Posted in Fanfiction

[One Shot – SixTONES] Bokura no Asa

ตอนนี้มีเวลาพักสั้น ๆ ประมาณสองสามวัน อะไรดองไว้ก็จะต้องรีบเอามาปล่อย ก่อนจะกลับเข้าสู่ช่วงปั่นทีสิสต่อ นี่เอาเล่มสมบูรณ์ส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจก่อนยื่นขอสอบแล้ว ไม่รู้ผลจะออกมาเป็นยังไงบ้าง แอบเหงื่อตกค่ะ ฮา

คราวนี้เป็นวันช็อตจากเพลงของหนุ่ม ๆ ค่ะ เป็นเพลงที่เจสซี่กับไทกะแต่งด้วยกัน โดยเจสซี่แต่งทำนอง ส่วนไทกะแต่งเนื้อร้อง และเอามาร้องด้วยกัน ชื่อว่า Bokura no Asa (ยามเช้าของพวกผม) ค่ะ เป็นเพลงที่เราชอบมาก ๆ เลย และอยากเอามาแต่งฟิคนานแล้ว พอเมื่อช่วงที่ผ่่านมาเราเครียดจัดต้องหาอะไรทำพักจากทีสิส เลยได้วันช็อตมาหลายเรื่องเลย นี่ก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ

แล้วก็ตามธรรมเนียม คำเตือน ค่ะ

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือใด ๆ ก็ตามแต่รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ 

[One Shot – SixTONES] Bokura no Asa

Pairings : Tanaka Juri x Kyomoto Taiga, Jesse x Matsumura Hokuto

Note : เพื่อความฟิน สามารถรับฟังเพลงต้นฉบับได้ที่นี่เลยค่ะ https://www.facebook.com/6tonesFC/videos/658816487579037/ เพจแฟนคลับของหนุ่ม ๆ ซึ่งเราต้องขอขอบพระคุณแอดมินเพจนี้มาก ๆ เลยนะคะที่กรุณาให้เราเอาคำแปลเนื้อเพลงมาใช้ได้ เป็นติ่งที่ไม่รู้ภาษาเนี่ย ลำบากจริง ๆ เลยค่ะ ฮา

 “ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่ฉันพาเพื่อนที่บริษัทมาค้างที่บ้านน่ะ” โฮคุโตะพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงเกินกว่าเหตุ พลางรื้อเอาฟุตงออกมาปูบนพื้นที่ว่าง ๆ ข้างเตียงสำหรับเป็นที่นอนให้กับจูริที่เดินเข้ามาช่วยปู พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงาน ในฐานะจอห์นนี่ส์ จูเนียร์ เด็กฝึกเตรียมเดบิวต์ของบริษัทจอห์นนี่ส์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และวันนี้ทานากะ จูริ ก็ตัดสินใจมานอนค้างที่บ้านของมัตสึมุระ โฮคุโตะ ขายหนุ่มรุ่นเดียวกันที่มีดีกรีเป็นนักศึกษาคณะบัญชี

“วันหลังก็ลองชวนคนอื่น ๆ มาดูสิ ชินทาโร่งี้ โคจิงี้ เจสซี่…” พอพูดชื่อสุดท้ายจบจูริก็แทบกัดลิ้นตัวเองเมื่อเห็นอาการชะงักกับนัยน์ตาที่ไหวไปวูบหนึ่งของเพื่อนที่ถึงจะกลบเกลื่อนในทันทีก็ตาม ให้ตายสิ เขาไม่น่าเผลอพูดขึ้นมาเลย

“วันหลังจะลองชวนดูละกันนะ”

ชายหนุ่มร่างผอมเอาหมอนหนุนวางบนฟุตงแล้วรับผ้าห่มจากเพื่อนมาวางไว้ด้วยกัน แล้วทรุดตัวนั่งลงตามด้วยโฮคุโตะที่นั่งลงข้าง ๆ

“เจ็บเนอะ” โฮคุโตะพูดขึ้นมาลอย ๆ แต่จูริเข้าใจสิ่งที่อีกคนพูดเป็นอย่างดี ใช่ เจ็บ เจ็บกับความจริงที่ว่าตัวเองพยายามไปก็เท่านั้น คนที่ไม่ใช่พยายามให้ตายมันก็ไม่ใช่

“เพลงนั้น… เพราะดีนะ” เขาพูดขึ้น เพลงที่เจสซี่กับไทกะแต่งด้วยกัน ตอนเช้าของพวกผม ซึ่งทั้งสองคนร้องด้วยกันในไลฟ์ต่าง ๆ

“อือ เพราะ” คนสูงกว่าตอบ แม้จะไม่หันไปมอง แต่จูริก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของอีกคนอยู่พอสมควร ตอนเช้าของพวกผม เพราะและหวาน เต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นให้หัวใจรู้สึกพองฟู แต่เพราะแบบนั้น ครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเจ้าของเพลงทั้งสองคนร้องเพลงนี้จึงรู้สึกใจกระตุกวูบ ยิ่งสายตาของคนสองคนที่มองกันบนเวที ยิ่งทำให้พวกเขาอดคิดไม่ได้ แม้ว่าจะพยายามปลอบตัวเองว่าคงเป็นเพียงแฟนเซอร์วิสแต่ความคิดกลับสวนทางกันไปอย่างห้ามไม่อยู่ และสุดท้ายทั้งเขาและโฮคุโตะต่างก็เผลอหลบหน้าสองคนนั้นไปโดยปริยาย

จูริชอบไทกะมานานแล้ว ตามตื๊อ ตามจีบ ถึงขั้นกล้าพูดลงนิตยสารต่าง ๆ เลยด้วยซ้ำ อีกฝ่ายก็ไม่มีท่าทีอะไรตอบกลับ จนบางครั้งเขาก็รู้สึกท้อ จนกลายเป็นอายที่เข้าหาแล้วได้รับแต่ความเมินเฉยกลับมา เขาจึงได้แต่วิ่งเข้าหาคนนั้นคนนี้แก้เก้อ กระทั่งเขาได้ฟังเพลง ๆ นั้น วินาทีที่ไทกะกับเจสซี่สบตากันประสานเสียงร้องเพลง มันทำให้เขารู้ว่าเขาหมดความหมาย ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่มีความหมายมาตั้งแต่ต้น ตัวจริงของไทกะมาแล้ว เขาจะทำอะไรได้อีกนอกจากยอมแพ้ ทำใจให้ได้และยินดีไปกับความสัมพันธ์ของ เพื่อน เจสซี่เป็นคนดี และใจเย็นพอที่จะรับนิสัยเอาแต่ใจของไทกะได้ อีกอย่างเขากับเจสซี่ก็เป็นเพื่อนสนิทกันมานาน เพื่อนกับคนที่เขาชอบกำลังจะมีความสุข เขาก็ควรจะมีความสุขไปด้วยไม่ใช่เหรอไง

ถึงจะเจ็บกับเรื่องของตัวเองพอสมควรแต่เขาก็ยังนึกเป็นห่วงเพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาในตอนนี้ โฮคุโตะเองก็เจ็บมากเหมือนกัน

เขาไม่เคยรู้ อันที่จริงต้องใช้คำว่าไม่มีใครรู้เลยจะดีกว่า ว่าความจริงแล้วโฮคุโตะแอบชอบเพื่อนที่เคยถูกจับให้ทำงานคู่กันอย่างเจสซี่ กระทั่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้นอกจากจูริเพียงคนเดียวที่มารู้เอาไม่นานมานี้ด้วยความบังเอิญ

วันนั้นเขาลืมของอยู่ที่ห้องแต่งตัวเลยต้องวิ่งกลับมาเอา แล้วก็เห็นคนที่ทุกคนเข้าใจว่ากลับไปเป็นคนแรกอย่างโฮคุโตะร้องไห้อยู่ในห้องคนเดียว ปรากฏว่าอีกฝ่ายไม่ได้หนีกลับไปก่อนอย่างที่เคยทำทุกที แต่แค่หลบไปสักพักจนมั่นใจว่าทุกคนกลับไปแล้วจึงย้อนกลับมาที่ห้องแต่งตัว ซึ่งสาเหตุที่ทำให้อีกฝายร้องไห้แทบไม่ต่างอะไรจากของจูริ แอบชอบเขา แต่เขาก็มีตัวจริงของเขาอยู่แล้ว และความเลวร้ายคือคนที่พวกเขาสองคนชอบดันไปรักกันเอง สุดท้ายพวกเขาทั้งคู่เลยได้แต่นั่งร้องไห้ด้วยกันเป็นชั่วโมงจนพอใจ

และดังคำที่เขาว่าคนที่มีปัญหาคล้ายกันมักจะสนิทกันได้เร็ว จูริกับโฮคุโตะก็เลยพลอยสนิทกันมากขึ้นจากเดิมที่ค่อนข้างจะสนิทมากอยู่แล้ว อย่างวันนี้ที่จูริมานอนค้างที่บ้านโฮคุโตะเป็นครั้งแรก

“รอยยิ้มนั้นของเธอเหมือนกับความอบอุ่นของแสงอาทิตย์…” โฮคุโตะเผลอร้องเพลงออกมาเบา ๆ ทำให้จูริยกยิ้ม ร้องคลอไปด้วย “ไม่ว่าจนถึงเมื่อไหร่ ผมอยากไปปกป้องเธออยู่ข้าง ๆ ผมคิดแบบนั้น…”

ทั้งที่เป็นเพลงรักของสองคนนั้น แต่มันกลับติดอยู่ในห้วงความทรงจำเป็นอย่างดีจนน่าโมโห ตอนเช้าของพวกเรา เป็นเพลงที่ดีแต่ขณะเดียวกันก็เป็นเหมือนลวดหนามที่รัดแน่นจนทั้งเจ็บและปวดที่หัวใจ

“แม้จะเป็นวันทีรีบเร่ง พวกผมก็จะรอคอยอยู่ตรงนั้นทันที…”

เมื่อจูริหันไปมองคนข้าง ๆ ก็พบว่าโฮคุโตะกำลังร้องไห้ซะแล้ว เขาหัวเราะเบา ๆ น้ำตาที่คิดว่าจะไม่ไหลกลับเริ่มทิ้งตัวลงไปตามใบหน้าเขาบ้าง

“แต่ขออีกแค่นิดเดียว ขอให้ได้อยู่แบบนี้ก็พอใจแล้ว” เสียงร้องเพลงขาดหายไป พร้อมกับโฮคุโตะที่ปล่อยโฮออกมา

“ไม่ร้องสิ ฉันร้องตามแล้วเนี่ย”

“กะ ก็มันห้ามไม่อยู่นี่” จูริหัวเราะดังขึ้น ดึงอีกคนเข้ามากอด ขยี้หัวคนอายุน้อยกว่าไม่กี่วันอย่างหมั่นเขี้ยว แล้วปล่อยให้โฮคุโตะกอดเขา เหมือนที่เขากำลังกอดอีกคนทั้งที่ร้องไห้เช่นกัน

.

ไทกะรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็นบ้า

เขากลับมาถึงบ้านได้เกือบสองชั่วโมงแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้อยู่ไม่น้อย มันอะไรกันน่ะ จูริที่ตามปกติต้องเข้ามาหาเขา วันนี้กลับเอาแต่อยู่กับโฮคุโตะแทบจะตลอดเวลาตอนแรกก็อ่านนิตยสารด้วยกัน พอเสร็จงานก็เอาแต่นั่งดูคลิปกันสองคน และวันนี้ก็ไม่ใช่วันแรกด้วยที่จูริไม่สนใจเขา อีกฝ่ายหนีหน้าเขา เลี่ยงที่จะเข้ามาพูดคุยกับเขานอกจากเรื่องงานมาเป็นอาทิตย์แล้ว อันที่จริงก็ไม่ใช่แค่จูริหรอก โฮคุโตะเองก็เหมือนจะพยายามเลี่ยงเจสซี่เหมือนกัน จนตอนนี้จากปากคำของเจ้าตัว หนุ่มลูกครึ่งก็เครียดจัดแล้วเหมือนกัน

แต่ยิ่งกว่าความหงุดหงิดมันคือความน้อยใจ น้อยใจที่เขาดูเหมือนไม่ได้สำคัญในสายตาของอีกฝ่ายอย่างที่เจ้าตัวเคยพูดไว้เลย ถ้าเขาสำคัญจริง เขาคงไม่โดนอีกฝ่ายเมินและหนีไปอยู่กับคนอื่นแบบนี้

เขากดเปิดแอพลิเคชั่นในโทรศัพท์ขึ้นดู ข้อความที่เขาส่งไปในไลน์เป็นสิบข้อความตลอดหลายวันที่ผ่านมาไม่มีการตอบกลับจากคนตาสวยที่เอาแต่หลบหน้าเขา ไม่ขึ้นแม้แต่คำว่าอ่านแล้วด้วยซ้ำ ไทกะจึงวางโทรศัพท์ลงบนเตียงตามเดิม พลางกลิ้งไปกอดหมอนข้าง เอาหน้าซุกลงไปและหลับตาลง

ตอนที่โมริตะ มิวโตะ เพื่อนสนิทในค่ายของเขารู้ว่าเขาอารมณ์ไม่ค่อยดีเพราะอะไร เขาก็โดนด่าว่างี่เง่าแล้วก็โดนไล่ให้ไปเคลียร์กับจูริซะ แน่ล่ะว่าไทกะไม่ยอมเป็นคนเข้าไปคุยด้วยก่อนแน่ ก็คนที่เริ่มเมินเขาก่อนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีอะไรเลยน่ะ คือจุ๊ตันของมิวโตะไม่ใช่หรือไง แล้วเรื่องอะไรเขาจะต้องไปง้อด้วย ในเมื่อเขาไม่ได้ทำผิดสักหน่อย

ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ลึก ๆ ในใจ หนุ่มหน้าสวยก็เป็นกังวลกับท่าทางของคนที่เคยเข้ามาจีบมาเฟลิร์ตเขาออกสื่ออยู่บ่อย ๆ เหมือนกัน จูริไม่เคยทำแบบนี้กับเขามาก่อน อีกฝ่ายเป็นคนใจดีที่ต่อให้ไทกะเอาแต่ใจหรืองี่เง่าใส่มากแค่ไหนก็ยิ้มรับ และยังคงอยู่ข้าง ๆ เขามาโดยตลอด และนั่นก็ทำให้เขาเผลอทำตัวแย่ ๆ ใส่บ่อย ๆ เพราะมั่นใจว่าต่อให้ตัวเองทำตัวแย่แค่ไหน คนคนนั้นก็ไม่มีทางโกรธจนทิ้งเขาไป แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิดหรือเปล่า บางทีอีกคนคงเบื่อจนไม่อยากจะยุ่งกับเขาแล้วก็ได้ แล้วโฮคุโตะน่ะใจดีจะตาย ใคร ๆ ก็อยากให้มีคนใจดีกับตัวเองทั้งนั้น แล้วเขาที่คอยแต่จะเอาแต่ใจตลอดเวลา จูริจะหมดความอดทน แล้วทิ้งเขาไปหาคนอื่นก็ไม่แปลก

จนถึงตอนนี้ไทกะเริ่มยอมรับได้แล้วว่าบางทีการที่จูริหนีจากเขาไปอาจเป็นเพราะตัวเขาเองก็ได้ แต่ถ้ามันเกินที่อีกคนจะรับได้แล้ว จูริก็ควรจะบอกเขาตรง ๆ สิ ไม่ใช่ไม่ยอมคุย ไม่ยอมมองหน้ากันแบบนี้ ใช่ว่าเขาจะเอาแต่ใจตัวเองตลอดเวลาสักหน่อย ถ้ามันมากเกินไป แค่เพียงอีกฝ่ายพูดมา เขาก็จะพยายามเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น

ไทกะเหลือบไปมองสมุดแต่งเพลงบนโต๊ะเขียนหนังสือข้างเตียง แล้วลุกขึ้นหยิบมันขึ้นมาพลิก ๆ ดู แล้วไปหยุดที่หน้ากระดาษหนึ่ง เนื้อเพลงที่เขาเขียนและส่งให้เจสซี่แต่งทำนองให้ตามที่ชายหนุ่มลูกครึ่งอเมริกันเรียกร้อง

เพลงนี้เขาตั้งใจเขียนเป็นอย่างดี แม้ว่าเขาจะไม่เคยทำ ไม่เคยพูดอย่างเนื้อร้องที่เขียนไว้ แต่เขาก็รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ อยากกอด อยากปกป้อง อยากอยู่ข้าง ๆ อยากให้จูริได้รู้ว่าเขารักอีกคนมาก

เขาชอบจูริ แต่เขาไม่เคยพูด

ไม่ใช่ว่าไม่อยากพูด แต่เพราะนอกจากเขาแล้ว แรพเปอร์ร่างผอมก็เที่ยวเข้าหาคนโน้นคนนี้ไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นชินทาโร่ โฮคุโตะ และคนอื่น ๆ อีก นั่นทำให้เขาสับสนว่าตกลงแล้วสิ่งที่จูริพูดกับเขาเป็นเรื่องจริงหรือแค่เล่นตลก

ทว่าในตอนนี้ ต่อให้จูริเล่นตลกกับเขา เขาก็อยากให้อีกคนกลับมายิ้มให้เขาเหมือนเดิม

.

