Posted in Uncategorized

Happy New Year 2015

เพิ่งลงฟิคไปเมื่อตอนบ่าย ๆ เย็นเองเนาะ มาตอนนี้มาเขียนเรื่องใหม่อีกละ ฮา

ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เข้าวันใหม่แล้ว เลยอยากมาสุขสันต์วันขึ้นปีใหม่สักหน่อยค่ะ

ตะกี้ว่าง ๆ เลยนั่งทำนู่นนี่นั่นเล่น ด้วยฝีมือกาก ๆ ทำง่าย ๆ แบบไร้หัวอาร์ต แต่คิดว่าก็ออกมาโอเคอยู่นะ (รึเปล่า)

HNY2015(2)

ค่ะ Happy New Year นะคะ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่หลงเข้ามา หรืออะไรก็ตาม เราก็ขอให้คุณมีความสุขมาก ๆ ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน งาน สุขภาพ ความรัก และความสุขค่ะ

ยังเหลือวันหยุดยาวอีกหลายวัน จะฉลองอะไรยังไงก็ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ โดยเฉพาะเรื่องเหล้า เพราะเวลาเมาแล้ว หลายคนมักจะขาดสติ ไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทบ้าง ขับรถเกิดอุบัติเหตุบ้าง อยากให้ช่วยกันเซฟตัวเอง และก็เซฟคนอื่น ๆ ด้วย เราเป็นห่วงนะคะ

มาแบบสั้น ๆ ละกันเนาะ ฮา สุขสันต์วันขึ้นปีใหม่อีกครั้งค่ะ จะบอกว่าพบกันปีหน้าก็เข้าปีใหม่แล้ว เพราะงั้นไว้เจอกันเมื่อมีโอกาสนะคะ

Posted in Fanfiction

[Fanfic Middle Earth Series] Until the End

ในที่สุดก็คลอดฟิคคู่นี้ค่ะ ฮา อยากเขียนมานานแล้วค่ะ แต่เพิ่งได้เขียน ใจจริงกะจะอ่านซิลมาริลอีกรอบก่อนค่อยเขียน แต่ ณ จุด ๆ นี้ มันพีคจนรอไม่ได้ค่ะ ต้องระบาย เพราะฉะนั้นข้อมูลอะไรก็มั่วไปหมดละค่ะ แถมคนแต่งเองยังรู้สึกเลยว่าออกมาไม่โอเคยังไงก็ไม่รู้ ฮา

ยังไงก็ฝากช่วยกันติด้วยนะคะ แล้วก็ขอบคุณมากที่เข้ามาอ่านค่ะ

Until the End 

Writer : FairwazaJawi

Pairing : Melkor x Mairon (Morgoth x Sauron)

Rate : ไม่รู้เหมือนกันค่ะ จัดเรทไม่เป็น…

วินาทีที่แหวนถูกหลอมละลายในเมาท์ดูม เจ้าแห่งมอร์ดอร์ก็รับรู้ได้ทันทีว่าเวลาของตนหมดลงแล้ว

ความคิดคำนึงของเจ้าแห่งบารัดดูร์หวนย้อนกลับไปยังอดีตที่ผ่านมาของตน อดีตที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และทนทุกข์ทรมาน ทั้งของผู้อื่น และของตนเอง

สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ตั้งแต่วันที่เขาถือกำเนิดขึ้นมาเป็นไมรอน ไมอาของเทพอาวเล วาลาร์แห่งงานวิศวกรรมเช่นนั้นหรือ

หรือบางทีมันอาจจะเริ่มขึ้นล่ากว่านั้น อาจจะเป็นตอนที่เขาได้พบกับใครบางคนเป็นครั้งแรก ใครบางคนที่ทำให้เขามายืนอยู่ตรงจุดนี้ นายแสนสำคัญที่คงไม่มีวันได้พบกันอีก

เขาจำไม่ได้แล้วว่าพวกเขาพบกันครั้งแรกเมื่อไหร่ อย่างไร เพราะเมื่อรู้ตัวอีกที พวกเขาก็ลักลอบพบกันเสียหลายครั้ง ทั้งต่างก็รับรู้ได้ถึงความรักที่มีให้แก่กันและกัน

