Posted in Uncategorized

Lyrics Translation: Hoshi ni negai wo

หายจากบล็อกไปนานเลยค่ะ 55555 วันนี้กลับมาแล้ว พร้อมกับการแปลเพลงค่ะ

เพลงนี้ชื่อเพลง Hoshi ni negai wo ที่เราแปลเป็นภาษาไทยว่า “อธิษฐานต่อดวงดาว” ค่ะ เป็นเพลงยูนิตของสองหนุ่ม มิยาตะ โทชิยะ และ ทามาโมริ ยูตะ จาก Kis-My-Ft2 ในซิงเกิล LOVE ค่ะ

ขอแจ้งก่อนว่าเราไม่ได้แปลเพลงนี้จากภาษาญี่ปุ่นโดยตรงนะคะ แต่ได้รับอนุเคราะห์จากคุณ Chiseen ซึ่งได้แปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษไว้แล้ว (เราบอกเจ้าตัวเขาแล้วนะคะ ได้รับคำอนุญาตแล้ว จริง ๆ คุณคนนี้ทำซับวงนี้ไว้เยอะเลยค่ะ ทั้งเพลงและคอน กระซิบ ๆ) ใด ๆ คือถ้ามีความผิดพลาดประการใด ต้องขอภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ แจ้งได้ตลอดเลย เราจะรีบแก้ให้ค่ะ

 

星に願いを (Hoshi ni negai wo) Tamamori Yuta & Miyata Toshiya [Kis-My-Ft2]

写真の中に写る君
流れ星が最後に光るような
眩しいその笑顔を振りまいて
星になってしまったね

เธอที่อยู่บนรูปภาพเป็นเหมือนแสงสุดท้ายของดาวตก

รอยยิ้มที่สว่างสดใสนั้น

เธอได้กลายเป็นดวงดาวไปแล้วสินะ

永遠よりもずっとずっと長く
君の事思い続けるよ
例え生まれ変われたって
僕は君を選ぶんだろう

ฉันจะคิดถึงเธอไปเรื่อย ๆ นานแสนนานกว่านิจนิรันดร์

แม้ว่าฉันจะเกิดใหม่อีกครั้ง

ฉันก็ยังจะเลือกเธอ

夜空を眺めて Thinking about you
涙まだ枯らす事が出来ないよ
今夜はサイレントナイト
でもそうじゃない夜だって
見上げてるいつも All night long

เหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืน Thinking about you

ฉันยังหยุดน้ำตาตัวเองไม่ได้เลย

คืนนี้คือ Silent Night แต่แม้จะเป็นค่ำคืนที่ต่างออกไป

ฉันก็ยังคงเงยหน้ามองฟ้า All night long

ねぇもっと幸せに出来たかなって
もう君の答えは聞けやしないけど
今夜はサイレントナイト
でもそうじゃない夜だって
見上げてるいつも All night long
星に願いを

นี่ ฉันสงสัยว่าเธอมีความสุขมากขึ้นหรือเปล่า

แต่ฉันก็ไม่อาจได้ยินคำตอบของเธออีกต่อไป

คืนนี้คือ Silent Night แต่แม้จะเป็นค่ำคืนที่ต่างออกไป

ฉันก็ยังคงเงยหน้ามองฟ้า All night long

อธิษฐานต่อดวงดาว

一度だけの短い台詞
それなのに強く暖かい言葉
嘘なんてつかない貴方だから
余計嬉しかったよ

คำพูดสั้น ๆ แค่ครั้งเดียว

มันกลับเป็นคำที่มีพลังและแอบอุ่น

เพราะเป็นเธอที่ไม่เคยโกหกฉันถึงได้มีความสุข

一秒よりも短くていいから
その頬に触れさせてそっと
せめて叶わないのならば
月明かり強く光れ

แม้จะสั้นกว่าเพียงวินาทีเดียวก็ไม่เป็นไร

ขอให้ฉันได้สัมผัสแก้มนั้นเพียงบางเบา

หากเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้แสงจันทร์สว่างไสวมากขึ้นก็พอ

夜空に浮かんで Thinking about you
君の涙が胸を締め付けるよ
今夜はサイレントナイト
曇り空の夜だって
見守ってるいつも All night long

ล่องลอยในท้องฟ้ายามค่ำคืน Thinking about you

น้ำตาของเธอบีบรัดในอกของฉัน

คืนนี้คือ Silent Night แม้ว่าจะเป็นค่ำคืนที่ถูกบดบังด้วยเมฆหมอก

ยังเฝ้ามองเธอเสมอ All night long

ねぇ本当私なんかで良かったのかな?
ほんの少しだけ考えてしまうよ
今夜はサイレントナイト
雨の降る夜だって
見守ってるいつも All night long

นี่ เป็นฉันน่ะดีแล้วจริง ๆ หรือ

สุดท้ายฉันก็นั่งคิดถึงเรื่องนั้นนิดหน่อย

คืนนี้คือ Silent Night แม้ว่าจะเป็นค่ำคืนที่ฝนพรำ

ยังเฝ้ามองเธอเสมอ All night long

幾千の孤独を越えて
幾億の星屑に望みを込めて
巡り合った場所で
愛鍵を握り締めて
奇跡の果てに 運命の扉を開こう
もうすぐ君の側へ
長い夜が明け僕等は歩き出す

ยิ่งไปกว่าพันความเหงา

ตั้งความหวังไว้กับร้อยล้านละอองดาว

ณ สถานที่ที่เราพบกัน

กำกุญแจแห่งรักไว้มั่น

เปิดประตูแห่งโชคชะตาไปสู่ตอนจบที่เป็นปฏิหาริย์

ฉันจะไปอยู่เคียงข้างเธอในเร็ววัน

เราจะก้าวไปด้วยกันขณะที่ค่ำคืนอันยาวนานนี้จบลง

夜空を眺めて Thinking about you
涙まだ枯らす事が出来ないよ
今夜はサイレントナイト
でもそうじゃない夜だって
見上げてるいつも All night long

เหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืน Thinking about you

ฉันยังหยุดน้ำตาตัวเองไม่ได้เลย

คืนนี้คือ Silent Night แต่แม้จะเป็นค่ำคืนที่ต่างออกไป

ฉันก็ยังคงเงยหน้ามองฟ้า All night long

ねぇ本当私なんかで良かったのかな?
ほんの少しだけ考えてしまうよ
今夜はサイレントナイト
雨の降る夜だって
見守ってるいつも All night long
星に願いを

นี่ เป็นฉันน่ะดีแล้วจริง ๆ หรือ

สุดท้ายฉันก็นั่งคิดถึงเรื่องนั้นนิดหน่อย

คืนนี้คือ Silent Night แม้ว่าจะเป็นค่ำคืนที่ฝนพรำ

ยังเฝ้ามองเธอเสมอ All night long

อธิษฐานต่อดวงดาว

 

 

Posted in Fanfiction

[One Shot – Axis Power Hetalia] รำลึก

[One Shot – Axis Power Hetalia] รำลึก

Main Character: กรุงเทพมหานคร, ธนบุรี

Note: เป็นเรื่องที่เขียนไว้นานมากกกกกแล้วค่ะ ประมาณสี่ปีได้ 55555 แต่นึกได้ว่าไม่เคยเอามาลงไว้ที่นี่เลย เลยเอามาเก็บไว้ที่นี่ก่อนค่ะ คาแรกเตอร์กรุงเทพกับธนบุรีเป็นคาแรกเตอร์ที่เกิดใหม่ (ใช่ค่ะ เรามโนขึ้นมาเอง– //ผิดมาก) ฝากทั้งสองคนไว้ด้วยนะคะ 🙂

+++++++++++++++++++++++++++

รถแล่นตรงเข้ามาจอดยังบริเวณลานจอดรถภายในวัดแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มร่างสูงก้าวออกมาจากตัวรถหลังจ่ายเงินตามราคามิเตอร์ที่สูงพอสมควร แต่เขาก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อการเดินทางจากสุขุมวิทที่อยู่คนละฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามายังสถานที่แห่งนี้มันทั้งไกลและยังต้องฝ่าการจราจรอันติดขัดของเมืองหลวงของประเทศอีกด้วย

แดดจ้ายามเที่ยงวันทำให้ชายหนุ่มยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมชื้นออกมาตรงไรผม เครื่องปรับอากาศบนรถแท็กซี่ไม่เย็นเลยสักนิด ฟิล์มติดกระจกรถก็ไม่มืดพอจะป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์ด้วย เมื่อลงจากรถความร้อนที่สะสมมาตลอดก็ขับออกเป็นเหงื่อ เขาขยับมือปลดเนกไทให้คลายออกแล้วปลดกระดุมที่คอด้วย ทั้งยังพับแขนเสื้อขึ้นมาจนถึงข้อศอก หากจิตวิญญาณแห่งประเทศ หรือจังหวัดอื่น ๆ มาเห็นกรุงเทพมหานครผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าระเบียบในเวลานี้แล้ว คาดว่าคงช็อกไปตาม ๆ กัน

แต่กรุงเทพไม่ได้นึกสนใจสักเท่าไหร่นักว่าใครจะมาเห็นตัวเองในสภาพที่ไม่เรียบร้อย เขาเดินผ่านลานจอดรถของวัดที่เปิดให้ชาวบ้านในชุมชนรอบ ๆ เข้ามาเช่าที่ขายของทั้งเช้าและเย็น ตรงไปยังสะพานปูนเก่าแก่เล็ก ๆ ข้างวัดที่นำเขาเข้าไปยังวัดอีกแห่งที่ห่างกันเพียงคลองกั้น

กรุงเทพส่งยิ้มให้กลุ่มคนเฒ่าคนแก่ที่นั่งจับกลุ่มสนทนากันริมสะพานข้ามคลอง เขารู้จักมักคุ้นกับคนกลุ่มนี้มาตั้งแต่คนรุ่นปู่ย่าเหล่านี้ยังแก้ผ้ากระโดดลงคลองแล้ว แม้จะไม่ค่อยได้พูดคุยกันเท่าไหร่นัก แต่ก็ทักทายกันอยู่บ่อยครั้ง กลุ่มคนแก่เหล่านั้นชักชวนให้เขามาร่วมวงก๊งเหล้าที่มีเพียงวิทยุเครื่องเก่าเป็นกับแกล้ม กรุงเทพปฏิเสธแต่ก็หยุดพูดคุยด้วยอยู่พักใหญ่แล้วจึงเดินต่อผ่านวัดที่สอง เข้าไปยังกลุ่มชุมชนที่จะเรียกว่าชุมชนแออัดก็ไม่ผิดสักเท่าไหร่นัก

ถนนปูนขนาดเพียงมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านได้แค่คันเดียวทำให้การเดินค่อนข้างช้าพอสมควรเพราะต้องคอยหลบคนบ้าง หลบรถจักรยานบ้างอยู่ตลอด แต่กรุงเทพไม่นึกหงุดหงิดแต่อย่างใด ช่วงหลัง ๆ นี้ เขาแทบไม่ค่อยได้กลับมา ดังนั้นสองข้างทางจึงดูเปลี่ยนไปพอสมควร เขามองบ้านเรือนเรียงรายอย่างสนอกสนใจ และตามเคย เขาต้องแวะทักทายกับคนแก่ที่นั่งจับกลุ่มอยู่อีกหลายกลุ่มตลอดทาง

ผ่านไปได้ครึ่งทาง ในมือของชายหนุ่มร่างสูงก็เต็มไปด้วยขนมบ้าบิ่นและขนมอื่น ๆ น้ำอัดลมเย็น ๆ ที่ใส่ในถุงหิ้ว รวมไปถึงกับข้าวกับปลาที่หลายคนพร้อมใจกันให้โดยไม่นึกเอาสตางค์ เขาอดยิ้มออกมาบาง ๆ ไม่ได้ทั้งที่เขากับคนเหล่านั้นไม่ได้สนิทกันนัก เพียงแค่เห็นหน้าค่าตากันมาหลายสิบปี แล้วเขายังเป็นจิตวิญญาณของจังหวัด ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอีกด้วย คนในชุมชนนี้ก็ยังคงปฏิบัติกับเขาเหมือนเพื่อนมนุษย์ที่ไม่ได้พบกันมานาน

เขาเดินเข้าซอยโน้นออกซอยนี้ก่อนจะออกมายังซอยใหญ่ด้านหน้าสถานีตำรวจ เขาเดินตรงไปยังซอยเล็ก ๆ อีกซอย ที่แทบมองไม่เห็น ก้มศีรษะรับรอยยิ้มจากชายชราที่นั่งอยู่ที่หัวมุมกับเด็กชายวัยสิบขวบที่เขาจำได้ว่าเป็นหลานของชายคนนั้น

“ไม่ได้มาเสียนานเลยนะ เป็นยังไงมั่งล่ะ งานยุ่งเรอะ” คนสูงวัยว่า ให้คนฟังยิ้มบาง ๆ อีกครั้ง พวกเขารู้จักมักคุ้นกันมานาน แต่ก่อนกรุงเทพมักเข้าไปนั่งอยู่ร่วมกับวงเหล้าของชายชราที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นวัยรุ่นอยู่เสมอ แม้ว่าจะไม่ได้ดื่มอะไรกับเขาก็ตาม หน้าที่ของเขาคือทำกับแกล้มและชงเหล้าเติมน้ำแข็งให้คนในก๊ง

“พอสมควร หลานแกโตขึ้นเยอะนะ”

“เด็ก ๆ มันก็โตไวงี้แหละ” ปู่ของเด็กว่าพร้อมรอยยิ้มกว้างอวดฟันที่หายไปเสียหลายซี่ “แต่แหม๊ มันหล่อเหมือนข้าตอนหนุ่ม ๆ เลยเว้ย แกว่ามะ” กรุงเทพหลุดหัวเราะเสียงดัง กระเซ้าอดีตเพื่อนร่วมวงเหล้ากลับ

“เออ หล่อ หล่อจนจีบสาวทีไรก็แห้วแดกมันทุกที”

“ไอ้ชิบหายนี่! ถึงข้าจะแห้วแดกมันทุกครั้งแต่ก็ยังมีย่าให้ไอ้หนูนี่ได้ล่ะวะ ผ่าสิ” คนที่ดูอ่อนเยาว์กว่าแต่อายุมากกว่าเป็นร้อยปีหัวเราะดังขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะก้มลงทักทายไอ้หนูที่เพื่อนเรียก เด็กชายยกมือไหว้เรียบร้อย ส่งยิ้มกว้างที่เขาลงความเห็นว่าเหมือนปู่มากจริง ๆ ก่อนจะหายไปวิ่งเล่นกับเพื่อนต่อ

เขานั่งลงคุยกับเพื่อนร่วมวงเหล้าต่ออีกพักใหญ่ แล้วจึงลากลับเมื่อลูกสะใภ้ของเพื่อนตัวแสบมาเรียกให้เตรียมตัวไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลศิริราชตามที่หมอนัดเอาไว้

“รู้แล้ว ๆ !! น่าเบื่อจริง ๆ ไอ้การไปตรวจสุขภาพเนี่ย” คนในเสื้อเชิ้ตหัวเราะเบา ๆ ตบบ่าคนแก่ขี้บ่นแล้วบอกว่าแก่แล้ว ต้องทำใจ พร้อมกับบอกให้รีบไปโรงพยาบาลเร็ว ๆ เผื่อเจอโรคเจออะไรจะได้รักษาทัน

“โอ๊ย ช่างมันเหอะ แก่ปูนนี้แล้ว เป็นอะไรก็ปล่อย ๆ ให้มันตายไปเหอะ ลำบากลูกหลานมารักษาดูแลอีก อยู่มาขนาดนี้แล้ว อะไร ๆ ก็ปล่อยวางมันไปละ จะตายก็ตาย เสียอย่างเดียว…” ชายชราส่งยิ้มให้เพื่อนเก่าแก่ “กลัวแกจะเหงา ไอ้ธน ไอ้คำ ไอ้พุด มันชิงไปสบายก่อนแล้ว ไม่นานข้าก็คงตายตามพวกมันไป ทีนี้ก็เหลือแกคนเดียว พอคิดแบบนี้ ข้าก็ไม่อยากตายสักเท่าไหร่ว่ะ”

กรุงเทพยิ้มกว้างกลับ ตีไหล่เพื่อนเบา ๆ ด่ามันว่าคิดมาก เขาชินเสียแล้วกับการที่เห็นเพื่อนมนุษย์ค่อย ๆ ตายไปทีละคนสองคน แล้วไล่ให้ไปตรวจสุขภาพได้แล้วถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่นั่งคุยกับเขาไปอีกนาน ๆ

เขาเดินทะลุสถานีตำรวจตรงกลับไปชุมชนที่เดินจากมา หลังส่งเพื่อนขึ้นรถที่มาจอดรอรับที่หน้าสถานีตำรวจอันเป็นบริเวณใกล้ที่สุดที่เอารถเข้ามาได้เขานึกใจหายเล็ก ๆ ไม่ได้เมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อนเก่า ถึงระยะเวลาหนึ่งชั่วอายุคนจะไม่นานนักสำหรับเขาที่อยู่มาตั้งแต่ครั้งอยุธยา แต่มันก็ทำให้ความผูกพันถักทอได้แน่นแฟ้นเหมือนกัน

เขาลัดเลาะตรงไปยังบ้านหลายหลังที่ตั้งเรียงอยู่ริมแม่น้ำสายสำคัญ ก่อนจะเปิดประตูรั้วบ้านหลังที่อยู่ตรงกลางเข้าไป หญิงสูงวัยอายุราว 60 ปี คนหนึ่งรีบเดินออกมาหาเขาที่อ้าแขนรับร่างนั้นเข้ามากอด

“ไม่ได้มานานเลยนะคะ พ่อคร” เธอว่าหลังจากถูกปล่อยออกจากอ้อมกอดกรุงเทพยิ้มอ่อนโยนให้คนที่เรียกเขาว่าพ่อครมาตั้งแต่เด็ก

“งานยุ่งน่ะ เป็นยังไงบ้างแม้น สบายดีใช่มั้ย”

“สบายดีค่ะ… ได้ของจากชาวบ้านมาอีกแล้วเหรอคะ สงสัยวันนี้ปลานึ่งมะนาวของแม้นเป็นม่ายแล้วแน่ ๆ” เสียงหัวเราะของทั้งสองคนประสานไปด้วยกัน ก่อนที่กรุงเทพจะยกข้าวของในมือเข้าไปไว้ในบ้านแล้วออกมารับลมข้างนอก

บ้านหลังนี้เป็นเรือนมะนิลาอายุกว่าร้อยปี ทำจากไม้สักทั้งหลัง ตัวบ้านหันหน้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่เคยเป็นเส้นทางคมนาคมที่ต้องใช้ทุกวัน หน้าบ้านปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิด แบ่งพื้นที่ตามสภาพที่ต้นไม้แต่ละชนิดต้องการ ไม่ว่าจะเป็นคล้าใบละร้อย (แม้นเป็นคนขอปลูก เพราะเจ้าตัวบอกว่าเผื่อจะรวยกับเขาบ้าง ทั้งที่เขาก็เลี้ยงแม่ยอดยุ่งนี่มาอย่างดีตั้งแต่เด็กยันโต ลูกสาวทั้งคน เขาไม่ปล่อยให้อดอยากปากแห้งหรอก) ว่านหางจระเข้ บอนสี แก้ว มะลิ เข็ม กล้วยไม้หลากพันธุ์ รวมไปถึงพวกโป๊ยเซียน กระบองเพชร และผักสวนครัวอย่างพริก มะนาว

มุมหนึ่งหน้าบ้านติดแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นศาลาเล็ก ๆ ที่เดิมเป็นศาลาท่าน้ำ แต่ถูกยกขึ้นมาไว้บนบกหลังจากทางการต้องการที่ไปสร้างเขื่อนกันน้ำท่วมเมื่อปี 2554 บันไดไม้ที่ทอดลงไปจากศาลาถูกตัดแบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งวางพาดอยู่กับเขื่อนปูนนั่น อีกครึ่งเขาวางพาดเป็นทางขึ้นศาลาท่าน้ำบนบกที่ยกสูงจากพื้นดินพอสมควร

กรุงเทพพยักหน้ารับคำแม้นที่ยกน้ำเย็น ๆ ใส่แก้วมาให้ และบอกว่าจะไปซื้อของกลับมาทำปลานึ่งมะนาว อาจจะกลับมาช้าสักหน่อย เขามองตามร่างลูกสาวไป แม้จะอายุมากแล้วแต่แม้นยังคงเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วไม่ต่างจากตอนเป็นสาว ว่างเป็นต้องหยิบจับหางานมาทำโดยตลอด ตอนแรกเขาก็นึกอยากให้ลูกได้พักผ่อนบ้างหลังจากปลดเกษียณจากอาชีพครู แต่เจ้าตัวก็ปฏิเสธด้วยการลงไปช่วยงานการกุศล งานมูลนิธิต่าง ๆ ด้วยเหตุผลว่าตนเป็นลูกสาวของจิตวิญญาณแห่งกรุงเทพ พ่อทำงานมาตลอด ลูกอย่างเธอจะหยุดพักได้อย่างไร อย่างน้อยการช่วยงานการกุศลก็เป็นการช่วยงานพ่อตัวเองได้เหมือนกัน

เขาเจอกับแม้นสมัยอีกฝ่ายเป็นเด็กอายุห้าหกขวบที่กำพร้าพ่อแม่ ถูกนำมาทิ้งไว้ร่อนเร่ไปเรื่อย ด้วยความสงสารเขาจึงรับเป็นลูกบุญธรรม และเจ้าตัวก็เรียกเขาติดปากตั้งแต่เด็กจนโตว่า พ่อคร ซึ่งก็มาจากชื่อเก่าของเขา พระนคร นั่นแหละ

กรุงเทพเดินเข้าไปในบ้านอีกรอบ แต่คราวนี้มองไปรอบตัวอย่างคิดถึงของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรอบรูป แจกัน ตำแหน่งของเครื่องเรือนไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาเป็นสิบปีแล้ว อันที่จริงก็ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่ข้าวของต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นของเดิมทั้งนั้น เขาหยิบกรอบรูปไม้ที่วางอยู่บนตู้หนังสือขึ้นมาดู รูปถ่ายเก่าตั้งแต่สมัยเพิ่งมีกล้องถ่ายรูปกันแรก ๆ ราวสมัยพ่อหลวง ร.5 ได้ พวกฝรั่งมังค่าเป็นคนเอาเข้ามา ตอนนั้นไทยยังใช้ชื่อสยามอยู่ด้วยซ้ำ

เขาอมยิ้มกับรูปที่ไทย (ผู้ที่เขาต้องเรียกว่าพี่ แต่เขาก็มักตีมึนเรียกว่า ท่านสยาม และต่อมาก็กลายเป็น คุณไทย มาตลอด) นั่งอยู่บนเก้าอี้ โดยมีเขาที่ในตอนนั้นยังหนุ่มกว่านี้ยืนอยู่ด้านขวา ด้านซ้ายเป็นเด็กหนุ่มอีกคนที่มีใบหน้าเหมือนกับเขา กลับกันแค่เด็กหนุ่มคนนั้นยิ้มกว้างให้กล้อง แต่เขาไม่ได้ยิ้ม

เขาวางกรอบรูปนั้นลง หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากตู้แล้วเดินไปนั่งอ่านบนเก้าอี้ไม้ที่ปรับให้นอนได้ เขามักจะนั่งบนเก้าอี้ตัวนี้เสมอ แม้ว่ามันจะไม่ใช่เก้าอี้ตัวโปรดของเขา แต่หลังจากที่เจ้าของของมันจากไปแล้ว เขาก็มักจะมานั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บนนี้แทนคนที่หายไปทุกครั้งที่มาที่นี่ เอนตัวลงนอน และรำลึกถึงชีวิตที่กลายเป็นอดีต

เขามีฝาแฝดอยู่คนหนึ่ง เกิดขึ้นพร้อมกัน ราวสมัยอยุธยาได้ พวกเขาโตมาด้วยกัน เพียงแต่อยู่คนละฟากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ผ่ากลางเมือง สยาม หรือในสมัยนั้นคือกรุงศรีอยุธยา มักเรียกพวกเขาว่าเจ้าเด็กแฝดเมืองบางกอก จิตวิญญาณแดนสยามพยายามทำให้พวกเขาเรียกตนว่าพี่ แต่กรุงเทพในตอนนั้นไม่ยอมพูด จริง ๆ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ยอมแม้จะโดนบ่นก็ตาม ต่างกับฝาแฝดของเขาที่เรียกไทยว่าพี่มาตลอด

กาลเวลาหมุนผ่านมาเรื่อย ๆ จากอยุธยาเป็นธนบุรี จากธนบุรีเป็นรัตนโกสินทร์เมืองหลวงก็เปลี่ยนไปด้วย จากธนบุรีย้ายมาอีกฝั่ง จากเจ้าเด็กแฝดเมืองบางกอกก็เปลี่ยนมาเป็น พระนครกับธนบุรี จากที่มักจะอยู่ด้วยกันเสมอก็ต้องแยกจากกัน แม้ว่าเขาจะมาหาธนบุรีที่บ้านบ่อยเท่าที่จะทำได้ก็ตาม

ทุกครั้งที่พระนครมาเยี่ยมก็มักจะได้เห็นธนบุรีที่สนิทสนมกับคนรอบข้าง ยิ้มและหัวเราะอยู่เสมอ เขาโดนฝาแฝดดึงตัวไปร่วมก๊วนเหล้า เดินเที่ยวในชุมชน หาของกินเรื่อยเปื่อยทุกครั้งที่มีเวลา เมื่อได้เห็น พระนครก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตามรอยยิ้มนั่น รอยยิ้มสว่างสดใสที่เขาไม่เคยมี และมันก็ทำให้เขาเริ่มคุ้นชินที่จะยิ้มและหัวเราะให้กับเพื่อนและคนรู้จักของอีกฝ่ายที่กลายมาเป็นเพื่อนและคนรู้จักของเขาเอง

แม้นเป็นเด็กหญิงที่พวกเขารับมาเลี้ยงด้วยกัน เด็กหญิงตัวน้อยอาศัยอยู่กับธนบุรีมากกว่าเขา เธอจึงติดพ่อธนมากกว่าพ่อคร แต่ถึงอย่างนั้นเด็กน้อยก็แสดงท่าทีดีใจมากทุกครั้งที่เขาไปหา แม้จะไม่ค่อยได้เห็นหน้า แต่แม้นก็นับได้ว่าเป็นความสุขเล็ก ๆ ที่แสนสำคัญของเขานอกเหนือจากอีกครึ่งของชีวิตที่อยู่ข้างกันมาเป็นร้อยปี

พวกเขาอยู่แยกกันมานาน เป็นพระนครและธนบุรี กระทั่งวันนั้นวันที่เกิดการรัฐประหารโดยผู้นำทหาร เขาเคยชินเสียแล้วกับการบ้านการเมืองที่วุ่นวายตลอดเวลา ยิ่งเป็นการรัฐประหารตัวเองเขายิ่งไม่มีปัญหา ถึงจะเป็นห่วงไทยที่ล้มป่วยบ่อย ๆ เพราะการเมืองที่ไม่แน่นอนนี้บ้าง เขาเองก็ไม่สบายเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่โดยรวมก็ไม่มีปัญหา จนประกาศคณะปฏิวัตินั้นออกมา เขาถึงได้รู้ รู้ว่าตัวเองกำลังจะเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป

พระนครที่กำลังจะกลายเป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรีขอลาหยุดทันทีที่ได้เห็นประกาศฉบับนั้นเขานั่งรถต่อเรือข้ามแม่น้ำกลับมาตรงดิ่งไปหาที่ศาลาว่าการจังหวัดธนบุรีแต่ก็ไม่พบ จึงรีบต่อเรือกลับไปยังบ้านของอีกคน ภาพของธนบุรีที่กำลังจิบชานอนอ่านหนังสืออย่างสบายใจบนเก้าอี้ตัวโปรดทำให้เขาแทบคลั่ง ทำไมอีกคนถึงได้ดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจสักนิด ไม่ร้อนใจที่ตัวเองกำลังจะหายไป

กรุงเทพยังคงจำเรื่องในวันนั้นได้ติดตาแม้ว่าจะผ่านมาเกือบ 50 ปีแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ลืม คนที่รู้ตัวดีว่ากำลังจะหายไปหัวเราะเสียงดังกับสภาพหัวหูที่ยุ่งเหยิงไม่เรียบร้อยผิดวิสัยของเขา ยิ้มกว้างให้กับความเคร่งเครียดที่ระเบิดออกมาแล้วเอ่ยปลอบเขาที่แหกปากโวยวายอย่างที่ไม่เคยทำแล้วทรุดตัวลงกับพื้น ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร

“เลิกร้องไห้ได้แล้วน่า ฉันยังไม่อาลัยอาวรณ์อะไรสักเท่าไหร่เลย แล้วนายจะร้องไห้ไปทำไม” ธนบุรียิ้มบาง เอื้อมมือมากอดเขาไว้ อีกฝ่ายร่างหนากว่าเขาตามลักษณะของคนทำสวนทำไร่ที่เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดธนบุรี ขณะที่เขาที่ออกจะเป็นคุณชายสมัยใหม่กว่าดูบางลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับอีกคน เมื่อถูกดึงเข้าไปกอด เขาก็แทบจมหายไปในอ้อมแขนนั่น

“ฉันฝากคนของฉันด้วยนะ แล้วก็แม้นด้วย ดูแลลูกสาว ดูแลลูกของพวกเราด้วยนะ” เขายังคงโวยวาย ตะโกนคาดคั้นเอาคำตอบว่าทำไมคนตรงหน้าถึงดูเฉยชานัก ทำไมถึงไม่โกรธ ไม่โมโหบ้าง ทำไมถึงไม่นึกอาลัยชีวิต ไม่นึกอาวรณ์เขาเลยสักนิด เขาโมโหจนเผลอชกหน้าอีกฝ่ายไปหลายหมัด ธนบุรีไม่ตอบโต้ เพียงแค่กอด และปลอบเขาเท่านั้น เขาไม่ได้นึกสนใจด้วยซ้ำว่าแม้นที่ร้องไห้หนักไม่แพ้กันโดนรวบเข้ามากอดด้วยตอนไหน เขารู้แต่ว่าครึ่งชีวิตของเขากำลังจะหายไป คนที่สำคัญที่สุดในชีวิตกำลังจะหายไป

พระนครจำไม่ได้ว่าตัวเองเผลอหลับไปเมื่อไหร่ แต่เมื่อตื่นขึ้นมา ธนบุรีก็ใกล้จะหายไปอยู่รอมร่อแล้ว มีแค่รอยยิ้มกว้าง คำพูดขอโทษและมือหนาที่ปาดน้ำตาออกจากแก้มเขาแผ่วเบา แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้เขาหยุดร้องไห้ กลับกันน้ำตาเขาไหลหนักขึ้นเมื่อร่างนั้นจางหายไปต่อหน้าต่อตา มือที่เขาจับไว้แน่นกลายเป็นอากาศธาตุ เช่นเดียวกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่เลือนหายไปทั้งที่ตาเขายังจับจ้องอยู่

“พ่อครคะ ไม่เป็นไรนะคะ” เสียงเรียกของลูกสาวทำให้กรุงเทพหลุดออกจากห้วงความคิดชายหนุ่มส่งยิ้มให้หญิงสาววัยกลางคนดูเหมือนว่าอาการเหม่อของเขาจะไปทำให้ลูกสาวเป็นห่วงเข้าซะแล้ว

“ไม่เป็นไรหรอกแค่เผลอเหม่อนิดหน่อยน่ะ ไหนปลานึ่งมะนาวเสร็จรึยัง”

“เสร็จแล้วค่ะกินข้าวกันเถอะนะคะ”

ก่อนจะลุกขึ้นกรุงเทพหันมองนอกหน้าต่างอีกครั้งหนึ่งชั่วขณะนั้นเขารู้สึกเหมือนเห็นธนบุรีนั่งอยู่บนเขื่อนปูนส่งยิ้มกว้างมาให้อย่างที่เคยแต่เพียงกระพริบตาภาพนั้นก็หายไป

ชายหนุ่มยิ้มให้กับกำแพงปูนที่ว่างเปล่านั้นแล้วหันหลังกลับ ตรงไปยังโต๊ะกินข้าวที่มีปลาทับทิมนึ่งมะนาวตัวใหญ่เป็นพระเอกของมื้ออาหาร ปลานึ่งที่ไม่พ้นว่าเป็นของโปรดของใครอีกคนเช่นกัน

ฉันคิดถึงนายนะ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ไทม์ไลน์และข้อมูลที่เกี่ยวข้องค่ะ (ที่หลาย ๆ คนน่าจะรู้กันอยู่แล้ว…)

  • สมัยอยุธยา เมืองบางกอกปรากฏเป็นครั้งแรก โดยมีทั้งแผนที่ เอกสารทางประวัติศาสตร์หลายฉบับที่พูดถึง ในสมัยนี้เมืองบางกอกมีสถานะเป็นเมืองหน้าด่านของอยุธยา เรือที่จะแล่นเข้าไปอยุธยาล้วนแล้วแต่ต้องผ่านเมืองบางกอกทั้งนั้น ป้อมในกรุงเทพบางป้อมอย่างป้อมวิไชยประสิทธิ์ (ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกองทัพเรือ) ก็สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาและเป็นหลักฐานแสดงความเป็นเมืองหน้าด่านของบางกอกด้วย
  • พ.ศ. ๒๓๑๐ อยุธยาแตก ชาวบ้านบางกลุ่มอพยพหนีลงมาอยู่เมืองบางกอก มาตั้งเรือนแพริมแม่น้ำ อย่างชุมชนมัสยิดบางกอกน้อย ริมคลองบางกอกน้อย ก็สืบเชื้อสายมาจากมุสลิมเปอร์เซียของอยุธยา หนีภัยสงคราม มาตั้งเรือนแพอยู่ริมปากคลองบางกอกน้อยแถว ๆ โรงพยาบาลศิริราช ตรงส่วนพิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งสร้างใหม่ปัจจุบัน
  • ปีเดียวกัน พระเจ้าตากตั้งตัวเป็นกษัตริย์และตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี
  • พ.ศ. ๒๕๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ ย้ายเมืองหลวงข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยเหตุผลว่าไม่เหมาะสมทางชัยภูมิ และไม่ต้องตามตำราพิชัยสงคราม (อันนี้เคยมีคนวิเคราะห์ไว้ว่าเมืองกรุงเทพปัจจุบันสร้างตามคตินาคนามซึ่งเป็นรูปแบบการตั้งทัพแบบหนึ่งริมแม่น้ำตามตำราพิชัยสงคราม แต่เรายังไม่ได้อ่านรายละเอียดลึก ๆ ค่ะ จำไม่ได้ด้วยว่าอยู่ในหนังสือเล่มไหน ถ้าค้นเจอจะเอามาบอกต่อนะคะ)
  • รัชกาลที่ ๕ มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล เกิดเป็นมณฑลกรุงเทพมหานคร ที่รวมเอาหลาย ๆ เมืองเข้าด้วยกัน แน่ล่ะว่าธนบุรีก็รวมอยู่ในมณฑลนี้ด้วย
  • พ.ศ. ๒๔๗๕ คณะราษฏร์ทำการปฏิวัติ เปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีการยกเลิกการปกครองแบบมณฑล แล้วกรุงเทพในตอนนั้นก็แบ่งออกเป็นจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี
  • พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔ จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหาร และเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ก็ได้ออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๕ ให้รวมจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกัน เรียกว่า นครหลวงกรุงเทพธนบุรี และช่วงนี้แหละที่ธนบุรีหายไป
  • ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ คณะรัฐประหารออกประกาศฉบับที่ ๓๓๕ ซึ่งมีเนื้อความว่าให้ยุบรวมการปกครองท้องถิ่น แบบเทศบาลทั้งหมดเข้ากับผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหน่วยราชการเดียว เรียกว่า กรุงเทพมหานคร และก็กลายเป็นชื่อเมืองหลวงของไทยมาจนถึงปัจจุบัน
Posted in Fanfiction

[AU One Shot – GOT7] Feelings

Title: Feelings [AU One Shot]

Pairings: NiorB/BNior ft.BSon/JackBeom [GOT7] ไม่ฟิกโพค่ะ สลับกันได้ตามแต่จะจินตนาการ

Rate: PG-13

Notes/Warnings: ชั่ววูบค่ะ ชั่ววูบมาก ๆ เรื่องของเรื่องคือไปเจอรูปสมัยเรียนค่ะ เลยเอามายำเล่นเฉย ๆ เลย 55555 (//โดนตบ) และอื่นใดคือฟิคเรื่องนี้ดราม่านะคะ แล้วก็อาจจะมีศัพท์เฉพาะแปลก ๆ อยู่เยอะนะคะ ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้าเลยค่ะ ถ้าอ่านแล้วงง ๆ ก็บอกได้นะคะ เราจะได้ไปเรียบเรียงมาใหม่ 555555

***นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชายซึ่งเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่ง ไม่ใช่เรื่องจริงค่ะ***

++++++++++++++++++++++++

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังไปทั่วบริเวณ เมื่อนักศึกษาจำนวนเกือบร้อยชีวิตมานั่ง ๆ ยืน ๆ กันอยู่เต็มลานสนามบาสหน้าคณะตั้งแต่เช้ามืด โดยมีอาจารย์อีกกว่าสิบคนยืนกระจายอยู่โดยรอบเพื่อช่วยดูความเรียบร้อย

จินหอบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่และกระเป๋าสะพายเดินตรงไปหาเพื่อนที่นั่งกันอยู่ที่ม้านั่งหน้าทางเข้าตึก พลางยกมือไหว้อาจารย์และรับไหว้รุ่นน้องด้วยความทุลักทุเลไปตลอดทาง นึกดีใจที่เมื่อวานเขาขนเอามุ้งกับถุงนอนมารวมไว้กับเพื่อนในห้องเรียนห้องหนึ่งที่อาจารย์ใจดียกให้เด็ก ๆ เอาของที่จะขนไปออกภาคสนามมากองไว้ก่อนได้ ไม่อย่างนั้น วันนี้เขาน่าจะลำบากได้มากกว่านี้

“เกือบสายนะครับคุณมึง นอนเพลินเหรอ” เสียงทักจากไอ้คนหน้าแป้นแล้นทำให้ชายหนุ่มอดกลอกตามองบนไม่ได้ อยากยกเท้าขึ้นประเคนให้เพื่อน แต่ก็ติดที่ตัวเองหิ้วของเสียพะรุงพะรัง

“กวนตีน” เขาด่าเจียไปที ก่อนจะวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ และนั่งลงพักเหนื่อย กวาดสายตาไปรอบ ๆ มองหาเพื่อนอีกคนที่ควรจะมาถึงแล้ว

“มิว เจล่ะ” เขาหันไปถามหญิงสาวคนเดียวในกลุ่มเพื่อนที่ตอบกลับมาแบบคนปกติเขาทำกัน ซึ่งเขาไม่น่าจะได้คำตอบแบบนี้จากเจียที่ตั้งท่าดราม่าแน่ ๆ

“ไปเซเว่น แล้วมึงกินไรยัง ฝากมันซื้อของกินไหม มันเพิ่งเดินไป โทรตอนนี้ยังทัน” เขาส่งยิ้มให้เพื่อนก่อนส่ายหน้า

“กูซื้อมาจากหน้าหอแล้ว มึงอะมิว กินไรมายัง”