สองอาทิตย์กับบรรยากาศอึมครึมในห้องแต่งตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกำลังทำให้ยูโกะหนักใจมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะวันนี้

มือเรียวสวยของไทกะวางไดร์เป่าผมลงบนโต๊ะด้วยแรงที่เบากว่าการกระแทกเพียงนิดเดียว ใบหน้าหล่อหวานมุ่ยลงอย่างไม่สบอารมณ์ เช่นเดียวกับนัยน์ตาที่คุกรุ่นไปด้วยความโมโหของเจ้าของ และนั่นยิ่งทำให้โคจิ ยูโกะ ชายหนุ่มที่อายุมากที่สุดในห้องเริ่มเครียดกว่าเดิม

“ใจเย็น ๆ ก่อนสิ เดี๋ยวข้าวของก็พังหมดหรอก

“ก็ดูสิ อะไรกันน่ะนั่น”

อะไร ที่ไทกะว่า คือสองหนุ่มที่นั่งพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่อีกฟากของห้องแต่งตัว โดยไม่ได้รับรู้ว่าใครบางคนกำลังจะระเบิดลงอยู่ตรงนี้

“เอาน่า จูริมันก็เฟลิร์ตคนอื่นไปทั่วอยู่แล้ว กับโฮคุโตะนี่ก็ทำออกบ่อย” เขาเอ่ยปลอบหลังจากมั่นใจแล้วว่าตัวเองจะไม่โดนท่านเคียวโมโตะเหวี่ยงกลับแทน

“ก็ใช่ แต่ถ้าจะแนบชิดกันขนาดนี้ นั่งตักกันไปเลยดีกว่าปะ”

ภาพของหนึ่งแรพเปอร์หนึ่งหนุ่มหล่อที่แทบจะสิงกันอยู่บนโซฟาขณะดูอะไรสักอย่างในสมาร์ทโฟนด้วยกันไม่ใช่แค่สร้างความไม่พอใจให้กับไทกะคนเดียว แต่มันไปบาดตาบาดใจหนุ่มลูกครึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยเช่นกัน

เจสซี่มุ่นหัวคิ้วให้กับภาพตรงหน้า แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาเดินตรงไปยังกระเป๋าของตัวเองแล้วเก็บข้าวของลงไปเงียบ ๆ แม้จะแอบเหลือบมองคนที่เข้าสู่โหมดโลกนี้มีเพียงสองเราอยู่บ่อย ๆ ก็ตาม

ยูโกะที่เห็นท่าทางของเพื่อนซี้เข้าก็ได้แต่นึกปลงอยู่ในใจ อยากเอาตัวเองออกไปให้พ้น ๆ จากตรงนี้ซะที

บรรยากาศทะมึนจากคนสองคนที่แผ่ออกมาถึงกับทำให้โมริโมโตะ ชินทาโร่ น้องเล็กในกลุ่มพวกเขาหกคนที่มักจะโหวกเหวกโวยวาย ช่วงนี้ได้แต่เงียบลงอย่างผิดปกติ พลางมองมายังยูโกะเหมือนขอความช่วยเหลือ ซึ่งแน่ล่ะว่ายูโกะช่วยอะไรไม่ได้หรอก ในเมื่อคนโดนหึงหวงไม่ได้รับรู้ถึงไอเย็น ๆ ที่ปกคลุมไปทั่วห้องเลยสักนิด แต่เพราะแววตาอ้อนวอนของชินทาโร่ที่ดูน่าสงสารมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความหนาวเหน็บราวกับอุณหภูมิกำลังลดต่ำลง ยูโกะจึงตัดสินใจว่าควรทำอะไรสักหน่อย ก่อนที่เขากับน้องเล็กจะแข็งตายไปซะก่อน

“พวกนายสองคนดูอะไรกันอยู่น่ะ” ยูโกะเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่งกับคนอารมณ์ไม่ดีสองคน แต่หันกลับไปหาคนอีกคู่ที่สร้างโลกส่วนตัวกันแทน

“ดูรายการตลกอยู่น่ะ สนุกดี เนอะ จูริ”

“ใช่ ๆ สนุกดีล่ะ ฉันชอบดาราตลกคนนี้มากเลย ไม่นึกว่านายก็ชอบเหมือนกัน”

“ฉันชอบเขามานานแล้วล่ะ ตั้งแต่ตอนรายการ xxx แล้ว เขาน่ะ…”

ยูโกะได้แต่ยืนมองจูริกับโฮคุโตะที่หันกลับไปคุยกันสองคนตาปริบ ๆ นี่ตกลงว่าเขาโดนเมินสนิทจริง ๆ เหรอ เมื่อหันไปมองอีกฟากก็เห็นว่าไทกะดูหงุดหงิดมากกว่าเดิม คราวนี้กระแทกขวดน้ำดื่มลงบนโต๊ะแล้ว ส่วนเจสซี่ก็จ้องเขม็งมายังคนสองคนที่เพิ่งจะเมินเขาไป

หลังจากยูโกะยืนหันซ้ายหันขวา ละล้าละลังไม่รู้จะทำยังไงต่ออยู่ได้สักพัก คนที่เพิ่งกระแทกขวดน้ำลงโต๊ะก็ลุกขึ้นยืนอย่างทนไม่ไหว เดินตรงเข้ามาคว้ามือของจูริ กระชากอีกคนให้ลุกขึ้นท่ามกลางความตกใจของคนที่เหลือ

นัยน์ตาคมปลาบของหนุ่มหน้าสวยตวัดมองไปยังโฮคุโตะที่กะพริบตาปริบ ๆ อย่างงุนงงกับท่าทางของเขา แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือของจูริที่เจ้าของถืออยู่โยนให้โฮคุโตะ พูดขึ้นว่า

“ขอโทษนะ ฉันมีเรื่องต้องคุยกับจูรินิดหน่อย” จบประโยคก็ลากอีกคนเดินออกไปทันทีท่ามกลางความตกตะลึงของคนที่เหลือและคนโดนลาก

.

“เคียวโมโตะคุง เป็นอะไรน่ะ จู่ ๆ ก็ลากกันออกมาแบบนี้” ไทกะหันมามองหน้าคนพูดหลังจากลากอีกคนเข้ามายังห้องซ้อมที่ว่างอยู่แล้วปล่อยมือที่เขาลากติดมาด้วยตั้งแต่ออกจากห้องแต่งตัว

คำพูดที่ฟังดูสบาย ๆ แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าคนตรงหน้าตกใจกับท่าทีของเขาพอสมควร ทำให้เขาเผลอหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก หงุดหงิดกับความไม่รู้อะไรเลยของคนตรงหน้า หงุดหงิดที่คนตรงหน้าเลือกที่จะเดินหนีเขาไปขลุกอยู่กับอีกคนหนึ่งแทน

“ถามตัวเองดีกว่ามั้ย ว่าเมื่อกี้ทำอะไรอยู่” ให้ตายสิ เขาไม่น่าพูดแบบนี้ ไม่น่าใช้น้ำเสียงแบบนี้เลยสักนิด แต่เขาคุมตัวเองไม่อยู่แล้วจริง ๆ

“ก็ดูคลิปรายการกับโฮคุโตะ ทำไมต้องโมโห โกรธอะไรรึเปล่าน่ะ” ชื่อของโฮคุโตะที่ออกจากปากจูริ เหมือนยิ่งทำให้ไทกะระเบิดลง

“แค่ดูคลิป ทำไมจะต้องนั่งติดแนบชิดกันขนาดนั้น ไม่นั่งตักกันไปเลยล่ะ” เมื่อถูกประชดประชันเข้า จูริเองก็เริ่มจะโมโหแล้วเหมือนกัน ทำไมเขาจะต้องมาทนฟังคนหน้าหวานถากถางทั้งที่ยังรู้สึกแย่จากการอกหักยังไม่หาย แล้วยังโดนคนที่หักอกตัวเองใส่อารมณ์แบบนี้อีก เป็นใครมันจะทนได้กัน

“แล้วนายมีปัญหาอะไร ฉันจะทำอะไรก็ไม่ใช่เรื่องของนายสักหน่อย” คำพูดเจืออารมณ์รุนแรงที่ไม่เคยมีใครได้ยินจากจูริเป็นเหมือนน้ำเย็น ๆ ที่สาดเข้าไปที่หน้าไทกะโดยตรง ไม่ใช่น้ำเสียงหรือท่าทางโมโหของคนตรงหน้าหรอกที่หยุดเขาไว้ แต่เป็นเนื้อหาของมันต่างหาก ที่ตอกย้ำให้ไทกะรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะไปหึงหวงคนตรงหน้า และทำให้อารมณ์ที่พุ่งสูงร่วงต่ำลงแทบจะในทันทีจนได้แต่เงียบ

พอไทกะเงียบ จูริก็พลอยเงียบไปด้วย ต่างคนต่างยืนนิ่งอยู่นานก่อนที่ไทกะจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน

“ขอโทษ” เมื่อได้ยินคำว่าขอโทษ จูริก็เย็นลงบ้าง ก่อนจะพูดตอบ

“ไม่เป็นไร แล้วตกลงว่าโกรธอะไร”

“ฉันต่างหากที่ต้องถามนายว่าโกรธอะไร นายไม่ยอมมองหน้าฉันมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ”

จูริได้แต่เงียบอีกครั้ง เขาพูดไม่ได้ ถ้าพูดออกไปรับประกันได้เลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเปลี่ยนไปแน่นอน ไหนจะเจสซี่อีก ถ้าเขาบอกเหตุผลไปมีหวังคงมองหน้ากันไม่ติดไปอีกนาน

ไทกะที่เห็นอีกคนยืนนิ่งจึงตัดสินใจเดินเข้าไปกอดอีกคนไว้ซบหน้าลงกับบ่าของอีกคน พลางเอ่ยปากพูดอู้อี้เพราะกำลังจะร้องไห้เต็มแก่

“ฉันไม่ชอบเลยเวลานายเมินฉัน แล้วเอาแต่ขลุกอยู่กับโฮคุโตะ ไม่ชอบเลยจริง ๆ”

เสียงที่สั่นเทา อ้อมกอดที่ไหวระริกและคำพูดของไทกะ ทำให้จูริเม้มริมฝีปากแน่น นึกสับสนอยู่ในใจ หมายความว่ายังไงกัน คำพูดพวกนั้นน่ะ ไอ้เรื่องที่เขาเมินอีกคนจะไม่ชอบก็ไม่แปลก แต่ทำไมต้องไม่ชอบที่เขาอยู่กับโฮคุโตะ ชายหนุ่มกำลังจะพูดถามก็ต้องชะงักกับประโยคถัดมาของไทกะ

“ฉันชอบนายนะ”

จูริขยับตัวผละออกจากไทกะด้วยความตกตะลึง ตาคู่สวยเบิกกว้าง มองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“นาย.. พูดว่าอะไรนะ”

“ฉันบอกว่าฉันชอบนายไงเล่า แล้วนี่มันอะไรกันน่ะ อยู่ ๆ ก็ทำตัวห่างเหิน ไม่ยอมมองหน้า ไม่พูด ไม่คุยด้วย แล้วยังเอาแต่ขลุกอยู่กับโฮคุโตะอีก ฉันกลัวแทบแย่”

จูริรู้สึกเหมือนสมองของเขากำลังประมวลผลไม่ทัน ไทกะบอกว่าชอบเขา ชอบเขาจริง ๆ เหรอ เขาไม่ได้ฟังผิดจากเกลียดเป็นชอบ หรือหูฝาดไปอะไรทำนองนี้ใช่มั้ย

“แต่.. ไม่ใช่ว่านายกับเจสซี่…”

“ฉันกับเจสซี่ทำไม…เดี๋ยวนะ นี่อย่าบอกนะว่านายเข้าใจว่าฉันกับเจสซี่รักกันน่ะ บ้าไปแล้ว ฉันจะไปรักกับหมอนั่นได้ยังไง หมอนั่นมีคนที่ชอบอยู่แล้วเถอะ”

“แล้วเพลงนั่น…”

“เพลง? นายหมายถึง ตอนเช้าของพวกผม น่ะเหรอ นั่นน่ะฉันแต่งให้นายต่างหาก ถึงเจสซี่จะเป็นคนเริ่มขอให้แต่งให้เพราะจะเอาไปร้องให้คนที่หมอนั่นชอบฟังก็เถอะ แต่ตอนแต่งน่ะ ฉันคิดถึงแต่นายแค่คนเดียวเท่านั้นล่ะ” ว่าจบไทกะก็เอาหน้าผากมาแนบกับหน้าผากของคนที่ยังช็อกอยู่ เขาเตี้ยกว่าจูริแค่เซนเดียว จึงไม่จำเป็นต้องก้มหรือเขย่งให้เมื่อย

“ฉันแต่งให้นาย แล้วฉันก็ร้องเพลงนี้ให้นาย… แต่ดูเหมือนจะส่งไปไม่ถึงสินะ”

