Tags

, , , , , , , , , , , ,

ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ จาวิค่ะ

อพยพมาเปิดบล็อกใหม่ เพราะความเสียวไส้จากการมีคนค้นพบความลับบางประการ ฮา

เราตั้งใจว่าจะใช้ที่นี่เป็นที่เก็บบรรดาฟิคทั้งหลาย อาจจะมีบ่น ๆ เพ้อ ๆ แบบมึน ๆ อึน ๆ บ้างก็อย่าถือสานะคะ

อย่างที่บอกเราตั้งใจจะใช้ที่นี่เป็นที่เก็บฟิค ก็เลยเอาฟิคมาลงมันซะตั้งแต่วันแรกเลย ใจร้อนไปมั้ยเนี่ย ฮา

ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิคที่เราแต่งมาตั้งแต่สมัยเพิ่งขึ้นม.ปลาย ประมาณสี่ห้าปีก่อน แต่เป็นฟิคยาวเรื่องเดียวที่เราแต่งจบได้ ภูมิใจมาก(//ไม่ใช่ละ) ถึงภาษา การวางปมเรื่อง หรืออื่น ๆ จะดูแปลก ๆ ไปก็เถอะ

ในสมัยนั้นเราก็เอาฟิคเรื่องนี้ไปแปะในเด็กดี เอ็กทีน แล้วก็บอร์ดเฮตาเลียด้วย เพราะฉะนั้นอาจจะมีผ่านหูผ่านตาใครไปบ้างแล้วก็ได้ ฮา

เอาเป็นว่า แปะเลยดีกว่าเนอะ

 

คำเตือน

ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิคที่ผู้แต่ง แต่งขึ้นเพื่อสนองความต้องการของตนเอง เป็นฟิคชายรักชาย หากไม่พอใจ หรือไม่ชอบประการใด กรุณาปิดทิ้งไป และโปรดรำลึกด้วยว่าฟิคนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องจริง ๆ ของเฮตาเลีย และเนื้อหาจริง ๆ ของเฮตาเลียไม่ได้มีเรื่องชายรักชายเลย

 

Fanfiction Axis Powers Hetalia

 

You and Me

 

Alfred F. Jones x Arthur Kirkland

 

Chapter 1

 

 

เมื่อเวลาผ่านไป…

มันไม่เคยไหลย้อนกลับ…

กว่าจะรู้สึกตัว…

วันเวลาก็ล่วงผ่านไปนานแล้ว…

เหลือเพียงเราทั้งสองที่ยังคงดำเนินชีวิตต่อไป…

 

“ไง สบายดีมั้ย” เสียงทักดังขึ้นใกล้ ๆ ทำให้คนที่กำลังนั่งเหม่ออยู่สะดุ้งสุดตัว ก่อนจะสงบลงเมื่อรู้ว่าเป็นใคร

“อัลเฟรด นายเองเหรอตกใจหมด” เสียงหัวเราะจากคนทัก เรียกให้นัยน์ตาคู่สีมรกต มองมาอย่างขุ่น ๆ พร้อมคำพูดที่เริ่มจะหงุดหงิด

“หัวเราะอะไร” อัลเฟรดพยายามควบคุมอาการหัวเราะอย่างยากลำบาก ก็ตอนที่อาเธอร์นั่งเหม่อมันน่าให้แกล้งมั้ยล่ะ เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าใสเป็นประกายตอบว่า

 

“ก็หัวเราะอาเธอร์นั่นแหละ สะดุ้งจนปัดของหล่นแล้ว ยังไม่รู้ตัวอีก” คิ้วหนา ๆ ของอาเธอร์ขมวดเข้าหากันทันที ก้มลงมองที่พื้น ก็พบว่าเต็มไปด้วยกองเอกสารที่หล่นกระจัดกระจาย นี่เขาทำของหล่นไม่รู้ตัวจริงด้วย คิดแล้วก็ปลง พักหลัง ๆ นี้ไม่ค่อยได้นอน ชักจะเบลอ ๆ แล้ว

 

หลังจากที่เจ้าของนัยน์ตาสีเขียวสดเก็บเอกสารมาตั้งบนโต๊ะแล้ว ก็ถามเจ้าคนที่เป็นต้นเหตุให้กองเอกสารหล่นว่า

 

“มานี่มีอะไรรึเปล่า”

 

“มีสิ จะมาคุยเรื่องการรบกับฝ่ายอักษะน่ะ”

 

“ทำไมมีอะไรเหรอ ทางนั้นเริ่มเคลื่อนไหวแล้วเรอะ”

