Tags

, , , , , , , ,

รู้สึกว่าช่วงนี้หาพล็อตฟิคมาเขียนได้รัว ๆ เลยค่ะ พอ ๆ กับช่วงตอนทำรายงานวิจัยเลย เวลาทำงานเครียด ๆ ทีไรเป็นอันได้ฟิคมาตอนนึงทุกทีเลย

ฟิคนี้ยังคงวนเวียนอยู่กับ SixTONES เหมือนเดิมค่ะ เราชักจะหลงเด็ก ๆ มากเกินไปแล้วจริง ๆ นี่เอาไปพูดไปบ่นให้เพื่อนฟังด้วยนะคะ สงสารเพื่อนตัวเองอยู่เหมือนกันที่ต้องทนฟังติ่งอย่างเราเพ้อ ฮา

ฟิคเรื่องนี้ต่อมาจากวันช็อตเรื่องก่อนหน้าค่ะ Christmas Night ซึ่งเป็นฟิคคริสต์มาสที่ลงไปก่อนเวลาเกือบสองอาทิตย์ได้  แต่ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านก่อนก็ได้นะคะ เพราะเราปูเรื่องในตอนนั้นไว้ในนี้ด้วย (แต่ไม่รู้นะคะว่าจะอ่านกันเข้าใจมั้ย //ร้องไห้)

เอาเป็นว่าไปอ่านกันเลยดีกว่าเนาะคะ

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือเกลียดก็รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ

 

[One shot – SixTONES] Jealous

Pairing : Lewis Jesse × Matsumura Hokuto

Rate : PG

Note : อย่าได้ถามหาความเป็นจริงใด ๆ ค่ะ เรามโนเองล้วน ๆ //ผิดสุด ๆ

 

“เย้ รอบนี้ฉันได้ถ่ายรูปคู่กับไทกะล่ะ” ทานากะ จูริ แทบจะแหกปากร้องและกระโดดโลดเต้นไปรอบห้องด้วยความดีใจ ขณะที่คนที่ถูกพูดถึงได้แต่ทำหน้าเอือมระอาใส่

“ไม่เห็นต้องเว่อร์เลย แค่ถ่ายรูปคู่เอง”

“ก็คนมันดีใจนี่นา” พูดจบก็กระโจนเข้าใส่หนุ่มหน้าสวยทันที เคียวโมโตะ ไทกะหลบอีกฝ่ายได้ทันและเดินไปหาโคจิ ยูโกะ ที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่อีกมุมห้อง ทำให้จูริที่ถูกหลบมองค้อนอีกฝ่าย ก่อนจะพูดว่า

“ไทกะใจร้าย~ ฉันไปหาโฮคุโตะกับชินทาโร่แทนก็ได้” แรปเปอร์ร่างผอมตรงไปหาชายหนุ่มสองคนที่นั่งอ่านแมกกาซีนด้วยกันอยู่บนโซฟา ซึ่งเป้าหมายทั้งสองได้แต่มองหน้ากันแล้วถอนหายใจ

“อะไรเนี่ย ถอนหายใจทำไมท่านจูริอุตส่าห์มาหาเชียวนะ” มัตสึมุระ โฮคุโตะ หันไปมองหน้าอีกฝ่ายเหมือนอยากบอกว่ายังมีหน้ามาถามอีกหรือ ขณะที่โมริโมโตะ ชินทาโร่ เมินจูริสนิท คว้าขนมเข้าปากสายตาจับจ้องที่แมกในมือ และเมื่อเขาพลิกหน้ากระดาษ โฮคุโตะก็ก้มลงอ่านด้วยเช่นกัน ทิ้งให้จูริยืนเป็นหมาหงอย

“ทำไมวันนี้มีแต่คนเมินฉันเนี่ย”

“ก็นั่งนิ่ง ๆ หาอะไรสักอย่างทำสิจูริ จะได้ไม่ต้องมานั่งสนใจว่ามีแต่คนเมิน” เจสซี่ หนุ่มลูกครึ่งอเมริกาที่เดินออกมาจากห้องน้ำได้ยินเข้าพอดีจึงพูดแนะนำขำ ๆ

“โธ่ งั้นนายก็มานั่งคุยเป็นเพื่อนฉันเลยเจสซี่”

“เอ๋ ไม่เอาล่ะ ฉันไปนั่งคุยกับยูโกะแล้วก็ไทกะดีกว่า” ว่าจบร่างสูงก็เดินตรงไปหาสองคนที่ว่าทันที ปล่อยจูริยืนโวยวายอยู่คนเดียว

“นี่ทุกคนเมินฉันอย่างนี้ได้ยังไงกัน ใจร้ายที่สุด~” แล้วเจ้าตัวก็หนีไปนั่งเล่นโทรศัพท์ด้วยท่าทางซึม ๆ เรียกรอยยิ้มขำบนใบหน้าของคนอื่น ๆ ที่พร้อมใจกันแกล้งชายหนุ่มโดยไม่ได้นัดหมาย

“นาน ๆ ทีหมอนี่จะโดนแกล้งบ้างนะเนี่ย” ยูโกะพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะหลังจากเจสซี่ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ ชายหนุ่มที่อายุมากที่สุดในวงเหลือบมองคนโดนแกล้งที่หงอยไปเป็นที่เรียบร้อยอย่างสะใจเล็กน้อย ตั้งแต่รู้จักกันมาเขาโดนเจ้าพวกนี้แกล้งมาตลอด แล้วหัวโจกคนหนึ่งก็คือจูรินี่แหละ พอได้เห็นอีกฝ่ายโดนแกล้งบ้าง เขาก็พลอยรู้สึกสนุกสนานไปด้วย