“แบมทำข้าวกล่องมาให้แล้ว เดี๋ยวค่อยไปกินบนรถ” อีกฝ่ายตอบ พร้อมยกถุงข้าวกล่องข้างตัวที่แฟนสาวต่างเอกทำให้ขึ้นมาโชว์ ทำให้เขายิ้มอ่อนกับใบหน้าที่เหมือนจะขิงแฟนให้เขาดู

จริง ๆ ก็ไม่เหมือนหรอก ตั้งใจอวดชัด ๆ

“มึงไม่ถามกูบ้างเหรอ”

มิวหลุดหัวเราะกับท่าทางเรียกร้องความสนใจเต็มที่ของไอ้ลูกหมา ขณะที่เขาได้แต่ส่ายหน้าอ่อนอกอ่อนใจกับไอ้คนตรงหน้าที่มันทำตัวเหมือนลืมไปว่าตัวเองอายุยี่สิบเอ็ดแล้ว

“จินนนนน”

“เออ ๆ กินข้าวมายัง”

“ยังเลย ฝากเจซื้ออยู่” พอได้ตอบคำถามที่อยากได้ คนอารมณ์ดีประจำคณะก็วิ่งแจ้นไปหาเพื่อนหาน้องคนอื่นที่ตะโกนเรียกพอดี ทิ้งไว้แต่เขากับมิวที่นั่งกันอยู่ที่โต๊ะสองคน

“เหนื่อยหน่อยนะ” มิวว่าทั้งที่ยังยิ้มกว้างอย่างขบขัน “มันต้องการความรักความเอาใจใส่หน่อยนึง”

เขาส่ายหน้าอีกรอบ “ไม่หน่อยแล้ว ระดับมันนี่เหมือนคนขาดความอบอุ่นอะ”

“ก็มึงโอ๋มันนี่ เอาอย่างกูสิ งอแงก็ช่างแม่ง เดี๋ยวก็เลิกไปเอง แล้วนี่เป็นไง ตอนนี้มึงนี่อย่างกับพ่อมันอะ”

เขายิ้มบางรับ จริงอยู่ว่าเขาโอ๋เจียมากกว่าคนอื่น แต่เขาจะไม่บอกหรอกว่าเอาเข้าจริงแล้ว คนที่โอ๋ไอ้ลูกหมานั่นมากที่สุดคือผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มเพื่อนสนิทน่ะ

“ใครพ่อใครวะ” เสียงทักคุ้นหูดังมาจากข้างหลัง ทำให้เขาหันไปมอง

เจทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ เขา พลางวางถุงผ้าใส่ของกินจากเซเว่นและถุงใส่ข้าวเหนียวหมูปิ้งลงบนโต๊ะ ซึ่งเขาเดาได้เลยว่าข้าวเหนียวหมูปิ้งนี่น่ะของใคร

“หมายถึงจิน โอ๋ไอ้เจียจนเหมือนจะเป็นพ่อมันอยู่ละ มึงนี่ก็อีกคน โอ๋เก่ง ตามใจเก่ง” แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เขาที่รู้ว่าข้าวเหนียวหมูปิ้งเป็นของโปรดของไอ้ลูกหมาที่ตอนนี้หายไปทักทายใครแล้วก็ไม่รู้ “มันฝากมึงซื้อขนมปังอย่างเดียวไม่ใช่ไง๊ ไหงมีข้าวเหนียวหมูปิ้งมาด้วยวะ”

“โอ๋บ้านมึงสิ มึงก็รู้ว่ามันแดกแค่ขนมปังไม่อิ่มหรอก เดี๋ยวโรคกระเพาะมันก็กำเริบอีก ปวดท้องทีก็ลำบากพวกเราไหมล่ะ”

“จ้า ไม่โอ๋เลย แค่เดินอ้อมม.ไปซื้อข้าวเหนียวหมูของโปรดให้เนอะ”

“เดินแค่ไม่ถึงห้านาทีมั้ยมึง เอ้า นี่น้ำ กูซื้อมาเผื่อ อันนี้ของมึง จิน”

เขายิ้มให้ เอ่ยขอบคุณกับคนที่มีน้ำใจซื้อน้ำมาเผื่อให้ อีกฝ่ายเป็นแบบนี้เสมอ แม้เจ้าตัวอาจจะไม่ยอมรับ ว่าตัวเองใจดีมาก ๆ ก็ตาม

และเขาก็แพ้เจที่ใจดีแบบนี้มากเช่นกัน

“ไหนนนน ขนมปังกูอยู่ไหน… อ้าว นี่มึงไปซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งมาเหรอวะ ทำไมไม่บอกกูอะ กูจะได้ฝากซื้อด้วย” เจียที่วิ่งกลับมาหลังจากไปขลุกอยู่กับก๊วนน้องปีสองโวยวายขึ้นเมื่อเห็นข้าวเหนียวบนโต๊ะ ใบหน้าหล่ององ้ำชวนให้หมั่นไส้จนอยากเตะมันสักทีสองที

“มึงจะกินก็เอาไป”

“อ้าว แล้วมึงจะกินอะไรอะ”

“กูมีขนมปังแล้ว อันนี้กูแค่ซื้อมาเผื่อหิวเฉย ๆ”

“งั้นกูกินนะ ขอบใจนะ เจ”

ไอ้ตัววุ่นวายเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้คนที่เพิ่งเดินไปซื้อของกินมาให้ ทำเอาคนได้รับทำตัวไม่ถูก นัยน์ตาคู่เรียวเสหลบไปอีกทางพร้อมใบหูขาว ๆ ที่ขึ้นสีแดงจาง แม้เจียจะไม่ได้สังเกตเพราะมัวแต่สนใจกับของกิน แต่ทุกอย่างอยู่ในสายตาคนมองอย่างเขาที่เห็นภาพแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน

แต่ไม่ว่าจะกี่ครั้ง เขาก็ไม่เคยชินกับความรู้สึกหน่วง ๆ ข้างในสักที

 

หลังจากขนอุปกรณ์ขุดดินทั้งหลายขึ้นรถสิบล้อแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางของนักศึกษาวิชาโบราณคดีที่กำลังจะไปออกภาคสนามฝึกขุดค้นประจำปี อันเป็นไฟลต์บังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีผลต่อเกรดในรายวิชาภาคปฏิบัติด้วย

เมื่อขึ้นรถบัสมา จินเลือกนั่งที่ริมหน้าต่างบนเบาะเกือบหลังสุด เมื่อได้ที่นั่ง วางข้าวของ และขยับจนได้ที่แล้ว เขาก็เตรียมตัวนอนหลังจากต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ เพื่อมาให้ทันเวลานัดตอนตีห้า ก่อนจะมีเสียงทักขึ้นทำให้เขาต้องลืมตามองด้วยความงุนงง

“นั่งด้วยนะ”

เป็นเจที่นั่งลงข้าง ๆ เขา ชวนให้งุนงงนิดหน่อย เพราะปกติแล้ว คนที่นั่งข้างเขามักเป็นเจีย ส่วนอีกฝ่ายมักจะนั่งคู่กับมิว แต่แล้วเขาก็ได้คำตอบ เมื่อเหลือบไปเห็นไอ้ลูกหมากับหญิงสาวกำลังนั่งเล่นเกมอยู่กับเพื่อนคนอื่น ๆ ในเอก

“เอาสิ” เขายิ้มรับเมื่ออีกฝ่ายส่งยิ้มกว้างมาให้ สายตาจับจ้องไปที่ร่างสูงที่ปลดกระเป๋าสะพายออกจากหลังและนั่งลงข้างกัน

“ฟิลด์ใหญ่ครั้งสุดท้ายแล้วเนอะ” เจว่า ขณะที่มือก็ล้วงกระเป๋า เขารู้ว่าอีกฝ่ายคงกำลังหาหูฟังอยู่ เจชอบฟังเพลงมาก และติดนิสัยฟังเพลงเวลานั่งรถเสมอ ตอนนั่งข้าง ๆ มิว สองคนก็แทบไม่คุยกัน เสียบหูฟังกันทั้งคู่ คนนึงฟังเพลง อีกคนก็กดเกมอย่างบ้าคลั่ง

“นั่นสิ” เขาตอบ มองคนข้างตัวที่กำลังเอาหูฟังเสียบเข้ากับโทรศัพท์ในมือ “ตื่นเต้นเหรอ”

“ถ้าเป็นแต่ก่อนน่ะใช่ ตอนนี้กังวลมากกว่า”

จินเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายดี ตอนอยู่ปีหนึ่ง เขาตื่นเต้นที่จะได้ออกภาคสนาม ได้เดินสำรวจ ได้หัดขุดค้นแบบที่เคยเห็นแต่ในสไลด์ ในหนังสือหรือในสารคดี แถมยังเป็นการออกภาคสนามที่กินเวลาตั้งสิบกว่าวัน พอมาปีสอง มันก็กลายเป็นความรู้สึกแบบสบาย ๆ ไม่ได้อะไรมาก เพราะมีหน้าที่ใช้แรง ออกแรงขุดตามคำสั่งพี่ปีสาม พล็อตกราฟ กับช่วยพี่จำแนกโบราณวัตถุที่ขุดได้เท่านั้น

แต่ในตอนนี้ที่พวกเขาเป็นปีสาม เป็นพี่ใหญ่ที่ต้องดูแลน้องทั้งการใช้ชีวิต และควบคุมดูแลหลุมขุดค้น มันก็เป็นกังวลอยู่ไม่น้อย

“ไม่เป็นไรหรอก อย่าเพิ่งกลัวไปก่อนสิ”

“อือ กูจะพยายาม ขอบคุณนะ”

สายตาของเขามักจะมองตามคนข้าง ๆ อยู่ตลอด ไม่ว่าเจจะทำอะไร นัยน์ตาเขาเหมือนถูกดึงดูดให้มองไปที่เจ้าตัวเสมอ โดยเฉพาะเวลาที่อีกคนยิ้มแบบที่กำลังส่งให้เขาอยู่ตอนนี้ จินแทบตาพร่ากับรอยยิ้มที่สวยเหลือเกินสำหรับเขา แม้ว่าคนยิ้มจะหันไปจิ้มโทรศัพท์เปิดเพลงฟังแล้วก็ตาม แต่เขายังคงเห็นภาพนั้นอยู่ในหัวไปอีกนาน

“ฟังไหม”

เสียงทักจากอีกคนที่ถอดหูฟังออกมาข้างนึงและยื่นส่งให้เขา ทำให้จินงงไปพักหนึ่ง

“ปกติมึงฟังเพลงแนวเดียวกับกูนี่ นี่เพลงโปรดกู มึงน่าจะชอบ” เขารับหูฟังข้างนั้นมาฟัง เพลงที่ดังเข้ามาในหูเป็นแนวเดียวกันกับที่เขาชอบจริง ๆ

“เป็นไง ดีปะ”

“ดี”

“เห็นไหม บอกแล้ว”

แล้วรอยยิ้มสวย ๆ นั่น ก็ทำให้เขาก็ตกหลุมรักคนข้าง ๆ ซ้ำอีกครั้ง

 

หลังจากเอาของลงจากรถมาไว้ในวัดใกล้ ๆ บริเวณที่จะทำเป็นหลุมขุดค้นซึ่งจะเป็นที่พักและที่ทำงานของพวกเขาตลอดระยะเวลาสิบกว่าวันแล้ว พวกเขาก็ต้องแบ่งคนส่วนหนึ่งไปวางผังหลุม ส่วนคนที่เหลือก็ทำหน้าที่เก็บกวาดทำความสะอาดที่หลับที่นอน ห้องน้ำต่าง ๆ ให้เรียบร้อย และเพราะมันเสร็จเร็วกว่าที่คิด ตอนบ่ายอาจารย์ที่แสนจะใจดีจึงให้เริ่มลงมือขุดค้นได้เลย และนั่นก็เรียกเสียงโอดครวญจากนักศึกษาได้เป็นอย่างดี โดยเจียก็เป็นหนึ่งในนั้น

“มึง เราขัดห้องน้ำกันมาเหนื่อย ๆ แล้ว ยังจะต้องไปลงหลุมเลยจริง ๆ เหรอวะ” ไอ้ลูกหมาจอมงอแงก็ยังคงงอแงไม่เลิก บ่นกระปอดกระแปดอยู่รอบตัวเขากับเจไม่หยุด แต่ดันไม่กล้าไปวอแวมิว เพราะกลัวโดนสาวเจ้าเตะ ซึ่งแรงกว่าจินหรือเจที่เป็นผู้ชายไปโข

“เลิกบ่น แล้วไปขึ้นรถได้แล้วมึง ลูกหยียังไม่บ่นเลย” เขาด่าเพื่อนไปที พยักเพยิดไปที่ลูกหยี เพื่อนร่วมหลุมที่ต้องทำงานด้วยกันไปอีกสองเดือน หญิงสาวที่โดนพูดถึงก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่ส่งยิ้มกลับมาให้

“เอาน่า ยังไงก็ต้องทำอยู่ดี” เจว่า พลางยกมือขึ้นขยี้ผมเจียจนเจ้าตัวโวยวายดังลั่น เรียกเสียงหัวเราะจากคนแกล้งได้ดี จินเองก็ยิ้มเหมือนกัน แต่ไม่ได้ยิ้มเพราะท่าทางบ่นอุบอิบของไอ้ตัวแสบ เขายิ้มเพราะนึกเอ็นดูคนที่หัวเราะเสียจนดวงตาหรี่โค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยวต่างหาก

เพื่อให้ทุกคนได้ฝึกกันอย่างทั่วถึง นักศึกษาแต่ละชั้นปีจึงต้องแบ่งกันออกเป็นกลุ่ม ในแต่ละกลุ่มก็จะมีทั้งปีหนึ่งถึงปีสาม และเพราะความกดดันที่มากกว่าน้องมาก อาจารย์จึงอนุญาตให้พวกปีสามแบ่งกลุ่มกันเองได้ ขณะที่ปีหนึ่งปีสองต้องจับฉลากเอา พวกเขาสี่คนจึงตัดสินใจแบ่งกันไปอยู่คนละกลุ่ม ทรัพยากรผู้ชายในเอกมันมีน้อย จะไปกองอยู่ด้วยกันก็ใช่ที่ โดยที่เจไปอยู่กับมิว ส่วนเจียก็มาอยู่กับเขา

ตอนที่พวกเขาคุยกัน จินรู้ว่าเจอยากอยู่กลุ่มเดียวกับไอ้ลูกหมา แต่เพราะเจียดันโพล่งขึ้นมาเป็นคนแรกว่าจะอยู่กับเขา ทำให้มิวเลือกไปอยู่กับเจเหมือนทุกที เขาเองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากมองอีกคนผิดหวังเท่านั้น ดีหน่อยว่าพวกเขาจับฉลากได้หลุมติดกัน อย่างน้อยเจก็ได้เห็นเจียตลอดเวลา ส่วนเขาก็มีเจให้มองได้ทั้งวัน

“เอ้า วันนี้มึงเป็นซุป จะให้ใครทำอะไร สั่งมา” เจียหันมาบอกเขา ขณะที่เจ้าตัวถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมพร้อมด้วยท่าทางเหมือนจะไปหาเรื่องใคร

ในแต่ละวัน ปีสามจะเวียนกันเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์ บริหารจัดการหลุมในวันนั้น ๆ รวมถึงรายงานผลในช่วงเย็นที่พวกเขาเรียกกันว่าสรุปหลุม เขาที่เป็นซุปเปอร์ไวเซอร์วันนี้ จึงมีสิทธิ์ออกคำสั่งกับคนอื่นในหลุมได้เต็มที่ตามความเหมาะสม

“ไปถ่ายดาตัมก่อนเลยมึง ชานกับดาไปช่วยมันหน่อยนะ ลูกน้ำอยู่ในกล่องเครื่องเขียน ส่วนเชือกอยู่ในถุงในเข่งเครื่องมือ” เขาว่า ก่อนจะหันไปหาน้องปีสองอีกสองคนที่ยืนรออยู่ “จีกับโมไปเอาไม้โพลมาที พี่ว่าจะถ่ายรูปก่อน แล้วพี่ฝากเขียนป้ายด้วย ชอล์กอยู่ในกล่องเครื่องเขียน เขียนเป็นใช่ไหม”

สองสาวรับคำ แล้วรีบไปจัดการของตามคำสั่ง เขาตรงไปเช็กกล้องของตัวเอง ปล่อยให้ลูกหยีทำหน้าที่อธิบายเรื่องต่าง ๆ ให้น้องปีหนึ่งในหลุมอีกสี่ชีวิตที่วันนี้ไม่ต้องไปเดินสำรวจฟัง

“ดาตัมคืออะไรเหรอคะ พี่หยี” ซา เด็กสาวตาโตถาม

“ดาตัมคือระดับอ้างอิงสมมุติค่ะ มันเหมือนเราขีดเส้นขึ้นมาเส้นนึงกลางอากาศเหนือพื้นที่ทั้งหมด แล้วเราก็ใช้เส้นนั้นในการอ้างอิงเวลาที่เราวัดความสูง เช่น 30 cm.dt. ก็หมายถึงมันอยู่ต่ำกว่าเส้นดาตัมสามสิบเซนต์… งงไหมเนี่ย”

“ไม่งงค่ะ งั้น cm.dt. นี่ cm. คือเซนติเมตร dt. คือดาตัมเหรอคะ”

“ใช่ ๆ นั่นแหละ”

“จริง ๆ เส้นดาตัมน่ะ เกิดจากจุดฟิกพอยต์” จินอธิบายเพิ่มเติม หลังกดชัตเตอร์ถ่ายรูปได้จนพอใจแล้ว

“จุดฟิกพอยต์?”

“จุดฟิกพอยต์คือจุดที่เรากำหนดขึ้นมา อาจจะเป็นเสาไฟฟ้า มุมศาลา หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีความมั่นคงแข็งแรง ไม่ขยับเคลื่อนที่ สังเกตเห็นได้ชัด อย่างฟิลด์นี้ก็เป็นมุมที่บันไดขั้นบนสุดของศาลาหลังนั้น” เขาชี้ไปที่ศาลานั่งพักใกล้ ๆ กับบริเวณที่พวกเขาขุดค้นกันอยู่

“พอเราได้จุดฟิกพอยต์แล้ว เราก็ลากเส้นตรงขึ้นมาเส้นนึงจากจุดนั้น เกิดเป็นเส้นดาตัมหรือระดับอ้างอิงสมมุติ ที่สามารถใช้อ้างอิงได้ทั้งฟิลด์ แล้วก็อ้างอิงกับระดับน้ำทะเลได้ด้วย ในกรณีที่ถ้าเรารู้ว่าจุด ๆ นั้นอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเท่าไหร่”

เมื่อเห็นน้อง ๆ ดูจะเข้าใจมากขึ้น ลูกหยีก็เลยเสริมขึ้นอีกนิด “การถ่ายดาตัมที่เจีย ชานแล้วก็ดาไปทำ ก็คือการสร้างจุดฟิกพอยต์ขึ้นอีกจุดในบริเวณที่ใกล้กับหลุมของเรา เพื่อให้ง่ายต่อการใช้วัดความลึกของหลุมหรือความลึกของโบราณวัตถุที่เราพบในหลุม โดยจุดฟิกพอยต์ริมหลุมนี่ก็จะอิงกับเส้นดาตัมที่ลากมาจากศาลานั่นแหละ” หญิงสาวส่งยิ้มให้น้อง ก่อนจะเอ่ยถาม

“เข้าใจหรือเปล่า”

“เข้าใจค่ะ/ครับ”

พอลูกหยีหันไปสอนเรื่องการเก็บโบราณวัตถุกับการเขียนหน้าถุงที่จะใช้เก็บโบราณวัตถุกับน้อง เขาที่เก็บเอาไม้โพลซึ่งเป็นไม้สเกลที่เอาไว้ถ่ายรูปออกจากหลุมที่ตอนนี้เป็นแค่พื้นธรรมดาที่มีเชือกขึงล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม ก็ถูกเจเดินมาประชิดตัว และเอ่ยแซว

“พี่จินเก่งจังเลย ทั้งเก่งทั้งหล่อ หนูงี้ถวายตัวเป็นเอฟซีพี่เลยค่ะ”

เขาหัวเราะกับจริตจก้านและการดัดเสียงของอีกฝ่าย เวลาอารมณ์ดี เจก็เป็นแบบนี้เสมอ เล่นบ้าบอเป็นเพื่อนเจียได้ก็เพราะอะไรแบบนี้แหละ

“ถวายตัวเลยเหรอ”

“ค่ะ ถวายตัวเรย ถ้าพิต้องการ นุจะยอมเป็นสาวใช้อุ่นเตียงให้พิก็ได้” มิวที่นั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กใกล้ ๆ ขำหนักมากจนเกือบตกเก้าอี้ ไม่ต่างจากคนรอบข้างที่ได้ยิน เขาเองก็ตลก แต่ในใจมันก็รู้สึกวูบโหวงนิด ๆ ด้วยรู้ดีว่าที่คนตรงหน้ากล้าเล่นอะไรแบบนี้ก็เพราะไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าเป็นเพื่อนเท่านั้น

เจ็บดีชะมัด

 

ตอนแรก จินคิดว่าการทำงานในฟิลด์คงไม่มีปัญหาอะไรมาก ลูกหยีเข้ากับเขาและเจียได้ดี น้อง ๆ เองก็ดูเข้าใจอะไรง่าย ไม่งี่เง่าให้ปวดหัว ซึ่งมันก็ใช่สำหรับหลุมของเขาและกับหลุมอื่น ๆ แต่กับกลุ่มของมิวและเจ สองคนนั้นเหนื่อยกว่าที่คิดไว้มาก มินต์กับแจ เพื่อนอีกสองคนในหลุมเดียวกันก็เครียดจนเห็นได้ชัด

เขาพอรู้มาอยู่บ้างว่าน้องหลุมปีสองของเพื่อนบางคนค่อนข้างจะหัวแข็ง และดูแลยากไปสักหน่อย ทั้งสี่คนก็เตรียมใจกันมาแล้ว แต่เอาเข้าจริง มันก็หนักเกินไปอยู่ดี ไหนจะเรื่องการทำงานที่พอคนมีปัญหาก็ทำเอางานล่าช้าไปด้วยจนน่าเป็นห่วงอีก

“ไหวไหม” เขาถามเจที่นั่งพับเสื้อผ้าที่ใช้แล้วใส่ถุงเตรียมเอาไปซัก หลังอาบน้ำเสร็จและเตรียมตัวเข้านอน อีกฝ่ายก็แค่ส่งยิ้มที่เหมือนจะสดใสมาให้เขา ยิ้มทั้งที่นัยน์ตาดูล้าเสียจนเขาเป็นห่วง

“ไหวแหละ เดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว”

“อย่าฝืนนะ”

“ไม่ได้ฝืนอะไรหรอก แค่เหนื่อยเฉย ๆ เอง”

ถ้าทำได้ จินอยากดึงอีกคนเข้ามากอดแน่น ๆ แต่ในเมื่อทำไม่ได้ เขาก็ได้แค่ตบไหล่เพื่อนหนัก ๆ ไปทีหนึ่ง และได้รับรอยยิ้มแห้งแล้งกลับมาแทนคำขอบคุณ

ทว่าอะไร ๆ มันคงสาหัสมากเกินไป ในอีกไม่กี่วันถัดมา เขาถึงได้เห็นคนที่พยายามทำตัวเข้มแข็งมาตลอดหลบมุมไปอยู่คนเดียว

เพราะเจ้าตัวหายไปห้องน้ำนานเหลือเกิน จินจึงอาสาออกมาตามให้ แต่ภาพของคนที่กอดเข่าบนม้านั่งใต้ต้นไม้ ไหล่กว้างที่เคยผึ่งผายคุดคู้ลง ก็ทำใจเขากระตุกไปวูบหนึ่ง พูดไม่ออกแม้แต่จะส่งเสียงเรียก และเผลอขบกรามแน่นเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบาตอนเดินเข้าไปใกล้

เจคงพอรู้ตัวว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้ อีกฝ่ายจึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ น้ำตายังไหลอาบแก้มขาวจนเขาอยากจะร้องไห้ตาม

แม้จะอยากเอื้อมมือไปปาดน้ำตาให้อีกคน แต่เขาก็ทำเพียงยื่นผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัวตลอดส่งให้ แล้วนั่งลงข้าง ๆ เท่านั้น

ผ่านไปสักพัก อีกฝ่ายจึงหยุดร้องไห้ลงได้ และเมื่อน้ำตาหยุดแล้ว คนที่รักศักดิ์ศรียิ่งชีพก็กลับมาปากแข็งตามเดิม “กูไม่เป็นไรหรอก”

จินอยากจะหัวเราะกับสิ่งที่คนข้างตัวพูดออกมา ยังมีหน้ามาปากเก่ง ทั้งที่เสียงทุ้มแหลมยังติดจะขึ้นจมูก มือยังถือผ้าเช็ดหน้าเขาที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาน้ำมูกเจ้าตัวอยู่เลย

“มึงรู้ใช่ไหมว่าพวกกูเป็นห่วงมึง” เขาบอก

กูเป็นห่วงมึง

“มึงไม่ได้อยู่คนเดียว พวกกูยังอยู่กับมึงเสมอ”

มึงจะมีกูอยู่ข้าง ๆ เสมอ

“เพราะงั้นมีอะไรก็บอกพวกกูได้ตลอดนะ รู้ไหม”

กูอยากจะเป็นที่พึ่งให้มึงบ้างนะ

“อือ ขอบคุณนะ จิน”

พอเขาพูดจบ คนเครียดก็พอจะยิ้มออกมาได้หน่อย ทำให้เขาพลอยยิ้มได้ตาม แม้จะรู้ว่ามันช่วยได้แค่นิดเดียวก็เถอะ ดังนั้น ระหว่างที่รอเจล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำ เขาเลยไลน์ไปบอกเจีย เขารู้ว่าไอ้ลูกหมามันมีวิธีเชียร์อัพที่ดีกว่าเขา อันที่จริง แค่มันยิ้มให้ เจก็คงยิ้มตามได้ง่าย ๆ แล้ว

และเขาคิดไม่ผิด เจียทำให้เจกลับมายิ้มกว้างได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เขาสบายใจขึ้นหน่อยเมื่อสัมผัสได้ว่าดวงตาเรียวคมคู่นั้นดูผ่อนคลายขึ้นมากจนเกือบจะเป็นปกติ แต่ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกเจ็บอยู่ข้างในลึก ๆ

เพราะสุดท้ายแล้ว เขาก็ทำได้แค่นี้นั่นแหละ สู้คนที่อยู่ในใจอีกฝ่ายไม่ได้เลยสักนิด

 

เมื่อพวกเขาต้องยุ่งหัวหมุนตั้งแต่ตื่นเช้ายันเข้านอนทุกวัน เวลามันก็ผ่านไปเร็วเสียจนเผลอแป๊บเดียวก็ผ่านมาครึ่งฟิลด์แล้ว เหลือเวลาอีกเกือบครึ่งกับหลุมที่ลึกเกินเมตรหนึ่ง และโบราณวัตถุอีกหลายกองที่รอให้ทำความสะอาดและจัดจำแนกวิเคราะห์

วันนี้เป็นวันพักหลุม ในตอนแรกพวกเขาตั้งใจจะไปเดินเที่ยวกันสี่คน แต่เมื่อคืนก่อน เจมาขอว่าจะไปกับเจียสองคน ให้เขากับมิวหาข้ออ้างอะไรก็ได้ที่จะไม่ไป หรือจะแยกกันไปยังไงก็ได้

 

กูจะสารภาพรักว่ะ”

เขาตอบอะไรไม่ออก ฝืนยิ้มส่งให้อีกคนด้วยหน้าตาที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ก็ดีแล้วนี่นา กูไม่มีปัญหาอะไรหรอก”

“เออ ไอ้กูก็ลุ้นมาตั้งนานว่ามึงจะสารภาพรักเมื่อไหร่ นึกว่ามึงจะรอจนเรียนจบแล้วนั่น” มิวบ่นขำ ๆ

พวกเขาสองคนรู้ดีมาตลอดว่าเจมันชอบเจียมาตั้งแต่วันสอบสัมภาษณ์แล้ว ถึงเจมันจะปากแข็ง ไม่เคยบอกตรง ๆ แต่พวกเขาก็จับทางมันได้ตั้งแต่ปีหนึ่งเทอมสอง และหลายครั้งก็กระตุ้นให้เจมันพูดไปสักที แต่คนปากแข็งแถมยังขี้กลัวขี้กังวลอย่างมันก็เอาแต่เงียบไม่กล้าบอก

จียเองก็เหมือนกัน เขาบอกจนปากเปียกปากแฉะ ไอ้คนที่กระมิดกระเมี้ยนมาสารภาพกับเขาว่าชอบเจตอนอยู่ปีสอง ก็ยังยึกยักจนเวลามันผ่านมาเป็นปี ๆ โอ้เอ้เสียจนเขาอยากจะด่ามันเหลือเกินว่าช่วยเห็นใจคนที่ไม่มีความหวังเลยแม้แต่เศษเสี้ยวอย่างเขาบ้าง

ซึ่งเขาพูดมันออกไปไม่ได้

“ขอโทษนะ ที่ทำแผนวันพักหลุมพวกมึงล่มไปด้วย” คนที่เอ่ยปากขอเองยังดูเป็นกังวล เขากับมิวเลยได้แต่มองหน้ากันอย่างอ่อนอกอ่อนใจ

“มึงไม่ต้องห่วงพวกกูหรอก ไว้กลับจากฟิลด์ค่อยไปหาอะไรกินกันสักมื้อก็ได้ ยังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกตั้งเยอะ” มิวว่าขำ ๆ

“อือ ไม่ต้องห่วง พวกกูโอเค” เขาตอบ “ขอให้สมหวังนะมึง”

“ขอบคุณพวกมึงมากนะ เดี๋ยวกลับไปกูจะเลี้ยงข้าวพวกมึงตอบแทน”

 

“มึงโอเคไหม” มิวเดินเข้ามาถามเขาที่ปูผ้าใบนั่งแยกประเภทชิ้นส่วนหม้อดินเผาที่ขุดมาได้อยู่ที่มุมหนึ่งของศาลาการเปรียญในวัด

เนื่องจากวันนี้เปลี่ยนแผน เขาเลยได้ใช้เวลานั่งทำงานฆ่าเวลา อย่างน้อยก็เพื่อดึงความสนใจตัวเองมาไว้กับงาน จะได้ไม่ต้องไปนั่งคิดว่าสองคนนั้นไปอยู่ที่ไหน ทำอะไรกัน หรือเจจะสารภาพรักยังไง

“โอเคดี ของดูไม่ยาก ส่วนใหญ่มีแต่ขูดขีดกับเชือกทาบ ไม่มีเขียนสีอะไร” เขาว่า วางเศษหม้อหรือที่เรียกกันว่าเชิร์ด วางลงบนกองที่เขียนจั่วหัวไว้ว่า เชือกทาบ อันหมายถึงมีการตกแต่งด้วยการใช้เส้นเชือกกดประทับจนเกิดลาย แล้วหยิบอีกชิ้นไปวางบนกองที่เขียนว่า ขูดขีด

“กูไม่ได้หมายถึงเชิร์ด กูหมายถึงความรู้สึกมึงน่ะ”

พอหญิงสาวพูดขึ้นแบบนี้ เขาก็เงยหน้ามองอีกคนที่นั่งลงข้าง ๆ เขา คว้าเศษหม้อจากกองที่ยังไม่ได้คัดขึ้นมาดู ช่วยเขาทำงานเสียอย่างนั้น

“มึงหมายความว่ายังไง มิว”

“ก็เรื่องที่มึงชอบเจไง คิดว่าตัวเองปิดเนียนนักเหรอ มึงน่ะ” เขาเงียบ ไม่รู้จะเถียงยังไง ก็คิดจริง ๆ นั่นแหละว่าตัวเองปิดไว้ได้เงียบพอ ไม่ได้โป๊ะแตกอย่างรวดเร็วเหมือนเจมัน

“แต่เอาจริงก็ไม่มีใครรู้หรอก นอกจากกู ไอ้สองคนนั้นก็ไม่ใช่คนช่างสังเกตกับเรื่องพวกนี้ด้วย ไม่งั้นแม่งคงได้ลงเอยกันไปตั้งแต่ปีสองละ” หญิงสาวยังพูดไปเรื่อย ๆ พลิกเศษหม้อไปมา ตาก็จับจ้องที่ของในมือ ขณะที่เขาหยุดทำงานและจ้องหน้าอีกคนไปเรียบร้อยแล้ว

“ตกลงว่าไง มึงโอเคไหม”

“กูโอเค” มิวเงยหน้าขึ้น เอียงคอมองหน้าเขา นัยน์ตาคู่สวยดูเหมือนจะมองทะลุทุกความรู้สึกภายใน มิวเป็นคนที่จับความรู้สึกของคนเก่ง แล้วยังเป็นคนช่างสังเกต เขาไม่ควรแปลกใจด้วยซ้ำที่เพื่อนคนนี้รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

“ถ้ากูบอกไม่เชื่อ”

“ถึงจะไม่โอเคแต่กูจะทำอะไรได้ล่ะ” เขาตอบ “กูก็ขอแค่ให้พวกมันรักกัน ดูแลกันให้ดี ๆ แค่นั้นแหละ”

คนหนึ่งก็เป็นเพื่อนรักของเขา อีกคนก็เป็นเพื่อนที่เขาแอบรัก ในเมื่อทั้งสองคนรักกัน เขาก็ทำได้เพียงเป็นกำลังใจให้ก็เท่านั้น อีกอย่างเขาเองก็ทำใจมานานแล้วด้วย มันเจ็บอยู่บ้างก็จริง แต่มันก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายอะไรนัก

“ถ้ามึงไม่ไหว จะมาระบายอะไรกับกูก็ได้นะ”

“ขอบใจ”

“เออ เพื่อนกัน… ไปกินขนมกันดีกว่า พี่ปีสี่มาเยี่ยม เอาของกินมาให้เพียบเลยมึง” เขาลุกตามแรงฉุดของมิวไปยังโต๊ะกลางที่มีขนมกองเต็ม รู้ดีว่าหญิงสาวกำลังปลอบใจเขาในแบบของเจ้าตัว

จินนึกขอบคุณที่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยังเป็นเพื่อนที่เข้าใจเขาเสมอ

 

เกือบบ่ายสามแล้วกว่าสองคนที่หายไปเดตกันจะกลับมาถึงที่พัก ดูเผิน ๆ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่ภายใต้ความปกตินั้น จินสัมผัสได้ว่ามันมีอะไรมากกว่าอยู่ข้างใน

เจียตรงดิ่งมากอดเขา โดยมีเจเดินมาหยุดอยู่ใกล้ ๆ เขาเลิกคิ้ว มองคนที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าสลับกับไอ้ลูกหมาที่เกาะเขาไม่ปล่อย

“ตกลงเป็นไง”

“เรียบร้อยแล้วล่ะ”

นัยน์ตาเรียวของเจที่ฉายประกายสดใสและใบหน้าขาวที่ขึ้นสีเลือดฝาดดูน่ารัก กับใบหูแดงก่ำของเจียที่ยังกอดเขาอยู่ ทำให้จินกลืนก้อนแข็ง ๆ ที่จุกอยู่ในคอลงไป และส่งยิ้มที่เขาคิดว่าจริงใจที่สุดให้เจ

“ยินดีด้วยนะ”

“อื้อ ขอบคุณนะ”

เป็นคำขอบคุณที่เขาไม่ได้รู้สึกดีใจที่ได้ยินเลยสักนิด

 

สี่ทุ่มกว่าแล้ว ใกล้ได้เวลาปิดไฟเต็มที เขาตากผ้าขนหนูเปียก ๆ ไว้ที่ราวตากผ้าริมหน้าต่าง ก่อนจะมุดเข้าไปในมุ้งเต๊นท์ที่เขา เจีย และเจใช้นอนด้วยกัน ทั้งที่ปีสามผู้ชายที่นอนในห้องนี้มีกันเกือบสิบชีวิต แต่ส่วนใหญ่ก็ยังแย่งกันอาบน้ำอยู่ มีแค่เขาและเจียที่อาบน้ำเสร็จพร้อมเข้านอน

“ขอบคุณนะมึง” อยู่ ๆ ไอ้คนที่นั่งกอดหมอนอยู่บนถุงนอนก็พูดขึ้น ทำให้เขาเลิกคิ้วกับการพูดแบบไม่มีหัวไม่มีท้าย

“เรื่อง?”

