Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 31: Moving

Title: Moving [Flufftober 2019 day 31]

Pairings: YokoFuji [Kis-My-Ft2]

Notes/Warnings: ต่อมาจากอันนี้เลยค่ะ https://fairwazajawi.wordpress.com/2019/10/23/flufftober-2019-day-22-rings/หัวข้อสุดท้ายแล้วค่ะ เย้ ๆ มาบ้างหายบ้าง เกินเวลามาตั้งครึ่งเดือน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เล่นชาเลนจ์จบเลยค่ะ 5555555 ได้ลองทำอะไรเขียนอะไรหลาย ๆ อย่าง เขียนแปลก ๆ บ้าง มั่วพล็อตบ้างอะไรบ้าง แต่สนุกมากค่ะ ไว้เจอกันใหม่โอกาสหน้านะคะ ขอบคุณมากค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++++++

การอยู่ร่วมบ้านกับใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะไปค้างบ้านกันและกันบ่อยขนาดไหน หรือรู้จักกันมาเป็นสิบปีอย่างไร ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องมันง่ายขึ้นเลยสำหรับฟุจิกายะ ไทสุเกะ

พวกเขาตกลงย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันได้อาทิตย์หนึ่งแล้ว เป็นอาทิตย์ที่วุ่นวายมากสำหรับเขา ทั้งการย้ายบ้าน จัดข้าวของเข้าที่ และสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาก็คือการปรับตัวเข้าหากัน

หลาย ๆ คนรอบตัวพวกเขาชอบบอกว่าพวกเขาเข้าใจกันดีเหมือนคู่แต่งงานที่อยู่กินกันมานาน ตอนที่พวกเขาจับมือกันบอกเพื่อนร่วมวง ทั้งห้าคนยังหัวเราะใส่และบอกว่าถ้าฟุจิกายะไม่มาปรึกษาว่าจะขอโยโก วาตารุ แต่งงานดีไหม แต่ละคนก็เข้าใจว่าพวกเขาแต่งงานกันไปนานแล้วเสียอีก เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ได้คิดว่าการย้ายเข้ามาอยู่บ้านเดียวกันจะเกิดปัญหาอะไรใด ๆ ขึ้น

แต่มันก็ยากกว่าที่คิด ถึงพวกเขาจะเหมือนกันมากขนาดไหน ก็มีบางอย่างที่แตกต่างกันอยู่ดี และมันต้องใช้พลังงานในระดับหนึ่งในการปรับตัว ในช่วงที่พวกเขาวุ่นวายจัดบ้านบวกกับตารางงานที่ยุ่งวุ่นวาย ฟุจิกายะก็เครียดในระดับหนึ่ง

“กลับมาแล้วครับ”

เขาพูดเมื่อเปิดประตูเข้ามาในบ้าน ถอดรองเท้าให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วเดินตรงไปยังโซฟากลางห้องรับแขก ทรุดตัวลงนอนแผ่บนโซฟา พร้อมหลับตาลง กะจะพักสายตาเล็กน้อย แต่ก็ต้องลืมตาขึ้นมา เมื่อมีมือมาแตะที่แก้มเขา

“วัตตะ” เขาเรียกคนที่ส่งยิ้มบาง ๆ ให้ แล้วยันตัวลุกขึ้นนั่ง คนรักของเขาที่นั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ ก็ลุกขึ้นมานั่งบนโซฟาด้วยกัน

“เหนื่อยไหม”

“เหนื่อย” เขาว่า ขยับเปลี่ยนท่านั่ง แล้วเอาหัวเอนพิงบ่ากว้างของคนข้าง ๆ ก่อนที่มือใหญ่ของอีกคนยกขึ้นมาลูบที่ศีรษะเขาเบา ๆ และนั่นก็ทำให้เขายิ้มออก รู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตให้ตัวเอง

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ” เขาถาม ยังไม่ลืมตา และมือบนหัวเขาก็ยังไม่หยุดขยับ วันนี้นอกจากงานวงตอนเช้า ตอนบ่ายก็แยกย้ายกันไปทำงานเดี่ยวต่าง ๆ เขาเลยนึกแปลกใจนิดหน่อยที่โยโกกลับมาถึงก่อน ไหนว่าไปถ่ายรายการวาไรตี้ไง

“ก่อนหน้านายสักยี่สิบนาทีได้” ร่างสูงว่า ปล่อยมือออก ส่วนเขาเองก็ลุกขึ้นมานั่งดี ๆ

“กินข้าวมาหรือยัง ฉันเพิ่งทำข้าวเย็นเสร็จ”

“ยัง มีอะไรกินบ้างน่ะ”

“ข้าวต้มน่ะ นี่จะสามทุ่มแล้ว กินของหนัก ๆ มันย่อยยาก”

พวกเขาพากันลุก แล้วตรงไปยังห้องครัว เขาตรงไปหยิบชามออกมาจากเคาน์เตอร์ แล้วส่งให้คู่ชีวิตตักข้าวต้มหอม ๆ ใส่ชามให้

ระหว่างกิน พวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย เพียงแค่เปิดโทรทัศน์ดูรายการข่าวและอื่น ๆ ไปเรื่อยเปื่อย วิจารณ์นั่นนี่เล็กน้อย ก่อนที่เขาจะอาสาทำความสะอาดโต๊ะและล้างจานให้ แล้วให้พ่อครัวคนเก่งไปอาบน้ำก่อน

หลังล้างจานเสร็จ เขาก็นั่งเล่นกับหมาสองตัวในบ้าน ตัวหนึ่งคือเบลของเขา อีกตัวคือปาปิของโยโก จริง ๆ นี่ก็เป็นความกังวลอย่างหนึ่งของเขา ถึงสองตัวจะเคยเจอกันบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่บ้านเดียวกันได้ แต่พอเอาเข้าจริง สองตัวนี้กลับสนิทกันดี เขาก็สบายใจไปได้เปลาะหนึ่ง

“ไทสุเกะ ไปอาบน้ำได้แล้ว” เสียงเรียกของคนที่กำลังเดินออกมาจากห้องนอนทำให้เขาเงยหน้าขึ้นไปมอง และส่งยิ้มให้คนตัวสูงที่ตรงมาหาเขา

“อือ”

เขากำลังจะเดินผ่านอีกคนเข้าห้องนอนไปบ้าง โยโกก็ถามขึ้นมาเสียก่อน

“ไทสุเกะ โอเครึเปล่า”

เขากะพริบตาปริบ ๆ มองคนตัวสูงกว่า งุนงงเล็กน้อยว่าเกิดอะไรขึ้น และหลังจากสบนัยน์ตาสีเข้มในกรอบแว่นของโยโกที่ฉายชัดว่าเป็นห่วงชัด ทำให้เขาเข้าใจว่าอีกคนต้องการสื่ออะไร

“โอเคสิ ทำไมจะไม่โอเคล่ะ”

“ก็ต้องปรับตัวอีกเยอะเลยไม่ใช่เหรอ” คำพูดตรง ๆ ราวกับตัวเองไม่ได้มีส่วนทำให้เขาหัวเราะ โยโกน่ะเป็นแบบนี้เสียทุกที ชอบมองทุกอย่างเหมือนกับไม่ใช่เรื่องของตัวเองทั้งที่เจ้าตัวก็คงรู้สึกไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่นัก

“นายก็เหมือนกันนี่นา”

“อืม พยายามอยู่ แต่ห่วงว่านายจะเครียด”

“ยอมรับว่านิดหน่อย แต่ไม่ต้องห่วง แค่เห็นหน้านายฉันก็หายเหนื่อยไปเยอะแล้ว” เขาอมยิ้ม เมื่อเห็นคนที่ชอบทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนเขินหน้าแดง เบือนหน้าหนีเขา

เขาไม่ได้โกหกอะไรเลย เขาเหนื่อยจริง เรื่องเล็ก ๆ บางอย่างที่มันไม่เคยมีปัญหาเวลาพวกเขาไปค้างบ้านกันและกัน พอต้องอยู่ด้วยกันทุกวัน และหลาย ๆ เรื่องเข้า มันก็ส่งผลไม่น้อย แต่ทุกครั้งที่อีกคนยอมเขา มันก็ทำให้ฟุจิกายะรู้สึกได้ว่าไม่ใช่แค่ตัวเองที่ต้องปรับตัว เขามีคนที่จะสู้ไปด้วยกันอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น ถึงจะเหนื่อยและเครียดขนาดไหน แต่ตลอดเจ็ดวันนี้ที่เขากลับบ้าน เจอใครอีกคนรออยู่ หรือได้รอคอยให้อีกฝ่ายกลับมา ทุกครั้งที่ได้รับรอยยิ้มอ่อนโยน หรือได้รับการดูและเอาใจใส่ มันดีกว่าที่เขาเคยคิดฝัน และคุ้มค่ามากจนเขาไม่อยากให้มันหายไป พอคิดได้แบบนั้น ความกดดันต่าง ๆ ในชีวิตคู่มันก็เบาบางลงไปมาก

ฟุจิกายะเชื่อว่าไม่นานมันจะดีได้มากกว่านี้ ถ้าพวกเขายังจับมือกันและกันไว้

“แล้วนายเหนื่อยไหม” เขาถามกลับ ใจจริงก็นึกกลัวนิดหน่อยว่าอีกคนจะเหนื่อยมากเกินไปหรือเปล่า แต่ก็คลายใจลงบ้าง เมื่อเห็นรอยยิ้มบางของร่างสูง

“ไม่เท่าไหร่หรอก มีนายอยู่ด้วยแบบนี้น่ะดีแล้ว”

“งั้นก็มาพยายามด้วยกันนะ” อีกฝ่ายพยักหน้ารับ ก่อนจะดุนหลังเขาเบา ๆ “ไปอาบน้ำได้แล้ว ดึกแล้วนะ พรุ่งนี้มีงานแต่เช้านี่”

เขายอมเดินตามแรงเข้าไปห้องนอน แต่ก็หยุดเสียก่อนเมื่อนึกอะไรดี ๆ ออก ฟุจิกายะหันหลังกลับ ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้คนที่เลิกคิ้วแบบงง ๆ ให้

“ขอบคุณนะ รัก” เขาเขย่งตัวขึ้นหอมแก้มคู่ชีวิตแล้วรีบเดินกลับเข้าห้องนอนไป ไม่ต้องหันกลับไปมองก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายคงหน้าแดงไม่ต่างจากหน้าเขาที่เห่อร้อนไปหมดเหมือนกัน

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 30: Dream

Title: Dream [Flufftober 2019 day 30]

Pairings: NiorB [GOT7]

Notes/Warnings: ลองของค่ะ ไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้เลย ยากมากเหมือนกันค่ะ 5555555 ยาวกว่าทุกทีไปสักหน่อยนะคะ

+++++++++++++++++++++++++

แสงสว่างยามอรุณสาดส่องเข้ามาผ่านม่านหน้าต่างผืนหน้า ปลุกให้โจแอนนาลืมตาตื่นขึ้นจากนิทรา เจ้าหล่อนค่อย ๆ หยัดร่างขึ้น นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปรอบตัว ก่อนจะผ่อนลมหายใจช้า ๆ ทั้งที่ยังหวนคิดถึงความฝันยามค่ำคืนที่ผ่านมา

ชายร่างสูงที่จับจูงมือหล่อนเดินไปตามทางในทุ่งดอกไม้งามที่ส่งกลิ่นหอมหวาน เป็นชายที่มีรอยยิ้มสุภาพ ดูอ่อนโยนเหมือนที่บิดามักยิ้มให้มารดาของหล่อนกับหล่อน ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมือหนามายังหล่อนทำให้หล่อนคลายความกังวลทุกสิ่งอย่าง

