Tags

, , , , , , , , , ,

กลับมาแล้วค่ะหลังจากหายหัวไปนานเหลือเกิน ฮา แน่นอนว่ากลับมาเที่ยวนี้ก็เพื่อลงฟิคเด็ก ๆ SixTONES อีกตามเคย และเป็นคู่ชิปร้าง ๆ ของเราอีกตามเคยเช่นกันค่ะ (จะไม่มีคนชิปคู่นี้กันจริง ๆ เหรอคะ ใครชิป แสดงตัวทีค่ะ เหงามากจริงจัง…)

ฟิคเรื่องนี้ดองไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วแล้วค่ะ น่าจะก่อนเค้กคริสต์มาสอีก แต่เพิ่งมาเสร็จเอาเมื่อวาน หลังจากดองทิ้งไว้จนเค็มปี๋ค่ะ ด้วยความยาวกว่าหมื่นคำ ความเลวร้ายคือเราไม่รู้จะตัดเป็นสองพาร์ทยังไงดี มันเลยยัดรวมกันอยู่อย่างงี้ จริง ๆ อยากเขียนต่อด้วยนะคะ แต่ควรตัดได้แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้ามีไฟหรือคิดอะไรต่อได้จะเขียนพาร์ทสองต่อค่ะ (//ภาวนาให้ตัวเองมีไฟและมีเวลาพอ…) แต่ก็ไม่รู้จะได้ต่อมั้ย ตอนนี้มันก็เลยยังเป็นวันช็อตอยู่ค่ะ

เรามาอยู่ฝางได้สามเดือนแล้วค่ะ ตอนแรกก็ว่าอาจจะทำให้สมองแล่นขึ้นบ้าง แต่ผลปรากฏว่าไฟมอดได้เร็วกว่าปกติเยอะเลยค่ะ ยิ่งต้องทำงานทุกวันด้วยแล้ว อะไร ๆ ในหัวเลยไม่ค่อยแล่นสักเท่าไหร่ ทุกสิ่งอันเลยโดนดองไว้หมดเลย เป็นนิสัยที่ไม่ดีเลยจริง ๆ ค่ะ

คำเตือน

***นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือใด ๆ ก็ตามแต่รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ***

[AU One Shot – SixTONES] Our Story

Pairings : Jesse x Matsumura Hokuto

Note : เป็นวันช็อตที่ยาวมากค่ะ หมื่นกว่าคำได้ แต่เราตัดแบ่งไม่ถูกจริง ๆ ขอโทษด้วยค่า แล้วก็เพลงที่ปรากฏในเรื่อง คือ เพลง Migikata ของ Maeda Atsuko และเป็นเพลง ending song ของ Shiritsu Bakaleya Koukou ที่เด็ก ๆ SixTONES เล่นด้วยกันด้วยค่ะ เปิดฟังประกอบเพื่อความสุนทรีย์ได้เลยค่ะ

 

เรื่องราวของพวกเขามันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ที่แน่นอนคือมันเริ่มต้นที่นั่น

 

ภาพที่คนนับพันส่งเสียงเชียร์คนเพียงสี่คนที่ยืนอยู่บนเวทีเด่นหราอยู่บนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์สายบันเทิงในเช้าวันนี้ เมื่อวานอัลบั้มที่สองของวงดนตรีร็อกชื่อดังอย่าง F Tone ได้วางแผงและมียอดจำหน่ายอย่างล้นหลามไม่แพ้ยอดจองก่อนวางแผง

F Tone เป็นวงดนตรีที่เกิดจากการรวมตัวกันของเด็กฝึก 4 คนในค่ายไอดอล ที่หันมาเอาดีทางสายวงดนตรีแทน แต่ด้วยความที่เติบโตมาในต้นสังกัดที่มีแต่ไอดอล จึงทำให้ทั้งสี่คนรับงานอื่นนอกเหนือจาการเล่นดนตรีบ้าง และเมื่อรวมกับพรสวรรค์ด้านดนตรีก็ทำให้ F Tone มีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็วทั้งที่เพิ่งฟอร์มวงและวางขายซิงเกิลแรกไปได้ไม่ถึงสามปี จนสามารถลบคำสบประมาทของกูรูในวงการเพลงหลายคนที่ออกมาฟันธงว่าวงนี้คงไปได้ไม่กี่น้ำ

มัตสึมุระ โฮคุโตะเอื้อมมือออกไปหยิบสมาร์ทโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาเปิดดูเมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากไลน์

ชายหนุ่มส่งยิ้มให้กับภาพของหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันนี้ที่มีรูปจากคอนเสิร์ตของพวกเขาเมื่อปีก่อนเด่นหราอยู่กลางหน้ากระดาษ เหมือนว่าเช้าวันนี้ ทานากะ จูริจะออกไปซื้อหนังสือพิมพ์มาเช็คข่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เขาเลื่อนลงมาอีกหน่อยก็พบกับสติ๊กเกอร์รูปน้องหมาน่ารักที่ทำท่าดีใจที่ถูกส่งมาจากนักร้องนำของ F Tone อย่างเคียวโมโตะ ไทกะ และสติ๊กเกอร์รูปตัวการ์ตูนยื่นนิ้วโป้งแทนคำว่ายอดเยี่ยมจากโมริโมโตะ ชินทาโร่ มือกลองที่ควบตำแหน่งน้องเล็กของวง

มือเรียวพิมพ์อะไรเล็กน้อยตอบกลับไปในไลน์กลุ่ม แล้ววางโทรศัพท์ลงไว้ที่เดิม ก่อนจะยกผ้าเช็ดตัวขึ้นขยี้ผมที่ยังเปียกชื้นจากการสระผมให้แห้ง พอดีกับที่มีเสียงเคาะประตูหน้าห้องที่เรียกให้เขารีบเดินไปเปิด

โฮคุโตะยิ้มรับคำแม่ที่กำชับให้เขาดูแลบ้านให้เรียบร้อยและตั้งใจทำงานทำการให้ดี แล้วบ่นว่าไม่มีเวลาไปอุดหนุนอัลบั้มใหม่ของลูกชายคนเล็กเลย ชายหนุ่มรีบเข้าไปโอบกอดมารดาและหอมแก้มแม่ไปฟอดใหญ่ บอกว่าไม่เป็นไร เขาเข้าใจว่าทั้งพ่อและแม่ต้องเตรียมตัวไปทำงานที่ต่างจังหวัดเกือบสองอาทิตย์ คงไม่มีเวลาไปไหนต่อไหน แม้ว่าจะเป็นการแวะไปซื้ออัลบั้มเพลงของเขาที่ร้านก็ตาม

เขาโดนแม่ตีแขนไปทีหนึ่ง ก่อนที่คุณนายบ้านมัตสึมุระจะลงไปชั้นล่างและออกรถไปกับสามี เหลือเขาอยู่ในบ้านเพียงคนเดียว

วันนี้เขาได้หยุดเป็นพิเศษซึ่งโฮคุโตะก็ตั้งใจจะนั่งอ่านหนังสืออยู่กับบ้านหลังจากที่ไม่มีโอกาสได้ทำมานาน เพราะงานละครที่ถ่ายมาเป็นเดือน ๆ ควบคู่ไปกับการทำอัลบั้มของวงอีก ทำให้เขาแทบไม่ได้มีเวลาทำตัวตามสบายเลยแต่ในเมื่อตอนนี้อัลบั้มก็วางแผงแล้ว งานละครก็ปิดกล้องไปเรียบร้อย เขาก็มีเวลาว่างอยู่บ้าง

ชายหนุ่มลงไปจัดการกินข้าวเช้าที่คนเป็นแม่ทำไว้ให้ก่อนจะออกไป แล้วเก็บจานชามล้างเข้าที่ให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินขึ้นห้องไปหยิบหนังสือเล่มบางที่เขาซื้อไว้ตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อนแต่ยังอ่านไม่จบลงมานั่งเอนหลังพิงเก้าอี้อ่านที่ชานบ้าน รับลมเย็น ๆ ที่พัดเข้ามาในสวนอย่างสบายใจ

ชั่ววูบหนึ่งที่เขาเผลอคิดไปถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วง ที่ลมพัดเย็นแบบนี้เมื่อห้าปีก่อน

“วันนี้ก็มาอีกแล้วเหรอ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่ทำให้เขาส่งยิ้มตอบกลับไป “ก็มาเป็นปกติอยู่แล้วนี่ครับ”

“นั่นสินะ… อ่านเล่มนี้รึยัง สนุกมากเลยนะ” คนตรงหน้ายื่นหนังสืออีกเล่มมาให้เขา มันไม่ใช่หนังสือของห้องสมุด และถ้าให้เขาเดาก็คงไม่พ้นเป็นของส่วนตัวของคนตรงหน้าแน่ ดูจากสภาพของมันแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่าเจ้าของดูแลมันเป็นอย่างดีก็คงเป็นของใหม่ที่เพิ่งซื้อมา และโฮคุโตะที่อ่านหนังสือของรุ่นพี่ตรงหน้ามาแล้วหลายเล่มก็เดาต่อไปว่าคงเป็นหนังสือเล่มใหม่ของเจ้าตัวนั่นล่ะ

“หนังสือเล่มใหม่เหรอครับ”

“ใช่ ซื้อมาวันก่อน เพิ่งอ่านจบเมื่อเช้าเอง คิดว่านายน่าจะชอบ”

“น่าสนุกดีนะครับ”

ชายหนุ่มสะบัดศีรษะเล็กน้อย ไล่ความคิดและความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมากะทันหัน ตัดใจก้มลงไปอ่านหนังสือในมือต่อ พอดีกับที่มีเสียงเตือนจากโทรศัพท์อีกครั้ง

จูริส่งข้อความมาชวนทุกคนไปกินข้าวเที่ยงฉลองที่อัลบั้มของพวกเขาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทั้ง ที่เมื่อวานก็เพิ่งไปฉลองกับพวกสตาฟที่บริษัทไป เขาเห็นชินทาโร่ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว ส่วนไทกะขอตัวเพราะยังเหนื่อยจากละครเวทีเมื่อวันก่อน

มือกีตาร์หนุ่มจึงหันมาไล่เบี้ยกับโฮคุโตะต่อด้วยการใช้คำพูดอ้อนวอนแกมบังคับให้เขาไป เขาตอบตกลงอย่างช่วยไม่ได้ ความตั้งใจที่จะนั่งอ่านหนังสือให้จบเป็นอันต้องถูกเก็บพับไปก่อน

โฮคุโตะกดปิดไลน์ทิ้งแล้วหันไปเปิดทวิตเตอร์แทน เขามีทวิตเตอร์อยู่หลายแอคเคาต์ อันหนึ่งเป็นทวิตออฟฟิเชียล อีกอันเป็นทวิตเตอร์ที่ล็อกไว้เพื่อใช้คุยกับเพื่อนร่วมวง เพื่อนคนอื่น ๆ และคนรู้จัก อันสุดท้ายเป็นทวิตเตอร์ที่เขาใช้ปลอมตัวเป็นแฟนคลับของตัวเองเข้าไปเนียนคุยกับเหล่าแฟนคลับ เพื่อจะได้รู้ความคิดเห็น ข้อเสนอต่าง ๆ ที่เหล่าแฟนคลับมี

เขาเลือกเข้าไปนั่งไล่ดูทวิตที่ใช้คุยกับเพื่อนก่อน ชินทาโร่กับจูริแข่งกันทวีตรูปฮา ๆ โดยมีไทกะคอยตัดสินว่าอันไหนฮาอันไหนไม่ตลก โดยมีโมโรโฮชิ โชกิ เพื่อนสนิทของชินทาโร่ที่เป็นนักแสดงตลกช่วยดูให้อีกคนและไป ๆ มา ๆ ก็เข้าไปแข่งด้วยเสียอย่างนั้น