“เจ”

จินยิ้มบาง ย้อนถามกลับ “แล้วมึงจะขอบคุณกูทำไม ได้คบกันก็ดีแล้วนี่นา”

แต่ไอ้คนคิดมากก็ยังคงทำหน้านิ่ง แววตามันดูเศร้าแบบแปลก ๆ เสียจนเขานึกใจหาย เริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“เจีย มึงโอเครึเปล่าเนี่ย”

“กูโอเค” คนที่ทำตัวน่าเป็นห่วงว่า แต่แล้วเขาก็เข้าใจเรื่องมากขึ้นเมื่ออีกคนพูดต่อ “แต่มึงโอเครึเปล่า”

เขากับมิวคิดผิด เจียเองก็คงจับสังเกตเขาได้เหมือนกันถึงถามแบบนี้ แต่สำหรับสองคนนั้นในตอนนี้ ความรู้สึกของเขาไม่ได้สลักสำคัญอะไร มันเป็นเรื่องที่เขาต้องจัดการตัวเอง ไม่ใช่สิ่งที่เจียหรือเจจะต้องมาเครียด มารับผิดชอบไปกับเขาด้วย

“กูโอเค” ตลกดีที่วันนี้มีคนถามเขาแบบนี้สองรอบแล้ว และเขาก็ตอบประโยคเดิม ๆ ทั้งสองรอบเช่นกัน ซึ่งนั่นแหละ ไม่โอเคแต่เขาจะทำอะไรได้ล่ะ

“แต่มึงชอบเจนี่”

เขาถอนหายใจ หัวเราะออกมาเบา ๆ เจียมันเป็นคนดี ดีมาก เขาไม่แปลกใจสักนิดที่เจจะชอบเจียตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกัน ถ้าเขาไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเจในวันปฐมนิเทศเสียก่อน เขาก็คงตกหลุมรักมันได้ง่าย ๆ เหมือนกัน

แต่ก็เท่านั้นล่ะ เพราะสุดท้ายเขาก็ยังคงตกหลุมรักรอยยิ้มของเจซ้ำ ๆ มาตลอดอยู่ดี

“มึงไม่ต้องห่วงกูหรอก ความรู้สึกกู กูจัดการเองได้” เขายิ้ม จริง ๆ ก็ฝืนนิดหน่อย “มึงไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรทั้งนั้น แล้วไม่ต้องเสือกพูดขอโทษกูด้วย เพราะมึงไม่ได้ทำอะไรผิด”

“แต่ว่ากูตกลงคบกับเจ ทั้งที่รู้ว่ามึงก็ชอบมัน”

“แล้วไง อย่างกับว่าถ้ามึงไม่คบกับมันแล้วมันจะหันมามองกูเหรอ ก็เปล่า มึงจะคบหรือไม่คบ มันก็เปลี่ยนความจริงที่ว่ามันชอบมึงไม่ได้อยู่ดี กลับกัน กูจะต้องเห็นมึงกับมันเศร้าไปทำไม ในเมื่อมันมีตัวเลือกที่ดีกว่าอยู่แล้ว”

เขาขยี้หัวไอ้คนคิดมากไปทีโดยไม่มีเสียงโวยวายจากอีกฝ่ายตอบกลับมาเหมือนทุกครั้ง

“เลิกคิดมากเถอะ กูบอกแล้วว่าไม่เป็นไรก็คือไม่เป็นไร เอาเวลาห่วงกูไปห่วงแฟนมึงดีกว่าไป”

“ขอบคุณนะมึง” เจียโผเข้ากอดเขาเป็นครั้งที่สองของวัน เขาเลยได้แต่ลูบหัวมันไป แล้วไล่ให้มันไปนอนพัก ส่วนเขาก็ล้มตัวลงนอนหันหน้าเข้าหากำแพง ปล่อยให้ไอ้ลูกหมานั่งสวดมนต์ก่อนนอนอยู่ข้าง ๆ

“อ้าว จินหลับไปแล้วเหรอ” เสียงที่เขาชอบฟังของคนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จและมุดเข้ามาในมุ้งว่า เขายังไม่หลับ แต่ก็ไม่อยากตอบอะไร

“ยังนี่ ตะกี้ยังคุยกันอยู่เลย จิน จิน” ไอ้ลูกหมาเรียกเขา ท่าทางเหมือนเกือบจะเอื้อมมือมาเขย่าเขาด้วย เพราะเจห้ามอีกฝ่ายไว้ก่อน

“อย่าไปสะกิดเรียกมันเลย สงสัยจะหลับไปแล้ว ปล่อยมันหลับไปเถอะ”

เขาได้ยินเสียงรูดซิปถุงนอน และได้ยินเสียงจ้อกแจ้กของเพื่อนอีกหลายชีวิตที่น่าจะกำลังทยอยกันเข้ามานอน ก่อนที่เสียงจะค่อย ๆ เงียบลงเมื่อได้ยินเสียงอาจารย์ตะโกนบอกว่าจะดับไฟ

เมื่อทุกอย่างรอบข้างเหลือแค่เสียงพัดลมบนเพดานกับความมืดสงัดของยามค่ำคืน จินก็อนุญาตให้ตัวเองร้องไห้แบบไม่มีเสียงได้สักที

 

เวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ที่เหลือของการทำงานไม่มีอะไรแตกต่างไปจากช่วงครึ่งแรกนัก เขากับเพื่อนและน้องยังเข้ากันได้ดีเหมือนเคย งานเองก็คืบหน้ามากกว่าที่คิด ทางฝั่งของเจกับมิว หลังจากที่มิวระเบิดลง เทศน์น้องไปยกหนึ่งก็ดูจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ทุกอย่างดูราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

จะมีที่เปลี่ยนไปก็คือเจกับเจีย หลัง ๆ นี้เจียเกาะแกะเขาน้อยลง ทั้งสองคนดูจะตัวติดกันมากขึ้น หายไปไหนมาไหนกันสองคนบ่อย ๆ ดูแลเอาใจใส่กันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเขาก็คิดว่าดี เจเป็นคนเครียดง่าย มีเจียที่มีพลังบวกสูงอยู่ด้วยก็ช่วยได้เยอะ ส่วนเจียที่เป็นคนคิดมากก็มีเจที่ช่วยปลอบ เป็นหลักให้เจ้าตัวยึดจับ เรียกได้ว่าเป็นคู่รักที่เข้ากันได้ดีมาก ๆ

ส่วนเศษที่เหลืออยู่อย่างเขาก็ทำได้แค่ดูแลตัวเองไปเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าสองคนที่คบกันจะไม่ได้ทิ้งเขา แต่ก็เป็นเขาเองที่ปลีกตัวออกมา ใครจะไปอยากเห็นภาพบาดตาบาดใจบ่อย ๆ กัน มิวเองก็อยู่เป็นเพื่อนเขาด้วยตลอด ถึงไม่พูด แต่เขารู้ว่าเจ้าตัวกลัวเขาจะเศร้าและคิดมากจนกระทบกับงานไปด้วย ซึ่งเขาคิดว่าตัวเองจัดการความรู้สึกตัวเองได้ดีในระดับหนึ่งนะ แม้จะเผลอเหม่อลอยนิดหน่อยเวลาต้องอยู่บ้านพักก็เถอะ

“มึงงงง ไปกินข้าวกันนนน” ไอ้ลูกหมาว่าพลางยกมือขึ้นตบหลังเขา ทำเอาคนเกือบไม่ทันตั้งตัวหน้าเกือบคว่ำลงไปในหลุม จนต้องหันกลับไปส่งสายตาดุ ๆ ให้ ซึ่งไอ้คนที่เพิ่งประทุศร้ายเขาก็รู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังจะโดนดุ เพราะมันเผ่นแผล็วไปหลบหลังแฟนมันที่เพิ่งปีนเก้าอี้ขึ้นมาจากหลุมข้าง ๆ ทันที ทำเอาน้อง ๆ ที่เห็นเหตุการณ์พากันหัวเราะครืน

“อะไรของมึง เจีย” เจว่า ดึงแขนคนรักให้ออกมายืนดี ๆ แล้วเลิกคิ้วมาทางเขาเป็นเชิงถามไถ่ เพราะตะกี้มัวแต่ปีนบันไดขึ้นมาเลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ปากหลุม

“มีหมาบางตัวเล่นอะไรไม่รู้เรื่องน่ะ”

“ไปป่วนอะไรจิน” เมื่อเห็นว่าแฟนหันไปขมวดคิ้วใส่ คนโดนจับได้ก็ทำหน้ามุ่ยบุ่ยปากเหมือนงอน แต่ทุกคนรู้ดีว่ามันก็แค่เล่นใหญ่ ดราม่าไปตามเรื่อง

“กูไม่ใช่หมาสักหน่อย”

“มึงแหละ ไอ้หมาน้อย”

“กูบอกว่ากูไม่ใช่หมาไง”

เขาหลุดขำนิดหน่อยตอนที่เห็นมันมุ่ยหน้าแล้วมุ่ยหน้าอีก แต่เสียงหัวเราะก็เกือบจะหายไปทันทีที่เจยกมือขึ้นลูบหัวไอ้คนทำหน้าเหมือนม้าหมากรุกตรงหน้า แล้วยิ้มบางที่ฉาบความเอ็นดูชัดเจน พลางเอ่ยเสียงนุ่มที่ทำให้เพื่อนเขาคลายหน้าขมวดออกแทบจะทันควัน

“เออ ไม่หมาก็ไม่หมา ไปกินข้าวกัน”

“ไป ๆ”

เสียงทุ้มติดหวานดูนุ่มที่สุดเท่าที่จินเคยได้ยิน ทำให้เขาอดอิจฉาไอ้ลูกหมาไม่ได้ เผลอมองตามชายหนุ่มสองคนที่ตรงไปยังหม้อข้าวที่วางอยู่ท้ายกระบะอยู่อย่างนั้นกระทั่งมิวเดินมาตบไหล่เขาหนัก ๆ ทีหนึ่ง

“ไหวไหมมึง” หญิงสาวกระซิบถามเขา คนรอบตัวทยอยเดินไปหาของกินกันหมดแล้ว มีแค่เขากับมิวสองคนที่ยังรั้งท้ายอยู่ เขาพยักหน้า ฝืนยิ้มให้เพื่อนที่จ้องหน้าเขา

“ไม่ไหวก็บอก หรือจะหนีไปนั่งร้องไห้ก็เรียก เดี๋ยวไปเป็นเพื่อน” ถึงจะรู้สึกหม่น ๆ ยังไง พอได้ยินคำปลอบของเพื่อนสาว จินก็หลุดยิ้มจริง ๆ ออกมาจนได้ ใครเขาปลอบคนอื่นแบบนี้กัน แต่เอาเถอะ สำหรับคุณหนูมิวที่พูดจาขวานผ่าซากเป็นกิจวัตร นี่ก็ถือว่าอีกฝ่ายพยายามปลอบเขามากแล้ว

“เออ ขอบใจ ไปกินข้าวเถอะ เผื่อจะได้มีเวลานอนพัก” เขาบอก พลางดุนหลังเพื่อนให้เดินไปยังจุดแจกข้าว ขำไปกับคนอื่นเมื่อเห็นภาพเพื่อนร่วมเอกที่เป็นเวรตีกับเพื่อนอีกคนเรื่องไข่ดาวที่สุดแสนจะไร้สาระ ก่อนจะสะดุดกับภาพเบื้องหน้าจะเป็นภาพของคู่รักหมาด ๆ กำลังคุยเล่นกัน

เขาย้ำกับตัวเองในใจ ว่าเขาควรจบความรู้สึกตัวเองให้ได้เร็ว ๆ สักที

 

แต่การลืมใครสักคนมันไม่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อคนคนนั้นยังวนเวียนอยู่ในคลองสายตาเกือบจะตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง และหลายครั้งจินก็เลยเผลอเหม่อเสียบ่อย ๆ ยิ่งวันไหนที่เขาเป็นเวรจัดการโบราณวัตถุอยู่ที่บ้าน เขายิ่งเหม่อบ่อยกว่าเดิม เพราะไม่ได้มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจมากเท่ากับอยู่ที่ไซต์

“พี่จิน พี่โอเคไหมคะ” จีถาม หลังจากเจ้าตัวเห็นเขาเหม่อเป็นรอบที่สามของวัน รุ่นน้องสาวเอียงคอขมวดคิ้วมองเขาอย่างเกือบจะคาดคั้น

“ไม่เป็นไรหรอก พี่โอเค แค่เหนื่อยนิดหน่อย ขอโทษนะ”

“เรื่องหลุมเหรอคะ ก็ไม่มีอะไรนี่นา ดูจะเสร็จทันตามกำหนดด้วย หรือพวกหนูกับพวกน้อง ๆ ทำอะไรให้พี่หนักใจหรือเปล่าคะ”

เขารีบส่ายหน้าแทนการปฏิเสธ รุ่นน้องหลุมเขาถือเป็นรุ่นน้องที่ดีมาก ๆ ทั้งปีสองและปีหนึ่ง อย่างจีวันนี้ก็มาช่วยเขาคัดของ น้องปีหนึ่งเองก็ไปนั่งล้างเชิร์ดอยู่กับเพื่อน ทั้งที่ทั้งสองคนทำความสะอาดตามเวรประจำวันก็เหนื่อยแล้ว แต่ก็ยังมาช่วยเขาทำงานโดยไม่นั่งพักกันเลยสักนิด

“พี่ไม่ได้หนักใจเรื่องพวกเราหรอก แค่เหนื่อยกับเรื่องอื่น ๆ เฉย ๆ น่ะ”

“เหรอคะ… พี่เจคะ มานี่หน่อย” หญิงสาวหันไปตะโกนเรียกคนที่เพิ่งเดินผ่านมา ทำให้ชายผิวขาวหันมามอง แล้วเปลี่ยนทางเดินมาหาพวกเขา

“มีอะไรเหรอจี จิน”

“พี่จินเหม่ออะไรก็ไม่รู้ค่ะ วันนี้สามรอบแล้วอะ จัดการให้หนูที” ว่าจบเจ้าตัวก็ลุกขึ้น ปัดฝุ่นตามตัวออก “เดี๋ยวหนูไปช่วยรินล้างเชิร์ดก่อนนะคะ”

เขาจะเอ่ยปากเรียกน้องก็ไม่ทัน หันกลับมาก็เจอสายตาคมปลาบของเพื่อนสนิทที่มองมา ก็ทำเอาเขาหนาว ๆ ร้อน ๆ แทบกลืนน้ำลายไม่ลงคอ ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี จะให้บอกไปว่าเพราะอกหักจากเจ้าตัวก็ทำไม่ได้

“มึงมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า” ร่างสูงนั่งลงข้าง ๆ เขา “บอกกูได้ทุกเรื่องเลยนะ รู้ไหม”

“ไม่มีอะไรหรอก กูแค่คิดอะไรเพลิน ๆ น่ะ”

“จริงนะ”

“อือ ไม่ต้องห่วงกูหรอก” ว่าไป เขาก็อดนึกสมเพชตัวเองในใจไม่ได้ คำพูดโคตรเหมือนพระรองในนิยายเลย แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะพูดแบบนี้น่ะนะ

“มึงไม่พอใจเรื่องที่กูคบกับเจียหรือเปล่า”

“กูจะไม่พอใจเรื่องอะไรกัน” เขากลบเกลื่อนทำประหนึ่งไม่มีอะไร ทั้งที่ในใจคิดว่าชิบหายแล้ว เขาคงโกหกแย่มากจริง ๆ ทั้งมิวทั้งเจียก็มองออก และแม้แต่คนที่เขาไม่อยากให้รู้มากที่สุดก็ดูเหมือนจะรู้จนได้

“ก็… มึงชอบเจียไม่ใช่เหรอ”

จินอ้าปากค้าง อยากหัวเราะและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน

“มึงบ้าไปแล้ว ใครจะไปชอบไอ้ลูกหมานั่นกัน” คนที่เขาชอบคือคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาในตอนนี้ต่างหาก

“ก็มึงดูแลเจียมาตลอดเลยไม่ใช่เหรอ ทั้งตามใจใส่ใจมันมาตลอดอะ กูก็เลยคิดว่ามึงชอบมัน”

ฟังเจพูดอ้อมแอ้มจบ เขาก็หัวเราะอย่างหยุดไม่ได้ เช่นเดียวกับน้ำที่คลออยู่ที่ตา ซึ่งเขาพยายามห้ามไม่ให้มันไหลออกมา โลกใบนี้มันช่างคิดเหลือเกิน ตลกร้ายสำหรับเขาชัด ๆ

คนที่เขาชอบเข้าใจว่าเขาชอบแฟนของเจ้าตัวที่เป็นเพื่อนสนิทเขาเนี่ยนะ จะตลกไปไหน

“มึงคิดมากเกินไปแล้วเจ” เขาแสร้งหัวเราะ “กูคงติดนิสัยมาจากที่บ้านอะ มึงก็รู้ อยู่กับมันก็เหมือนมีน้องชายอีกคน เพราะฉะนั้นมึงมั่นใจได้เลยว่าไม่มีอะไรแน่นอน”

“จริง ๆ นะ”

“จริงสิ กูจะโกหกมึงทำไม” เขาว่า ในใจอยากตะโกนออกไปว่าเขาชอบคนตรงหน้าต่างหาก แต่ที่เขาทำได้ในตอนนี้ มีแค่กลั้นน้ำตา สวมหน้ากากให้แนบเนียนที่สุด โดยหวังว่าเขื่อนที่เขาใช้เก็บกักความรู้สึกทั้งหมดของตัวเองจะไม่พังทลายลงมา อย่างน้อย ๆ ก็ต้องไม่ใช่ต่อหน้าเจ

ต่อหน้าคนที่เขาไม่อยากให้รู้มากที่สุด

“แล้วมึงเครียดเรื่องอะไร ถึงได้เหม่อจนจีบ่นแบบนั้น”

“ไม่มีอะไรหรอก แค่เหนื่อยนิดหน่อยเอง อยากกลับไปนอนตากแอร์บนเตียงนุ่ม ๆ ที่หอจะแย่ละ” จินเปลี่ยนเรื่อง หวังว่าอีกฝ่ายจะเชื่อเขา แต่ถึงจะไม่เชื่อ เขาก็หวังว่าอีกคนจะใจดีพอที่จะไม่คาดคั้นเขาตอนนี้ เพราะเขาไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าตัวเองจะควบคุมตัวเองได้ ไม่เผลอหลุดทุกสิ่งทุกอย่างออกมาให้เป็นปัญหาทีหลัง  และทำให้เขาทรมานมากกว่าเดิม

“เออ กูก็อยากกลับบ้านละ คิดถึงกับข้าวฝีมือแม่ชิบหาย อยู่นี่มีแต่ของกินรสอ่อน ๆ กูโคตรอยากกินน้ำพริกกะปิกับแกงเผ็ดเลยตอนนี้”

เขายิ้ม โล่งใจที่อีกคนเปลี่ยนเรื่องไปกับเขา เอ่ยตอบเพื่อน “ก็หลายคนกินเผ็ดไม่ได้นี่หว่า ของกินก็เลยต้องรสอ่อนหน่อยงี้แหละ”

“อ่านะ แต่มันก็อยากนี่หว่า”

พวกเขานั่งคุยกันไป ทำงานไปอีกสักพัก เจก็ลุกขึ้น เตรียมตัวกลับไปทำงานต่อ บ่นอุบอิบเรื่องที่มิวสั่งให้คัดเชิร์ดให้หมดถุงภายในวันนี้ก่อนจะไปฟังสรุปหลุมตอนบ่ายสาม เป็นอันรู้กันว่าถ้าหญิงสาวผู้กุมอำนาจมืดสั่งไว้แบบนี้แล้วงานไม่เสร็จ คงได้มีการเหวี่ยงกันบ้าง

แต่ก่อนไป เจหันกลับมาหาเขาก่อน

“พวกกูจะอยู่ข้าง ๆ มึงเสมอนะ จิน”

เขายิ้มทั้งที่สายตายังมองแค่ของในมือ ส่งเสียงตอบ “รู้แล้ว ขอบคุณมากนะ ทุกเรื่องเลย”

“ไม่เป็นไรหรอก เพื่อนกัน ไปละ”

เมื่อเจเดินห่างออกไปแล้ว น้ำตาที่กักไว้แทบตายก็ไหลออกมา เขายกแขนเสื้อขึ้นเช็ด บอกตัวเองให้ฮึบเอาไว้ อย่าร้องไห้ออกมาอีก แม้จะยากเย็นแสนเข็ญมากเท่าไหร่ก็ตาม

 

 

จินเลือกนั่งที่เบาะเกือบหลังสุดของรถบัสเหมือนกับตอนขามา วางกระเป๋าจัดให้เข้าที่แล้วรูดผ้าม่านออก เพื่อมองวิวนอกหน้าต่าง เขารู้สึกโหวงนิดหน่อยเหมือนกันเมื่อคิดว่าจากนี้ไปจะไม่ได้มาออกภาคสนามแบบนี้อีกแล้ว อันที่จริง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะได้ลงหลุมขุดค้นอีกครั้งเมื่อไหร่ เพราะหลังเรียนจบ เขาอาจจะได้กลับไปช่วยงานที่บ้าน คงไม่ได้แตะงานโบราณคดีอีก

“นั่งด้วยนะ” เสียงของเจดังขึ้นใกล้ตัวเรียกให้เขาหลุดออกจากภวังค์ แต่คราวนี้คนถามไม่ได้ถามเขา แต่ถามเจียที่นั่งอยู่ที่เบาะข้างหน้าเขาแทน

“จะถามทำไม ก็นั่งสิ” คนตอบก็สวนกลับ น้ำเสียงติดจะกลั้วหัวเราะหน่อย ๆ

“อ้าว เผื่อมึงมีคนนั่งด้วยแล้วไง” คนถามกระเซ้ากลับ

“จะนั่งกับใครล่ะ ก็ต้องนั่งกับมึงอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

รอยยิ้มของเจยังคงทำให้เขาตาพร่าพรายได้เหมือนเมื่อสิบเจ็ดวันก่อน เพียงแต่คนได้รับในวันนี้ไม่ใช่เขา แต่เป็นเพื่อนสนิทที่ก็ส่งยิ้มกว้างไม่แพ้กันให้อีกฝ่าย และเพราะคนที่ได้รับเป็นคนละคน รอยยิ้มสวย ๆ ในวันนี้มันเลยดูสดใสกว่าวันนั้นมากนัก โดยเฉพาะนัยน์ตาคู่งามที่เป็นประกาย หวานเสียจนใจเขาเจ็บไปหมด

จินยิ้มบาง ส่ายหน้าให้มิวซึ่งนั่งคุยโทรศัพท์กับแฟนอยู่อีกเบาะที่มองมาด้วยความเป็นห่วงแทนการบอกว่าไม่เป็นไร ก่อนจะหยิบหูฟังตัวเองออกมาฟังเพลงบ้าง ตัดเสียงจากภายนอก ไม่ต้องรับรู้ว่าคู่รักที่เบาะข้างหน้ากำลังแชร์เพลงอะไรฟังกัน

เจหยิบมือถือขึ้นมา กดเข้าไปในแกลอรีภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยความทรงจำมากมายของเขา โดยเฉพาะความทรงจำที่เป็นรูปของคนที่เขารักมากที่สุด ซึ่งกินพื้นที่กว่าสองในสามของรูปทั้งหมด เขาค่อย ๆ กดลบภาพพวกนั้นทิ้ง กระทั่งถึงรูป ๆ หนึ่ง รูปที่เขาชอบมากที่สุด

เจในชุดนักศึกษาสมัยเรียนอยู่ปีหนึ่งกำลังส่งยิ้มกว้างจนตาหยีให้เขา องค์ประกอบของภาพค่อนข้างดี แสงยามเย็นที่ตกกระทบทำให้ใบหน้าสวยเฉี่ยวดูละมุนมากขึ้น มันไม่ใช่ภาพแรกที่จินถ่ายอีกฝ่าย แต่ในชั่วขณะนั้น ชายหนุ่มสวยจนเขาแทบลืมหายใจ และมันก็ทำให้เขารู้สึกตัวว่าเขารักคนในภาพนี้มากเหลือเกิน

จินกลั้นน้ำตา มองภาพรอยยิ้มแสนสวยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะลบไฟล์ภาพนั้นทิ้ง

เมื่อกดลบรูปของเจทั้งหมดออกจากมือถือ เขาก็สอดมือถือลงในกระเป๋าเป๋บนตัก ปล่อยให้เพลงจากหูฟังเล่นไปเรื่อย ๆ มองภาพวิวที่เปลี่ยนไปตามการเคลื่อนที่ของรถ

เขารู้ดีว่าถึงจะลบมันออกไปยังไง ภาพนั้นก็จะยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาไปอีกนาน เหมือนกับความรักของเขา ที่ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ เขาถึงจะลืมมันได้สักที

 

 

Posted in Fanfiction

[AU One Shot – Produce 101 Japan] Returning

Title: Returning

Pairings: ยาสุรุกิ / Honda Kousuke x Shiroiwa Ruki [Produce 101 Japan]

Rate: PG-13

Notes/Warnings: รายการจบ แต่คนไม่จบค่ะ 555555 จริง ๆ คือเป็นพล็อตที่บนไว้ว่าจะแต่งถ้าพี่ฮอนดะได้เด แต่ในเมื่อพี่ไม่ได้เด เราก็ขอยุบเป็นวันช็อตก็แล้วกันค่ะ เขียนขึ้นด้วยความคิดถึงพี่ตอนอยู่บนสเตจล้วน ๆ เลย 555555

***นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชายซึ่งเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่ง ไม่ใช่เรื่องจริงค่ะ***

+++++++++++++++++++++++++++

 

ฮอนดะ โคสุเกะ เป็นเด็กมัธยมปลายธรรมดาทั่วไป เรียนบ้าง เล่นบ้าง เฮฮาไปกับกลุ่มเพื่อนฝูงเป็นเรื่องปกติ หลังเลิกเรียนและวันหยุดบางวันก็ไปทำงานพิเศษ หาเงินเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวที่มีแค่แม่กับเขา เป็นกิจวัตรซ้ำ ๆ ที่วนเวียนมาตลอด

“เอ้า ค่าจ้างส่วนของวันนี้ เหนื่อยหน่อยนะ ฮอนดะคุง”

“ขอบคุณมากครับ” โคสุเกะโค้งศีรษะ รับเงินจากผู้จัดการสวนสนุกที่เขามารับจ็อบใส่ชุดมาสคอตในวันเสาร์ที่เป็นวันหยุดของโรงเรียน

“ขอตัวก่อนนะครับ” เขาหันไปบอกและก้มโค้งให้ทุกคนที่อยู่ในห้อง แล้วเดินเลี่ยงออกจากตึกอำนวยการ เพื่อเดินกลับไปขึ้นรถโดยสารประจำทางกลับบ้าน

เขาหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบ ตั้งใจจะเปิดเพลงฟังเหมือนอย่างทุกที แต่ยังไม่ทันกดโทรศัพท์เพื่อเปิดเพลง หูของเขาก็ได้ยินเสียงเหมือนคนทะเลาะกันเสียงลั่นเสียก่อน

เพราะแถวนี้มีตรอกเล็กตรอกน้อยอยู่มาก แล้วยังใกล้กับแหล่งเรียนพิเศษของเด็กนักเรียน จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีเด็กนักเรียนที่เดินหลงมาแถวนี้โดนพวกอันธพาลเจ้าถิ่นหาเรื่อง ไม่ก็ไถเงินหรือของมีค่า โคสุเกะเองก็เห็นเรื่องแบบนี้บ่อยเสียจนชิน ดีที่ว่าหน้าตาเขามันก็ดูนักเลงพอตัว เลยไม่ค่อยมีใครเข้ามาหาเรื่อง มีแต่โดนเข้าใจว่าเป็นพวกโจรเหมือนกันเสียมากกว่า

แต่คราวนี้มันต่างออกไปหน่อย เพราะเขาได้ยินเสียงตะโกนขึ้นมา “อย่ายุ่งกับเด็กคนนี้นะ”

จากที่ว่าจะเดินผ่านไป กลายเป็นว่าเขาเองก็ชักจะเริ่มสนใจขึ้นมาหน่อย ๆ แล้ว ไม่ค่อยมีใครทำตัวเป็นฮีโร่แบบนี้บ่อยนักหรอก เพราะนักเลงเจ้าถิ่นที่นี่ มีบางกลุ่มที่เป็นพวกยากูซ่าปลายแถว ถ้าไปมีเรื่องด้วยผิดคนก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้อยู่เหมือนกัน

ด้วยความอยากรู้ โคสุเกะจึงเดินไปใกล้ตรอกแคบตรอกหนึ่งที่เป็นจุดกำเนิดเสียง ถอดหูฟังเก็บไว้ในกระเป๋า เพื่อให้ได้ยินเสียงนั่นได้ถนัดมากขึ้น

“แล้วมึงมายุ่งอะไรด้วยวะ กล้ามากนะ มาตัวคนเดียวซะด้วย” เสียงนี่น่าจะเป็นเสียงของพวกอันธพาลพวกนั้น

“ปล่อยเด็กคนนั้นซะ” เสียงของฮีโร่หนุ่มยังยืนยันคำเดิม ตอนนี้โคสุเกะเริ่มขมวดคิ้วแล้ว เสียงนี่มันคุ้นหูเขาแบบแปลก ๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ เสียงพูดของกลุ่มนักเลงก็เรียกความสนใจจากเขาไปได้เสียก่อน

“ถ้าพวกกูไม่ปล่อย มึงจะทำอะไรพวกกูหรือไง มึงตัวคนเดียว อ้อ มีไอ้เด็กนี่อีกคน แต่พวกกูมีกันหกคน จะสู้ได้เหรอวะ”

โคสุเกะส่ายหน้า ไอ้เขาก็นึกว่าจะเป็นสองต่อสอง มากสุดก็สองต่อสี่ นี่ถึงขั้นสองต่อหก แล้วเท่าที่เขาแอบมองเห็น ไอ้คนที่เป็นเหยื่อก็กลัวเสียจนจะร้องไห้ออกมาแล้ว คงช่วยอะไรไม่ได้ แถมตัวคนใจกล้าเองมองจากข้างหลังยังเห็นเลยว่าบางกว่าพวกถึกอย่างกับหมีพวกนั้นมากขนาดไหน ถึงจะอยากทำเท่ยังไงมันก็ควรประเมินตัวเองให้ดี ๆ หน่อยไหม

“สู้ได้ไม่ได้ เดี๋ยวก็รู้ ปล่อยเด็กคนนั้นไปก่อนสิ แล้วเราค่อยมาเคลียร์กัน”

เขางี้แทบกุมขมับ อ่านการ์ตูนมากไปหรือไงถึงคิดว่าจะเอาชนะไอ้พวกนั้นได้ง่าย ๆ ตกลงไอ้คนดีคนนี้มันโง่หรือเปล่า

โคสุเกะเริ่มมองหาทางหนีทีไล่ แม้จะไม่อยากยุ่งมากเท่าไหร่ แต่จะปล่อยให้โดนรุมมันก็คงไม่ดี และถึงเขาจะเคยต่อยตีกับคนอื่นตามประสาวัยรุ่นเลือดร้อนบ้าง ทว่าให้พุ่งเข้าไปช่วยมันโต้ง ๆ ก็คงไม่พ้นโดนรุมยำไปด้วยแน่นอน แถมเขายังต้องเดินผ่านแถวนี้ทุกคืนวันเสาร์ ปล่อยให้ตัวเองโดนหมายหัวก็ไม่ได้

จะทำอะไรมันก็ต้องวางแผนกันบ้าง

“ไอ้เด็กนี่มันใจสู้ว่ะ เอาเลยมะพวกมึง ไหน ๆ ก็มีเหยื่อมาเพิ่มแล้ว”

“ตำรวจ!!! ตำรวจมา!” เมื่อรอช้าอีกไม่ได้ โคสุเกะก็ตะโกนเสียงดังลั่น เปิดเสียงไซเรนที่เพิ่งเสิร์ชหาเอาจากในเน็ตแบบด่วนจี๋ ส่งผลให้คนในตรอกพากันสะดุ้ง มองซ้ายมองขวากันอย่างตระหนก

“เหี้ย ตำรวจมา หนีเร็ว”

ถึงจะงงว่าทำไมแผนตื้น ๆ กาก ๆ นี่ถึงได้ผล แต่เมื่อเขาแอบมองและพบว่าพวกเจ้าถิ่นนั่นไปหมดแล้ว เขาก็ปิดโทรศัพท์ที่ยังแผดเสียงดังลั่นเก็บ ตั้งท่าจะเดินเลี่ยงหนีไปอีกทาง แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อฮีโร่ในตรอกนั่นเหลือบมาเห็นและวิ่งมาดักเขาไว้เสียก่อน

ใบหน้าคุ้นเคยทำเอาเขาเบิกตากว้าง ไม่ต่างจากอีกคนที่พอเริ่มตั้งสติได้ก็คลี่ยิ้มกว้างให้

“ยาสุ”

“รุกิ”

 

“ขอบคุณที่ช่วยไว้นะ” หลังจากส่งเด็กมัธยมต้นที่เกือบจะถูกไถเงินขึ้นรถโดยสารไปแล้ว ชิโรอิวะ รุกิ ก็หันกลับมาขอบคุณเขาพร้อมรอยยิ้มกว้าง

“ไม่เป็นไรหรอก แล้วไปทำอะไรแถวนั้น” ในความคิดเขา อีกฝ่ายเป็นคนประเภทที่ไม่น่าจะไปอยู่แถวนั้นได้เลย

“ก็เห็นตอนไอ้พวกนั้นมันประกบตัวเด็กคนนั้นน่ะ เลยแอบตามไป แล้วยาสุล่ะไปทำอะไรแถวนั้น” อีกฝ่ายตอบเขาพร้อมรอยยิ้มกว้าง เรียกชื่อเล่นที่มีเพียงเพื่อนสนิทของเขาเท่านั้นที่ใช้ และนั่นก็บอกโคสุเกะว่ารุกิไม่ได้นึกอึดอัดอะไรอย่างที่เขารู้สึก

“ทำงานพาร์ทไทม์”

“งานพาร์ทไทม์?”

“ที่สวนสนุกน่ะ แต่ทางเมื่อกี้มันเป็นทางลัด เดินออกมานี่ใกล้กว่า” เขาตอบ ถึงจะพยายามทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มันก็อดเกร็งไม่ได้ พวกเขาไม่ได้เจอกันมาเจ็ดแปดปีได้ แม้ว่าแต่ก่อนจะสนิทกันขนาดไหน มาตอนนี้มันก็มีช่องว่างขนาดใหญ่ในความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาอยู่ดี

“อ๋อ แล้วคุณป้าเป็นยังไงบ้าง สบายดีใช่ไหม”

“ก็ดี แม่สบายดี”

“เหรอ ไม่ได้เจอกันนานเลยเนอะ”

“อืม” เขาตอบแค่นั้นเพราะไม่รู้จะต่อบทสนทนายังไง อันที่จริง เขาไม่ได้อยากคุยต่ออยู่แล้วด้วยซ้ำ เลยใช้ความเงียบระหว่างพวกเขา หาทางออกจากความอึดอัดนี่

“งั้นฉันไปก่อนแล้วกัน”

“อื้อ บ๊ายบายนะ”

“บาย” เขาหันหลังเดินหนีไปอีกทาง โดยไม่หันกลับไปมองคนที่ยังยืนอยู่ที่จุดจอดรถโดยสารสักนิด

 

ถึงจะโล่งมากขึ้นที่หนีออกมาได้ ทว่าตั้งแต่ตอนนั้น ในหัวของโคสุเกะมักจะพาลนึกถึงอีกฝ่ายเสมอ เป็นแบบนี้มากระทั่งวันจันทร์ที่เขามาเรียนตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือเขาแทบเรียนไม่รู้เรื่องเพราะเรื่องของรุกิยังวนเวียนอยู่ในสมองไม่รู้จบ

พวกเขาเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่จำความได้ แต่ก่อนบ้านของเขากับบ้านของรุกิอยู่ติดกัน ถูกเลี้ยงมาด้วยกันตลอดเลยกลายเป็นคู่หูที่ตัวติดกันไปโดยปริยาย กระทั่งตอนโคสุเกะอายุได้สิบขวบ บริษัทของพ่อของเขาล้มละลาย ติดหนี้มากมายจนสุดท้ายก็ฆ่าตัวตาย แม่ของเขาก็เลยขายบ้าน เอาเงินไปสมทบกับเงินประกันชีวิตของพ่อจ่ายหนี้ทั้งหมด แล้วพากันย้ายออกมาอยู่ห้องเช่าเล็ก ๆ และตั้งแต่ตอนนั้น ชายหนุ่มก็ไม่เคยได้เจอเพื่อนสมัยเด็กอีกเลย จนเมื่อวานซืนนั่นแหละ

“เป็นไรวะ วันนี้เหม่อหนักมากเลยนะมึง” โอซาวะ ชุนยะ เพื่อนสนิทของเขาว่า พลางยกกำปั้นขึ้นชกแขนเขาเบา ๆ เป็นเชิงเรียก เขาถึงได้รู้สึกตัวว่าตัวเองนั่งจ้องกล่องข้าวมาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว

“โทษที มีอะไรให้คิดนิดหน่อย”

“เกิดอะไรขึ้น มีปัญหาอะไรหรือเปล่า พวกเราพอจะช่วยอะไรได้ไหม” คราวนี้ อุเอฮาระ จุน พูดบ้าง ทำให้เขาหันไปส่ายหน้าให้

“ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องใส่ใจก็ได้”

“ถ้าไม่ต้องใส่ใจคุณมึงก็แดกข้าวครับ มองแล้วมันจะลอยเข้ากระเพาะหรือไง”

“รู้แล้วน่า บ่นนักนะมึง”

ตอนนี้พวกเขานั่งกินข้าวกันอยู่ที่มุมหนึ่งของดาดฟ้าตึกเรียนที่มีผู้คนมากมายส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจไม่แพ้โรงอาหารที่ตอนนี้ก็น่าจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจนไม่น่าจะมีที่นั่งใด ๆ

โคสุเกะ ชุนยะ และจุนชอบมานั่งกินข้าว มองท้องฟ้าตอนพักเที่ยงมาตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลายมาใหม่ ๆ จนปีนี้เป็นปีสุดท้าย พวกเขาก็ยังคงคอนเซปต์เดิม คือยึดมุมหนึ่งของดาดฟ้าเป็นของพวกตนในช่วงพักเที่ยง

“แต่มึงแน่ใจนะว่าไม่มีอะไรอะ” ชุนยะยังคงไม่วางใจในตัวเขา ซึ่งเขาก็เข้าใจดี ไม่บ่อยนักที่เขาจะเหม่อลอยแบบนี้ ยิ่งเพื่อนสองคนตรงหน้ารู้จักเขาดีมากแบบนี้ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รับรู้ถึงความผิดปกติใด ๆ ไม่นับว่าเขาเองก็ทำตัวมีพิรุธเหมือนกันแหละนะ

“เอาน่า ถ้าจัดการไม่ได้จะเล่าให้ฟังแล้วกัน”

อาจจะฟังดูแปลก ๆ สำหรับคนทั่วไปที่มักจะคาดคั้นหาเอาสาเหตุต่าง ๆ จากเพื่อนเพื่อหาทางช่วยเหลือ แต่พวกเขาสามคนไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะรู้ดีว่าต่างฝ่ายต่างแก้ปัญหาได้ดี และรู้ว่าไม่มีใครบ้ารักศักดิ์ศรีจนเก็บเรื่องที่จัดการด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ไว้กับตัวจนมันแย่ขึ้น แค่เขาเอ่ยปากบอกแค่นี้ เพื่อนอีกสองคนก็ยักไหล่ ไม่ซักไซ้ไล่เรียงอะไรเขาอีก เพียงแค่คอยช่วยเวลาเขาเอ่ยปากขอ หรือรับฟังเมื่อปัญหามันผ่านไปแล้วเท่านั้น สำหรับโคสุเกะ ทั้งสองคนคือเพื่อนที่ดีและเข้าใจเขามากที่สุดเท่าที่จะหาได้แล้ว

“แล้ววันนี้มึงทำงานใช่ไหม” เป็นจุนที่เปิดปากเปลี่ยนเรื่อง เขานิ่งทบทวนตารางงานนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้ารับ

“เออ ตอนห้าโมงเย็น”

“มีเวลาตั้งชั่วโมงนึง งั้นไปกินราเม็งหลังเลิกเรียนกันปะ” ชุนยะชวน เหมือนที่มักจะชวนบ่อย ๆ ซึ่งเขาก็ตอบรับง่าย ๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก

และไม่ได้คิดด้วยว่าจะเจอกับใครบางคนที่เขาเพิ่งเจอไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

“ยาสุ เจอกันอีกแล้ว”

โคสุเกะปั้นหน้าไม่ถูก เมื่อรุกิตรงเข้ามาในร้านราเม็งทันทีที่เห็นว่าพวกเขานั่งอยู่ข้างใน เขาพยายามเมินสายตาที่บอกชัดว่าสงสัยสุด ๆ ของเพื่อนสนิทสองคนซึ่งพุ่งตรงมาที่เขา

“แล้วมาทำอะไรแถวนี้น่ะ” เขาถามตามมารยาท จะบ่ายเบี่ยงอะไรก็คงไม่ได้ เมื่ออีกคนดันเรียกชื่อเล่นเสียแบบนี้

“แค่ผ่านมา กำลังจะไปเรียนพิเศษน่ะ บังเอิญจัง” เจ้าตัวตรงหน้าดูจะไม่ได้สะทกสะท้านกับสายตาใคร่รู้ของจุนกับชุนยะ หรือรับรู้ว่าเขากำลังกระอักกระอ่วนแต่อย่างใด เพราะร่างบางตรงหน้าก้มหัวทักทายพร้อมรอยยิ้มให้เพื่อนเขาตามประสาลูกคุณหนูที่ถูกอบรมมารยาทมาอย่างดี และหันมาพูดเจื้อยแจ้วกับเขาตามนิสัยเจ้าตัวที่เขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก

“วันก่อนลืมขอบคุณสนิทเลยที่ช่วยเอาไว้ ไม่งั้นฉันต้องแย่แน่ ๆ เลยล่ะ ถึงตอนแรกจะพุ่งเข้าไปแบบนั้นก็เหอะ”