 

“ใช่ เยอรมันเป็นแกนนำ จะเอายังไงล่ะ อาเธอร์”

 

คิ้วหนา ๆ ขมวดเข้าหากันอีกครั้งอย่างใช้ความคิด นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเล่นเป็นจังหวะ พลางคิดว่าควรจะทำอย่างไรดี

 

“งั้น เอาเข้าที่ประชุมพรุ่งนี้มั้ยล่ะ จะได้ถามความคิดเห็นจากคนอื่น ๆ ด้วย”

 

“แต่ว่าข้อมูลยังไม่ค่อยจะแน่นอนสักเท่าไหร่นะ ฉันกะว่าจะไปสืบหาดูอีกครั้ง คิดว่าไงล่ะ”

 

“ไม่” คำตอบเพียงคำเดียวที่หลุดออกมาจากปากของอาเธอร์ทำให้อัลเฟรดขมวดคิ้วบ้าง

 

“ทำไมล่ะ ปกติฉันก็ออกไปสืบคนเดียวอยู่แล้วนี่นา”

 

“ฉันจะไปด้วย” คำพูดที่ดูจะเอาแต่ใจของอาเธอร์ทำให้อัลเฟรดขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม และยังทำให้เจ้าของดวงตาสีฟ้าใสรู้สึกงงด้วยว่าไม่เคยเห็นคนตรงหน้าทำนิสัยแบบนี้สักที

 

“นายไม่ต้องไปหรอก เดี๋ยวฉันไปเอง ไม่ต้องห่วงฉันหรอกน่า” คำพูดของอัลเฟรดทำให้อาเธอร์สวนกลับว่า

 

“เฮอะ นายไปคนเดียวแล้วจะได้งานกลับมารึเปล่า” อัลเฟรดยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ

 

“ก็ต้องได้สิ ไม่เชื่อ นายก็คอยดูแล้วกัน…ฉันไปละ แล้วเจอกัน” จากนั้นอัลเฟรดก็ลุกเดินออกจากห้องทำงานของอาเธอร์ไป ทิ้งให้เจ้าของห้องนั่งอยู่คนเดียว

 

…ให้มันได้อย่างนี้สิ เจ้าบ้า…

 

คิดอย่างหงุดหงิด ที่เขาอยากจะไปด้วย ไม่ใช่เพราะกลัวหมอนั่นจะไม่ได้งานกลับมาหรอก อัลเฟรดน่ะได้งานกลับมาแน่ ๆ แต่แค่อยากจะไปด้วยก็เท่านั้น แค่นั้นจริง ๆ ปกติหมอนั่นก็ไปคนเดียวเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ว่าไม่เคยบอกก่อน เลยไม่มีโอกาสบอกสักทีว่าอยากไปด้วย

 

…แค่อยากไปด้วยแท้ ๆ …

 

 

แสงแดดอ่อน ๆ ส่งผ่านเข้ามาจากหน้าต่างที่อยู่ข้างเตียง เสียงนกร้องดังขึ้นต้อนรับยามเช้า ขณะที่คนนอนบนเตียงก็ลุกขึ้นมานั่งบิดขี้เกียจแล้วหันไปมองนาฬิกาที่แสดงเวลา 6 โมงเช้า จึงลุกมาอาบน้ำ แต่งตัว ลงไปกินข้าว แล้วไปนั่งทำงานต่อ

 

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูดังขึ้นให้อาเธอร์ขมวดคิ้วหนา ๆ ของตน พลางส่งเสียงร้องบอกว่า

 

“เข้ามา” สิ้นเสียง ประตูไม้ก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นเจ้าของเรือนผมสีทองกับนัยน์ตาสีฟ้าใส คนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเงยหน้าขึ้นมามอง สภาพของคนที่อาสาไปหาข่าว แล้วหายไป 2 วันดูไม่ได้เลย เรียกได้ว่าโทรมมากเลยด้วยซ้ำ เสื้อสีขาวข้างในเปื้อนดินเป็นทางยาว ขณะที่เสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำตาลมีรอยฉีกขาดหลายจุด เส้นผมสีทองยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ขอบตาเริ่มคล้ำ แม้ว่านัยน์ตาสีฟ้านั่นจะยังเป็นประกายก็ตาม

 

“ไหงโทรมงี้อ่ะ” คำทัก พร้อมกับสีหน้าไม่พอใจนิดหน่อย ที่อีกฝ่ายเอาสภาพที่ดูไม่ได้เหยียบย่างเข้ามาในห้อง ก็เขาเพิ่งทำความสะอาดไปเมื่อวานเองนะ