โฮคุโตะส่ายหน้า จัดแจงล็อกเอาท์แล้วเข้าไปเช็คทวิตอีกอันที่เขาปลอมเป็นแฟนคลับ ไม่มีอะไรมากมาย ต่างก็พากันพูดถึงอัลบั้มที่วางขายเมื่อวาน เมื่อเขาเห็นว่าผลตอบรับเป็นบวก เขาก็สบายใจและกดปิดอย่างไม่ได้ใส่ใจมากนัก แล้วขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าออกจากบ้าน

เขาใส่หน้ากากอนามัยก่อนจะออกจากบ้านและเดินไปรอรถเมล์ที่ป้าย เขาชอบนั่งรถเมล์กับรถไฟมากกว่าจะขับรถไปไหนมาไหนเอง โฮคุโตะชอบที่จะได้มองทิวทัศน์รอบข้างที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ กับผู้คนที่เดินขวักไขว่กันไปมา มันทำให้เขาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงรอบตัวที่ไม่สามารถสังเกตได้มากนักถ้าต้องไปประจำอยู่ตรงที่นั่งของคนขับรถ

แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว เขาก็อาจจะแค่ซึมซับความคิดของใครบางคนมามากกว่าที่คาดไว้ก็ได้

ไม่นานนักเขาก็ได้เข้ามาในร้านข้าวหน้าปลาไหลที่นัดกันไว้ เจ้าของร้านพยักหน้าแทนการทักทายให้ชายหนุ่มอย่างคุ้นเคย ร้านนี้เป็นร้านประจำของพวกไอดอลและเด็กฝึกในค่าย เขาเองก็มากินพร้อมคนอื่น ๆ มานาน จึงไม่แปลกที่จะสนิทสนมกับเจ้าของร้านไปด้วย

“อยู่ข้างในกันโน่นแหนะ เข้าไปได้เลย ๆ”

“ขอบคุณครับ” เจ้าของร้านที่เป็นชายวัยกลางคนเรียกให้โฮคุโตะเข้าไปข้างในพร้อมรอยยิ้ม ชายหนุ่มที่อายุอ่อนกว่าจึงยิ้มตอบแล้วเดินเข้าไปในห้องแยกที่ทางร้านจัดไว้ให้เป็นห้องส่วนตัวสำหรับแขกที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

เมื่อโฮคุโตะเปิดม่านเข้าไปก็เห็นเพื่อนร่วมวงอยู่กันพร้อมหน้า ไม่เว้นแม้แต่คนที่บอกว่าจะไม่มา เขาเลิกคิ้วนิดหนึ่งแล้วเอ่ยทัก

“ไหนว่าจะไม่มานี่ ไทกะ”

“ก็จูริมันโทรไปตื๊อ รำคาญเลยมา” คำตอบของไทกะทำให้เขากับชินทาโร่หัวเราะออกมา และยิ่งหัวเราะหนักเมื่อคนน่ารำคาญโวยวายประท้วง

“ก็เมื่อวานไปฉลองกันกับคนอื่น ๆ มาแล้วใช่มั้ยล่ะ วันนี้ก็ต้องมาฉลองด้วยกันเองถึงจะถูกต้อง” สายตาบ่งบอกว่าเอือมระอาของไทกะบอกความรู้สึกของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี

“เอาน่า ถือว่านาน ๆ ทีมากินข้าวด้วยกันแค่สี่คนไง” มือกลองน้องเล็กพยายามไกล่เกลี่ย แต่เหมือนว่าไทกะจะไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร

“เมื่อวานซืนก็เพิ่งไปกินราเมงกันสี่คน”

“ช่างเถอะ กินข้าวกันดีกว่า ฉันเริ่มหิวแล้ว” โฮคุโตะว่าพลางนั่งลงข้าง ๆ ไทกะที่หันไปสไลด์หน้าจอสมาร์ทโฟนต่อ

“เออ พรุ่งนี้ละครนายจะออนแอร์แล้วนี่ โฮคุโตะ” จูริทักก่อนจะกล่าวขอบคุณลุงเจ้าของร้านที่เอาข้าวหน้าปลาไหลเข้ามาเสิร์ฟ โฮคุโตะยกมือรับชามข้าวแล้วส่งไปให้เพื่อนข้างตัว

“ใช่ ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง ไม่ได้เล่นละครมานานแล้วด้วย อะ ไทกะรับนี่ไปที”

“ก็คงไม่เป็นยังไงหรอก นอกจากสาว ๆ จะกรี๊ดกับชายหนุ่มสุดคูลเหมือนเดิม” ชินทาโร่แซะ แล้วเริ่มตักข้าวเข้าปาก เขามารอคนอื่น ๆ ตั้งนาน หิวก็หิว แถมแต่ละคนยังมากันช้าอีกต่างหากเพราะฉะนั้นวันนี้เขาจะแซะทุกคนทุกครั้งที่มีโอกาส โทษฐานปล่อยให้เขานั่งหิวข้าวอยู่คนเดียว

“ก็คงไม่กรี๊ดมากเท่าตอนที่นายถอดเสื้อตีกลองหรอก” โฮคุโตะกระเซ้าขำ ๆ ให้คนโดนแหย่กลับโวยวาย แล้วเริ่มกินข้าวของตัวเองบ้าง

พวกเขาสี่คนนั่งพูดคุยกันไป กินข้าวไปอย่างสบาย ๆ บรรยากาศระหว่างพวกเขาเป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เริ่มรู้จักคุ้นเคยกันตอนที่โฮคุโตะเข้ามาเป็นเด็กฝึก ต่อมาพวกเขาก็ฝึกเล่นดนตรี และเมื่อเข้าวงด้วยกันได้ดี ทางค่ายก็อนุมัติให้พวกเขาเดบิวต์ในฐานะวงดนตรีได้ แม้ว่าจะต้องรับงานนอก  เช่น การถ่ายแบบลงนิตยสารหรือเล่นละคร เหมือนกับไอดอลคนอื่นในค่ายก็ตาม

โฮคุโตะโดนจับไปเล่นละครเป็นพัก ๆ ขณะที่ไทกะมักไปเป็นนักแสดงละครเวทีอยู่บ่อย ๆ ชินทาโร่เองก็ขยันไปเล่นดนตรีร่วมกับสมาชิกจากวงอื่น ค่ายเดียวกันบ้าง ต่างค่ายบ้างเสมอ ส่วนจูริก็ชอบไปรับงานดีเจมาทำ เพราะอย่างนั้น วงของพวกเขาจึงค่อนข้างมีประสบการณ์หลากหลายที่ช่วยเสริมงานในวงได้เป็นอย่างดี ซึ่งโฮคุโตะเองก็คิดว่าดีเหมือนกัน อย่างน้อย ๆ ใครบางคนก็จะได้เห็นเขาผ่านทางทีวีนอกเหนือจากรายการเพลงบ้าง ถ้าคน ๆ นั้นจะสนใจน่ะนะ

เวลาล่วงเลยเข้าบ่ายสองแล้วเมื่อพวกเขาตกลงปลงใจแยกย้ายกันกลับบ้าน ไทกะลากจูริไปซื้อของเป็นเพื่อนต่อเพื่อชดเชยการที่อีกคนตามตื๊อให้เขาออกจากบ้านมา ชินทาโร่ตั้งใจจะไปทำผมใหม่ เหลือโฮคุโตะที่เดินทางกลับบ้านอยู่เพียงคนเดียว

ชายหนุ่มนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่บนรถเมล์ พลางหมกมุ่นอยู่กับเดโม่เพลงที่ไทกะส่งให้เขาไปแต่งเนื้อร้องระหว่างกินข้าวหน้าปลาไหล วงของพวกเขาเป็นแบบนี้เสมอ ไทกะเป็นคนเขียนทำนองเพลง ส่วนคนเขียนเนื้อร้องก็แล้วแต่ว่าไทกะอยากให้ใครแต่งให้ หรือจะให้แต่งด้วยกัน และครั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของโฮคุโตะที่จะทำให้เพลงนี้เสร็จสมบูรณ์

เขามัวแต่นั่งฟังเพลงมากเกินไปกว่าจะรู้ตัวก็เมื่อสองสาววัยรุ่นที่นั่งอยู่ด้านหน้าคุยกันแล้วเขาก็บังเอิญได้ยินชื่อวงของพวกเขาจากปากของสองสาวนั่น

“นี่เธอ ๆ เห็นทวีตนั้นปะ ฉันเห็นด้วยกับเค้านะที่ว่าโฮคุโตะไม่เหมาะกับวงนี้เลย คนอื่น ๆ ดูเก่งกว่าตั้งเยอะแหนะ”

“ชู่ว เบา ๆ หน่อยสิเธอ แฟนคลับวงนี้ยิ่งเยอะ ๆ อยู่ ล่าสุดคนทวีตก็โดนถล่มจนต้องปิดแอคเคานต์หนีเลยไม่ใช่เหรอนั่น”

“คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง จะมีใครเดินมาด่าเราตรง ๆ กันล่ะ ฉันน่ะเห็นด้วยจริง ๆ นะ ไม่เหมาะเลยอะ ร้องเพลงก็งั้น ๆ เล่นคีย์บอร์ดก็งั้น ๆ มีดีที่หน้าตาอย่างเดียวน่ะแหละ”

“ก็จะเอาอะไรมากกับวงดนตรีจากค่ายไอดอลล่ะ ค่ายพวกนี้เขาก็เน้นหน้าตาคนในค่ายก่อนฝีมืออยู่แล้ว…”

เด็กสาววัยมัธยมปลายสองคนเปลี่ยนเรื่องคุยไปแล้ว แต่คำพูดพวกนั้นยังวนเวียนอยู่ในหัว จนโฮคุโตะต้องรีบหยิบเอามือถือออกมาเปิดทวิตเตอร์เช็ค มันเป็นอย่างที่สองสาวนั่นพูดจริง ๆ มีคนในทวิตเตอร์วิพากษ์วิจารณ์ไว้ ว่าเขาฝีมือไม่ถึงจะเล่นดนตรีรวมในวงกับเพื่อนคนอื่น ๆ ได้

ไม่นานนักรถเมล์ก็ขับมาจอดบริเวณป้ายที่เขาต้องลงพอดี โฮคุโตะเดินลงจากลงด้วยความรู้สึกหนักอึ้งผิดกับตอนที่เขาเพิ่งขึ้นรถออกไป คำพูดของเด็กนักเรียนที่เขาได้ยินบนรถกับคำตำหนิในทวิตเตอร์ลอยวนเวียนอยู่ในหัวอย่างสลัดไม่หลุด

เขารู้ว่าตัวเองไม่ได้มีเซ้นส์ด้านดนตรีเหมือนไทกะ ไม่ได้มีพลังงานล้นเหลือแบบชินทาโร่ ทั้งยังไม่ได้มีความสามารถที่หลากหลายอย่างที่จูริมี สิ่งเดียวที่ทำให้เขามาอยู่ตรงนี้ได้คือความพยายามที่จะดันตัวเองขึ้นมาก็เท่านั้น

โฮคุโตะไม่กล้าพูดว่าตัวเองพยายามเต็มที่แล้ว เขาก็แค่ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้มาตลอด และเขาก็คิดว่ามันน่าจะมากพอที่เขาจะไม่ต้องเสียใจทีหลัง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิดไปมหันต์