“จริง แต่แกล้งจูริเนี่ยสนุกดีนะ ก็ว่าทำไมไทกะชอบแกล้งหมอนี่บ่อย ๆ”

“ใช่มั้ยล่ะ สนุกจริง ว่าแต่พวกนายสองคนถ่ายคู่กับใครอะ หรือคู่กันเอง”

“ของฉันคู่กับชินทาโร่น่ะ นี่ตกลงกันแล้วด้วยว่าฉันจะขี่คอเจ้านั่นล่ะ” เพราะแนวคิดของงานถ่ายแบบครั้งนี้คือความร่าเริงสดใสในแบบฉบับของสโตนส์ ทีมงานเลยให้ทั้งหกคนออกไอเดียกันเต็มที่ พวกเขาเลยมีอิสระที่จะคุยกันว่าจะถ่ายท่าไหนมุมไหนดี

“งั้นนายก็คู่กับโฮคุโตะสินะ” ไทกะหันมาหาหนุ่มร่างสูง

“ใช่ แต่ยังไม่ได้ตกลงเรื่องท่าเลย แถมหมอนั่นก็มัวแต่ขลุกอยู่กับชินทาโร่ เลยไม่รู้ว่าจะเอายังไงกันแน่” เจสซี่บ่น ตั้งแต่เขามาถึงก็เห็นคนที่จะต้องถ่ายแบบคู่กันมัวแต่นั่งคุยนั่งเล่นอยู่กับน้องเล็กของวงชนิดที่แทบจะไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เขาก็นึกว่าพอโฮคุโตะไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากับเซ็ตผมเสร็จคงจะเดินมาคุยกันเรื่องถ่ายแบบสักนิด แต่ก็เปล่า อีกฝ่ายเดินกลับไปนั่งคุยกับชินทาโร่ต่อ พอเขาไปถามเรื่องถ่ายแบบก็ตอบกลับมาแค่ว่า

“ฉันยังคิดไม่ออกเลย ถ้านายคิดว่าท่าไหนดีก็เอาตามนั้นละกัน” เห็นมั้ยล่ะ แบบนี้มันน่าโมโหชะมัด

“ถามจริง ที่หงุดหงิดเนี่ย เพราะโฮคุโตะไม่ได้สนใจเรื่องงานหรือไม่ได้สนใจนายกันแน่” คนถูกทักแทบสำลักน้ำลายกับคำถามแบบตรงไปตรงมาของเพื่อน ยูโกะเป็นคนที่รู้จักเขาดีที่สุดรองจากครอบครัว แถมยังเป็นที่ปรึกษาของเขาที่พอมีปัญหาอะไรก็วิ่งไปหาอีกฝ่ายตลอด เรียกได้ว่ายูโกะรู้เรื่องของเจสซี่แทบทุกเรื่อง แน่ล่ะว่ารวมถึงเรื่องหัวใจด้วย

“ก็ต้องเรื่องงานสิ ฉันจะไปใส่ใจทำไมกันว่าหมอนั่นจะสนใจฉันหรือเปล่า”

“แน่เหรอ”

“แน่สิ”

ไทกะหัวเราะคิก หันไปสบสายตาวิบวับกับยูโกะทำเอาเจสซี่แทบกลืนน้ำลายไม่ลงคอ ไทกะเป็นอีกคนที่รู้เรื่องหัวใจของเขา เพราะอีกฝ่ายดันบังเอิญไปได้ยินตอนเขากับยูโกะคุยกัน แต่ถึงจะรู้ยังไง หนุ่มหน้าสวยก็ไม่เปิดปากเรื่องนี้กับคนอื่น ต่างจากกรณีของจูริ ที่ถ้ารู้เมื่อไหร่ล่ะก็เขาได้กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในบริษัทแน่นอน ทำให้เขาต้องพยายามเก็บความลับนี้ให้พ้นหูจูริมาตลอด

“น้อง ๆ สโตนส์ เชิญถ่ายแบบได้แล้วค่า” สตาฟสาวคนหนึ่งเคาะประตูแล้วเปิดเข้ามาเรียกพวกเขาด้วยรอยยิ้มกว้าง ทำให้เจสซี่รู้สึกโล่งอกเป็นอย่างมากที่ไม่ต้องถูกไทกะกับยูโกะแซวต่อ เขาลุกขึ้นโดยพยายามไม่ใส่ใจเสียงหัวเราะของอีกสองคนที่ยังไม่หยุดลงง่าย ๆ แล้วเดินตรงไปหาโฮคุโตะที่กำลังส่องกระจกเช็คความเรียบร้อยของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย

“หล่อแล้วนาย จะเช็คอะไรนักหนา” เจสซี่แซวด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ เรียกสายตาขุ่นจากคนที่ตัวเตี้ยกว่า

“ก็ต้องเช็คสิ ถ่ายรูปลงแมกนะ ต้องทำให้มันเรียบร้อยหน่อย ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าใส่ ๆ ไป” ว่าจบโฮคุโตะก็เหลือบมาเห็นปกเสื้ออีกฝ่ายที่ดูไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร คนอายุมากกว่าจึงอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือขึ้นไปจัดให้

“แล้วนายแต่งตัวให้มันดี ๆ หน่อยสิ ไม่ใช่เด็กแล้วนะ ดูปกเสื้อซิไม่เรียบร้อยเลย ให้ตาย” เจสซี่อมยิ้มและปล่อยให้อีกคนจัดการกับคอเสื้อของตนตามใจชอบ ลืมแม้แต่สายตาล้อเลียนของยูโกะกับไทกะที่กระซิบกระซาบหัวเราะคิกคักกันสองคน

“เอ้า ๆ เสร็จแล้วก็ไปกันได้แล้ว ชักช้าอยู่นั่น” จูริเดินมากอดคอเจสซี่กับโฮคุโตะแล้วลากทั้งคู่ออกไปพร้อมกัน ตามด้วยชินทาโร่ สุดท้ายจึงเป็นยูโกะกับไทกะ

“ดูสิ ท่าทางจะหลงไม่ลืมหูลืมตาเลยนะเนี่ย” ไทกะพูด ขณะที่ยูโกะหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบ

“อืม หลงจนโงหัวไม่ขึ้น”

.