เมลคอร์ วาลาร์องค์แรกที่เกิดแต่องค์อิลูวาทาร์ คือผู้ที่ไมรอนมอบความรักให้หมดทั้งหัวใจ และทำให้เขาเป็นสุขยิ่งนัก เมื่อเทพองค์นั้นให้ความรักตอบกลับคืนมา เพียงแค่มีเขาอยู่เท่านั้น ไมอาหนุ่มก็มั่นใจว่าตนสามารถทำได้ทุกสิ่งอย่าง

กระทั่งการกระทำของพวกเขาทั้งคู่หลุดลอดไปให้ผู้อื่นได้รับรู้ แม้จะไม่มีผู้ใดว่ากล่าวต่อหน้าแต่ก็มีเสียงนินทาว่าร้ายให้เข้าหูอยู่เนือง ๆ ทั้งเรื่องฐานะที่ต่างกัน และเพศสภาพของพวกเขาที่เป็นชายทั้งคู่

ด้วยความเกรี้ยวกราดของเมลคอร์ ทำให้วาลาร์องค์นี้กระทำสิ่งที่ขัดต่อประสงค์ขององค์อิลูวาทาร์ ไม่ว่าจะเป็นการจับเอลฟ์ไปทรมาน ลามไปถึงการชิงเอาดวงมณีซิลมาริล และทำลายต้นทวิพฤกษา หนีมายังมิดเดิลเอิร์ธ โดยมีไมรอนติดตามมา และเป็นเหมือนแขนขาคอยช่วยเหลือ

เขารู้ว่าดีว่าเมลคอร์ หรือที่ในตอนนี้ได้ชื่อว่ามอร์กอธ กำลังคิดอะไร เขารู้ว่าเมลคอร์กำลังพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเขาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ถึงแม้จะรู้ดีว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อย ขอแค่เพียงมีความหวัง ขอแค่เพียงมีหนทางที่จะกระทำได้ เจ้าแห่งความมืดยินดีกระทำทั้งนั้น

ผลสุดท้ายออกมาไม่แตกต่างจากที่พวกเขานึกหวั่น เมื่อรู้ดีว่าไม่มีทางชนะ เมลคอร์ก็ไล่ไมรอนไปเสีย เกลี้ยกล่อมด้วยคำพูดสวยหรู ว่าให้อดีตไมอาหนุ่มคอยตระเตรียมหนทางรอวันที่อีกฝ่ายจะกลับมา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เขาเลือกที่จะเชื่อคำพูดนั้น เลือกที่จะเชื่อว่าจะได้กลับมาพบกัน ได้อยู่ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง

ความพ่ายแพ้ครั้งแรก เมลคอร์ถูกจำอยู่ในท้องพระโรงของมานดอสเพียงสามยุค พวกเขาก็ได้กลับมาพบกันอีก แต่เมื่อพ่ายแพ้อีกครั้ง เจ้าแห่งความมืดก็ถูกเนรเทศไปยังสุญญภูมิ

เมื่อมอร์กอธ บาวเกลียร์ถูกจองจำในสุญญภูมิ เขาเลือกที่จะอยู่ที่มิดเดิลเอิร์ธ ตั้งอาณาจักรมอร์ดอร์ สร้างแหวนแห่งพลังอำนาจขึ้นมา พร้อมกับสร้างแหวนเอกขึ้นมาด้วย ยุยงพวกนูเมนอร์ให้กระด้างกระเดื่องต่อปวงเทพจนเกาะนูเมนอร์ถูกจมลงใต้สมุทร เขาทำทุกอย่าง ทุกวิถีทาง เพื่อแก้แค้นให้เมลคอร์ ตระเตรียมที่ทางและเฝ้าคอยให้อีกฝ่ายกลับมา