เมื่อเขากลับมาถึงบ้านก็ไม่นึกอยากทำอะไรทั้งนั้น ล้มตัวลงนอนบนเตียง ภาพความสุขทั้งจากไลฟ์คอนเสิร์ตหรือแม้แต่การฉลองที่อัลบั้มขายได้ดีดูเลือนราง ราวกับว่าเขาเพิ่งนอนหลับฝันไป แล้วต้องตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริง

สมาร์ทโฟนในกระเป๋าของเขาดังขึ้นเขากดรับสายเมื่อเห็นชื่อว่าแม่ของตนโทรมาชายหนุ่มแสร้งพูดด้วยเสียงร่าเริงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเป็นห่วง ดูเหมือนคุณนายมัตสึมุระกับสามีจะถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้วและเมื่อคนเป็นแม่ถามถึงเรื่องในทวิตเตอร์ เขาก็ทำเหมือนไม่แคร์ บอกว่าก็แค่พยายามให้มากขึ้น ฝึกฝนให้มากขึ้นเท่านั้น

กว่าแม่ของเขาจะยอมวางสาย เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบชั่วโมง เพราะคุณนายมัตสึมุระจะต้องสอบถามจนเกือบจะเป็นคาดคั้นให้แน่ใจว่าลูกชายคนเล็กไม่เป็นอะไรจริง ๆ พอคุณนายวางใจได้แล้ว จึงเอ่ยปลอบต่ออีกพักใหญ่แล้วค่อยวางสาย ถึงแม้ว่าคำปลอบโยนของมารดาจะช่วยให้โฮคุโตะรู้สึกดีขึ้นมาก แต่ความหน่วงในจิตใจก็ไม่ได้หายไปทั้งหมด

โฮคุโตะแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมาซ้อมในวันรุ่งขึ้นได้อย่างไร เขาจำอะไรแทบไม่ได้เลยว่าหลังจากวางสายจากมารดาไปแล้วเขาไปทำอะไรยังไงมาบ้าง กระทั่งเมื่อเสียงทักของคนอื่น ๆ ที่เพิ่งมาถึงห้องซ้อมประจำดังขึ้น เขาจึงได้รู้สึกตัวว่าตัวเองอยู่ที่ไหนและต้องทำอะไรต่อ

ทุกคนรุมถามไถ่เขาอย่างเป็นห่วง เขาก็ยิ้มรับ หัวเราะเล่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและเข้าซ้อมดนตรีอย่างปกติ

ทุกคนบอกเขาว่าอย่าคิดมาก ก็แค่แอนตี้แฟนคะนองปาก ทุกคนบอกว่าตำแหน่งที่เขายืนอยู่ตรงนี้เขาคือคนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาคิดตกแต่อย่างใด

เขาไถทวิตเตอร์เล่นเรื่อยเปื่อยระหว่างพักซ้อม หลาย ๆ คนส่งข้อความให้กำลังใจเขา โฮคุโตะรู้สึกขอบคุณเหล่าแฟนคลับของตัวเขาเองและของวงมาโดยตลอด แต่ข้อความนับสิบเหล่านี้ก็เป็นเหมือนกับคำพูดของคนรอบตัวของเขา ที่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นสักเท่าไหร่

มือคีย์บอร์ดหนุ่มอ่านไปเรื่อย ๆ จนสะดุดกับทวีตหนึ่งของคนที่น่าจะเป็นแฟนบอยของวง วงของเขาเป็นวงดนตรีร็อกดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีแฟนบอยอยู่มาก แม้ว่าจะมีแฟนเกิร์ลในปริมาณที่มากกว่าก็ตาม ทวีตของแฟนบอยคนนั้นเป็นทวีตรูปภาพที่เขียนข้อความประมาณสองสามรูปที่เจ้าของทวีตเขียนกำกับถึงเขา

ไม่มีใครในโลกที่ไม่เคยโดนด่า ยิ่งอยู่ในแสงไฟสว่างมากเท่าไหร่ คำติเตียนที่เป็นเหมือนเงามืดย่อมมีมากขึ้นเท่านั้น มันอยู่ที่ว่าคน ๆ นั้นจะเอาคำพูดพวกนั้นกลับมาคิดมากแค่ไหน เอากลับมาบั่นทอนตัวเองหรือจะเอามันกลับไปฮึดแล้วสู้ต่อ ถ้าวันนี้ยอมแพ้ ก็เท่ากับว่ายอมรับว่าไม่มีดีพออย่างที่คนอื่นเขาว่าไว้ แต่ถ้ายังอยากจะไปต่อ ก็อยากให้รู้ไว้ว่ายังมีคนที่พร้อมจะเป็นกำลังใจให้และจะคอยสนับสนุนต่อไป

นัยน์ตาของโฮคุโตะสั่นไหว มือกำโทรศัพท์แน่นขณะที่ภาพเรื่องราวเก่า ๆ ที่ผ่านมานานแล้วได้หวนกลับคืนมา

เหมือนมาก เหมือนกับที่คนคนนั้นเคยพูดเอาไว้

“ความจริงแล้ว ผมอยากเป็นไอดอลล่ะ” ร่างสูงกว่าหันกลับมามองเขาด้วยท่าทางไม่เชื่อสายตา ทำให้เขาต้องย้ำคำพูดตัวเอง “ผมพูดจริง ๆ นะ ทำไมพี่มองหน้าผมแบบนั้นล่ะ”

คนอายุมากกว่าหัวเราะเบา ๆ แล้วเอ่ยตอบ “ก็ดูท่าทางนายไม่เหมือนคนที่อยากเป็นดาราเข้าวงการบันเทิงเลยนี่นา”

เขาทำหน้างอ อีกคนยิ่งหัวเราะหนักขึ้น และเมื่อเสียงหัวเราะหยุดลง ความเงียบก็เข้าครอบงำบรรยากาศโดยรอบ เขาขยับตัวกำลังจะอ้าปากพูด ชายหนุ่มอีกคนก็พูดขึ้นมาเสียก่อน

“แล้วไม่ไปลองดูล่ะ”

“เอ๊ะ”

“ลองไปสมัครออดิชันดูไง ถ้าอยากเป็นก็ต้องเริ่มจากการหาสังกัดไม่ใช่เหรอ”

“ใช่ครับ แต่ว่า… ผมลองไปสมัครมาตั้งหลายที่แล้วก็ไม่มีอะไรตอบกลับมาเลย สงสัยว่าจะไปไม่รอด…” เขาว่าเสียงอ่อย พอไม่ติดหลาย ๆ ที่เข้าก็เลยนึกท้อใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น จนตอนนี้เขาก็เริ่มคิดจะไปทำอย่างอื่นแทนแล้ว

“จะยอมแพ้แค่นี้ได้ยังไง ถ้าอยากจะเป็นไอดอลให้ได้ก็ต้องสู้สิ ไม่งั้นก็เหมือนกับยอมรับว่าตัวเองไม่มีทางเป็นไอดอลได้จริง ๆ อย่าลืมนะว่ายังมีใครอีกหลายคนที่พร้อมจะสนับสนุนนาย”

คำพูดนั้น ทำให้เขาตัดสินใจลองส่งใบสมัครดูอีกครั้ง แล้วครั้งนี้เขาก็ติด ผ่านออดิชัน และกลายมาเป็นเขาในวันนี้ได้

โฮคุโตะอ่านข้อความนั้นซ้ำไปมาสักพักแล้วจึงปิดมันลงวางโทรศัพท์ลงข้างตัว พอดีกับที่ชินทาโร่เดินมานั่งข้าง ๆ

“เป็นไงบ้าง โฮคุโตะ”

“ไม่เป็นไรหรอก ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะ”

“อย่าคิดมากนะ”

“รู้แล้วน่า พูดเป็นอยู่คำเดียวรึไงนาย”

ชายหนุ่มหัวเราะเมื่อชินทาโร่โวยวายว่าไม่น่าเสียเวลาเป็นห่วงเลย ความรู้สึกหนักอึ้งในใจเบาบางลง นั่นสินะ ถ้าคนอื่นคิดว่าเขาไม่ดีพอ เขาก็จะลบคำสบประมาทพวกนั้นให้ได้

หลังจากซ้อมเสร็จ โฮคุโตะชวนทุกคนไปกินราเมงอย่างที่ไม่ค่อยจะได้ทำ ก่อนจะลากทุกคนไปคาราโอเกะต่อ แม้คนอื่นจะดูสบายใจขึ้นบ้างเมื่อเห็นว่าเขาไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ก็อดงงกับการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ชนิดหน้ามือเป็นหลังมืออย่างรวดเร็วของเขาไม่ได้ จูริถึงกับเอ่ยปากถามว่าเขาป่วยหรือไข้ขึ้นอะไรรึเปล่า ส่วนไทกะก็แขวะขำ ๆ ว่าเขาทำตัวแปรปรวนเหมือนผู้หญิงเวลามีประจำเดือน มีเพียงชินทาโร่ที่ตบไหล่เขาทีหนึ่งแล้วไม่พูดอะไรต่อ

โฮคุโตะแอบเห็นด้วยกับไทกะเหมือนกัน พอได้เห็นทวีตนั้นเขาก็คิดตก และเมื่อคิดตกก็ไม่ทุกข์ไม่เครียดยิ่งตอนที่ละครที่เขาร่วมแสดงออกอากาศแล้วได้รับเสียงตอบรับในทางบวก เขายิ่งสบายใจและอยากทำอะไรเพื่อเป็นการไถ่โทษที่ทำให้เพื่อนร่วมวงต้องทนกับบรรยากาศอึมครึมเพราะเขามาทั้งวัน

เขากดติดตามเจ้าของทวีตนั้นไว้ด้วยแอคเคาต์ที่ปลอมเป็นแฟนคลับ ดูเหมือนอีกคนจะชื่นชอบผลงานของ F Tone และของเขาพอสมควรจากการตามอ่านทวีตย้อนหลังหลายเดือน แต่ยิ่งอ่าน โฮคุโตะยิ่งนึกถึงคนที่อยู่ในความทรงจำจนเกิดความรู้สึกอยากจะเข้าไปทักทายด้วย ทั้งที่ปกติเขาเป็นคนขี้อายที่ไม่กล้าเข้าไปคุยกับใครก่อน

แต่สุดท้ายเขาก็เข้าไปทำความรู้จักและกลายเป็นเพื่อนในทวิตเตอร์กับเจ้าของทวิตเตอร์นาม NorthStarInTheSky จนได้

ลิวอิส เจสซี่วางแผ่นซิงเกิลที่เพิ่งซื้อมาหมาด ๆ ลงบนโต๊ะรับแขกในห้องนั่งเล่น  ตามด้วยร่างสูงที่ทิ้งตัวลงบนโซฟานอนเหยียดยาวพลางคลายเนกไทที่คอให้หลวมขึ้นพร้อมปลดกระดุมเม็ดบนสุด ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปหยิบเอาแท็บเล็ตของตัวเองออกมาเช็คทวิตเตอร์

แต่ไหนแต่ไรมา เจสซี่ไม่คิดจะเล่นทวิตเตอร์เลยสักนิด กระทั่งเขาเห็นข่าววงดนตรีน้องใหม่ที่กำลังจะเดบิวต์จากค่ายไอดอลชื่อดัง ทำให้หนุ่มลูกครึ่งอเมริกาตัดสินใจเริ่มเล่นทวิตเตอร์เพื่อติดตามข่าวสาร และตอนนี้เขาก็เล่นทวิตเตอร์รวมถึงเป็นแฟนคลับของวง F Tone มาได้สามปีแล้ว

