะต้องยกเว้นคนข้าง ๆ เขาไว้สักคน เพราะใบหน้าสวยซับสีฝาด จินยองคิดว่าอีกคนน่าจะเข้าใจความหมายโดยนัยของยูคยอมดี ในเมื่อตอนที่คนอายุมากกว่าอยู่บนเวที พวกเขาสองคนสบตากันไปตั้งหลายรอบ

“เขินเหรอ” พอเห็นแบบนั้น เขาก็อดแกล้งแหย่อีกคนไม่ได้

“เปล่าสักหน่อย” คนปากแข็งก็ยังคงกลัวเสียฟอร์มตามเคย และเขาก็ทำได้แค่หัวเราะเบา ๆ นึกเอ็นดูคนน่ารักที่ผ่านไปกี่ปีก็ไม่ได้เรียนรู้สักนิดว่าตัวเองไม่เหลือมาดอะไรให้รักษามานานแล้ว

“แต่พี่หน้าแดงนะ”

“จินยอง” อีกคนกระซิบเสียงดุ แต่หน้าเน่อแดงกว่าเดิมไปอีกโข ซึ่งมันไม่ได้ทำให้ใครกลัวสักนิด

“พอได้แล้วคร้าบ เลิกจีบกันได้แล้ว มดกัดพวกผมแย่แล้วคร้าบ” แบมแบม เพื่อนซี้ของเจ้าเด็กโย่งเมื่อกี้ว่าขึ้นบ้าง ทำให้คนขี้เขินของเขาหันไปโวยวายตามประสาศัตรูที่ไม่ตีกันสักครั้งเวลาไม่เจอหน้าก็เหมือนไม่ได้เจอกัน

“พี่แจบอม เรากลับบ้านกันไหมครับ” จินยองว่า ชวนอีกฝ่ายกลับเมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืนกว่าแล้ว เขาเองก็ดื่มไปเยอะแล้ว และแจบอมเองก็คงเหนื่อยมากพอสมควรเช่นกัน

“ผมก็ว่าจะกลับแล้วเหมือนกันครับ” ยองแจ น้องอีกคนของพวกเขาว่า มาร์คกับแจ็คสันที่มาด้วยกันจึงอาสาไปส่งน้อง ปล่อยให้สองน้องเล็กที่บ้านอยู่ใกล้กันกลับไปด้วยกัน

“พี่แจบอม ยังไม่นอนอีกเหรอครับ” เขาทัก เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วยังเห็นอีกฝ่ายนั่งตาแป๋วอ่านหนังสืออยู่บนเตียง สภาพผมไม่ได้เซ็ตปรกหน้าปรกตา ใส่เสื้อยืดตัวโคร่งย้วยกับกางเกงขาสั้น กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหัวเตียง ทำให้เจ้าตัวดูต่างไปจากชายหนุ่มสุดฮอตบนเวทีเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน จินยองไม่คิดจะบอกอีกฝ่ายหรอกว่าเขาชอบภาพที่เห็นตรงหน้ามากขนาดไหน

ถ้าให้เขาเลือกระหว่างแจบอมที่เปล่งประกายเจิดจ้าบนเวที กับแจบอมที่แสนจะน่ารักเวลาอยู่กับเขา ชายหนุ่มคงใช้เวลาลังเลไปตลอดทั้งชีวิต

“รอนายนั่นแหละ มา ๆ นอนกันเถอะ”

พอเขาล้มตัวลงนอน และเอื้อมมือไปปิดไฟ คนที่ชอบทำตัวเหมือนแมวก็ขยับเข้ามาหา เขาจึงอดวางมือลงบนเอวคอดผิดกับไหล่กว้าง ๆ ไม่ได้

“วันนี้พี่ดูดีมากเลยนะครับ” เขาว่า ก้มลงสูดกลิ่นแชมพูหอม ๆ จากผมนิ่ม ๆ ของคนในอ้อมกอด

“ขอบคุณนะ ที่อุตส่าห์มาดู”

“ครับ จะพยายามไปบ่อย ๆ นะ” จริง ๆ จินยองก็พยายามไปดูอีกคนบ่อยเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว ไม่ใช่แค่เพราะอยากไปให้กำลังใจแจบอมเพียงอย่างเดียว แต่เขาหลงรักแจบอมที่อยู่บนเวทีมาก เท่ากับที่หลงรักแจบอมที่นอนอยู่ในอ้อมแขนของเขาแบบนี้

“รักนายนะ จินยอง”

“รักเหมือนกันครับ”