 

“โทดที ๆ เดี๋ยวจะไปแล้ว แค่จะมาบอกว่า ให้เรียกประชุมที ได้ข่าวบางอย่างมา บอกคนอื่นด้วยได้มั้ย อีก 3 ชม.เจอกันที่ห้องประชุมนะ ไปล่ะ” จบประโยคก็เผ่นแผล็วออกไป ไม่รอคำตอบจากคนที่นั่งงงอยู่บนโต๊ะ

 

…อะไรของหมอนั่นวะ…

 

คิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่จำใจเดินไปบอกคนอื่น ๆ

 

…ท่าทางจะเป็นข่าวใหญ่สินะ…

 

รอยยิ้มประหลาดที่ไม่เคยปรากฏให้คนภายนอกได้รับรู้มาก่อนเผยชัดบนใบหน้า รอยยิ้มที่แลดูอ่อนโยน และนัยน์ตาสีเขียวที่แลดูเศร้าสร้อยอย่างประหลาด หลายร้อยปีมาแล้วที่เขาได้แต่คอยมองอยู่ห่าง ๆ เวลาที่เจ้าน้องชายตัวเล็กเติบใหญ่ จนในที่สุด ก็กลายมาเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลมากในโลก และแทนที่เขาได้เป็นอย่างดี เขาเองก็ดีใจที่เด็กน้อยที่เขาเลี้ยงดูมาแต่เล็กแต่น้อย ไม่ทำให้เขาผิดหวัง แม้จะเสียใจที่อัลเฟรดประกาศตัวเองเป็นอิสรภาพ แต่ก็ยอมรับในการตัดสินใจของหมอนั่น เขามั่นใจ หมอนั่นจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง…

 

 

“เอาล่ะ ทุกคนมาพร้อมแล้ว เราจะเริ่มประชุมเลยนะ” เสียงเจ้าตัวดีดังขึ้น หลังจากที่ได้เวลาประชุม ในชุดที่ไปเปลี่ยนมาใหม่

 

เขาไม่อยากฟังหรอก ถึงแม้ว่าอัลเฟรดจะเติบขึ้น แต่เรื่องบางเรื่องราวกับว่าไม่เคยโตขึ้นเลย อย่างเรื่องความคิดเห็นส่วนใหญ่ที่หมอนี่แสดงออกมา ล้วนแล้วแต่ไร้สาระ มีน้อยครั้งมาก ๆ ที่จะแสดงความคิดเห็นที่เข้าทีเหมือนกับชาวบ้านชาวช่องเขา แต่ก็นะ ไม่ฟังก็ไม่ได้นี่นา

 

 

“อืม…มีใครมีความเห็นอะไรบ้าง”

 

“ฉันขอคัดค้าน” เสียงของเขาดังขึ้นในที่ประชุม แหงล่ะ ก็เป็นเรื่องปกตินี่นา เขาเถียงกับอัลเฟรดในที่ประชุมเป็นปกติ ถ้าไม่เถียงสิแปลก

 

“ความคิดของนายมันไร้สาระ มีอย่างที่ไหนจะสร้างฮีโร่ตัวใหญ่ ๆ ไปอัดลุดวิก เฮอะ…คงทำได้หรอก เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ ค่อยไปสร้างไอ้หุ่นกระป๋องพรรค์นั้น” ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาจะพูดอะไรแรงไปหรือเปล่า เพราะดูอัลเฟรดจะเงียบผิดปกติ แต่นี่ก็ถือว่าอ่อนกว่าเดิมด้วย ถ้าเป็นปกติ จะพูดแรงกว่านี้อีก แล้วดูเหมือนบรรยากาศจะเริ่มตึงเครียดมากขึ้น

 

“ฉันขอคัดค้านอาเธอร์กับอัลเฟรด” และก็เป็นฟรานซิสที่พูดเอ่ยขึ้น ทำลายความตึงเครียดทั้งหมดลง เสียงถอนหายใจจากหวางเหยาดังขึ้นเบา ๆ ส่วนอีวานนั้นก็ได้แต่ยิ้มอย่างเดียวให้กับสภาพตรงหน้า

 