เขาสูญเสียร่างกายอันงดงาม แต่ไม่เคยนึกเสียใจที่ตนเลือกเดินไปบนเส้นทางนี้ ขอแค่เพียงมอร์กอธกลับมา ขอแค่เพียงได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อผู้ที่สำคัญที่สุดก็เพียงพอ

เซารอนเสียแหวนเอกในสงครามกับทัพพันธมิตรครั้งสุดท้ายที่นำโดยกิลกาลัดและเอเลนดิล เขาในตอนนั้นเป็นได้แค่ดวงจิตไร้ร่าง เต็มไปด้วยความเคียดแค้น และความโหยหา เขาโหยหาชัยชนะ โหยหาผู้เป็นที่รัก โหยหาไออุ่นที่เคยได้จากใครบางคนที่อยู่ห่างไกล ซึ่งเขารู้ดีว่าคงไม่มีวันได้พบกันอีก

กว่าจะกลับมาได้อีกครั้งก็ใช้เวลานานเหลือเกิน แต่เขาก็ยังคงกลับมา รวบรวมผู้คน และผีร้ายที่ฝักใฝ่ในความมืดมายังแผ่นดินมอร์ดอร์ ขอเพียงได้แหวนเอกกลับมาเท่านั้น ก็จะไม่มีผู้ใดต้านทานเขาได้ เขาจะสามารถแก้แค้นให้เมลคอร์ได้ สามารถเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ได้ เหลือเพียงแค่รออีกฝ่ายกลับมา พวกเขาก็จะได้อยู่ด้วยกันอีก

แต่สุดท้ายก็แพ้อีกครั้ง และคงเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับเขา เพราะเมื่อแหวนเอกถูกทำลาย เวลาของเขาก็หมดลง ไม่เหลือโอกาสใดให้พยายามอีก ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป เหลือเพียงแค่ดวงจิตที่ไร้ร่าง ไร้พลัง ทำสิ่งใดไม่ได้อีกต่อไปก็ตาม เขาไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเมื่อเมลคอร์กลับมา จะรับรู้หรือไม่ว่าไมรอนอยู่ที่แห่งใด

และถ้าหากว่าเขาจะภาวนา องค์อิลูวาทาร์จะตอบรับคำขอนั้นหรือไม่ จะตอบรับความต้องการเพียงอย่างเดียวในชีวิตของอดีตไมอาที่หลงมัวเมาในความมืดนี้หรือไม่ จะตอบรับคำภาวนาที่จะได้พบเจอกับผู้เป็นที่รักอีกครั้งหรือไม่ คำภาวนาที่ไร้เสียง มีเพียงความคิดคำนึงที่อยู่กับดวงจิตที่ล่องลอยในอาร์ดาไปชั่วกัปชั่วกัลป์

วินาทีที่เจ้าแห่งมอร์ดอร์รู้ว่าเวลาของตนหมดลง เขาก็ได้สวดภาวนาต่อสิ่งที่เขาหันหลังจากมา

Posted in Uncategorized

เล่าเรื่อง (ย้อนหลัง) เมื่อครั้งไปคุก

หายไปนานอีกแล้ว ฮา ตั้งแต่เปิดเทอมมางานยุ่งตลอดเลยค่ะ ส่งงานอย่างน้อย ๆ อาทิตย์ละชิ้นตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เปิดเรียนเลย นี่ยังเหลือรายงานเล่มสุดท้าย ส่งวันศุกร์นี้แล้ว ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ //แย่ แบบว่าไม่มีอารมณ์ทำ เราก็ทำไม่ได้จริง ๆ ค่ะ

วันนี้เห็นรถของกรมราชทัณฑ์วิ่งผ่านไปตอนกำลังนั่งรถเมล์กลับจากมหาลัยค่ะ เลยทำให้นึกถึงเรื่องเมื่อปลายปีที่แล้วค่ะ อันเป็นวันเกิดปีที่ 20 ของเราเอง