โคสุเกะอยากตอบไปเต็มแก่ว่าก็อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องที่ตัวเองจัดการไม่ได้สิ แต่แน่ล่ะว่าเขาไม่มีช่องให้ขัดจังหวะใด ๆ แถมส่วนหนึ่งในตัวเขามันก็เคยชินเสียด้วยที่จะนิ่งฟังไอ้คนพูดมากพูดไปเรื่อย ๆ

“เมื่อเช้าเจอเด็กคนนั้นด้วย เขาฝากมาขอบคุณนายอีกครั้งด้วยนะ ฉันยังคิดอยู่เลยว่าจะทำยังไงดี ไม่มีคอนแทกนายซะด้วย แต่มาเจอกันแบบนี้ก็พอดีเลย”

“แล้วนายไม่รีบไปเรียนเหรอ รุกิ ห้าโมงครึ่งแล้วนะ” เขาขัดขึ้น ถ้าไม่ขัด เชื่อว่าอีกชั่วโมงถัดมาเจ้านี่ก็ยังพูดต่อได้เรื่อย ๆ

“จริงด้วย ใกล้จะสายแล้ว ขอบคุณที่เตือนนะ ฉันไปก่อน แล้วเจอกัน… ขอตัวก่อนนะครับ”

คนตรงหน้าเขายิ้มกว้างให้ พร้อมกับยกมือขึ้นโบกลาให้เขา และก้มศีรษะให้ชุนยะกับจุนที่ก้มหัวรับอย่างงง ๆ ก่อนจะรีบร้อนเดินออกไป

พอพ้นร่างบางตรงหน้า สองเพื่อนซี้ของเขาก็หันมามองเขาเป็นตาเดียว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาได้โดนซักฟอกแน่ ๆ

“นั่นใครวะ ท่าทางดูเป็นลูกคุณหนูมากเลย” จุนเริ่มถามก่อน

“นั่นสิ ไปรู้จักกันได้ไงวะ”

เขาไม่แปลกใจที่ทั้งสองคนจะบอกว่ารุกิเป็นลูกคุณหนู เพราะนอกจากชุดนักเรียนของรุกิที่เป็นเครื่องแบบของโรงเรียนเอกชนมีชื่อซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กจากบ้านที่ค่อนข้างมีฐานะ หน้าตาผิวพรรณของอีกคนก็สมกับที่เป็นคุณชายจริง ๆ

ชายหนุ่มถอนหายใจไปทีหนึ่ง เขาไม่ค่อยอยากตอบคำถามเท่าไหร่นักเพราะมันทำให้เขานึกถึงเรื่องสมัยเด็ก ที่แม้จะผ่านมาหลายปี แต่มันก็เป็นบาดแผลในใจที่ไม่รู้จะหายสนิทตอนไหน

“เพื่อนสมัยเด็กน่ะ”

เขาเห็นเพื่อนสบตากัน ทั้งสองคนรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวเขา และเพราะรู้ดีว่าเขาไม่อยากพูดถึงเรื่องพวกนั้น ระหว่างพวกเขาก็เลยไม่มีใครเอ่ยถึงมันราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ซึ่งนั่นก็ทำให้เขารู้สึกขอบคุณเพื่อนเรื่องนี้มาตลอด ครั้งนี้ก็เหมือนกัน จุนกับชุนยะหาทางเลี่ยงไปพูดเรื่องอื่นแทน

“ช่างเถอะ กินกันดีกว่า เดี๋ยวยาสุต้องเข้ากะอีก ไปสายผู้จัดการได้ด่าตายแน่มึง”

“นั่นสิ กูจะรีบกลับไปเล่นเกมเหมือนกัน”

“ติดเกมนะมึง”

“พูดเหมือนมึงไม่ได้เล่นกับกูอะ”

เขาหัวเราะออกเมื่อเห็นเพื่อนสองคนเถียงกันเหมือนเด็กน้อย นึกในใจว่าถึงชีวิตเขาจะลำบากไปสักหน่อย แต่มันก็ไม่ได้ย่ำแย่อะไรขนาดนั้นเหมือนกัน

 

แต่เรื่องแย่ ๆ สำหรับโคสุเกะดันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเขาดัน “บังเอิญ” พบกับเพื่อนสมัยเด็กบ่อยกว่าที่คิด

นอกจากครั้งแรกในตรอก ครั้งที่สองที่ร้านราเม็งแล้ว เขาดันได้เจอกับรุกิที่ร้านสะดวกซื้อที่เขาทำงานในอีกสามวันถัดมา และหลังจากนั้น อีกฝ่ายก็แวะเวียนมาหาตอนเขาทำงานตลอด บางทีก็อยู่รอจนเขาเลิกงานเพื่อจะได้เดินกลับบ้านด้วยกัน แม้กระทั่งวันไหนที่เจ้าตัวไม่ได้เรียนพิเศษหลังเลิกเรียน (ซึ่งตรงกับวันที่เขาไม่ได้ทำงานพิเศษ แน่ล่ะว่า “บังเอิญ” อีกแล้ว) รุกิก็ขอตามมาขลุกอยู่กับเขา จนสุดท้ายก็พลอยสนิทกับจุนกับชุนยะไปด้วยโดยปริยาย

เหมือนอย่างวันนี้ ที่โคสุเกะว่าง พวกเขาพากันมานั่งกินขนมริมแม่น้ำแบบชิล ๆ ก็มีรุกิเป็นตัวแถมตามติดมาด้วย หลังจากที่จุนไลน์ไปชวน

“พักนี้สนิทกันดีเนอะ” เขาอดเหน็บเพื่อนสามคนไม่ได้ นึกหงุดหงิดเล็ก ๆ ที่สองคนนั้นกับเพื่อนสมัยเด็กของเขาเข้ากันได้ดีเกินไป แม้จะรู้ดีก็ตามว่าทำไม ชุนยะเป็นคนเฟรนด์ลี่ จุนเองเป็นคนที่ดูอบอุ่นน่าเข้าหา ขณะที่รุกิก็มีรอยยิ้มที่ทำให้ใครต่อใครตามใจได้ง่าย ๆ ทั้งสามคนเลยจูนกันได้เร็ว

ซึ่งเขาไม่ชอบใจเลยสักนิด

“แล้วทำไมล่ะ มีปัญหาอะไร” ชุนยะว่า ยักคิ้วกวนประสาทเขา ทำเอาเขาคันขาขึ้นมาตงิด ๆ

“นั่นสิ พวกกูจะสนิทกันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับมึงเลย” จุนเองก็เลิกคิ้วพูด เขายิ่งงุ่นง่าน อยากยกเท้าขึ้นประเคนให้เพื่อนเต็มแก่ ติดก็แต่ไอ้คุณชายที่นั่งตาใสมองอยู่นั่นแหละ

“ไม่งอนสิ ยาสุ ฉันอยากคุยกับยาสุมากที่สุดเลยนะ” โคสุเกะสาบานได้ว่าไอ้ที่รุกิพูดมานี่ไม่ได้มีความจริงใจใด ๆ มีแต่อยากจะแกล้งเขาเท่านั้นล่ะ

“ไม่ต้องหาเรื่องกวนประสาทอีกคนเลย ไม่รีบกลับบ้าน เดี๋ยวคุณน้าก็เป็นห่วงหรอก” เขาบ่น รู้ดีว่าแม่รุกิค่อนข้างขี้ห่วง แม้จะไม่ได้ถึงขั้นห้ามทำโน่นทำนี่ แต่ถ้ากลับบ้านตรงเวลาดี คนเป็นแม่ก็น่าจะสบายใจมากกว่า

แล้วก็เอาตามตรง เขาค่อนข้างเคืองที่อีกคนรวมหัวกับเพื่อนแกล้งแหย่เขาด้วย

“ไม่เป็นไรหรอก ไลน์บอกแม่แล้วว่าจะมาเที่ยวกับนาย”

หลังฟังจนจบประโยค เขาแทบพ่นน้ำที่กำลังกินอยู่ออกมา หันขวับไปมองไอ้คนที่ชุนยะเรียกว่าคุณชายซึ่งส่งยิ้มมาให้อย่างไม่สะทกสะท้านใด ๆ ว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง

“นายบอกคุณน้าว่าอะไรนะ”

“บอกว่ามาเที่ยวกับนายไง”

“เที่ยวกับฉัน?”

“ใช่”

โคสุเกะแทบยกมือขึ้นกุมขมับ นี่มันน่าห่วงสุด ๆ ไปเลยไม่ใช่หรือไง ถ้าเขาเป็นแม่เจ้าตัว เขาคงอยากให้ลูกรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุดแทนที่จะไปเที่ยวกับเขา เพราะถึงจะเป็นเพื่อนสมัยเด็ก แต่ก็ขาดการติดต่อไปนานมากแล้ว พวกเขาในตอนนี้น่ะ มันแทบจะอยู่กันคนละโลกแล้วด้วยซ้ำ

“นายบ้ารึเปล่าเนี่ย”

“บ้าอะไร ก็แค่มาเที่ยวกับเพื่อนเฉย ๆ เอง ไม่ใช่เพื่อนที่ไหนก็ไม่รู้ด้วย แม่ฉันก็รู้จักยาสุดีนี่”

“แต่มันนานแล้วไหมล่ะ เฮ้อ คุณน้าไม่เป็นห่วงแย่แล้วเหรอเนี่ย”

“ไม่นี่ วันก่อนยังบอกให้ฉันชวนนายไปกินข้าวที่บ้านบ้างอยู่เลย”

มาถึงตอนนี้โคสุเกะชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเขาคิดเยอะไป หรือสองแม่ลูกคู่นี้คิดน้อยเกินไปกันแน่ แต่ในเมื่อรุกิถึงขั้นเปิดแชทไลน์ให้เขาดู เขาที่เห็นสติกเกอร์โอเคที่แม่อีกฝ่ายส่งกลับมาก็หมดคำจะพูดเถียง

“งั้นก็แล้วแต่นายก็แล้วกัน” เขาบ่นเบา ๆ ไม่ได้สังเกตว่าอีกสองคนที่ไม่ได้อยู่ในบทสนทนากัน กำลังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในแชทรัว ๆ พลางมองหน้ากันแล้วก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย

หลังจากส่งรุกิขึ้นรถประจำทางแล้ว พวกเขาสามคนก็พากันเดินกลับบ้านบ้าง โคสุเกะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่หลังลับสายตาเจ้าตัวแสบไปแล้ว

“อะไรของมึงเนี่ย ได้กลับมาสนิทกับเพื่อนอีกก็ดีแล้วนี่นา จะเหนื่อยอะไรขนาดนั้น” จุนพูดกลั้วหัวเราะ คนตัวบางที่สุดในกลุ่มยกมือขึ้นตบบ่าเขาสองสามที ตามด้วยชุนยะ “นั่นสิ คุณชายก็ไม่ได้แย่อะไรนี่ ออกจะนิสัยดีด้วยซ้ำ ได้เพื่อนดี ๆ กลับมาตั้งคนเลยนะ”

“กูรู้ว่ามันนิสัยดี แต่มันเป็นลูกคุณหนูไง มาอยู่กับพวกเราแบบนี้มันดีตรงไหนกันล่ะ”

“แล้วตรงไหนที่เป็นปัญหาล่ะ”

“มึงก็ดูสิ นั่นน่ะ คุณชายอนาคตไกล แล้วดูพวกเรา อีกนิดก็จะเป็นแยงกี้แล้ว แทบจะอยู่กันคนละโลก เกิดคนรู้จักมันมาเห็นเข้า เขาจะมองมันยังไง”

จุนกับชุนยะมองหน้ากันแล้วหัวเราะเสียงดังลั่นแบบที่ทำให้เขาสงสัยว่าพวกมันหัวเราะอะไรกัน

“อะไรของพวกมึงเนี่ย คำตอบกูมันตลกตรงไหนไม่ทราบ”

“ก็ตลกตรงที่มึงคิดเยอะชิบหายนี่แหละ นี่เพื่อนนะเว้ย ไม่ใช่คนรักที่จะอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า จะได้ต้องคิดอะไรให้มันมากมายเบอร์นั้น ตลก” ชุนยะว่าเขาตรง ๆ ตามด้วยจุนที่ช่วยขยี้ซ้ำ

“นอกเสียจากว่า… มึงจะคิดเกินไปกว่านั้น”

“บ้าสิ” เขายกเท้าขึ้นหมายจะเตะจุน แต่พลาดไปเพียงนิด เพราะเป้าหมายหันไปหลบหลังชุนยะทันทั้งที่ยังหัวเราะไม่เลิก “ใครจะไปคิดเกินเลยแบบนั้นวะ นั่นผู้ชายนะเว้ย”

“ผู้ชายแล้วไง สมัยนี้มันเปิดกว้างแล้วเว้ย มึงเหยียดเพศอ่อ”

“กูไม่ได้เหยียด แต่กูชอบผู้หญิง จบไหม” เพื่อนสองหน่อของเขายังคงมองหน้ากันยิ้ม ๆ แบบที่ทำให้เขาอยากจะเตะพวกมันอีกสักที

“จบก็ได้ แต่ก่อนจบ กูขอพูดอะไรหน่อย” เขาหรี่ตามองชุนยะที่ยังคงยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างไม่ไว้ใจ “ช็อตที่มึงคุยกับคุณชายเรื่องแม่มัน ตามตรงนะ มึงทำตัวเหมือนคนที่โดนแม่แฟนจับได้ว่าแอบพาแฟนหนีเที่ยวเลยว่ะ”

เขาจะไม่ทนอีกต่อไป วันนี้ชุนยะกับจุนต้องโดนเขาเตะอย่างน้อยสักทีสองที

 

แต่ถึงจะรู้ดีว่าเพื่อนแค่พูดกวนประสาทเขาไปแบบนั้น แต่โคสุเกะก็อดนั่งคิดทบทวนสิ่งที่เพื่อนบอกไม่ได้ จนสุดท้ายก็เผลอเหม่อลอยระหว่างข้าวเย็นจนแม่เขาต้องเอ่ยปากทัก ทำให้เขาหลุดออกจากความคิดของตัวเอง

“เป็นอะไรไป โคสุเกะ ไม่กินข้าวเหรอ”

“แค่เผลอคิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก” โคสุเกะส่งยิ้มให้แม่ พลางคีบกับข้าวเข้าปาก ในใจก็บ่นกับตัวเองที่ดันทำให้แม่เป็นห่วง ทั้งที่ไม่มีอะไรเป็นสาระเลยสักนิด

“แน่ใจเหรอ”

“แน่สิ นี่แม่ไม่เชื่อเหรอ”

“ก็พักนี้ลูกดูเหม่อบ่อย ๆ นี่นา หรือว่า…” เขาขมวดคิ้ว เมื่อแม่ตัวเองเว้นวรรคกลางคัน แถมยังส่งยิ้มแปลก ๆ มาให้ด้วย

“หรือว่า?”

“หรือจะแอบคิดถึงสาวที่ไหน”

“บ้า ไม่ใช่สักหน่อย ไม่มีสาวอะไรทั้งนั้นแหละ” เขาโวยวาย ยิ่งพอคิดไปว่าตัวเองกำลังเหม่อถึงใครอยู่ โคสุเกะก็ยิ่งอยากกุมขมับ ถึงอีกฝ่ายจะตัวบางหน้าหวานยังไง มันก็ผู้ชายอยู่ดีนั่นแหละ

“ไม่มีก็ไม่มี ไม่เห็นต้องโวยวายเลย”

เด็กหนุ่มหน้ามุ่ย มองแม่บังเกิดเกล้าที่กำลังขำไม่หยุดตาขวาง แต่คนเป็นแม่ยิ่งเห็นกลับยิ่งหัวเราะ จนเขาได้แต่ถอนหายใจ

“หัวเราะพอยัง กินข้าวต่อได้แล้ว”

“จ้า ๆ ดุจัง เจ้าลูกคนนี้”

“ไม่ได้ดุสักหน่อย”

“ดุ ดุตั้งแต่เด็ก ๆ เลย ตอนนั้นนะ เพื่อนคนไหนก็ไม่กล้าเข้าใกล้ มีแต่รุกิคุงคนเดียวที่ไม่กลัว”

โคสุเกะแทบสำลักซุปมิโสะที่ยกขึ้นซด ปกติแม่เขาไม่เคยพูดถึงเรื่องเมื่อก่อน ไม่ใช่แค่มันเป็นปมในใจของเขาคนเดียว แต่กับอีกฝ่าย มันก็เป็นแผลลึกที่ยากจะเยียวยาเหมือนกัน แล้วที่สำคัญที่สุด แม่ดันถึงพูดถึงรุกิขึ้นมาในตอนที่เขาเองก็กำลังคิดเรื่องหมอนั่นไม่ตกด้วยนี่สิ

“เวอร์เกินไปแล้ว”

คนเป็นแม่หัวเราะเบา ๆ “ไม่เวอร์หรอก ลูกตอนนั้นนะ ตาขวางเก่ง ไปเรียนก็ทำเอาเพื่อนร่วมห้องพากันกลัวไปหมด ยังดีที่มีรุกิคุงเล่นเป็นเพื่อนตลอด ไม่งั้นคงเหงาแย่ นี่แม่ยังแปลกใจเลยที่จุนคุงกับชุนยะคุงไม่กลัวลูกตั้งแต่แรกเห็น แถมยังกลายเป็นเพื่อนสนิทกันมาได้ถึงตอนนี้น่ะ”

“ไอ้พวกนั้นเห็นผมเป็นของเล่นสนุกมากกว่า” เขาแย้ง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าสองคนนั้นเป็นเพื่อนที่ดีมาก ๆ สำหรับเขาจริง ๆ

“ทำไมพูดไม่ดีแบบนี้ล่ะลูก เดี๋ยวสองคนนั้นมาได้ยินก็เสียใจเอาหรอก”

เขาแอบเบ้ปากในใจ ถ้าสองคนนั้นมาได้ยินน่ะเหรอ ก็คงแกล้งเล่นใหญ่ปลอม ๆ กวนประสาทเขามากขึ้นน่ะสิ ทุกวันนี้มีรุกิเพิ่มไปอีกคน เขาก็ยิ่งปวดหัวไปอีกเท่านึง

พอคิดไปมา โคสุเกะก็เอ่ยถามแม่ขึ้น

“แม่”

“ว่าไง”

“สมมุตินะ ถ้าแม่ไปเจอเพื่อนที่เคยสนิทด้วยกันมาก ๆ แต่ไม่ได้เจอกันมานานมากเหมือนกัน แม่จะทำยังไง”

เขาลองแกล้งถาม เปลี่ยนสถานการณ์จริงเป็นเรื่องสมมุติ แล้วมองปฏิกิริยาของคนเป็นแม่ที่นิ่งไปพักหนึ่ง เอียงคอคิด

“ก็ไม่ยังไง ก็คงทักทายกันปกตินั่นแหละ เพื่อนสนิทกันนี่นา ห่างกันไปนานก็จริง อาจจะต่อกันไม่ติดไปบ้าง แต่ก็คงไม่ยากเท่าไหร่หรอก”

“เหรอ”

“อือฮึ ว่าแต่ทำไมถึงถามขึ้นมาล่ะ”

“แค่สงสัยเฉย ๆ… เออ แม่ไปอาบน้ำก่อนไป เดี๋ยวจานนี่ผมล้างเอง” เขารีบตัดบทเปลี่ยนไปเรื่องอื่น เมื่อเห็นว่าแม่ตัวกำลังหรี่ตาลงอย่างเริ่มจับสังเกตอะไรได้ แม่เขาเหมือนมีพลังจิตบางอย่าง ไม่ว่าเขาจะพูดหรือทำอะไร ส่วนใหญ่ก็มักจะรู้ ไม่ก็จับทางเขาได้เสมอ และนั่นก็ทำให้เขาโกหกหรือปิดบังอะไรจากผู้ให้กำเนิดไม่ได้เลย

“เอาอย่างนั้นก็ได้ ขอบใจนะ โคสุเกะ”

คนเป็นลูกได้แต่แอบถอนหายใจเมื่อแม่ตัวเองไม่คาดคั้นอะไรต่อ แล้วทำหน้าที่ลูกที่ดี เช็ดโต๊ะล้างจานทั้งที่ในหัวยังวนเวียนถึงเรื่องของเพื่อนสมัยเด็กไม่จบไม่สิ้น

 

“อ้าว ชุนยะล่ะ” เสียงทักจากคนที่พักนี้กลับมาสนิทกันอีกรอบอย่างรุกิทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายมาถึงจุดนัดหมายแล้ว คนตัวบางกว่ามองซ้ายมองขวาราวกับจะตามหาเพื่อนอีกคนที่วันนี้ไม่ได้มาด้วย

“ชุนยะเลยตามไปดูจุนก่อนแล้ว ให้ฉันมารับนาย” โคสุเกะสาบานได้ว่าเขาพยายามเลี่ยงสุด ๆ โดยการให้ชุนยะเป็นคนมารับรุกิแล้ว แต่เหตุผลที่เพื่อนตัวดีให้เขามาก็ทำเอาเขาปฏิเสธไม่ได้เลย

“คุณชายสนิทกับมึงมากที่สุด มึงก็ควรเป็นคนไปรับเขา ไม่ใช่โบ้ยให้กูไปรับแทน มันไร้ความรับผิดชอบ”

“เหรอ งั้นไปกันเลยไหม ฉันอยากไปเห็นจุนบนเวทีจะแย่แล้ว”

“อืม ไปกัน”

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ โคสุเกะไม่ได้ทำงานพาร์ทไทม์ จึงตกลงจะไปดูจุนขึ้นเวทีแข่งแรพกับชุนยะและรุกิ โดยตกลงกันว่าจะรอรับรุกิก่อนแล้วค่อยตามไปหาจุนทีหลัง แต่ไป ๆ มา ๆ ชุนยะก็ตัดสินใจไปเป็นเพื่อนจุนก่อน เผื่อแรพเปอร์คนเก่งจะตื่นเวที ซึ่งทำให้โคสุเกะนึกไม่พอใจนิด ๆ ด้วยรู้ดีว่าไอ้เพื่อนตัวดีมันหาข้ออ้าง

จุนขึ้นเวทีแข่งแรพมาตั้งแต่ม.ปลายปีหนึ่ง จะเอาที่ไหนมาตื่นเวทีวะ

“แล้วนายจะโอเคไหม คนเยอะนะ อึดอัดหน่อย ๆ ด้วย” เขาว่า มันเป็นการประกวดที่ไลฟ์เฮาส์แห่งหนึ่งจัดขึ้นทุกสามเดือน ผู้เข้าร่วมเป็นแรพเปอร์มือสมัครเล่นกับพวกแรพเปอร์ใต้ดิน ที่หลายคนก็มีแฟนคลับกันอยู่ ครั้งก่อนที่พวกเขาไปดูก็พบว่าคนเยอะจนเบียดเสียดไปหมด มีคนเป็นลมไปตั้งหลายราย

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ฉันไม่ได้บอบบางขนาดนั้นสักหน่อย ยาสุน่ะขี้ห่วงตลอดเลย”

โคสุเกะขมวดคิ้วกับคำบ่นของคนตรงหน้า จะไม่ให้เขาห่วงได้ยังไง ในเมื่ออีกฝ่ายน่ะดื้อมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ค่อยจะประเมินตัวเองเสียเท่าไหร่ อย่างคราวนั้นที่จู่ ๆ ก็พุ่งไปช่วยคนที่กำลังจะโดนรุมซ้อมนั่นน่ะ ตัวอย่างชั้นดีเลย

“แล้วใครที่มันไม่เคยดูแลตัวเองล่ะ ตอนเด็ก ๆ ก็แอบหนีออกไปเล่นหิมะจนไข้ขึ้น หน้ามืดเป็นลมเพราะวิ่งขึ้นเขาตอนไปเที่ยว แล้วไม่ต้องเถียงด้วยนะว่านั่นมันเรื่องสมัยก่อน เพราะล่าสุดนี่ นายก็ดันทำตัวเป็นฮีโร่ไปช่วยคนอื่นจนเกือบโดนรุมกระทืบซะเองอีก”

พอโดนสวนไปยาวเหยียดแบบนั้น อีกฝ่ายก็ทำหน้ามุ่ยเหมือนม้าหมากรุกใส่เขา บ่นอุบอิบเสียงเบาแต่เขาดันได้ยินว่า

“รู้แล้วน่า บ่นเก่งชะมัด”

“ถ้าไม่อยากฟังก็หัดทำตัวให้ฉันไม่ต้องบ่นสิ” เขาอดต่อปากต่อคำไม่ได้ ในเมื่อเจ้าตัวรู้แก่ใจดีว่าเขาห่วง แต่แทนที่จะทำตัวให้เขาหายห่วง กลับดื้อเอา ๆ จนบางทีโคสุเกะเองก็เหนื่อยใจเหมือนกัน ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงด่าแหลกไปนานแล้ว

“แล้วเราต้องเดินไปอีกไกลไหมน่ะ” หลังจากที่ดูจะอารมณ์ดีขึ้น คุณชายร่างบางก็หันมาพูดมากตามปกติอีกครั้ง

“เลี้ยวขวาข้างหน้าก็ถึงแล้ว”

พวกเขามาถึงไลฟ์เฮาส์ตอนการแข่งขันใกล้จะเริ่มขึ้นเต็มที ปริมาณคนเนืองแน่นยิ่งกว่าครั้งก่อนที่พวกโคสุเกะมา เพราะอย่างนั้น เขาถึงได้ตัดสินใจคว้ามือของคุณชายที่ไม่คุ้นเคยกับที่แบบนี้มาจับไว้กันหลง ขณะที่อีกมือก็กดโทรศัพท์ ไลน์หาเพื่อนที่น่าจะอยู่ในห้องพักหลังเวที

“ชุนยะบอกว่าจะรอดูที่มอนิเตอร์หลังเวที ให้พวกเราหาที่ยืนดูกันไปเลย” เขาหันไปกระซิบข้างหูอีกฝ่าย หลังพยายามพูดสื่อสารกันไปสามรอบแล้วแต่รุกิจับใจความไม่ได้ เขาอดหัวเสียนิดหน่อยไม่ได้ เพราะนอกจากเสียงจะดังเสียจนพูดคุยกันปกติแทบไม่ได้แล้ว คนยังเยอะจนเขาชักห่วงคนข้างตัวขึ้นทุกที

และก่อนที่คนข้างตัวเขาจะเป็นลมเป็นแล้งไปจริง ๆ เขาก็กวาดสายตาไปเห็นจุดที่พอจะยืนได้แบบไม่อึดอัดพอดี เขาจัดการดึงคนตัวบางเข้ามาใกล้ แล้วพาฝ่าฝูงชนไปยังมุมหนึ่งที่ดูจะคนน้อยกว่าทันที

พอได้พักหายใจหายคอแล้ว เขาก็หันไปหาคนที่เผลอตัวลากมาโดยไม่ได้บอกอะไร ตั้งใจจะขอโทษที่ลากอีกคนฝ่าคนมาโดยไม่ได้บอกก่อน แต่ก็ได้แต่แตกตื่นเมื่อเห็นอีกคนหน้าแดงชัดเจน

“รุกิ ไหวหรือเปล่า ฉันมียาดมอยู่ เอาไหม”

“ไหว ๆ ยาสุไม่ต้องห่วงหรอก ฉันโอเค แค่ร้อนนิดหน่อยเอง”

แม้ปากจะบอกว่าโอเค แต่เขาเองก็ไม่ค่อยอยากเชื่อสักเท่าไหร่ ในเมื่อหน้าอีกคนยังแดงไม่หาย แต่จะให้ไปเซ้าซี้มาก เดี๋ยวคุณชายตรงหน้าก็จะบ่นว่าเขาขี้ห่วงเกินไปอีก เลยหันไปล้วงกระเป๋าเป้ หยิบขวดน้ำดื่มที่พกติดตัวมายื่นส่งให้

“งั้นก็กินน้ำก่อนแล้วกัน ใกล้จะเริ่มแล้ว”

“อื้อ ขอบคุณนะ”

โคสุเกะคิดว่าเพราะเสียงเพลงที่ดีเจเปิดคั่นเวลาและเสียงโห่ร้องของคนรอบข้างทำให้เขาใจเต้นแรงขึ้น แล้วมันบังเอิญเป็นจังหวะเดียวกับที่คนตัวเล็กกว่าส่งยิ้มให้เขา หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะหน้าแดง ๆ ไฟสลัว ๆ ที่ทำให้รอยยิ้มที่เขาคุ้นชินดูหวานกว่าทุกทีจนเขาละสายตาไม่ได้

หลายวินาทีกว่าเด็กหนุ่มจะรู้สึกตัว เมื่อพิธีกรขึ้นเวทีและเริ่มพูดแนะนำแรพเปอร์คนแรกที่จะขึ้นแสดง พวกเขาหันไปให้ความสนใจกับโชว์บนเวที และร้องตะโกนไปตามเสียงเชียร์

จุนขึ้นแสดงเป็นคนที่สาม โคสุเกะแอบหันไปมองคนข้างตัวที่ดูตื่นเต้นกับความสามารถพิเศษของเพื่อนสนิทเขา พอเห็นรุกิดูสนุกมาก ๆ เขาก็ทำได้แค่ยิ้มตาม นึกในใจว่าดีแล้วที่เจ้าตัวแสบมีความสุขดี ไม่ได้เบื่อหรือหงุดหงิดอะไร

“ไม่นึกเลยว่าจุนจะแรพเก่งขนาดนี้อะ แรพสนุกมากกก แล้วยังได้ตั้งที่สามแหนะ เท่มากเลย” เจ้าตัวพูดมากชมจุนไม่หยุดปาก หลังจากที่คนที่เพิ่งลงจากเวทีและชุนยะเดินออกมาเจอพวกเขาที่หน้าไลฟ์เฮาส์

“ฉันขึ้นเวทีมาหลายรอบแล้วน่ะ จริง ๆ รอบนี้หวังจะได้ที่หนึ่งด้วยซ้ำ อุตส่าห์เตรียมตัวมาอย่างดีแท้ ๆ เลย”

“เท่านี้ก็เก่งแล้วน่า เดี๋ยวรอบหน้าก็จะได้อันดับสูงกว่านี้อีกไง แรพฟาด ๆ เอาที่หนึ่งไปครองเลย”

โคสุเกะกับชุนยะมองหน้าเพื่อนที่ดูจะผิดหวังแต่ก็เศร้าไม่ลง แล้วได้แต่แอบหัวเราะเงียบ ๆ ตอนแรกที่เดินออกมาน่ะดูซึมลงอย่างเห็นได้ชัดเลย แต่พอเจอรุกิชมหนักขนาดนี้ คงกลายเป็นเขินแทนซะมากกว่า หูเหอนี่แดงจนน่าขัน

“พอแล้วน่า ชมอะไรกันเยอะแยะเล่า” คนโดนชมชักเริ่มเขินจนทนไม่ไหว ออกปากขัดเพื่อน

“เออ พอเถอะคุณชาย จุนมันจะลอยแล้ว เอาเชือกไหมมึง เดี๋ยวกูผูกไว้กะต้นไม้แถวนี้ให้”

“มึงหุบปากไปเลย ชุนยะ” แล้วทั้งสองคนก็เริ่มตีกัน โดยมีเขากับรุกิยืนดูขำ ๆ ก่อนที่คนตัวบางจะหันมาพูดกับเขาทั้งรอยยิ้ม

“อยู่กับพวกนายสามคนแล้วมีเรื่องให้หัวเราะได้ตลอดเลย”

“แล้วไม่ดีเหรอ” เขาแกล้งเลิกคิ้วถาม ทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้วจากรอยยิ้มและแววตาของเพื่อนสมัยเด็ก ซึ่งสิ่งที่อีกฝ่ายพูดก็ไม่ผิดไปจากที่เขาคิดสักเท่าไหร่

“ดีสิ สนุกดี”

“แล้ววันนี้เป็นไงบ้าง” ชุนยะที่เลิกตีกับจุนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้หันมาถามรุกิ โดยมีไอ้คนที่ตัวเกือบลอยเมื่อครู่ ยืนมองอย่างคาดหวังเล็ก ๆ

“ดีมาก ๆ เลยล่ะ ขอบคุณที่ชวนฉันมาด้วยนะ คราวหน้าถ้าจะมาอีกฉันขอมาด้วยได้ไหม”

“ได้อยู่แล้ว… แล้วนี่จะไปไหนกันต่อปะ ฉันต้องกลับไปช่วยงานที่บ้านว่ะ”

“ฉันเองก็ว่าจะกลับแล้วเหมือนกัน ตะกี้บนเวทีใส่แรงเกินไปนิดนึง เหนื่อยแล้ว”

เขาพยักหน้ารับ และโบกมือลาให้เพื่อนอีกสองคนที่แยกออกไปก่อน เหลือแค่พวกเขาอีกสองคนที่มาด้วยกัน และคงต้องกลับด้วยกันเหมือนเดิม

“เย็นนี้ยาสุไม่ได้ติดธุระอะไรใช่ไหม” จู่ ๆ คนที่ก้มหน้าจิ้มโทรศัพท์มือถือก็เงยหน้าขึ้นมาถามเขา

“ก็ไม่มีนะ มีอะไรรึเปล่า หรืออยากไปไหนต่อ”

“ไปเดินเล่นด้วยกันหน่อยได้ไหม พ่อกับแม่บอกว่าจะกลับบ้านช้า เลยยังไม่อยากกลับ”

“เอาสิ”

เพราะไม่รู้จะไปที่ไหน พวกเขาเลยไปจบที่การเดินซื้อของกินไปนั่งเล่นริมแม่น้ำ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่หน้าไลฟ์เฮาส์ถึงม้านั่งริมแม่น้ำ รุกิแทบไม่หยุดพูด คุณชายคนเก่งเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้เขาฟังไปเรื่อย ตั้งแต่เรื่องที่โรงเรียนของเจ้าตัว ยันเรื่องน้องหมาที่เจอข้างทางตอนออกจากบ้านวันนี้

“นายนี่นะ พูดไม่หยุดเลย” เขาว่าขำ ๆ แต่ก็ทำให้คนที่จ้อได้ตลอดหันกลับมามองอย่างเคือง ๆ

“แค่นี้เอง ฟังไม่ได้หรือไงเล่า”

“ได้ครับได้ เอ้า พูดต่อสิ”

“ไม่พูดแล้ว”

ถึงปากจะบอกแบบนั้น แต่ในอีกไม่กี่นาทีถัดมา คนช่างพูดก็สรรหาเรื่องอื่นมาพูดต่อ ท่าทางจะลืมไปแล้วว่าเมื่อครู่โดนเขาแหย่ ซึ่งไอ้นิสัยงอนคนไม่ได้นานนี่ก็แทบไม่ต่างจากตอนเป็นเด็กเลย เวลางอนก็ชอบมองเคือง ๆ เหมือนลูกแมวที่ไม่ได้ดูน่ากลัวสักนิด แต่ก่อนเขาชอบแหย่อีกฝ่ายก็เพราะแบบนี้แหละ เขาว่ามันก็น่ารักดี

และเพราะแบบนั้น เวลาเจ้าตัวโดนจุนกับชุนยะแกล้งแหย่เขาเลยไม่ค่อยพอใจ ส่วนไอ้สองคนนั้น พอรู้ว่าเขาไม่ค่อยชอบก็ยิ่งแกล้งรุกิให้กลายร่างเป็นลูกแมวตะแง้ว ๆ บ่อยขึ้น เขาที่ทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน มองคาดโทษเพื่อนที่ไม่ได้สำนึกแต่อย่างใด

“จะว่าไป ดีจังนะที่ได้กลับมาคุยกับนายอย่างนี้อีก”

โคสุเกะหันกลับไปมองคนที่นั่งข้างตัว ขณะที่คนพูดก็หันกลับมาส่งยิ้มกว้างที่ลามไปถึงนัยน์ตาให้ ทำใจเขาสั่นเป็นรอบที่สองของวัน

“ฉันน่ะ คิดถึงยาสุมากเลยนะ อยากเจอมาตลอดเลย”

“ทำอย่างกับทั้งชีวิตนายมีเพื่อนแค่ฉันอย่างนั้นแหละ”

“ก็มีเยอะอยู่หรอก แต่มันไม่เหมือนกับนายนี่นา กับนาย ฉันจะทำตัวงี่เง่า จะพูดมากยังไงก็ได้นี่นา”

คนฟังอดยิ้มออกมาไม่ได้ ยอมรับแต่โดยดีว่าคำพูดของอีกฝ่ายทำให้เขาดีใจขนาดไหน แถมยังรู้สึกเขินหน่อย ๆ ด้วย จึงเปลี่ยนไปแกล้งแซวอีกคนแก้เขินแทน

“ก็รู้ตัวนี่นาว่าตัวเองพูดมาก”

“นี่ฉันจริงจังอยู่นะ” เขาหัวเราะลั่น เมื่ออีกคนทำหน้ามุ่ยใส่

“ขอโทษ ๆ”

“ยาสุนี่จริง ๆ เลย แกล้งกันอยู่ได้” ร่างแมวน้อยของคุณชายโผล่มาอีกแล้ว และคราวนี้คงไม่ได้หายได้ง่าย ๆ เขาเลยตัดสินใจง้อสักเล็กน้อย

“โอเค ๆ ไม่แกล้งแล้ว ฉันเองก็ดีใจเหมือนกันที่ได้กลับมาคุยกับนายอีก” ถึงตอนนี้ เขายอมรับได้เต็มปากเต็มคำแล้วว่าตัวเองก็ดีใจมากเหมือนกันที่ได้กลับมาสนิทกับอีกคน ได้เห็นรอยยิ้มหวาน ๆ ได้ยินเสียงเรียกชื่อเขาอีกครั้ง

“จากนี้ไปก็อยู่ด้วยกันไปตลอดเลยนะ อย่าหายไปไหนอีกล่ะ”

และที่สำคัญกว่านั้น ความรู้สึกของเขาในตอนนี้มันอาจจะล้ำเกินความเป็นเพื่อนไปแล้วก็ได้

 

จากนี้ไปถ้ารุกิขอให้เขาไปไหนต่อไหนด้วย เขาจะต้องรู้ให้แน่ชัดก่อนว่าที่หมายของเจ้าตัวแสบคือที่ไหน จะไม่ตอบตกลงโดยไม่คิดอะไรแบบนี้อีกแล้ว

เมื่อวันก่อน รุกิส่งข้อความมาถามเขาว่าเย็นวันนี้เขาว่างหรือเปล่า มีที่ที่อยากให้ไปเป็นเพื่อนอยู่ ไอ้เขาก็คิดน้อยเกินไป ไม่ได้ถามอะไรใด ๆ ก็ตอบโอเคไปก่อน หลังจากเจอกันที่สถานีรถไฟตอนบ่ายสี่ เจ้าตัวก็เฉลยสถานที่ที่อยากไป เขาที่กลับคำไม่ได้แล้ว เลยต้องมาตกที่นั่งลำบาก ทำตัวไม่ถูกอยู่แบบนี้

“โคสุเกะคุงทานเยอะ ๆ นะ น้าจำได้ว่านี่ของโปรดเราเลยนี่นา”

“ขอบคุณมากครับ”

ที่ที่เพื่อนสมัยเด็กของเขาขอให้เขามาด้วยกันไม่ใช่ที่ไหนที่เขาไม่รู้จัก แต่เป็นบ้านของอีกฝ่ายที่มีแม่ของรุกิทำกับข้าวไว้รอเต็มโต๊ะ สุดท้ายเขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากโทรหาแม่ตัวเองว่าจะกินข้าวมาจากข้างนอก และอยู่ทานข้าวเย็นกับที่บ้านของเจ้าตัวดีที่หลอกเขามา