เริ่มจากคุณพี่ฟรานซิสผู้เป็นที่เคารพ (ตรงไหน?) ถือดอกกุหลาบสีแดงสดที่นำมาจากไหนก็ไม่รู้ชี้ใส่หน้าอาเธอร์พลางเถียงบ้างอย่างไม่ค่อยใส่ใจ อัลเฟรดที่เอานิ้วจิ้ม ๆ ศีรษะของฟรานซิส ส่วนอาเธอร์ก็ยืนเถียงกับฟรานซิส

 

 

และแล้วการประชุมก็จบลงที่ทั้งหมดทยอยกลับเพราะรู้ดีว่าอยู่ต่อไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เริ่มจากอาเหยาที่เดินออกไปอย่างเงียบเชียบ ตามด้วยอีวานที่เดินตามออกไปอีกคน ฟรานซิสที่หาทางออกไปจากห้องได้ เหลือเพียงอัลเฟรดและอาเธอร์ กับความเงียบระหว่างคน 2 คน

 

อาเธอร์เก็บของอย่างรวดเร็วโดยไม่มองหน้าคนอีกคนที่อยู่ในห้องด้วย  เขาไม่อยากมองหน้าอัลเฟรดสักเท่าไหร่หรอก ก็บรรยากาศที่มันตึงเครียดตอนนั้นมันยังฝังอยู่ในหัวอยู่ เลยไม่กล้ามองหน้า เพราะไม่รู้ว่าตนพูดอะไรแรงไปหรือเปล่า มือเรียวหยิบของชิ้นสุดท้ายแล้วก็เดินไปที่ประตู แล้วออกไปโดยไม่หันมามองอัลเฟรดเลยแม้แต่น้อย

 

 

“อ๊ะ อาเธอร์ ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ” เสียงดังมาจากด้านหลัง ให้ชายร่างสูงหันไปมอง ฟรานซิสเดินมาพร้อมกาแฟในมือ 2 ถ้วย

 

“เอ้า กาแฟ…ดีจังนะที่งานเสร็จแล้ว เหนื่อยจะตาย” พูดจบก็ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ อาเธอร์ พลางเหลือบมองเล็กน้อย

 

“อัลเฟรดจะเป็นยังไงบ้างนะ” จบประโยคของฟรานซิส อาเธอร์ก็แทบจะสำลักกาแฟที่เพิ่งยกขึ้นไปจิบ ไม่ใช่เพราะคำถาม แต่เป็นเพราะกาแฟที่ยังร้อน ๆ ต่างหาก

 

“ไม่เห็นบอกเลยว่าร้อน” ฟรานซิสส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ

 

“นายก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรือว่ากาแฟมันร้อนน่ะ” ฉึก…เหมือนมีเสียงอะไรบางอย่างเสียบเข้าทันที นั่นสินะ เรื่องนี้ดูก็น่าจะรู้นี่นา ที่ไหนได้ดันไม่รู้ซะได้

 

“สรุปว่ามีเรื่องกลุ้มใจอะไรถึงได้มานั่งตรงนี้น่ะ”ฉึก ฉึก ฉึก… เอาอีกแล้ว เหมือนมีอะไรบางอย่างมาเสียบที่ตัวอีกแล้ว อาเธอร์นึกสงสัยนักว่าฟรานซิสไปทำอะไรมาถึงได้รู้เรื่องพวกนี้ดีนัก

 

“คิดมากเรื่องหมอนั่นล่ะสิ”

 

“หมอนั่นไหน” ย้อนกลับมาได้อย่างเนียนไป ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคนที่ฟรานซิสเรียกว่า “หมอนั่น”คือใคร

 

 

“ไม่ต้องมาทำไก๋หรอกน่า คุณพี่รู้ทุกอย่างอยู่แล้ว คงกังวลเรื่องบรรยากาศที่ตึงเครียดตอนนั้นใช่มั้ยล่ะ จริง ๆ เลยน้า…แล้วทำไมไม่พูดตามใจคิดไปล่ะ” บ่นแบบนี้มาก็หลายครั้ง เพราะทุกครั้งที่อาเธอร์มานั่งคนเดียวที่สวนสาธารณะ ต้องเป็นเพราะคนเพียงคนเดียวเท่านั้น เป็นเพราะอัลเฟรด ทุกครั้งที่ทะเลาะกับหมอนั่น หรือแม้แต่เถียงกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เถอะ นี่คุณพี่ก็มีภารกิจเหมือนกันนะ 2 คนนี้ทะเลาะกันทีไร ลำบากคุณพี่ทุกที ต้องมานั่งปลอบ เสียเวลาจีบสาวจริง ๆ เลย คุณพี่ล่ะหน่าย

 