“เอาล่ะ คู่สุดท้าย เจสซี่คุงกับมัตสึมุระคุง เข้าฉากได้เลยครับ ของตรงนี้ใช้ได้หมดเลยนะ”

คนโดนเรียกสองคนเดินเข้าไปในฉากที่มีของประกอบฉากให้เล่นหลายชิ้น ทั้งเก้าอี้ไม้สีอ่อน ลูกบอลหลากหลายขนาด ลูกโป่ง รวมไปถึงพวกตุ๊กตา และอื่น ๆ อีกมาก โฮคุโตะมองไปมารอบ ๆ พลางคิดว่าจะใช้อะไรมาประกอบการถ่ายรูปดี ก่อนจะไปสะดุดกับตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่มีคนอุ้มเอามาชนกับหน้าตัวเอง

“เล่นอะไรเนี่ยเจสซี่ ทำงานอยู่นะ”

“ขอโทษ ๆ ก็เห็นนายเลือกไม่ได้นี่นา เลยจะถามว่าเอานี่มั้ย”

“แล้วนายคิดซิ ว่ามันเข้ากับหน้าเราสองคนมั้ย”

“อ้าว ก็เห็นปกตินายชอบ”

“เจสซี่!” เมื่อโดนขึ้นเสียงใส่ อีกฝ่ายก็ยกนิ้วชี้ขึ้นจรดปากเป็นเชิงบอกให้เบาเสียง โฮคุโตะจึงนึกได้ว่าตนทำงานอยู่ได้แต่หันไปโค้งขอโทษให้ช่างกล้องและทีมงานอื่น ๆ ซึ่งยิ้มให้อย่างเอ็นดู

“งั้นเอานี่ละกัน” โฮคุโตะหันไปเอาลูกบอลยักษ์ลูกหนึ่งมานั่ง แล้วเรียกให้เจสซี่มานั่งด้วยกัน

เจสซี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่ต้องพยายามใด ๆ สักนิด แต่เขาไม่ได้เดินเข้าไปนั่ง เขากระโจนเข้าไปกอดอีกฝ่ายจนเกือบตกลงจากลูกบอล แล้วค่อยนั่งลงตามที่โฮคุโตะเรียกในตอนแรก

โฮคุโตะที่โดนกระโจนใส่นึกอยากเอาคืนจึงคว้าเอาตุ๊กตาหมีที่ถูกวางทิ้งไว้ขึ้นมากดหน้าหนุ่มลูกครึ่งที่พยายามปัดป้องจนพอใจ แล้วค่อยหันไปยิ้มให้กล้องพร้อมวางตุ๊กตาหมีลงบนตัก พร้อมกับเจสซี่ที่หันเข้าหากล้องด้วย

“เอาละนะครับ หนึ่ง สอง สาม… เปลี่ยนท่าครับ”

พวกเขาเปลี่ยนท่าโพสอีกประมาณสองสามท่า ก่อนที่ช่างภาพจะบอกว่าพอ พวกเขาจึงเดินกลับมาหาเพื่อนอีกสี่คนที่นั่งรออยู่ เพื่อให้สตาฟจัดฉากใหม่สำหรับถ่ายรูปหมู่

“พวกนายเล่นกันมากไปมั้ย นี่ดีนะที่พวกพี่ ๆ สตาฟใจดีไม่โกรธน่ะ” ยูโกะดุ ทำให้โฮคุโตะรีบเอ่ยปากโทษอีกคนไว้ก่อน

“ก็เจสซี่น่ะแหละ หาเรื่องฉันก่อน”

“นายเองก็เล่นเหมือนกันนั่นแหละ อย่ามาโทษแต่ฉันคนเดียวสิ” เจสซี่ประท้วง แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มเถียงกันจริง ๆ จัง ๆ ชินทาโร่ก็เบรกขึ้นมาก่อน

“เสร็จงานแล้วไปกินข้าวกันมั้ย”

“ฉันว่าก็ดีนะ” ยูโกะตอบ ตามด้วยจูริที่ไม่เคยพลาดเวลาสังสรรค์ “ฉันไป ๆ”

ไทกะกับเจสซี่พยักหน้าตกลง ก่อนที่หนุ่มหน้าสวยจะหันมาถามโฮคุโตะบ้าง “แล้วนายไปมั้ย”

แต่ยังไม่ทันที่โฮคุโตะจะตอบอะไร จูริที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ขยับเข้ามากอดคอเขาไว้ก่อน พลางพูดดักคอเขาว่า

“อย่าคิดหนีกลับก่อนเชียวนะ”

คนโดนกอดคอส่ายหน้า เอาแขนอีกฝ่ายลงจากไหล่ตัวเองแล้วเอ่ยปากพูด

“ไม่หนีกลับหรอกน่า ไปด้วยอยู่แล้ว… ว่าแต่พวกเราจะไปกินอะไรกันดี ฉันอยากกินราเมงอะ ตอนขามาเห็นอยู่ใกล้ ๆ ร้านนึง ท่าทางน่ากินมากเลยล่ะ”

พอมีคนเริ่มเสนอเมนูอาหาร คนที่เหลือก็แย่งกันบอกของที่อยากกินบ้าง และเมื่อความเห็นแตกต่างกัน ทั้งหกคนก็พยายามนำเสนอเมนูอาหารของตนเองเกิดเป็นเสียงดังพอสมควร และเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าของคนที่มองดูอยู่รอบ ๆ ได้เป็นอย่างดี กระทั่งสตาฟเดินมาเรียกเข้าไปถ่ายรูปรวมอีกครั้ง

.