ถ้าถามเขาว่าทำไมเขาถึงชอบวงนี้ เขาสามารถตอบได้ไม่ยากเลยว่าเขาชอบแนวเพลงของวงนี้ ที่เน้นเพลงร็อกเป็นหลัก ทั้งยังชอบเมโลดี้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมไปถึงไม่ได้เป็นวงที่มีดีแค่เล่นดนตรี แต่ยังมีความสามารถอื่น ๆ อีก อย่างเคียวโมโตะ ไทกะที่เล่นละครเวที หรือมัตสึมุระ โฮคุโตะที่เล่นละครด้วยอย่างไรเล่า

โดยไม่ได้บอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาชื่นชอบมือคีย์บอร์ดของวงมาตั้งแต่ก่อนจะเดบิวต์แล้ว

เขาเห็นโฮคุโตะในทีวีเวลาที่ไปเต้นเป็นแบ็คแดนเซอร์ให้วงรุ่นพี่ในค่ายเวลาไปออกรายการเพลงต่าง ๆ เจสซี่ที่สะดุดตากับเด็กคนนี้ จึงได้ตามดูงานของอีกคนจากการให้สัมภาษณ์ในนิตยสารหรือรายการต่าง ๆ แล้วสุดท้ายเขาก็กลายเป็นแฟนคลับของคนอายุน้อยกว่าโดยปริยาย

เขาชอบความพยายามไม่ยอมแพ้นั่น เขาชอบความขี้อายอย่างคาดไม่ถึงที่ดูขัดกับภาพลักษณ์เท่ ๆ โดยเฉพาะเวลาที่ได้เห็นอีกฝ่ายไม่ว่าจะในนิตยสารหรือทีวี มันก็มักจะทำให้เขานึกถึงความทรงจำเก่า ๆ ตั้งแต่สมัยเขาอยู่มัธยมปลาย

เขาอดอมยิ้มไม่ได้ เมื่อสายตามองเห็นเด็กหนุ่มรุ่นน้องที่ห่างกันสองชั้นปีกำลังขะมักเขม้นเลือกหนังสืออยู่ในชั้นหนังสือที่รายเรียงกันในห้องสมุด

ตั้งแต่เขาโดนครูบรรณารักษ์ที่เป็นญาติกันขอให้มาเป็นบรรณารักษ์ผู้ช่วยในตอนเย็นหลังเลิกเรียน เขาก็เห็นเด็กคนนี้มาห้องสมุดตลอดแทบทุกวัน มาหาหนังสืออ่านบ้าง มานั่งทำงานบ้าง ตั้งแต่สมัยที่อีกฝ่ายยังเป็นเด็กม.ต้นด้วยซ้ำ

เขาพอจะได้ยินมาจากเพื่อนสนิทที่เป็นเจ้าพ่อกรมข่าวมาบ้างว่าเด็กคนนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ ทั้งในและนอกโรงเรียนด้วยท่าทางนิ่ง ๆ ที่ดูเข้าถึงยาก แต่ภาพที่เขาเห็นตรงหน้ากลับเป็นแค่เด็กหนุ่มที่เผลอยิ้มจนเห็นเขี้ยวเวลาที่เจอหนังสือที่ถูกใจเท่านั้นและก็ทำให้เจสซี่อดคิดขึ้นมาไม่ได้

น่ารักดีแฮะ

เจสซี่ยิ้มบางให้กับภาพในความทรงจำ แล้วหันกลับมาสนใจทวิตเตอร์ในหน้าจอแท็บเล็ตต่อ  ในไทม์ไลน์ไม่มีอะไรมาก จะมีก็แต่เพื่อนในโลกออนไลน์คนหนึ่งส่งข้อความมาถามเขาว่าซื้อแผ่นเพลงซิงเกิลใหม่ของ F Tone แล้วหรือยัง

เขาพิมพ์ตอบกลับไปว่าซื้อแล้ว แต่ยังไม่ได้ฟัง แล้วก็ส่งสติ๊กเกอร์เยาะเย้ยกลับไปเล็กน้อย เมื่อทางนั้นตอบกลับมาเชิงบ่นว่ายังหาเวลาไปซื้อไม่ได้

เจ้าของทวิตเตอร์ชื่อ ForeverTONE เป็นเพื่อนในโลกทวิตเตอร์เพียงคนเดียวของเจสซี่ เขาไม่ค่อยกล้าเข้าไปคุยกับแฟนคลับคนอื่นเท่าไหร่นัก มีเพียงคนนี้คนเดียวที่เข้ามาทักเขาหลังจากที่เขาทวีตรูปที่แคปมาจากที่เขาพิมพ์ลงในมือถือหลังจากคอนเสิร์ตเมื่อครึ่งปีก่อนที่มีคนออกมาวิจารณ์มือคีย์บอร์ดหนุ่มว่าไม่ดีพอจะเข้าไปอยู่ในวง

พอเห็นคำพูดพวกนั้นแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะเขียนอะไรสักอย่างให้คนที่เขากังวลว่าจะเสียกำลังใจจนท้อ

เจสซี่เผลอหัวเราะเสียงดัง เมื่อคนโดนเยาะเย้ยพิมพ์โวยวายยาวเหยียดตอบกลับมาหลายทวีต เขาส่งอีโมติคอนหน้าคนหัวเราะส่งไปให้ แล้วเปลี่ยนเรื่องไปถามว่าอีกฝ่ายได้ดูรายการเพลงเมื่อวานแล้วหรือยังแทนและระหว่างรอให้อีกคนตอบกลับมา เขาก็วางแท็บเล็ตลง ลุกขึ้นและเดินไปทำอาหารเย็นกิน

เขาเป็นวิศวกรในบริษัทแห่งหนึ่ง มีรายรับค่อนข้างมั่นคงเพราะเขาได้เปรียบด้านภาษาจากการที่มีพ่อเป็นครูสอนภาษาอังกฤษชาวอเมริกา และเพราะบริษัทที่สั่งย้ายเขาจากสาขาย่อยที่ชิสึโอกะมาที่สาขาใหญ่ในโตเกียว พลอยทำให้เขาต้องออกมาอยู่คนเดียวตั้งแต่สองปีก่อน ชีวิตหนุ่มโสดที่ไม่มีแฟนสาวมาคอยดูแลก็ต้องจัดการเองหมดทุกอย่างตั้งแต่ซักผ้ายันทำกับข้าว

ร่างสูงนั่งกินข้าวไป พลางกดเปิดเพลงใหม่ที่เพิ่งซื้อมาฟัง เขาเคยฟังเพลงนี้มาก่อนแล้วในรายการเพลงเมื่อวาน แต่ยังไม่เคยได้ฟังแบบที่ไม่มีเสียงรบกวนอื่น ๆ เขาลงความเห็นว่าเพลงนี้คนเขียนเนื้อร้องคงไม่พ้นโฮคุโตะแน่นอน เพราะเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงคนรักที่ไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกัน แต่ก็ยังคงเป็นแรงผลักดันให้ก้าวเดินต่อไปได้ เพลงที่เกี่ยวกับความรักที่ไม่สมหวังเป็นสไตล์ประจำตัวของนักดนตรีหนุ่ม แม้ว่าตัวคนเขียนจะเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเจ้าตัวหลงรักเรื่องราวแบบนี้มาจากนิยายที่ชอบมากที่สุดก็ตาม แต่เจสซี่มักจะแอบคิดทุกครั้งที่ได้ยินเพลงที่โฮคุโตะแต่งว่าเจ้าตัวคงเขียนให้คนรักที่คงไม่ได้อยู่ด้วยกันเพราะเหตุผลอะไรสักอย่างมากกว่า เพราะเนื้อหามันตรงกับความรู้สึกของคนที่แอบรักใครสักคนที่ไม่อาจอยู่ข้างๆด้วยได้อย่างเขาเหลือเกิน

หลังเก็บกวาดจานกินข้าว และอาบน้ำอาบท่าจนเรียบร้อยแล้ว เจสซี่ก็เดินกลับมายังแท็บเล็ตที่ถูกวางทิ้งไว้บนโซฟา หยิบติดมือเข้าไปในห้องนอนด้วย

เขาเปิดทวิตเตอร์ดูอีกครั้ง ForeverTONE ตอบกลับมาแล้ว อีกฝ่ายตอบว่าดูแล้ว และถามเขากลับว่าเขาดูแล้วหรือยัง คิดว่าอย่างไรบ้าง ซึ่งเจสซี่ก็พิมพ์ตอบไปตามที่คิด

พวกเขามักนั่งวิเคราะห์กันถึงงานต่าง ๆ ของวงในทวิตเตอร์เสมอ ไม่ว่าจะงานเพลง ละคร ละครเวที หรืองานอื่น ๆ ที่มีการเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน ทางโน้นมักเอ่ยถามความคิดเห็นของเขา ส่วนเขาเองก็เป็นพวกชอบคิดวิเคราะห์ พอมีเพื่อนที่น่าจะคุยกันได้ก็เผลอวิจารณ์ไปเสียยืดยาว อีกคนเองก็รับฟังและนั่งถกเถียงด้วยกันได้โดยไม่เอียงเข้าข้างวงที่ชอบมากเกินไปจนเกิดเป็นอคติบังตาขวางหู ทำให้เจสซี่ค่อนข้างชอบเพื่อนคนนี้มากขึ้นทุกที

ครั้งนี้เขาว่าเรื่องเครื่องเสียงของรายการที่ดูเหมือนจะมีปัญหาตอนช่วงที่ F Tone ขึ้นแสดงเป็นประเด็นหลัก เช่นเดียวกันเพื่อนในโลกออนไลน์ก็เห็นด้วยและถามเขาเกี่ยวกับเรื่องตัวเพลงต่อซึ่งเขาก็แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่

ชายหนุ่มลูกครึ่งค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองไม่สามารถไปตำหนิเรื่องเนื้อเพลงบางจุดที่น่าจะปรับให้สละสลวยกว่านี้ หรือบ่นเรื่องทำนองบางท่อนที่อาจไม่ตรงใจเขากับแฟนคลับคนอื่น ๆ ได้ ถ้าขืนพูดไปก็มั่นใจได้เลยว่าเขาโดนถล่มเละเทะเป็นแน่นับว่าเป็นโชคดีของเจสซี่ที่เพื่อนคนนี้มีนิสัยเดียวกันกับเขา ถึงเข้ากันได้ดีเหมือนกับที่เด็กคนนั้นเคยทำ

“พี่คิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นยังไงบ้างครับ” เด็กหนุ่มรุ่นน้องว่าพลางบุ้ยใบ้มาทางนิยายสืบสวนสอบสวนที่เขาอ่านอยู่

“อ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอน่ะ”

“ครับ แต่ผมอยากรู้ว่าพี่คิดยังไงบ้างนี่นา”

“ก็สนุกดีนะ แต่ติดที่อ่านยากไปหน่อย มีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่มากเกินไป ทำให้คนอ่านหลงประเด็นเอาง่าย ๆ”

“แต่พวกรายละเอียดพวกนั้นก็นำไปสู่บทสรุปไม่ใช่เหรอครับ”

“นั่นสินะ แล้วที่นายอ่านอยู่ล่ะ เป็นยังไงบ้าง” เขาว่าพลางมองนิยายรักโรแมนติกใส ๆ ที่ไม่เข้ากับคนอ่านที่เป็นผู้ชายอกสามศอกเลยสักนิด แต่เขาคงไม่พูดอะไรมากเกี่ยวกับความชอบของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หรอก ของแบบนี้มันก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคนนั่นล่ะ