พูดถึงวันเกิด ก็ต้องนึกถึงของขวัญ งานฉลอง เค้ก คำอวยพรและอื่น ๆ ใช่มั้ยล่ะคะ แต่งานวันเกิดของเราเมื่อปีที่แล้ว กลับเป็นการไปเที่ยวค่ะ โดยสถานทีที่เราไปกัน คือ พิพิธภัณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ ใกล้กับวังบูรพา และสวนรมณีนาถ (เขียนถูกมั้ยเนี่ย) พิพิธภัณฑ์คุกนั่นเองค่ะ

หลายคนอาจจะพูดว่านี่บ้าเปล่าเนี่ย ไปเที่ยวอะไรไม่ไป ไปดูอะไรแบบนี้ แถมยังเป็นวันเกิดด้วยนะ ไม่ดีเลย บลา ๆ ๆ แต่เนื่องจากมันเป็นวันว่าง เพื่อน ๆ ชวนไปกัน เราก็เลยติดสอยห้อยตามไปด้วย ไปกันสิบกว่าคนได้ค่ะ

ที่พิพิธภัณฑ์นี้มีเจ้าหน้าที่ประจำรออยู่ด้านนอกด้วยค่ะ ส่วนที่จัดแสดงจะแบ่งเป็นสองตึก ตึกแรกเป็นตัวคุกเก่า คนอื่นเราไม่รู้นะคะ แต่ยอมรับค่ะ ว่่าเรากลัว อาจจะด้วยบรรยากาศ หรืออะไรก็ตาม แต่ก็อยากรู้ด้วย สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าแทบจะเกาะเพื่อนเดิน ละค่อย ๆ เดินไป

จากตึกแรก เราก็ไปยังตึกที่สองค่ะ แต่ตึกที่สองนี้ เราสู้ความกลัวของตัวเองไม่ไหว เข้าไปได้แค่ห้องแรกก็เป็นอันต้องล่าถอยออกมารอด้านนอก ปล่อยให้เพื่อน ๆ เดินดูกัน แล้วเราก็มานั่งคุยกับคุณป้าแม่บ้านอยู่สักพัก ก็มีคุณลุง (ขออนุญาตเรียกแบบนี้นะคะ) เดินเข้ามาคุยด้วย ท่านเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ค่ะ และเรื่องราวที่คุณลุงท่านเล่าให้เราฟัง บางอย่างก็เป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจเรามาตลอด และเป็นสิ่งที่เราอยากเล่าให้ฟังในที่นี้ค่ะ

คุณลุงท่านคุยกับเราหลายเรื่องค่ะ ซึ่งเราบางอย่าง บางประเด็นเราก็เลือน ๆ ไปบ้างแล้ว ท่านถามเราว่ารู้สึกยังไงกับบทลงโทษต่าง ๆ ที่ได้เห็น เราจำไม่ค่อยได้แล้วค่ะว่าตอบว่าอะไรไป แต่น่าจะเป็นประมาณว่า น่ากลัว หรืออะไรประมาณนี้ล่ะค่ะ ซึ่งท่านก็ตอบว่า ท่านอยากให้คนที่มาดู รู้สึกเกรงกลัวที่จะทำผิดกฎหมาย นั่นนับว่าเป็นจุดประสงค์สำคัญของพิพิธภัณฑ์นี้เลย แล้วก็เลยไปถึงเรื่องของผู้ต้องหา

ท่านบอกว่า นักโทษในเรือนจำไม่ใช่ผู้ที่เลวโดยสันดานทุกคน บางคนเพียงแค่ดำเนินชีวิตผิดพลาดเท่านั้น ไม่ได้เลวโดยสันดาน บางครั้งเมื่อออกจากเรือนจำไป และพบกับการที่ผู้คนในสังคมตั้งแง่ ระแวง อคติ ไม่ยอมรับ ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ชักจูงให้เขากลับไปทำความผิดอีกครั้ง ดังนั้น ท่านไม่อยากให้สังคมตราหน้าผู้ที่ดำเนินชีวิตผิดพลาดเพียงครั้งเดียวว่่าเป็นคนเลว และกีดกันเขาออกจากสังคม และอยากให้สังคมให้ความช่วยเหลือ และช่วยกันเปลี่ยนให้เขากลับมาดำเนินชีวิตในทางที่ถูกที่ควร ซึ่งท่านเองก็ได้เสนอแนวทางตรวจสอบผู้ที่เพิ่งออกจากคุกไว้ด้วยนะคะ แต่เรายอมรับผิดค่ะว่าลืมไปแล้ว แต่เท่าที่จำความรู้สึกในตอนนั้น คือ เราเห็นด้วยค่ะ