“ไม่ได้เจอตั้งนาน โคสุเกะคุงหล่อขึ้นเยอะเลย สาว ๆ ติดตรึมเลยสิท่า” คุณน้าที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กและเป็นแม่ของรุกิกระเซ้าเขากลั้วหัวเราะ แต่กลับกัน เขาน่ะเกร็งจนไม่รู้จะเกร็งยังไงดีแล้ว

“แล้วนานะซังเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม” คราวนี้เป็นพ่อของรุกิบ้างที่เอ่ยทักขึ้น แม้เขาจะเห็นเต็มตาแล้วว่านัยน์ตาอีกฝ่ายฉายแววอ่อนโยนส่งมาให้ บวกกับรู้ดีว่าชายตรงหน้าใจดีผิดหน้าตาขนาดไหน แต่ท่าทางที่ค่อนข้างนิ่งขรึมก็ทำให้โคสุเกะยิ่งเกร็งมากขึ้นไปอีก

“แม่สบายดีครับ ไม่เจ็บป่วยอะไร”

“ดีแล้วล่ะ ได้ยินจากรุกิว่าเราทำงานพาร์ทไทม์ด้วย ทำอะไรบ้าง งานโอเคดีไหม”

“ก็มีทำงานที่ร้านสะดวกซื้อวันจันทร์ถึงพฤหัสตอนเย็น แล้วก็มีที่สวนสนุกเย็นวันเสาร์ครับ ส่วนงานก็ดีครับ ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง” แต่ไหนแต่ไรมาเขากลัวพ่อของรุกิมาตลอด เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายเข้มงวดมาก แล้ววันนี้อยู่ ๆ เขาก็โผล่มาเสียอย่างนั้น แม้รุกิจะยืนยันว่าทั้งพ่อและแม่ของตนอยากให้เขามาทานข้าวเย็นด้วย แต่โคสุเกะก็ยังคงทำใจให้สบายไม่ได้อยู่ดี

ยิ่งเขาในตอนนี้มันอยู่คนละชนชั้นกับครอบครัวของอีกฝ่ายแล้วด้วย

“ตั้งแต่คาซึมะเสียไป คงลำบากกันไม่น้อยเลยนะ” เมื่อได้ยินชื่อของพ่อออกจากปากของชายวัยกลางคนตรงหน้า ใจเขาก็กระตุกไปวูบหนึ่ง ภาพความทรงจำที่มีพ่อเป็นองค์ประกอบหลักหลายฉากหลายตอนหวนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

เขากลืนก้อนแข็ง ๆ ในลำคอลงไป ก่อนจะฝืนยิ้มให้คนที่เป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนของพ่อ และก็คงจะเสียใจกับการจากไปนี้ไม่แพ้เขากับแม่ แล้วเอ่ยตอบ

“ไม่หรอกครับ แค่นี้เอง”

“ถ้ามีอะไรให้ช่วย ก็บอกพวกน้าได้ตลอดนะจ๊ะ พวกเรายินดีช่วย” คราวนี้เป็นแม่ของรุกิที่พูดขึ้น

“ขอบคุณครับ คุณน้า”

“คราวหน้า ถ้านานะซังว่าง ชวนมาทานข้าวที่บ้านด้วยกันสักรอบนะ โคสุเกะ” คราวนี้ อีกฝ่ายพูดทั้งรอยยิ้ม ทำให้เขาหายเกร็งไปโข และสามารถยิ้มออกมาได้อย่างสบายใจมากขึ้น

“ครับ คุณอา”

หลังกินข้าวเสร็จ โคสุเกะที่ถูกคะยั้นคะยอให้กินขนมหวานฝีมือคุณน้าจบ ก็โดนรุกิลากมาเดินเล่นต่อ พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว และเป็นสัญญาณว่าเขาก็ควรกลับบ้านได้แล้วเช่นกัน

พวกเขามาหยุดอยู่ที่สนามเด็กเล่นในสวนสาธารณะที่พวกเขามาเล่นกันประจำสมัยเป็นเด็ก ๆ เขายิ้มบาง เมื่อเห็นว่าเครื่องเล่นต่าง ๆ ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่มีผิด

“ไม่ได้มาที่นี่กับยาสุตั้งนานแล้วเนอะ”

“จะมาได้ไง ฉันย้ายออกไปแล้วนี่”

“นั่นสิ”

ความเงียบครอบงำระหว่างพวกเขา แต่สำหรับโคสุเกะแล้ว เขาไม่ได้คิดว่ามันชวนอึดอัดแต่อย่างใด แค่มองหน้าคุณชายตัวแสบ เขาก็รู้แล้วว่าอีกคนคงมีเรื่องอยากจะพูดด้วย ซึ่งเขาจะไม่ไปเร่งอะไรทั้งสิ้น ให้เวลาอีกฝ่ายเรียบเรียงคำพูดให้เต็มที่

“ขอโทษนะ ที่วันนี้พามาที่บ้านโดยไม่ได้บอกก่อน”

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันก็ถือว่าได้มาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ที่เคยช่วยเหลือกันมาก่อนด้วย”

“ถึงงั้นก็เถอะ รู้แหละว่าไม่ค่อยดีน่ะ”

ถึงตอนแรกจะนึกเคืองยังไง พอมาเจอท่าทางหงอย ๆ ของรุกิ เขาก็โกรธไม่ลงทุกที เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว สุดท้ายก็เป็นเขานี่แหละที่คอยตามใจคนตรงหน้ามาตลอด

“งั้นสัญญากันว่าวันหลังเวลามีอะไรจะพูดจะบอกกันตรง ๆ โอเคไหม”

“อื้อ สัญญา”

คนที่ยังหงอยอยู่เมื่อครู่ยิ้มออกแล้ว และทำให้เขายิ้มตามอย่างช่วยไม่ได้ ถึงจะอยากปฏิเสธแค่ไหน เขาก็หนีความจริงที่ว่ารอยยิ้มของรุกิทำให้เขายิ้มตามได้เสมอมาไม่ได้

“ฉันดีใจจริง ๆ นะ ที่ได้กลับมาเจอยาสุอีกน่ะ”

“รู้แล้ว ย้ำทำไมบ่อยนัก” เขาว่าตลก ๆ รุกิน่ะพูดถึงเรื่องนี้บ่อยเสียจนเขาเลิกเขินไปนานแล้ว

“จริง ๆ นะ ตอนแรกนายดูไม่อยากคุยกับฉันมาก ๆ เลย ทำเอาฉันใจฝ่อตั้งหลายรอบ ต้องทำใจตั้งนานกว่าจะเข้าไปคุยด้วยได้น่ะ” พอถูกพูดจี้ใจดำเข้าแสกหน้าแบบนั้น เขาก็ได้แต่อ้อมแอ้มแก้ตัวไปตามเรื่อง ใครจะไปนึกว่าไอ้คุณชายพูดมากนี่จะจับสังเกตเขาได้ขนาดนั้นกันล่ะ ทั้งที่เขาก็คิดว่าตัวเองใส่หน้ากากดีแล้วแท้ ๆ

“ก็ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ใครจะไปกล้าเล่นด้วยแบบเมื่อก่อนล่ะ แล้วฉันตอนนี้ก็เป็นแค่นักเรียนธรรมดา แต่นายน่ะลูกคุณหนูชัด ๆ” แต่พูดไป เขาเองก็รู้สึกผิดอยู่เหมือนกันที่หักน้ำใจคนตรงหน้า “แต่ก็ขอโทษนะ ทำให้เหนื่อยไว้เยอะเลยใช่ไหม”

“อือ ตอนนั้นเหนื่อยสุด ๆ ไปเลย” ว่าจบ คนตัวบางกว่าก็โผเข้ากอดเขาเต็มแรง ส่วนเขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากอ้าแขนรับและยืนให้มั่น ไม่ให้ตัวเองกับคนในอ้อมแขนร่วงลงไปกองอยู่กับพื้น

“แปดปีที่ผ่านมา คิดถึงฉันบ้างหรือเปล่า ยาสุ”

“คิดสิ คิดถึงตลอดนั่นแหละ”

แม้ไม่อยากยอมรับ แต่ความเป็นจริงคือตั้งแต่ห่างหายกันไป หลาย ๆ ครั้ง โคสุเกะก็มักจะหวนคิดถึงเด็กน้อยที่โตมาด้วยกัน คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไรบ้าง กินอิ่มนอนหลับดีไหม จะดื้อจะซนจนล้มป่วยไปอีกรึเปล่า แต่ เขาไม่เคยนึกฝันสักนิดว่าเขาจะมีโอกาสได้กลับมาเจอรุกิแบบนี้อีก

“ดีจัง ฉันคิดว่าตัวเองคิดถึงนายอยู่คนเดียวซะอีก”

“ใครจะไปลืมไอ้ดื้ออย่างนายลงกันล่ะ แต่จริง ๆ ก็ไม่อยากจำนะ ดื้อ ซน พูดไม่ค่อยฟัง ไม่เห็นจะน่าคิดถึงตรงไหนเลย”

“ว่าฉันอีกแล้ว”

“ก็มันน่าว่าไหมล่ะ”

“ขี้บ่น”

“ก็เพราะนายมันดื้อไง”

พวกเขาผละออกมาจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใครอยู่พักใหญ่ ก่อนที่สุดท้ายจะพากันหลุดหัวเราะออกมาทั้งคู่

หลัง ๆ นี้ เขาใจเต้นแรงอยู่บ่อยครั้งเวลามองใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มนี่ เขารู้มาตลอดตั้งแต่เด็กว่าอีกคนโตมาต้องหน้าตาดีมาก และเขาคิดไม่ผิด เพราะคนตรงหน้าหล่อสมฉายาคุณชายที่ชุนยะเรียก ยิ่งไปกว่านั้น ในบางคราวก็มองว่าสวยได้ด้วยเหมือนกัน

และพอประกอบกับความรู้สึกที่มันเพิ่มมากขึ้นทุกวัน คนตรงหน้าก็แทบจะเหมือนเทวดาที่เขาไม่เคยกล้าจะเอื้อมมือไปไขว่คว้า

“นี่ ยาสุ”

ขณะที่เขาเผลอจมอยู่กับความคิดของตัวเอง คนตรงหน้าเขาก็ส่งเสียงเรียกออกมาเสียก่อน เขาเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นอีกคนเม้มปากแน่น และสมองก็เหมือนเลิกทำงานเมื่อได้ยินประโยคต่อมา

“ชอบนะ”

เมื่อตั้งสติได้ เขาก็ถามย้ำอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “นายว่าอะไรนะ”

“ฉันชอบนาย” รุกิเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ แม้ว่าใบหน้าหล่อติดหวานจะเห่อแดงอย่างเห็นได้ชัดว่าอีกคนกำลังเขินมากขนาดไหน

“ล้อเล่นหรือเปล่าน่ะ”

“เปล่าสักหน่อย ฉันพูดจริง ๆ นะ”

“แต่ว่า.. ฉันเนี่ยนะ”

“อื้อ นายนั่นแหละ”

เขาทำได้แค่อ้าปากก่อนจะปิดลงด้วยความช็อค ในหัวคิดไปถึงเหตุผลร้อยแปดพันเก้าที่มักบอกกับตัวเองว่าเขากับรุกิไม่เหมาะสมกัน และพอเรียบเรียงคำพูดได้ อีกฝ่ายก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ไม่ต้องคิดหาเหตุผลอื่นมาปฏิเสธฉันนะ เอาแค่ความรู้สึกของนายคนเดียวก็พอแล้ว แค่นายบอกมาว่าไม่ได้ชอบฉัน ฉันก็จะเลิกพูดถึงเรื่องนี้อีก”

รุกิก็ยังคงเป็นรุกิที่รู้จักเขาดีที่สุดเสมอ เจ้าตัวคงมองออกว่าเขาคิดจะพูดอะไรต่อเลยดักทางไว้ก่อน แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็คิดว่าเขาควรเตือนสติคนดื้อตรงหน้าอยู่ดี

“แล้วนายคิดว่ามันดีแล้วจริง ๆ เหรอที่มาชอบฉันน่ะ ไม่นับเรื่องที่ว่าเราเป็นผู้ชายเหมือนกันนะ แต่ทั้งฐานะทางบ้าน การศึกษามันต่างกันขนาดไหนนายก็รู้ นายยังมีอนาคตที่ดีอยู่นะ จะเรียนต่อต่างประเทศยังได้เลย ส่วนฉันน่ะจบม.ปลายก็คงไม่พ้นหางานทำ เอาจริง พวกเราน่ะเหมือนอยู่กันคนละโลกเลยด้วยซ้ำ”

“ก็แล้วไงล่ะ ฉันไม่เห็นว่ามันจะเป็นปัญหาตรงไหนสักนิด ฉันไม่ได้จะให้นายทำตัวเป็นแมงดาเกาะฉันกินนี่” อีกฝ่ายถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทั้งที่ความจริงแล้ว คนที่ควรต้องถอนหายใจน่ะ น่าจะเป็นเขามากกว่า “ฉันบอกแล้ว แค่นายบอกว่าไม่ชอบฉันคำเดียว เรื่องนี้ก็ปัดตกไป ตอนนี้ฉันแค่อยากรู้ความรู้สึกจริง ๆ ของนายมากกว่า”

สิ่งที่เขาควรทำตอนนี้คือปฏิเสธคำสารภาพนั้นไป แต่ในความเป็นจริง มันก็ทำได้ยากมากเหลือเกิน ถ้ารุกิสารภาพกับเขาก่อนหน้านี้ ตอนที่เขายังไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเอง เขาคงบอกปัดมันได้ง่าย ๆ ไปแล้ว

“นิ่งไปแบบนี้ ฉันจะถือว่านายชอบฉันเหมือนกันนะ”

“เดี๋ยวสิ พูดเองเออเองชัด ๆ”

ร่างบางตรงหน้าเลิกคิ้วใส่เขา สวนกลับมาอีกดอกซึ่งแทงใจดำเขาเสียเหลือเกิน “ก็นายเงียบแบบนี้ แสดงว่านายชอบฉัน ปฏิเสธฉันไม่ลง แต่ก็ไม่อยากตอบรับเพราะเหตุผลไร้สาระพวกนั้นใช่ไหมล่ะ”

โคสุเกะเหลือบตามองรอยยิ้มที่ดูอ่อนอกอ่อนใจนั่น และนึกโทษตัวเองที่ดันซื่อตรงกับความรู้สึกของตนมากเกินไป ไอ้ตัวดีนี่ก็เหมือนกัน จะรู้ดีเกินไปแล้ว ชาติก่อนเกิดเป็นโปรโตซัวในลำไส้เขาหรือไง ถึงได้มองขาดขนาดนี้

“เถียงไม่ออกล่ะสิ”

เขาถอนหายใจ ผ่านไปกี่ปี ๆ เขาก็ไม่เคยเอาชนะคนตรงหน้าได้เลยสักครั้ง สุดท้ายก็เลยทำได้แค่ยิ้มบาง ส่ายหัวไปมาอย่างปลง ๆ

“ยอมแล้วก็ได้ครับ คุณหนู”

“ดีมาก ไหน บอกว่าชอบฉันให้ฟังหน่อยสิ”

ถึงจะบ่นอุบอิบว่ามีคนได้ทีขี่แพะไล่เขา แต่เด็กหนุ่มมาดนักเลงก็ยังคงตามใจคนตรงหน้าเหมือนอย่างเคยอยู่ดี

เขาพยายามทำใจให้นิ่ง แม้จะรู้สึกได้ว่าหน้าตัวเองเริ่มร้อน ๆ เพราะดวงตาคู่สวยที่จ้องมาอย่างคาดหวัง โคสุเกะทนสบตาไม่ไหว สุดท้ายก็เบือนไปมองชิงช้าข้างหลังรุกิที่พวกเขาเคยมาเล่นด้วยกันตอนเด็ก ๆ แทน

เหมือนภาพเก่า ๆ ถูกฉายขึ้นตรงหน้า เขามองเห็นตัวเองตอนสิบขวบกำลังไกวชิงช้าให้คนตรงหน้าที่อายุเท่ากันซึ่งกำลังร้องให้เขาไกวแรง ๆ และนั่นก็ทำให้เขามีความกล้ามากพอจะมองตอบนัยน์ตาใสแจ๋วนั้นได้

“ฉันชอบนาย”

บางที เขาอาจจะชอบรุกิมาตั้งแต่แปดปีก่อนแล้วก็ได้

 

Posted in Fanfiction

[AU One Shot – GOT7] ลั่นทม

Title : ลั่นทม

Pairings : BNior [GOT7]

Rate : PG-15 (ให้เรทเพราะคำหยาบทั้งหลายแหล่เลยค่ะ…)

Note : คาแรกเตอร์ดูจะหลุดกระจุยกระจายไปเล็กน้อยค่ะ ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ( ^ ^;)

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หรือ boy’s love ใครที่ไม่รู้จัก ไม่ชอบ หรือใด ๆ ก็ตามแต่รบกวนช่วยเปลี่ยนไปหน้าอื่นนะคะ และอีกประการหนึ่งวันช็อตเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดตามจินตนาการคนแต่ง บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริงแต่ไม่ได้เป็นไปตามในเรื่องค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++++++++

จอมย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้า กดกล้องถ่ายรูปในมือเพื่อบันทึกภาพดอกไม้สีขาวที่นอนอยู่บนพื้นหญ้าสีเขียว กลิ่นหอมเย็น ๆ โชยแตะจมูกชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย เขาเลยตัดสินใจนั่งลงรับลมเย็น ๆ และกลิ่นหอมของดอกลั่นทมที่สะพรั่งอยู่เต็มต้น

ชายหนุ่มไม่ได้มาบ้านสวนของย่าเกือบสามปีแล้ว บรรยากาศโดยรอบยังคงเหมือนเดิม บ้านไม้สักทรงปั้นหยาหลังใหญ่ที่ปู่เป็นคนลงแรงสร้างตั้งอยู่กลางสวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิด แต่ที่เด่นที่สุดคือต้นลั่นทมที่ตอนนี้ผลิดอกสีขาวนวลส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ ย่าเล่าให้เขาฟังตั้งแต่เด็กว่าต้นลั่นทมต้นนี้เป็นต้นไม้ที่มีอยู่ก่อนแล้วตอนที่ปู่ซื้อที่ปลูกบ้าน แล้วทั้งสองคนก็ตกลงกันว่าจะไม่ตัดต้นลั่นทมต้นนี้ทิ้ง

“พอเข้าหน้าหนาวอย่างนี้แล้วกลิ่นมันหอม ดอกสวยด้วย ย่าชอบ ปู่ก็เลยเก็บไว้ให้ย่าดู นี่ก็เหมือนอยู่เป็นเพื่อนกันมาตลอด”

จอมเองก็ชอบต้นลั่นทมต้นนี้มากเหมือนกัน ตอนเด็ก ๆ เขามานั่งเล่นนอนเล่นใต้ร่มเงาของต้นไม้ต้นนี้เสมอ และได้แต่นึกขอบคุณที่ปู่ตามใจย่า ไม่เชื่อคำคนที่เล่ากันว่าการมีต้นลั่นทมอยู่ในบ้านเป็นเรื่องอัปมงคล

“มานั่งตากลมอะไรตรงนี้ เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก” เสียงคุ้นเคยดังจากข้างหลังทำให้เขาหันไปมอง กันต์ ชายหนุ่มร่างผอมสูงเดินตรงมานั่งลงข้างเขา อีกฝ่ายเป็นลูกของอาของเขา ถึงจะอายุน้อยกว่าเขาตั้งห้าปี แต่เพราะถูกเลี้ยงด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก พวกเขาจึงสนิทกันมากเหมือนกับคลานตามกันมา รวมซันพี่แท้ ๆ ของกันต์ไปอีกคนด้วย

“ไม่มีอะไรหรอก แค่ขี้เกียจเข้าไปโดนซักฟอกน่ะ” เขาว่า เหล่มองน้อง “หนีออกมาเพราะงี้เหมือนกันล่ะสิท่า”

“เออดิพี่ อยู่ตรงนั้นป้าใหญ่ก็ถามอยู่นั่นล่ะว่าจะเรียนจบแล้วหางานทำได้ยัง ได้เกียรตินิยมไหม มีแฟนหรือยัง พี่ซันไปซื้อของสดกับพ่อ พี่ก็หนีหาย ผมอยู่ต่อก็โดนถามไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ หนีมาด้วยเลยดีกว่า”

เขาหัวเราะ ป้าใหญ่ที่น้องเขาบ่นถึงเป็นลูกคนโตของย่า ได้สามีเป็นชาวอเมริกาเลยย้ายไปตั้งรกรากที่โน่นถาวร นาน ๆ จะกลับมาสักครั้งหนึ่ง โดยปกติก็นับว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ดี แต่พอเจอหน้ากันทีก็ถามแต่เรื่องชีวิตพวกเขาเพื่อหาโอกาสโอ้อวดลูกตัวเองที่พวกเขาเคยเจอหน้าแค่สองหน แค่เท่านี้พวกเขาก็ไม่ค่อยอยากคุยกับป้าใหญ่เท่าไหร่แล้ว ไหนจะยังชอบค่อนขอดด้วยอีก หลาน ๆ อย่างพวกเขาเลยหนีหน้าคนเป็นป้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“มึงมันร้าย”

“ได้มาจากพวกพี่อะแหละ” พวกเขาส่งยิ้มให้กันทีหนึ่ง ก่อนที่จอมจะว่าต่อ

“แน่ใจเหรอว่าได้มาจากพวกกู ไม่ได้มาจากสันดานมึงเอง”

“ผมว่าตอนเด็ก ๆ ผมออกจะน่ารักนะ โตมาเป็นแบบนี้จะเป็นเพราะใคร ถ้าไม่ใช่เพราะคนเลี้ยงอย่างพี่กับพี่ซัน”

“โทษพวกกูอีก ไอ้น้องเวร”

“ผมแค่พูดความจริง จะเวรไม่เวรก็ต้องถามตัวเองแล้วล่ะพี่ ว่าเลี้ยงผมมายังไง”

“กูจะบอกให้ไอ้ซันใส่สลอดลงชามข้าวมึง”

“เอาเลยพี่ ถ้าไม่คิดว่าผมจะเอาคืนอะ”

จอมกำลังอ้าปากจะสวนต่อ สายตาก็ดันเหลือบไปเห็นชายหนุ่มอีกคนเดินออกมาจากตัวบ้านเสียก่อน อีกฝ่ายปั้นหน้าถมึงทึงใส่พวกเขา ทำเอาเขางับปากลง

“ป้าใหญ่มาถึงแล้วก็ไม่ไลน์บอกกูก่อน พวกมึงแม่ง”

คนที่นั่งอยู่ก่อนมองหน้ากันแล้วหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างไม่เกรงใจ ปล่อยให้ซันมองหน้าพี่น้องตัวเองด้วยสายตาแค้นเคือง

“โห พี่ แค่ป้าใหญ่เอง จิ๊บ ๆ น่า เนอะ พี่จอมเนอะ”

“เออ มึงก็ทำหูทวนลมเออออไปเดี๋ยวก็จบ”

“อย่างกับพวกมึงไม่รำคาญ ไม่หนีออกมาเลยเนอะ” ชายผิวเข้มบ่นเป็นหมีกินผึ้ง ทิ้งตัวลงนอนแผ่บนพื้นหญ้าอย่างไม่กลัวว่าแจ็คเก็ตเนื้อดีของตนจะเลอะดิน ทั้งยังหาวหวอด ๆ อย่างหมดมาดนายแบบชื่อดัง

“ง่วงก็ไปนอน บอกแล้วว่าให้กูไปซื้อของกะอาสามเอง มึงก็ไม่เชื่อ” ชายหนุ่มบ่น เอาเท้าเขี่ยขาคนที่นอนแผ่อยู่ให้ขยับ ขืนปล่อยให้นอนตรงนี้ เชื่อเถอะว่าไอ้คนที่โหมงานจนพักผ่อนไม่ค่อยพอนี่ได้ไข้จับไปอีกสามวันเจ็ดวันแน่

“ให้เชื่ออะไรล่ะ มึงเองก็สภาพไม่ได้ดีไปกว่ากูเลยเถอะ ส่องกระจกบ้างมั้ยมึง กูงี้นึกว่าตัวเองมีพี่เป็นแพนด้า”

จอมขมวดคิ้ว ก่อนมานี่เขาปั่นงานจนดึกมาหลายวันก็จริง แต่เขาว่าตัวเองก็ไม่ได้โทรมขนาดนั้นนะ ทว่ายังไม่ทันจะเอ่ยปากเถียง คนเด็กสุดก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ผมว่าพอกันทั้งคู่อะ ไปนอนไป๊ ใกล้มื้อเย็นเดี๋ยวผมไปปลุก เค๊”

 

จอมตื่นนอนตอนบ่ายสามกว่าเกือบบ่ายสี่ เมื่อกันต์เดินเข้ามาเขย่าตัวเขา น้องชายตัวแสบไล่ให้เขาไปล้างหน้า ดูแลสภาพเสื้อผ้าให้เข้าที่ ส่วนเจ้าตัวนั่งแปะลงบนเตียง จัดการเก็บพับผ้าห่มที่เขาใช้ให้เรียบร้อย พลางบ่นเขาเสียงดังเข้าไปถึงในห้องน้ำ

“นอนไม่ปิดหน้าต่าง เจริญเถอะพี่ ไข้แดกนะเว้ย”

จอมขมวดคิ้วมุ่น ละมือออกจากผ้าเช็ดหน้า พาดผ้าไว้กับราวพลางตอบโต้ “กูไม่ได้เปิด”

“ไม่ได้เปิดแล้วนี่คืออะไรวะ ดูดิ ลมพัดดอกลั่นทมปลิวเข้ามาถึงในนี้”

คนเป็นพี่เดินออกมาจากห้องน้ำ มองตามนิ้วน้องไปยังหน้าต่างข้างเตียงซึ่งถูกเปิดอ้าซ่าไว้อย่างที่เขาได้แต่งง เพราะตอนเข้ามาเขาจำได้ว่าเขาปิดมันไว้แล้ว

“กูปิดไปแล้วนะ สงสัยลงกลอนไม่ดี ลมมันแรงเลยตีถูกกลอนเปิดมั้ง” เขาว่า ก่อนจะก้มลงมองดอกลั่นทมสีขาวที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียงหน้าช่องหน้าต่าง เขาหยิบมันขึ้นมาดม นึกทบทวนบางสิ่งบางอย่างในใจ

ตอนที่เขาหลับอยู่ ชั่วขณะหนึ่งที่เขารู้สึกเหมือนตัวเองจะตื่นมิตื่นแหล่ มันก้ำกึ่งจนเหมือนความฝัน เขาได้กลิ่นดอกลั่นทมหอม ๆ กับสัมผัสนุ่ม ๆ ที่ใบหน้า เห็นทีว่าลมคงหอบทั้งกลิ่นทั้งดอกเข้ามา เขาเลยเผลอซุกตัวเข้ากับผ้าห่มมากกว่าปกติเสียล่ะมั้ง

“เสร็จยังพี่ จะได้ไปช่วยแม่ ๆ ทำกับข้าว”

“เออ ๆ ไปละ”

จอมเดินตามน้องชายออกจากห้อง โดยไม่ลืมปิดประตู และไม่ทันเห็นร่างของใครคนหนึ่งที่นั่งมองทั้งรอยยิ้มอยู่บนกรอบหน้าต่างบานดังกล่าว

 

หลังอาหารเย็นจบลงและพูดคุยกับย่าจนหายคิดถึงแล้ว หลานชายทั้งสามของบ้านก็พากันไปตั้งตี้เล่นเกมกันต่อที่ห้องของกันต์ กว่าจะแยกย้ายกันไปอาบน้ำนอนก็ปาไปตีหนึ่ง และกว่าจอมจะได้เอนหลังลงกับฟูกอีกครั้งก็เมื่อเข็มสั้นของนาฬิกาไปหยุดอยู่ที่เลขสอง

เขายังไม่ง่วง น่าจะเพราะตอนเย็นหลับไปนานอยู่ จึงได้แต่นอนไถโทรศัพท์โง่ ๆ พอเบื่อก็หันไปคว้าดอกลั่นทมที่ข้างเตียงขึ้นมาพลิกไปมาแทน

ปกติแล้วดอกลั่นทมเวลาหลุดออกมาจากต้นมักจะเหี่ยวเฉาเร็วมาก แต่ดอกลั่นทมในมือของจอมกลับยังมีสภาพเหมือนตอนอยู่บนต้นไม่มีผิด ริมกลีบดอกไม่มีรอยสีน้ำตาลเลยสักนิด

“หรือเพราะอากาศเย็นนะ” เขาบ่นพึมพำ อาหารต่าง ๆ มักจะบูดเสียช้าเวลาอากาศเย็น บางทีดอกลั่นทมเองก็คงจะเป็นเหมือนกัน

เขาจ้องมองดอกไม้สีขาวที่ถูกแสงโคมไฟย้อมจนเป็นกลายเป็นสีส้ม อะไรสักอย่างดลใจให้จอมทาบริมฝีปากกับดอกไม้ดอกนั้น แล้วกระซิบคำว่าราตรีสวัสดิ์ วางมันลงบนหมอน ก่อนจะปิดโคมไฟข้างเตียงแล้วหลับตาลง ไม่นาน เขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราไป

ในความมืดมิด ชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นข้างเตียง มือเอื้อมไปหยิบดอกลั่นทมที่ถูกวางไว้ขึ้นมา กลิ่นหอมอ่อนยังคงโชยออกมาทั้งที่มันถูกปลิดออกมาจากต้นตั้งแต่บ่ายแล้ว ชายคนนั้นยกมันขึ้นแนบกับริมฝีปากของตน และวางมันลงที่เดิม ทรุดตัวลงนั่งมองหน้าคนที่กำลังหลับใหลทั้งรอยยิ้มอ่อนโยน

“จำกันไม่ได้เลยนะ จอม พี่ควรน้อยใจดีไหม” เขาพูดกลั้วหัวเราะด้วยเสียงเบา ๆ เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายตื่น มือเอื้อมขึ้นเกลี่ยเส้นผมดำสนิทที่ปรกหน้าปรกตาร่างบนเตียงออก ทั้งที่สำหรับเขา เวลาไม่ได้ผ่านไปนานสักเท่าไหร่ แต่คนตรงหน้ากลับโตขึ้นมาก ผิดจากสมัยเป็นเด็กประถมไปโข

“ราตรีสวัสดิ์เหมือนกันนะครับ เจ้าเด็กดื้อ”

 

เช้าวันรุ่งขึ้น จอมตื่นเร็วกว่าที่คิด เลยได้ลงมาเดินเล่น ถ่ายรูปสวนตอนพระอาทิตย์เพิ่งขึ้นอย่างสบายอกสบายใจ ตากล้องอย่างเขาวัน ๆ ก็อยู่แต่ในสตูดิโอ กลางคืนก็นั่งแต่งรูป ตื่นอีกทีก็วิ่งเข้าสตูดิโอต่อ ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้มาซึมซับความงามของสรรพสิ่งยามเช้าเท่าไหร่นัก พอได้โอกาสทำ มันก็ช่วยฮีลเขาจากความเหนื่อยล้าได้ไม่น้อย

เขาเดินกลับไปที่สนามหญ้าเล็ก ๆ อีกฟากของสวน ตั้งใจว่าจะไปเก็บรูปต้นลั่นทมเสียหน่อย แต่ตากล้องหนุ่มก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อเห็นใครสักคนยืนอยู่ใต้ต้นไม้นั่น แต่เพียงกะพริบตาร่างนั่นก็หายไป เขาเดินตรงไปยังจุดที่เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่เมื่อครู่ทันที

ไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นต้นลั่นทมหรือพื้นหญ้าก็ตาม เขาเดินไปรอบต้นไม้จนแน่ใจว่าไม่มีใครซ่อนอยู่จริง ๆ จึงยอมรับว่าตัวเองตาฝาดไปเอง แม้จะไม่คิดว่าตัวเองจะตาฝาดก็ตาม

“ตื่นแต่เช้าเลยนะ จอม”

เขาหันกลับไปหาหญิงชราเจ้าของเสียงเรียกนุ่ม ๆ และส่งยิ้มออดอ้อนเอาใจไปให้เหมือนเมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อย

“ครับ ย่าก็ตื่นเช้า”

“ไม่เช้าแล้วล่ะ นี่วันนี้ย่าตื่นสายกว่าปกติตั้งเยอะ ทุกทีตีห้าก็ลุกแล้ว” ย่าเพียงว่ากลั้วหัวเราะ ขณะที่หลานชายคนโตรีบเดินเข้าไปหาคนเป็นย่า ส่งมือให้อีกฝ่ายจับ แม้ว่าย่าเขาจะแข็งแรงดี เดินเหินได้ปกติ แต่หลาน ๆ อย่างพวกเขาก็เป็นห่วงอยู่ไม่น้อย

“ตื่นสายบ้างก็ไม่เป็นไรหรอกมั้งครับ จะได้พักผ่อนเยอะขึ้นด้วยไง”

“โอ๊ย ไม่ดีหรอก ถ้าปู่พวกหลานอยู่นะ ย่าโดนบ่นแน่ ๆ” เขาหัวเราะตามย่า โชคไม่ดีของพวกเขาสามคนที่ปู่เสียไปก่อนพวกเขาจะเกิดหลายปี เลยไม่เคยได้รู้ว่าอดีตคุณชายที่สุดแสนจะเจ้าระเบียบ แต่ช่างเอาใจเป็นที่สุดของย่าเป็นคนยังไงกันแน่

“ปู่คงไม่บ่นมากหรอกครับ แล้วนี่ย่าออกมาเดินเล่นเหรอ อากาศเย็นแล้ว เดี๋ยวเป็นหวัดเอานะ”

“ขี้บ่น เหมือนแม่รสเลย นั่นก็บ่นย่าทุกวัน ให้ย่าออกมาเดินบ้างเถอะ เกิดวันไหนเดินไม่ได้ขึ้นมาจะได้ไม่เสียใจทีหลัง” คนเป็นย่าบ่น เขาเองก็พอเข้าใจอยู่ว่าทำไมป้ารส แม่บ้านคนสนิทที่ย่าจ้างเอาไว้มานานถึงบ่นแบบนี้ ก็เพราะเป็นห่วงหญิงชราเหมือนกันกับเขานั่นแหละ

“อย่าพูดเป็นลางงี้สิครับ ถ้าซันมาได้ยิน มันดราม่าใส่แน่ ๆ” เขาพาดพิงไปถึงเพื่อนที่ตอนนี้น่าจะกำลังนอนอยู่ รายนั้นตื่นสายเป็นกิจวัตร ตะวันไม่แยงก้นก็ไม่ลุกหรอก

“เออ นั่นสิ เห็นทีย่าจะต้องระวังแล้ว เกิดมันมาเล่นใหญ่ใส่ย่า ย่าคงปวดหัวตายก่อนพอดี”

จอมยิ้มกว้าง บางทีปู่ของเขาชอบอยู่กับย่าก็คงเพราะย่าเองก็มีมุกตลกให้เล่นตลอดนี่แหละมั้ง เพราะเขาเองก็ชอบอยู่กับย่าเพราะย่าเป็นคนมีอารมณ์ขันนั่นแหละ

หญิงชราตรงหน้าจอมหันไปมองต้นลั่นทมที่อยู่ตระหง่านมาตั้งแต่สร้างบ้าน เขารู้ดีว่านอกจากเรือนไม้สักแล้ว ย่าของเขาก็รักต้นลั่นทมต้นนี้มากขนาดไหน

“จริง ๆ ย่าก็อยากอยู่ไปอีกนาน ๆ นะ ยังอยากอยู่ดูดอกลั่นทมบานแบบนี้ทุกปี แต่จะแปดสิบแล้ว ไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ เสียก็แต่กลัวเจ้าต้นไม้นี่จะเหงา อยู่ด้วยกันมาตั้งนาน ย่าไม่อยู่ใครจะมาหาทุกเช้า”

“ย่าของจอมแข็งแรงจะตาย ยังอยู่กับพวกจอมได้อีกนาน ๆ เลย”

“จ้า พ่อตากล้องหนุ่ม ปากหวานเก่ง ไม่ต้องห่วง ย่าไม่ยอมตายจนกว่าจะได้เห็นหน้าเหลนหรอก เมื่อไหร่จะมีให้ย่าอุ้ม ฮึ”

เขาขยับยิ้มเจื่อน ๆ ย่าเพียงเองก็คงพอจะตีความรอยยิ้มเขาออก คนสูงวัยกว่าจึงส่ายหน้าพร้อมยิ้มขัน เอ่ยปากกระเซ้าเขา

“ดูจากหน้าหลาน ย่าน่าจะต้องรอไปอีกหลายปีสินะ ไม่เป็นไร เข้าใจ วัยรุ่นก็แบบนี้ ยังไม่อยากผูกพันมีภาระอะไร ยิ่งแฟนไม่มีก็ไม่ต้องพูดถึง เอาล่ะ ๆ ไปกินข้าวกันดีกว่า ป่านนี้แม่ ๆ ของพวกหลานน่าจะทำข้าวเช้าเสร็จแล้ว เจ้าใหญ่ต้องรีบกลับไปขึ้นเครื่องเสียด้วย เห็นว่าร้านอาหารที่อเมริกามีปัญหาอะไรก็ไม่รู้”

ทันทีที่สองย่าหลานหายลับเข้าไปในตัวบ้าน ร่างของชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนกิ่งลั่นทมมาตลอดก็กระโดดลงมายืนอยู่บนพื้น มองตามทิศทางที่ทั้งคู่เดินจากไปอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะจางหายไป

 

คืนที่สองของการนอนที่บ้านสวน จอมตื่นขึ้นมาพบว่าหน้าต่างห้องเขาเปิดเองอีกแล้ว และดอกลั่นทมก็มาวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงอีกแล้วเช่นกัน

เขาชักเริ่มสงสัยว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะเมื่อเขามองออกไปนอกหน้าต่าง เขาเห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งลั่นทม จอมคิดว่าตัวเองไม่ได้คิดไปเอง เพราะเหมือนมีอยู่ชั่วขณะที่สายตาของพวกเขาสบกันโดยบังเอิญ แล้วอีกฝ่ายดูตระหนกและหายไปทันทีที่เขากะพริบตา เขาค่อนข้างมั่นใจมากเสียด้วยว่าน่าจะเป็นคนเดียวกันกับที่เขาเห็นเมื่อเช้าวานนี้

แต่ถึงจะสงสัยอย่างไร ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ปรากฏตัวให้เขาเห็นจริง ๆ จัง ๆ แถมยังโดนซันกับกันต์ลากไปนู่นมานี่ทั้งวัน ชายหนุ่มก็ไม่มีโอกาสจะหาคำตอบเสียที แล้วเรื่องแบบนี้ จะไปเล่าให้น้องสองคนฟังก็ใช่ที่ ยิ่งสองพี่น้องนั่นเป็นพวกขี้กลัว เกรงว่าจะพาลกลัวจนจับไข้ไปเสียก่อน แม้ว่าจอมจะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาร้ายก็ตาม

แต่ก็ไว้ใจไม่ได้อยู่ดีล่ะนะ ก็ไม่มาหากันตรง ๆ เลยนี่

วันนี้กันต์เป็นคนชวนมาไหว้พระที่วัดใกล้บ้านสวน เห็นว่าเจ้าตัวจะมาขอพรให้สัมภาษณ์งานที่นัดไว้อีกสองอาทิตย์ผ่าน โดยบอกว่าพระพุทธรูปอาจจะไม่ได้ดลบันดาลทุกอย่างให้ก็จริง แต่ก็ถือว่าเป็นขวัญกำลังใจให้พร้อมไปสู้คนสัมภาษณ์ เขากับซันเลยมาเป็นเพื่อนแบบไม่บ่นไม่แซวอะไร เพราะรู้ว่าน้องมันเครียดเรื่องนี้ขนาดไหน

ขณะที่กำลังจะเดินออกจากพระอุโบสถ พวกเขาสวนกับผู้หญิงสูงอายุสองคน ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ ก็พากันหลบหลีกให้อีกฝ่ายเดินผ่านไปก่อน หญิงทั้งสองยิ้มแย้มขอบคุณพวกเขา ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะหันมาหาจอม แล้วพูดว่า

“เธอโชคดีมากนะ มีมนุษย์น้อยคนที่ต้นไม้จะรักได้มากขนาดนี้”

หลังเอ่ยจบ คนอายุมากกว่าทั้งสองก็ตรงไปกราบพระพุทธรูป และเริ่มต้นพนมมือสวดภาวนา ปล่อยให้สามพี่น้องมองหน้ากันอย่างงุนงง แล้วก็เป็นซันที่ต้อนให้พวกเขาเดินออกไปจากพระอุโบสถเมื่อเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่กำลังเดินตรงมา

“หมายความว่าไงวะ พวกพี่เข้าใจรึเปล่า” กันต์ว่าหลังจากเดินออกมาห่างจากพระอุโบสถพอสมควรแล้ว พวกเขาหยุดเดินโดยอัตโนมัติ แล้วนั่งลงบนม้านั่งใต้ต้นมะม่วงแทน

“จะเข้าใจอะไรล่ะ งงเหมือนมึงอะแหละ แล้วมึงอะจอม เก็ตบ้างปะวะ ป้าเขาบอกมึงอะ”

“กูก็งงไหมล่ะมึง อยู่ดี ๆ ก็โดนพูดแบบนั้น ที่รักอะไรวะ…”

เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใจหวนไปนึกถึงชายหนุ่มที่ต้นลั่นทม และดอกไม้สีขาวที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียงทุกเช้า บางทีคำพูดของคุณป้าคนนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ได้

และจอมก็ไม่มีทางเลือกอะไรนอกจากจะพิสูจน์สมมติฐานนั้น

หลังกลับจากเที่ยวเตร็ดเตร่ก็ได้เวลามื้อเย็นพอดี ซันกับกันต์รับหน้าที่เล่าเรื่องที่ไปทำมาทั้งหมดวันนี้ให้ทุกคนฟัง กระทั่งมาถึงเรื่องคำพูดปริศนาจากหญิงวัยกลางคนถึงจอม

“บางทีก็อาจจะเป็นคนแปลก ๆ ธรรมดาก็ได้ล่ะมั้ง แม่ว่า” อาพิศมัย แม่ของซันกับกันต์พูดเมื่อได้ยินกันต์บอกเล่าคำพูดนั้น

“นั่นสิ” พ่อของเขาเอ่ย ทุกคนแสดงความเห็นไปในทางเดียวกันหมด ยกเว้นก็แต่จอมที่มีแผนตั้งใจจะพิสูจน์ไว้แล้ว

ก่อนจะกลับไปกรุงเทพในอีกสี่วันข้างหน้า เขาต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่

 

ยามค่ำคืนเงียบสงัด ใครบางคนปรากฏตัวขึ้นข้างเตียงของหลานชายคนโตของบ้าน ชายหนุ่มคนเดิมที่ลักลอบเข้ามาในห้องนอนนี้ทุกคืนย่อตัวลงข้าง ๆ เตียง ก้มหน้าลงเล็กน้อย มองใบหน้าของคนที่หลับสนิทด้วยรอยยิ้มเอ็นดู มือเอื้อมไปจับผ้าห่มที่ร่นลงไปนิดหน่อยจากการพลิกตัวไปมาของคนบนเตียงให้เข้าที่ แล้ววางดอกลั่นทมที่อยู่ในมือลงบนที่ประจำ

ทันทีที่ดอกลั่นทมแตะเข้ากับหน้าโต๊ะ มือของคนที่ควรจะหลับก็คว้าเข้าที่ข้อมือของผู้บุรุกทันที จอมลืมตาขึ้น สบกับคนที่เบิกตากว้างอย่างตกใจ

มือข้างหนึ่งเอื้อมไปเปิดโคมไฟข้างเตียง ขณะที่มืออีกข้างยังคงดึงรั้งไม่ให้ตัวการที่ทำให้เขาต้องแกล้งหลับหนีหายไป

“ปล่อย!” คนโดนจับตัวไว้พยายามแกะมือของเขาออก แต่เรื่องอะไรเขาจะยอมปล่อยให้หนีไปได้ง่าย ๆ ล่ะ อุตส่าห์อดทนรอเวลานี้มาตั้งค่อนคืน

“เดี๋ยวก่อนสิ คุยกันก่อน”

“คุยอะไร ปล่อย!”