หล่อนฝันถึงชายผู้นี้มาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่คืนที่หล่อนอายุสิบสองปีเต็ม ครั้งแรกหล่อนก็นึกเพียงว่าตนอาจจะคิดมากเกินไป กระทั่งฝันถึงอีกครั้งในอีกสองสัปดาห์ต่อมา แล้วจากนั้นหล่อนก็ได้เห็นเขาอีกเป็นครั้งคราว จนช่วงหลัง ๆ มานี้ เหมือนหล่อนจะได้พบเขาบ่อยกว่าปกติ

โจแอนนาไม่เคยปริปากบอกเรื่องนี้กับใคร แม้ว่าหล่อนจะเข้าใจดีว่าความฝันไม่ใช่เรื่องปรกติของผู้วิเศษก็ตาม แต่หล่อนเกรงว่าบิดามารดาของหล่อนจะเป็นกังวล ท่านทั้งสองวุ่นวายกับกิจการงานบ้านงานเมืองมากเกินพอแล้ว

หล่อนนั่งอยู่อย่างนั้นสักพัก จึงตลบผ้าห่มออกจากกาย พับเก็บให้เรียบร้อย และนั่งรอให้สาวใช้เตรียมน้ำร้อนให้อาบชำระกาย

หล่อนเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลขุนนางที่ยศอาจจะไม่สูงมาก แต่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในฐานะที่เป็นตระกูลหมอยา ซึ่งเป็นสายเวทมนตร์ที่หาได้น้อยยิ่งในโลกเพราะผู้ที่เลือกเรียนรู้เวทมนต์สายรักษา มักเลือกใช้เวทมนตร์เพียงอย่างเดียวในการรักษา เพราะมันไม่ยุ่งยาก ต่างจากสิ่งที่โจแอนนาเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ซึ่งมักใช้สมุนไพรเป็นหลัก แล้วจึงใช้เวทมนตร์เสริม แต่ทั้งสองอย่างก็มีข้อดีที่แตกต่างกันไป และหมอยาก็เป็นบุคคลที่จำเป็นต่อโลกและต่อราชวงศ์

กว่าจะอาบน้ำแต่งกายต่าง ๆ เสร็จ ก็ได้เวลาอาหารเช้าพอดี หล่อนแย้มยิ้มให้แม่นมที่วางหวีงาช้างลงบนโต๊ะเครื่องแป้งอันเป็นสัญญาณว่าหล่อนสามารถลงไปรับประทานอาหารเช้าได้ โจแอนนาไม่รอช้า หล่อนเดินลงบันไดตรงไปยังห้องรับประทานอาหารโดยเร็วที่สุดเท่าที่รองเท้าส้นสูงและมารยาทของสุภาพสตรีจะอนุญาต

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” หล่อนกล่าวเสียงใสกับบิดามารดาที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะตรงไปนั่งด้านขวามือของเอิร์ลจัสติสผู้พ่อ โดยมีแม่ของหล่อน เคาน์เตสมาเกอริตามองดูด้วยสายตาอ่อนโยนจากฝั่งตรงกันข้าม

“นอนหลับสบายดีหรือไม่ ลูกสาวพ่อ”

“ลูกนอนหลับสบายดีค่ะ วันนี้แปลกนะคะ คุณพ่ออยู่ร่วมโต๊ะอาหารเช้ากับลูกได้” โจแอนนาเอ่ย ปรกติบิดาของหล่อนมักไม่ค่อยได้อยู่ร่วมโต๊ะอาหารเช้ากับหล่อนและเคาน์เตสมาเกอริตา เพราะหน้าที่การงานที่ต้องรีบออกตรวจผู้ป่วยในหอพยาบาลในพระราชวังแต่เช้าตรู่ หรือไม่ก็มักจะยังไม่กลับเนื่องจากต้องเฝ้าดูอาการผู้ป่วยหนัก

“พ่อเพิ่งกลับมาได้ราวชั่วยามหนึ่งนี่เอง เลยพอมีเวลามาทานข้าวกับลูกกับแม่ได้อย่างไรเล่า”

“เป็นเช่นนั้นเอง”

แล้วมื้ออาหารก็เริ่มต้นขึ้น โดยมีเสียงเจื้อยแจ้วของเจ้าหล่อนดังคลอไปเรื่อย

“โจแอนนา ช่วงบ่าย แม่จะให้มิสแบรนเดอลีนเข้ามาวัดตัวตัดชุดให้ลูกนะ”

หล่อนนึกเบื่อหน่ายขึ้นมาทันที แต่ด้วยมารยาทที่ถูกฝึกอบรมมาแต่เด็ก ทำให้หล่อนแสดงอาการเหล่านั้นออกมาไม่ได้ การวัดตัวตัดชุดที่เคาน์เตสมาเกอริตากล่าวถึง ย่อมไม่พ้นงานเดบูตองที่จะจัดขึ้นในวันเกิดอายุสิบหกของหล่อน โจแอนนาตื่นเต้นกับวันเกิดของตนก็จริง แต่หล่อนก็คร้านกับการแต่งหน้าแต่งตัวกรุยกราย ใส่หน้ากากเข้าวงสังคมเสียเหลือเกิน ไม่นับว่ามันก็เหมือนการดูตัวกลาย ๆ นั่นด้วย

“เดือนหน้าแล้วนี่นะ แล้วการเรียนเต้นรำของลูกเป็นอย่างไรบ้างล่ะ”

“คล่องมากแล้วค่ะ แต่ว่าคุณพ่อคุณแม่ขา เราแค่ฉลองวันเกิดกันเล็ก ๆ ในบ้านเหมือนทุกทีไม่ได้หรือคะ ลูกไม่เห็นความจำเป็นต้องจัดงานเดบูตองใหญ่โตเหมือนใครเขาเลย” หล่อนลองอ้อนวอนดูอีกสักครั้ง แม้จะเข้าใจดีว่าคงไม่เกิดประโยชน์

“พ่อกับแม่เข้าใจลูกนะ แม่เองก็ไม่ชอบ แต่เพื่อการเข้าสังคม ผูกมิตรกับผู้อื่น มันก็จำเป็นนะ อย่างน้อยเผื่อวันข้างหน้าจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกัน แล้วอีกอย่าง…” หญิงสาวที่ยังคงงามหยดย้อยแม้จะมีลูกแล้ว ส่งยิ้มหวานให้หล่อนเป็นเชิงเย้าแหย่ “เผื่อลูกจะสนใจใครบ้างเป็นพิเศษอย่างไรเล่า”

“ไม่ได้/ไม่ค่ะ” ทั้งเอิร์ลจัสติสและโจแอนนากล่าวขึ้นพร้อมกัน เรียกเสียงหัวเราะเบา ๆ จากผู้เป็นภรรยาและมารดาได้ดี คนเป็นพ่อก็หวงบุตรีเสียเหลือเกิน ส่วนคนเป็นลูกก็ไม่สนใจเรื่องรักใคร่สักนิด พอกันเสียทั้งคู่

“ลูกเพิ่งจะสิบหก จะรีบหาคู่ครองไปทำไม ชีวิตมีสิ่งอื่นที่น่าสนใจอยู่อีกมากมาย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญเสียหน่อย”

“ลูกเห็นด้วยกับคุณพ่อค่ะ”

“ใจเย็น ๆ เรื่องนั้น แม่แล้วแต่ลูกอยู่แล้ว แต่จะอย่างไร งานเดบูตองก็เป็นงานสำคัญ ทนเอาหน่อยนะ โจแอนนา”

“ลูกจะพยายามค่ะ”

โจแอนนายืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกเดซี่สีขาวที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนลอยมาตามลม หล่อนหลับตาพริ้ม ซึมซับความหอมหวานของดอกไม้โปรดเข้าเต็มปอด ก่อนจะลืมตาขึ้น เมื่อรู้สึกได้ว่ามีใครยืนอยู่ด้านหน้า

ร่างสูงโปร่งดูสง่าในชุดออกงานแบบผู้ชายทั่วไป เรือนผมหยักศกสีดำสนิทที่ขับให้ผิวที่ค่อนข้างขาวอยู่แล้วดูสว่างขึ้น นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนรับกันดีกับจมูกโด่ง และริมฝีปากอิ่ม โจแอนนารู้สึกคุ้นเคยกับชายผู้นี้อย่างบอกไม่ถูก แต่สัญชาตญาณของหล่อนบอกว่าหล่อนไว้ใจเขาได้

ผู้ชายตรงหน้าหล่อนโค้งตัวตามธรรมเนียม ก่อนจะยื่นมือออกมา รอให้หล่อนวางมือลงไป ไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ เช่นเดียวกับโจแอนนา หล่อนเพียงวางมือลงบนมือหนาแผ่วเบาโดยไม่เอื้อนเอ่ยเช่นกัน ก่อนจะเริ่มเดินตามแรงจับจูงที่พาหล่อนเดินตรงไปเรื่อย ๆ ก่อนจะไปหยุดที่ต้นแพร์ขนาดใหญ่ที่ตระหง่านอยู่บนเนินเตี้ยกลางทุ่ง

ณ ที่นั้น ชายหนุ่มก้มลงปลิดดอกเดซี่ใกล้มือ แล้วยื่นส่งให้หล่อนเป็นเชิงว่าให้ หล่อนไม่อยากปฏิเสธน้ำใจ ตามมารยาทที่เคาน์เตสมาเกอริตาพร่ำสอนมา หล่อนควรจะรับเอาไว้

เมื่อหล่อนเอื้อมมือไปรับมันมา ผู้ให้ก็แย้มยิ้มกว้างเห็นเป็นเส้นขีดคล้ายหนวดแมวที่ใต้ตา จากนั้นเจ้าของรอยยิ้มนั่นก็โค้งให้หล่อนที่กระวีกระวาดย่อตัวรับแทบไม่ทัน เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกทีหนึ่ง ใต้ต้นแพร์ก็เหลือหล่อนเพียงผู้เดียวแล้ว

“วันนี้คุณหนูงามจริง ๆ เจ้าค่ะ” เสียงชื่นชมของเจย์ลีน สาวใช้ประจำตัวที่อยู่กับโจแอนนามาตั้งแต่เด็ก ทำให้หล่อนคลี่ยิ้มบางส่งให้เด็กสาวที่อายุน้อยกว่าหล่อนสองปีอย่างเอ็นดู

“ปกติข้าไม่งามหรือ เจ้าถึงพูดแบบนี้”

“ปกติท่านก็งามอยู่แล้วเจ้าค่ะ แต่พอแต่งตัวออกงานเช่นนี้ก็งามมาก ๆ ข้าว่าทุกคนในงานจะต้องจับจ้องมาที่ท่านคนเดียวเป็นแน่”

“เจ้าก็พูดเกินไป วันนี้มีสาวงามตั้งมากมายที่สวยกว่าข้า”

“ไม่มีแน่ ๆ เจ้าค่ะ ใครจะสวยสู้ท่านได้กัน”

“ก็คุณแม่อย่างไรเล่า เจ้าจะบอกว่าคุณแม่ข้าไม่สวยหรือ”

“โธ่ คุณหนู ไม่นับท่านเคาน์เตสสิเจ้าคะ” โจแอนนาหลุดหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้เจย์ลีนทำเสียงกระเง้ากระงอดใส่หล่อน ถ้าคุณแม่นมของหล่อนมาเห็น สาวใช้คนสนิทของหล่อนคงโดนทำโทษไปแล้ว แต่กับโจแอนนาที่เห็นเอ็นดูเป็นน้องสาวก็ไม่นึกตำหนิอะไร