“เห รูปนี้ใช้ได้เลยนี่”

“แต่รูปนี้ขำดีนะ หน้านายตลกมากชิน”

“อย่ามายุ่งกับหน้าฉันน่า รูปที่แล้วหน้านายก็ไม่ได้ดีไปกว่าหน้าฉันหรอก”

เมื่อถ่ายรูปกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ช่างภาพก็เรียกให้พวกเขามาดูรูปที่ถ่ายไป ทั้งที่เป็นรูปคู่และรูปกลุ่ม และเมื่อได้ดูแล้ว พวกเขาก็อดวิพากษ์วิจารณ์หน้าตาเพื่อนร่วมวงของตัวเองไม่ได้

โฮคุโตะหัวเราะไปกับคำพูดต่าง ๆ ของเพื่อน ก่อนจะสะดุดเมื่อหน้าจอถูกเปลี่ยนจากรูปคู่ของยูโกะและชินทาโร่มาเป็นรูปเขากับเจสซี่

“หน้านายรูปนี้เหวอดีเนอะ โฮคุโตะ ตลกดีอะ” ชินทาโร่ว่า ภาพที่เปิดอยู่เป็นภาพที่เจสซี่เอาตุ๊กตาหมีมาทิ่มหน้าเขาพอดี

“พี่เขาถ่ายตอนพวกเราเล่นกันด้วยเหรอเนี่ย ไม่ยักรู้แฮะ” เจสซี่พูด ก่อนจะกดเม้าส์ให้เปลี่ยนเป็นรูปถัดไป

รูปถัดไปเป็นรูปที่เจสซี่กระโจนเข้าใส่โฮคุโตะพอดี ต่อมาก็เป็นรูปที่คนอายุมากกว่าเอาคืนด้วยการเอาตุ๊กตายัดหน้าอีกฝ่าย เรียกได้ว่าช่างกล้องถ่ายภาพที่พวกเขาเล่นกันแทบทุกช็อต

“ฉันว่าน่ารักดีนะ” ไทกะว่าพร้อมรอยยิ้ม หันไปสบตากับยูโกะที่นั่งอมยิ้มอย่างมีความหมาย

“น่าจะเอารูปตรงนี้ไปใส่แมกมากกว่ารูปที่พวกนายโพสท่านิ่ง ๆ อีก” จูริเสนอ ทำให้คนอื่น ๆ พยักหน้าเป็นเชิงว่าเห็นด้วย ยกเว้นนายแบบในรูปสองคนที่มองหน้ากัน ราวกับจะถามอีกคนว่าคิดเหมือนกันหรือเปล่า

“ไม่รู้สิ แต่ถึงเราจะว่ากันยังไงก็ไม่รู้ว่าเขาจะใส่ลงไปรึเปล่าอยู่ดี คนเลือกรูปใส่แมกน่ะใช่พวกเราซะที่ไหนกัน” โฮคุโตะยักไหล่พูด แล้วหันไปสะกิดให้เจสซี่เปลี่ยนรูป คำพูดของไทกะกับจูริมันทำให้เขารู้สึกเขิน อย่างบอกไม่ถูก จนต้องรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อภาพบนจอเปลี่ยนไป

.

เมื่อพวกเขาดูรูปกันเสร็จต่างก็รีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บข้าวของแล้วไปต่อกันที่ร้านราเมงที่โฮคุโตะบอกว่าเห็นอยู่ใกล้ ๆ สตูดิโอ

“ชินทาโร่ กินให้มันดี ๆ หน่อยสิ เลอะเทอะหมดแล้ว” โฮคุโตะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ชินทาโร่บ่น แต่นึกว่าคนโดนบ่นจะแคร์หรือ ไม่หรอก โดนบ่นเรื่องนี้บ่อยจนชินแล้วละ

“อย่าขี้บ่นไปเลยน่า ทำตัวอย่างกับคนแก่ไปได้”

“เดี๋ยวเหอะนาย”

แต่ถึงจะบ่นอะไรยังไง สุดท้ายโฮคุโตะกับชินทาโร่ก็หันกลับไปคุยกันกระหนุงกระหนิงต่อสองคน ซึ่งแน่ล่ะว่ามันทำให้เจสซี่รู้สึกไม่พอใจอยู่ลึก ๆ

“สองคนนั้นก็ตัวติดกันตลอดทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วยกัน ยังไม่ชินอีกเหรอ” ไทกะที่นั่งอยู่ด้านข้างของเจสซี่เอ่ยถามหนุ่มลูกครึ่งอย่างขำ ๆ

“ก็จริงอยู่ แต่วันนี้โฮคุโตะดูติดชินทาโร่มากไปแล้วนี่ ขนาดมากินข้าวด้วยกันหกคน ยังเอาแต่คุยกับชินทาโร่แค่สองคนอยู่นั่นแหละ” หนุ่มหน้าสวยหัวเราะอยู่ในใจอย่างขำขัน ปกติแล้วอีกคนก็มักทำตัวเป็นผู้ใหญ่อยู่หรอก แต่บางครั้งก็ทำตัวได้เด็กสุด ๆ เลยเหมือนกัน อย่างตอนนี้ที่เอาแต่นั่งงอนเพราะคนที่ชอบไปสนใจคนอื่นมากกว่าตัวเอง นี่น่ะมันการกระทำของเด็กประถมชัด ๆ เลยไม่ใช่เหรอ