เสียงหงอย ๆ ของหนุ่มหน้าสวยทำให้จูริรู้สึกแย่ เขานึกอยากปลอบ หรือแม้แต่แก้ตัว แต่เขาก็พูดไม่ออก ในเมื่อความเข้าใจผิดของเขาทำให้คนตรงหน้ารู้สึกแย่มากมาย

“ฉันขอโทษนะ ที่ไม่รู้เรื่องแล้วยังเข้าใจผิดจนเผลอหลบหน้านายแบบนี้”

ไทกะส่ายหน้าทำให้หน้าผากของพวกเขาถูกัน แต่ก็ไม่มีใครคิดจะผละออก พวกเขาแค่อยู่อย่างนั้น ก่อนที่จูริจะพูดขึ้น

“นายชอบฉันจริง ๆ น่ะเหรอ” ไทกะผลักจูริออกทันที ขึ้นเสียงด้วยเริ่มจะโมโหอีกรอบ

“ก็ชอบจริง ๆ น่ะสิ! จะต้องให้ฉันย้ำอีกกี่รอบ!! นายเองนั่นแหละปากก็บอกว่าชอบฉัน แต่เอาแต่ไปจีบคนโน้น  เฟลิร์ตคนนี้อยู่นั่น แล้วยังหลบหน้ากันอีก ถ้าจะแค่แกล้งกันล่ะก็…” ประโยคสุดท้ายขาดหายไป พร้อมกับใบหน้าหล่อหวานที่ก้มลงต่ำ ทำให้อีกคนเดินเข้าไปกอดอีกฝ่ายไว้

“ฉันไม่ได้แกล้งสักหน่อย ฉันชอบนายจริง ๆ นะ แต่นายอะ เอาแต่เย็นชาใส่ฉันแล้วใครมันจะหน้าด้านหน้าทนขนาดนั้น ฉันก็เลยต้องวิ่งเข้าหาคนอื่นแก้เก้อต่างหาก ทั้งที่ความจริงแล้วน่ะ ชอบเคียวโมโตะคุงที่สุดเลย”

“แล้วทำไมต้องเมินฉันด้วยล่ะ”

“ก็ตอนที่ร้องเพลงนั้นในกามุชาระน่ะ ทั้งนายทั้งเจสซี่สบตากันมีความหมายซะขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องเข้าใจว่าพวกนายชอบกันทั้งนั้นแหละ ฉันก็เลยคิดว่าควรออกห่างจากนายน่าจะดีกว่า”

“ก็นั่นมันแฟนเซอร์วิส นายเองก็รู้ไม่ใช่หรือไง”

“รู้ แต่มันอดคิดไม่ได้นี่นา นายสองคนดูเหมาะกันจะตาย ยิ่งนายเอาแต่นิ่งเวลาฉันเข้าหาด้วยแล้ว ก็เลย…”

ไทกะยกมือขึ้นกอดคนที่กอดตัวเองอยู่บ้างเมื่ออ้อมแขนที่โอบรอบตนอยู่กระชับแน่นขึ้น เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของคนอายุน้อยกว่า แล้วพูดขึ้นว่า

“ตกลงว่าตอนนี้รู้แล้วใช่มั้ยว่าฉันชอบนาย ไม่ใช่เจสซี่”

จูริพยักหน้าทั้งที่ยังซุกหน้าบนบ่าของอีกคน ไทกะที่เห็นการตอบรับก็ยิ้มกว้างออกมา ดันตัวอีกคนออกแล้วเอ่ยถาม

“แล้ว… ไม่คิดจะถามอะไรกันหน่อยเหรอ” จูริขมวดคิ้วนิดหน่อย ก่อนจะคลายออกเมื่อเข้าใจความหมายแฝงของอีกคนที่ส่งผ่านคำถาม ความเขินอายพุ่งขึ้นอย่างที่ไม่ค่อยจะเป็นสักเท่าไหร่ ส่งผลให้ชายหนุ่มยิ้มจางและหัวเราะเบา ๆ นัยน์ตาคู่สวยเสมองไปทางอื่น ไม่กล้ามองใบหน้าหวานที่อยู่ตรงหน้า

“ว่าไง~ รอตอบอยู่เนี่ย” ไทกะเร่งพร้อมรอยยิ้ม นึกสนุกเล็กน้อยที่ได้เห็นคนตรงหน้าเขินอย่างหาได้ยาก เวลาจูริเขินน่ารักจะตาย แล้วไม่ใช่ภาพที่จะได้เห็นบ่อย ๆ เสียด้วย และนั่นก็ยิ่งทำให้ไทกะอยากแกล้งอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก

“คือ มันเขินเหมือนกันนะ”

“เขินอะไร เร็ว ๆ สิ รออยู่ ความอดทนมีจำกัด ถ้าไม่รีบถามจะไม่ตอบอีกแล้วนะ”

“แล้วทำไมนายไม่พูดเองล่ะ”

“ไม่เอาอะ อยากฟังจูริถามมากกว่า ถามสิ ๆ”

ทั้งที่ปกติก็ไม่เคยนึกอายแบบนี้ แต่พอมาตอนนี้ที่มั่นใจว่าคนตรงหน้าจะตอบตกลงแน่ ๆ เท่านั้นแหละ ความกล้าที่เคยมีเป็นปกติก็หดหายไปหมด ใช้เวลาสักพักกว่าจูริจะข่มความอายลงได้ แล้วพูดขึ้นตามที่อีกคนอยากได้ยิน

“คบกับฉันมั้ย เคียวโมโตะคุง”

“ไทกะต่างหาก”

“เอ๊ะ” ไทกะส่งยิ้มหวานให้คนตรงหน้า พลางเอ่ยขยายความ

“จะคบกันแล้วก็ต้องเรียกชื่อสิ จะมาเรียกนามสกุลได้ไง ถามใหม่”

“นี่มันจงใจแกล้งฉันชัด ๆ เลยไม่ใช่เหรอ ใจร้ายเกินไปแล้วนะ” คนโดนแกล้งเอ่ยประท้วง แต่ไทกะเพียงแค่ยิ้ม ไม่แก้ตัวอะไรทั้งสิ้น  จูริจึงเอ่ยปากถามอีกครั้ง

“คบกับฉันนะ ไทกะ”

“อือ คบ”

.

อีกด้านหนึ่ง…

.

“เคียวโมโตะ… เป็นอะไรไปน่ะ” โฮคุโตะถามอย่างงุนงง ในมือถือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของจูริที่ไทกะเพิ่งโยนให้ กะพริบตาปริบ ๆ มองประตูที่คนสองคนเพิ่งผ่านออกไปก่อนจะหันมามองหน้าเพื่อนอีกสามคนที่เหลืออยู่ในห้อง และรีบก้มหลบสายตาของเจสซี่ที่ตัวเองเผลอมองเป็นคนสุดท้าย

คนอารมณ์ฉุนเฉียวออกไปแล้วก็จริง แต่คนปล่อยไอเย็นอีกคนยังอยู่ในห้อง และดูเหมือนว่าใกล้จะระเบิดแล้วเช่นกันเมื่อเห็นว่าโฮคุโตะหลบตาตัวเอง ทำให้ยูโกะกับชินทาโร่มองหน้ากันราวจะปรึกษาโดยไม่มีเสียงแล้วอีกไม่ถึงนาทีทั้งสองคนก็พร้อมใจกันพูดขึ้น

“ฉันกลับก่อนนะ ยังเหลือรายงานที่ต้องทำอีกเล่มน่ะ” ยูโกะว่า ตามด้วยน้องเล็กของกลุ่มที่คว้ากระเป๋าขึ้นมาหลังเก็บของเสร็จอย่างรวดเร็วแบบผิดปกติ

“ฉันก็ต้องกลับแล้วเหมือนกัน วันนี้มีนัดไปซื้อของกับแม่ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ” แล้วทั้งสองคนก็พร้อมใจกันจรลีออกจากห้องไป ทิ้งไว้แต่คนสองคนที่ยังเอาแต่เงียบอยู่ในห้อง

“งั้น ฉันกลับบ้างล่ะนะ” โฮคุโตะพูดเบา ๆ เดินไปหยิบกระเป๋าของตัวเองขึ้นมา หลังผ่านไปสักพัก ทำลายความเงียบและความอึดอัดจากสายตาที่มองตรงมาที่เขาไม่ขยับไปไหนโดยไม่มีเสียงพูดของเจ้าตัว

เมื่อเขากำลังหมุนลูกบิดประตูเปิดออก อีกคนก็ตรงมาผลักประตูปิดทันที แล้วมือหนาก็ดึงตัวเขาเข้าไปในอ้อมแขนแกร่งที่โอบรัดเขาจากด้านหลัง

“เจสซี่ ทำอะไรของนายเนี่ย”

“ยอมพูดกับฉันแล้วเหรอ” โฮคุโตะชะงักค้างกับคำพูดของคนตัวสูงกว่า เผลอเม้มริมฝีปากแน่นเมื่ออีกคนจับตัวเขาหันหลังมาเผชิญหน้ากัน

“ฉันจะเป็นบ้าอยู่แล้วนะ นายโกรธอะไรฉัน อยู่ ๆ ก็เมิน ไม่มองหน้า ไม่สบตา ไม่พูดด้วย ฉันทำอะไรให้นายไม่พอใจเหรอ” นัยน์ตาสีน้ำตาลที่เคยเป็นประกายอย่างที่โฮคุโตะชอบมาตลอดหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก

“เปล่าหรอก นายไม่ได้ทำอะไรให้ฉันโกรธหรอก”

“แล้วนายมีปัญหาอะไรล่ะ เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่รึไง” หัวใจบีบรัดจนปวด นั่นสิ เขาเป็นเพื่อนของเจสซี่ เพื่อนโดนเพื่อนเมิน ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกแย่ทั้งนั้นแหละ

“ขอโทษด้วยนะ มันเป็นปัญหาของฉันเองแหละ นายไม่ต้องห่วงหรอกน่า อีกสักพักเดี๋ยวฉันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว” เขายิ้มให้ไอดอลหนุ่มทั้งที่ในใจกำลังจะร้องไห้เต็มแก่ ฝืนพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงทั้งที่รู้ว่ามันคงออกมาฝืดเฝื่อนเต็มที

“โฮคุ…”

“ขอเวลาฉันสักพักนะ แล้วเดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลัง.. นี่ก็เย็นมากแล้ว กลับบ้านกันเถอะ” พูดจบเขาก็หันหลังกลับ เปิดประตูห้องแต่งตัว แต่ก็เหมือนเดิม เจสซี่ปิดประตูทันที

“เจสซี่ คือว่า…”

“ช่วยฟังหน่อยได้มั้ย” เจสซี่ว่าพลางดึงตัวอีกคนเข้ามากอดอีกครั้ง ใบหน้าคมคายซบลงกับบ่าของคนในอ้อมแขน ซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมา

“เอ๊ะ”

“รอยยิ้มนั้นของเธอเหมือนกับความอบอุ่นของแสงอาทิตย์…” ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ เสียงทุ้มนุ่มก็ร้องเพลงขึ้นมาเสียก่อน ตอนเช้าของพวกผม เพลงที่เจสซี่กับไทกะแต่งด้วยกัน ทำให้โฮคุโตะชะงักค้างไปชั่วครู่ ร้องเพลงนี้แบบนี้น่ะ หมายความว่าอีกคนอยากบอกให้เขารู้ว่าตัวเองกับไทกะกำลังคบกันอยู่ใช่มั้ย

เพลงหวาน ๆ กับเสียงนุ่มหูที่ชวนหลงใหล บัดนี้เป็นเหมือนคมมีดอาบน้ำผึ้งที่บาดลึกเข้าไปในใจคนฟังจนต้องพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมแขนแกร่งที่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งรัดแน่น

“ไม่เอา เจสซี่ ปล่อย”

“ไม่ว่าจนถึงเมื่อไหร่ ผมอยากไปปกป้องเธออยู่ข้าง ๆ ผมคิดแบบนั้น…

“เจสซี่ ปล่อยฉัน” แม้จะโวยวายเท่าไหร่ ทั้งทุบทั้งตี อีกคนก็ไม่ยอมปล่อยโฮคุโตะออกจากอ้อมกอด และไม่ยอมหยุดร้องเพลงด้วย ทำให้คนฟังได้แต่ร้องไห้อยู่ตรงนั้น เขาไม่อยากฟัง ไม่อยากรับรู้ว่าคนตรงหน้ากับใครอีกคนรักกันมากขนาดไหน แล้วทำไมต้องบังคับให้เขาฟัง แค่นี้เขายังเจ็บไม่พออีกหรือ

“ถึงแม้จะเป็นวันทีรีบเร่ง พวกผมก็จะรอคอยอยู่ตรงนั้นทันที…”

“พอเถอะ พอสักที ไม่เอาแล้ว…” โฮคุโตะร้องขอทั้งน้ำตา ไม่เอาแล้ว เจ็บ เจ็บที่สุด ทำไมเจสซี่ถึงทำกับเขาแบบนี้ เขารู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์ ไม่เห็นจะต้องมาตอกย้ำกันขนาดนี้เลย พอเถอะ หยุดทำร้ายเขาสักที

 “แต่ขออีกแค่นิดเดียว ขอให้ได้อยู่แบบนี้ก็พอใจแล้ว”

จบเพลงเจสซี่ก็ยอมคลายอ้อมกอดออก เมื่อไม่มีแขนแกร่งรั้งเอาไว้ โฮคุโตะก็ทรุดลงไปนั่งร้องไห้กับพื้น โดยที่คนร้องเพลงกลับนั่งลงก้มหน้าอยู่ข้าง ๆ ถ้าโฮคุโตะสังเกตจะเห็นว่าอีกคนกำลังน้ำตาคลอหน่วยเหมือนกัน

“ทำไมต้องร้องเพลงนี้ให้ฉันฟังด้วย นายจะรักกับใครก็รักไปสิ จะมาตอกย้ำกันทำไมอีกเล่า แค่นี้ฉันยังเจ็บไม่พอใช่มั้ย ต้องให้ฉันตายไปเลยใช่มั้ย!!” โฮคุโตะระเบิดอารมณ์ทั้งหมดออกมา เขาทนไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้วจริง ๆ

“เกลียดฉันขนาดนั้นเลยเหรอ แค่ฉันชอบนาย มันแย่มากขนาดนายต้องมาซ้ำเติมกันแบบนี้เลยรึไง”

นัยน์ตาของเจสซี่เบิกกว้าง คว้าแขนสองข้างของคนที่กำลังร้องไห้โวยวายแล้วดึงเข้าหาตัว จ้องหน้าอีกฝ่าย ร้องถามเสียงสูง

“เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ”

“ก็ถามว่าทำไมต้องมาซ้ำเติมกันแบบนี้น่ะสิ!! เกลียดกันมากนักรึไงเล่า!”