“อ๊ะ ขออภัยนะเจ้าคะ คุณหนู ข้าขออนุญาตจัดตรงนี้นิดหน่อย”

หล่อนยืนนิ่งให้เจย์ลีนจัดมงกุฎดอกไม้บนศีรษะให้เข้าที่ พลางมองตัวเองในหน้ากระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้า

เด็กสาวที่ปรากฏบนพื้นเรียบเงานั่นสวมชุดกระโปรงบานยาวซ้อนชั้นสีขาว เปิดเปลือยลำคอ ไหปลาร้า และไหล่มน ประดับด้วยดอกกุหลาบที่ทำจากผ้าโปร่ง ไปด้วยกันดีกับถุงมือที่ยาวคลุมข้อศอกสีเดียวกัน เส้นผมนิ่มสีน้ำตาลถูกรวบเก็บเป็นมวย รับกับมงกุฎดอกไม้ที่เจย์ลีนร้อยให้เมื่อสองชั่วยามที่ผ่านมา ใบหน้าหวานแต่งแต้มด้วยสีชมพูและสีแดงจากชาด สร้อยไข่มุกสีขาวนวลซึ่งเป็นสมบัติส่วนตัวของเคาน์เตสมาเกอริตาห้อยอยู่ที่คอระหง

โจแอนนารู้สึกเหมือนตนกำลังมองคนแปลกหน้า หล่อนไม่ค่อยรวบผมสักเท่าไหร่ หน้าตาก็ไม่แต่ง และส่วนมากหล่อนก็ชอบใส่กางเกงขี่ม้ามากกว่าจะสวมกระโปรงยาวซึ่งมักเกะกะเวลาหล่อนทำงานในสวนสมุนไพร เพราะฉะนั้นพอจับแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศ หล่อนเลยรู้สึกแปลกประหลาดมากกว่า

“เหลือเวลาอยู่อีกหน่อย คุณหนูจะนั่งรอในห้องนี้ก่อน หรือว่าจะกลับห้องหนังสือคะ”

“กลับห้องหนังสือก็แล้วกัน เจย์ลีนไปช่วยงานข้างล่างเถิด ไม่ต้องห่วงข้าหรอก มีอะไรจะเรียกเอง”

“เจ้าค่ะ”

หล่อนเดินตรงไปยังห้องหนังสือซึ่งหล่อนทำงานค้นคว้าค้างอยู่ หล่อนมักยกงานทุกอย่างมานั่งทำที่นี่ เอิร์ลจัสติสที่ตามใจบุตรีเป็นที่สุดจึงให้คนมาปรับปรุงห้องเสียใหม่ และจัดมุมหนึ่งของห้องเป็นบริเวณทำงานของโจแอนนา

หล่อนนั่งลงบนเก้าอี้ ขยับตัวเล็กน้อยเพราะชายกระโปรงซึ่งยาวเกะกะ ทอดถอนใจกับหนังสือหลายต่อหลายเล่มที่เปิดทิ้งไว้บนโต๊ะทำงาน พวกมันไม่ใช่หนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรเหมือนที่มักจะเป็น แต่กลับเป็นหนังสือที่ว่าด้วยความหมายของดอกไม้ และหนังสือเกี่ยวกับความฝันต่าง ๆ

เมื่อคืนหล่อนฝันอีกแล้ว ภาพชายที่ยื่นดอกเดซี่ให้หล่อนยังคงติดตรึงในห้วงความคิด มันแปลกไปจากทุกครา เพราะคนในความฝันไม่เคยให้อะไรกับหล่อนมาก่อน แล้วพอมาตอนนี้ หล่อนก็ไม่รู้ว่าในความฝันตนกล้ารับมันไปได้อย่างไร ในโลกที่เวทมนตร์สรรค์สร้างสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย แม้แต่ความฝันหล่อนก็ควรจะต้องระมัดระวังและรอบคอบให้มากกว่านี้

“ท่านเป็นใครกันนะ”

“ตื่นเต้นไหมเจ้าคะ” แม่นมของหล่อนว่า หญิงวัยกลางคนแย้มยิ้มกว้างให้หล่อน โจแอนนาทราบดีว่าแม่คนที่สองภาคภูมิใจในงานวันนี้มากไม่ต่างจากแม่แท้ ๆ ที่เทียวไปมาระหว่างสวนสวยที่เป็นพื้นที่งาน และห้องหนังสือที่หล่อนหมกตัวอยู่หลังแต่งตัวเสร็จ

“เบื่อมากกว่าค่ะ อยากกลับไปนอนเสียเต็มทีแล้ว” หล่อนยืนรออยู่หลังบานประตูที่จะเปิดออกไปสู่สวนได้สักพักแล้ว เมื่อถึงเวลาประตูไม้แกะสลักสีเข้มจะเปิดออก และเป็นการเปิดตัวหล่อนสู่วงสังคมอย่างเต็มตัว

มืออวบของผู้ที่ดูแลหล่อนมาแต่เล็กแต่น้อยตีเบา ๆลงบนต้นแขนของหล่อน ดวงตาสีฟ้าฉายแววดุ

“อดทนเจ้าค่ะ แล้วอย่าพูดแบบนี้ให้ใครต่อใครเขาได้ยินนะเจ้าคะ ไม่งาม”

“โธ่ ข้าก็พูดเฉพาะกับคนในบ้าน ใครจะมาได้ยินคะ แล้วข้าก็ไม่ชอบงานพวกนี้มาแต่ไหนแต่ไร คุณคายานาเองก็ทราบดี” หล่อนบ่นต่อ และไม่แคล้วโดนคายานาตีอีกครั้งหนึ่งด้วยแรงที่มากกว่าเดิมจนหล่อนรู้สึกแสบคัน ทำได้เพียงยกมืออีกข้างขึ้นมาลูบ ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยต่อให้โดนทำโทษอีก

“ข้าบอกว่าไม่ให้พูดอย่างไรเจ้าคะ ท่านเคาน์เตสทุ่มเทกับงานนี้มากนะเจ้าคะ ถ้าท่านมาได้ยินจะเสียใจเพียงใด”

“ขอโทษค่ะ” หล่อนเอ่ยเสียงเบา เมื่อคิดตามคำพูดผู้ใหญ่แล้วเห็นจริง ถึงหล่อนจะไม่อยากร่วมงานนี้มากขนาดไหน แต่ผู้เป็นมารดาก็ตั้งใจจัดมันขึ้นมาเพื่อหล่อน และนั่นก็ทำให้โจแอนนาไม่ดื้อดึงอะไร เพราะภาพของเคาน์เตสคนงามและคนอื่น ๆ ในบ้านที่วุ่นวายเตรียมงานกันเป็นสัปดาห์เพื่อวันนี้ยังติดค้างในความทรงจำ หล่อนไม่อยากให้สิ่งที่ทุกคนเพียรทำไร้ค่า

“สักครู่นะเจ้าคะ ข้าน่าจะใกล้เวลาเต็มทีแล้ว”

จบประโยค บานประตูก็ถูกเปิดออก คายานาถอยหลังออกไปหลบอยู่หลังประตู เหลือเพียงงโจแอนนาที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูที่เปิดกว้าง หล่อนทำได้เพียงกลืนน้ำลายลงคอ ข่มความประหม่าและเชิดหน้าขึ้นตามที่มารดาเคยสั่งสอน ก้าวออกไปช้า ๆ ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องมาประหนึ่งถูกตรึงไว้ที่หล่อน

แม้ภายนอกจะดูสง่างามเพียงใด แต่ใครเล่าจะรู้ว่าหล่อนเกร็งแสนเกร็ง ใจประหวัดไปถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เช่นการเหยียบชายกระโปรง หรือสะดุดหกล้ม ก่อนที่หล่อนจะหวาดหวั่นว่าจะเกิดเหตุน่าอับอาย เอิร์ลจัสติสก็สาวเท้าเข้ามาหาเสียก่อน บิดาส่งยิ้มให้หล่อน ขยับตัวมายืนเคียงข้าง ่และตั้งแขนซ้ายขึ้นขนานกับพื้นดินด้วยท่วงท่าสง่างาม

โจแอนนาทราบดีว่าหล่อนต้องทำอะไร จึงคล้องแขนเข้ากับแขนของบิดา เดินเคียงคู่ไปยังลานเต้นรำที่มีน้ำพุใหญ่ตั้งอยู่กลางสวน หล่อนกับบิดาคือคู่เต้นรำเปิดงานในวันนี้ ทันทีที่ไปถึง วงดนตรีที่มุมหนึ่งของบริเวณสวนก็เริ่มบรรเลงบทเพลงให้ดังไปทั่ว และหลังจากเต้นกันไปได้สักพัก คู่ชายหญิงอีกหลายคู่ก็เริ่มเดินมายังลานเต้นรำบ้าง

หล่อนวางใจลงได้บ้างเมื่อบิดากุมมือของหล่อนให้เต้นไปตามจังหวะ และผ่อนคลายขึ้นมากเมื่อเอิร์ลจัสติสชวนหล่อนพูดคุยเล่นระหว่างเต้นรำ กระทั่งจบเพลงแรก หล่อนก็คลี่ยิ้มออกมาได้ดังเดิม

โจแอนนายังคงเต้นรำกับบิดาต่ออีกเพลง แม้ว่าตามธรรมเนียมทั่วไป บิดาและบุตรีจะเต้นรำด้วยกันเพียงเพลงแรกเท่านั้น ด้วยเหตุผลว่าหล่อนยังไม่พร้อมจะเต้นรำกับผู้ใด และเอิร์ลจัสติสก็หวงบุตรสาวมากเสียจนไม่อยากเห็นชายอื่นมาขอหล่อนเต้นรำเร็วเกินไปนัก

ผ่านไปเพียงสองชั่วยาม ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลผู้วิเศษได้เต้นรำกับคนมากมาย หล่อนไม่ใช่หญิงโง่ที่จะมองสายตาหมายปองของบุรุษไม่ออก แต่ถึงจะไม่พอใจเพียงใด โจแอนนาก็ทำได้เพียงรักษามารยาทด้วยการตอบรับการขอเต้นรำ แย้มยิ้มเพียงอย่างเดียว ถามคำตอบคำ และยอบกายลงเมื่อจบเพลงแทนการตัดไมตรี สิ่งเดียวในงานที่หล่อนสนใจนอกจากกลุ่มเพื่อนสนิทเพียงสองสามคน คืออาหารหน้าตาน่ารับประทานหลากชนิดที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะไม้ยาวด้านหนึ่งของสวน

หล่อนได้แต่นึกขอบคุณมารดาที่รู้ใจหล่อนดี จึงได้เลือกมาแต่อาหารที่หล่อนชอบ รวมถึงไม่ได้จัดเป็นโต๊ะที่จะเสิร์ฟอาหารแบบฟูลคอร์ส แต่จัดเป็นค็อกเทลด้วยเข้าใจดีว่าหล่อนคงจะอึดอัดกับมารยาทบนโต๊ะอาหาร ทำให้หล่อนสามารถแวะเวียนมารับประทานนั่นนี่ได้บ่อยครั้ง

หลังจากวางแก้วน้ำส้มที่ดื่มจนหมดแล้วลงบนถาดที่บริกรยืนถืออยู่ ก็มีชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าหล่อน

“ให้เกียรติเต้นรำกับข้าสักหน่อยได้หรือไม่ครับ คุณหนูโจแอนนา”