แต่แล้วไทกะก็หลุดหัวเราะออกมาจนได้เมื่อได้ยินเสียงพูดจากยูโกะที่นั่งอยู่อีกข้างของเจสซี่ ซึ่งได้ยินคำพูดของเจ้าตัว

“เด็กจริง ๆ เลยน้า”

อีกสองคนที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามทำหน้างงกับคำพูดลอย ๆ ของคนที่อายุมากสุด เช่นเดียวกับจูริที่เพิ่งเดินกลับมาจากห้องน้ำและกำลังจะหย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ ชินทาโร่

“อะไรของนายน่ะ ยูโกะ ว่าใครอยู่เนี่ย” ชินทาโร่ถามพลางมองหน้าพี่ใหญ่ด้วยใบหน้างุนงงเช่นเดียวกับโฮคุโตะที่จ้องคนพูดด้วยสายตาสงสัย ขณะที่จูริก็เอ่ยถามขึ้น

“ตอนไปเข้าห้องน้ำเมื่อกี้ฉันพลาดอะไรไปรึเปล่า”

“เปล่า ๆ ไม่เกี่ยวกับพวกนายหรอกน่า” ยูโกะตอบ แล้วคีบเส้นราเมงเข้าปากพลางนึกหัวเราะอย่างสะใจ ตอนเช้าเขาได้เห็นจูริถูกเพื่อนรุมแกล้ง มาตอนนี้ยังได้แอบด่าหัวโจกอีกคนที่แกล้งเขาออกทีวีอย่างเจสซี่ด้วย เขารู้สึกอารมณ์ดีแบบสุด ๆ ในรอบสัปดาห์เลยทีเดียว

ขณะที่ยูโกะอารมณ์ดีมาก คนโดนกระทบกระเทียบก็ได้แต่แอบทำหน้ามุ่ย จากเดิมที่งอนแค่โฮคุโตะ ตอนนี้เขาเริ่มจะงอนเพื่อนคู่หูที่ว่าเขาว่าเป็นเด็กด้วยอีกคนแล้ว แต่จะโวยวายให้คนอื่นรู้ว่ายูโกะด่าใครก็ใช่ที่ เลยได้แต่ระบายเอากับราเมงตรงหน้า กินเอา ๆ ไม่สนใจใครอีก

กว่าจะกินกันเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบหกโมงแล้ว ชินทาโร่ถูกทั้งห้าคนไล่ให้รีบกลับบ้าน และเมื่อน้องเล็กกลับไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คนอื่น ๆ จึงทยอยกันกลับ ยกเว้นแต่โฮคุโตะที่บอกว่าจะไปซื้อของต่ออีกหน่อย

“นายรีบกลับมั้ย เจสซี่” โฮคุโตะหันมาถามคนที่ตัวสูงกว่า หลังจากจูริเดินหายลับสายตาตามยูโกะกับไทกะที่ลากลับไปก่อนแล้ว คนถูกถามได้แต่มองหน้าอีกฝ่ายอย่างสงสัยแต่ก็ยอมตอบคำถามแต่โดยดี

“ก็ไม่รีบหรอก ทำไมเหรอ”

“ไปเดินเที่ยวกัน” ว่าจบก็ดึงมืออีกฝ่ายไปทันทีโดยไม่รอคำตอบ

เจสซี่มองตามร่างที่เตี้ยกว่าที่ดึงมือเขาไปด้วยอย่างแปลกใจ แต่ก็ยอมเดินตามอีกฝ่ายไปแต่โดยดี ใบหน้าคมคายอดยิ้มออกมาไม่ได้ แบบนี้จะเรียกว่าเดทได้รึเปล่านะ

.

เจสซี่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันอยู่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาเดินซื้อของกับโฮคุโตะก็จริง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขามาด้วยกันสองคน

ซึ่งแน่ล่ะว่าเขานับว่ามันเป็นเดทไปแล้วเรียบร้อย

เริ่มจากแวะร้านขายเสื้อผ้า ตามด้วยร้านขายซีดี ก่อนจะมาจบที่การนั่งพักที่สวนสาธารณะใกล้สถานีรถไฟตอนทุ่มครึ่ง

“ขอบใจนะที่มาเป็นเพื่อน”

“จริง ๆ ต้องบอกว่านายลากฉันมาเองโดยไม่ได้ถามความสมัครใจมากกว่ามั้ง”

“ทำเป็นพูดไป นายเองก็ชอบลากยูโกะไปแบบนี้บ่อย ๆ ไม่ใช่เหรอ” โฮคุโตะว่า ก่อนจะยกแก้วน้ำในมือขึ้นดื่มแล้วพูดต่อ “แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณแหละ”

“ด้วยความยินดีครับผม” คนได้รับคำขอบคุณตอบกลับแบบขำ ๆ

ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่พักหนึ่ง เจสซี่หันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างกายที่กำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศเงียบสงบของสวนสาธารณะยามกลางคืนที่ไม่มีใครนอกจากพวกเขาสองคน ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นสร้อยคอที่โฮคุโตะใส่อยู่ เขาเผลอยิ้มให้กับแหวนสีทองเรียบไร้ลวดลายใด ๆ ที่ร้อยอยู่กับสายสร้อยเส้นนั้น

“ฉันเองก็ต้องขอบคุณเหมือนกัน” โฮคุโตะหันกลับมามองร่างสูงที่จู่ ๆ ก็พูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ขอบคุณอะไร”

เจสซี่สบตากับอีกคนก่อนจะขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นแล้วตอบ “ก็… ขอบคุณที่ไม่ถอดสร้อยออกไง”

โฮคุโตะที่ได้ยินคำถามทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เพื่อแกล้งหยอกอีกฝ่ายทั้งที่ดวงตาที่เสมองไปทางอื่นกับใบหน้าขึ้นสีระเรื่อบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังเขินอยู่ไม่น้อยทำให้การหยอกนั้นดูจะไม่ได้ผลในความรู้สึกของเจสซี่สักเท่าไหร่