“สนุกครับ นี่ผมลุ้นมากเลยว่าคู่พระนางจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันรึเปล่า ตอนนี้นิยายเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ผมชอบที่สุดไปแล้วล่ะ” คนอายุน้อยกว่าว่าพร้อมรอยยิ้มเห็นเขี้ยวอย่างที่เจสซี่ชอบมาตลอด

เขายิ้ม เผลอยื่นมือไปลูบหัวอีกคนเบา ๆ “สนุกก็ดีแล้วแหละเนอะ”

แจ้งเตือนในทวิตเตอร์เด้งขึ้นมาอีกครั้งให้เขากดเปิดดู แล้ววิศวกรหนุ่มก็ได้ส่ายหน้าให้กับหน้าจอมือถือที่ฉายรูปฮันนี่โทสต์ที่เจ้าของทวิตเตอร์ ForeverTONE ทวีตพร้อมเมนชั่นชื่อเขาและบอกว่า “ฮันนี่โทสต์อร่อยมาก~”

เจสซี่กดส่งรูปไดฟุคุสตรอเบอร์รี่ที่เพิ่งทำเองเมื่อวานซืนไปแทนคำตอบ และก็ได้ฟีดแบ็กกลับมาเป็นข้อความโอดครวญเพราะความอยากกินของคนที่น่าจะกำลังกินขนมปังอยู่ เขาจึงบอกไปว่ามีที่บ้านอีกตั้งเยอะ ผลไม้ก็สด ทั้งยังอร่อยมากด้วย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้เขาแอบสะใจอยู่ไม่น้อย เขาตั้งใจจะส่งอีโมติคอนกลับไปเป็นการปิดท้าย แต่กลับมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาเสียก่อน

“มีอะไรรึเปล่า โคจิ” โคจิ ยูโกะ เพื่อนซี้ของเขาโทรมา ทำให้เขากดรับอย่างไม่คิดอะไรมาก พวกเขาสนิทกันมาตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่ง แม้ว่าจะเรียนจบมาได้เกือบสามปีแล้วแต่พวกเขาก็ยังสนิทกันเหมือนเดิม

//พรุ่งนี้ว่างมั้ย จะชวนไปกินข้าวกัน//

“ก็ได้อยู่นะ แล้วคิชิล่ะ ไปด้วยกันมั้ย” เจสซี่ถามถึงเพื่อนร่วมก๊วนอีกหนึ่งคนที่เกาะกลุ่มอยู่ด้วยกันกับพวกเขาอย่างเหนียวแน่นมาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย

//ไป ๆ หมอนั่นเป็นคนต้นคิดล่ะ แต่มันฝากฉันโทรหานายด้วย เพราะแบตมือถือจะหมด ตกลงไปใช่ปะ//

“ไปสิ แล้วเจอกันที่ไหนล่ะ ที่เดิม?”

//อือ ที่เก่าเวลาเดิมนั่นแหละ แล้วเจอกัน//

“เจอกัน”

เจสซี่ยิ้มบาง พรุ่งนี้ที่กะว่าจะใช้เวลานั่งอ่านหนังสือคงไม่ได้ทำแล้ว แต่การได้ไปกินข้าวกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานก็เป็นสิ่งที่น่าดีใจสำหรับเขาที่หลังจากเรียนจบมาก็หาเวลาเจอเพื่อนได้น้อยเหลือเกิน

แต่เขาก็ลืมเรื่องสำคัญไปอย่างหนึ่งเหมือนกัน

“เมื่อไหร่นายจะมีแฟนน่ะ” คำถามยอดฮิตถูกส่งมาจากคิชิ ยูตะ เพื่อนร่วมแก๊งที่ตัวเตี้ยที่สุดในกลุ่มทำให้เจสซี่ตัดสินใจหันไปหายูโกะเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่สายตาอยากรู้เต็มที่ที่มองตอบกลับมาเล่นเอาร่างสูงรู้สึกเหมือนไร้ที่พึ่ง

“อ่า ก็ยังไม่อยากมีน่ะ” เขาตอบกลาง ๆ แล้วพยายามบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่อง ทั้งหันไปเรียกบริกรมาเติมน้ำ และถามเพื่อน ๆ ว่าอยากทานอะไรเพิ่มอีกหรือไม่ แต่ยูโกะที่วกเรื่องกลับมาที่เดิมก็ทำให้เจสซี่อยากจับหัวเพื่อนจุ่มลงไปในหม้อชาบูแทนเนื้อมันเสียเดี๋ยวนั้น ทำไมทุกครั้งที่เจอหน้ากันแต่ละคนถึงได้ชอบถามเขาเรื่องนี้กันจังนะ

“แล้วตกลงว่าไง เมื่อไหร่จะมีแฟน”

“ก็บอกแล้วไงว่ายังไม่อยากมี เลิกพูดถึงเรื่องนี้เถอะน่า”

“แต่ฉันเสียดายความหล่อนายอะ ถ้าฉันหน้าตาดีได้สักครึ่งของนายบ้างฉันจะหาแฟนสวย ๆ มาควงสักคน” ยูตะว่าพลางคีบชิ้นเนื้อจุ่มน้ำจิ้มแล้วเอาเข้าปากด้วยหน้าตาเซ็งเล็ก ๆ แต่เจสซี่ก็พอจะเห็นแววตาวูบไหวของเพื่อนอยู่ราง ๆ ก่อนที่มันจะจางไปอย่างรวดเร็ว และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มลูกครึ่งเริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาลาง ๆ

“มีปัญหากับยูกะเหรอ” เขาถามช้า ๆ ไม่แน่ใจว่าควรพูดถึงดีมั้ยยูกะเป็นแฟนของยูตะ ทั้งคู่คบกันมาได้เกือบปีแล้ว อันที่จริงทั้งเจสซี่และยูโกะก็เห็นคนทั้งคู่คบกันดีมีความสุขมาโดยตลอดกระทั่งช่วงหลัง ๆ ที่เริ่มมีปัญหาทะเลาะกันบ่อย ๆ

“เลิกแล้วล่ะ… เขาไปมีคนใหม่ว่ะ” ยูโกะโอบไหล่เพื่อนที่วางตะเกียบลงกับจาน ท่าทางซึม ๆ ที่พวกเขาไม่เคยชินจากเพื่อนสนิทที่ร่าเริงที่สุดในกลุ่ม ทำให้คนมองสองคนรู้สึกแย่ไปพอควร

“ไม่เป็นไรนะ อย่างนายน่ะหาใหม่ได้อยู่แล้ว”

เจสซี่มองภาพของยูโกะที่กำลังปลอบยูตะแล้วอดนึกสงสัย ระหว่างคบกันแล้วเลิกกันทีหลังอย่างยูตะ หรือไม่สามารถสารภาพรักได้เลยอย่างเขา อันไหนมันจะเจ็บกว่ากัน

สุดท้ายแล้วการมานั่งกินข้าวด้วยกันของพวกเขาก็กลายเป็นการนั่งปลอบใจเพื่อนไปเสียอย่างนั้น แต่เจสซี่ก็คิดว่าดีแล้วที่ยูตะเลือกที่จะมาหาพวกเขา ไม่ได้หมกตัวนั่งร้องไห้เศร้าอยู่คนเดียวแล้วไม่บอกใครเลยว่าเกิดอะไรขึ้น

ขากลับ ยูโกะตัดสินใจลากเอายูตะกลับไปด้วย โดยบอกว่าไม่อยากให้อีกคนอยู่คนเดียว เจสซี่จึงเสนอตัวไปค้างบ้านยูโกะด้วยอีกคน แต่ยูโกะก็ปฏิเสธว่าไม่เป็นไร เขาคนเดียวคงพอดูยูตะได้อยู่ คนอกหักที่พยายามทำตัวร่าเริงเลยโวยวายเล็กน้อยพอเป็นพิธี แล้วก็โดนยูโกะลากหายไป

ระหว่างนั่งรถกลับคอนโด ชายหนุ่มลูกครึ่งก็เผลอคิดถึงเรื่องราวของตัวเอง

หลายคนรอบตัวชอบถามเขาว่าเมื่อไหร่จะมีแฟน เขาตอบไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากมี เพียงแต่คนที่อยากให้มาอยู่เคียงข้างเป็นคนที่เขาไม่อาจดึงมาอยู่ข้างกันได้ก็เท่านั้น แล้วเขาก็ยังเลิกรักคน ๆ นั้นไม่ได้ เขาจึงยังไม่คิดจะมีแฟน แต่เจสซี่ไม่ได้นึกเดือดร้อนหรือเสียใจอะไร เพราะถึงจะยังรัก ทว่าเวลามันผ่านมานานจนความเจ็บมันจางไปมากแล้วเขาในตอนนี้แค่รักไปเรื่อย ๆ เท่านั้น

โทรศัพท์ในมือเขาสั่นเรียกให้เจสซี่กลับมาสู่โลกความจริง เมื่อเขาปลดล็อกโทรศัพท์ดู จึงได้เห็นว่าเป็นแจ้งเตือนว่าเพื่อนในโลกทวิตเตอร์ส่งรูปแผ่นเพลงใหม่ของวง F Tone มาให้ ท่าทางอีกฝ่ายจะหาเวลาไปซื้อมาได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วิศวกรหนุ่มส่งยิ้มให้กับแคปชั่นที่อีกคนเมนชั่นถึงเขาว่า “ได้มาแล้วล่ะ จะเปิดฟังละนะคร้าบบ~” เจ้าของทวิตเตอร์ ForeverTONE ช่างเป็นคนที่ร่าเริงได้ตลอดจริง ๆ

เขาไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าส่งอีโมติคอนหน้ายิ้มกลับไปรอคอยให้ทางนั้นตอบกลับมา แล้วพวกเขาก็เริ่มคุยกัน

นอกจากโฮคุโตะแล้ว บางทีคนที่เขากำลังสนทนาด้วยอาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาลืมรักครั้งนั้นไม่ลง

เจสซี่มักรู้สึกได้ถึงความคุ้นเคยบางอย่างที่ผ่านมาจากข้อความต่าง ๆ วิธีการใช้คำ วิธีการวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ รวมไปถึงสิ่งที่อีกฝ่ายชอบ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เพลง หรือหนังสือ มันชวนให้เขาคิดถึงคนในความทรงจำคนนั้นเหลือเกิน ทั้งสองคนเหมือนกันมากจนบางครั้งเขาก็เผลอคิดไปว่าเขากำลังคุยอยู่กับคนที่ตัวเองคิดถึง แม้เขาจะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นไปไม่ได้ก็ตาม

ชายหนุ่มหยุดพิมพ์ตอบโต้ไปมาเมื่อรถประจำทางใกล้จะมาถึงจุดหมาย เขาเก็บโทรศัพท์มือถือลง พลางสะบัดหัวไล่ความคิดแปลก ๆ ออกไปให้หมด ย้ำกับตัวเองอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ว่าเพื่อนทางทวิตเตอร์ของเขาไม่มีทางเป็นคนเดียวกันกับคนคนนั้นเด็ดขาด

โฮคุโตะฮัมเพลงในลำคอเบา ๆ ขณะส่งรูปถ่ายมินิโฟโต้บุ๊คของวงที่แถมไปกับซิงเกิลใหม่ที่เพิ่งวางแผงแล้วกดส่งไปทางทวิตเตอร์ โดยไม่ลืมที่จะเมนชั่นถึงเพื่อนที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ด้วย เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเจ้าของทวิตเตอร์ NorthStarInTheSky ไม่ได้มินิโฟโต้บุ๊คอันนี้เป็นแน่ เพราะอีกคนไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย

ตามคาดอีกฝ่ายโวยวายกลับมายกใหญ่ว่าตนอุตส่าห์ไปซื้อตั้งแต่วันแรกที่ซิงเกิลวางแผงแต่ไม่ได้ ขณะที่เขา (ซึ่งทางนั้นเข้าใจว่าไปซื้อทีหลัง) กลับได้มาครอบครอง และนั่นก็ทำให้โฮคุโตะแอบรู้สึกสะใจเล็กน้อย ถือเสียว่าเป็นการเอาคืนจากที่ชอบเยาะเย้ยเขาเรื่องแผ่นซิงเกิลอันก่อนที่เขาจงใจบอกว่าไปซื้อมาทีหลังก็แล้วกัน

ก็เขาไปซื้อมาเองทีหลังอีกฝ่ายจริง ๆ แต่แผ่นแรกพร้อมของแถม เขาที่เป็นสมาชิกของวงย่อมได้มาตั้งแต่ก่อนวางแผงแล้ว

โฮคุโตะไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิดว่าตัวเองกำลังยิ้มกว้างกระทั่งจูริว่าขึ้น

“ฉันว่าโฮคุโตะมันต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ เลยอะ นั่งดูมือถือแล้วหัวเราะก็เป็นด้วย”

ชินทาโร่กับไทกะไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่พยักหน้าแสดงความเห็นด้วยเท่านั้น  โฮคุโตะจึงหันกลับไปตอบโต้

“แล้วทำไมเล่า”

“เปล๊า! ก็แค่คิดเล่น ๆ ว่านายกำลังแอบคุยกับสาวที่ไหนไม่บอกกันรึเปล่า”

“จะบ้ารึไง!! ฉันคุยกับแฟนคลับเว้ย ผู้ชายด้วย ไม่มีสาวที่ไหนให้หมกทั้งนั้นแหละ” คราวนี้เป็นทีของไทกะบ้าง เจ้าของใบหน้าหวานเดินไปนั่งบนโซฟาข้าง ๆ มือคีย์บอร์ดที่เขยิบหนีไปอีกทางโดยไม่รู้ตัว แล้วเริ่มไล่ต้อนอีกฝ่าย

“แล้วทำไมต้องขึ้นเสียงสูงล่ะ หรือว่าแอบมีอยู่จริง ๆ”

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่มี ขึ้นเสียงสูงที่ไหนกันล่ะ” ชินทาโร่เดินมาคว้าเอามือถือของโฮคุโตะจากมือเจ้าของออกมาแล้วสไลด์ดูทันที โดยมีจำเลยนั่งมองด้วยสายตาบ่งชัดว่าระอาในความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนร่วมวงไม่น้อย

“ไรว้า ผู้ชายนี่นา” ว่าแล้วก็ส่งมือถือต่อให้จูริที่รับไปดูกับไทกะ ไม่ได้สนใจมือของโฮคุโตะที่ยื่นออกมาจะรับของคืนเลยสักนิด ให้ชายหนุ่มนั่งหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์ ลุกหนีไปหาหนังสือมาอ่านแก้เซ็ง เอาตามใจปล่อยให้เพื่อนรื้อโทรศัพท์ล้วงข้อมูลตามชอบ บอกแล้วว่าเขาคุยอยู่กับแฟนคลับผู้ชาย ไม่ได้แอบหมกแฟนหมกสาวอะไรทั้งนั้น ไม่เชื่อกันนักก็ไปไล่ดูเอาเองแล้วกัน เขาขี้เกียจแก้อะไรแล้ว

แต่ไม่ทันที่เขาจะได้เปิดหน้าหนังสือออกอ่านอย่างที่ตั้งใจ ไทกะก็พูดขึ้นมาเสียก่อน

“หรือนายจะคบกับเขาอยู่จริง ๆ” คนโดนเข้าใจว่าแอบไปมีแฟนเป็นผู้ชายด้วยกันแทบสำลักน้ำลายตัวเอง หันกลับไปว้ากอย่างลืมตัว

“นายจะบ้าเรอะ!! ฉันผู้ชาย เขาก็ผู้ชาย แล้วจะไปคบกันยังไง”

ไทกะยักไหล่ แล้วเอ่ยต่อ “แล้วไง ผู้ชายกับผู้ชายรักกันคบกันมีเยอะแยะ แล้วดูพวกนายดิคุยกันซะมุ้งมิ้งขนาดนี้ ไม่ให้คิดแบบนี้จะให้คิดแบบไหนล่ะ”

“ก็คิดว่าเป็นเพื่อนคุยกันไงเล่า… แล้วนายก็เลิกส่องได้แล้วจูริ เอามานี่” โฮคุโตะพูดอย่างหงุดหงิด เดินไปดึงมือถือตัวเองคืนจากมือเพื่อนที่ยังสไลด์อ่านไม่เลิก

“โห่ แซวนิดดูหน่อยไม่ได้เลยนะ”

เสียงบ่นหงุงหงิงจากเพื่อนทำให้โฮคุโตะถอนหายใจยาวทีหนึ่งแล้วตอบโต้บ้าง

“ก็ที่พวกนายพูดมันเรื่องจริงที่ไหนล่ะ มันไม่ได้เสียแค่ฉันคนเดียว แต่กับพี่คนนั้นก็ด้วย อีกอย่าง ถ้าเผลอมีใครมาได้ยินแล้วเข้าใจผิด เอาไปพูดจะแย่เอาได้นะ”

“คร้าบ ๆ รู้แล้วคร้าบบบ วันหลังจะระวังนะครับ ลีดเดอร์”คนถูกล้อเลียนเขกหัวเพื่อนร่วมวงกันไปคนละทีอย่างหมั่นไส้ เขาไม่ชอบให้ใครมาเรียกเขาว่าหัวหน้า อันที่จริงเขาไม่อยากรับตำแหน่งนี้ แต่เพื่อนร่วมวงคนอื่น ๆ กลับพร้อมใจกันโยนตำแหน่งนี้มาให้ เขาจึงเลือกที่จะไม่พูดถึงจนน้อยคนนักที่จะรู้ว่า F Tone มีหัวหน้าวงเหมือนกัน

โฮคุโตะมองบทสนทนาระหว่างเขากับเพื่อนในทวิตเตอร์ก่อนจะตัดสินใจว่าเขาควรเพลา ๆ การติดต่อกับเพื่อนคนนี้ลงบ้างเสียแล้ว

แต่ความคิดก็ยังคงเป็นแค่ความคิด

เพราะไม่กี่วันถัดมาโฮคุโตะก็เพิ่งระลึกตัวได้ว่าตัวเองยังคงกดมือถือ ทวีตคุยกับอีกฝ่ายอย่างสนุกสนานเช่นเดิม เขากดส่งสติ๊กเกอร์ให้อีกคน พร้อมกับรอคำตอบกลับอย่างใจจดใจจ่อ ลึก ๆ แล้วเขาพอจะรู้ตัวเองดีว่าทำไมถึงได้ติดเพื่อนใหม่คนนี้มากนัก

แต่ไหนแต่ไรมาโฮคุโตะไม่ค่อยมีเพื่อนที่สนิทกันมากสักเท่าไหร่ นอกจากสมาชิกวง F Tone แล้ว ก็มีเพื่อนที่สนิทกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมอยู่อีกแค่สามสี่คนเท่านั้น แต่ด้วยความที่เขาชอบเข้าไปหาหนังสืออ่านในห้องสมุดอยู่ตลอด ทำให้เขาได้เจอกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นคนผลักดันให้เขาได้มายืนอยู่ในจุดนี้

เขายอมรับว่าเขาแอบชอบรุ่นพี่ใจดีคนนั้น ชอบรอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งมาให้ แต่เขาไม่ได้บอกเรื่องนี้ออกไป มันต้องใช้เวลามากพอสมควรกว่าจะทำใจได้ว่าตัวเองชอบผู้ชายสักคน แล้วที่สำคัญ อีกคนจะคิดอย่างไร จะโอเคหรือจะรังเกียจก็ไม่รู้ โฮคุโตะจึงตัดสินใจเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับกระทั่งขาดการติดต่อกับรุ่นพี่ใจดีคนนั้น

แต่เหมือนเขื่อนที่เก็บกักความรู้สึกของเขามันค่อย ๆ กร่อนลงช้า ๆ ซึ่งสาเหตุก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนใช้ทวิตเตอร์ NorthStarInTheSky นั่นเอง

นักดนตรีหนุ่มรู้สึกมาโดยตลอดว่าคนที่เขาชอบเข้าไปพูดคุยด้วยเหมือนกับคนในความทรงจำมากกว่าที่เคยคิดไว้แต่แรก มากจนเขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นคนเดียวกันรึเปล่า แต่เขาก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไป คนที่รักความสันโดษแล้วยังชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจแบบนั้นคงไม่ได้สนใจฟังเพลงร็อกอย่างจริงจัง และประกาศตัวเป็นแฟนคลับใครสักคนผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างแน่นอน

เขาทวีตตอบโต้กันไปมาอยู่สักพักแล้วเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง มองออกไปนอกหน้าต่างรถยนต์ที่กำลังพาเขาไปยังสถานที่ถ่ายแบบลงนิตยสารอย่างเลื่อนลอย ภาพของทะเลสีครามกับท้องฟ้าสดใสที่ปรากฏแก่สายตาทำให้เขาเผลอคิดถึงวันที่เขาได้ไปเที่ยวทะเลกับรุ่นพี่คนสำคัญเพียงสองคนอย่างไม่ได้ตั้งใจ

วันนั้นเป็นวันที่ฟ้าเปิด แสดงอาทิตย์ส่องลงมากระทบกับผืนน้ำสวย บริเวณนี้เป็นชายหาดที่ให้บรรดานักท่องเที่ยวได้เข้ามาจับจองหาที่นั่งปักร่มอาบแดด คนค่อนข้างเยอะพอสมควรเพราะเป็นช่วงปิดเทอมหน้าร้อน

รุ่นพี่ที่เป็นคนชวนเขามาพาเขาไปอีกทาง หาดเล็กกว่า แต่คนน้อยกว่า มีเพียงคนไม่กี่กลุ่มที่นั่งกันอยู่ เขาช่วยคนอายุมากกว่าปูเสื่อแล้วนั่งมองดูคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นระลอก ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมือหนาเอากระป๋องน้ำอัดลมเย็น ๆ มาทาบเข้ากับแก้มเขา

เขาโวยวายแต่คนขี้แกล้งก็เอาแต่หัวเราะ และเมื่อเห็นว่าเขาโกรธ ผู้ช่วยบรรณารักษ์ก็เลยเปิดกระป๋องน้ำยื่นให้ แม้ปากจะบอกขอโทษกลั้วหัวเราะอยู่ก็ตาม

“ไปเล่นน้ำกัน”

“ครับ?”