“ไม่ได้จะทำอะไรหรอกน่า แค่อยากคุยด้วย ได้ไหมครับ” อะไรบางอย่างบอกกับเขาว่าถ้าเขาลองอ้อนอีกคนดู ชายตรงหน้าน่าจะใจอ่อน ยอมคุยด้วยแต่โดยดี ซึ่งมันก็ไม่ผิดไปจากที่คาดเท่าไหร่ เพราะคนที่โวยวายเมื่อครู่เลิกดิ้นรนแล้ว และสุดท้ายก็พยักหน้ารับ

“ก็ได้”

เขายิ้มกว้าง ปล่อยมือออกและขยับตัวให้อีกฝ่ายนั่งลงบนเตียงด้วยกันได้ พอชายตรงหน้ายอมนั่งคุยด้วยกันดี ๆ จอมก็ได้โอกาสสำรวจรูปร่างหน้าตาคนตรงหน้า

อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มที่ดูภายนอกอายุคงไม่ต่างจากเขามากนัก รูปร่างดูสูงโปร่ง ท่าทางจะเตี้ยกว่าเขานิดหนึ่ง แต่ที่เขาติดใจเห็นจะเป็นใบหน้าที่แม้จะมีเพียงแสงจากโคมไฟสลัว ๆ ยังดูออกเลยว่าหล่อชนิดที่คงไปเป็นดาราได้สบาย ๆ ซึ่งให้ความรู้สึกคุ้น ๆ อย่างบอกไม่ถูก

“คุณเป็นผีเหรอ” เพราะไม่รู้จะถามอะไรยังไง เลยถามมันตรง ๆ งี้แหละ แม้ว่าจะสงสัยอยู่นิดหน่อยก็เถอะว่า ถ้าเป็นผีจริงทำไมเขาถึงจับตัวอีกฝ่ายได้

“เปล่าสักหน่อย ภูตต้นไม้ต่างหาก”

คงเพราะหน้าเขามันบอกชัดว่างง คนที่อ้างว่าเป็นภูตต้นไม้ถึงได้ถอนหายใจใส่ แล้วเริ่มต้นอธิบายให้เขาฟังเสียยืดยาว

“ภูตต้นไม้คือสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นพร้อมต้นไม้ เป็นตัวตนอีกแบบที่มนุษย์จะไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ไม่ได้ถ้าภูตต้นไม้อย่างเราไม่ยินยอม แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้นไม้ทุกต้นที่เกิดขึ้นบนโลกนี้จะมีภูตต้นไม้เกิดขึ้นด้วยหรอกนะ มันมีเงื่อนไขยิบย่อยอื่น ๆ อีก”

“แล้วคุณเป็นภูตประจำต้นลั่นทมต้นนั้นเหรอ”

“ใช่”

“แล้วทำไมถึงมาปรากฏตัวให้ผมเห็นล่ะ”

อีกฝ่ายไม่ตอบในทันที ภูตหนุ่มมองหน้าเขาแล้วถอนหายใจออกมาอีกทีหนึ่ง ก่อนส่งยิ้มที่เขาบอกไม่ถูกว่าเป็นยิ้มอะไร เพราะสายตาของอีกคนมันดูแปลก ๆ จะว่าขบขันก็ไม่ใช่ เศร้าสร้อยก็ไม่เชิงอีก มันเหมือนจะเป็นความอ่อนอกอ่อนใจปนเอ็นดูเสียมากกว่า

“ตอนนั้นน่าจะเด็กเกินไป จำไม่ได้แล้วล่ะสิท่า” เขาเผลอกะพริบตาปริบ ๆ ไม่เข้าใจว่าประโยคของคนตรงหน้าต้องการจะสื่ออะไร

“จำตอนที่เธอปีนต้นลั่นทมเล่นแล้วตกลงมาตอนอายุสิบขวบได้ไหม”

จอมขมวดคิ้วยุ่ง พยายามไล่เรียงความทรงจำย้อนไปกว่าสิบเจ็ดปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาย้ายมาอยู่กับย่าช่วงปิดเทอมเป็นครั้งแรก ตามประสาเด็กประถมที่เป็นเด็กผู้ชาย เขาก็ซนไปทั่วบ้าน แต่ที่ทำให้เขาโดนย่าตีครั้งแรก คือขัดคำสั่งย่าปีนต้นลั่นทมกลางสนามหญ้าในสวนหลังบ้านจนพลัดตกลงมา เนื้อตัวถลอกปอกเปิก ขณะที่ย่าอยู่ข้างในบ้าน

จอมจำได้ว่าตอนนั้นเขาร้องไห้จ้า และหยุดร้องไห้ก่อนที่ย่าจะออกมาถึงตัวเขาเสียอีก มีใครสักคนช่วยดูแลเขาในตอนนั้น และอยู่เป็นเพื่อนเล่นตลอดสองอาทิตย์นั้น แต่พอเขากลับมาอีกครั้งในปีถัดไปพร้อมซันกับกันต์ เขาก็ไม่ได้เจออีกฝ่ายอีก

“พี่คนนั้น”

คนที่ถูกเอ่ยชื่อตอบรับด้วยรอยยิ้มหวานที่จอมลืมเลือนไปแล้ว พอนึกได้แบบนี้ ความทรงจำทุกอย่างในตอนนั้นก็หวนกลับมาเป็นฉาก ๆ

“จำได้แล้วใช่ไหม”

เขาพยักหน้ารับ ส่งยิ้มให้เพื่อนเล่นสมัยเด็ก ก่อนจะชะงักไปอีกรอบเมื่อถูกถามต่อ “แล้วตกลงว่าพี่ชื่ออะไรล่ะ จำได้ด้วยไหม”

“…ไม่ได้ครับ” เขาตอบเสียงอ่อย หลังจากนิ่งคิดไปนาน เขานึกไม่ออกจริง ๆ ว่าอีกฝ่ายชื่ออะไร ภาพในหัวก็มีแต่ตอนเล่นกัน แต่ไม่ได้รู้สึกเลยว่าตัวเองได้เรียกชื่อพี่ชายใจดีสักครั้ง

คนถามหัวเราะ ดูไม่ได้เคืองอะไร ทำให้เขาเบาใจขึ้นมาบ้างว่าคงไม่ได้โดนโกรธจริงจัง

“งั้นพี่ไม่เฉลยดีกว่า เก็บไว้เป็นการบ้านเนอะ”

“จะไม่บอกผมจริง ๆ เหรอครับ บอกหน่อยไม่ได้เหรอ” เขาอ้อน ตอนเด็ก ๆ เขาอ้อนอีกคนแล้วได้ผลบ่อย ๆ ถึงตอนนี้จะโตขึ้นมาก แต่ก็น่าจะพอได้ผลบ้างแหละมั้ง

“ไม่เอาล่ะ นึกเอาเองสิ”

“แล้วแบบนี้ผมจะเรียกชื่อพี่ยังไงล่ะครับ บอกหน่อยนะ”

เขาอุตส่าห์ยกสาเหตุที่ฟังขึ้นสุด ๆ มาแล้ว และคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะยอมแพ้ แต่คนอายุมากกว่ากลับทำเพียงยิ้มแย้มไม่ทุกข์ร้อนอันใด

“ก็แล้วแต่เธอจะเรียกสิ”

“ถ้าผมเรียกพี่ว่าพี่ลั่นทม”

“ก็แล้วแต่” เขาขมวดคิ้วกับคำตอบนั่น สักพัก อีกคนถึงได้หัวเราะออกมา พร้อมคำเฉลยที่ทำให้เขาได้แค่ยิ้มตามอย่างปลง ๆ

“จริง ๆ แล้วพี่ไม่เคยบอกชื่อกับเธอนี่นา จำไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอก ตอนนั้นเธอก็เรียกพี่ว่าพี่ชาย ๆ ไม่เคยได้เรียกชื่อพี่สักครั้ง”

“แกล้งกันได้ลงนะครับ”

“เอาคืนที่เธอแกล้งหลับเมื่อกี้ไง แสบนักนะ”

“ก็ถ้าไม่ทำ ผมจะได้คุยกับพี่แบบนี้เหรอครับ” เขาย้อน “แล้วนี่พี่แอบเข้าห้องผมแบบนี้ ผมนึกว่าเป็นขโมย แจ้งตำรวจจับจะทำยังไงล่ะ”

“ไม่เห็นกลัวเลย ตำรวจทำอะไรพี่ได้ที่ไหนล่ะ”

“นั่นสินะ ผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่แถวต้นลั่นทมอยู่นั่นตั้งแต่วันก่อนแล้วนี่ หายตัวเก่ง” เขาบ่น ทำเอาคนฟังหัวเราะออกมา ก่อนจะยื่นข้อเสนอมาให้ เมื่อเห็นว่าเขาเริ่มจะเคืองนิดหน่อยแล้ว

“เอางี้ไหม จอมตั้งชื่อให้พี่มาสักชื่อดีกว่า”

เขาเลิกคิ้ว มองสำรวจคนที่ตัวบางกว่าตรงหน้า พยายามนึกชื่อที่จะเข้ากับอีกคนให้ออก ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปมองดอกลั่นทมบนโต๊ะข้างหัวเตียง แล้วเอ่ยถามอีกฝ่าย

“ชื่อ ลัน ไหมครับ”

“ลัน เหรอ”

“ครับ มาจากลั่นทม หรือถ้าพี่ไม่ชอบ เอาชื่อ จำปา ก็ได้นะครับ” ฝ่ามือหนาของคนไร้ชื่อฟาดเข้าที่แขนเขาไปที ทำเอาเขาหัวเราะเสียงดัง

“จำปามันชื่อผู้หญิง ชื่อ ลัน ก็ได้ พี่โอเค”

“งั้นจากนี้ไป ผมจะเรียกพี่ว่าพี่ลันนะครับ”

อีกฝ่ายส่งยิ้มให้เขา ก่อนจะเหลือบไปดูนาฬิกาแขวนผนังเหนือหัวเตียง “ตีสามแล้ว นอนเถอะ พี่เองก็จะไปแล้วเหมือนกัน” ว่าจบภูตหนุ่มก็ลุกขึ้น เตรียมตัวจะออกไปจากห้อง แต่ติดที่มือของอีกคนเอื้อมมาคว้าข้อมือเอาไว้

“อะไรเหรอ”

ตอนที่ได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนของลันก็ทำให้นึกอยากอยู่กับอีกฝ่ายให้นานกว่านี้อีก มือมันก็เลยทำตามความต้องการโดยที่สมองยังประมวลผลไม่เสร็จ เขาเลยไม่รู้จะตอบยังไง นอกจากพูดไปตามจริง

“อยู่ต่ออีกหน่อยได้ไหม”

“อย่าบอกนะว่าอยากให้พี่ร้องเพลงกล่อมเหมือนตอนเด็ก ๆ น่ะ”

“ไม่ใช่แล้ว… แค่อยากอยู่ด้วยกันต่อไปอีกหน่อยเฉย ๆ เอง”

คนอายุมากกว่านั่งลงตามเดิม โดยไม่เอ่ยปากถามอะไรเพิ่มอีก “งั้นเดี๋ยวพี่อยู่เป็นเพื่อนจนกว่าเธอจะนอนก็แล้วกัน แบบนี้โอเคไหม”

“ครับ” เขายิ้มกว้างให้คนใจดี ก่อนจะเอนตัวลงนอน มองคนที่เอี้ยวตัวไปหยิบผ้าห่มมาคลุมตัวให้เขา แล้วเริ่มร้องเพลงด้วยเสียงทุ้มนุ่ม ถึงจะอยากแย้งว่าเขาไม่ใช่เด็กที่ต้องมีคนมาร้องเพลงกล่อมนอนขนาดไหน เขาก็นึกไม่อยากขัดจังหวะอีกฝ่ายมากกว่า เพราะเพลงหวาน ๆ ที่ขับกล่อมอยู่ตอนนี้มันดีเสียจนเขาอยากฟังต่อไปอีกเรื่อย ๆ

จอมคิดว่าให้เขาฟังไปอีกทั้งชีวิต เขาก็คงไม่เบื่อ

 

เพราะนอนดึก กว่าจอมจะตื่นก็เกือบเก้าโมงเช้าแล้ว ไม่มีวี่แววของลัน จอมคิดว่าอีกคนน่าจะกลับออกไปตั้งแต่เขาเคลิ้มหลับไปแล้ว ทิ้งไว้แต่ดอกลั่นทมข้างเตียงที่เป็นดอกที่สามที่เขาได้รับมาซึ่งคงจะอยู่ได้อีกนาน ไม่เหี่ยวไม่เฉา เหมือนกับอีกสองดอกก่อนหน้าที่เขาเก็บอยู่ในถุงผ้าเล็ก ๆ ที่ซุกอยู่ในกระเป๋าเป้ใบเก่งของเขาอีกที

ถึงลมจะเย็น แต่เขาก็ยังคงไปยืนมองต้นลั่นทมอยู่ริมหน้าต่าง และส่งยิ้มให้คนที่นั่งแกว่งขาเล่นบนต้นไม้แทนการทักทายยามเช้า ลันส่งยิ้มและยกมือขึ้นโบกตอบเขา

เสียงเคาะประตูห้องทำให้ตากล้องหนุ่มที่กำลังจะกวักมือเรียกภูตต้นไม้มาหาต้องล้มเลิกความตั้งใจเสียก่อน เขาเดินไปเปิดประตูให้คนที่เป็นทั้งน้องและเพื่อนสนิทเข้ามา

“ทำไมยังไม่อาบน้ำอีกวะ ปกติมึงตื่นเช้านี่หว่า” ซันว่า นั่งแปะลงบนเก้าอี้ที่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ เอียงคอมองเพื่อนที่ปิดประตูห้อง

“เพิ่งตื่น เมื่อคืนกูนอนดึกไปหน่อย”

“อ้าว ทำอะไรอยู่วะมึง หรือคุยโทรศัพท์ เมื่อคืนเหมือนได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากห้องมึง”

จอมยิ้ม แต่ในใจแอบหัวเราะ ถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าเขาคุยกับใคร ดีไม่ดีซันอาจจะนึกกลัวขึ้นมาก็ได้ แต่ถึงมันไม่กลัว เขาเองก็ไม่คิดจะบอกหรอก เรื่องของลันน่ะ เก็บไว้เป็นความลับของเขาคนเดียวก็พอแล้ว

“คุยกับเพื่อนน่ะ ไม่ได้คุยกันนานเลยยาว เสียงดังรบกวนเหรอ โทษที”

“ไม่หรอก ๆ แต่แค่สงสัยว่าเพื่อนที่ไหนวะ สาวเหรอ” คนที่ตัวเตี้ยกว่าเขาตาวาววับ แสยะยิ้มมุมปากราวกับกำลังคิดเรื่องชั่วร้ายอยู่ ซึ่งไม่ต้องถามเลยว่าเรื่องอะไร คงไม่พ้นการหาเรื่องซักฟอกเขาแน่นอน “ฮั่นแน่ มีสาวไม่บอกกูเลยนะครับ ใครวะ สวยปะ” จอมทำได้แค่กลอกตามองบนใส่ แล้วด่ามันไปที

“บอกว่าเพื่อนก็เพื่อน ผู้ชายด้วย เสือกจังมึงเนี่ย”

“เขาไม่เรียกเสือก เขาเรียกใส่ใจความเป็นไปเว้ย แหม ไอ้เราก็นึกว่าจะได้พี่สะใภ้แล้วซะอีก”

“พี่สะใภ้บ้าอะไรล่ะ ลงไปหาย่าเลยไป กูจะไปอาบน้ำ” เขาตัดบท ไล่ไอ้แสบตัวโตออกไปจากห้อง ทำเอาคนโดนไล่เบะปากทำหน้ายู่ ซึ่งถ้าเป็นเมื่อสักสิบกว่าปีก่อน จอมก็จะบอกว่าน่ารักอยู่หรอก แต่ตอนนี้ที่อีกฝ่ายกลายเป็นผู้ชายกล้ามโต เขาว่ามันทุเรศลูกตาเสียมากกว่า ไม่นับการดราม่าเล่นใหญ่เวอร์วังของมันด้วยอินเนอร์จัดเต็มแบบเกินเบอร์ไปมาก

“พี่จอมใจร้าย ไล่น้องคนนี้ออกจากห้องได้ลงคอ ใช่สิ ไอ้ซันมันก็แค่หมาหัวเน่าไม่มีใครรักนี่”

“มึงจะคร่ำครวญหาพระแสงอะไร กูจะไปอาบน้ำ มึงจะอยู่ดูกูอาบรึไง”

“ได้เหรอ” คนทำหน้ามุ่ยเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นตื่นเต้น ตาโต ๆ ยิ่งพากันเปิดกว้างเข้าไปอีก อากัปกิริยาที่บอกชัดว่าจงใจหาเรื่อง พาให้เขารู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาในทันใด

“ได้ก็เหี้ย ไปเลยมึง ลงไปอยู่เป็นเพื่อนย่า” ซันเบะปากอีกรอบ แบบที่ทำเอาเท้าเขากระตุก อยากเตะคนขึ้นมาตงิด ๆ คนผิวเข้มทำท่ากระฟัดกระเฟียดเพื่อกวนประสาทเขา เดินออกจากห้องโดยไม่ลืมทิ้งท้ายด้วยจริตผู้หญิงตัวเล็กตัวน้อยที่มันชอบทำเหลือเกิน

“ไปก็ได้ น้องจะฟ้องย่าว่าพี่จอมรังแกน้อง”

“กวนส้นตีน” เขาด่ากลับ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปบ้าง

 

สิบห้านาทีต่อมา จอมก็ได้นั่งกินข้าวเช้าที่เป็นข้าวต้มกุ้งฝีมือย่าที่ห่างหายกันไปนาน ซันยังคงเล่นตัวเล็กตัวน้อย ฟ้องคนรอบโต๊ะว่าถูกเขารังแก ไล่ออกจากห้องต่าง ๆ นานา โดยสิ่งเดียวที่จอมทำเป็นการตอบโต้ คือ ฟ้องกลับว่าซันแอบนั่งเล่นเกมยันตีสองเกือบทุกคืน ทำเอาเจ้าตัวโดนย่ากับพ่อแม่บ่นยาวเหยียด

“ไหนว่าจะช่วยกูปกปิดไงวะ ไว้ใจไม่ได้เลยมึงนี่ เหี้ยมาก” ซันแอบมากระซิบกระซาบกับเขาตอนที่พวกเขากำลังช่วยกันล้างจาน โดยมีกันต์ทำความสะอาดโต๊ะให้เรียบร้อย

“กูพี่มึงนะ”

“เกิดก่อนเดือนนึงกูไม่นับ”

“เมื่อเช้ามึงยังเล่นใหญ่ว่ากูไล่น้องอย่างมึงออกจากห้องอยู่เลยไม่ใช่รึไง”

“ก็ใช่ แต่ตอนเช้ามึงเป็นมิตร ตอนนี้มึงคือศัตรูของกู กูไม่นับพี่กับศัตรูเว้ย”

“งี้ก็ได้เหรอมึง”

“เออ กูจะให้มันได้ มันก็ต้องได้”

ด้วยความหมั่นไส้เกินจะทนไหว เขาเลยยกมือขึ้นตบหัวซันไปทีหนึ่ง และใช่ ตบมันทั้ง ๆ ที่มือเต็มไปด้วยฟองน้ำยาล้างจานนั่นแหละ “ไอ้สัตว์”

“ไอ้เหี้ยยยย กูเพิ่งสระหัวไปเมื่อเช้าเองนะ ไอ้จอม”

“ก็สระใหม่สิ ไม่เห็นเป็นไรเลย”

“ไม่เป็นไรก็เหี้ยแล้ว เล่นแรงขึ้นเรื่อย ๆ เลยมึงอะ” คนที่รับหน้าที่เช็ดจานวางบนที่วางบ่นอุบอิบ กวักน้ำขึ้นเช็ดฟองออกจากผม แต่ไม่กล้าตอบโต้อะไรมามากเพราะกลัวว่าคราวนี้จะได้โดนถีบแทน

หลังเก็บกวาดเสร็จทุกอย่าง พวกเขาก็แยกย้ายกันไปทำตัวเรื่อยเปื่อย ซันขับรถพาย่ากับบรรดาแม่ ๆ เข้าเมืองไปซื้อของ ขณะที่กันต์ก็ไปขลุกอยู่กับวงเหล้าของพ่อเขา แล้วก็อาสามซึ่งเป็นพ่อของเจ้าสองแสบ เหลือจอมที่เดินเลี่ยงออกมานั่งใต้ต้นลั่นทมเหมือนที่ชอบทำเป็นประจำตอนเด็ก ๆ

“หนีมานั่งคนเดียวอีกแล้ว” ลันปรากฏตัวขึ้นและนั่งลงพิงลำต้นหนาข้างเขา พร้อมส่งยิ้มที่ทำให้ใต้ตาเจ้าตัวขึ้นเป็นขีด ๆ มาให้ จอมคิดมาตลอดว่าเส้น ๆ บนหน้าอีกฝ่ายนี่มันเหมือนหนวดแมวมาก และสำหรับจอม มันทำให้อีกคนดูหน้าตาน่ารักขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

“ก็มันเบื่อ ๆ นี่นา พี่ไม่เบื่อบ้างเหรอ”

“ไม่นี่ ชินแล้ว” พวกเขาเงียบกันไปสักพัก ก่อนที่จอมจะหาเรื่องมาพูดคุยต่อ

“แล้วพี่ไปไหนไม่ได้เลยเหรอ ต้องอยู่กับต้นลั่นทมนี่ไปตลอด?”

“ก็ไปได้นะ แต่ไปได้ไม่ไกล แล้วก็ไม่รู้จะไปที่ไหน ไม่มีคนรู้จักให้ต้องไปเจอด้วย ทั้งชีวิตพี่ เกิดมาก็เจอแต่พ่อมั่งกับแม่เพียง แม่รส เจ้าใหญ่ เจ้ารอง เจ้าสาม แล้วก็พวกเธอสามคนนี่แหละ”

“พี่เรียกปู่กับย่าว่าพ่อมั่งกับแม่เพียงสินะ ทำไมถึงเรียกแบบนั้นล่ะครับ” เขานึกสงสัย คำเรียกขานปู่กับย่าเขาออกจะดูโบราณกว่าที่เรียกเขาเยอะ เหมือนอีกฝ่ายมีรูปแบบการเรียกเฉพาะสำหรับแต่ละคน

“คนสมัยนั้น ตอนที่สองคนนั้นย้ายมาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ น่ะ เขาก็เรียกกันแบบนี้ทั้งนั้นแหละ มันเลยเคยชินที่จะเรียกสองคนนั้นแบบนี้ไปแล้ว”

เขาพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันไปมองคนข้างตัวที่หัวเราะเบา ๆ แบบที่ทำให้เขาสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น และเหมือนจะรู้ว่าเขางง คนตัวบางกว่าจึงเฉลย “เธอนี่ยังเป็นเจ้าหนูจำไมเหมือนตอนเด็ก ๆ เลยนะ ตอนนั้นเจออะไรก็สงสัยมันไปหมด ถามเอา ๆ ตลอด”

“ก็เด็ก ๆ มันเป็นวัยเรียนรู้นี่นา ตอนนี้ผมก็ไม่ได้ถามอะไรพี่เยอะขนาดนั้นสักหน่อย”

คนรำลึกความหลังพยักหน้ารับรู้ทั้งที่ยังยิ้มเสียกว้าง แล้วก็หลุดหัวเราะออกมาอีกรอบ ทำเอาเขาเลิกคิ้วด้วยความสงสัย “อะไรอีกครับเนี่ย”

“ก็จะว่าไป ตอนนี้เธอไม่แทนตัวเองด้วยชื่อแล้วแฮะ แต่ก่อนนี่ เดี๋ยว ๆ ก็จอมอย่างนั้น จอมอย่างนี้ โตแล้วเปลี่ยนสรรพนามด้วย”

เขานิ่งคิดไปครู่หนึ่ง น่าจะราวสักมัธยมต้นได้ที่เขาเริ่มเปลี่ยนไปแทนตัวเองว่า ผม แทนที่จะเป็น จอม แบบแต่ก่อน เพราะถือว่าเริ่มโตขึ้นมากแล้ว จะแทนตัวเองแบบเดิมก็เฉพาะตอนคุยกับย่าเท่านั้น มันเลยติดเป็นนิสัยไป

“พี่อยากให้ผมแทนตัวเองว่า จอม เหรอ” พอทักไปแบบนั้น อีกฝ่ายก็ส่ายหน้า

“เปล่า แค่สังเกตเห็นเฉย ๆ ไม่ได้จะให้เปลี่ยนอะไรหรอก แบบนี้ก็ดี ดูโตสมวัยดีแล้ว”

“งั้น… จอมแทนตัวเองว่าจอมกับพี่เหมือนแต่ก่อนดีกว่า พี่ว่าดีไหม” เขาส่งยิ้มยิงฟันไปให้ และหัวเราะขำ เมื่อเห็นอีกคนหน้าขึ้นสีระเรื่อนิด ๆ เขาเดาเอาว่าคงเพราะไม่ได้โดนเขาอ้อนแบบนี้มานาน เลยยังไม่ค่อยจะชิน แล้วพอเห็นแบบนี้ คนขี้แกล้งแบบเขาก็นึกอยากแกล้งคนอายุมากกว่าขึ้นมาติดหมัด

“พี่ร้อนเหรอ หน้าดูแดง ๆ จอมไปเอาน้ำมาให้ไหมครับ”

“ไม่ต้อง นิดหน่อยเอง เดี๋ยวก็หายแล้ว” ไม่รู้เพราะอะไร แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะตกหลุมพรางเขาเสียง่าย ๆ จอมจึงแกล้งปั้นหน้าใสซื่อต่อ แล้วเริ่มขยี้ทันที

“แปลกจังนะ ผมว่าอากาศออกจะเย็นแท้ ๆ พี่ดันร้อนซะงั้นแหนะ” หน้าอีกคนยิ่งแดงขึ้นเมื่อดูจะนึกได้ว่าตัวเองพลาดให้จับโป๊ะได้ ไม่รอช้า เขาจัดการฝังกลบให้เรียบร้อย “เขินจอมเหรอครับ”

“มั่ว”

เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกคน แล้วย้อนถาม “ไม่เขินจริงเหรอ”

“จอม ลามปามแล้วนะ” ลันปรามเสียงเข้ม ตาคู่สวยเริ่มติดจะดุ เป็นสัญญาณบอกว่าเขาควรพอ ก่อนจะโดนโกรธจริง ๆ ตากล้องหนุ่มจึงยอมหยุดแต่โดยดี เขายังอยากเห็นรอยยิ้มจากอีกคนมากกว่าเห็นใบหน้าเรียบตึง เวลามองหน้าเขา

“ขอโทษครับ”

“ให้อภัยก็ได้”

ได้ยินแบบนั้น เขาก็กลับมายิ้มกว้างเหมือนเดิม ก้มลงมองดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นว่าใกล้จะเที่ยงเต็มทีแล้ว เขาสัญญากับย่าไว้ว่าจะทำกับข้าวมื้อนี้ให้กิน ถ้าเขายังไม่รีบเข้าครัวตอนนี้ มื้อเที่ยงคงได้เลทออกไปอีกอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง

“จอมไปก่อนนะ สัญญากับย่าไว้ว่าจะเป็นคนทำมื้อเที่ยง”

“งั้นก็รีบ ๆ ไปเลย อย่าให้ผู้ใหญ่ต้องหิ้วท้องรอ” เขายิ้มรับคำสอนของอีกคน ลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัว จอมกำลังจะก้าวขาเดินไปแล้ว ถ้าไม่ติดว่าดันนึกอะไรขึ้นมาได้ซะก่อน

“แล้วพี่กินข้าวได้รึเปล่า”

คนโดนถามเอียงคอมองอย่างสงสัย แต่ก็ตอบคำถาม “ก็กินได้นะ แต่ไม่จำเป็นต้องกินน่ะ มันเหมือนกับอิ่มทิพย์ ประมาณนั้นแหละ”

“งั้นเดี๋ยวจอมทำให้ด้วยแล้วกัน พี่ขึ้นไปรอที่ห้องจอมนะ เดี๋ยวจอมเอาขึ้นไปให้”

“ไม่ต้องหรอก ลำบากเปล่า ๆ เปลืองของด้วย”

เขาส่ายหน้าไม่รับคำปฏิเสธ แล้วพูดเหตุผลไปตามตรงอย่างที่ตัวเองคิด “แต่จอมอยากให้พี่กินข้าวฝีมือจอม ตกลงตามนี้นะ” เขาว่าจบก็ตัดบท หันหลังเดินหนีออกมาทันที โดยมีเสียงภูตต้นไม้บ่นอุบลอยมาตามลม แต่เป็นคำบ่นที่ทำเอาเขายิ้มไม่หุบตลอดเวลาที่ทำโน่นนี่อยู่ในครัว

“แล้วแบบนี้พี่จะปฏิเสธได้ที่ไหนล่ะ”

 

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่จอมจะได้นอนที่บ้านสวนก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตที่กรุงเทพ

ลันมาขลุกอยู่กับจอมตอนกลางคืนเหมือนทุกคืน แต่ครั้งนี้ภูตหนุ่มไม่ได้ร้องเพลงให้ฟังแล้ว แต่กลายเป็นหมอนให้เขาหนุนตักแทน ซึ่งเจ้าของหน้าขาก็ไม่บ่นอะไร ทำเพียงยกมือขึ้นลูบผมเขาเหมือนที่เคยทำตอนเขายังเป็นเด็กก็เท่านั้น

“ตอนที่พวกเธอกลับกันไปแล้ว บ้านคงเหงาน่าดู” เสียงทุ้มนุ่มพูดทำลายความเงียบ “อาทิตย์นี้แม่เพียงยิ้มเก่งขึ้นเยอะ ถึงปกติจะเป็นคนอารมณ์ดีตลอดอยู่แล้วก็เถอะนะ”

เขาปล่อยให้อีกฝ่ายพูดไปเรื่อย ๆ ขณะที่ในหัวกลับไม่ได้คิดถึงเรื่องย่ามากเท่าที่ควรจะเป็น เพราะจอมนึกห่วงคนที่สละตักตัวเองเป็นหมอนหนุนให้กับเขาอยู่มากกว่า อย่างน้อยย่าของเขาก็ยังมีป้ารสอยู่เป็นเพื่อน ไหนจะคนในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงที่แวะเวียนมาหาทุกวัน แต่อย่างลัน อีกฝ่ายไม่มีใครให้คุยเล่นได้เลยสักคนเดียว

“แล้วนี่พร้อมกลับไปทำงานหรือยังเนี่ย นั่งกินนอนกินสบาย ๆ มาตั้งหลายวัน ไม่ใช่ว่าเริ่มขี้เกียจแล้วนะ” เสียงกระเซ้าขำ ๆ เหมือนไม่อนาทรร้อนใจอะไร ทำให้เขานึกเคืองขึ้นมาหน่อยไม่ได้ อันที่จริงก็งอนนั่นแหละ

“ไม่หรอกน่า”

เขาตอบไปสั้น ๆ ด้วยเคืองที่อีกคนดูไม่เดือดร้อนที่เขาจะกลับไปโดยไม่รู้ว่าจะได้มาที่นี่อีกเมื่อไหร่ แล้วยังเป็นห่วงด้วยว่าอีกคนจะอยู่อย่างไร เหงาไหม

“เป็นอะไร ไม่อยากกลับเหรอ” ดูเหมือนคนอายุมากกว่าจะจับความรู้สึกทางลบของเขาได้ เจ้าตัวจึงได้ก้มลงมาสบตาพร้อมเอ่ยถาม

“ไม่อยาก” จอมตอบ “กลับไปแล้ว ที่นี่ก็เหลือแค่ย่ากับป้ารสแล้วก็พี่ ยิ่งไม่มีใครมองเห็นพี่ด้วย”

ลันเบิกตากว้างใส่เขาด้วยท่าทางคาดไม่ถึง ก่อนจะคลี่ยิ้มหวานส่งให้ ทำเอาเขาใจกระตุกไปวูบหนึ่ง ตาพร่าพรายไปเสียเฉย ๆ

“เป็นห่วงพี่เหรอ”

“เปล่าสักหน่อย” พอเห็นอีกคนดูยิ้มดีใจขนาดนั้นแล้ว เขาก็นึกไม่อยากยอมรับเสียอย่างนั้น “ห่วงว่าเกิดย่าเป็นอะไรขึ้นมาจะไม่มีคนช่วยต่างหาก แค่ป้ารสคนเดียวอาจจะไม่ไหว”

รอยยิ้มหวานดูจะกว้างกว่าเดิม ดวงตาคู่สวยของคนตรงหน้าหรี่โค้งคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ทว่ามันกลับเป็นประกายระยิบระยับเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า อาจจะเพราะเจ้าของมันไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา จอมจึงไม่เคยเห็นนัยน์ตาของใครสวยเหมือนนัยน์ตาของลันมาก่อน และเขาคิดว่าอาจจะเป็นนัยน์ตาที่สวยที่สุดที่เขาจะมีโอกาสได้เห็นในชั่วชีวิตนี้

“ปากแข็ง”

“เปล่า”

“ไม่เชื่อ”

“ก็เรื่องของพี่”

หมอนหนุนกิตติมศักดิ์ของเขาหัวเราะออกมา ยิ่งทำให้พระจันทร์เสี้ยวคู่นั้นยิบหยีมากขึ้นไปอีก “เป็นเด็กดีอ้อนพี่มาตั้งหลายวัน ทำไมจู่ ๆ กลับไปเป็นเด็กดื้ออีกแล้วล่ะครับ จอม”

“ไม่อยากกลับกรุงเทพ”

“แต่เรามีหน้าที่การงานที่ต้องกลับไปทำไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว ต้องรับผิดชอบงานตัวเองให้ดี ๆ นะ รู้ไหม”

เขาซุกหน้าเข้ากับหน้าท้องแบนราบของอีกคน เข้าใจดีว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร ต้องทำอะไรต่อ แต่การจากลาในครั้งนี้สำหรับเขามันยากเหลือเกิน

เพราะเขากลัวว่าตัวเองจะลืมเลือนเรื่องของลันไปจนหมดเหมือนครั้งก่อนอีก

“จอมจะพยายามกลับมาเยี่ยมบ่อย ๆ นะ” เขาให้สัญญา “จะไม่ลืม จะมาหาให้ได้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้”

คู่สัญญาของเขาเพียงแค่ยิ้มรับ จอมเข้าใจดีว่าภูตต้นลั่นทมคงจะกลัวในเรื่องเดียวกันกับเขา กลัวว่าเขาจะลืม แล้วสัญญาก็จะเป็นเพียงสายลมที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