“เหรอ ฉันก็แค่เห็นว่ามันสวยดีแถมคนให้ก็ยังอุตส่าห์ใส่ให้ตั้งแต่ฉันยังไม่ตื่นนอนก็เลยใส่ ๆ ไปงั้นแหละ”

เจสซี่ยิ้มให้กับคนปากแข็งเมื่อนึกถึงวันคริสต์มาสที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นเขานั่งคิดอยู่นานว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญกับคนตรงหน้าดี ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะให้ของขวัญที่เหมือนกันกับเพื่อนร่วมวงคนอื่น แต่แล้วเขาก็นึกอยากให้อะไรที่พิเศษกว่านั้นกับโฮคุโตะ พอดีกับที่เห็นคู่หนุ่มสาวคู่หนึ่งใส่แหวนคู่กันในระหว่างทางกลับบ้าน ทำให้เขาตัดสินใจสั่งทำแหวนมาเป็นของขวัญวันคริสต์มาสให้อีกฝ่าย แต่เพราะพวกเขาเป็นจอห์นนี่จูเนียร์ ถึงจะยังไม่ได้เดบิวต์แต่ก็มีแฟนคลับอยู่บ้างแล้ว ถ้าให้ใส่แหวนที่นิ้วเลยก็อาจจะเกิดข่าวต่าง ๆ ที่กระทบต่องานของคนตรงหน้าได้ เขาเลยสั่งทำสร้อยอีกเส้นหนึ่งไว้ร้อยแหวนสำหรับห้อยคอให้ด้วย

พอถึงวันคริสต์มาส พวกเขาคนนัดกันไปเที่ยวแต่โฮคุโตะที่อยู่บ้านคนเดียวมาไม่ได้เพราะติดอ่านหนังสือสอบในวันรุ่งขึ้น เขาเลยตัดสินใจหอบเค้กที่เป็นของขวัญวันคริสต์มาสจากพวกเขาห้าคนไปหาอีกฝ่ายที่บ้าน นอนค้างด้วย และฉวยโอกาสตอนที่เจ้าของบ้านหลับไปแล้วใส่สร้อยที่ร้อยแหวนให้ พอวันรุ่งขึ้นก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่พูดถึงสร้อยกับแหวนที่อยู่บนคอของโฮคุโตะเลยสักนิด เช่นเดียวกับคนรับที่ไม่ได้พูดหรือถามอะไรเขา แต่จากวันนั้นมาเขาก็เห็นเจ้าตัวใส่สร้อยเส้นนี้กับแหวนวงนี้ทุกครั้งที่เจอกัน เจสซี่รู้ว่าโฮคุโตะรู้ดีว่าแหวนวงนี้มีหมายความว่าอะไร

“ปากแข็ง… นายรู้อยู่แล้วนี่ว่านี่น่ะหมายถึงอะไร”

“อะไรล่ะ ก็แค่ของขวัญวันคริสต์มาสไม่ใช่รึไง” โฮคุโตะรวนทั้งใบหน้าเปื้อนยิ้ม ยิ่งทำให้เจสซี่มั่นใจว่าอีกฝ่ายยิ่งกว่ารู้ดีเสียอีก

“ก็ถ้านายไม่รู้ ไอ้นี่คงไม่มาอยู่ในกระเป๋าฉันหรอกมั้ง” หนุ่มลูกครึ่งอเมริกาหยิบสร้อยที่ตนเองใส่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อยืดสีเข้มออกมาให้เห็นเป็นการยืนยัน สร้อยคอที่ร้อยแหวนหน้าตาแบบเดียวกันกับที่โฮคุโตะใส่อยู่ เขาพบมันอยู่ในกระเป๋าขณะกำลังเก็บของเตรียมกลับบ้านหลังอัดรายการโชเน็นคลับเสร็จในวันที่ 26 ธันวาคม วันถัดจากวันคริสต์มาส เขารู้แบบที่โฮคุโตะรู้ว่าสร้อยกับแหวนนี่ใครเป็นคนให้มา

“ฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะว่ามันไปอยู่ในกระเป๋านายได้ยังไง จูริเป็นคนเอาไปใส่ไว้รึเปล่า ฉันว่านายเข้าใจผิดแล้วมั้ง”

เจสซี่ดึงอีกคนเข้ามากอด เกยคางบนบ่าของอีกฝ่าย ในสวนสาธารณะนี้มีแค่พวกเขาสองคน แถมจุดที่พวกเขานั่งอยู่ก็ยังเป็นมุมอับของกล้องวงจรปิด ทำให้เขาไม่นึกกลัวที่จะทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง

“อย่าโกหกกันดีกว่าโฮคุโตะ ฉันรู้ว่าเป็นนายตั้งแต่เห็นแหวนอยู่ในกระเป๋าแล้ว แหวนนี่น่ะสั่งทำมาใช่มั้ยล่ะ”

คนอายุมากกว่าหันกลับมายิ้มให้อย่างเจ้าเล่ห์ ขยับขึ้นมานั่งบนตักของคนที่กอดตัวเองอยู่แล้วหันหน้าเข้าหาอีกคน

“แล้วนายคิดว่าไงล่ะ”