“เล่นน้ำไง เล่นน้ำมาถึงนี่ทั้งทีไม่ได้เล่นน้ำก็น่าเสียดายแย่

โฮคุโตะถูกดึงกลับออกจากห้วงคิดเมื่อชินทาโร่ที่ถูกจูริกับไทกะรุมแกล้งส่งเสียงเอะอะโวยวายดังลั่นรถตู้ เขาขยับเอี้ยวตัวหันไปมอง ชินทาโร่โดนจูริจับแขนไว้ทั้งสองข้าง โดยมีไทกะจี้เอวอีกคนอย่างสนุกสนาน เขาส่ายหน้าน้อย ๆ แล้วส่งยิ้มบางที่เจือคำขอโทษไปให้กับผู้จัดการวงที่หันกลับมามองเช่นกัน

กว่าจะถึงสถานที่ถ่ายแบบ ชินทาโร่ก็ร้องตะโกนจนเสียงแหบแห้งไปแล้ว ไทกะกับจูริจึงรีบวิ่งไปเอาน้ำจากในกระเป๋ามารินใส่แก้วส่งให้อย่างพยายามไถ่โทษ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะได้ผลเพราะหน้างอ ๆ นั่นกลับมาสดใสเหมือนเดิม

มือคีย์บอร์ดหนุ่มหยิบเอาโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายรูปทะเลสวย ๆ แล้วอัพเดทลงทวิตเตอร์ออฟฟิเชียล ติดแคปชั่นเท่ ๆ ไปเล็กน้อย แล้วเดินไปแต่งหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมถ่ายแบบ

การถ่ายแบบครั้งนี้เน้นแสดงความเป็นกันเองและความสนิทสนมกันระหว่างสมาชิกในวง สตาฟจึงให้พวกเขาเล่นน้ำ หรือทำอะไรก็ได้ตามใจชอบแล้วช่างกล้องจะคอยถ่ายรูปเก็บเอาไว้เอง เมื่อได้ยินแบบนั้น จูริจึงหาโอกาสแอบมากระซิบกับโฮคุโตะให้ช่วยแกล้งคนอื่น ๆ ในวง เริ่มจากการจับไทกะที่เพิ่งทาครีมกันแดดเสร็จโยนลงน้ำ ตามด้วยป่วนชินทาโร่จนกินแตงโมไม่ได้ และสุดท้ายซึ่งอันที่จริง จูริไม่ได้วางแผนไว้ แต่โฮคุโตะตั้งใจสมนาคุณให้ด้วยการดำน้ำลงไปดึงขาจูริให้อีกคนล้มลงน้ำ และสำลักน้ำไปสบถสาบานไปเล่น

นับได้ว่าเป็นการถ่ายแบบที่ไม่เคร่งเครียดอะไรเลย เพราะพวกเขาเพียงแค่เล่นกันเหมือนเด็ก ๆ เท่านั้น ผู้จัดการที่ยืนมองอยู่ได้แต่ส่ายหน้าเมื่อเห็น F Tone แต่ละคนทำตัวเป็นเด็กโข่ง กระนั้นผู้จัดการคนสวยก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วปล่อยให้เล่นกันไปแบบนั้นแล้วหันไปหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายรูปเก็บไว้แทน โฮคุโตะแอบได้ยินเจ้าตัวพึมพำว่าจะเอาไปใส่ในเว็บไซต์ให้แฟน ๆ ได้เห็นว่าวงร็อกที่เห็นว่าเท่นั้น ความจริงแล้วก็เป็นแค่บรรดาเด็กโข่งไม่รู้จักโตเท่านั้นเอง

ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเห็นด้วยกับผู้จัดการสาว แม้ว่าเขาจะลงไปเล่นด้วยอย่างสนุกสนานก็ตาม เขาไม่ได้เล่นน้ำทะเลมานานมากแล้ว หลังจากที่เขาไปเที่ยวทะเลกับรุ่นพี่กันสองคนครั้งนั้น เขาก็ไม่มีโอกาสได้ทำมากกว่าเอาขาจุ่มน้ำทะเลอีก โฮคุโตะจึงฉวยโอกาสนี้เล่นเหมือนเด็ก ๆ ให้หายอยาก ยิ่งพวกเขากำหนดวันจัดคอนเสิร์ตแล้ว จากนี้ก็มั่นใจได้เลยว่าพวกเขาคงยุ่งจนไม่มีเวลาพักสบาย ๆ เป็นแน่

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา หลังจากที่ปล่อยให้ได้เล่นน้ำกันเป็นชั่วโมงจนชุ่มปอด พวกเขาก็ถูกเรียกให้ขึ้นไปล้างตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน

เขาหัวเราะกับคำบ่นของไทกะที่ว่ายังเล่นได้ไม่เต็มอิ่มจนโดนผู้จัดการวงตีแขนไปทีหนึ่ง และใบหน้าเซ็งสุด ๆ ของน้องเล็กที่หลงรักทะเลและการโต้คลื่นเป็นชีวิตจิตใจ เพราะคลื่นไม่ค่อยแรงน้องเล็กของวงจึงออกไปโต้คลื่นไม่ได้ ได้แต่เล่นน้ำทะเลอยู่กับพวกเขาเท่านั้น พอโดนเรียกให้กลับก่อนที่คลื่นจะเริ่มแรงขึ้น เจ้าตัวเลยออกอาการเล็กน้อย แต่ไม่ได้บ่นออกมาเท่านั้น

พวกเขานั่งรถตู้กลับเหมือนตอนมา โฮคุโตะเลือกนั่งริมหน้าต่างแถวหน้าสุดเหมือนเคย เขาสวมเฮดโฟนเปิดเพลงฟังไปเรื่อยเปื่อย ขณะที่ปล่อยให้อีกสามคนที่เหลือผล็อยหลับกันอยู่เบาะหลัง ๆ เพลงที่สุ่มเปิดขึ้นมาทำให้เขายกยิ้มบางกับความบังเอิญนั้น

ฉันยังจดจำได้จนถึงตอนนี้ ฤดูร้อนนั้นที่ฉันได้พบกับความรัก

บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยดอกสร้อยฟ้ากำลังเบ่งบานท่ามกลางแสงอาทิตย์

เพลงนั้นเป็นเพลงที่คนคนนั้นเปิดให้เขาฟังตอนนั่งอยู่บนรถไฟตอนกำลังกลับจากทะเลเมื่อวันนั้น และบอกว่าเป็นเพลงที่เจ้าตัวชอบมาก เขาเองพอได้ฟังก็ติด เลยไปซื้อมาแล้วเอาไปใส่ไว้ในโทรศัพท์มือถือบ้าง

ฉันค่อย ๆ เอียงคอซบลงบนไหล่ขวาของเธอ

เพียงเท่านั้นฉันก็สบายใจและมีความสุขแล้ว

ชายหนุ่มฮัมเพลงตามทำนองเบา ๆ เนื้อเพลงมันไม่ได้ผิดไปจากความทรงจำของเขาเท่าไรนัก เมื่อคนในฝันเป็นทั้งแรงผลักดันและที่พักใจของเขามาตลอด แม้แต่ในตอนนี้อีกฝ่ายก็ยังคงเป็นหลักให้เขายึดเพื่อก้าวเดินต่อไปอยู่เหมือนเดิม

โฮคุโตะก้มลงมองโทรศัพท์ในมือที่สั่นแจ้งเตือนจากทวิตเตอร์ เขาก้มลงเปิดดู เพื่อนในโลกทวิตของเขาส่งข้อความมาทักว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขายิ้มก่อนจะตอบกลับไป

เขาเคยคิด ว่าถ้าเจ้าของทวิตเตอร์ NorthStarInTheSky เป็นคนคนเดียวกันกับคนที่เขาฝันถึงจะเป็นอย่างไร โฮคุโตะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่หลายคำพูดที่อีกคนพิมพ์ตอบโต้มาช่างเหมือนกับใครคนนั้นเหลือเกิน

เหมือนจนชายหนุ่มไม่นึกแปลกใจที่เพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้าคนนี้กลายเป็นคนสำคัญอีกคนในชีวิตที่ซ้อนทับกับคน ๆ นั้นที่เป็นเจ้าของหัวใจของเขามาตลอดหลายปี

คอนเสิร์ตของ F Tone เปิดให้จองตั๋วแล้ว และใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งวันตั๋วคอนเสิร์ตก็หมดอย่างรวดเร็ว

เจสซี่เผลอถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อเห็นข่าว นึกโชคดีขึ้นมาที่ตัวเองกดจองตั๋วทัน ไม่อย่างนั้นคงต้องไปรอบัตรหลุดในอีกสามวันข้างหน้า และถ้ายังไม่ได้อีกเขาก็คงชวดคอนเสิร์ตครั้งนี้เสียแล้ว อีกอย่างที่นั่งของเขาแม้จะไม่ได้เรียกว่าดีนักเพราะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดชนิดติดตัวศิลปิน แต่ก็ไม่ถึงกับอยู่สูงจนมองไม่เห็นอะไร

ปกติบัตรก็ขายได้หมดเร็วอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ดันมีแคมเปญของวงที่จะสุ่มผู้โชคดีจำนวนสี่คนจากทั้งหมดเป็นหมื่นในโตเกียวโดมเพื่อไปร่วมพูดคุยสนทนากับสมาชิกวงแต่ละคนเป็นการส่วนตัวเพิ่มขึ้นมาอีก ทำให้อัตราการแข่งขันแย่งชิงตั๋วที่นั่งยิ่งมากขึ้นไปอีก ถึงจะไม่ได้หวังเป็นผู้โชคดีคนนั้น แต่เขาก็หวังจะได้เข้าไปนั่งฟังเพลงที่เล่นกันสด ๆ ในโตเกียวโดม

เจ้าของแอคเคานต์ ForeverTONE ถามเขาว่าได้บัตรไหม และนั่งอยู่ตรงไหน เขาจึงตอบไปพร้อมกับเอ่ยชวนอีกฝ่ายมาเจอกันก่อนเริ่มคอนเสิร์ต แต่อีกคนตอบปฏิเสธพร้อมโอดครวญว่าติดงานเลยไปไม่ได้ลงทวิตเตอร์รัว ๆ ให้เขาปลอบอยู่พักใหญ่ แต่เจสซี่ก็ไม่ได้นึกเบื่ออะไร กลับคิดด้วยซ้ำว่าดูน่ารักดี

เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเริ่มตกหลุมรักอีกครั้ง เป็นการตกหลุมรักทั้ง ๆ ที่เขายังรักใครอีกคนอยู่ แต่ชายหนุ่มลูกครึ่งก็เข้าใจดีว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

คนสองคนที่เจสซี่ค่อนข้างมั่นใจว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกัน แต่กลับเหมือนกันมาก ทั้งวิธีการพูด ทั้งความคิด คนที่เขากำลังคุยด้วยอาจดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็กคนนั้น หากมีเค้าเดียวกันแทบไม่ผิดเพี้ยน เขาในตอนนี้เลยหลงรักอีกคน เช่นเดียวกับตัวเองในอดีตที่หลงรักรุ่นน้อง

บางทีเขาก็คงหลงรักภาพของรุ่นน้องคนนั้นผ่านข้อความทางทวิตเตอร์นี่กระมัง

คอนเสิร์ตครั้งนี้เขาลากเอาตัวยูโกะกับยูตะไปด้วยเหมือนทุกครั้ง ทั้งสองกระเซ้าเขาขำ ๆ ว่าไม่สนใจลุ้นมีตแอนด์กรีตเหมือนคนอื่นบ้างหรือ เจสซี่ได้แต่ส่ายหน้าอย่างไม่เอาด้วย คนตั้งห้าหมื่นกว่าคนเลือกไปแค่สี่ ถ้าไม่ได้มีบุญชนิดทำมาเป็นชาติก็คงต้องฟลุ๊กขั้นสุดเท่านั้นแหละ

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังนับวันนับคืนรอให้ถึงคอนเสิร์ตเร็ว ๆ อยู่ดี

เขาคิดไว้ว่าน่าจะมีคนเมนชั่นมาหาเขาในทวิตเตอร์เช้าวันงาน แต่กลับไม่มีวี่แววของคนที่เขารอเลยสักนิด เขาจึงเป็นฝ่ายทักไปว่าเดี๋ยวจะถ่ายรูปบรรยากาศภายในไปฝาก