“ไม่ใช่ เมื่อกี้นายบอกว่าชอบฉัน นายพูดจริง ๆ ใช่มั้ย”

“เออ ชอบ ชอบมากด้วย พอใจรึยัง” ด้วยอารมณ์ที่ปะทุทำให้โฮคุโตะเผลอพูดทุกอย่างที่เก็บเอาไว้ทั้งหมด กว่าเขาจะรู้ตัว ก็เมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างของคนตรงหน้าผ่านม่านน้ำตาพร้อมกับที่เจ้าของรอยยิ้มนั้นพุ่งเข้ามากอดเขาไว้

“ฉันก็ชอบนาย ชอบมาตั้งนานแล้ว ให้ตายสิ ดีใจที่สุดเลย” โฮคุโตะหยุดร้องไห้ทันที ได้แต่นั่งงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นแทน หมายความว่ายังไงกัน ชอบเขาอย่างนั้นเหรอ

“เดี๋ยวนะ เจสซี่ เมื่อกี้นายบอกว่าชอบฉัน?”

“อือ ฉันชอบนาย”

“ไม่ใช่ว่านายคบกับไทกะอยู่เหรอ” คนตัวสูงกว่าผละออกมองอีกคนอย่างงุนงง ขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยปฏิเสธในทันที

“เปล่า ไทกะชอบจูริอยู่ต่างหาก ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนเนี่ย” พอได้ยินคำตอบชัด ๆ โฮคุโตะก็พูดอะไรไม่ออก ตกลงว่าที่พวกเขาดราม่ากันมาเป็นอาทิตย์คือคิดไปเอง เครียดไปเอง บ้ากันไปเองงั้นสิ

ตอนนี้โฮคุโตะชักอยากร้องไห้อีกสักรอบแล้ว

แต่ถึงจะนึกเครียดกับสภาพตัวเองที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ แต่โฮคุโตะก็นึกดีใจกับเพื่อนอีกคนด้วย  ถ้าไทกะชอบจูริ มันก็หมายความว่าทั้งสองคนใจตรงกัน เพราะแรพเปอร์ร่างผอมคนนั้นแอบชอบหนุ่มหน้าสวยมานานมากแล้ว ถ้าทั้งคู่คุยกันลงตัวแล้วได้คบกัน โฮคุโตะยินดีด้วย อย่างน้อยจูริก็ไม่ต้องอกหักแล้วล่ะนะ

“ตกลงว่าไปเอาความคิดนั้นมาจากไหน ที่เมื่อกี้ร้องไห้เพราะเข้าใจว่าเป็นเพลงที่ฉันกับไทกะแต่งให้กันเองใช่มั้ยเนี่ย”

แน่ล่ะว่าโฮคุโตะก็ยังคงเงียบเหมือนเดิม เจสซี่ที่เห็นแบบนั้นได้แต่ยิ้มบาง ๆ ท่าทางว่าเขาจะเดามาถูกทางแล้วล่ะ โฮคุโตะถึงได้ทำท่าเหมือนเถียงไม่ออกแบบนี้

“แล้วขอฉันเดาต่อนะ ที่นายเมินฉันมาเป็นอาทิตย์เพราะเรื่องนี้เหมือนกันล่ะสิ” เพราะตั้งแต่แสดงกามุชาระจบ อีกคนก็แทบจะปลีกตัวหนีออกจากชีวิตเขาไปโดยปริยาย พอ ๆ กับที่จูริหนีไปจากไทกะ แล้วทั้งสองคนก็เอาแต่อยู่ด้วยกันมาตลอด

มือหนายกขึ้นเช็ดคราบน้ำตาออกจากแก้มของอีกฝ่ายแผ่วเบา ขณะที่อีกคนได้แต่เบือนสายตาหนี โฮคุโตะไม่สามารถมองสบตาเจสซี่ได้จริง ๆ หลังจากที่อีกฝ่ายอธิบายการกระทำที่ผ่านมาของเขาทั้งหมดได้ราวตาเห็น เขายอมรับกันตรง ๆ เลยว่าอายมาก อายกับการคิดไปเองจนนั่งร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรมาเป็นอาทิตย์ ตีตัวออกห่างจากคนตรงหน้า ยิ่งได้เห็นสายตาที่มองมากับสัมผัสจากมืออุ่น ๆ ที่เช็ดน้ำตาบนหน้า เขายิ่งอาย

“เพลงนั้นน่ะ ฉันกับไทกะตั้งใจแต่งให้นายกับจูริ แต่จู่ ๆ พวกนายก็ตีตัวออกห่างจากพวกฉัน แล้วหันไปอยู่ด้วยกันมากขึ้น พวกฉันน่ะหึงแทบตาย รู้มั้ย ทั้งหึง ทั้งหวง ทั้งกังวล คิดวนไปวนมาเป็นร้อยรอบว่าฉันทำอะไรให้นายไม่พอใจรึเปล่า หรือนายจะรังเกียจฉันที่ดันไปชอบนายมากกว่าคำว่าเพื่อน”

เจสซี่เลื่อนมือเข้าไปโอบรั้งโฮคุโตะเข้ามาใกล้อีกครั้งก่อนจะพูดต่อ “แต่ฉันก็ยังแอบหวังอยู่นิด ๆ นะ ฉันก็เลยร้องเพลงนั้นเพราะอยากให้นายรู้ว่าฉันคิดยังไงกับนาย แต่ก็กลายเป็นว่านายทั้งโวยวาย ทั้งร้องไห้ ฉันก็เลยคิดว่าคงหมดหวังแล้วจริง ๆ ใครจะไปคิดล่ะ ว่าเรื่องจะพลิกกลับมาเป็นแบบนี้… นี่ มองหน้าฉันสิ โฮคุโตะ”

โฮคุโตะทำตามคำพูดของอีกฝ่าย เขาได้เห็นดวงตาคู่สวยที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน กับรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบในสายตาของเขาสว่างสดใสขึ้น ดวงตากับรอยยิ้มที่ทำให้โฮคุโตะหลงรักอีกฝ่ายมาตั้งแต่ต้น

“ฉันจะร้องให้ฟังอีกทีนะ คราวนี้ช่วยตั้งใจฟัง อย่าร้องไห้อีกล่ะ รู้มั้ย”

“ไม่ร้องแล้ว” เพราะโดนแหย่ โฮคุโตะจึงทำหน้ามุ่ยใส่เจสซี่ที่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะร้องเพลงที่เขาขอให้ไทกะเขียนเนื้อร้องให้ฟังอีกครั้ง

ในตอนเช้า เธอที่สะลึมสะลือนอนพิงไหล่ของผมอยู่

โดยไม่ได้คิดอะไร ผมกอดและมอบพลังให้เธอ

ความสุขนั้นไม่มีเสียง แถมยังเปลี่ยนสีได้ทันที

แต่ในวันหนึ่งๆ เราจะสามารถรับรู้ได้ในช่วงเวลาหนึ่งอย่างแน่นอน

รอยยิ้มนั้นของเธอเหมือนกับความอบอุ่นของแสงอาทิตย์

ไม่ว่าจนถึงเมื่อไหร่ ผมอยากไปปกป้องเธออยู่ข้าง ๆ ผมคิดแบบนั้น

ถึงแม้จะเป็นวันที่รีบเร่ง พวกผมก็จะรอคอยอยู่ตรงนั้นทันที

แต่ขออีกแค่นิดเดียว ขอให้ได้อยู่แบบนี้ก็พอใจแล้ว

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ความจริงเราอยากเขียนเจสซี่กับไทกะล่ะค่ะ คือตั้งใจจะให้มีเฉพาะช่วงดราม่าของจูริกับโฮคุโตะช่วงแรกสุดเลยแค่นั้น แต่เราฝืนคู่ที่เราชิปมากทั้งจูริไทกะ แล้วก็เจสโฮคุไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องใส่จนได้…//โดนชิปเปอร์เจสไทกะรุม

อย่างที่บอกไปแล้วว่าเราได้รับความอนุเคราะห์จากแอดมินเพจ 6tonesFC ให้เอาเนื้อเพลงมาใช้ได้ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ แล้วก็ขอบคุณที่คอยแปลแมก แปลเพลงต่าง ๆ ให้แฟนคลับที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นแต่ดันติ่งหนักมากอย่างเราได้เข้าใจหนุ่ม ๆ มากขึ้น

ที่สำคัญขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ

Advertisements
Posted in Fanfiction

[AU One Shot – SixTONES] เด็กแว้น

กลับมาพร้อมฟิคเด็ก ๆ คู่เดิมอีกแล้วค่ะ เยอะไปมั้ยเนี่ย ฮา จริง ๆ ยังมีอยู่อีกประมาณ 2 – 3 เรื่องในสต็อกด้วยนะคะ เดี๋ยวค่อย ๆ ทยอยปล่อย

อันนี้เป็นฟิคจากพล็อตที่เพื่อนเราเสนอค่ะ หลังจากที่เราโทรศัพท์คุยกับนางแล้วมีกลุ่มคนแว้นมอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านเราไปหลายสิบคันเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา นางก็บอกว่า ทำไมไม่แต่งฟิคเลยล่ะ ให้เจสซี่เป็นเด็กแว้น แล้วให้โฮคุโตะโมโหจนเปิดหน้าต่างด่า มันก็เลยออกมาเป็นฟิคนี้แหละค่ะ

เราไม่เคยแต่งแนวนี้เท่าไหร่เลยค่ะ แบบให้มันออกมาตลก ๆ เลยไม่รู้ว่าจะตลกพอมั้ย กลัวแป้กเหมือนกันค่ะ ฮา วันหลังจะลองฝึกเขียนแนวนี้อีก

เอาเป็นว่า เข้าเรื่องเลยดีกว่าเนอะคะ

คำเตือน

 

               นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือใด ๆ ก็ตามแต่รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ แล้วก็อาจมีคำที่ไม่สุภาพเล็กน้อย แต่ไม่หยาบมากแน่นอนค่ะ

 

[AU One Shot – SixTONES] เด็กแว้น

Pairing : Jesse x Matsumura Hokuto

“บรื้นนนนนน”

“โว้ยยยยย!! มันจะเร่งเครื่องทำบ้าอะไรกันนักกันหนาวะ” ชายหนุ่มกระแทกมือลงบนโต๊ะทำงานด้วยความหงุดหงิด นี่เป็นรอบที่ร้อยแล้วตั้งแต่เขาตื่นนอนที่เขาได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์เร่งเครื่องผ่านหน้าบ้านเขา วันนี้มันวันแว้นแห่งชาติรึไงวะ แล้วเขาจะเขียนบทความต่อได้ยังไง

โฮคุโตะเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเขียนและคอลัมนิสต์ โดยปกติแล้วคนรอบข้างมักจะมีภาพจำว่าเขาเป็นชายหนุ่มสุดเท่ที่ค่อนข้างมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย แต่ถ้าคนเหล่านั้นได้มาเห็นเขาในตอนนี้ ภาพลักษณ์ที่อุตส่าห์สร้างมาคงป่นปี้ไม่มีเหลือ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะความหงุดหงิดจากเสียงมอเตอร์ไซค์ที่ดังรบกวนอยู่ตลอดเวลาจนเขียนงานไม่ออกนั่นเอง

“บรื้นนนนนน” คิดยังไม่ทันจบดีก็มีมอเตอร์ไซค์แต่งเครื่องส่งเสียงดังมาแต่ไกล และนั่นก็ทำให้โฮคุโตะโมโหจนถึงกับเปิดหน้าต่างออกไปด่า

“จะเร่งเครื่องเสียงดังทำบ้าอะไรนักหนาวะ หนวกหู!!”

แต่สิ่งที่โฮคุโตะไม่คาดคิด คือ ไอ้เด็กแว้นที่เขาเพิ่งตะโกนด่าไปมันดันจอดรถ ถอดหมวกกันน็อกออก เงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วตะโกนตอบ

“หนวกหูก็อุดหูไปดิ ฟังทำไม ไม่ได้ให้ฟังสักหน่อย”

“ก็ไม่ได้อยากฟังเหมือนกันแหละโว้ย แต่เสียงมันลอยเข้าหูมาเนี่ย คำว่าเกรงใจอะ สะกดเป็นมั้ย  เ-ก-ร-ง-ใ-จ น่ะ ห๊ะ”

“นายนี่มันน่ารำคาญชะมัด ทำตัวอย่างกับคนแก่” พอโดนสวนกลับมา โฮคุโตะก็ปรี๊ดแตกกว่าเดิม ไอ้เด็กเปรตนี่มันกล้าว่าเขาอย่างนั้นเหรอ

เขาหันไปคว้าขวดน้ำใกล้ตัวแล้วสาดน้ำใส่คนที่อยู่ข้างล่าง แม้จะไม่โดนตรง ๆ จนเปียกโชก แต่ก็มีละอองน้ำให้รู้สึกอยู่บ้าง

“เฮ้ย เล่นงี้มันไม่แฟร์นี่หว่า”

“ก็ไม่ได้เล่นนี่ จำไว้วันหลังอย่ามาปีนเกลียวฉันอีก ไอ้เด็กแว้น” ว่าจบก็ปิดหน้าต่างดังปังจนคนที่ได้ยินสะดุ้งโหยง ได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเอง

“คนอะไรวะ ขี้หงุดหงิดได้อีก” แต่ไม่รู้ทำไม ริมฝีปากของคนโดนเรียกเป็นเด็กแว้นถึงเผลอยิ้มออกมา นึกในใจว่าทีหลังต้องขับผ่านมากวนอีกฝ่ายบ่อย ๆ บ้างแล้ว

 

“อะไรอีกวะเนี่ย!! บีบแตรอยู่ได้ พ่อเสียรึไง ถึงได้ต้องบีบแตรส่ง!” มาแล้ว ประโยคทักทายที่ไร้ซึ่งความเป็นมิตรโดยสิ้นเชิง แต่เจสซี่ก็เริ่มจะชินกับคำพูดร้าย ๆ นั่นซะแล้ว

หลังจากตะโกนเถียงกันในวันนั้น เจสซี่ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านหลังนี้อยู่บ่อย ๆ แกล้งเร่งเครื่องมั่ง  บีบแตรมั่ง กวนประสาทคนที่เคยโผล่หน้าออกมาด่าเขาให้ออกมาตวาดแว้ด ๆ ใส่เป็นประจำ ทั้งที่ความจริงแล้วหลังจากโดนตะโกนด่าแบบนั้น เขาก็ควรจะเลี่ยงไม่ให้โดนด่าอีก แต่กลายเป็นว่าเขายิ่งยั่วให้อีกคนโมโหหนักกว่าเดิมจนโดนเพื่อนด่าว่าโรคจิต เขาไม่ได้เป็นมาโซคิสม์อะไรอย่างที่มันด่าหรอก ก็แค่อยากหาเรื่องเจอหน้าเท่านั้นเองแหละ อย่างวันนี้ที่เขาแกล้งบีบแตรยาว ๆ หลาย ๆ ทีหน้าบ้านอีกฝ่าย และก็ไม่ผิดหวังเมื่อคนคนเดิมเปิดหน้าต่างบานเดิมออกมาด่าเหมือนเดิม

ก็ท่าทางตอนโมโหจัดของเจ้าของบ้านหลังนี้น่ะ น่ารักจะตาย

“พ่อฉันยังอยู่ดีกินดี ไม่ต้องให้นายมาแช่งหรอก”

“แล้วจะบีบแตรทำพระแสงอะไรมิทราบ สนุกนักรึไง”

“สนุกมาก~ นายนี่มันขี้โมโหชะมัดเลย ชิว ๆ หน่อย รู้จักปะ ชิว ๆ อะ”

“ไอ้เด็กเปรต นี่แกอยากตายใช่มั้ย!!”