“รอจอมได้ไหม”

“ก็รอมาตลอดอยู่แล้วนี่”

เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง แล้วยกนิ้วก้อยขึ้นมาข้างหนึ่ง ยื่นไปในระดับสายตาของลันเป็นสัญญาณแทนคำพูด ขณะที่คนมองก็ได้หัวเราะออกมาอีกรอบ ยอมทำเรื่องเด็ก ๆ ตามเขา เอานิ้วก้อยมาเกี่ยวด้วยกัน

“จอมสัญญา”

“อือ พี่จะรอ”

หลังจากคลายนิ้วออกจากกัน จอมก็โดนสั่งให้นอนได้แล้วเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า แล้วกิจวัตรที่ทำมาตลอดอาทิตย์ก็เริ่มขึ้น เมื่อร่างโปร่งนั่งลงข้าง ๆ เขา แล้วเริ่มร้องเพลงกล่อม ผิดก็แค่ครั้งนี้เพลงจบแล้วแต่เขายังลืมตาโพลงอยู่ตลอดเท่านั้น

“อุตส่าห์ร้องเพลงกล่อมแล้ว ยังไม่หลับไม่นอนอีกนะ” คนเปลืองน้ำลายบ่นขำ ๆ ทำให้เขาหัวเราะตาม ก่อนจะเอ่ยขอสิ่งที่เพิ่งคิดขึ้นได้ตอนอีกคนร้องเพลง

“คืนนี้นอนด้วยกันได้ไหม”

“อะไร เข้าสู่ช่วงย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กเหรอ”

“นะครับ นอนเป็นเพื่อนจอมนะ คืนสุดท้ายแล้ว” เขาอ้อน แบบที่รู้ว่าสุดท้ายแล้ว อีกฝ่ายก็จะต้องตามใจเหมือนทุกที

ไม่ผิดคาด อีกคนส่ายหน้าเล็กน้อยทั้งที่ปากก็ยังอมยิ้ม แล้วเดินอ้อมไปยังอีกฟากของเตียง แล้วล้มตัวลงนอนข้าง ๆ เขา โดยไม่พูดอะไรเพิ่มอีก

จอมตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่เคยคิดว่าจะกล้าทำ เขาเอื้อมแขนออกไปรั้งร่างอีกคนเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด แนบหน้าผากเข้ากับหน้าผากของอีกคน

“ถ้าไม่อึดอัดเกินไป จอมขอนอนกอดพี่นะ”

“เธอนี่จริง ๆ เลย มาขอหลังจากทำไปแล้วเนี่ยนะ” ถึงจะบ่นอย่างไร แต่แขนที่พาดมาที่เอวเขาก็เป็นคำตอบให้กับคำขอของเขาอยู่ดี ทำให้จอมยิ้มออกมาแล้วเริ่มหลับตาลง สัมผัสได้ว่ามีอะไรนุ่ม ๆ กดลงบนหน้าผาก เขาเลยพูดขึ้นว่า

“ราตรีสวัสดิ์ครับ”

“ราตรีสวัสดิ์”

 

เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึงแบบที่จอมไม่นึกอยากให้มันมาถึงเร็วนัก เขาตื่นแต่เช้า โดยมีร่างของภูตต้นไม้อยู่ในอ้อมกอด ถือเป็นโอกาสพิเศษของเขาที่จะได้สำรวจเครื่องหน้าสมบูรณ์แบบของคนหลับเต็ม ๆ ตา

เพราะเป็นภูตที่มีอายุยืนยาวเท่าต้นไม้ที่เกิดมาพร้อมกัน รูปร่างหน้าตาของลันจึงแทบไม่ต่างจากคนอายุยี่สิบกว่าอย่างเขาสักนิด ใบหน้าหลับพริ้มดูน่าเอ็นดูเหมือนเด็ก และทั้งที่รู้ว่ามันไม่ดี แต่เขาอดกดจูบลงกับหน้าผากเนียนนั่นไปทีหนึ่งไม่ได้ และนั่นก็เหมือนจะปลุกให้อีกฝ่ายลืมตาตื่นขึ้นในที่สุด

“อรุณสวัสดิ์ครับ” เขาทักทาย พร้อมส่งยิ้มให้อีกคนที่ดูเหมือนจะยังง่วงงุนอยู่พอสมควรแต่ก็ยันตัวลุกขึ้นนั่ง เขาเลยลุกขึ้นบ้าง

“พี่ต้องอาบน้ำแปรงฟันไหมเนี่ย เข้าห้องน้ำก่อนไหม เดี๋ยวจอมค่อยเข้าไปทีหลัง”

ภูตหนุ่มพยักหน้าช้า ๆ แล้วลุกขึ้นเดินเอื่อย ๆ แบบง่วง ๆ เข้าห้องน้ำไป ขณะที่เขาหลุดยิ้มกว้างอย่างควบคุมไม่ได้เพราะความน่ารักนั่น

ถ้าได้เจอแบบนี้ทุกเช้า เขาคงมีความสุขน่าดู

ทั้งที่สัญญากันไว้ว่าลันจะรอให้เขาอาบน้ำเสร็จออกมา แต่เมื่อจอมเปิดประตูห้องน้ำออกมา ก็พบเพียงน้องชายตัวแสบสองคนนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บนเตียงเขา จอมเลยทำได้แค่กลอกตามองบน นึกด่าน้องในใจที่ทำให้พี่ลันต้องหายตัวหนีไปก่อน ทั้งที่เขายังอยากคุยกับพี่ชายคนสนิทมากกว่านี้

“พวกมึงมาทำไมเนี่ย”

“มารอมึงอะแหละ เพิ่งอาบน้ำเสร็จเหรอวะ โคตรช้า” ซันบ่น ทั้งที่ก็ยังไม่เงยหัวขึ้นจากเกมออนไลน์ในสมาร์ทโฟน โดยมีกันต์พยักหน้าหงึกหงักรับ ตายังจับจ้องอยู่ที่โทรศัพท์ตัวเองเช่นกัน

“เรื่องกู แล้วถ้าจะมานั่งเล่นเกม ทำไมไม่ไปเล่นที่ห้องพวกมึงเองวะ มานั่งห้องกูเพื่ออะไร” เขาอดคิดไม่ได้ว่าสองคนนี่มันมารผจญจริง ๆ

“ก็บอกแล้วว่ามาหาพี่ แต่พี่อาบน้ำไม่เสร็จก็เลยเล่นเกมรอ นี่เลยกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลย… เหี้ยยยย พี่ซัน มาชุบชีวิตผมเร็ว ๆ ดิวะพี่ เดี๋ยวไม่ทันนนน”

“แล้วมึงเสือกโง่ตายทำไมเนี่ย มันลำบากกูว้อย ยาแม่งยิ่งเหลือน้อย ๆ อยู่ ถ้าคราวนี้มึงตายอีก กูจะไม่ไปชุบมึงละนะ”

“รู้แล้ว พี่จะบ่นอะไรนัก ไอ้แจนมันตายบ่อยกว่าผมอีก ทำไมพี่ไม่บ่นมันมั่งอะ… ไอ้สัตว์ ตายอีกแล้ว”

“มึงโง่ตายอีกแล้วเหรอวะ ยาหมดแล้วว้อย แล้วที่กูไม่บ่นแจน เพราะแจนมันฆ่าไอ้ฝั่งตรงข้ามได้เยอะกว่ามึงไง… อะ ชิบหายละ มึงตาย แจนตาย เหลือกูคนเดียวอีก อย่านะเว้ย อย่านะ… ไอ้เหี้ย แพ้!!”

จอมส่ายหน้าให้สองพี่น้องที่เล่นเกมไปตีกันไปอย่างเหนื่อยใจ เล่นเกมด้วยกันทีไรเขาก็เห็นพวกมันหัวร้อนกันทุกที มีแค่แจน แฟนหนุ่มรุ่นน้องของซันเท่านั้นล่ะ ที่ไอ้คนพี่มันไม่กล้าหัวร้อนใส่เพราะกลัวโดนโกรธ

“ถ้าจะเล่นแล้วหัวร้อนขนาดนี้ มึงจะเล่นกันทำซากอะไร ไป ไปกินข้าวได้แล้ว มัวแต่เล่นเกมอยู่นั่น” เขาบ่น แทบจะเตะโด่งน้องออกไปจากห้อง และได้แต่เดินตามลงไปกินข้าวทั้งที่ในใจเสียดายเวลาที่จะได้อยู่กับพี่ชายคนสำคัญแทบแย่

ดังนั้น พอกินข้าวเสร็จ จอมก็หิ้วกล้องคู่ใจ หนีออกมาเดินเล่นที่สวนคนเดียว และเขาก็ไม่ผิดหวัง เมื่อได้พบกับคนที่นั่งเล่นอยู่บนกิ่งลั่นทม

“ไหนเมื่อเช้าว่าจะรอจอมอาบน้ำไง ทำไมหนีมาก่อนล่ะ” เขารู้เหตุผลดีอยู่แล้ว แต่ก็อดแหย่ไม่ได้

“จะให้อยู่ยังไง ซันกับกันต์เล่นเกมกันอยู่นั่น ถึงพี่รอ เราก็ไม่ได้คุยกันอยู่ดีนี่นา”

“รู้แล้วครับ แค่แหย่เล่นเฉย ๆ” เขาว่า รอให้อีกคนกระโดดลงมาจากต้นไม้แล้วขยับเข้ามาใกล้ทั้งรอยยิ้ม

ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกว่าตัวเองพูดอะไรไม่ออก รับรู้ได้เพียงว่าถ้ากลับเข้าเมืองหลวงไปแล้ว เขาคงคิดถึงรอยยิ้มนี้มาก ๆ

“กลับกี่โมงน่ะ” เป็นลันที่ทำลายความเงียบระหว่างพวกเขาขึ้นก่อน พออยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์แบบนี้ จอมถึงได้เห็นชัดเจนว่านัยน์ตาคู่สวยตรงหน้าดูสั่นไหวอย่างประหลาด ซึ่งเขาคิดว่ามันสื่อความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ข้างในใจเขามันร่ำร้อง

ไม่อยากให้เขาไป

“สิบโมงครับ อีกชั่วโมงนึง”

ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง มีเพียงพวกเขาสองคน ลมเย็น ๆ และกลิ่นลั่นทมที่ลอยอวลอยู่รอบตัว เขาตัดสินใจขยับร่างกายไปตามใจคิด ด้วยการเอื้อมไปจับมือของคนตรงหน้าเอาไว้ จ้องเข้าไปในตาคู่สวยที่สบกันกับเขา

“ที่จอมสัญญาไว้เมื่อคืน จอมจริงจังนะ”

“รู้แล้ว”

“จะไม่ลืม จะกลับมาหาบ่อย ๆ รอจอมนะ”

“ก็บอกแล้วไงว่ารอมาตลอดอยู่แล้ว”

เขาขับเข้าไปใกล้ภูตหนุ่มมากขึ้นอีก แล้วยกมือขึ้นโอบรอบเอวคนตรงหน้า ซบลงกับบ่าของอีกคน สูดเอากลิ่นลั่นทมที่มาจากร่างในอ้อมกอดเข้าเต็มปอด อดคลี่ยิ้มออกมาไม่ได้เมื่ออีกคนเองก็ยกมือกอดเขาตอบเหมือนกัน

สักพักกว่าเขาจะยอมผละออกจากอีกคน จอมยิ้ม ลันเองก็ยิ้มให้เขาเหมือนกัน ก่อนที่เขาจะยกกล้องในมือขึ้น พลางขออนุญาต

“จอมถ่ายรูปพี่ได้ไหม”

“ไม่รู้จะถ่ายติดไหมนะ”

“งั้นก็ถือเสียว่าลองดูแล้วกัน” เขาว่า ก่อนจะถอยห่างออกไป แล้วยกกล้องในมือขึ้นทาบกับตา หมุนเลนส์ปรับโฟกัสจนได้ระยะ แล้วก็กดชัตเตอร์ไปทีหนึ่ง

“ถ่ายติดแหละ”

“จริงเหรอ ไหน ดูหน่อยสิ”

เขายื่นกล้องในมือให้นายแบบชั่วคราวได้เช็ครูปตัวเอง ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะคิดยังไง แต่สำหรับจอม ภาพตรงหน้าตอนเขามองผ่านเลนส์ มันสวยเสียจนเขาเกือบลืมหายใจ

“ถ้ามีรูปพี่แบบนี้ อย่างน้อยจอมก็ไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะลืมพี่แล้ว” เขาว่า และได้รับรอยยิ้มสดใสกลับมาเป็นคำตอบและเป็นรอยยิ้มที่จอมสัญญากับตัวเองว่าจะกลับมาหามันให้บ่อยที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

หลังจากนั้นมา บนหัวเตียงของจอมก็มีกระปุกแก้วใส่ดอกลั่นทมเจ็ดดอกที่ไม่มีวันเหี่ยวเฉา เคียงคู่กับภาพชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ใต้ต้นลั่นทม พร้อมรอยยิ้มที่สวยที่สุดสำหรับจอม

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 31: Moving

Title: Moving [Flufftober 2019 day 31]

Pairings: YokoFuji [Kis-My-Ft2]

Notes/Warnings: ต่อมาจากอันนี้เลยค่ะ https://fairwazajawi.wordpress.com/2019/10/23/flufftober-2019-day-22-rings/หัวข้อสุดท้ายแล้วค่ะ เย้ ๆ มาบ้างหายบ้าง เกินเวลามาตั้งครึ่งเดือน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เล่นชาเลนจ์จบเลยค่ะ 5555555 ได้ลองทำอะไรเขียนอะไรหลาย ๆ อย่าง เขียนแปลก ๆ บ้าง มั่วพล็อตบ้างอะไรบ้าง แต่สนุกมากค่ะ ไว้เจอกันใหม่โอกาสหน้านะคะ ขอบคุณมากค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++++++

การอยู่ร่วมบ้านกับใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะไปค้างบ้านกันและกันบ่อยขนาดไหน หรือรู้จักกันมาเป็นสิบปีอย่างไร ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องมันง่ายขึ้นเลยสำหรับฟุจิกายะ ไทสุเกะ

พวกเขาตกลงย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันได้อาทิตย์หนึ่งแล้ว เป็นอาทิตย์ที่วุ่นวายมากสำหรับเขา ทั้งการย้ายบ้าน จัดข้าวของเข้าที่ และสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาก็คือการปรับตัวเข้าหากัน

หลาย ๆ คนรอบตัวพวกเขาชอบบอกว่าพวกเขาเข้าใจกันดีเหมือนคู่แต่งงานที่อยู่กินกันมานาน ตอนที่พวกเขาจับมือกันบอกเพื่อนร่วมวง ทั้งห้าคนยังหัวเราะใส่และบอกว่าถ้าฟุจิกายะไม่มาปรึกษาว่าจะขอโยโก วาตารุ แต่งงานดีไหม แต่ละคนก็เข้าใจว่าพวกเขาแต่งงานกันไปนานแล้วเสียอีก เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ได้คิดว่าการย้ายเข้ามาอยู่บ้านเดียวกันจะเกิดปัญหาอะไรใด ๆ ขึ้น

แต่มันก็ยากกว่าที่คิด ถึงพวกเขาจะเหมือนกันมากขนาดไหน ก็มีบางอย่างที่แตกต่างกันอยู่ดี และมันต้องใช้พลังงานในระดับหนึ่งในการปรับตัว ในช่วงที่พวกเขาวุ่นวายจัดบ้านบวกกับตารางงานที่ยุ่งวุ่นวาย ฟุจิกายะก็เครียดในระดับหนึ่ง

“กลับมาแล้วครับ”

เขาพูดเมื่อเปิดประตูเข้ามาในบ้าน ถอดรองเท้าให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วเดินตรงไปยังโซฟากลางห้องรับแขก ทรุดตัวลงนอนแผ่บนโซฟา พร้อมหลับตาลง กะจะพักสายตาเล็กน้อย แต่ก็ต้องลืมตาขึ้นมา เมื่อมีมือมาแตะที่แก้มเขา

“วัตตะ” เขาเรียกคนที่ส่งยิ้มบาง ๆ ให้ แล้วยันตัวลุกขึ้นนั่ง คนรักของเขาที่นั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ ก็ลุกขึ้นมานั่งบนโซฟาด้วยกัน

“เหนื่อยไหม”

“เหนื่อย” เขาว่า ขยับเปลี่ยนท่านั่ง แล้วเอาหัวเอนพิงบ่ากว้างของคนข้าง ๆ ก่อนที่มือใหญ่ของอีกคนยกขึ้นมาลูบที่ศีรษะเขาเบา ๆ และนั่นก็ทำให้เขายิ้มออก รู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตให้ตัวเอง

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ” เขาถาม ยังไม่ลืมตา และมือบนหัวเขาก็ยังไม่หยุดขยับ วันนี้นอกจากงานวงตอนเช้า ตอนบ่ายก็แยกย้ายกันไปทำงานเดี่ยวต่าง ๆ เขาเลยนึกแปลกใจนิดหน่อยที่โยโกกลับมาถึงก่อน ไหนว่าไปถ่ายรายการวาไรตี้ไง

“ก่อนหน้านายสักยี่สิบนาทีได้” ร่างสูงว่า ปล่อยมือออก ส่วนเขาเองก็ลุกขึ้นมานั่งดี ๆ

“กินข้าวมาหรือยัง ฉันเพิ่งทำข้าวเย็นเสร็จ”

“ยัง มีอะไรกินบ้างน่ะ”

“ข้าวต้มน่ะ นี่จะสามทุ่มแล้ว กินของหนัก ๆ มันย่อยยาก”

พวกเขาพากันลุก แล้วตรงไปยังห้องครัว เขาตรงไปหยิบชามออกมาจากเคาน์เตอร์ แล้วส่งให้คู่ชีวิตตักข้าวต้มหอม ๆ ใส่ชามให้

ระหว่างกิน พวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย เพียงแค่เปิดโทรทัศน์ดูรายการข่าวและอื่น ๆ ไปเรื่อยเปื่อย วิจารณ์นั่นนี่เล็กน้อย ก่อนที่เขาจะอาสาทำความสะอาดโต๊ะและล้างจานให้ แล้วให้พ่อครัวคนเก่งไปอาบน้ำก่อน

หลังล้างจานเสร็จ เขาก็นั่งเล่นกับหมาสองตัวในบ้าน ตัวหนึ่งคือเบลของเขา อีกตัวคือปาปิของโยโก จริง ๆ นี่ก็เป็นความกังวลอย่างหนึ่งของเขา ถึงสองตัวจะเคยเจอกันบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่บ้านเดียวกันได้ แต่พอเอาเข้าจริง สองตัวนี้กลับสนิทกันดี เขาก็สบายใจไปได้เปลาะหนึ่ง

“ไทสุเกะ ไปอาบน้ำได้แล้ว” เสียงเรียกของคนที่กำลังเดินออกมาจากห้องนอนทำให้เขาเงยหน้าขึ้นไปมอง และส่งยิ้มให้คนตัวสูงที่ตรงมาหาเขา

“อือ”

เขากำลังจะเดินผ่านอีกคนเข้าห้องนอนไปบ้าง โยโกก็ถามขึ้นมาเสียก่อน

“ไทสุเกะ โอเครึเปล่า”

เขากะพริบตาปริบ ๆ มองคนตัวสูงกว่า งุนงงเล็กน้อยว่าเกิดอะไรขึ้น และหลังจากสบนัยน์ตาสีเข้มในกรอบแว่นของโยโกที่ฉายชัดว่าเป็นห่วงชัด ทำให้เขาเข้าใจว่าอีกคนต้องการสื่ออะไร

“โอเคสิ ทำไมจะไม่โอเคล่ะ”

“ก็ต้องปรับตัวอีกเยอะเลยไม่ใช่เหรอ” คำพูดตรง ๆ ราวกับตัวเองไม่ได้มีส่วนทำให้เขาหัวเราะ โยโกน่ะเป็นแบบนี้เสียทุกที ชอบมองทุกอย่างเหมือนกับไม่ใช่เรื่องของตัวเองทั้งที่เจ้าตัวก็คงรู้สึกไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่นัก

“นายก็เหมือนกันนี่นา”

“อืม พยายามอยู่ แต่ห่วงว่านายจะเครียด”

“ยอมรับว่านิดหน่อย แต่ไม่ต้องห่วง แค่เห็นหน้านายฉันก็หายเหนื่อยไปเยอะแล้ว” เขาอมยิ้ม เมื่อเห็นคนที่ชอบทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนเขินหน้าแดง เบือนหน้าหนีเขา

เขาไม่ได้โกหกอะไรเลย เขาเหนื่อยจริง เรื่องเล็ก ๆ บางอย่างที่มันไม่เคยมีปัญหาเวลาพวกเขาไปค้างบ้านกันและกัน พอต้องอยู่ด้วยกันทุกวัน และหลาย ๆ เรื่องเข้า มันก็ส่งผลไม่น้อย แต่ทุกครั้งที่อีกคนยอมเขา มันก็ทำให้ฟุจิกายะรู้สึกได้ว่าไม่ใช่แค่ตัวเองที่ต้องปรับตัว เขามีคนที่จะสู้ไปด้วยกันอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น ถึงจะเหนื่อยและเครียดขนาดไหน แต่ตลอดเจ็ดวันนี้ที่เขากลับบ้าน เจอใครอีกคนรออยู่ หรือได้รอคอยให้อีกฝ่ายกลับมา ทุกครั้งที่ได้รับรอยยิ้มอ่อนโยน หรือได้รับการดูและเอาใจใส่ มันดีกว่าที่เขาเคยคิดฝัน และคุ้มค่ามากจนเขาไม่อยากให้มันหายไป พอคิดได้แบบนั้น ความกดดันต่าง ๆ ในชีวิตคู่มันก็เบาบางลงไปมาก

ฟุจิกายะเชื่อว่าไม่นานมันจะดีได้มากกว่านี้ ถ้าพวกเขายังจับมือกันและกันไว้

“แล้วนายเหนื่อยไหม” เขาถามกลับ ใจจริงก็นึกกลัวนิดหน่อยว่าอีกคนจะเหนื่อยมากเกินไปหรือเปล่า แต่ก็คลายใจลงบ้าง เมื่อเห็นรอยยิ้มบางของร่างสูง

“ไม่เท่าไหร่หรอก มีนายอยู่ด้วยแบบนี้น่ะดีแล้ว”

“งั้นก็มาพยายามด้วยกันนะ” อีกฝ่ายพยักหน้ารับ ก่อนจะดุนหลังเขาเบา ๆ “ไปอาบน้ำได้แล้ว ดึกแล้วนะ พรุ่งนี้มีงานแต่เช้านี่”

เขายอมเดินตามแรงเข้าไปห้องนอน แต่ก็หยุดเสียก่อนเมื่อนึกอะไรดี ๆ ออก ฟุจิกายะหันหลังกลับ ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้คนที่เลิกคิ้วแบบงง ๆ ให้

“ขอบคุณนะ รัก” เขาเขย่งตัวขึ้นหอมแก้มคู่ชีวิตแล้วรีบเดินกลับเข้าห้องนอนไป ไม่ต้องหันกลับไปมองก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายคงหน้าแดงไม่ต่างจากหน้าเขาที่เห่อร้อนไปหมดเหมือนกัน

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 30: Dream

Title: Dream [Flufftober 2019 day 30]

Pairings: NiorB [GOT7]

Notes/Warnings: ลองของค่ะ ไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้เลย ยากมากเหมือนกันค่ะ 5555555 ยาวกว่าทุกทีไปสักหน่อยนะคะ

+++++++++++++++++++++++++

แสงสว่างยามอรุณสาดส่องเข้ามาผ่านม่านหน้าต่างผืนหน้า ปลุกให้โจแอนนาลืมตาตื่นขึ้นจากนิทรา เจ้าหล่อนค่อย ๆ หยัดร่างขึ้น นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปรอบตัว ก่อนจะผ่อนลมหายใจช้า ๆ ทั้งที่ยังหวนคิดถึงความฝันยามค่ำคืนที่ผ่านมา

ชายร่างสูงที่จับจูงมือหล่อนเดินไปตามทางในทุ่งดอกไม้งามที่ส่งกลิ่นหอมหวาน เป็นชายที่มีรอยยิ้มสุภาพ ดูอ่อนโยนเหมือนที่บิดามักยิ้มให้มารดาของหล่อนกับหล่อน ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมือหนามายังหล่อนทำให้หล่อนคลายความกังวลทุกสิ่งอย่าง

หล่อนฝันถึงชายผู้นี้มาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่คืนที่หล่อนอายุสิบสองปีเต็ม ครั้งแรกหล่อนก็นึกเพียงว่าตนอาจจะคิดมากเกินไป กระทั่งฝันถึงอีกครั้งในอีกสองสัปดาห์ต่อมา แล้วจากนั้นหล่อนก็ได้เห็นเขาอีกเป็นครั้งคราว จนช่วงหลัง ๆ มานี้ เหมือนหล่อนจะได้พบเขาบ่อยกว่าปกติ

โจแอนนาไม่เคยปริปากบอกเรื่องนี้กับใคร แม้ว่าหล่อนจะเข้าใจดีว่าความฝันไม่ใช่เรื่องปรกติของผู้วิเศษก็ตาม แต่หล่อนเกรงว่าบิดามารดาของหล่อนจะเป็นกังวล ท่านทั้งสองวุ่นวายกับกิจการงานบ้านงานเมืองมากเกินพอแล้ว

หล่อนนั่งอยู่อย่างนั้นสักพัก จึงตลบผ้าห่มออกจากกาย พับเก็บให้เรียบร้อย และนั่งรอให้สาวใช้เตรียมน้ำร้อนให้อาบชำระกาย

หล่อนเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลขุนนางที่ยศอาจจะไม่สูงมาก แต่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในฐานะที่เป็นตระกูลหมอยา ซึ่งเป็นสายเวทมนตร์ที่หาได้น้อยยิ่งในโลกเพราะผู้ที่เลือกเรียนรู้เวทมนต์สายรักษา มักเลือกใช้เวทมนตร์เพียงอย่างเดียวในการรักษา เพราะมันไม่ยุ่งยาก ต่างจากสิ่งที่โจแอนนาเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ซึ่งมักใช้สมุนไพรเป็นหลัก แล้วจึงใช้เวทมนตร์เสริม แต่ทั้งสองอย่างก็มีข้อดีที่แตกต่างกันไป และหมอยาก็เป็นบุคคลที่จำเป็นต่อโลกและต่อราชวงศ์

กว่าจะอาบน้ำแต่งกายต่าง ๆ เสร็จ ก็ได้เวลาอาหารเช้าพอดี หล่อนแย้มยิ้มให้แม่นมที่วางหวีงาช้างลงบนโต๊ะเครื่องแป้งอันเป็นสัญญาณว่าหล่อนสามารถลงไปรับประทานอาหารเช้าได้ โจแอนนาไม่รอช้า หล่อนเดินลงบันไดตรงไปยังห้องรับประทานอาหารโดยเร็วที่สุดเท่าที่รองเท้าส้นสูงและมารยาทของสุภาพสตรีจะอนุญาต

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” หล่อนกล่าวเสียงใสกับบิดามารดาที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะตรงไปนั่งด้านขวามือของเอิร์ลจัสติสผู้พ่อ โดยมีแม่ของหล่อน เคาน์เตสมาเกอริตามองดูด้วยสายตาอ่อนโยนจากฝั่งตรงกันข้าม

“นอนหลับสบายดีหรือไม่ ลูกสาวพ่อ”

“ลูกนอนหลับสบายดีค่ะ วันนี้แปลกนะคะ คุณพ่ออยู่ร่วมโต๊ะอาหารเช้ากับลูกได้” โจแอนนาเอ่ย ปรกติบิดาของหล่อนมักไม่ค่อยได้อยู่ร่วมโต๊ะอาหารเช้ากับหล่อนและเคาน์เตสมาเกอริตา เพราะหน้าที่การงานที่ต้องรีบออกตรวจผู้ป่วยในหอพยาบาลในพระราชวังแต่เช้าตรู่ หรือไม่ก็มักจะยังไม่กลับเนื่องจากต้องเฝ้าดูอาการผู้ป่วยหนัก

“พ่อเพิ่งกลับมาได้ราวชั่วยามหนึ่งนี่เอง เลยพอมีเวลามาทานข้าวกับลูกกับแม่ได้อย่างไรเล่า”

“เป็นเช่นนั้นเอง”

แล้วมื้ออาหารก็เริ่มต้นขึ้น โดยมีเสียงเจื้อยแจ้วของเจ้าหล่อนดังคลอไปเรื่อย

“โจแอนนา ช่วงบ่าย แม่จะให้มิสแบรนเดอลีนเข้ามาวัดตัวตัดชุดให้ลูกนะ”

หล่อนนึกเบื่อหน่ายขึ้นมาทันที แต่ด้วยมารยาทที่ถูกฝึกอบรมมาแต่เด็ก ทำให้หล่อนแสดงอาการเหล่านั้นออกมาไม่ได้ การวัดตัวตัดชุดที่เคาน์เตสมาเกอริตากล่าวถึง ย่อมไม่พ้นงานเดบูตองที่จะจัดขึ้นในวันเกิดอายุสิบหกของหล่อน โจแอนนาตื่นเต้นกับวันเกิดของตนก็จริง แต่หล่อนก็คร้านกับการแต่งหน้าแต่งตัวกรุยกราย ใส่หน้ากากเข้าวงสังคมเสียเหลือเกิน ไม่นับว่ามันก็เหมือนการดูตัวกลาย ๆ นั่นด้วย

“เดือนหน้าแล้วนี่นะ แล้วการเรียนเต้นรำของลูกเป็นอย่างไรบ้างล่ะ”

“คล่องมากแล้วค่ะ แต่ว่าคุณพ่อคุณแม่ขา เราแค่ฉลองวันเกิดกันเล็ก ๆ ในบ้านเหมือนทุกทีไม่ได้หรือคะ ลูกไม่เห็นความจำเป็นต้องจัดงานเดบูตองใหญ่โตเหมือนใครเขาเลย” หล่อนลองอ้อนวอนดูอีกสักครั้ง แม้จะเข้าใจดีว่าคงไม่เกิดประโยชน์

“พ่อกับแม่เข้าใจลูกนะ แม่เองก็ไม่ชอบ แต่เพื่อการเข้าสังคม ผูกมิตรกับผู้อื่น มันก็จำเป็นนะ อย่างน้อยเผื่อวันข้างหน้าจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกัน แล้วอีกอย่าง…” หญิงสาวที่ยังคงงามหยดย้อยแม้จะมีลูกแล้ว ส่งยิ้มหวานให้หล่อนเป็นเชิงเย้าแหย่ “เผื่อลูกจะสนใจใครบ้างเป็นพิเศษอย่างไรเล่า”

“ไม่ได้/ไม่ค่ะ” ทั้งเอิร์ลจัสติสและโจแอนนากล่าวขึ้นพร้อมกัน เรียกเสียงหัวเราะเบา ๆ จากผู้เป็นภรรยาและมารดาได้ดี คนเป็นพ่อก็หวงบุตรีเสียเหลือเกิน ส่วนคนเป็นลูกก็ไม่สนใจเรื่องรักใคร่สักนิด พอกันเสียทั้งคู่

“ลูกเพิ่งจะสิบหก จะรีบหาคู่ครองไปทำไม ชีวิตมีสิ่งอื่นที่น่าสนใจอยู่อีกมากมาย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญเสียหน่อย”

“ลูกเห็นด้วยกับคุณพ่อค่ะ”

“ใจเย็น ๆ เรื่องนั้น แม่แล้วแต่ลูกอยู่แล้ว แต่จะอย่างไร งานเดบูตองก็เป็นงานสำคัญ ทนเอาหน่อยนะ โจแอนนา”

“ลูกจะพยายามค่ะ”

โจแอนนายืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกเดซี่สีขาวที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนลอยมาตามลม หล่อนหลับตาพริ้ม ซึมซับความหอมหวานของดอกไม้โปรดเข้าเต็มปอด ก่อนจะลืมตาขึ้น เมื่อรู้สึกได้ว่ามีใครยืนอยู่ด้านหน้า

ร่างสูงโปร่งดูสง่าในชุดออกงานแบบผู้ชายทั่วไป เรือนผมหยักศกสีดำสนิทที่ขับให้ผิวที่ค่อนข้างขาวอยู่แล้วดูสว่างขึ้น นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนรับกันดีกับจมูกโด่ง และริมฝีปากอิ่ม โจแอนนารู้สึกคุ้นเคยกับชายผู้นี้อย่างบอกไม่ถูก แต่สัญชาตญาณของหล่อนบอกว่าหล่อนไว้ใจเขาได้

ผู้ชายตรงหน้าหล่อนโค้งตัวตามธรรมเนียม ก่อนจะยื่นมือออกมา รอให้หล่อนวางมือลงไป ไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ เช่นเดียวกับโจแอนนา หล่อนเพียงวางมือลงบนมือหนาแผ่วเบาโดยไม่เอื้อนเอ่ยเช่นกัน ก่อนจะเริ่มเดินตามแรงจับจูงที่พาหล่อนเดินตรงไปเรื่อย ๆ ก่อนจะไปหยุดที่ต้นแพร์ขนาดใหญ่ที่ตระหง่านอยู่บนเนินเตี้ยกลางทุ่ง

ณ ที่นั้น ชายหนุ่มก้มลงปลิดดอกเดซี่ใกล้มือ แล้วยื่นส่งให้หล่อนเป็นเชิงว่าให้ หล่อนไม่อยากปฏิเสธน้ำใจ ตามมารยาทที่เคาน์เตสมาเกอริตาพร่ำสอนมา หล่อนควรจะรับเอาไว้

เมื่อหล่อนเอื้อมมือไปรับมันมา ผู้ให้ก็แย้มยิ้มกว้างเห็นเป็นเส้นขีดคล้ายหนวดแมวที่ใต้ตา จากนั้นเจ้าของรอยยิ้มนั่นก็โค้งให้หล่อนที่กระวีกระวาดย่อตัวรับแทบไม่ทัน เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกทีหนึ่ง ใต้ต้นแพร์ก็เหลือหล่อนเพียงผู้เดียวแล้ว

“วันนี้คุณหนูงามจริง ๆ เจ้าค่ะ” เสียงชื่นชมของเจย์ลีน สาวใช้ประจำตัวที่อยู่กับโจแอนนามาตั้งแต่เด็ก ทำให้หล่อนคลี่ยิ้มบางส่งให้เด็กสาวที่อายุน้อยกว่าหล่อนสองปีอย่างเอ็นดู

“ปกติข้าไม่งามหรือ เจ้าถึงพูดแบบนี้”

“ปกติท่านก็งามอยู่แล้วเจ้าค่ะ แต่พอแต่งตัวออกงานเช่นนี้ก็งามมาก ๆ ข้าว่าทุกคนในงานจะต้องจับจ้องมาที่ท่านคนเดียวเป็นแน่”

“เจ้าก็พูดเกินไป วันนี้มีสาวงามตั้งมากมายที่สวยกว่าข้า”

“ไม่มีแน่ ๆ เจ้าค่ะ ใครจะสวยสู้ท่านได้กัน”

“ก็คุณแม่อย่างไรเล่า เจ้าจะบอกว่าคุณแม่ข้าไม่สวยหรือ”

“โธ่ คุณหนู ไม่นับท่านเคาน์เตสสิเจ้าคะ” โจแอนนาหลุดหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้เจย์ลีนทำเสียงกระเง้ากระงอดใส่หล่อน ถ้าคุณแม่นมของหล่อนมาเห็น สาวใช้คนสนิทของหล่อนคงโดนทำโทษไปแล้ว แต่กับโจแอนนาที่เห็นเอ็นดูเป็นน้องสาวก็ไม่นึกตำหนิอะไร

“อ๊ะ ขออภัยนะเจ้าคะ คุณหนู ข้าขออนุญาตจัดตรงนี้นิดหน่อย”

หล่อนยืนนิ่งให้เจย์ลีนจัดมงกุฎดอกไม้บนศีรษะให้เข้าที่ พลางมองตัวเองในหน้ากระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้า

เด็กสาวที่ปรากฏบนพื้นเรียบเงานั่นสวมชุดกระโปรงบานยาวซ้อนชั้นสีขาว เปิดเปลือยลำคอ ไหปลาร้า และไหล่มน ประดับด้วยดอกกุหลาบที่ทำจากผ้าโปร่ง ไปด้วยกันดีกับถุงมือที่ยาวคลุมข้อศอกสีเดียวกัน เส้นผมนิ่มสีน้ำตาลถูกรวบเก็บเป็นมวย รับกับมงกุฎดอกไม้ที่เจย์ลีนร้อยให้เมื่อสองชั่วยามที่ผ่านมา ใบหน้าหวานแต่งแต้มด้วยสีชมพูและสีแดงจากชาด สร้อยไข่มุกสีขาวนวลซึ่งเป็นสมบัติส่วนตัวของเคาน์เตสมาเกอริตาห้อยอยู่ที่คอระหง

โจแอนนารู้สึกเหมือนตนกำลังมองคนแปลกหน้า หล่อนไม่ค่อยรวบผมสักเท่าไหร่ หน้าตาก็ไม่แต่ง และส่วนมากหล่อนก็ชอบใส่กางเกงขี่ม้ามากกว่าจะสวมกระโปรงยาวซึ่งมักเกะกะเวลาหล่อนทำงานในสวนสมุนไพร เพราะฉะนั้นพอจับแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศ หล่อนเลยรู้สึกแปลกประหลาดมากกว่า

“เหลือเวลาอยู่อีกหน่อย คุณหนูจะนั่งรอในห้องนี้ก่อน หรือว่าจะกลับห้องหนังสือคะ”

“กลับห้องหนังสือก็แล้วกัน เจย์ลีนไปช่วยงานข้างล่างเถิด ไม่ต้องห่วงข้าหรอก มีอะไรจะเรียกเอง”

“เจ้าค่ะ”

หล่อนเดินตรงไปยังห้องหนังสือซึ่งหล่อนทำงานค้นคว้าค้างอยู่ หล่อนมักยกงานทุกอย่างมานั่งทำที่นี่ เอิร์ลจัสติสที่ตามใจบุตรีเป็นที่สุดจึงให้คนมาปรับปรุงห้องเสียใหม่ และจัดมุมหนึ่งของห้องเป็นบริเวณทำงานของโจแอนนา

หล่อนนั่งลงบนเก้าอี้ ขยับตัวเล็กน้อยเพราะชายกระโปรงซึ่งยาวเกะกะ ทอดถอนใจกับหนังสือหลายต่อหลายเล่มที่เปิดทิ้งไว้บนโต๊ะทำงาน พวกมันไม่ใช่หนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรเหมือนที่มักจะเป็น แต่กลับเป็นหนังสือที่ว่าด้วยความหมายของดอกไม้ และหนังสือเกี่ยวกับความฝันต่าง ๆ

เมื่อคืนหล่อนฝันอีกแล้ว ภาพชายที่ยื่นดอกเดซี่ให้หล่อนยังคงติดตรึงในห้วงความคิด มันแปลกไปจากทุกครา เพราะคนในความฝันไม่เคยให้อะไรกับหล่อนมาก่อน แล้วพอมาตอนนี้ หล่อนก็ไม่รู้ว่าในความฝันตนกล้ารับมันไปได้อย่างไร ในโลกที่เวทมนตร์สรรค์สร้างสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย แม้แต่ความฝันหล่อนก็ควรจะต้องระมัดระวังและรอบคอบให้มากกว่านี้