โดยส่วนตัวของเรานะคะ เราว่าเรื่องนี้เป็นอะไรที่พูดกันง่ายแต่ทำได้ยากนะคะ เราเห็นด้วยกับคุณลุงที่เป็นเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์คนนั้น เพียงแต่หลาย ๆ ครั้งที่เราเห็นว่าคนบางคนก็ไม่ได้รู้สำนึกถึงความผิดของตนเลย ไม่ต้องพูดถึงคนที่เคยติดคุกนะคะ คนทั่ว ๆ ไปนี่แหละ เราเองบางทีก็เป็น แล้วมันก็ทำให้เรานึกรู้สึกว่า คนรอบข้างมันไว้ใจกันได้ยาก ไว้ใจไม่ได้ จากประสบการณ์ที่เคยเห็น แม้แต่พี่น้องกันก็ไว้ใจไม่ได้ด้วยซ้ำ หรือเพราะเวลาเปลี่ยน ผู้คนในสังคมก็พลอยเปลี่ยมตามไปด้วยก็ไม่รู้นะคะ

เราก็เชื่อนะ ว่ามีคนหลายคนที่เมื่อพ้นโทษแล้วก็เกิดความสำนึกผิด มันก็เป็นอะไรที่น่าให้อภัย ให้โอกาส แต่ถ้ามันไม่ใช่ เราก็ไม่อยากหยิบยื่นความหวังดีให้ อาจจะบอกว่าเราโลกแคบ ใจแคบ หรือมองโลกในแง่ร้ายก็ย่อมได้นะคะ เรายอมรับว่าเราเป็นอย่างนั้นจริง ๆ อีกอย่างกันไว้ก็ดีกว่าแก้นะคะ ว่ามั้ย แต่ในทางเดียวกัน ถ้ามองโลกในแง่ร้ายมาก ๆ อย่างเรามันซะทุกคน โลกนี่คงยิ่งกว่าหดหู่อีกแหง ๆ

ในทางกลับกัน ถ้าหากว่าผู้ที่โดนจับเป็นแพะรับบาป พวกเขาก็ต้องมาเดือดร้อน เสียประวัติ และอื่น ๆ อีกมาก เพราะการกระทำของคนอ่ืนที่ไม่ใช่ของตัวเอง แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมไม่ต่างจากผู้ที่กระทำผิดจริง ฟังดูแย่มากเลยว่ามั้ยคะ คงต้องขอให้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตรวจสอบและแก้ไขกันไปเป็นกรณี

แต่คำพูดของคุณลุงก็ทำให้เราคิดได้บางอย่างนะคะ ว่าสังคมนี้มันสามารถชี้ชะตาคนได้ จะทำให้คนอื่นดีหรือเลวก็ได้เช่นกัน มันมีความกดดันต่อผู้ทีี่อาศัยอยู่ในสังคม โลกใบนี้นี่อยู่ยากมาก ๆ แต่ก็หนีไม่ได้ ทำได้แค่ดูแลรักษาตัวเองให้ดี ๆ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของคนอื่น ไม่ดีเลยค่ะ

จริง ๆ วันนี้ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่อยากบ่นไร้สาระไปวัน ๆ ใครเห็นต่าง อยากแย้ง หรือแก้ข้อมูลอะไรก็แปะไว้ตามสบายเลยนะคะ เราอยากรู้ความคิดเห็นของคนอื่น ๆ เหมือนกัน ยังไงก็มาแลกเปลี่ยนกันนะคะ แล้วก็ขอบคุณมากค่ะที่อุตส่าห์อ่านมาจนถึงตอนนี้