“ฉันสวมแหวนวงนี้ได้พอดีกับนิ้ว และถ้าต้องการให้ใส่ได้พอดีแน่นอนก็ต้องสั่งทำล่วงหน้า ซึ่งในกรณีของร้านที่ฉันสั่งก็ต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ ฉันก็เลยคิดว่านายน่าจะนึกอยากให้ของขวัญวันคริสต์มาสที่พิเศษกว่าของขวัญที่ให้คนอื่น ๆ กับฉัน เลยไปสั่งทำแหวนมาให้ แต่บังเอิญว่าฉันก็คิดเหมือนกันและก็เป็นคนให้นายก่อน นายเลยหาจังหวะแอบเอามาใส่กระเป๋าฉันตอนไปอัดโชเน็นคลับ ซึ่งฉันขอสันนิษฐานว่านายน่าจะไปเอาแหวนนี่หลังสอบเสร็จ ก่อนจะตรงมาสตูดิโอ… ถูกมั้ย โฮคุโตะ”

คนโดนรู้ทันไม่พูดอะไรนอกจากหัวเราะออกมาเบา ๆ ยกสองแขนขึ้นคล้องคอเจ้าของตักที่เขานั่งทับอยู่ ขณะที่มือของเจสซี่ยังคงเกาะเกี่ยวอยู่ที่เอวของตน

“ก็คงถูกแหละมั้ง”

เมื่ออีกคนพูดจบ คนตัวสูงกว่าก็โน้มใบหน้าเข้าประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของคนในอ้อมแขนทันที

โฮคุโตะตอบรับสัมผัสของอีกฝ่ายอย่างไม่อิดออดใด ๆ และเปิดโอกาสให้อีกคนเพิ่มความร้อนแรงมากยิ่งขึ้นด้วย กระทั่งเวลาผ่านไปสักพักพวกเขาจึงละริมฝีปากออกจากกัน

“ถือว่าเราคบกันแล้วนะ” เจสซี่พูด กดจมูกลงกับแก้มโฮคุโตะต่ออีกครั้งอย่างอดใจไม่อยู่ สมแล้วที่คน ๆ นี้ได้รับการโหวตว่าเซ็กซี่ที่สุดในกลุ่มเด็กจูเนียร์ เพราะแค่จูบเพียงอย่างเดียวก็ทำเอาเขาเกือบอดใจไม่อยู่

“คบอะไร ไม่เห็นถามอะไรสักคำ” โฮคุโตะยังคงรวนไม่เลิก ก่อนจะหัวเราะอีกครั้งแล้วตัดสินใจเลิกแกล้งคนที่โอบตนอยู่ เมื่อเห็นคนตรงหน้าเลิกคิ้วขึ้น “โอเค คบก็คบ”

“เป็นแฟนกันแล้วนะ”

“อือ” แล้วทั้งคู่ก็จูบกันอีกครั้ง…

.

“วันนี้นายน่ะเอาแต่อยู่กับชินทาโร่สองคน ไม่ได้สนใจคนรอบข้างเลยสักนิด” เจสซี่ว่าด้วยน้ำเสียงติดจะงอนนิด ๆ ให้อีกคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ เหลือบมามองพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก ตอนนี้พวกเขาอยู่ในห้องนอนของโฮคุโตะ หลังจากออกจากสวนสาธารณะ เจสซี่มาส่งเขาที่บ้านทั้งที่บอกแล้วว่าไม่ต้อง พอมาถึงแม่ของเขาก็คะยั้นคะยอให้อีกฝ่ายนอนค้างที่นี่เลยเพราะเห็นว่าเริ่มดึกแล้ว ทำให้หนุ่มลูกครึ่งร่างสูงได้โอกาสนอนร่วมเตียงกับโฮคุโตะอีกครั้งหลังจากคืนคริสต์มาส

“หึงใช่มั้ยล่ะ”

“จงใจแกล้งกันสินะ” เจสซี่ทำหน้ามุ่ย ตกลงว่าเขาโดนแกล้งใช่มั้ยเนี่ย

“ก็อยากรู้ปฏิกิริยานายนี่นา น่ารักดีออก” ว่าจบก็หัวเราะคิกคักเบา ๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าหล่อคมที่มุ่ยแล้วมุ่ยอีกเมื่อเห็นเขาเอาแต่อยู่กับชินทาโร่ แต่เพราะกลัวอีกคนจะน้อยใจหนักเกินไปเสียก่อนจึงรีบเอ่ยแก้ตัว

“อันที่จริงช่วงนี้หมอนั่นเครียด ๆ เรื่องเรียนน่ะ ฉันก็เลยไปเล่นเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก”

“แต่ส่วนนึงก็อยากแกล้งฉันล่ะสิ”

“อันนี้ยอมรับ” เจสซี่คว้าอีกฝ่ายเข้ามากอดแล้วก้มลงฟัดแก้มคนในอ้อมแขนด้วยความหมั่นเขี้ยวให้อีกคนพยายามดิ้นออกจากอ้อมแขนแข็งแกร่ง แต่ชายหนุ่มก็ไม่คิดปล่อยคนขี้แกล้งไปง่าย ๆ เขาเดาออกเลยว่าพอโฮคุโตะเห็นว่าเขาไม่พอใจที่ตัวเองมัวแต่ขลุกอยู่กับชินทาโร่ก็เริ่มรู้สึกสนุก แล้วก็ยิ่งทำตัวติดกับน้องเล็กมากกว่าเดิมเพื่อแกล้งเขา

“แล้วทำไมวันนี้ถึงชวนฉันไปซื้อของด้วยล่ะ” หนุ่มลูกครึ่งถามหลังฟัดอีกฝ่ายจนหนำใจ และเปลี่ยนมาเป็นการโอบกอดหลวม ๆ แทน

“ก็เห็นว่านายงอนเลยพาไปด้วยกัน… แต่ดูเหมือนฉันจะคิดผิดล่ะนะ”