“ท่านเป็นใครกันนะ”

“ตื่นเต้นไหมเจ้าคะ” แม่นมของหล่อนว่า หญิงวัยกลางคนแย้มยิ้มกว้างให้หล่อน โจแอนนาทราบดีว่าแม่คนที่สองภาคภูมิใจในงานวันนี้มากไม่ต่างจากแม่แท้ ๆ ที่เทียวไปมาระหว่างสวนสวยที่เป็นพื้นที่งาน และห้องหนังสือที่หล่อนหมกตัวอยู่หลังแต่งตัวเสร็จ

“เบื่อมากกว่าค่ะ อยากกลับไปนอนเสียเต็มทีแล้ว” หล่อนยืนรออยู่หลังบานประตูที่จะเปิดออกไปสู่สวนได้สักพักแล้ว เมื่อถึงเวลาประตูไม้แกะสลักสีเข้มจะเปิดออก และเป็นการเปิดตัวหล่อนสู่วงสังคมอย่างเต็มตัว

มืออวบของผู้ที่ดูแลหล่อนมาแต่เล็กแต่น้อยตีเบา ๆลงบนต้นแขนของหล่อน ดวงตาสีฟ้าฉายแววดุ

“อดทนเจ้าค่ะ แล้วอย่าพูดแบบนี้ให้ใครต่อใครเขาได้ยินนะเจ้าคะ ไม่งาม”

“โธ่ ข้าก็พูดเฉพาะกับคนในบ้าน ใครจะมาได้ยินคะ แล้วข้าก็ไม่ชอบงานพวกนี้มาแต่ไหนแต่ไร คุณคายานาเองก็ทราบดี” หล่อนบ่นต่อ และไม่แคล้วโดนคายานาตีอีกครั้งหนึ่งด้วยแรงที่มากกว่าเดิมจนหล่อนรู้สึกแสบคัน ทำได้เพียงยกมืออีกข้างขึ้นมาลูบ ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยต่อให้โดนทำโทษอีก

“ข้าบอกว่าไม่ให้พูดอย่างไรเจ้าคะ ท่านเคาน์เตสทุ่มเทกับงานนี้มากนะเจ้าคะ ถ้าท่านมาได้ยินจะเสียใจเพียงใด”

“ขอโทษค่ะ” หล่อนเอ่ยเสียงเบา เมื่อคิดตามคำพูดผู้ใหญ่แล้วเห็นจริง ถึงหล่อนจะไม่อยากร่วมงานนี้มากขนาดไหน แต่ผู้เป็นมารดาก็ตั้งใจจัดมันขึ้นมาเพื่อหล่อน และนั่นก็ทำให้โจแอนนาไม่ดื้อดึงอะไร เพราะภาพของเคาน์เตสคนงามและคนอื่น ๆ ในบ้านที่วุ่นวายเตรียมงานกันเป็นสัปดาห์เพื่อวันนี้ยังติดค้างในความทรงจำ หล่อนไม่อยากให้สิ่งที่ทุกคนเพียรทำไร้ค่า

“สักครู่นะเจ้าคะ ข้าน่าจะใกล้เวลาเต็มทีแล้ว”

จบประโยค บานประตูก็ถูกเปิดออก คายานาถอยหลังออกไปหลบอยู่หลังประตู เหลือเพียงงโจแอนนาที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูที่เปิดกว้าง หล่อนทำได้เพียงกลืนน้ำลายลงคอ ข่มความประหม่าและเชิดหน้าขึ้นตามที่มารดาเคยสั่งสอน ก้าวออกไปช้า ๆ ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องมาประหนึ่งถูกตรึงไว้ที่หล่อน

แม้ภายนอกจะดูสง่างามเพียงใด แต่ใครเล่าจะรู้ว่าหล่อนเกร็งแสนเกร็ง ใจประหวัดไปถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เช่นการเหยียบชายกระโปรง หรือสะดุดหกล้ม ก่อนที่หล่อนจะหวาดหวั่นว่าจะเกิดเหตุน่าอับอาย เอิร์ลจัสติสก็สาวเท้าเข้ามาหาเสียก่อน บิดาส่งยิ้มให้หล่อน ขยับตัวมายืนเคียงข้าง ่และตั้งแขนซ้ายขึ้นขนานกับพื้นดินด้วยท่วงท่าสง่างาม

โจแอนนาทราบดีว่าหล่อนต้องทำอะไร จึงคล้องแขนเข้ากับแขนของบิดา เดินเคียงคู่ไปยังลานเต้นรำที่มีน้ำพุใหญ่ตั้งอยู่กลางสวน หล่อนกับบิดาคือคู่เต้นรำเปิดงานในวันนี้ ทันทีที่ไปถึง วงดนตรีที่มุมหนึ่งของบริเวณสวนก็เริ่มบรรเลงบทเพลงให้ดังไปทั่ว และหลังจากเต้นกันไปได้สักพัก คู่ชายหญิงอีกหลายคู่ก็เริ่มเดินมายังลานเต้นรำบ้าง

หล่อนวางใจลงได้บ้างเมื่อบิดากุมมือของหล่อนให้เต้นไปตามจังหวะ และผ่อนคลายขึ้นมากเมื่อเอิร์ลจัสติสชวนหล่อนพูดคุยเล่นระหว่างเต้นรำ กระทั่งจบเพลงแรก หล่อนก็คลี่ยิ้มออกมาได้ดังเดิม

โจแอนนายังคงเต้นรำกับบิดาต่ออีกเพลง แม้ว่าตามธรรมเนียมทั่วไป บิดาและบุตรีจะเต้นรำด้วยกันเพียงเพลงแรกเท่านั้น ด้วยเหตุผลว่าหล่อนยังไม่พร้อมจะเต้นรำกับผู้ใด และเอิร์ลจัสติสก็หวงบุตรสาวมากเสียจนไม่อยากเห็นชายอื่นมาขอหล่อนเต้นรำเร็วเกินไปนัก

ผ่านไปเพียงสองชั่วยาม ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลผู้วิเศษได้เต้นรำกับคนมากมาย หล่อนไม่ใช่หญิงโง่ที่จะมองสายตาหมายปองของบุรุษไม่ออก แต่ถึงจะไม่พอใจเพียงใด โจแอนนาก็ทำได้เพียงรักษามารยาทด้วยการตอบรับการขอเต้นรำ แย้มยิ้มเพียงอย่างเดียว ถามคำตอบคำ และยอบกายลงเมื่อจบเพลงแทนการตัดไมตรี สิ่งเดียวในงานที่หล่อนสนใจนอกจากกลุ่มเพื่อนสนิทเพียงสองสามคน คืออาหารหน้าตาน่ารับประทานหลากชนิดที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะไม้ยาวด้านหนึ่งของสวน

หล่อนได้แต่นึกขอบคุณมารดาที่รู้ใจหล่อนดี จึงได้เลือกมาแต่อาหารที่หล่อนชอบ รวมถึงไม่ได้จัดเป็นโต๊ะที่จะเสิร์ฟอาหารแบบฟูลคอร์ส แต่จัดเป็นค็อกเทลด้วยเข้าใจดีว่าหล่อนคงจะอึดอัดกับมารยาทบนโต๊ะอาหาร ทำให้หล่อนสามารถแวะเวียนมารับประทานนั่นนี่ได้บ่อยครั้ง

หลังจากวางแก้วน้ำส้มที่ดื่มจนหมดแล้วลงบนถาดที่บริกรยืนถืออยู่ ก็มีชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าหล่อน

“ให้เกียรติเต้นรำกับข้าสักหน่อยได้หรือไม่ครับ คุณหนูโจแอนนา”

ร่างที่ก้มโค้งลุกขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะยื่นมือออกมาตรงหน้าหล่อน ใบหน้าคมคายแย้มยิ้มอ่อนโยนให้ และมันก็ทำให้หล่อนตื่นตะลึง เมื่อภาพตรงหน้าซ้อนทับกับภาพที่หล่อนเห็นในความฝันมาหลายต่อหลายครั้งยามหล่อนหลับตานอน

“ข้าชื่อจูเลียน ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 29: Games

Title: Games [Flufftober 2019 day 29]

Pairings: BMark [GOT7]

Notes/Warnings: ชดเชยมาม่าเมื่อวานค่ะ ฮ่า ๆ ๆ

+++++++++++++++++++++++++

มาร์คเป็นคนติดเกม เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีในหมู่เพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน แจบอมที่เป็นคนรักเองก็รู้เรื่องนี้ดี แต่บางทีที่มีโอกาสอยู่กันสองคนแบบนี้ เขาก็อยากใช้เวลาด้วยกันจริง ๆ จัง ๆ บ้าง

“มาร์ค กินข้าวกันไหม”

“มาร์คยังไม่หิวอะ บอมมี่กินไปก่อนเลย”

“ไปเดินเล่นกันไหม”

“มาร์คขอเล่นเกมตรงนี้จบก่อนนะ”

แล้วจะจบเมื่อไหร่ไม่ทราบ แจบอมได้แต่คิดหงุดหงิดในใจ มองร่างบางที่นั่งจดจ่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์มาจะสามชั่วโมงแล้ว หลังจากเดินไปเปิดประตูหอพักให้เขาเข้ามา และเป็นสามชั่วโมงที่อีกคนไม่สนใจเขาเลย อันที่จริงนอกจากมือสองข้างที่ประจำอยู่ที่เมาส์และคีย์บอร์ดที่ขยับรัวเร็วแล้ว มาร์คก็ไม่ขยับตัวลุกจากเก้าอี้เลยด้วยซ้ำ

“มาร์ค ไม่คิดจะสนใจกันหน่อยเหรอ” เขาเห็นใจอีกฝ่ายนะ เพิ่งปิดโปรเจกต์ ส่งโมเดลอาจารย์เรียบร้อย คนหน้าหวานก็คงอยากจะผ่อนคลายบ้าง แต่นี่ก็เป็นช่วงว่างที่หาได้ยากยิ่งของเขาหลังจากปั่นงานส่งอาจารย์เสร็จเหมือนกัน และเขาก็เลือกที่จะใช้เวลากับอีกคน พอโดนเมินแบบนี้ เขายอมรับกันตามตรงเลยก็ได้ว่างอน

“แป๊บเดียวเอง ขอมาร์คไต่แรงค์ให้ได้สูงกว่านี้หน่อยนะ”

แล้วแน่ล่ะว่าเขาขัดใจอีกคนไม่เคยได้ ยิ่งเสียงนุ่ม ๆ นั่นเจือแววออดอ้อน แจบอมก็ยอมแพ้ ตามใจคนเอาแต่ใจเหมือนเคย

“เสร็จแล้ว เรียกด้วยแล้วกัน” เขาไม่ได้ว่าอะไรอีกฝ่ายอีก ตัดใจเลิกงอนไปโดยปริยาย ปลงกับความเป็นเด็กติดเกมของคนรัก เขาหันไปหยิบเฮดโฟนในกระเป๋า และครอบหูฟังเพลง อ่านหนังสือที่พกติดตัวมาด้วยแทน เพื่อรอให้มาร์คเล่นเกมจบ แล้วจะทำอะไรต่อค่อยว่ากันอีกที

แจบอมจมจ่อมอยู่กับเสียงดนตรีและตัวอักษรอยู่นานจนลืมดูเวลา มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ร่างอุ่นนุ่มของคนที่นั่งเล่นเกมอยู่เมื่อครู่กระเถิบเข้ามาใกล้เขาที่เอนหลังพิงหัวเตียงอยู่ มาร์คเอียงหัววางไว้บนไหล่เขาอย่างออดอ้อนเอาใจ

“บอมมี่ โกรธมาร์คเหรอ” คนสวยถามเขา ทำเสียงเล็กเสียงน้อย และช้อนตาขึ้นสบด้วย ท่าทางราวกับเด็กกลัวความผิด ทำให้แจบอมถอนหายใจออกมา

ก็เป็นเสียแบบนี้ทุกที เขาจะเคืองคนข้าง ๆ นี่ลงได้ยังไง

“ไม่ได้โกรธ”

“จริงเหรอ”

“อื้ม แล้วมาร์คทำอะไรให้น่าโกรธรึเปล่าล่ะ”

“ก็… มาร์คเอาแต่เล่นเกม…”

“แล้ว?”

“แล้วก็ไม่สนใจบอมมี่”

“มาร์คคิดว่าบอมควรโกรธไหม” เขาแกล้งถาม เห็นอีกคนเสียงอ่อยแบบนี้ มันก็อดแกล้งแหย่ให้ตื่นเต้นลนลานสักหน่อยไม่ได้ มาร์คน่ะร้าย มาอ้อนเขาแบบนี้ก็คิดว่าเขาคงใจอ่อนง่าย ๆ เหมือนทุกที ถามว่าจริงไหมก็ไม่ผิดนัก แต่เพื่อดัดนิสัยเสียนั่น ครั้งนี้เขาขอเอาคืนเด็กติดเกมที่เมินเขามาตั้งหลายชั่วโมงหน่อยเถอะ

“บอมมี่ ไม่เอา ไม่โกรธมาร์คนะ มาร์คแค่เล่นเพลินไปนิดนึงเอง ดีกันนะ”

“ไม่ล่ะ”

“แจบอมอ่า จะให้พี่ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นเลย แต่อย่าโกรธกันเลยน้า นะ ๆ ๆ ดีกัน ๆ” อีกฝ่ายยืดตัวขึ้นมาหอมแก้มเขาทีหนึ่ง ทำเอาคนตัวโตต้องหลุดยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่

“ไม่ดีด้วยหรอก ก็บอกแล้วนี่ ว่าไม่ได้โกรธน่ะ”

“จริง ๆ นะ”

“จริงครับ แต่บอมขออะไรหน่อยได้ไหม มาร์คจะเล่นเกมนี่บอมไม่ว่าเลยนะ ขอแค่สนใจบอมบ้าง ได้ไหมครับ” เขาว่า ดึงร่างบางเข้ามาพิงในอ้อมกอด กดจูบลงบนขมับ

“อืม จะพยายาม” แจบอมยิ้มกว้าง แค่อีกคนรับปากว่าจะพยายาม เขาก็ดีใจแล้ว

“งั้น เราไปกินข้าวกันนะ”

“อื้อ”

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 28 : Graduate

Title: Graduate [Flufftober 2019 day 28]

Pairings: BMark [GOT7]

Notes/Warnings: –

+++++++++++++++++++++++++

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังไปทั่วพื้นที่ วันนี้เป็นวันซ้อมของนักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย และก้าวเข้าสู่โลกการทำงานแบบเต็มตัว

เจเองก็เช่นกัน วันนี้เขากับแจ็ค เพื่อนซี้ที่คบกันมาตั้งแต่ตอนสอบเข้าใส่ชุดครุยสีดำเรียบ ขลิบขอบด้วยสีประจำคณะ นั่งแปะอยู่บนม้านั่งที่ใช้ให้รุ่นน้องร่วมคณะมาจองให้แต่เช้า

“ไหวไหมพี่ ร้อนปะเนี่ย” กันต์ หลานรหัสของแจ็คว่า ว่า ยกพัดในมือขึ้นพัดให้รุ่นพี่สองคนที่เหงื่อโชกจนเหมือนกับเพิ่งไปอาบน้ำมา ดีที่ถอดเสื้อครุยกันแล้ว ไม่อย่างนั้นคนในบริเวณนี้อาจจะได้เห็นภาพผู้ชายตัวโต ๆ สองคนเป็นลมเพราะอากาศร้อนเกินไปก็เป็นได้

“ร้อนชิบหายเลยว่ะ นี่หน้าหนาวจริงเหรอวะ” แจ็คว่า ยกแก้วน้ำอัดลมที่น้ำแข็งละลายหายไปอย่างรวดเร็วขึ้นดูด

“มึงจะเอาอะไรกับประเทศที่มีแต่ฤดูร้อนอย่างประเทศไทยวะ” เขาพูด ปลดกระดุมคอ ถอดเนคไทสีเขียวน้ำทะเลออกวางพาดไว้กับครุย และพับแขนเสื้อขึ้นเหนือข้อศอก อากาศมันร้อนเกินจนไม่แปลกใจเลยที่ก่อนหน้านี้สักครึ่งชั่วโมงได้มีบัณฑิตหญิงคนหนึ่งเป็นลม

“ข้าวมาแล้วคร้าบบบบบ” เสียงของยู แฟนเด็กของจิน น้องรหัสเขาดังมาก่อนตัว เรียกให้พวกเขาสามคนหันไปมองเป็นตาเดียว

“เสียงดังนะ ยู”

“โถ่ ไม่เห็นเป็นไรเลย พี่จิน เสียงรอบ ๆ ตอนนี้ก็ไม่ได้เบาสักเท่าไหร่หรอกน่า”

เจยิ้มออกมาหน่อยหนึ่งเมื่อเห็นคู่รักตรงหน้าเถียงกัน สองคนนี้น่ะเถียงกันประจำ ตีกันได้ทุกเรื่อง แต่ในสายตาของคนนอกอย่างเขา ดูก็รู้ว่าทั้งจินและยูรักและใส่ใจกันมากขนาดไหน

“มา ๆ กินข้าวกันเถอะ พวกมึงจะเถียงกันทำไมวะ” แจ็คว่า หยิบกล่องข้าวออกจากถุง แจกจ่ายให้แต่ละคน แล้วก้มหน้าก้มตากินส่วนของตัวเองก่อนเพื่อน

หลังกินข้าวเสร็จ พวกเขาก็ถ่ายรูปไปเรื่อย จริง ๆ นับว่าเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กดุริยางค์ที่เรียนในกรุงเทพมาตลอดสี่ปีเหมือนกัน เพราะนอกจากรับน้องตอนปีหนึ่งปีสอง พวกเขาก็ไม่เคยย่างกรายมาที่นี่อีกเลย เลยแทบไม่มีความทรงจำใด ๆ กับวิทยาเขตที่พวกเขาต้องมารับปริญญานี่ สุดท้ายก็เลยได้แต่ตระเวนถ่ายรูปกับซุ้มถ่ายรูปของแต่ละคณะในวิทยาเขตนี้แทน

“เจ” เสียงเรียกทำให้เขาที่กำลังหัวเราะกับมุกตลกของเพื่อนสนิทต้องหันกลับไปมอง และภาพของคนที่ยืนอยู่ก็ทำให้ใจเขากระตุกไปวูบหนึ่ง

ทั้งเพื่อนและน้องต่างก็รู้งานกันดี พากันถอยห่างออกไป เว้นระยะให้เขากับมาร์คได้คุยกัน

“ยินดีด้วยนะ เรียนจบแล้ว” ร่างบางตรงหน้าเขายื่นดอกไม้ช่อใหญ่มาให้ เขารับมันมาไว้ ส่งยิ้มให้คนที่ไม่ได้เจอกันมาหลายเดือน

“ขอบคุณนะ มาร์คมาทำอะไรที่นี่เหรอ” เขาอดถามไม่ได้ มาร์คไม่ได้เรียนที่นี่และไม่มีเพื่อนเรียนอยู่ด้วย แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่อีกฝ่ายจะมาเดินเตร็ดเตร่ในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเขตปริมณฑลแบบนี้

“มาหาเจไง สัญญาไว้แล้วนี่ว่าถ้าเจเรียนจบจะเอาดอกไม้ช่อใหญ่ ๆ มาให้น่ะ อุตส่าห์เดินหาตั้งนาน”

บัณฑิตหนุ่มอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ “ไม่นึกว่าจะจำได้นะ”

“ก็ไม่ได้ลืมนี่”

ตลกดี ถ้าเป็นสักครึ่งปีก่อนหน้านี้ เจคงไม่คิดว่าตัวเองจะคุยกับมาร์คได้เป็นธรรมชาติขนาดนี้ แล้วเขาก็ไม่นึกว่าอีกคนจะยังทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ตั้งแต่ตอนยังคบกันแบบนี้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะจบกันด้วยดีก็ตาม แต่ถ้าเป็นเจ เขาคงทำเป็นลืม ไม่เป็นคนดีแบบมาร์คแน่ ๆ

“แล้วทำไมไม่โทรมาล่ะ เดินหานานแล้วล่ะสิ” เขาทักเมื่อสังเกตเห็นเหงื่อข้างขมับของอีกฝ่าย ดูก็รู้ว่าเดินหาเขาไปทั่ว แล้ววิทยาเขตนี้มันก็ไม่ได้เล็กเหมือนที่ที่เขาเรียนมาสี่ปีด้วย

“ก็ว่าจะโทรแหละ แต่เดินมาเจอพอดี”

“ดีแล้ว ถ่ายรูปกันไหม” เขาถาม และกวักมือเรียกจินที่วันนี้ทำหน้าที่เป็นตากล้องส่วนตัวให้เขา เมื่ออีกคนพยักหน้ารับ

หลังจากถ่ายรูปเสร็จ พวกเขาก็พูดคุยกันอีกนิดหน่อย แล้วมาร์คก็เดินจากไป ส่วนเขาก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นกับดอกไม้ช่อใหญ่ในอ้อมแขน โดยมีเพื่อนกับน้อง ๆ มองมาอย่างเป็นห่วง

“มึงโอเคไหมวะ” แจ็คว่า ใบหน้าคมฉายชัดว่าเป็นห่วงเขาขนาดไหน

เขาพยักหน้าทั้งที่รอยยิ้มบาง ๆ ยังไม่หายไปจากใบหน้า “ก็ไม่อะไรนี่”

“แต่ตอนเลิกกับพี่มาร์ค พี่อาการน่าเป็นห่วงมากนะ” เป็นกันต์ที่พูดถึงเรื่องเมื่อครึ่งปีก่อนขึ้นมา พอนึกตามดู เจก็ขำสภาพตัวเองตอนนั้นเหมือนกัน

พวกเขาเลิกกันเพราะต่างฝ่ายต่างยุ่ง ทั้งเขาทั้งมาร์คเพิ่งเรียนจบ เร่งหางานกันทั้งคู่ พอหางานได้ก็เจองานหนัก ช่องว่างระหว่างกันมันเลยเพิ่มขึ้นไปด้วย กลายเป็นไม่เข้าใจกัน สุดท้ายก็เลยตัดสินใจจบความสัมพันธ์กัน

ไม่ใช่ไม่รัก แต่ยิ่งอยู่ยิ่งทำร้ายกัน เขาคิดว่าการแยกทางกันไปอาจจะดีกับทั้งสองฝ่ายมากกว่า

และก็เพราะเลิกกันทั้งที่ยังรักนี่แหละ ที่ทำให้ช่วงที่เพิ่งเลิกกันใหม่ ๆ เจเป๋ไปพอสมควร เอาแต่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนแจ็คมันทนไม่ได้ ตามมาสั่งสอน หอบผ้าหอบผ่อนมาค้างที่หอเขาเป็นอาทิตย์เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะอยู่ได้จริง ๆ ถึงได้ยอมกลับบ้านไป ถึงจะดูเจ้ากี้เจ้าการไปบ้าง แต่ถ้าไม่ได้แจ็ค เขาก็อาจจะกรังต่อไปอีกเป็นเดือน

“ก็ตอนนี้กูมูฟออนได้แล้วไง”

“จริงนะพี่”

“ก็ใช่น่ะสิ ครึ่งปีแล้วนะ ให้กูเดินหน้าต่อเถอะ ไม่งั้นพี่มึงได้กินหัวกูแน่” เขาว่าขำ ๆ พาดพิงเพื่อน แล้วเอี้ยวตัวหลบฝ่ามือของไอ้ลูกหมาที่มองค้อนมา

“มูฟออนได้มันก็ดี อย่าให้กูรู้นะว่ามึงมูฟออนแค่ปาก”

“กูบอกว่าได้แล้ว ก็ได้แล้วสิ ไป ๆ ไปถ่ายรูปกันดีกว่า” เขาตัดบท ดันเพื่อนให้เดินตรงไปที่ซุ้มหน้าคณะอักษรต่อ

ที่เขาพูดไปว่าเขาเดินหน้าต่อได้แล้วนั่นเขาไม่ได้โกหก การได้เจอกับมาร์คในวันนี้ช่วยยืนยันได้ดี ความรู้สึกยามมองหน้าหวาน ๆ นั่น มันไม่ใช่ความรู้สึกรัก หรือเจ็บปวดเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว มันเหลือเพียงแค่ความปรารถนาดีในฐานะเพื่อนที่ผ่านอะไรต่อมิอะไรมาด้วยกันตั้งหลายปี

สำหรับเจในตอนนี้ นอกจากเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว เขาคิดว่าความรักของเขาก็คงจบลงจริง ๆ แล้วด้วยเหมือนกัน

Posted in Fiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 27 : Kittens

Title: Kittens [Flufftober 2019 day 27]

Fandom: Original

Notes/Warnings: คู่นอร์มอลและคู่ออริคู่แรกในชาเลนจ์ค่ะ 555555 สารภาพเลยว่านิสัยนี่แอบยืมเขามาค่ะ อิอิอิอิ ว่าแต่ ลูกแมวนี่มีบทแค่ช่วงแรก ๆ เองเนอะ ช่างมันแล้วกันค่ะ ฮา

+++++++++++++++++++++++

“น่าร้ากกกก” หญิงสาวคนหนึ่งถลาเข้าไปหากลุ่มลูกแมวที่นอนก่ายกันอยู่บนที่นอนแมวนุ่ม ๆ ตรงมุมห้อง ทันทีที่สายตากวาดไปเจอ ทำให้คนที่เดินตามหลังได้แต่ยิ้มบาง ๆ ส่ายหน้าอย่างระอาปนเอ็นดู เดินตามแฟนไปยังกลุ่มก้อนขนสีขาวดำบ้าง

“น่ารักมากเลยอะ ซีนนนน” กันต์ว่า นัยน์ตาสีเข้มเป็นประกายระยิบระยับ หันมาหวีดแมวใส่เจ้าของห้องและเจ้าของแมว ตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าซีนซะอีก

“กันต์ เบาเสียงนิดนึง เจ้าตัวเล็กหลับกันอยู่นะ” เขาบอก ก่อนจะหันไปมองซ้ายมองขวา หาเจ้าเหมียวที่เป็นแม่แมว ก่อนจะพบว่าเจ้าสี่ขาตัวโตค่อย ๆ เยื้องย่างออกมาจากห้องน้ำ ชายหนุ่มจึงนั่งยอง ๆ ยืดมือสองข้างออกไปหาแมวสุดที่รัก แต่มันกลับเมินเขา หันไปหาหญิงสาวที่สังเกตเห็นพอดี และก้มลงอุ้มขึ้นมากอด

“คลอดลูกเหนื่อยไหมคะ คนดี” น้ำเสียงอ่อนหวานที่มาพร้อมกับมือเรียวที่ค่อย ๆ บรรจงลูบบนขนสีขาวของมิลค์ แม่แมวในอ้อมแขน ทำเอาซีนนึกอยากเบะปากเล็กน้อย กับเขาที่เป็นแฟนกันมาหลายปี กันต์ไม่เคยจะพูดกับเขาด้วยเสียงหวาน ๆ หรอก แต่กับมิลค์นี่ ใช้เสียงสองด้วยตลอด ใช่สิ เขามันไม่สำคัญเท่าแมวนี่หว่า และเขาก็เริ่มเบะปากจริง ๆ เมื่อเจ้าเหมียวร้องรับคำพูดแฟนเขา ตามด้วยเลียปลายนิ้วขาว ๆ นั่นไปทีนึง

ไอ้แมวนี่ก็เหมือนกัน เขาเป็นเจ้าของ เป็นคนให้ข้าวให้น้ำ เก็บมันมาเลี้ยงแท้ ๆ แต่ดันเชื่องกับกันต์มากกว่าเขาอีก

“ซีนเป็นอะไร เบะทำไม” นั่นไง เสียงห้วนเชียว สองมาตรฐานชัด ๆ

“งอน” เขาก็ไม่ได้หวังอะไรมาก แค่ให้อีกคนง้อบ้าง แต่แทนที่จะได้ในสิ่งที่อยากได้ ซีนกลับได้มาแค่สายตาเอือมระอาของแฟน และเสียงหวานที่เอ่ยถ้อยคำบาดใจ

“ทำตัวเป็นเด็กประถมไปได้ ไม่ง้อหรอก เนอะ มิลค์เนอะ เล่นกับเจ้าตัวเล็กดีกว่า”

เนี่ย เขาบอกแล้ว แฟนเขามันสองมาตรฐาน

“กันต์จะไม่ง้อซีนจริงเหรอ”

“ง้อทำไม โตแล้ว จัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้ก็เรื่องของซีน”

จากที่แค่เล่น ๆ ตอนนี้ซีนเริ่มจะอยากงอนจริง ๆ แล้ว แต่ภาพตรงหน้าเขามันก็ดีเกินกว่าจะมานั่งงอนโง่ ๆ แบบที่รู้ว่ายังไงก็คงไม่มีคนง้อ เขาเลยหันไปหยิบกล้องฟิล์มลูกรักลงมาจากชั้น แล้วเก็บภาพหญิงสาวที่นั่งคุกเข่าลูบหัวลูบหางแมวสี่ห้าตัวแทน

หลังจากถ่ายด้วยกล้องฟิล์มจนพอใจ ซีนก็ล้วงโทรศัพท์มือถือมากดถ่ายต่อ แล้วก็อัพลงอินสตาแกรมที่มีผู้ติดตามจำนวนไม่น้อยในฐานะช่างภาพที่มีชื่อในระดับหนึ่ง

“เนี่ย ซีนไม่ยอมพาเรามาหาพวกเธอสักที เก็บพวกเธอไว้เล่นคนเดียวตั้งนานเลย” คำพูดของกันต์กับบรรดาลูกแมวที่เพิ่งคลอดได้ไม่นานทำให้ซีนหลุดขำนิดหน่อย แต่ก็ประท้วงแก้ต่างให้ตัวเองด้วย

“ซีนเปล่าเก็บไว้เล่นคนเดียว แต่เด็ก ๆ เพิ่งคลอด แถมกันต์ก็งานยุ่งมากไม่ใช่เหรอไง มีเวลาก็กลับไปพักน่ะถูกแล้ว จะมานั่งเล่นกับแมวที่ห้องซีนทำไม”

กันต์ซึ่งเป็นมัณฑนากรงานยุ่งมากมาเกือบสองเดือนแล้ว เพิ่งจะมีเวลาพักผ่อนเต็มที่ก็เมื่อวานนี่เอง พอมาวันนี้ก็เลยรบเร้าเขาให้พาตัวเองมาดูหน้าลูกแมวที่เพิ่งคลอดที่คอนโดเขา ทั้งที่เขายังอยากให้อีกคนพักผ่อนให้เต็มที่กว่านี้มากกว่า

“รู้แล้วน่า อย่าบ่นสิ”

“ครับ ๆ ไม่บ่นแล้วก็ได้ แล้วนี่เที่ยงแล้วจะกินอะไรดี สปาเกตตี้ไหม เดี๋ยวซีนทำให้”

“กิน ๆ เอาอร่อย ๆ นะ”

“แล้วซีนเคยทำไม่อร่อยด้วยเหรอ”

“ไม่รู้ล่ะ รีบ ๆ ไปทำเลย กันต์เริ่มหิวนิด ๆ แล้ว” อีกฝ่ายเอ่ยปากไล่เขา ทั้งที่สายตายังจับจ้อง มือยังลูบแมวไม่หยุด เขาก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ายิ้มขำ แล้วเดินตรงไปห้องครัว ทำข้าวเที่ยงให้แฟนที่ยังติดแมวไม่เลิก

เพราะมัวแต่จดจ่อกับซอสสปาเกตตี้ เขาเลยตกใจเล็กน้อยที่เงยหน้ามาเห็นหญิงสาวนั่งเท้าคางจ้องเขาอยู่ที่เคาน์เตอร์ในครัว

“อ้าว ไม่เล่นกับเจ้าตัวเล็กแล้วเหรอ”

“พอดีกว่า มิลค์จะได้นอนกับลูกสบาย ๆ หน่อยอะ” เขาพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันไปคนซอสที่ใกล้จะยกลงจากเตาแล้ว พลางพูดกับคนรักที่รอกินข้าวอยู่

“รอแป๊บนึงนะ สปาเกตตี้จะเสร็จแล้ว กันต์ไปล้างมือก่อนเลย จะได้กินข้าวกัน” เขาพูด แต่อีกคนกลับไม่ขยับตัว เอาแต่จ้องหน้าเขานิ่ง

“หน้าซีนมีซอสติดเหรอ”

หญิงสาวส่ายหน้า ปลายหางม้าสะบัดไปตามแรง แต่สายตาเจ้าตัวก็ยังมองมาที่เขา จนเขาขมวดคิ้วนิด ๆ เอ่ยถามอย่างงง ๆ ขณะก้มลงปิดเตาแก๊ส

“กันต์มีอะไรรึเปล่า จ้องหน้าซีนอยู่นั่น”

“กันต์แค่สงสัย”

“ว่า?”

“ซีนอยากมีลูกบ้างไหม”

มือที่กำลังจะตักซอสราดลงบนเส้นชะงักทันที แต่เพียงครู่เดียวมันก็ทำหน้าที่ตามเดิมต่อ เขากลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะถามต่อ

“ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ”

“ก็ซีนชอบเด็ก ๆ… แต่กันต์มีลูกให้ซีนไม่ได้นี่” ประโยคหลังเบาลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ แต่ในห้องที่มีเพียงพวกเขาสองคน ซีนได้ยินมันชัดเจน

เขาวางทุกอย่างในมือลง หันไปเผชิญหน้ากับหญิงสาว นัยน์ตาคู่สวยที่เขารักนักหนาหมองลงอย่างเห็นได้ชัดจนเขานึกเจ็บปวดในใจเล็ก ๆ เขาส่งยิ้มให้อีกฝ่าย หวังว่ามันจะทำให้คนรักรู้สึกดีขึ้น

“ทำไมถึงคิดมากแบบนั้นล่ะ ซีนเคยบอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร”

เมื่อปีก่อน กันต์ปวดท้องหนักมากจนต้องเข้าโรงพยาบาล และจำเป็นต้องผ่าตัดนำมดลูกออก ทำให้เจ้าตัวไม่สามารถมีลูกได้ แล้วมันก็กลายมาเป็นบาดแผลในใจเจ้าตัวอย่างหนึ่งที่ซีนก็ได้แต่อยู่ข้าง ๆ พยายามบอกให้อีกคนอย่าคิดมาก ถึงเขาเองจะเสียดายมากเหมือนกันที่คงไม่ได้อุ้มลูกของเขากับกันต์อย่างที่อยากมีมาก ๆ ก็ตาม

“เห็นมิลค์คลอดลูกแล้วคิดมากใช่ไหม” ดูเหมือนเขาจะจี้ถูกจุด เพราะหญิงสาวก้มหน้ามองพื้นเคาน์เตอร์ ไม่ยอมสบตาเขา

“กันต์ครับ เงยหน้ามาคุยกับซีนหน่อยได้ไหม” สักพักกว่าคนคิดมากจะยอมเงยหน้ามาสบตาเขา น้ำตาคลอเคลือบนัยน์ตาที่เคยสดใสมาตลอดก่อนมันจะค่อย ๆ ไหลลงมา

เขาคว้าทิชชู่มาซับน้ำตาให้อีกคนเบา ๆ ยังคงยิ้มให้เหมือนทุกที “กันต์ไม่ต้องรู้สึกผิดเลยนะ แค่กันต์ยังอยู่ตรงนี้กับซีน แค่นี้ก็ดีเกินพอแล้ว แล้วไม่ต้องคิดไปไกลถึงขั้นว่าซีนจะทิ้งกันต์ไปเพราะกันต์มีลูกไม่ได้ด้วยนะ ซีนไม่เลิกกับกันต์ด้วยเรื่องแค่นี้แน่ ๆ” ซีนดัก ไม่รู้หรอกว่าคนตรงหน้าคิดถึงขนาดนั้นหรือเปล่า แต่กันไม่ให้เจ้าตัวคิดไปเรื่อยย่อมดีกว่า

“ขอโทษนะ” กันต์พูดด้วยเสียงแหบเครือ จริง ๆ การที่อีกคนร้องไห้ออกมาแบบนี้มันทำให้เขารู้สึกแย่พอสมควร ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเคยบอกกับอีกคนตั้งแต่คบกันแรก ๆ ไปว่าเขาอยากเลี้ยงลูกตัวเองสักครั้ง หญิงสาวคงไม่คิดมากจนร้องไห้แบบที่ไม่ค่อยจะร้องแบบนี้แน่ ๆ

กันต์ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เขาเองนี่แหละที่ผิด

“ไม่ต้องขอโทษเลย กันต์ไม่ผิดอะไรสักนิด”

ซีนตัดสินใจแล้ว เขาคิดว่าแผนที่ตั้งใจจะทำในอีกสองวันข้างหน้า เลื่อนมาเป็นตอนนี้น่าจะดีที่สุด

“กันต์ ฟังซีนนะ ถ้ากันต์อยากมีลูก เรารับลูกบุญธรรมมาเลี้ยงสักคนก็ได้ ยังไงเขาก็จะเป็นลูกของเราอยู่ดี แต่ที่สำคัญกับซีนที่สุดในตอนนี้และต่อไปจากนี้คือกันต์ ซีนอยากมีกันต์อยู่ด้วยแบบนี้ไปตลอดชีวิตของซีน” เขาหยุดชั่วครู่ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รู้ดีว่าสถานการณ์มันไม่ได้ดีเหมือนกับที่วางแผนไว้ตอนแรก แต่ถ้ามันจะทำให้อีกคนเลิกคิดมากเรื่องนี้ เขาจะยอม

“มาเป็นคู่ชีวิตของซีนได้ไหม มาเป็นคู่คิดของซีน เป็นภรรยาของซีนนะ”

ซีนล้วงเอากล่องแหวนที่เขาเพิ่งรับมาจากร้านหลังสั่งทำเป็นเดือน ก่อนจะไปรับกันต์ ยื่นส่งให้อีกคนที่เบิกตากว้าง เหมือนจะช็อกไปแล้ว

“จริง ๆ ซีนว่าจะขอวันมะรืนที่เป็นวันครบรอบ แต่ซีนคิดว่าถ้ามันจะช่วยยืนยันคำพูดทั้งหมดของซีนได้ ก็ไม่จำเป็นต้องรอถึงตอนนั้นหรอก”

เขาเดินอ้อมเคาน์เตอร์ หยิบแหวนเพชรวงน้อยขึ้นสวมกับนิ้วเรียวบางของคนตรงหน้า มันสวมได้พอดีนิ้วนางซ้ายตามที่เขาคำนวณไว้

“แต่ง กันต์แต่ง” ร่างบางกระโดดเข้ามาในอ้อมกอดเขา ดูเหมือนที่เขาพยายามจะปลอบให้อีกคนหยุดร้องไห้จะไม่ได้ผลเสียแล้ว เขารู้สึกได้ว่าบ่าข้างที่กันซบหน้าลงเปียกชื้น แต่ในเมื่ออีกคนร้องไห้เพราะคำขอแต่งงานของเขา ซีนก็คิดว่าคงไม่เป็นไร

“ซีนรักกันต์นะ” เขาก้มลงจูบเบา ๆ บนกลุ่มผมนุ่ม สูดเอากลิ่นแชมพูหวาน ๆ เจือกลิ่นน้ำหอมที่เขาคุ้นเคยดีเข้าปอด

“กันต์ก็รักซีนเหมือนกัน”

“จากนี้ก็อยู่ด้วยกันตลอดไปเลยเนอะ”

“อื้อ”