ร่างที่ก้มโค้งลุกขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะยื่นมือออกมาตรงหน้าหล่อน ใบหน้าคมคายแย้มยิ้มอ่อนโยนให้ และมันก็ทำให้หล่อนตื่นตะลึง เมื่อภาพตรงหน้าซ้อนทับกับภาพที่หล่อนเห็นในความฝันมาหลายต่อหลายครั้งยามหล่อนหลับตานอน

“ข้าชื่อจูเลียน ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 29: Games

Title: Games [Flufftober 2019 day 29]

Pairings: BMark [GOT7]

Notes/Warnings: ชดเชยมาม่าเมื่อวานค่ะ ฮ่า ๆ ๆ

+++++++++++++++++++++++++

มาร์คเป็นคนติดเกม เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีในหมู่เพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน แจบอมที่เป็นคนรักเองก็รู้เรื่องนี้ดี แต่บางทีที่มีโอกาสอยู่กันสองคนแบบนี้ เขาก็อยากใช้เวลาด้วยกันจริง ๆ จัง ๆ บ้าง

“มาร์ค กินข้าวกันไหม”

“มาร์คยังไม่หิวอะ บอมมี่กินไปก่อนเลย”

“ไปเดินเล่นกันไหม”

“มาร์คขอเล่นเกมตรงนี้จบก่อนนะ”

แล้วจะจบเมื่อไหร่ไม่ทราบ แจบอมได้แต่คิดหงุดหงิดในใจ มองร่างบางที่นั่งจดจ่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์มาจะสามชั่วโมงแล้ว หลังจากเดินไปเปิดประตูหอพักให้เขาเข้ามา และเป็นสามชั่วโมงที่อีกคนไม่สนใจเขาเลย อันที่จริงนอกจากมือสองข้างที่ประจำอยู่ที่เมาส์และคีย์บอร์ดที่ขยับรัวเร็วแล้ว มาร์คก็ไม่ขยับตัวลุกจากเก้าอี้เลยด้วยซ้ำ

“มาร์ค ไม่คิดจะสนใจกันหน่อยเหรอ” เขาเห็นใจอีกฝ่ายนะ เพิ่งปิดโปรเจกต์ ส่งโมเดลอาจารย์เรียบร้อย คนหน้าหวานก็คงอยากจะผ่อนคลายบ้าง แต่นี่ก็เป็นช่วงว่างที่หาได้ยากยิ่งของเขาหลังจากปั่นงานส่งอาจารย์เสร็จเหมือนกัน และเขาก็เลือกที่จะใช้เวลากับอีกคน พอโดนเมินแบบนี้ เขายอมรับกันตามตรงเลยก็ได้ว่างอน

“แป๊บเดียวเอง ขอมาร์คไต่แรงค์ให้ได้สูงกว่านี้หน่อยนะ”

แล้วแน่ล่ะว่าเขาขัดใจอีกคนไม่เคยได้ ยิ่งเสียงนุ่ม ๆ นั่นเจือแววออดอ้อน แจบอมก็ยอมแพ้ ตามใจคนเอาแต่ใจเหมือนเคย

“เสร็จแล้ว เรียกด้วยแล้วกัน” เขาไม่ได้ว่าอะไรอีกฝ่ายอีก ตัดใจเลิกงอนไปโดยปริยาย ปลงกับความเป็นเด็กติดเกมของคนรัก เขาหันไปหยิบเฮดโฟนในกระเป๋า และครอบหูฟังเพลง อ่านหนังสือที่พกติดตัวมาด้วยแทน เพื่อรอให้มาร์คเล่นเกมจบ แล้วจะทำอะไรต่อค่อยว่ากันอีกที

แจบอมจมจ่อมอยู่กับเสียงดนตรีและตัวอักษรอยู่นานจนลืมดูเวลา มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ร่างอุ่นนุ่มของคนที่นั่งเล่นเกมอยู่เมื่อครู่กระเถิบเข้ามาใกล้เขาที่เอนหลังพิงหัวเตียงอยู่ มาร์คเอียงหัววางไว้บนไหล่เขาอย่างออดอ้อนเอาใจ

“บอมมี่ โกรธมาร์คเหรอ” คนสวยถามเขา ทำเสียงเล็กเสียงน้อย และช้อนตาขึ้นสบด้วย ท่าทางราวกับเด็กกลัวความผิด ทำให้แจบอมถอนหายใจออกมา

ก็เป็นเสียแบบนี้ทุกที เขาจะเคืองคนข้าง ๆ นี่ลงได้ยังไง

“ไม่ได้โกรธ”

“จริงเหรอ”

“อื้ม แล้วมาร์คทำอะไรให้น่าโกรธรึเปล่าล่ะ”

“ก็… มาร์คเอาแต่เล่นเกม…”

“แล้ว?”

“แล้วก็ไม่สนใจบอมมี่”

“มาร์คคิดว่าบอมควรโกรธไหม” เขาแกล้งถาม เห็นอีกคนเสียงอ่อยแบบนี้ มันก็อดแกล้งแหย่ให้ตื่นเต้นลนลานสักหน่อยไม่ได้ มาร์คน่ะร้าย มาอ้อนเขาแบบนี้ก็คิดว่าเขาคงใจอ่อนง่าย ๆ เหมือนทุกที ถามว่าจริงไหมก็ไม่ผิดนัก แต่เพื่อดัดนิสัยเสียนั่น ครั้งนี้เขาขอเอาคืนเด็กติดเกมที่เมินเขามาตั้งหลายชั่วโมงหน่อยเถอะ

“บอมมี่ ไม่เอา ไม่โกรธมาร์คนะ มาร์คแค่เล่นเพลินไปนิดนึงเอง ดีกันนะ”

“ไม่ล่ะ”

“แจบอมอ่า จะให้พี่ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นเลย แต่อย่าโกรธกันเลยน้า นะ ๆ ๆ ดีกัน ๆ” อีกฝ่ายยืดตัวขึ้นมาหอมแก้มเขาทีหนึ่ง ทำเอาคนตัวโตต้องหลุดยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่

“ไม่ดีด้วยหรอก ก็บอกแล้วนี่ ว่าไม่ได้โกรธน่ะ”

“จริง ๆ นะ”

“จริงครับ แต่บอมขออะไรหน่อยได้ไหม มาร์คจะเล่นเกมนี่บอมไม่ว่าเลยนะ ขอแค่สนใจบอมบ้าง ได้ไหมครับ” เขาว่า ดึงร่างบางเข้ามาพิงในอ้อมกอด กดจูบลงบนขมับ

“อืม จะพยายาม” แจบอมยิ้มกว้าง แค่อีกคนรับปากว่าจะพยายาม เขาก็ดีใจแล้ว

“งั้น เราไปกินข้าวกันนะ”

“อื้อ”

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 28 : Graduate

Title: Graduate [Flufftober 2019 day 28]

Pairings: BMark [GOT7]

Notes/Warnings: –

+++++++++++++++++++++++++

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังไปทั่วพื้นที่ วันนี้เป็นวันซ้อมของนักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย และก้าวเข้าสู่โลกการทำงานแบบเต็มตัว

เจเองก็เช่นกัน วันนี้เขากับแจ็ค เพื่อนซี้ที่คบกันมาตั้งแต่ตอนสอบเข้าใส่ชุดครุยสีดำเรียบ ขลิบขอบด้วยสีประจำคณะ นั่งแปะอยู่บนม้านั่งที่ใช้ให้รุ่นน้องร่วมคณะมาจองให้แต่เช้า

“ไหวไหมพี่ ร้อนปะเนี่ย” กันต์ หลานรหัสของแจ็คว่า ว่า ยกพัดในมือขึ้นพัดให้รุ่นพี่สองคนที่เหงื่อโชกจนเหมือนกับเพิ่งไปอาบน้ำมา ดีที่ถอดเสื้อครุยกันแล้ว ไม่อย่างนั้นคนในบริเวณนี้อาจจะได้เห็นภาพผู้ชายตัวโต ๆ สองคนเป็นลมเพราะอากาศร้อนเกินไปก็เป็นได้

“ร้อนชิบหายเลยว่ะ นี่หน้าหนาวจริงเหรอวะ” แจ็คว่า ยกแก้วน้ำอัดลมที่น้ำแข็งละลายหายไปอย่างรวดเร็วขึ้นดูด

“มึงจะเอาอะไรกับประเทศที่มีแต่ฤดูร้อนอย่างประเทศไทยวะ” เขาพูด ปลดกระดุมคอ ถอดเนคไทสีเขียวน้ำทะเลออกวางพาดไว้กับครุย และพับแขนเสื้อขึ้นเหนือข้อศอก อากาศมันร้อนเกินจนไม่แปลกใจเลยที่ก่อนหน้านี้สักครึ่งชั่วโมงได้มีบัณฑิตหญิงคนหนึ่งเป็นลม

“ข้าวมาแล้วคร้าบบบบบ” เสียงของยู แฟนเด็กของจิน น้องรหัสเขาดังมาก่อนตัว เรียกให้พวกเขาสามคนหันไปมองเป็นตาเดียว

“เสียงดังนะ ยู”

“โถ่ ไม่เห็นเป็นไรเลย พี่จิน เสียงรอบ ๆ ตอนนี้ก็ไม่ได้เบาสักเท่าไหร่หรอกน่า”

เจยิ้มออกมาหน่อยหนึ่งเมื่อเห็นคู่รักตรงหน้าเถียงกัน สองคนนี้น่ะเถียงกันประจำ ตีกันได้ทุกเรื่อง แต่ในสายตาของคนนอกอย่างเขา ดูก็รู้ว่าทั้งจินและยูรักและใส่ใจกันมากขนาดไหน

“มา ๆ กินข้าวกันเถอะ พวกมึงจะเถียงกันทำไมวะ” แจ็คว่า หยิบกล่องข้าวออกจากถุง แจกจ่ายให้แต่ละคน แล้วก้มหน้าก้มตากินส่วนของตัวเองก่อนเพื่อน

หลังกินข้าวเสร็จ พวกเขาก็ถ่ายรูปไปเรื่อย จริง ๆ นับว่าเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กดุริยางค์ที่เรียนในกรุงเทพมาตลอดสี่ปีเหมือนกัน เพราะนอกจากรับน้องตอนปีหนึ่งปีสอง พวกเขาก็ไม่เคยย่างกรายมาที่นี่อีกเลย เลยแทบไม่มีความทรงจำใด ๆ กับวิทยาเขตที่พวกเขาต้องมารับปริญญานี่ สุดท้ายก็เลยได้แต่ตระเวนถ่ายรูปกับซุ้มถ่ายรูปของแต่ละคณะในวิทยาเขตนี้แทน

“เจ” เสียงเรียกทำให้เขาที่กำลังหัวเราะกับมุกตลกของเพื่อนสนิทต้องหันกลับไปมอง และภาพของคนที่ยืนอยู่ก็ทำให้ใจเขากระตุกไปวูบหนึ่ง

ทั้งเพื่อนและน้องต่างก็รู้งานกันดี พากันถอยห่างออกไป เว้นระยะให้เขากับมาร์คได้คุยกัน

“ยินดีด้วยนะ เรียนจบแล้ว” ร่างบางตรงหน้าเขายื่นดอกไม้ช่อใหญ่มาให้ เขารับมันมาไว้ ส่งยิ้มให้คนที่ไม่ได้เจอกันมาหลายเดือน

“ขอบคุณนะ มาร์คมาทำอะไรที่นี่เหรอ” เขาอดถามไม่ได้ มาร์คไม่ได้เรียนที่นี่และไม่มีเพื่อนเรียนอยู่ด้วย แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่อีกฝ่ายจะมาเดินเตร็ดเตร่ในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเขตปริมณฑลแบบนี้

“มาหาเจไง สัญญาไว้แล้วนี่ว่าถ้าเจเรียนจบจะเอาดอกไม้ช่อใหญ่ ๆ มาให้น่ะ อุตส่าห์เดินหาตั้งนาน”

บัณฑิตหนุ่มอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ “ไม่นึกว่าจะจำได้นะ”

“ก็ไม่ได้ลืมนี่”

ตลกดี ถ้าเป็นสักครึ่งปีก่อนหน้านี้ เจคงไม่คิดว่าตัวเองจะคุยกับมาร์คได้เป็นธรรมชาติขนาดนี้ แล้วเขาก็ไม่นึกว่าอีกคนจะยังทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ตั้งแต่ตอนยังคบกันแบบนี้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะจบกันด้วยดีก็ตาม แต่ถ้าเป็นเจ เขาคงทำเป็นลืม ไม่เป็นคนดีแบบมาร์คแน่ ๆ

“แล้วทำไมไม่โทรมาล่ะ เดินหานานแล้วล่ะสิ” เขาทักเมื่อสังเกตเห็นเหงื่อข้างขมับของอีกฝ่าย ดูก็รู้ว่าเดินหาเขาไปทั่ว แล้ววิทยาเขตนี้มันก็ไม่ได้เล็กเหมือนที่ที่เขาเรียนมาสี่ปีด้วย

“ก็ว่าจะโทรแหละ แต่เดินมาเจอพอดี”

“ดีแล้ว ถ่ายรูปกันไหม” เขาถาม และกวักมือเรียกจินที่วันนี้ทำหน้าที่เป็นตากล้องส่วนตัวให้เขา เมื่ออีกคนพยักหน้ารับ

หลังจากถ่ายรูปเสร็จ พวกเขาก็พูดคุยกันอีกนิดหน่อย แล้วมาร์คก็เดินจากไป ส่วนเขาก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นกับดอกไม้ช่อใหญ่ในอ้อมแขน โดยมีเพื่อนกับน้อง ๆ มองมาอย่างเป็นห่วง

“มึงโอเคไหมวะ” แจ็คว่า ใบหน้าคมฉายชัดว่าเป็นห่วงเขาขนาดไหน

เขาพยักหน้าทั้งที่รอยยิ้มบาง ๆ ยังไม่หายไปจากใบหน้า “ก็ไม่อะไรนี่”

“แต่ตอนเลิกกับพี่มาร์ค พี่อาการน่าเป็นห่วงมากนะ” เป็นกันต์ที่พูดถึงเรื่องเมื่อครึ่งปีก่อนขึ้นมา พอนึกตามดู เจก็ขำสภาพตัวเองตอนนั้นเหมือนกัน

พวกเขาเลิกกันเพราะต่างฝ่ายต่างยุ่ง ทั้งเขาทั้งมาร์คเพิ่งเรียนจบ เร่งหางานกันทั้งคู่ พอหางานได้ก็เจองานหนัก ช่องว่างระหว่างกันมันเลยเพิ่มขึ้นไปด้วย กลายเป็นไม่เข้าใจกัน สุดท้ายก็เลยตัดสินใจจบความสัมพันธ์กัน

ไม่ใช่ไม่รัก แต่ยิ่งอยู่ยิ่งทำร้ายกัน เขาคิดว่าการแยกทางกันไปอาจจะดีกับทั้งสองฝ่ายมากกว่า

และก็เพราะเลิกกันทั้งที่ยังรักนี่แหละ ที่ทำให้ช่วงที่เพิ่งเลิกกันใหม่ ๆ เจเป๋ไปพอสมควร เอาแต่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนแจ็คมันทนไม่ได้ ตามมาสั่งสอน หอบผ้าหอบผ่อนมาค้างที่หอเขาเป็นอาทิตย์เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะอยู่ได้จริง ๆ ถึงได้ยอมกลับบ้านไป ถึงจะดูเจ้ากี้เจ้าการไปบ้าง แต่ถ้าไม่ได้แจ็ค เขาก็อาจจะกรังต่อไปอีกเป็นเดือน

“ก็ตอนนี้กูมูฟออนได้แล้วไง”

“จริงนะพี่”

“ก็ใช่น่ะสิ ครึ่งปีแล้วนะ ให้กูเดินหน้าต่อเถอะ ไม่งั้นพี่มึงได้กินหัวกูแน่” เขาว่าขำ ๆ พาดพิงเพื่อน แล้วเอี้ยวตัวหลบฝ่ามือของไอ้ลูกหมาที่มองค้อนมา

“มูฟออนได้มันก็ดี อย่าให้กูรู้นะว่ามึงมูฟออนแค่ปาก”

“กูบอกว่าได้แล้ว ก็ได้แล้วสิ ไป ๆ ไปถ่ายรูปกันดีกว่า” เขาตัดบท ดันเพื่อนให้เดินตรงไปที่ซุ้มหน้าคณะอักษรต่อ

ที่เขาพูดไปว่าเขาเดินหน้าต่อได้แล้วนั่นเขาไม่ได้โกหก การได้เจอกับมาร์คในวันนี้ช่วยยืนยันได้ดี ความรู้สึกยามมองหน้าหวาน ๆ นั่น มันไม่ใช่ความรู้สึกรัก หรือเจ็บปวดเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว มันเหลือเพียงแค่ความปรารถนาดีในฐานะเพื่อนที่ผ่านอะไรต่อมิอะไรมาด้วยกันตั้งหลายปี

สำหรับเจในตอนนี้ นอกจากเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว เขาคิดว่าความรักของเขาก็คงจบลงจริง ๆ แล้วด้วยเหมือนกัน

Posted in Fiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 27 : Kittens

Title: Kittens [Flufftober 2019 day 27]

Fandom: Original

Notes/Warnings: คู่นอร์มอลและคู่ออริคู่แรกในชาเลนจ์ค่ะ 555555 สารภาพเลยว่านิสัยนี่แอบยืมเขามาค่ะ อิอิอิอิ ว่าแต่ ลูกแมวนี่มีบทแค่ช่วงแรก ๆ เองเนอะ ช่างมันแล้วกันค่ะ ฮา

+++++++++++++++++++++++

“น่าร้ากกกก” หญิงสาวคนหนึ่งถลาเข้าไปหากลุ่มลูกแมวที่นอนก่ายกันอยู่บนที่นอนแมวนุ่ม ๆ ตรงมุมห้อง ทันทีที่สายตากวาดไปเจอ ทำให้คนที่เดินตามหลังได้แต่ยิ้มบาง ๆ ส่ายหน้าอย่างระอาปนเอ็นดู เดินตามแฟนไปยังกลุ่มก้อนขนสีขาวดำบ้าง

“น่ารักมากเลยอะ ซีนนนน” กันต์ว่า นัยน์ตาสีเข้มเป็นประกายระยิบระยับ หันมาหวีดแมวใส่เจ้าของห้องและเจ้าของแมว ตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าซีนซะอีก

“กันต์ เบาเสียงนิดนึง เจ้าตัวเล็กหลับกันอยู่นะ” เขาบอก ก่อนจะหันไปมองซ้ายมองขวา หาเจ้าเหมียวที่เป็นแม่แมว ก่อนจะพบว่าเจ้าสี่ขาตัวโตค่อย ๆ เยื้องย่างออกมาจากห้องน้ำ ชายหนุ่มจึงนั่งยอง ๆ ยืดมือสองข้างออกไปหาแมวสุดที่รัก แต่มันกลับเมินเขา หันไปหาหญิงสาวที่สังเกตเห็นพอดี และก้มลงอุ้มขึ้นมากอด

“คลอดลูกเหนื่อยไหมคะ คนดี” น้ำเสียงอ่อนหวานที่มาพร้อมกับมือเรียวที่ค่อย ๆ บรรจงลูบบนขนสีขาวของมิลค์ แม่แมวในอ้อมแขน ทำเอาซีนนึกอยากเบะปากเล็กน้อย กับเขาที่เป็นแฟนกันมาหลายปี กันต์ไม่เคยจะพูดกับเขาด้วยเสียงหวาน ๆ หรอก แต่กับมิลค์นี่ ใช้เสียงสองด้วยตลอด ใช่สิ เขามันไม่สำคัญเท่าแมวนี่หว่า และเขาก็เริ่มเบะปากจริง ๆ เมื่อเจ้าเหมียวร้องรับคำพูดแฟนเขา ตามด้วยเลียปลายนิ้วขาว ๆ นั่นไปทีนึง

ไอ้แมวนี่ก็เหมือนกัน เขาเป็นเจ้าของ เป็นคนให้ข้าวให้น้ำ เก็บมันมาเลี้ยงแท้ ๆ แต่ดันเชื่องกับกันต์มากกว่าเขาอีก

“ซีนเป็นอะไร เบะทำไม” นั่นไง เสียงห้วนเชียว สองมาตรฐานชัด ๆ

“งอน” เขาก็ไม่ได้หวังอะไรมาก แค่ให้อีกคนง้อบ้าง แต่แทนที่จะได้ในสิ่งที่อยากได้ ซีนกลับได้มาแค่สายตาเอือมระอาของแฟน และเสียงหวานที่เอ่ยถ้อยคำบาดใจ

“ทำตัวเป็นเด็กประถมไปได้ ไม่ง้อหรอก เนอะ มิลค์เนอะ เล่นกับเจ้าตัวเล็กดีกว่า”

เนี่ย เขาบอกแล้ว แฟนเขามันสองมาตรฐาน

“กันต์จะไม่ง้อซีนจริงเหรอ”

“ง้อทำไม โตแล้ว จัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้ก็เรื่องของซีน”

จากที่แค่เล่น ๆ ตอนนี้ซีนเริ่มจะอยากงอนจริง ๆ แล้ว แต่ภาพตรงหน้าเขามันก็ดีเกินกว่าจะมานั่งงอนโง่ ๆ แบบที่รู้ว่ายังไงก็คงไม่มีคนง้อ เขาเลยหันไปหยิบกล้องฟิล์มลูกรักลงมาจากชั้น แล้วเก็บภาพหญิงสาวที่นั่งคุกเข่าลูบหัวลูบหางแมวสี่ห้าตัวแทน

หลังจากถ่ายด้วยกล้องฟิล์มจนพอใจ ซีนก็ล้วงโทรศัพท์มือถือมากดถ่ายต่อ แล้วก็อัพลงอินสตาแกรมที่มีผู้ติดตามจำนวนไม่น้อยในฐานะช่างภาพที่มีชื่อในระดับหนึ่ง

“เนี่ย ซีนไม่ยอมพาเรามาหาพวกเธอสักที เก็บพวกเธอไว้เล่นคนเดียวตั้งนานเลย” คำพูดของกันต์กับบรรดาลูกแมวที่เพิ่งคลอดได้ไม่นานทำให้ซีนหลุดขำนิดหน่อย แต่ก็ประท้วงแก้ต่างให้ตัวเองด้วย

“ซีนเปล่าเก็บไว้เล่นคนเดียว แต่เด็ก ๆ เพิ่งคลอด แถมกันต์ก็งานยุ่งมากไม่ใช่เหรอไง มีเวลาก็กลับไปพักน่ะถูกแล้ว จะมานั่งเล่นกับแมวที่ห้องซีนทำไม”