“ตายไม่กลัว กลัวไม่ตายอะดี้~” ว่าจบเจสซี่ก็ขี่มอเตอร์ไซค์จากไปพร้อมเสียงหัวเราะ ทิ้งไว้แต่คนที่หงุดหงิดได้ที่ให้ตะโกนสาปส่งตามหลัง

“แก ไอ้ #@^&$*^$#^+”

หลังจากได้กวนประสาทใครบางคนพอหอมปากหอมคอให้หัวใจชุ่มชื้นไปแล้ว เจสซี่ก็ตรงไปยังมหาวิทยาลัย เมื่อหาที่จอดได้เป็นที่เรียบร้อย เขาก็เดินไปหาเพื่อนซี้ซึ่งเล่นดนตรีวงเดียวกันที่นั่งรอกันอยู่ที่โต๊ะไม้ที่พวกเขานั่งกันอยู่ประจำ

“ไง รอนานปะ”

“นาน ไปทำบ้าอะไรมาวะครับ ไอ้คุณเจสซี่” ยูโกะ มือกีต้าร์ของวงด่า แม่งนัดมาซ้อมกันตอนเก้าโมงสี่สิบห้า ไอ้ลูกครี่งสุดหล่อนี่ล่อไปสิบโมงสิบห้า หายหัวไปทำอะไรของมันมาวะเนี่ย

“มันไปตามตี๊อเขามา” จูริ มือเบสว่า พลางยกมือขึ้นรับกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ของเขาที่คนยืมโยนมาให้ อันที่จริงเจสซี่ยืมมอเตอร์ไซค์ของเขาไปใช้บ่อยถึงขั้นบ่อยมาก ซึ่งก็ไม่ได้เอาไปทำอะไรหรอก มันเอาไปตามจีบสาว เอ่อ ไม่ใช่ ต้องจีบหนุ่มสิ

“ใครวะ นี่ไปปิ๊งสาวที่ไหน ชื่ออะไร ลูกเต้าเหล่าใคร สวยปะ” ชินทาโร่ มือกลองของวง ถามขึ้นอย่างอยากรู้อยากเห็น แหม ใครมันจะไม่อยากรู้ล่ะ ก็ไอ้คนที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาเนี่ย เดือนคณะดุริยางค์นะครับ ลูกครึ่งอเมริกา หน้าหล่อ บ้านรวย แถมพ่วงตำแหน่งนักร้องนำวงดนตรีที่มีเสียงดีติดอันดับต้น ๆ ของคณะ รองจากรุ่นพี่อย่างเคียวโมโตะ ไทกะกับมาสึดะ เรียว แค่สองคนเท่านั้น เรียกได้ว่าโคตรจะเพอร์เฟกต์อะ แต่แม่งไม่เคยจะยอมคบกับใครสักที ด้วยเหตุผลว่ามันไม่ได้ชอบเขา ขนาดพี่ดาวคณะบัญชี สวยชนิดหยาดฟ้ามาดิน มาสารภาพรักกับมันยังแห้วกินกลับไปเลย คิดดู ลองเป็นชินทาโร่ หรือยูโกะสิ ไม่มีเหลือให้หมามันคาบไปกินหรอก สวยขนาดนั้น

“ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ว่าลูกใคร ไม่สวย แต่น่ารัก”

“นี่แกไปตามตื๊อเขา แต่ไม่รู้แม้แต่ชื่อเนี่ยนะ” ยูโกะพูดอย่างไม่อยากเชื่อ แล้วไปรู้จักกันได้ยังไงล่ะนั่น ไม่สิ แล้วมันไปตามตื๊อเขาได้ยังไงทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรของเขาสักอย่างเนี่ย

“แต่ฉันรู้นะเว้ยว่าบ้านเขาอยู่ไหน”

“แล้วไปรู้จักมักจี่กันได้ไงวะ ชื่อแซ่ก็ไม่รู้จัก แต่ดันไปรู้จักบ้านเขา” ชินทาโร่ถาม แต่คนกำลังอินเลิฟทำเพียงแค่คว้าแก้วน้ำปั่นของเพื่อนขึ้นมาดูดด้วยรอยยิ้มกว้างแทน ทำให้สายตาของคนถามหันไปมองอีกหนึ่งหนุ่มที่ทำท่าจะรู้เรื่องดี

“แกรู้อะไรใช่มั้ย จูริ พูด!!”

“ไม่มีอะไรหรอก ก็พวกแกจำวันนั้นได้ปะ วันที่รถไอ้เจสมันเสียเลยยืมลูกรักฉันไปซื้อของกินอะ” ยูโกะกับชินทาโร่พยักหน้าหงึก ๆ พวกเขาพอจำได้ว่าวันนั้นพวกเขาอยู่ซ้อมดนตรีกันที่คณะในวันหยุดซึ่งโรงอาหารมหาลัยมันปิด นักร้องนำของวงอย่างเจสซี่จึงอาสาขี่มอเตอร์ไซค์ที่แต่งอย่างเท่ (แต่ใกล้เคียงกับพวกเด็กแว้น) ของจูริไปซื้อของกินมาให้แทนรถเก๋งสุดหวงของมันที่บังเอิญสตาร์ทไม่ติดจนต้องไปนอนเล่นในอู่

“แล้วไงต่อวะ”

“คือ มอไซค์ฉันมันเสียงดังใช่มั้ยล่ะ ทีนี้เขาเลยเปิดหน้าต่างออกมาด่า มันก็บ้าไปยืนตะโกนเถียง ละดันไปหลงเสน่ห์อะไรเขาไม่รู้ถึงได้ตามตื๊อตามกวนเขาอยู่นั่น” เพื่อนร่วมวงดนตรีที่ได้ยินถึงกับหันมามองหน้าไอ้นักร้องนำที่ยอมลดตัวจากลูกคุณหนูไปเป็นเด็กแว้นข้างถนนเพียงเพราะอยากตามตื๊อสาว (ความจริงคือหนุ่ม) เป็นตาเดียว แม่งโคตรลงทุนเลยให้ตาย

“น่ารักขนาดนั้นเลยเหรอวะ แกถึงได้ยอมลงทุนขนาดนั้น”

“อย่าใช้คำว่าน่ารักเลยเหอะว่ะ แม่งโคตรตรงกันข้ามอะ” จูริแย้ง ไม่แคร์แม้จะมีสายตาพิฆาตจากคนที่ไปเที่ยวตื๊อชาวบ้านส่งมาให้

“แต่เขาก็น่ารักในสายตาฉันแหละวะ”

“ถ้านั่นเรียกน่ารัก ไทกะของฉันไม่นับเป็นนางฟ้านางสวรรค์เลยเหรอวะ” จูริว่า พลางพาดพิงถึงแฟนหนุ่มรุ่นพี่คณะเดียวกันที่ถึงจะเป็นผู้ชายแต่ก็สวยชนิดผู้หญิงยังอาย สมกับที่เป็นหนึ่งในสามหนุ่มสวยของคณะที่ชายแท้ ๆ ทั้งหลายยังหลง ถึงจะยังสงสัยว่าจูริมันไปทำยังไงถึงได้พี่เขามาเป็นแฟน (หรือพี่เขาเห็นอะไรดีในตัวไอ้เพื่อนเวรนี่) แต่เพื่อน ๆ ที่เห็นว่าทั้งคู่รักกันดีก็ตัดสินใจช่างมันไป และเปลี่ยนมาช่วยไม่ให้มือกีตาร์ของวงถูกคนอื่น ๆ ที่หมายปองหนุ่มหน้าสวยดักตีหัวแทน

อันที่จริงจูริก็ไม่ได้ตั้งใจว่าคนของเจสซี่หรอก แต่เขาแค่รับไม่ได้อย่างบอกไม่ถูกที่เพื่อนเขาไปเรียกคนคนนั้นว่าน่ารัก ตอนที่มันชี้ชวนให้ดูบ้านสุดที่รักของมันเขาก็นึกว่าคงเป็นหญิงสาวสักคน อาจจะไม่ได้หน้าตาดีมากแต่คงมีเสน่ห์พอตัวที่ทำให้ไอ้คนไม่เคยรักใครหลงได้หลงดี หรือไม่ก็คงเป็นผู้ชายหน้าตาจิ้มลิ้มสมกับที่มันเคยโฆษณาไว้ว่าน่าเอ็นดูสุด ๆ แต่พอวันต่อมาที่จูริบังเอิญผ่านหน้าบ้านหลังนั้นแล้วเห็นคนมาเปิดหน้าต่างเท่านั้นแหละ เขาก็ได้รู้ทันทีว่าไอ้คำว่า “โคตรน่ารัก” ของเจสซี่แม่งเชื่อถือไม่ได้

“ทำไมอะ หน้าตาไม่ค่อยดีรึไง” ยูโกะถามอย่างสงสัยกับท่าทางของเพื่อนสองคน อะไรของพวกมันวะ แค่บอกว่าผู้หญิงสักคนน่ารักจะตีกันทำไม

“เปล่า หน้าตาดี ดีมากด้วย แต่ประเด็นคือหล่อไง หล่อพอ ๆ กับมันเลยเนี่ย หล่อจนฉันยอมรับเลยอะ”

“เดี๋ยวนะ เขาเป็นผู้ชายเหรอวะ”

“อือ ดูแล้วน่าจะอายุมากกว่าพวกเราหน่อย”

เท่านั้นแหละ ทั้งชินทาโร่และยูโกะเขยิบออกห่างจากเจสซี่ทันที กรณีของจูริน่ะ แฟนมันสวยมากกกกก พวกเขาเลยไม่ค่อยตะขิดตะขวงใจอะไรเท่าไหร่ แต่เจสซี่เนี่ย อยู่ด้วยกันมาเป็นปีไม่เห็นมันเคยบอกสักนิดว่าชอบผู้ชาย ตอนพวกเขาไปส่องสาวมันยังไปส่องไปอะไรด้วยกันด้วยซ้ำ พวกเขาไม่ได้ต่อต้านคนรักเพศเดียวกันนะ แต่คือ เสียดายความหล่อมันแทนสาว ๆ ชิบหายเลยว่ะครับ

“อะไรของพวกแก เขยิบไปทำไมตั้งไกล” เจสซี่หันมาถามเมื่อเห็นเพื่อนที่เพิ่งรู้ความจริงขยับออกห่างไปเล็กน้อยอย่างสงสัย อะไรของพวกมันเนี่ย

“ทำไมไม่เห็นเคยบอกเลยวะ ว่าชอบผู้ชาย”

“จริง ๆ ก็ไม่ได้ชอบหรอก แต่คนนี้เป็นกรณีพิเศษ แม่ง น่ารัก” ว่าจบคนพูดก็ยิ้มกว้าง คนของเขาถึงจะไม่ได้สวยเหมือนอย่างพี่ไทกะของไอ้จุ๊ตัน ตรงกันข้ามกลับหล่อจนสาวหลงด้วยซ้ำ แต่ก็โคตรจะน่ารักน่าเอ็นดูสำหรับเขาเลย

“อย่ายิ้มแบบนี้ดิ สยองงงง”

“ห๊ะ”

“นี่แกไม่ได้รู้ตัวเลยใช่มั้ยว่ายิ้มกว้างจนปากจะฉีกไปถึงรูหูแล้วเนี่ย ไอ้บ้า” เจสซี่ยังคงยิ้มกว้างอย่างไม่สะทกสะท้าน อยากด่าอะไรก็ด่าไปเถอะ ก็คนมันมีความสุขนี่นา ทำไงได้

แต่จะว่าไปเขาก็อยากเจอคนขี้หงุดหงิดคนนั้นอีกแล้วสิ ทั้งที่เพิ่งไปหามาก่อนมามหาลัยแท้ ๆ คิดถึงจัง คนน่ารักของเขาน่ะ

 

โฮคุโตะรู้สึกเหมือนชีวิตกำลังขาดอะไรไปบางอย่าง

อาจเป็นเพราะสามวันมานี้เขาไม่ได้เปิดหน้าต่างออกไปด่าใครบางคนเหมือนที่เคยทำมาก็ได้ ไอ้เด็กแว้นที่ชอบขี่มอเตอร์ไซค์มากวนประสาทเขาหายหน้าไปสามวันแล้ว และนั่นก็ทำให้โฮคุโตะนึกสงสัยว่ามันหายไปไหน และกำลังทำอะไรอยู่

เดี๋ยวสิ มันไม่มาหาเรื่องเขาแล้ว เขาต้องดีใจสิ จะมานั่งสงสัยทำไมกันว่าทำไมมันไม่มา

แต่ใช่ว่าเขาจะห้ามความคิดตัวเองได้ เพราะสุดท้ายแล้วนักเขียนหนุ่มก็ได้แต่วางมือ ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วออกมายืดเส้นยืดสายรับลมที่ริมหน้าต่าง พยายามสลัดความหงุดหงิดรำคาญใจที่ผุดขึ้นมาเพราะไม่มีคนมาแว้นหน้าบ้านให้ลับฝีปากเหมือนอย่างทุกที

“โฮคุโตะ~” เสียงเรียกจากหน้าบ้านทำให้เขาก้มลงไปมอง และก็ได้เห็นเพื่อนหน้าหวานตัวเล็กที่ยืนเรียก เขาจึงรีบลงไปเปิดประตูบ้านให้

“มีอะไรรึเปล่า มาถึงบ้านเลย เข้ามาก่อนสิ”

เคนทาโร่เป็นชายหนุ่มร่างเล็กที่มีใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่ม.ปลายแล้ว แต่พอจบมัธยม โฮคุโตะก็เดินตามความฝันทำงานในด้านการเขียนและก็ไปได้ดี เช่นเดียวกับคนตัวเล็กที่เลือกเรียนต่อมหาลัยในด้านดนตรีอย่างที่ชอบ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองคนก็ยังคบหาเป็นเพื่อนสนิทกันมาโดยตลอด

“เข้าเรื่องเลยนะ ฉันมีเรื่องอยากให้โฮคุโตะช่วยหน่อยน่ะ” เมื่อพวกเขานั่งลงเบาะรองนั่งในห้องนอนของโฮคุโตะแล้ว เคนทาโร่ก็เข้าเรื่องทันที

“เรื่องอะไรเหรอ ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องพวกดนตรีสักเท่าไหร่หรอกนะ”

“ก็ไม่ได้ให้ไปช่วยเรื่องนั้นหรอก แต่โฮคุโตะน่ะเขียนหนังสือเก่ง ฉันเลยอยากขอให้ช่วยเขียนบทความรีวิวงานแสดงดนตรีของคณะที่จะจัดขึ้นในวันมะรืนนี้ให้หน่อยน่ะสิ ฉันจะเอาไปใส่ในวารสารคณะน่ะ”

“เอ๋ ไม่ใช่ว่าอันนี้พวกนายต้องทำกันเองเหรอ”

“ความจริงก็ใช่หรอก เพียงแต่พวกอาจารย์เขาอยากให้มีบทความแสดงความเห็นจากคนนอกด้วยน่ะสิ นี่พวกฉันก็ไปขอร้องพวกที่เป็นนักดนตรีมืออาชีพมาแล้ว…”