เขากดเปิดทวิตเตอร์ดูแทบจะทุก 5 นาที แต่ก็ไม่มีอะไรเด้งเตือนตอบกลับ ดูเหมือนว่าคนที่เขาชอบคุยด้วยจะไม่ว่างคุยจริง ๆ เจสซี่จึงตัดใจแล้วเปลี่ยนไปโทรตามเพื่อนอีกสองคนที่ยังไม่มาแม้จะเลยเวลานัดมาสิบนาทีแล้วแทน

กว่ายูตะและยูโกะจะมา จนกระทั่งได้เข้าไปนั่งรอในโดมก็กินเวลาไปโข อีกไม่ถึงชั่วโมงคอนเสิร์ตก็จะเริ่มขึ้นแล้วเจสซี่ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปบรรยากาศแล้วส่งให้อีกคนดูในทวิตเตอร์ พอดีกับที่ทางนั้นตอบกลับมาว่าขอให้เขามีความสุขกับการดูคอนเสิร์ต

บรรยากาศของคอนเสิร์ตในโดมดูสนุกสนาน คนดูต่างก็ส่งเสียงร้องตามนักร้องนำกันอย่างเต็มที่ชนิดไม่กลัวเสียงแหบหรือเจ็บคอสักนิด เช่นเดียวกันกับเจสซี่ที่ร้องตามได้มันทุกเพลงแบบไม่ผิดเพี้ยนสักประโยค

ชายหนุ่มลูกครึ่งมองลงไปยังเวทีด้านล่างด้วยความรู้สึกหลากหลาย คนส่วนใหญ่มักจะมองนักร้องนำของวงที่เป็นเจ้าของเสียงอันไพเราะ แต่สายตาของเจสซี่กลับเหมือนถูกตรึงเอาไว้กับมือคีย์บอร์ดหนุ่มที่รัวนิ้วลงบนคีย์อย่างสนุกสนาน เขายิ้มบาง ดูเหมือนว่าไอดอลของเขายังคงร่าเริงเหมือนอย่างเคย

เวลาแห่งความสนุกมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ เพราะไม่ทันจะรู้ตัวคอนเสิร์ตในวันนี้ก็กำลังจะจบลง ให้แฟน ๆ หลายคนที่ยังสนุกไม่สะใจพากันเสียดายเป็นทิวแถว

กระนั้นความรู้สึกเสียดายที่คอนเสิร์ตจบลงก็ถูกกลบเสียเกือบมิดด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อจูริบอกใส่ไมโครโฟนว่าจะเริ่มประกาศผู้โชคดีจำนวน 4 คนแล้วโดยสมาชิกวงแต่ละคนจะจับฉลากและประกาศหมายเลขที่นั่งที่ได้เข้าไปพูดคุยด้วยกันแบบตัวต่อตัว เพราะฉะนั้นถึงจะโชคดีเป็น 1 ใน 4 แต่ก็ยังต้องลุ้นกันอีกว่าจะได้ไปมีตแอนด์กรีตกับคนที่ชอบด้วยหรือเปล่า

เขาหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างหน้าสองคนพากันกรี๊ดกร๊าด ภาวนาให้ตัวเองเป็นผู้โชคดีของวันนี้ เขาไม่ได้นึกอยากเข้าไปเป็นผู้โชคดีเหมือนอย่างพวกเธอเลยสักนิด สิ่งที่เขาอยากทำคือกลับไปบ้านแล้วเมนชั่นเล่าถึงคอนเสิร์ตให้กับเพื่อนในทวิตเตอร์ที่ไม่ได้มาอยู่ในโดมด้วยฟัง

ฉะนั้นเขาจึงไม่ได้ฟังเลยสักนิดว่าเลขที่นั่งใดบ้างที่เป็นผู้ได้รับสิทธิพิเศษเข้าพูดคุยกับสมาชิกวงอย่างเป็นกันเอง เจสซี่จึงตกใจอยู่พอสมควรที่ทั้งยูโกะและยูตะต่างก็หันมาเขย่าตัวเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง ส่วนสองสาวด้านหน้าก็หันมามองด้วยสายตาเสียดายปนอิจฉา

“นายนี่มันโชคดีชะมัดเลยว่ะเจสซี่”

“แต่ก็สมกับที่แอบติ่งเงียบ ๆ มานานอะนะ”

“เดี๋ยว พวกนายพูดเรื่องอะไรกันน่ะ”

เพื่อนที่นั่งขนาบข้างทั้งสองคนได้แต่มองหน้ากันเองแล้วมองหน้าเขาด้วยสายตาเอือมระอาเล็ก ๆก็รู้นะว่าเพื่อนไม่ได้หวังจะได้ แต่ถึงขั้นไม่ฟังเลยนี่มันแย่เกินไปแล้ว

“จะเบลอก็ให้มันมีขอบเขตหน่อย ไม่ได้ฟังที่โฮคุโตะคุงพูดบนเวทีเลยเหรอวะ”

“แกเป็นผู้โชคดีหนึ่งในสี่คนเลยนะเว้ย แถมได้เข้าไปนั่งคุยกับโฮคุโตะคุงด้วย ทำหน้าให้มันดีใจหน่อยสิวะ”

เจสซี่ได้แต่งุนงง สมองประมวลผลด่วนจี๋ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเข้าใจสิ่งที่เพื่อนสองคนข้างตัวพยายามสื่อ และช็อกไปแล้วเรียบร้อย

ถ้าถามว่าดีใจไหม มันก็ดีใจอยู่หรอก แต่เจสซี่ก็ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดีถ้าต้องไปอยู่ต่อหน้าคนคนนั้น

คอนเสิร์ตจบลงได้ด้วยดี โฮคุโตะยิ้มกว้างขณะเอ่ยขอบคุณบรรดาสตาฟที่อยู่รายทาง เขารีบเผ่นเข้าห้องพัก ชิงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความรวดเร็วผิดวิสัย โดยไม่ได้ใส่ใจคำแซวของเพื่อนร่วมวงสักนิด

ความจริงเขาก็รู้สึกผิดกับแฟนคลับคนอื่น ๆ แต่โฮคุโตะก็ตั้งใจภาวนาอยากจะให้คนที่จะเป็นผู้โชคดีได้เจอกับเขาเป็นเพื่อนที่ไม่รู้จักหน้าในทวิตเตอร์ นับได้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่ผลออกมาตรงกับที่เขาอยากจะให้มันเป็น ทำเอาโฮคุโตะหุบยิ้มไม่ลงเลยสักนิดที่ได้รู้ผลจับฉลาก และยังคงยิ้มแม้ว่าสมาชิกอีกสามคนที่เหลือจะทั้งแซวทั้งแขวะก็ตาม

เขาตื่นเต้นที่จะได้เห็นหน้าอีกคนไม่แพ้กับตอนที่ขึ้นเวทีเลยสักนิด ระหว่างที่เดินไปที่ห้องรับรองหนึ่งในสี่ห้อง ชายหนุ่มรู้สึกได้เลยว่ามือไม้ตัวเองเย็นเฉียบ แถมยังสั่นเล็ก ๆ ถึงจะอยากรู้จักตัวจริงของคนที่คุยด้วยกันมันทุกวัน แต่เขาก็เกรงตัวเองจะเผลอพูดออกไปว่าเป็นเจ้าของทวิตเตอร์ ForeverTONE ซึ่งโฮคุโตะกลัวมากว่าผลจะออกมาในแง่ลบ แม้ว่าเขาจะเชื่อมั่นในตัวอีกฝ่ายมากก็ตาม

ชายหนุ่มเผลอชะงักฝีเท้า เชื่อมั่นอย่างนั้นหรือ ดูเหมือนว่าเขาจะเอาภาพของรุ่นพี่คนนั้นมาซ้อนทับกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้าคนนี้มากเกินไปแล้ว กับคนที่เคยคุยกันผ่านทวิตเตอร์ เขาจะเอาอะไรมารับประกัน เอาอะไรมาให้เชื่อ

ร่างสูงส่ายศีรษะเล็กน้อยไล่ความคิด สูดลมหายใจลึกเมื่อเดินมาหยุดที่หน้าห้องรับรองที่ทีมงานจัดไว้ให้ แล้วเปิดประตูเข้าไป

ผมสีน้ำตาล

นิยามแรกที่เขาให้กับคนที่นั่งอยู่ตรงโซฟาสีครีมตรงกลางห้อง สิ่งถัดมาที่เขาเห็น คือผิวขาวอมชมพูที่ผิดจากสีออกเหลืองเหมือนคนเอเชียทั่วไปให้คาดได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะมีเชื้อสายของชาวต่างชาติ

หัวใจของนักดนตรีหนุ่มกระตุกวูบเมื่อรู้สึกว่ามันคล้ายกับคนในความทรงจำเสียเหลือเกิน พยายามบอกตัวเองในใจ ข่มความถวิลหาลงว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ใครคนนั้นไม่มีทางมานั่งอยู่ตรงนี้ คนที่อยู่ข้างหน้าไม่ใช่คนคนนั้น

เมื่อมั่นใจว่าหน้ากากที่ใส่อยู่จะไม่หลุดลอกออก ใบหน้าคมก็เผยรอยยิ้ม ส่งเสียงทักทายคนในห้องอีกคน

“สวัสดีครับ”

คนที่นั่งอยู่ก่อนลุกขึ้น ร่างที่สูงกว่าโฮคุโตะหันกลับมา ในวินาทีนั้นราวกับว่าเวลาค่อย ๆ เดินช้าลง และหยุดนิ่งเมื่อนัยน์ตาสองคู่ประสานกัน

เขาเบิกตากว้าง เมื่อเห็นดวงตาสีน้ำตาลและใบหน้าคมนั่นชัดเจน รอยยิ้มจางหายไปแล้ว เหลือเพียงริมฝีปากที่ขยับเปิดอ้าออกแล้วปิดลงอย่างไม่รู้จะเอ่ยอะไรดี

“เอ่อ… ไม่ได้เจอกันนานนะ” เสียงที่เขาคิดถึงมาโดยตลอดไม่ได้เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนเลยสักนิด แม้ว่ามันจะปนไปด้วยความลังเลเล็กน้อย แต่ยังคงแฝงไปด้วยความอ่อนโยนเหมือนอย่างเคย อย่างที่ทำให้หัวใจเขาสั่นไหวรุนแรงราวกับกำลังจะระเบิดออกมา ราวกับกำแพงที่กักความในใจกำลังจะแตกสลาย

“สบายดี.. ใช่มั้ย”

โฮคุโตะพูดอะไรไม่ออก เขาไม่ได้เตรียมใจเลยสักนิด ไม่ได้เตรียมใจจะมาเจอคนในความฝัน ไม่ได้เตรียมใจว่าคนสองคนที่เขาเห็นภาพซ้อนกันนั่นจะเป็นคนเดียวกันจริง ๆ ไม่ได้เตรียมใจว่าตะกอนความรู้สึกทั้งรักทั้งโหยหาที่ตกค้างมานานหลายปีจะถูกกวนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ไม่ได้เตรียมใจ… ว่าความฝันที่มีมาตลอดหลายปีจะกลายเป็นความจริง

“โฮคุโตะ…”

…โฮคุโตะ…

ชื่อของเขาที่อีกฝ่ายเรียกยิ่งทำให้กำแพงที่สึกหรอลงไปมากแล้วพังทลายแทบไม่เหลือชิ้นดี เมื่อเสียงเรียกนั่นดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงที่ก้องสะท้อนอยู่ในความทรงจำ

ในวินาทีนั้น เรื่องราวระหว่างเขาสองคนที่เคยคิดว่าจบไปแล้ว กำลังเริ่มเดินหน้าต่อช้า ๆ

 

Advertisements