กันต์ซึ่งเป็นมัณฑนากรงานยุ่งมากมาเกือบสองเดือนแล้ว เพิ่งจะมีเวลาพักผ่อนเต็มที่ก็เมื่อวานนี่เอง พอมาวันนี้ก็เลยรบเร้าเขาให้พาตัวเองมาดูหน้าลูกแมวที่เพิ่งคลอดที่คอนโดเขา ทั้งที่เขายังอยากให้อีกคนพักผ่อนให้เต็มที่กว่านี้มากกว่า

“รู้แล้วน่า อย่าบ่นสิ”

“ครับ ๆ ไม่บ่นแล้วก็ได้ แล้วนี่เที่ยงแล้วจะกินอะไรดี สปาเกตตี้ไหม เดี๋ยวซีนทำให้”

“กิน ๆ เอาอร่อย ๆ นะ”

“แล้วซีนเคยทำไม่อร่อยด้วยเหรอ”

“ไม่รู้ล่ะ รีบ ๆ ไปทำเลย กันต์เริ่มหิวนิด ๆ แล้ว” อีกฝ่ายเอ่ยปากไล่เขา ทั้งที่สายตายังจับจ้อง มือยังลูบแมวไม่หยุด เขาก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ายิ้มขำ แล้วเดินตรงไปห้องครัว ทำข้าวเที่ยงให้แฟนที่ยังติดแมวไม่เลิก

เพราะมัวแต่จดจ่อกับซอสสปาเกตตี้ เขาเลยตกใจเล็กน้อยที่เงยหน้ามาเห็นหญิงสาวนั่งเท้าคางจ้องเขาอยู่ที่เคาน์เตอร์ในครัว

“อ้าว ไม่เล่นกับเจ้าตัวเล็กแล้วเหรอ”

“พอดีกว่า มิลค์จะได้นอนกับลูกสบาย ๆ หน่อยอะ” เขาพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันไปคนซอสที่ใกล้จะยกลงจากเตาแล้ว พลางพูดกับคนรักที่รอกินข้าวอยู่

“รอแป๊บนึงนะ สปาเกตตี้จะเสร็จแล้ว กันต์ไปล้างมือก่อนเลย จะได้กินข้าวกัน” เขาพูด แต่อีกคนกลับไม่ขยับตัว เอาแต่จ้องหน้าเขานิ่ง

“หน้าซีนมีซอสติดเหรอ”

หญิงสาวส่ายหน้า ปลายหางม้าสะบัดไปตามแรง แต่สายตาเจ้าตัวก็ยังมองมาที่เขา จนเขาขมวดคิ้วนิด ๆ เอ่ยถามอย่างงง ๆ ขณะก้มลงปิดเตาแก๊ส

“กันต์มีอะไรรึเปล่า จ้องหน้าซีนอยู่นั่น”

“กันต์แค่สงสัย”

“ว่า?”

“ซีนอยากมีลูกบ้างไหม”

มือที่กำลังจะตักซอสราดลงบนเส้นชะงักทันที แต่เพียงครู่เดียวมันก็ทำหน้าที่ตามเดิมต่อ เขากลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะถามต่อ

“ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ”

“ก็ซีนชอบเด็ก ๆ… แต่กันต์มีลูกให้ซีนไม่ได้นี่” ประโยคหลังเบาลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ แต่ในห้องที่มีเพียงพวกเขาสองคน ซีนได้ยินมันชัดเจน

เขาวางทุกอย่างในมือลง หันไปเผชิญหน้ากับหญิงสาว นัยน์ตาคู่สวยที่เขารักนักหนาหมองลงอย่างเห็นได้ชัดจนเขานึกเจ็บปวดในใจเล็ก ๆ เขาส่งยิ้มให้อีกฝ่าย หวังว่ามันจะทำให้คนรักรู้สึกดีขึ้น

“ทำไมถึงคิดมากแบบนั้นล่ะ ซีนเคยบอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร”

เมื่อปีก่อน กันต์ปวดท้องหนักมากจนต้องเข้าโรงพยาบาล และจำเป็นต้องผ่าตัดนำมดลูกออก ทำให้เจ้าตัวไม่สามารถมีลูกได้ แล้วมันก็กลายมาเป็นบาดแผลในใจเจ้าตัวอย่างหนึ่งที่ซีนก็ได้แต่อยู่ข้าง ๆ พยายามบอกให้อีกคนอย่าคิดมาก ถึงเขาเองจะเสียดายมากเหมือนกันที่คงไม่ได้อุ้มลูกของเขากับกันต์อย่างที่อยากมีมาก ๆ ก็ตาม

“เห็นมิลค์คลอดลูกแล้วคิดมากใช่ไหม” ดูเหมือนเขาจะจี้ถูกจุด เพราะหญิงสาวก้มหน้ามองพื้นเคาน์เตอร์ ไม่ยอมสบตาเขา

“กันต์ครับ เงยหน้ามาคุยกับซีนหน่อยได้ไหม” สักพักกว่าคนคิดมากจะยอมเงยหน้ามาสบตาเขา น้ำตาคลอเคลือบนัยน์ตาที่เคยสดใสมาตลอดก่อนมันจะค่อย ๆ ไหลลงมา

เขาคว้าทิชชู่มาซับน้ำตาให้อีกคนเบา ๆ ยังคงยิ้มให้เหมือนทุกที “กันต์ไม่ต้องรู้สึกผิดเลยนะ แค่กันต์ยังอยู่ตรงนี้กับซีน แค่นี้ก็ดีเกินพอแล้ว แล้วไม่ต้องคิดไปไกลถึงขั้นว่าซีนจะทิ้งกันต์ไปเพราะกันต์มีลูกไม่ได้ด้วยนะ ซีนไม่เลิกกับกันต์ด้วยเรื่องแค่นี้แน่ ๆ” ซีนดัก ไม่รู้หรอกว่าคนตรงหน้าคิดถึงขนาดนั้นหรือเปล่า แต่กันไม่ให้เจ้าตัวคิดไปเรื่อยย่อมดีกว่า

“ขอโทษนะ” กันต์พูดด้วยเสียงแหบเครือ จริง ๆ การที่อีกคนร้องไห้ออกมาแบบนี้มันทำให้เขารู้สึกแย่พอสมควร ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเคยบอกกับอีกคนตั้งแต่คบกันแรก ๆ ไปว่าเขาอยากเลี้ยงลูกตัวเองสักครั้ง หญิงสาวคงไม่คิดมากจนร้องไห้แบบที่ไม่ค่อยจะร้องแบบนี้แน่ ๆ

กันต์ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เขาเองนี่แหละที่ผิด

“ไม่ต้องขอโทษเลย กันต์ไม่ผิดอะไรสักนิด”

ซีนตัดสินใจแล้ว เขาคิดว่าแผนที่ตั้งใจจะทำในอีกสองวันข้างหน้า เลื่อนมาเป็นตอนนี้น่าจะดีที่สุด

“กันต์ ฟังซีนนะ ถ้ากันต์อยากมีลูก เรารับลูกบุญธรรมมาเลี้ยงสักคนก็ได้ ยังไงเขาก็จะเป็นลูกของเราอยู่ดี แต่ที่สำคัญกับซีนที่สุดในตอนนี้และต่อไปจากนี้คือกันต์ ซีนอยากมีกันต์อยู่ด้วยแบบนี้ไปตลอดชีวิตของซีน” เขาหยุดชั่วครู่ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รู้ดีว่าสถานการณ์มันไม่ได้ดีเหมือนกับที่วางแผนไว้ตอนแรก แต่ถ้ามันจะทำให้อีกคนเลิกคิดมากเรื่องนี้ เขาจะยอม

“มาเป็นคู่ชีวิตของซีนได้ไหม มาเป็นคู่คิดของซีน เป็นภรรยาของซีนนะ”

ซีนล้วงเอากล่องแหวนที่เขาเพิ่งรับมาจากร้านหลังสั่งทำเป็นเดือน ก่อนจะไปรับกันต์ ยื่นส่งให้อีกคนที่เบิกตากว้าง เหมือนจะช็อกไปแล้ว

“จริง ๆ ซีนว่าจะขอวันมะรืนที่เป็นวันครบรอบ แต่ซีนคิดว่าถ้ามันจะช่วยยืนยันคำพูดทั้งหมดของซีนได้ ก็ไม่จำเป็นต้องรอถึงตอนนั้นหรอก”

เขาเดินอ้อมเคาน์เตอร์ หยิบแหวนเพชรวงน้อยขึ้นสวมกับนิ้วเรียวบางของคนตรงหน้า มันสวมได้พอดีนิ้วนางซ้ายตามที่เขาคำนวณไว้

“แต่ง กันต์แต่ง” ร่างบางกระโดดเข้ามาในอ้อมกอดเขา ดูเหมือนที่เขาพยายามจะปลอบให้อีกคนหยุดร้องไห้จะไม่ได้ผลเสียแล้ว เขารู้สึกได้ว่าบ่าข้างที่กันซบหน้าลงเปียกชื้น แต่ในเมื่ออีกคนร้องไห้เพราะคำขอแต่งงานของเขา ซีนก็คิดว่าคงไม่เป็นไร

“ซีนรักกันต์นะ” เขาก้มลงจูบเบา ๆ บนกลุ่มผมนุ่ม สูดเอากลิ่นแชมพูหวาน ๆ เจือกลิ่นน้ำหอมที่เขาคุ้นเคยดีเข้าปอด

“กันต์ก็รักซีนเหมือนกัน”

“จากนี้ก็อยู่ด้วยกันตลอดไปเลยเนอะ”

“อื้อ”

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 26 : Cuddle

Title: Cuddle [Flufftober 2019 day 26]

Pairings: AllTaiga [SixTONES]

Notes/Warnings: ไม่ได้เป็นเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แต่อย่างใดค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++

พวกเขาหกคนมะรุมมะตุ้มอยู่ในห้องรับแขกบ้านเคียวโมโตะ โซฟาถูกเลื่อนไปชิดผนังด้านหนึ่งพร้อมกับโต๊ะรับแขก พื้นที่ด้านหน้าโต๊ะวางโทรทัศน์ปูด้วยฟูกนอนหกผืน พร้อมหมอนและผ้าห่ม แต่ยังไม่มีใครคิดจะล้มตัวลงนอน ต่างก็นั่งเบียดเบียนกระแซะกัน จ้องหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ฉายอยู่บนหน้าจอขนาดยี่สิบกว่านิ้วอย่างใจจดใจจ่อ

ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาหกคนไปค้างที่ไหนสักที่แล้วต้องนอนห้องเดียวกันหมดทุกคน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นไปด้วยเรื่องงาน ยกเว้นครั้งแรกเมื่อเจ็ดปีก่อน หลังจากเลิกกองในเย็นวันหนึ่ง เป็นวันสุดท้ายที่พวกเขาจะได้ถ่ายละครแบบเข้าฉากครบกันทั้งหกคน ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองที่พวกเขาตั้งใจมานอนกองรวมอยู่ด้วยกันโดยไม่มีเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวข้อง และก็ยังเลือกใช้ห้องรับแขกในบ้านเขาเป็นที่นอนเหมือนครั้งแรกเช่นเดิม

ไทกะไม่มีปัญหาอะไรที่เพื่อนร่วมวงจะมาค้างด้วยเหมือนอย่างวันนี้ ถึงจะไม่พูด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็สนุกดี แม้จะแอบสงสัยว่าตัวเองจะนอนหลับได้จริงหรือเปล่า ในเมื่อมีคนนอนกรนอย่างมัตสึมุระ โฮคุโตะ และโมริโมโตะ ชินทาโร่ รวมอยู่ด้วยแบบนี้