“ทำไมล่ะ นายได้แฟนสุดเพอร์เฟ็คอย่างฉันกลับมาตั้งคนเชียวนะ คิดผิดตรงไหน” โฮคุโตะเลิกคิ้วขึ้น เจสซี่ที่เห็นแบบนั้นจึงหัวเราะบ้างแล้วเอ่ยปากพูดอย่างรู้ทัน “แล้วอีกอย่างนะ ไม่ใช่ว่านายวางแผนไว้แต่แรกแล้วเหรอ”

คนโดนกล่าวหาทำหน้าเหรอหราเหมือนไม่รู้เรื่อง แต่ดวงตาสีเข้มที่พราวระยับขึ้นอย่างปิดไม่มิดบ่งบอกชัดว่าหนุ่มร่างสูงคิดถูก

“แกล้งให้ฉันหึงเพื่อดูปฏิกิริยาก่อน แล้วค่อยพามาปลอบใจที่สวนสาธารณะตอนหัวค่ำหลังไปเที่ยวซื้อของ ฉันพูดถูกใช่มั้ยล่ะ”

โฮคุโตะเอื้อมมือไปดึงคนข้าง ๆ เข้ามาใกล้มากขึ้น ใบหน้าคมส่งยิ้มให้อีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเจสซี่ก็จับทางเขาถูกตลอด ถึงจะน่าโมโหแต่ก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายรู้จักเขาดีมากจริง ๆ หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะเขากับเจสซี่เป็นคนขี้แกล้งเหมือนกัน พอเขาทำอะไรคนที่อายุน้อยกว่าก็เลยจับไต๋ได้ทันที

“อย่างนี้ก็แย่สิ ฉันทำอะไรนายก็รู้ทันไปซะหมดแบบนี้ จากนี้ไปฉันก็แกล้งนายไม่ได้แล้ว เหลือแต่ชินทาโร่ที่แกล้งได้อยู่คนเดียว หรือฉันควรเปลี่ยนไปคบกับชินแทนดีนะ”

เจสซี่กดจูบหนัก ๆ ลงบนริมฝีปากที่พูดว่าจะเปลี่ยนไปคบกับชินทาโร่แทนทันทีที่จบประโยค พอถอนออกก็ทำหน้าดุห้ามอีกคนทันที

“ไม่ได้ คบแล้วคบเลย เปลี่ยนไม่ได้ เรื่องอะไรฉันจะปล่อยให้นายเปลี่ยนใจไปคบกับคนอื่นกัน”

โฮคุโตะหัวเราะอีกครั้งกับคำพูดของหนุ่มลูกครึ่ง เจสซี่เลื่อนเอาหน้าผากแนบเข้ากับคนในอ้อมแขน ที่พูดตอบ

“เอาแต่ใจจังนะนาย ทำตัวอย่างกับเด็ก ๆ เหมือนที่ยูโกะบอกไปได้”

“ตกลงว่าตอนนั้นได้ยิน?”

“อ่าฮะ แต่คิดว่าชินไม่น่าจะได้ยินนะ เสียงพวกนายค่อนข้างจะเบาอยู่”

“งั้นเหรอ” เจสซี่พูดเบา ๆ ก่อนจะยิ้มให้กับคนเจ้าแผนการ “ฉันก็คงจะเด็กจริง ๆ อย่างที่ยูโกะว่าแหละนะ… แต่นายก็ชอบใช่มั้ยล่ะ เด็กแบบฉันน่ะ” โฮคุโตะยกยิ้มแล้วหอมแก้มอีกคน

“อือ ชอบ”

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จบแล้วค่ะ

ทำไมรู้สึกว่าโฮคุโตะในตอนนี้มันดูต่างจากโฮคุโตะในเรื่องที่แล้วมากขนาดนี้ คนแต่งแต่งเองก็งงเองค่ะ แต่พอแก้พล็อตใหม่มันกลับเลวร้ายยิ่งกว่านี้อีก เลยล้มเลิกความคิดไปดีกว่า…

เอาจริง ๆ ประเด็นที่ก่อให้เกิดวันช็อตเรื่องนี้มันอยู่ที่แหวน อันปรากฏในแถมท้ายวันช็อตตอนที่แล้วค่ะ คือ อยากเขียนให้ทั้งเจสซี่และโฮคุโตะรู้ดีว่าใครให้แหวนมา และแหวนนั้นมีความหมายยังไงแต่ไม่พูด ประมาณว่ารู้และใส่แหวนที่ได้มาแทนการตอบรับความรู้สึกของอีกคนเป็นคำพูด พอเป็นแบบนั้น เราก็เลยนึกอยากเขียนตอนที่ทั้งสองคนมานั่งคุยกันเรื่องนี้ ซึ่งก็คือฉากในสวนสาธารณะนั่นเองค่ะ

ส่วนทำไมต้องให้โฮคุโตะแกล้งให้เจสซี่หึง เพราะเราคิดว่าหมอนี่นอกจากจะเป็นมนุษย์เซ็กซี่และมนุษย์ขี้เหงาแล้ว ยังเป็นมนุษย์ขี้แกล้งด้วยไงคะ (ยังมีความเป็นมนุษย์ขี้แยอีกประการหนึ่งด้วย) แล้วช่วงนี้เราย้อนกลับไปนั่งดูกามุชาระตอนนางแกล้งยูโกะแล้วก็รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมา เลยให้หนุ่มลูกครึ่งคนนี้โดนแกล้งบ้าง แต่เหมือนจะไม่รอดสักเท่าไหร่แฮะ เพราะสุดท้ายนางก็จับทางโฮคุโตะได้หมดอยู่ดี ฮา

ยังไงก็ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ ถ้าคิดว่าควรปรับปรุงตรงไหน พิมพ์ผิด หรือไม่โอเคยังไงก็เม้นได้เลยนะคะ เราจะเอากลับไปแก้ไขค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ

 

 

Advertisements