“เลยอยากให้ฉันเอาคำวิจารณ์พวกนั้นมาเรียบเรียงเขียนเป็นบทความให้สินะ”

“ใช่ ๆ นั่นแหละ ๆ สมกับเป็นโฮคุจัง เข้าใจอะไรง่ายดีมาก ๆ เลย” โฮคุโตะมองใบหน้าหวาน ๆ ของเพื่อนสนิทที่กำลังทำตาปริบ ๆ ให้เขาแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ อุตส่าห์มาขอร้องกันถึงบ้าน ยังไงก็คงต้องช่วยสินะ

“ก็ได้ ฉันจะช่วยละกัน”

“เย้ โฮคุจังใจดีที่สุดเลย” ว่าจบก็กระโดดเข้ากอดเพื่อนทันที ให้คนโดนกอดหลบแทบไม่ทัน นิสัยชอบโผเข้ากอดคนอื่นเวลาดีใจเนี่ย แก้ไม่หายจริง ๆ

“พอเลย ๆ แค่นี้ใช่ปะ”

“อื้อ ขอบใจมากเลยน้า”

โฮคุโตะกำลังจะเอ่ยปากพูดว่าไม่เป็นไร ก็มีเสียงเร่งเครื่องดังขึ้นแถว ๆ หน้าบ้านเสียก่อน เรียกความสนใจของคนในห้องทั้งสองคนได้เป็นอย่างดี

“เสียงดังจังเลยน้า” เคนทาโร่บ่น แต่โฮคุโตะน่ะเริ่มจะเดือดแล้ว อุตส่าห์หายหน้าไปไม่มากวนตั้งหลายวัน ดันโผล่มาตอนที่เคนจังอยู่ด้วย แล้วเขาจะไปยืนตะโกนด่ากับมันริมหน้าต่างได้ไงวะ

“ช่างมันเถอะ แค่เด็กแว้นที่ชอบมากวนประสาทน่ะ มาทุกวันจนชินแล้ว ไม่ต้องไปใส่ใจหรอก”

“เอ๋ แต่แบบนี้มันเข้าข่ายรบกวนสร้างความรำคาญไม่ใช่เหรอ โทรแจ้งตำรวจก็ได้นี่นา” พูดจบก็ลุกขึ้นเดินตรงไปยังริมหน้าต่าง และเห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งกำลังจะขับออกไป

เคนทาโร่ได้แต่ขมวดคิ้ว มอเตอร์ไซค์คันนั้นมันคุ้น ๆ ตาเขาอย่างไรชอบกล เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่เขาก็ปัดความสงสัยนั่นทิ้ง คงเป็นเด็กแถว ๆ นี้แหละจะเคยผ่านตาเขาบ้างก็ไม่แปลก

“ขี้เกียจยุ่งยากน่ะ อยากป่วนก็ปล่อยมันป่วนไป”

“งั้นเหรอ แปลกดีนะ ปกตินายน่าจะแจ้งความไปนานแล้วนี่นา” คำพูดของเคนทาโร่ทำให้โฮคุโตะชะงักไปเล็กน้อย นั่นสิ ปกติเขาคงไปแจ้งความแล้ว ไม่มานั่งหงุดหงิด ตะโกนเถียงกับไอ้เด็กเวรตะไลนั่นให้เสียสุขภาพจิตมานานขนาดนี้หรอก

“ก็บอกแล้วไงว่าขี้เกียจยุ่งยาก วันนี้อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันมั้ย ไหน ๆ ก็ไม่ได้เจอกันนาน เดี๋ยวฉันทำเลี้ยงเอง”

“จริงเหรอ อยู่ ๆ ไม่ได้กินอาหารฝีมือนายนานแล้วน้า ทำอร่อย ๆ ล่ะ”

“ฉันทำอร่อยอยู่แล้วล่ะน่า ไม่ต้องห่วง”

แม้จะเปลี่ยนเรื่องคุย แต่ลึก ๆ ในใจโฮคุโตะกลับรู้สึกแปลก ๆ เขายังคิดหาคำตอบจากคำกล่าวของเพื่อน พฤติกรรมที่ไม่เหมือนกับตัวเขาในตอนปกติเลยนี่มันอะไรกัน

 

“เป็นอะไรไปอีกวะ เหม่ออยู่นั่นแหละ มะรืนต้องขึ้นเวทีแล้วนะโว้ย แกยังไม่ตั้งใจซ้อมอีกเรอะ” จูริโวยวายเพื่อนเสียงลั่นด้วยความโมโห ก็ไอ้คุณหนูนักร้องนำสุดหล่อน่ะสิ หลังจากยืมมอไซค์เขาขับไปป่วนคนที่มันแอบปิ๊งหลังซ้อมหนักจนไม่ได้ไปมาสามวันแล้วก็กลับมานั่งหงอยเป็นหมาเหงา ดูใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแปลก ๆ

“เออ โทษทีละกัน”

“เอาจริง แกเป็นอะไรวะ จะว่าเพราะไม่ได้ไปหาเขาก็ไม่ใช่ ทำไม เขาไม่อยู่บ้านเหรอ” ยูโกะถามพลางนั่งลงข้าง ๆ นักร้องหนุ่ม ถึงแรกได้รู้เรื่องจะช็อกพอสมควร แต่พอผ่านมาสักพัก และได้เห็นว่าเพื่อนจริงจังกับรักครั้งนี้พวกเขาก็พลอยเชียร์ไปด้วย

“ไม่รู้สิ ไม่เจอเขาว่ะ แต่เจอคนอื่นออกมาแทน”

“เจอคนอื่นแทน หมายความว่าไงวะ” ชินทาโร่กับจูริรีบนั่งลงด้วยทันที สลัดความหงุดหงิดที่เจสซี่เอาแต่เหม่อระหว่างซ้อมออกทันที เพื่อนกำลังดราม่าเชียวนะเฮ้ย ใครมันจะไปใจร้ายเมินกันได้ลงคอล่ะ…  โอเค พวกเขายอมรับก็ได้ว่าอยากเสือกเท่านั้นแหละ ไม่ได้ห่วงอะไรมันมากมายหรอก เอาจริงนี่แอบสะใจด้วยซ้ำ หมั่นไส้มันมานาน เอะอะอะไรก็เอาแต่เขาคนนั้น อกหักซะบ้างก็ดี แต่ถีงอย่างนั้นพวกเขาก็นึกกังวลกับอาการมันอยู่เล็กน้อย อกหักครั้งแรก มันจะประชดชีวิตอะไรรึเปล่าก็ไม่รู้

“ฉันก็ไปเร่งเครื่องหน้าบ้านเขาเหมือนปกติแหละ แต่คนที่ชะโงกออกมานอกหน้าต่างไม่ใช่เขาแต่เป็นใครรู้ปะ… รุ่นพี่ยะซุย เคนทาโร่ เพื่อนสนิทของพี่ไทกะของไอ้จูรินั่นแหละ”

“เฮ้ย จริงดิ พี่เคนจังที่น่ารัก ๆ คนนั้นอะนะ”

“เหยยยย นั่นมันหนึ่งในสามคนงามของคณะเราเลยนะเว้ย ไปอยู่ที่บ้านคนของแกได้ไงวะ”

“จะไปรู้ได้ยังไงเล่า ฉันเลยเครียดอยู่นี่ไง พวกเขาคบกันเปล่าวะ” เจสซี่โวยวายใส่เพื่อน ตั้งแต่เกิดมาจนอายุได้ยี่สิบปี ไม่เคยรัก ไม่เคยชอบใครมาก่อน พอได้ปิ๊งใครสักคนก็ดันไปชอบคนที่ดูเหมือนจะมีแฟนแล้ว ชีวิตของเขามันช่างแสนเศร้าเสียจริง

“แต่ไทกะไม่เห็นเคยบอกเลยนี่หว่าว่าพี่เขามีแฟนแล้ว เดี๋ยวจะลองถาม ๆ ดูให้ละกัน” สิ้นประโยค คนที่กำลังเครียดเพราะมีวี่แววจะอกหักก็แทบจะกระโดดกอดเพื่อนทันที

“จูริ แกนี่มันเพื่อนแท้เพื่อนประเสริฐจริง ๆ เลยว่ะ ฉันสัญญาว่าจะตั้งใจซ้อมร้องเพลงเป็นอย่างดีเลย ขอบใจมากนะเว้ย เพื่อนรัก”

“ไม่เป็นไร ฉันมันคนดีอยู่แล้ว ไม่ต้องชมหรอก แต่สัญญาแล้วนะเว้ยว่าจะตั้งใจอะ งั้นก็ซ้อมได้แล้ว ซ้อม ๆ ๆ ๆ ๆ”

ถึงเจสซี่จะพยายามตั้งใจซ้อมเหมือนกับที่ลั่นวาจาไว้ แต่เขาก็อดคิดถึงคนน่ารักของเขาไม่ได้ ทำไมนะ ทำไม โชคชะตาถึงได้กลั่นแกล้งเขาแบบนี้ ถ้าคนคนนั้นคบกับรุ่นพี่ยะซุยจริง เขาก็มีแต่ต้องถอยออกมาเท่านั้นแหละ จะให้ไปแทรกกลาง หาเรื่องให้ทั้งสองคนเลิกกันก็ใช่ที่ ชายหนุ่มแสนดีอย่างเขาทำไม่ได้หรอก แถมรุ่นพี่ก็น่ารัก อ่อนโยน ยิ้มเก่งแบบนั้น เขาจะเอาอะไรไปสู้ คงได้แต่ขอให้พวกเขาโชคดี แล้วพยายามลืมรักแรกนี้เท่านั้นแหละ

 

ถึงวันงาน โฮคุโตะหอบหิ้วสมุดโน้ตกับกล้องคู่ใจมารอเพื่อนสนิทที่หน้าคณะดุริยางค์ในมหาวิทยาลัยที่เคนทาโร่เรียนอยู่ พลางกดโทรศัพท์เร่งอีกฝ่ายที่นัดกันไว้ตั้งแต่ยี่สิบนาทีก่อนแล้ว

“ถึงไหนแล้วน่ะ นี่ฉันมารอนานแล้วนะ… หา ให้เดินเข้าไปหาที่ห้องแต่งตัว แล้วฉันจะรู้มั้ยว่าต้องไปทางไหนน่ะ… เดี๋ยวสิ เฮ้ เคนจัง” ไม่รอคำตอบใด ๆ เคนทาโร่กดตัดสายทิ้งทันที ก็รู้หรอกว่ายุ่งน่ะ แต่เฮ้ย นี่อุตส่าห์ยอมมาช่วยเลยนะ อย่างน้อย ๆ ก็บอกที่อยู่ให้มันละเอียดกว่านี้หน่อยได้มั้ย

โฮคุโตะมองซ้ายมองขวา หาบันไดเดินขึ้นไปชั้นสองของตึกตามที่เพื่อนสนิทบอก พลางนึกด่าสถาปนิกคนออกแบบตึกที่ซ่อนบันไดทางขึ้นลงไว้อย่างแนบเนียนจนเขาหาแทบไม่เจอ ตามปกติแล้วมันต้องทำให้เห็นได้ง่ายเพื่อความสะดวกไม่ใช่เหรอวะ

เขาเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง และพบกับความวุ่นวายขั้นสุด เสียงคนโวยวายหาสิ่งของ ดังผสานไปกับเสียงคนซ้อมร้องเพลงและเสียงดนตรี คนหลายคนเร่งรีบเดินสวนกันไปมา บางคนหอบหิ้วเสื้อผ้า บางคนยกเครื่องดนตรี โฮคุโตะต้องพูดขอโทษไปมาพลางหลบหลีกคนที่ขอทางหลายรอบมาก พลางหาห้องที่ติดป้ายว่าห้องแต่งตัวปีสามชายที่เคนทาโร่บอก

กว่าจะมาถึงหน้าห้องได้ก็เล่นเอาโฮคุโตะปาดเหงื่อไปหลายรอบ ชายหนุ่มเคาะประตูห้อง และเปิดเข้าไปเมื่อได้ยินเสียงอนุญาต

ในห้องดูสงบลงไปมากถ้าเทียบกับภายนอก แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคน 6 คนที่วิ่งวุ่นหยิบนู่นจับนี่กันอยู่ หนึ่งในนั้นคือคนที่ขอให้เขามาช่วย

“โฮคุโตะ~ กำลังห่วงอยู่เลยว่าจะหลงทางรึเปล่า” เคนทาโร่ที่หันมาเห็นวิ่งเข้ามาหาเขาพร้อมรอยยิ้มสดใส ใบหน้าหวานแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางค่อนข้างจัดจ้านแปลกตา แต่ก็ต้องยอมรับว่าสวยจริงอะไรจริง ยิ่งเจ้าตัวอยู่ในชุดสำหรับขึ้นแสดงด้วยยิ่งทำให้ดูสวยขึ้นไปอีก

“เกือบจะหลงแล้วเหมือนกันแหละ วันหลังช่วยบอกทางให้มันละเอียดกว่านี้หน่อยสิ”

“ขอโทษที ๆ มันรีบอะ เดี๋ยวเลี้ยงข้าวตอบแทนแล้วกันนะ”

“คนนี้เหรอเพื่อนสนิทเคนจังที่บอกน่ะ” ชายหนุ่มหน้าหวานอีกคนทัก โฮคุโตะยอมรับเลยว่าสวยกว่าเพื่อนเขาอีก แต่จากสายตาของอีกหนึ่งหนุ่มที่นั่งอยู่ริมกระจกตรงมุมห้องที่มองมายังชายหนุ่มหน้าหวาน เขาบอกได้เลยว่าคนคนนี้มีแฟนแล้ว และดูเหมือนว่าแฟนจะขี้หวงมากด้วย แต่ก็ไม่แปลก มีแฟนสวยขนาดนี้ ถึงจะเป็นผู้ชายก็เหอะ คงมีคนเข้ามาขายขนมจีบอยู่บ่อย ๆ แหละ

“ใช่ ๆ โฮคุโตะ นี่ไทกะ เพื่อนสนิทฉันที่มหาลัยน่ะ แล้วก็คนนั้นมิวโตะ” เขามองตามมือของเคนทาโร่ไปยังชายหนุ่มร่างผอมสูงที่ส่งยิ้มเป็นมิตรมาให้

“ส่วนนั่นเคย์โกะ” ชายหนุ่มที่กำลังเช็ดไม้กลองที่ถูกเรียกถึงพยักหน้าลงน้อย ๆ เป็นการทักทาย

“แล้วนี่ก็ซานาดะ” เจ้าของชื่อโบกมือและยิ้มกว้างอย่างร่าเริงให้โฮคุโตะ ก่อนจะหันไปง่วนกับการติดเข็มกลัดที่มีตัวอักษร LT ลงบนปกเสื้อ