เขากวาดสายตามองสภาพตัวเองและเพื่อนอีกห้าคน โคจิ ยูโกะ พี่ใหญ่กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงโซฟา โดยมีเจสซี่นอนหนุนตัก ขณะที่ท้องของเจ้าตัวเป็นหมอนหนุนให้กับโฮคุโตะ ทานากะ จูริ นั่งพิงยูโกะพลางกอดเอวเขาที่นั่งซ้อนอยู่ข้างหน้าไปด้วย ส่วนตักของเขาก็โดนชินทาโร่ยึดไปหนุนหัว โดยพาดขาไปบนต้นขาของโฮคุโตะ

จริง ๆ พวกเขาก็ไม่ได้นั่งเบียดเสียดอะไรกันขนาดนี้ตั้งแต่แรก แต่เพราะอยากกวนประสาทกันเอง ก็เลยหาเรื่องพาดขาดพาดหัวไปทั่ว พอเนื้อเรื่องบนจอเริ่มเข้มข้น ทุกคนก็ขยับตัวกันอีกแค่พอให้ดูหนังได้สบาย และสนใจแต่ฉากแอคชั่นเพียงอย่างเดียว จะมีส่งเสียงเฮฮากันบ้างก็ตามแต่ว่าตัวละครในจอคนไหนจะโดนโจมตี

ไทกะคิดว่าสภาพผู้ชายตัวโต ๆ หกคนถึงเนื้อถึงตัวกันถึงขนาดนี้มันคงดูแปลกพิลึกในสายตาคนทั่วไปอยู่ แต่ถ้าถามว่าเขารังเกียจไหม เขากลับคิดว่ามันก็ไม่ได้แย่ กลับกันเขาว่ามันก็อบอุ่นดี เหมือนตอนที่เขาอยู่กับพ่อกับแม่ อยู่กับคนในครอบครัวนั่นล่ะ

ไม่มีใครลุกไปทำอะไรใด ๆ แม้ว่าเอนด์เครดิตจะถูกฉายขึ้นบนจอแล้ว มีเพียงเสียงเพลงประกอบที่ดังไปทั่วบ้านที่วันนี้มีแค่พวกเขาหกคนอยู่ด้วยกัน

“ชินทาโร่ ลุกไปปิดทีสิ” เจสซี่ว่าพลางขยับตัวเล็กน้อย ทำให้หัวโฮคุโตะพลอยคลอนไปด้วย แต่หนุ่มแว่นก็ดูจะไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก เพราะเริ่มหลับตาลงไปแล้ว

“ทำไมต้องฉันอะ” น้องเล็กของพวกเขาบ่น ทำท่างอแงขี้เกียจลุก

“ก็นายขยับตัวได้ง่ายที่สุดไง ไปเลย” โฮคุโตะตอบคำถาม ยกขาขึ้นลงเพื่อให้ขาของชินทาโร่สั่นไปตามแรงสะเทือน

“เออ ก็ได้” อิดออดเล็กน้อยก่อนจะเดินไปตามคำสั่ง

พอชายหนุ่มปิดโทรทัศน์แล้ว ก็หันกลับมามองพวกเขาอีกห้าคนที่แทบจะไม่ขยับใด ๆ ก่อนจะเปิดปากพูด

“แล้วนี่พวกนายจะอยู่ในสภาพนี้กันไปอีกนานเท่าไหร่”

“อีกสักพักล่ะมั้ง ไม่อยากขยับเท่าไหร่เลย” ถึงปากจูริจะบอกว่าไม่อยากขยับ แต่แขนผอม ๆ ที่ดันมีแรงมากกว่าที่เห็นก็ดึงตัวเขาให้พิงไปกับตัวเองมากขึ้น ซึ่งเขาก็ไม่ว่าอะไร เพราะพอได้พิงไปแล้ว มันก็รู้สึกสบายดีเหมือนกัน

“มานี่มา ชินจัง” โฮคุโตะยกมือขึ้นกวัก เรียกน้องเข้าไปหา

คนโดนเรียกโถมตัวเข้าใส่อีกฝ่ายเต็มแรง ทำเอาคนโดนพุ่งเข้าหาจุกจนร้องออกมาเสียงดัง และไม่เพียงแต่โฮคุโตะ เจสซี่เองก็ได้ผลกระทบ จุกไปอีกหน่อด้วย คนเจ็บสองคนจึงโวยวายผสมโอดครวญกันลั่น ทำให้พวกเขาที่เหลืออดหัวเราะออกมาไม่ได้

“ตัวก็ไม่ใช่เล็ก ๆ กระโดดลงมาได้” ยูโกะว่า แต่หน้ายังยิ้มกว้าง หัวเราะเยาะสองคนที่นอนกลิ้งเกลือกแหกปากไปมา

“เวอร์เถอะ ฉันไม่ได้กระแทกพวกนายแรงขนาดนั้น” คนต้นเหตุประท้วงอาการเล่นใหญ่เกินเบอร์ของพี่สองคน พร้อมทั้งทำปากคว่ำ คว้าแขนของเจสซี่มาหนุนนอน ส่วนมือก็เอื้อมไปคว้าเอวโฮคุโตะมาก่ายแทนหมอนข้าง

พวกเขาเงียบกันไปอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไรอย่างผิดวิสัยมนุษย์พูดมาก แต่อย่างที่บอก ไทกะคิดว่ามันก็ไม่ได้แย่ เพราะพวกเขาก็ต้องการเวลาให้ความคิดบางอย่างมันตกผลึกเหมือนกัน

“จะเดบิวต์แล้วเนอะ” จูริเปิดประเด็นขึ้นมา ทำให้ไทกะย้อนนึกถึงวันที่ได้รับรู้เรื่องนี้เมื่อหลายเดือนก่อน จนถึงตอนนี้มันก็ยังดูเหมือนเป็นความฝันอยู่เลย

“รู้สึกแปลก ๆ นะ ไม่ค่อยชินยังไงไม่รู้” ยูโกะเอ่ยต่อ “เวลาใครแสดงความยินดีด้วย บางทีก็มีแบบ เอ๊ะ ฉันจะเดบิวต์เหรอ ด้วยอะ”

พวกเขาหัวเราะขำ ไม่ต้องมีใครพูด เขาก็มั่นใจว่าทุกคนคิดเหมือนพี่ใหญ่กันหมดนั่นแหละ

“จะทำได้ดีไหมนะ พวกเราน่ะ” เขานึกสงสัย การได้ออกซีดีเดบิวต์ มันคือก้าวแรกจริง ๆ ของพวกเขา และเป็นก้าวที่สำคัญมาก เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำมันได้ดีพอไหม แล้วถ้ามันออกมาไม่ดีจะทำยังไง โอกาสนี้มันมีค่าเกินไปจนเขานึกกลัวไปหมด

ไทกะเคยวาดฝันเอาไว้มาก่อน ว่าถ้าได้เดบิวต์แล้วเขาคงจะดีใจมาก ๆ ไม่ได้คิดว่าเอาเข้าจริงแล้ว มันดันทำให้เขากังวลมากกว่าจะตื่นเต้น

แต่สำหรับคนอื่นดูจะไม่ได้คิดแบบนั้น หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เครียดเท่าเขา เพราะชินทาโร่เอ่ยขึ้นมาว่า “ทำได้ดีสิ คิดมากไปได้”

ตามด้วยเจสซี่ที่ใช้แขนอีกข้างที่ว่าง ลูบผมดำนิ่มของคนที่หนุนท้องตัวเอง “พวกเราทำได้ยอดเยี่ยมมาตลอด จากนี้ไปมันก็ต้องทำได้ดีเหมือนเคยสิ ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น แค่ตั้งใจและทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ก็พอแล้ว”

“ฉันเห็นด้วยกับสองคนนั้นนะ คิดมากไปก็เท่านั้น ทำทุกอย่างให้เต็มที่ก็พอ” คนที่กอดเขาอยู่พูดพร้อมก้มหน้าลงมาส่งรอยยิ้มกว้างให้เขา

“ฉันเข้าใจเรื่องที่นายกังวลนะ ฉันเองก็คิดเหมือนกัน แต่โอกาสมันมาแล้วนี่ ยังไงก็ต้องยืดอก มั่นใจในตัวเองเข้าไว้ จะยังไงพวกเราก็ยังมีกันและกันอยู่นะ” คราวนี้เป็นคำพูดของพี่ใหญ่บ้าง และปิดท้ายด้วยคนที่อยู่ในสถานะกระอักกระอ่วนกับเขาอย่างโฮคุโตะ “นายทำได้อยู่แล้ว”

ไทกะยิ้ม เมื่อเพื่อนร่วมวงที่เหลือพยายามพูดให้เขาหายเครียด พลังงานบวกจากทั้งห้าคนคือสิ่งที่ช่วยเขาไว้เสมอ ทำให้เขาเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นใจ เหมือนอย่างครั้งนี้ และเขาคิดว่าในครั้งต่อ ๆ ไปด้วย

“ขอบใจนะ จากนี้ไปก็ฝากตัวด้วยล่ะ”

Posted in Fanfiction, Flufftober

Flufftober 2019 Day 25 : Correspondence

Title: Correspondence [Flufftober 2019 day 25]

Pairings: JackJin/JinSon [GOT7]

Notes/Warnings: none

+++++++++++++++++++++++++++

ถึง จินยองงี่

ให้ตาย ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะมานั่งเขียนจดหมายอะไรแบบนี้ได้เลย นี่เป็นครั้งแรกจริง ๆ จัง ๆ เลยนะ นอกจากตอนเด็ก ๆ เทคโนโลยีมันไปไกลมากจริง ๆ ตอนนั้นใครจะไปคิดว่าตอนนี้เราจะสามารถวิดีโอคอลหากันได้ผ่านมือถือกัน

วันนี้นะ ฉันมาหาแจบอมมี่ที่สตูเขาล่ะ ยังหล่อออร่าเหมือนเดิม ติดอย่างเดียว มาเจอฉันในสภาพเกรอะกรังมาก ลากแตะไม่ว่า แต่ผมไม่หวี หนวดไม่โกนนี่ก็เกินเรื่องไปหน่อยนะ นายว่าไหม ถึงจะบอกว่าค้างที่สตูและเพิ่งตื่นตอนที่ฉันไปกดกริ่งเรียกก็เหอะ แต่ฉันไปหาเขาตอนเก้าโมงนะ นัดเองด้วยซ้ำ นี่มันน่าบ่นมาก ๆ อะ

ถึงงั้นฉันก็ไม่ได้บ่นไปหรอก ดูจากตาที่ปกติก็เล็กตี่อยู่แล้ว นี่แทบมองไม่เห็นตาดำอะ ไม่รู้ว่ามองเห็นทางเดินได้ยังไง สงสาร สุดท้ายฉันเลยต้องปล่อยให้นอนต่อ เนี่ย คนดีกว่าหวัง แจ็คสันนี่ไม่มีอีกแล้ว พวกนายทุกคนต้องรักฉันให้มาก ๆ นะ พูดเลย
เดี๋ยวสักพักว่าจะปลุกขึ้นมากินข้าวแล้ว ดีนะ ซื้อมาเผื่อด้วย เพราะงั้นฉันขอจบจดหมายฉบับนี้ไว้เท่านี้ก่อนนะ จินยองงี่ ไว้วันหลังว่าง ๆ จะเขียนไปหาใหม่นะ

ปล. อย่าบอกแจบอมมี่นะว่าฉันเรียกเขาลับหลังแบบนี้ นายก็รู้ว่าเขายึดติดว่าจะต้องเป็นพี่พวกเราขนาดไหน เกาหลีประกาศให้นับอายุแบบสากลแล้วแท้ ๆ หัวหน้าวงเรานี่ไม่ตามเทรนด์เลย