“นายก็รู้นี่นา…”เสียงเบาลงเรื่อย ๆ จนฟังไม่ได้ยิน แต่ฟรานซิสก็พอจะจับใจความได้

 

“งั้นก็ไปขอโทษซะสิ”เงียบไป ไร้คำตอบดั่งที่เป็นทุกครั้ง ฟรานซิสถอนหายใจเหนื่อยหน่าย แม้จะพอรู้ว่าคนตรงหน้าไม่สามารถพูดอะไรได้อย่างที่ใจคิด บวกกับเป็นคนปากเสีย+ร้าย แถมด้วยยังเป็นคนที่หยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีด้วย

 

“งานนี้คุณพี่ช่วยอะไรไม่ได้แล้วนะ ไปเคลียร์กับอัลเฟรดเองละกัน คุณพี่ขอตัวไปจีบสาวก่อนละกัน”จบประโยคฟรานซิสก็เผ่นหายลับไป ทิ้งไว้แค่เจ้าของดวงตาสีเขียวสดที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม

 

…ขอโทษงั้นเหรอ อัลเฟรด ฉันจะสามารถขอโทษนายได้มั้ยนะ…

 

 

…ฉันทำอะไรผิดไปเหรอ ผิดเหรอที่อยากเป็นฮีโร่…

 

ห้วงคำนึงที่ยังวนเวียนไม่หยุดหย่อน กับคำถามเดิม ๆ ที่ก็รู้คำตอบอยู่แล้ว

 

…อาเธอร์คงจะเกลียดเราแล้วล่ะมั้ง…

 

เพียงแค่นั้น รอยยิ้มเศร้าก็ปรากฏบนใบหน้าคมคาย ภาวนาก่อนนอนทุกครั้ง อ้อนวอนกับพระเจ้าทุกเช้า ขอให้อาเธอร์ไม่เกลียดเขา ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่เหมือนมันจะไม่ได้ผล จากคำพูดของอาเธอร์ในวันนี้ทำให้เขาคาดได้ ว่าอาเธอร์คงจะเกลียดเขาแล้วจริง ๆ เพียงเพราะการตัดสินใจในครั้งนั้นหรือเปล่า การตัดสินใจที่จะออกมาอยู่อย่างอิสระด้วยตัวเอง เพราะหวังจะไม่ให้อาเธอร์ต้องมาลำบากคอยดูแลเขา หวังให้อาเธอร์เห็นเขาเติบโต หวังให้คนเพียงคนเดียวที่ทำตัวเป็นพี่ชายจอมจุกจิกได้ภาคภูมิใจกับความก้าวหน้าของเขา แต่แล้ว มันกลับทำให้อาเธอร์เกลียดเขาซะได้ ทั้ง ๆ ที่ เขาไม่ได้ตั้งใจแบบนั้นเลยนะ วันที่เขาประกาศอิสระ อาเธอร์ร้องไห้ แต่เขาไม่สามารถเข้าไปหาได้ เพราะรู้ดีว่าสาเหตุมาจากตน จึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน หันหลังให้ และเดินจากมาเท่านั้น

 

…อาเธอร์ จากนี้ไปฉันควรจะทำยังไงดี…

 

 

หลังจากวันนั้นแล้ว อาเธอร์กับอัลเฟรดก็ไม่มีโอกาสเจอหน้ากันเลย เพราะการงานที่รัดกุม และเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมมาก การสงครามต่าง ๆ ถูกพับเก็บไปเพราะปัจจัยหลายประการ แต่ก็ถือว่าดีแล้วสำหรับอาเธอร์ เพราะเขาไม่อยากที่จะเจอหน้าอัลเฟรดเท่าไหร่ ยังไม่กล้าพอที่จะสบตากับอีกฝ่ายด้วยความกลัว กลัวว่าอัลเฟรดจะโกรธกับคำพูดที่เขาพูดไปในวันนั้น และกลัวว่ามันจะพัฒนาไปเป็นความเกลียด กลัวเป็นที่สุด ถึงแม้จะคิดว่าอัลเฟรดน่าจะรู้นิสัยของเขาดีว่าพูดอะไรตรงกับสิ่งที่คิดจริง ๆ ไม่ค่อยจะได้ แต่ก็กลัว กลัวจับขั้วหัวใจ

 

…อัลเฟรด นายจะโกรธฉันมั้ย จะเกลียดฉันมั้ย ฉันขอโทษ ฉันอยากย้อนเวลากลับไป กลับไปเหลือเกิน…

 

TBC.

Advertisements