“และนั่น จูริ รุ่นน้องปีสองในคณะ เป็นแฟนของไทกะ คนนี้ก็ขึ้นเวทีเหมือนกันนะ เป็นมือเบสของอีกวงน่ะ” โฮคุโตะก้มศีรษะรับหลังจากหนุ่มรุ่นน้องค้อมศีรษะให้เขา ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อสังเกตเห็นว่าแววตาของจูริดูแปลก ๆ จะว่ายังไงดี ขำ สนุก เป็นอะไรสักอย่างที่โฮคุโตะก็อ่านไม่ออก

“เพื่อนรุ่นพี่ยะซุยเหรอครับ”  เด็กปีสองคนนั้นหันไปถามเคนทาโร่

“ใช่ ๆ สนิทกันมาตั้งแต่เรียนม.ปลายแล้ว วันนี้พี่ขอให้เขามาช่วยเขียนรีวิวงานลงวารสารคณะให้ โฮคุจังน่ะเป็นนักเขียนแล้วก็คอลัมนิสต์ที่เก่งมากคนนึงเลยนะ” เคนทาโร่อธิบายให้รุ่นน้องฟัง เขาบอกพวกไทกะไปก่อนแล้ว แต่จูริที่เพิ่งจะแต่งตัวเสร็จแล้วมาสิงที่นี่จึงยังไม่รู้

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” เมื่อเด็กตรงหน้ายิ้มกว้างทักทาย โฮคุโตะจึงยิ้มตอบรับ พลางตัดเรื่องที่กำลังสงสัยทิ้งไป เขาคงคิดมากไปเองแหละ

“เช่นกันครับ”

“ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ เดี๋ยวต้องไปเตรียมตัวกับเพื่อน… ไทกะ ไปแล้วนะ” ประโยคหลังชายหนุ่มหันไปบอกกับแฟน ไม่พอเจ้าตัวเดินเข้าไปหอมแก้มเนียน ๆ หนึ่งที ทำให้โฮคุโตะรู้สึกกระอักกระอ่วนแปลก ๆ คือมันก็ไม่ได้อะไรหรอก เขาเองก็ไม่มีปัญหากับการมีความรักระหว่างผู้ชายด้วยกันด้วย แต่มัน… จะว่าไงดี เขาที่เป็นคนแปลกหน้าก็ยังยืนอยู่ตรงนี้นะ

“เอาล่ะ เดี๋ยวไปหอประชุมพร้อมกันนะ โฮคุโตะไม่เคยมาที่นี่นี่นา”

“โอเค”

 

จูริยิ้มกริ่มเดินกลับไปหาเพื่อนที่ห้องแต่งตัวอีกห้อง ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป และเมื่อมองเห็นนักร้องนำของวง เขาก็เผลอยิ้มกว้างออกมาอย่างอดไม่ได้ อยากเห็นปฏิกิริยามันตอนรู้ว่าคนน่ารักของมันจะมาดูงานแสดงดนตรีนี่จริง ๆ

“เป็นไรของแกวะ ยิ้มอย่างกับคนบ้า” ยูโกะถามหลังเห็นเพื่อนยิ้มกว้างจนแทบจะเห็นฟันครบ 32 ซี่

“ไม่เห็นน่าถามเลย ได้กำลังใจดีไง ไปหาพี่ไทกะ นางคว้า~ สุดที่รักของจุ๊ตันมานี่หว่า” เจสซี่แซวแล้วก็หันไปหัวเราะกับชินทาโร่ ไม่เป็นไร อยากแซวแซวไป ตอนนี้จุ๊ตันถือไพ่เหนือกว่าว่ะ

“พูดมากแบบนี้แสดงว่าไม่อยากรู้เรื่องสุดที่รักของแกแล้ว?”

จบประโยคเจสซี่หยุดหัวเราะทันที อันที่จริงไม่ใช่แค่ไอ้ฝรั่งนี่หรอกที่หยุดทุกการกระทำ แต่เพื่อนร่วมวงอีกสองคนก็พลอยหยุดไปด้วยเช่นกัน ต่างรีบเข้ามารุมล้อมเจ้าพ่อกรมข่าวที่รู้ได้รู้ดี รู้ไปหมดทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศยันเรื่องผัวเมียของคนข้างบ้าน

“เฮ้ย จูริ ไปรู้ไรมาวะ อัพเดท ๆ” คนเร่งกลับไม่ใช่เจสซี่ แต่เป็นชินทาโร่ ที่อยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านจนออกนอกหน้า

“ฉันมีข่าวดี ข่าวดีมาก และข่าวดีที่สุด เลือกมา อยากฟังข่าวไหนก่อน” เจสซี่หรี่ตามองเพื่อน มีแต่ข่าวดีมาแบบนี้ เชื่อถือได้มั้ยวะ หรือแม่งจะหาเรื่องแกล้งเขา ไม่ใช่ว่าข่าวดีที่สุดที่มันว่าคือคนขี้หงุดหงิดของเขามีแฟนเป็นพี่เคนทาโร่คนสวยนะเว้ย

แต่ถึงจะนึกระแวงยังไง เจสซี่ก็ยังเลือกตามที่จูริบอกอยู่ดี “งั้นขอข่าวดีก่อน ตามด้วยข่าวดีมาก แล้วก็ข่าวดีที่สุด”

“โอเค ข่าวดี คือ ฉันรู้ชื่อของคนคนนั้นของแกแล้ว” จูริรู้สึกวินมากหลังจากเห็นสีหน้าอยากรู้ชนิดที่ถ้าไม่ได้รู้จะขาดใจตายของไอ้คนมีความรัก ยิ่งมีสีหน้าที่บอกว่าอยากเสือกเต็มที่ของเพื่อนอีกสองคนเป็นฉากหลังด้วย ยิ่งทำให้เขาฟีลกู้ดสุด ๆ

“ชื่ออะไรวะ”

“เขาชื่อโฮคุโตะ เป็นนักเขียนและคอลัมนิสต์ ฉันว่าที่เขาเปิดหน้าต่างออกมาด่าแกวันนั้นคงเพราะเสียงมันไปดังรบกวนเขาตอนทำงานน่ะแหละ”

“แหม ยิ้มกว้างเชียวนะครับ ไอ้คุณเจสซี่” ชินทาโร่แซว ดูมันสิ ยิ้มกว้างได้อีกกะอีแค่ได้รู้ชื่อคนที่ตัวเองแอบปิ๊งมาเป็นเดือน  เป็นคนอื่นน่ะเหรอ เขารู้ชื่อรู้แซ่กันไปเป็นชาติแล้ว ไม่ต้องให้เพื่อนไปสืบมาให้เป็นข่าวดีแบบนี้หรอก

“เออน่า ก็คนมันดีใจ อุตส่าห์ยืมมอไซค์เพื่อนไปตามตื๊อเขาเป็นเดือน ๆ เพิ่งจะได้รู้ชื่อเสียงเรียงนามก็งี้แหละ” ยูโกะแขวะ ซึ่งแน่ล่ะว่าเจสซี่ไม่สนใจสักนิด อยากว่าอะไรก็ว่าไปเลยครับ ตอนนี้คนหล่ออารมณ์ดี ไม่โกรธ~

“ส่วนข่าวดีมาก…” จูริเว้นระยะเล็กน้อยเพื่อดูปฏิกิริยา อื้อหือ น่าถ่ายวิดีโอจริง ๆ นะเนี่ย สายตาเว้าวอนอยากรู้ขั้นสุดของไอ้นักร้องนำเนี่ย ใช่ว่าจะหาดูกันได้ง่าย ๆ

“เขาเป็นเพื่อนสนิทพี่ยะซุย ไม่ได้เป็นแฟนกัน”

“เยส” เจสซี่ชกลมด้วยความดีใจ แทบกระโดดโลดเต้นไปทั่วห้อง แค่เพื่อนสนิท เท่ากับว่าเขายังมีหวัง โธ่เอ๊ย ไอ้เราก็หลงเครียด ทำตัวเป็นคนอกหักมาตั้งหลายวัน ถือว่าฟ้ายังปราณีหนุ่มหล่อแสนดีอย่างเขาอยู่

“แต่ฉันก็ไม่รู้นะเว้ยว่าเขามีแฟนยัง… อ้าว ๆ แล้วไม่อยากฟังข่าวดีที่สุดแล้วเรอะ บอกก่อนเลย อันนี้พีคคคคคค” จูริลากเสียงยาว ดึงความสนใจจากคนที่มัวแต่หลงดีใจจากข่าวดีมาก หึหึ บอกได้เลยว่าข่าวดีที่สุดของเขาอะ พีคจริง

“ข่าวดีที่สุด คือ…” มือเบสร่างผอมหยุดปาก หันไปหยิบขวดน้ำมาเปิดดื่มราวกับดับกระหาย แต่เปล่ามันลีลาไปงั้นแหละ และเพื่อนที่รู้แกวมันดีก็เริ่มหมั่นไส้มันขึ้นมาตงิด ๆ

“คือ…”

“ไอ้จูริ รีบบอกมาเร็ว ๆ อย่าเสือกเล่นตัวเอาตอนนี้ อยากรู้จะตายแล้วว้อย”

จูริยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นหนุ่มลูกครึ่งโวยวาย

“เขาจะมาเขียนรีวิวงานแสดงดนตรีครั้งนี้ว่ะ” หลังหยุดประมวลผลไปชั่วครู่ เจสซี่ก็เบิกตากว้าง ร้องออกมาเสียงดังว่า

“งี้ก็เท่ากับว่าเขาจะมาดูน่ะสิวะ!!”

“ใช่ และถ้าแกร้องเพลงได้ไม่ดี เละแน่ เจสซี่”

ในหัวนักร้องหนุ่มมีแต่คำว่าทำไงดี ทำไงดีลอยวนอยู่เต็มไปหมด โฮคุโตะจะมาดู คนน่ารัก คนน่าเอ็นดู คนขี้หงุดหงิดของเขาจะมาดู ถ้าเขาเล่นได้ไม่ดีจะทำยังไง ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกประหม่าสุด ๆ แล้ว แถมมือไม้ก็สั่นไม่หยุด แม้แต่สติก็กำลังจะหลุดลอยไปแล้วเช่นกัน

“เฮ้ย เจส ใจเย็นเพื่อน ใจเย็น อย่าเพิ่งสติหลุดเอาตอนนี้” ยูโกะปลอบ เมื่อเห็นเพื่อนทำท่าเหมือนจะช็อกไปแล้ว ขำก็ขำนะ แต่ถ้าแม่งเกิดสติหลุดจนวงล่มล่ะก็เป็นเรื่องแน่

“ยูโกะ เขาจะมาดู เขาจะมาดูอะ ทำไงดีวะ สั่นไม่หยุดเลย” เจสซี่คร่ำครวญ แย่แน่ แย่แน่ ๆ ถ้าเกิดเขาควบคุมความตื่นเต้นไม่อยู่จนเกิดไปล่มบนเวที นอกจากจะอับอายยันลูกบวชแล้ว โฮคุโตะต้องเยาะเย้ยเขาแน่นอน ไม่นะ ถ้าโฮคุโตะทำแบบนั้น เขาต้องรู้สึกเจ็บปวดจนกลายเป็นแผลใจไปชั่วชีวิตแน่ ๆ

“แกก็ใจเย็น ๆ สิ หายใจเข้า หายใจออก ช้า ๆ อย่างนั้นแหละ แกทำได้เว้ยเพื่อน แล้วโฮคุโตะจะต้องเคลิ้มไปกับเสียงหล่อ ๆ ของแก ดีไม่ดีเขาอาจจะเป็นคนเข้ามาหาแกก่อนก็ได้นะเว้ย”

ต้องใช้เวลาสักพักกว่าเจสซี่จะเริ่มหายประหม่าแล้วกลับมาเป็นปกติ และเมื่อเจสซี่เริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ก็มีน้องปีหนึ่งมาเรียกให้พวกเขาไปเตรียมตัวที่ข้างเวทีในหอประชุมได้แล้ว

 

โฮคุโตะที่ถูกเคนทาโร่พามาปล่อยทิ้งไว้ที่เก้าอี้ผู้ชมแถวหน้าสุดนั่งเปิดสูจิบัตรดูคร่าว ๆ พลางนึกวิเคราะห์วิจารณ์ในใจ ลงความเห็นว่างานแสดงดนตรีครั้งนี้ค่อนข้างน่าสนใจพอสมควร

ถึงเขาจะไม่ได้ทำงานทางสายดนตรีแต่ก็ฟังเพลงเป็นและฟังแทบทุกแนวตั้งแต่เพลงเมทัลยันเพลงลูกทุ่ง แล้วเขาก็พอจะรู้ทฤษฎีดนตรีมาพอสมควร จากการฟังเคนทาโร่เล่าโน่นบ่นนี่ให้ฟังบ่อย ๆ รวมถึงลากไปฟังเพลงตามงานต่าง ๆ ด้วยเวลาที่เพื่อนร่วมคณะของอีกฝ่ายไม่ว่าง

โฮคุโตะพลิกดูสูจิบัตรไปเรื่อย ๆ กระทั่งไปสะดุดกับภาพของวงดนตรีวงหนึ่งที่ขึ้นชื่อไว้ว่า SixTONES เขาเพ่งมองแล้วมองอีก เหมือนจะย้ำว่าไม่ได้มองผิดไปใช่มั้ย ถัดจากรูปรวมของวงเป็นรูปของสมาชิกในวงเดี่ยว ๆ ที่มีข้อความแนะนำตัวสั้น ๆ ซึ่งโฮคุโตะแทบอยากเขวี้ยงสมุดเล่มบางในมือทิ้ง เมื่อเพ่งจนแน่ใจแล้วว่านักร้องนำของวงที่ถูกระบุว่าชื่อเจสซี่ เป็นคนเดียวกับไอ้เด็กเปรตที่ชอบขับมอเตอร์ไซค์มาแว้นหน้าบ้านป่วนประสาทเขามันทุกวันนั่นเอง

เขายกเลิกสัญญากับเคนจังตอนนี้ทันมั้ย แค่เห็นหน้าความรู้สึกหงุดหงิดก็พุ่งปรี๊ดแล้ว ถ้าต้องนั่งฟังมันร้องเพลงอีก เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะฟังโดยตัดอคติตัวเองออกไปได้มั้ย

อีกใจหนึ่งเขาก็นึกสงสัย ตอนแรกเขาก็นึกว่ามันเป็นแค่เด็กเปรตว่างงานที่สักแต่หาเรื่องชาวบ้านไปวัน ๆ แต่พอมาเห็นแบบนี้ไอ้สิ่งที่เขาคิดก็ไม่น่าจะถูกแล้ว แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้ไอ้นักร้องนำวงดนตรีคนนี้เกิดเฮี้ยนไปป่วนเขาถึงบ้านบ่อย ๆ

เขาหาเหตุผลให้ตัวเองว่าเป็นเพราะรับปากจะช่วยเคนจังไปแล้ว เขาจึงจำใจต้องนั่งฟังให้จบเพื่อจะได้นำไปใช้เป็นข้อมูลเขียนบทความรีวิวร่วมกับคำวิจารณ์ของพวกนักดนตรีมืออาชีพที่ได้รับเชิญมา และหลอกตัวเองว่าที่อยากฟังอีกคนร้องเพลงก็เพราะจะได้หาเรื่องไปด่ามันตอนมันมาป่วนเขาที่หน้าบ้านครั้งต่อไป