ปล.2 แต่นายคงไม่บอกหรอกมั้ง เพราะไม่งั้นฉันก็จะบอกเหมือนกันว่าตอนคุยกับฉันนายเรียกชอบเรียกเขาว่า บอมมี่

คิดถึงเสมอ
ซึนอ่า

 

ถึง พัคแก

ฉันไปป๊ะกับแบมแบมที่ไทยล่ะ ตกใจไหม ฮ่า ๆ ๆ

จริง ๆ คือฉันไปงานมีตเดี่ยวของน้องมันที่ไทยล่ะ ไปกับมาร์คกับยูคยอม ไอ้เด็กนั่นมันลากพวกฉันขึ้นไปเป็นแขกรับเชิญด้วย แต่ด้วยความที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะมีคนเกาหลี คนฮ่องกง กับคนอเมริกาขึ้นเวทีด้วย เขาเลยไม่ได้เตรียมล่ามไว้ สุดท้ายแบมมันเลยต้องเป็นล่ามให้พวกฉันไปด้วย สนุกดี แฟน ๆ กรี๊ดกันสนั่นฮอลล์เลย แบมบอกพวกฉันว่าเขากรี๊ดความหล่อมาร์คกัน แต่มันต้องมีคนที่กรี๊ดความหล่อฉันมั่งดิ นี่เฮียหวังเลยนะ มันต้องมีคนเมนฉันบ้างแหละ

ความตลกคือหลังจบงานพวกฉันสี่คนไปกินข้าวกัน ยูคยอมมันก็เปิดทวิตเตอร์ดู โอ้โห ขึ้นเทรนด์ในประเทศไทยอะ อันดับหนึ่งด้วย ยอมรับก็ได้ว่าส่วนใหญ่ก็หวีดโมเมนต์มาร์คแบมกัน แต่รูปแฟนแคมฉันหล่อหลายรูป โอเค หายงอน ยอมก็ได้

ตอนนี้กำลังรอขึ้นเครื่องไปจีนอยู่ล่ะ ยูคยอมกับมาร์คที่จะไปเกาหลีขึ้นเครื่องพรุ่งนี้ วันนี้เลยอยู่เล่นกันสามคนที่ไทย อิจฉามาก ๆ แต่ฉันกำลังเตรียมปล่อยเพลงใหม่ อยู่ต่อไม่ได้จริง ๆ นายเองก็หาเวลาฟังเพลงฉันดูบ้างแล้วกัน ฟังแล้วก็ช่วยคอมเมนต์ด้วย เต็มที่ได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ เดี๋ยวถ้าชาร์ตออกมาดี จะเลี้ยงของกินพวกนายทุกคนเลย

อยากเจอหน้านายแล้ว
หวังแก

 

เรียน คุณชายพัค จินยอง

วันนี้ยองแจมาคอนเสิร์ตฉันที่ฮ่องกงด้วย น้องมาหาฉันอะ ทั้งที่ตารางงานยุ่งโคตร ๆ ขนาดนั้น โอ๊ยยย น่ารักที่สุด แล้วยังมานั่งถือแท่งไฟ ยิ้มสดใสให้ฉันจากข้างล่างเวทีอีก จะเชิญขึ้นเวทีก็ไม่ได้ เสียดาย

จบงานวันรุ่งขึ้น ฉันกับยองแจสองคนเลยพากันตระเวนกินทั่วเกาะเลย ถ่ายรูปมาเยอะมาก เห็นน้องว่ากลับไปจะต้องไปหาแจบอมมี่ จะเอารูปไปอวด ฉันเลยแนะให้น้องถ่ายรูปของกินไปเยอะ ๆ แล้วรัวแชทส่งไปเลย ฉันคิดว่าน้องจะส่งไปในแขทเดี่ยว ไม่คิดว่าจะส่งไปในแขทกลุ่มแบบนั้น ซวยหน่อยนะ แต่ของกินอร่อยมากจริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ

ตอนนี้ฉันกับยองแจกำลังนอนกลิ้งไปมาอยู่บนเตียงล่ะ น้องมาค้างด้วยคืนนี้ แล้วก็กำลังดูฉันเขียนจดหมายหานายอยู่ นิสัยไม่ดีเลย แอบอ่านจดหมายส่วนตัวของคนอื่นอะ (ตัวอักษรยึกยือนิดหน่อย ยองแจตีฉันอะ เนี่ย นิสัยไม่ดีมาก ๆ) เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวเขียนเสร็จเมื่อไหร่ ยองแจต้องโดนฉันเอาคืนแน่ ๆ นั่น ตีฉันอีกแล้ว จินยอง ดูดิ ดูน้องนายสิ

นายน่าจะกำลังสงสัยว่าแล้วยองแจจะไปขึ้นเครื่องพรุ่งนี้ยังไง ขอบอกให้สบายใจเลยว่า เดี๋ยวกระผมจะทำหน้าที่สารถีขับรถไปส่งที่สนามบิน และจะอยู่รอจนกว่าเครื่องจะเทคออฟเลย ไม่ต้องห่วงน้องนะ ยองแจกลับถึงเกาหลีด้วยสภาพครบสามสิบสองดีแน่นอน

อากาศเริ่มจะเย็นลงแล้ว นายเองก็รักษาสุขภาพด้วยนะ จินยองอ่า ฉันเป็นห่วง นายยิ่งป่วยง่ายอยู่ ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่หอกันแล้วด้วย เดี๋ยวไม่มีคนดูแลนะ

รักเสมอ
หวัง แจ็คสัน

 

ถึง จินยองงี่ของฉัน

จดหมายฉบับนี้ทิ้งช่วงนานไปหน่อย ขอโทษด้วยนะ ฉันยุ่งมาก ๆ เลย และฉันก็เชื่อว่าแจบอมมี่กับมาร์คน่าจะบ่นกับนายไปแล้วว่าฉันป่วย แต่ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ฉันฟื้นตัวดีแล้ว พลังงานเกินร้อยเหมือนเดิม พร้อมลุยงานได้เต็มที่แล้ว เย้

พวกเราใกล้จะคัมแบ็คกันแล้วเนอะ แค่คิดก็ตื่นเต้นมาก ๆ แล้ว ถึงฉันจะยังติดงานที่จีนอยู่จนยังไม่ได้เจอหน้าพวกนาย หรือแม้แต่อัดเสียงเลยก็เถอะ แต่ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้จะขึ้นเครื่องกลับเกาหลีแล้ว เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้วล่ะ นี่ฉันซื้อของกินไปฝากพวกนายเยอะแยะเลย เด็ก ๆ ต้องชอบมากแน่ อ้อ แล้วพิเศษสำหรับพัคแกของกระผม นี่เลย ฉันไปได้ชาดีมา เดี๋ยวเราเก็บไว้ดื่มกันสองคนนะ จะชงบริการเลย หอมมาก ๆ ลองแล้ว หวัง แจ็คสันยืนยัน

จะว่าไปฉันก็เขียนจดหมายหานายมาหลายฉบับแล้วเหมือนกันนะ ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะเขียนจดหมายได้เป็นวรรคเป็นเวรแบบนี้ แต่มันก็สนุกดี ได้เสน่ห์ไปอีกแบบ ไม่เหมือนการแชทเนอะ แต่พูดถึง ถ้าได้คุยกับนายต่อหน้า อันนี้น่าจะดีที่สุด เนี่ย อยากกอดนายแล้วอะ ไม่มีนายอยู่ด้วยแล้วเหงามาก ๆ เลย เหนื่อยก็ไม่มีคนให้ชาร์จแบตด้วย ยังดีที่พรุ่งนี้จะได้เจอกันแล้ว ไม่งั้นนะ ฉันต้องเฉาตายก่อนแน่อะ

ฉันต้องไปเก็บกระเป๋าก่อนแล้ว ยังไม่ได้พับเสื้อผ้าเลย คงจบจดหมายไว้ที่ตรงนี้เลยนะ

อยากชาร์จแบตมาก ๆ
แจ็คสันของนาย

แจ็คสันกำลังไถเกมโทรศัพท์พร้อมนอนกลิ้งไปมาข้าง ๆ เพื่อนสนิทที่กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหัวเตียง อ่านจดหมายฉบับสุดท้ายที่เขาเขียนถึงอีกฝ่าย

พวกเขาตกลงกันว่าจะลองเชียนจดหมายคุยกันดูจนกว่าจะมีเวลาเจอหน้ากันอีกครั้ง จริง ๆ ก็เป็นไอเดียของแจ็คสันเอง เพราะอยากลองเปลี่ยนอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง ส่วนอีกคนก็แค่ตามใจเขาเหมือนกับทุกที ทำให้พวกเขานั่งเขียนจดหมายหากันมาได้เป็นเดือน ๆ และสำหรับจดหมายฉบับสุดท้ายนี่ ตอนแรกเขาว่าจะแวะไปส่งที่ไปรษณีย์ก่อนขึ้นเครื่องมาเมื่อวาน แต่พอคิดอีกที เขาเอามายื่นให้เจ้าตัวเองเลยน่าจะเร็วกว่าก็เลยหยิบติดมาด้วย ถึงจะแอบเขินนิดหน่อยที่คนรับดันเปิดอ่านเอาตอนที่อยู่กับก็ตาม

หลังอ่านจบ จินยองก็พับกระดาษเก็บใส่ซองเหมือนเดิม ก่อนจะอ้าแขนออก ทำให้แจ็คสันได้แต่มองการกระทำของเพื่อนสนิทอย่างงุนงง จนอีกคนหัวเราะออกมาเบา ๆ เหมือนรู้ว่าเขากำลังตามไม่ทัน

“ไหนว่าอยากชาร์จแบต มาสิ”

สิ้นประโยค เขาก็โถมตัวเข้าใส่คู่หูทันที แจ็คสันหลับตาลง สูดกลิ่นน้ำหอมที่เขาคุ้นเคย จริง ๆ วันนี้ตอนเจอหน้ากันเขาก็กอดกันไปแล้วนะ แต่เขาไม่เคยนึกเบื่อที่จะกอดอีกหลาย ๆ รอบ เขายอมรับว่าอ้อมกอดของเพื่อนสนิททำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมากจริง ๆ

“ดีขึ้นบ้างยัง” เสียงทุ้มนุ่มถาม ทำให้เขาพยักหน้ารับ แต่ไม่ยอมปล่อยมือออก และรู้ด้วยว่าจินยองเองก็จะไม่ปล่อยมือจนกว่าเขาจะเป็นคนผละออกเองเช่นกัน

“แล้วนายล่ะ โอเคขึ้นบ้างไหม”

ในจดหมายของจินยองที่เขียนถึงเขา มีแต่เรื่องเล่าเรียบ ๆ ที่บอกความเป็นไปต่าง ๆ ให้เขาฟัง ไม่แปลก เพราะจินยองไม่ใช่คนที่จะบ่นอะไรมากมาย เพียงแต่เวลาทำงานหนัก มันก็เหนื่อย ยิ่งช่วงนี้พวกเขาต่างก็ไปทำนู่นทำนี่ กว่าจะได้เจอกันทีก็นาน เขาเลยคาดเดาได้ว่าอีกคนเองก็คงอยากชาร์จแบตบ้างเหมือนกัน

“อือ คิดถึงนะ”

เขาขยับตัวออกมาหน่อย สิ่งยิ้มให้เพื่อน ก่อนจะเอ่ยตอบ “คิดถึงเหมือนกัน”