เขานั่งรอเพียงไม่นาน งานแสดงดนตรีของนักศึกษาคณะดุริยางค์ก็เริ่มขึ้น ดนตรีหลากหลายแนวทำให้โฮคุโตะที่ชอบฟังเพลงเป็นทุนเดิมพลอยสนุกไปกับเพลงเหล่านั้น และไม่นานเขาก็ลืมไปสนิทว่าเด็กแว้นเวรตะไลที่เขาด่าอยู่ทุกวันต้องขึ้นเวทีด้วย กระทั่งพิธีกรประกาศชื่อวงที่จะขึ้นแสดงวงต่อไปว่าเป็นวง SixTONES หลังจากที่สตาฟเตรียมเครื่องดนตรีบนเวทีเป็นที่เรียบร้อย

ชายหนุ่มสี่คนเดินขึ้นมาบนเวทีและก้มศีรษะให้กับประธานและแขกพิเศษภายในงาน โดยไม่รู้ตัว สายตาของนักเขียนหนุ่มก็จับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มร่างสูงในเชิ้ตสีขาว กับยีนส์สีเข้มและบู้ตหนังกลับสีน้ำตาลเสียแล้ว คนถูกมองเดินมาประจำหน้าไมโครโฟน แล้วทันใดนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาพอดี

ลมหายใจของโฮคุโตะเผลอกระตุกไปวูบหนึ่ง เมื่อเจสซี่ยิ้มบาง ๆ ให้ และหลังจากชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ด้านหลังกลองเริ่มให้สัญญาณ ทั้งวงก็เริ่มบรรเลงเพลง

เสียงร้องจากคนที่เขาเรียกว่าเด็กแว้นตรึงโฮคุโตะไว้ได้อยู่หมัด เสียงทุ้มนุ่มที่ผสานไปกับเครื่องดนตรีอีกสามชิ้นทำให้เขายกริมฝีปากเป็นรอยยิ้ม ถึงจะน่าหงุดหงิด แต่โฮคุโตะก็ต้องยอมรับว่าเสียงของอีกคนดีมากจริง ๆ ถ้าหากบอกว่าเป็นนักร้องอาชีพ เขาก็คงเชื่ออย่างไม่มีข้อกังขา

นัยน์ตาจับจ้องไปยังคนบนเวทีที่ดูเหมือนจะหันมาทางเขาบ่อย ๆ และเมื่อเห็นเขายิ้ม อีกฝ่ายก็เผยรอยยิ้มสว่างสดใสออกมาเช่นกัน

บางทีเด็กนั่น อาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาคิดก็ได้

 

“เป็นไงบ้าง สนุกมั้ยวันนี้” เคนทาโร่วิ่งเข้ามากอดแขนโฮคุโตะ ทันทีที่เขาเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวของเจ้าตัว ซึ่งเพื่อนร่วมวงของชายหนุ่มตัวเล็กอยู่กันครบ ยกเว้นไทกะ ซึ่งเขาสันนิษฐานว่าคงไปใช้เวลาอยู่กับแฟนหนุ่มรุ่นน้อง เพื่อนร่วมวงของไอ้เด็กแว้นนั่นแหละ

“อือ สนุก เพลงดีมากเลย เหนื่อยกันหน่อยนะ เอ้อ งานจะเอาวันไหนน่ะ แล้วยังมีคำวิจารณ์จากพวกนักดนตรีด้วย”

“ภายในวันอาทิตย์หน้าละกัน ส่วนพวกคำวิจารณ์ ถ้าเขาให้มาแล้วฉันจะส่งไปให้ ขอบคุณมากเลยนะที่ยอมช่วยน่ะ โฮคุโตะ”

“ไม่เป็นไรหรอก แล้วนี่เดี๋ยวมีไปฉลองกันต่อล่ะสิ”

“ใช่ ไปด้วยกันมั้ยล่ะ”

“บ้าสิ ฉันไม่ได้เป็นคนทำงานด้วยสักหน่อย งั้นฉันกลับเลยนะ ฉลองเสร็จก็กลับบ้านดี ๆ ล่ะ”

“โฮคุโตะก็เหมือนกัน กลับบ้านดี ๆ นะ” โฮคุโตะพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปลาคนอื่น ๆ ในห้องที่กล่าวลาอย่างเป็นมิตรแล้ว เดินออกจากตึกคณะดุริยางค์ ตรงไปยังประตูหน้ามหาวิทยาลัย

บ้านเขาไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยของเคนทาโร่เท่าไหร่ เดินประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง โฮคุโตะจึงตัดสินใจเดินรับลมยามเย็นกลับแบบสบาย ๆ กระทั่งความสงบของเขาถูกทำลายด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่เขาคุ้นเคย

“จะกลับแล้วเหรอ” เจสซี่ถอดหมวกกันน็อกออกมาถาม เมื่อเห็นว่าเขาหยุดเดินแล้วรอให้เด็กมหาลัยขี่มอไซค์มาหยุดอยู่ข้าง ๆ

“ใช่ จะมาป่วนอะไรอีกล่ะ วันนี้ฉันอารมณ์ดี ไม่อยากทะเลาะกับนายให้เสียอารมณ์หรอกนะ”

“ก็ไม่ได้มาชวนทะเลาะสักหน่อย จะไปส่งต่างหาก” โฮคุโตะมองหน้าอีกคนอย่างไม่เชื่อหู ไอ้เด็กเปรตจอมกวนประสาทนั่นกำลังบอกว่าจะไปส่งเขาที่บ้านเนี่ยนะ เฮ้ย โลกจะถล่ม ดินจะทลายมั้ยวะเนี่ย

“อะไร ทำหน้าแบบนั้น มีอะไรแปลกรึไง”

“แปลกดิ จะบ้ารึเปล่า มีคนสติดีที่ไหนจะขี่รถไปส่งไอ้คนที่ตะโกนด่ากันอยู่แทบทุกวันน่ะ ห๊ะ”

“ก็ฉันไง นี่อุตส่าห์ยืมหมวกกันน็อกมาเผื่อนายด้วยอีกใบเลยนะ” ถึงเจสซี่จะว่ายังไง แต่ไอ้คนที่ยังงง ๆ ก็ยังคงยืนงงเหมือนเดิม ไม่แม้แต่จะรับหมวกกันน็อกที่มือหนาส่งมาให้ด้วยซ้ำ และนั่นก็ทำให้เจสซี่จิ๊ปาก จับมือคนตรงหน้าดึงเข้ามาใกล้แล้วจัดการสวมหมวกให้เสร็จสรรพ โดยที่คนที่ยืนอยู่ก็อยู่นิ่ง ๆ ให้ร่างสูงจัดการใส่หมวกให้โดยไม่โวยวาย หรือต่อต้านใด ๆ ทั้งสิ้น

“เอ้า เรียบร้อยแล้ว ละยืนทำอะไรอยู่นั่น ขึ้นมา เดี๋ยวฉันจะได้เอารถไปคืนจูริมัน”

ถึงจะสงสัยว่าอีกคนมันเกิดบ้าอะไรขึ้นมาหรือไปกินอะไรผิดสำแดงเข้า แต่โฮคุโตะก็ปีนขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายคนที่นั่งอยู่ก่อนแต่โดยดี

“แล้วนี่ จับไว้สิ เดี๋ยวก็ตกหรอก” เจสซี่ว่าเมื่อนักเขียนหนุ่มวางมือลงบนขาตัวเองนิ่ง ๆ โฮคุโตะเพียงแต่มองเอวคนตรงหน้า รู้สึกเขินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ตอนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เพื่อนคนอื่นเขาก็เกาะเอวเพื่อนแบบไม่คิดอะไร แต่ไม่รู้ทำไมพอคนขับเป็นเด็กแว้นจอมกวนนี่เขากลับรู้สึกไม่กล้าทำขึ้นมาซะอย่างนั้น

“อะไรของนายเนี่ย ไม่เคยซ้อนมอเตอร์ไซค์รึไง เอามือมา” โฮคุโตะค่อย ๆ ยื่นมือขวาส่งไปให้อีกคนที่ยื่นมารอรับ แต่เหมือนจะไม่ทันใจคนอายุน้อยกว่าเท่าไหร่ ร่างสูงจึงเป็นฝ่ายเอื้อมมาดึงมือเขาไปแทน ตามด้วยเอี้ยวตัวไปทางซ้าย คว้ามืออีกข้างของโฮคุโตะไปประสานกันอยู่ที่หน้าท้องของคนที่นั่งอยู่ด้านหน้า

“จับไว้นะ” เสียงที่เหมือนจะดุ แต่ก็เจือกระแสอ่อนโยนมาด้วยจนคนฟังยิ้มออกมา เมื่อมั่นใจแล้วว่าโฮคุโตะจะไม่ทำให้ตัวเองหล่นจากรถ เจสซี่ก็ออกรถไป

“ถามอะไรหน่อยได้มั้ย”โฮคุโตะตะโกนแข่งกับเสียงลมที่ผ่านมาปะทะหน้า มือที่กอดเอวหนาอยู่เผลอกระชับแน่นขึ้นเพราะสายลมแรงที่ปะทะร่าง

“อะไร”

“ทำไมถึงต้องไปหาเรื่องให้ฉันด่าที่หน้าบ้านทุกวันเลยน่ะ”

เจสซี่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจตอบคำถามของอีกคนตามตรง เอาเหอะ ถ้ามันจะแห้วยังไงก็ต้องแห้ว อีกอย่างเขาก็ขี้เกียจจะคิดหาข้อแก้ตัวอะไรด้วย “ฉันอยากเจอหน้านาย”

“ห๊ะ!?”

เพราะนั่งอยู่ด้านหลัง แล้วยังใส่หมวกกันน็อกอีก ทำให้โฮคุโตะไม่รู้ว่าใบหน้าของคนที่กำลังขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งเขาที่บ้านขึ้นสีแดงจัดขนาดไหน

“ฉันอยากเจอหน้านาย อยากเห็นท่าทางนายตอนโมโห อยากได้ยินเสียงนาย ต่อให้นายจะด่าฉันเป็นเด็กแว้นเด็กเปรตก็เถอะ” คำสารภาพยาวเหยียดที่แทบไม่ต่างจากการสารภาพรักทำให้คนซ้อนท้ายรู้สึกเขินมากจนหน้าร้อนผ่าว แต่ทั้งอย่างนั้นกลับหลุดยิ้มออกมา ซึ่งแน่ล่ะว่าเจสซี่มองไม่เห็น

“จริง ๆ วันนั้นฉันก็ไม่รู้นะว่านายด่าฉันทำไมทั้งที่ฉันเพิ่งขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านนายครั้งแรกด้วยซ้ำ แต่ท่าทางนายตอนโมโหมันน่ารักดี ฉันอยากเห็นอีก ก็เลยยืมมอเตอร์ไซค์เพื่อนขี่มาแกล้งนายบ่อย ๆ จนโดนเพื่อนมันด่าด้วยซ้ำว่าโรคจิต”

“ก็โรคจิตจริง ๆ นั่นแหละ หาเรื่องให้ตัวเองโดนด่า”

“ช่วยไม่ได้นี่ ฉันไม่รู้จะเข้าหานายยังไงดีนี่นา ก็เลยได้แต่ไปป่วนนายอยู่อย่างนั้น แต่พอวันนี้จูริมาบอกฉันว่านายมาช่วยงานพี่ยะซุย ฉันดีใจมากเลยนะ ยิ่งเห็นนายนั่งอยู่แถวหน้าเวทีด้วยแล้วยิ่งดีใจเลยล่ะ” เจสซี่ว่า เขาไม่คิดว่าอีกคนจะนั่งอยู่ใกล้ขนาดนั้น เพราะยังพอจะระลึกตัวได้ว่ามีคดีที่ไปป่วนให้คนอายุมากกว่าหงุดหงิดมาตลอด ถ้าคนน่ารักของเขาเห็นเขาในสูจิบัตร ก็คงเลือกนั่งไกล ๆ จะได้เห็นหน้าเขาไม่ชัดมากกว่า แต่พอได้เห็นว่าโฮคุโตะนั่งอยู่แทบจะตรงหน้าเขาเลยก็ทำให้เขาดีใจจนหลุดยิ้มอย่างอดไม่อยู่

ตั้งแต่เห็นว่าโฮคุโตะนั่งอยู่ตรงไหน เขาก็ชอบเผลอหันไปมองอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็ได้เห็นนัยน์ตาคู่นั้นมองตอบกลับมาเสมอ และนั่นก็ทำให้เขาใจชื้นขึ้นเมื่อในสายตาที่มองมาไม่ได้มีความหงุดหงิดเจืออยู่เหมือนอย่างที่เขาได้รับมาตลอด โดยเฉพาะรอยยิ้มที่อีกคนส่งให้ รอยยิ้มที่ทำให้เขามีความกล้ามากพอจะขี่มอเตอร์ไซค์ตามเจ้าของมันที่เดินออกจากมหาลัยมาก่อนแล้วทันทีที่ปลีกตัวจากกลุ่มเพื่อน รุ่นพี่และรุ่นน้องได้

“ที่พูดเนี่ย จะสารภาพรักรึไง” โฮคุโตะแซวอีกคนแก้เขิน แต่กลายเป็นว่าเขินหนักกว่าเดิม เมื่อคนตรงหน้าตอบโต้แทบจะในทันที

“แล้วจะรับมั้ยล่ะ”

ยังไม่ทันที่โฮคุโตะจะตอบอะไร มอเตอร์ไซค์ที่เขานั่งมาก็มาจอดที่หน้าบ้านเขาพอดี โฮคุโตะลงจากรถ ถอดหมวกกันน็อกออกแล้วส่งคืนให้อีกคนที่รับมาแขวนไว้หน้ารถ ถอดหมวกออกบ้าง แล้วเงยหน้าขึ้นจ้องหน้าเขา

“ตกลงว่าไง ถ้าฉันสารภาพรักแล้วนายจะรับรึเปล่า”

โฮคุโตะมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ถึงคำพูดจะฟังเหมือนอีกคนไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่นัยน์ตาที่มองตอบกลับมามันย้ำชัดถึงความจริงจังและจริงใจของคนพูด และนั่นก็ทำให้เขาตัดสินใจได้

“นายก็พูดก่อนสิ แล้วเดี๋ยวฉันจะบอก”

เจสซี่สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะสบตากับอีกคนแล้วเอ่ยว่า

“ฉันชอบนายนะ” หลังจากยืนลุ้นอยู่สักพัก (จริง ๆ คือไม่กี่วินาที) สิ่งที่เจสซี่ได้รับกลับมาคือรอยยิ้มเขิน ๆ ของคนอายุมากกว่า บนใบหน้าที่ขึ้นสีระเรื่อ พร้อมกับคำพูดที่ว่า

“ฉันก็ชอบนายเหมือนกัน ไอ้เด็กแว้น” ยังไม่ทันจบจะประโยคดี เดือนคณะดุริยางค์ก็คว้าข้อมือของคนที่เตี้ยกว่าเข้ามาใกล้ อีกมือจับท้ายทอยของอีกคนให้ก้มลงมาและประทับริมฝีปากสองคู่เข้าด้วยกัน